บทนมัสการมาตาปิตุคุณ และอาจาริยาคุณ

บท นมัสการมาตาปิตุคุณ และ นมัสการอาจริยคุณ

ผุ้แต่ง   พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) กวีปละปราชญ์ ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5)

แต่งด้วย   อินทรวิเชียรฉันท์ 11  (ผู้แต่งเรียกว่า อินทะวชิระฉันท์) 5 บท เท่ากัน

คุณค่าด้านวรรณศิลป์  มีการเล่นสัมผัสพยัญชนยะ สัมผัสสระ เล่นเสียงหนัก-เบา(ครุ ลหุ) เล่นคำซ้อน และเล่นความของคำที่มีความหมายตรงข้าม

คุณค่าด้านจริยธรรม  เป็นสื่อในการสอนจริยธรรม โดยปลูกฝังให้สำนึกในพระคุณของบิดามารดา ครูอาจารย์ ให้รู้จักเคารพยกย่องบุคคลที่พึ่งเคารพและแสดงความกตัญญุกตเวทีคุณต่อผุ้มีพระคุณของเรา

 

ศัพท์ที่มีนัยทางพุทธศาสนา

เกลศ แผลงมาจาก กิเลส คือ เครื่องทำใจให้เศร้าหมอง

มูลเกลศ คือ ต้นเค้าหรือรากเหง้าของกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ

พระนฤพาน แผลงมาจากพระนิพพาน หรือ ความสงบสูงสุด

เบญจพิธจักษุ ดวงตา หรือ ปัญญา ทั้ง ๕ เป็นคุณสมบัติของพระสัมมาสัมพุทธจ้า

. มังสจักษุ หมายถึง ตาเนื้อ

. ทิพยจักษุ หมายถึง ตาทิพย์

. ปัญญาจักษุ หมายถึง ตาแห่งปัญญา

. พุทธจักษุ หมายถึง ตาแห่งพระพุทธเจ้า

. สมันตจักษุ หมายถึง ตาเห็นชอบ

 

สันดาน อาศัยที่ติดต่อกันมาแต่กาลก่อน

ในคำนมัสการพระพุทธคุณ และพระธรรมคุณมีข้อความที่ใช้ สันดาน คือ 

องค์ใดพระสัมพุทธ                 สุวิสุทธสันดาน

สุวิสุทธสันดาน หมายถึง พระอัธยาศัยอันประเสริฐขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

กำจัดน้ำใจหยาย                    สันดานบาปแห่งชายหญิง

แห่งองค์พระศาสดาจารย์          ส่องสัตว์สันดาน

สันดานบาป และ ส่องสัตว์สันดาน หมายถึง สันดานของสัตว์โลก คือ อุปนิสัยทางโลกธรรมที่จำเป็นต้องขัดเกลา

โลกอุดร หมายถึง โลกุตรธรรม ในคำนมัสการพระธรรมคุณ กล่าวไว้ว่า

ธรรมใดนับโดยมรรคผล เป็นแปดพึงยล

และเก้ากับทั้งนฤพาน

สมญาโลกอุดรพิสดาร   อันลึกโอฬาร

พิสุทธิ์พิเศษสุกใส

 

โลกุตรธรรม คือ ธรรมอันมิใช่วิสัยของโลก หรือ ธรรมอันมีสภาวะพ้นโลก มี ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน ๑

ปริยัติ หมายถึง การเล่าเรียนพระไตรปิฎก

ในคำมัสการพระธรรมคุณ กล่าวไว้ว่า

อีกธรรมต้นทางคระไล      นามขนานขานไข

ปริยัติปฏิบัติเป็นสอง

ธรรมต้นทาง แปลว่า ธรรมเบื้องต้นที่จะนำไปสู่โลกุตรธรรม ได้แก่ ปริยัติ และ ปฏิบัติ

 

จตุสัจ  หมายถึง อริยัจสัจสี่ คือ ความจริงอันประเสริฐ หรือความจริงของพระอริยะ ๔ ประการ

ใจมนท์  หมายถึง เขลา หรือ อวิชา

ศัพท์ที่เป็นคำทำเนียบกวี

ศัพท์ที่เป็นคำทำเนียบกวี  หมายถึง ศัพท์ที่ปรากฎในวรรณคดีหรือกวีนิพนธ์ เช่น สุวคนธ์ กำจร วิโยคภัย คระไล การุญภาพ พิบูลย์ อนุกูล จะเห็นได้ว่ากวีตั้งใจสรรคำที่มีความหมายดี เพื่อสื่อให้เห็นคุณานุคุณแห่งพระรัตนตรัย นอกจากนี้จะสังเกตเห็นได้ว่า กวีได้ใช้การหลากคำ คือ เลือกใช้คำหลากหลายที่มีความหมายเหมือนกันหรือแปลความทำนองเดียวกัน ดังนี้

คำที่มีความหมายว่า       พระพุทธเจ้า     -           สมเด็จภควันต์ ผู้ตรัสไตร ทศพล

คำที่มีความหมายว่า       บริสุทธิ์ ใส        -           พิสูทธิ์ สุวิทสุทธ วิมลใส

คำที่มีความหมายว่า       เลิศ เยี่ยม         -           พิเศษ นิรัติศัย อุดมเลิศ ประเสริฐคุณ สาธร

คำที่มีความหมายว่า       ไหว้                  -           ประณตน้อม บังคม นบ อภิวันท์

 

คำสมาสที่น่าสนใจ

คุณานุคุณ        ประกอบด้วย       คุณ + อนุคุณ      หมายถึง คุณน้อยใหญ่ทั้งปวง

คุณากร            ประกอบด้วย       คุณ + อากร        หมายถึง บ่อเกิดแห่งคุณ หรือ ที่เกิดแห่งความดี

คุณนันต์           ประกอบด้วย       คุณ + อนันต์       หมายถึง คุณอันอเนกอนันต์

อุตมงค์                         ประกอบด้วย       อุตม + องค์        หมายถึง ส่วนที่สูงของร่างกาย ได้แก่ ศีรษะ

 

คำแผลงที่น่าสนใจ

เอารส   แผลงจาก           โอรส

อนนต์   แผลงจาก           อนันต์

ศราพก เป็นรูปสันสกฤต   แปลงจาก สาวก

บูชไนย แผลงจาก           ปูชนีย แปลว่า ควรบูชา

โลกัย    แผลงจาก           โลกย แปลว่า ของโลก ในที่นี้ใช้ความหมายว่า ชาวโลก

 

การใช้โวหารอุปมา

การใช้โวหารอุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนอีกสิ่งหนึ่ง ใช้คำเชื่อมเหล่านี้

เหมือน  ราว  ราวกับ  ดุจ  ประดุจ  ดัง  ดี่ง  เฉก  เช่น  เพียง  เพี้ยง  

ประหนึ่ง  ถนัด  กล  เล่ห์  ปิ้มว่า  ครุวนา  ปูน  พ่าง  ละม้าย  แม้น

ตัวอย่างเช่น

พระกรุณาดังสาคร

ธรรมะดุจดวงประทีปชัชวาล

คือทางดำเนินดุจคลอง ให้ล่วงลุปอง ยังโลกอุดรโดยตรง

 

การใช้โวหารอุปลักษณ์

การใช้โวหารอุปลักษณ์  คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งหนึ่ง มักใช้คำว่า คือ เป็น

 

ตัวอย่างเช่น        หนึ่งในพระทัยท่าน                 ก็เบิกบานคือดอกบัว

โปรดหมู่ประชากร                   มละโอฆกันดาร

เป็นเนื้อนาบุญอันไพ              ศาลแด่โลกัย และเกิดพิบูลย์พูนผล

เปรียบหนักชนกคุณ                 ชนนีคือภูผา

 

 

คำอธิบายโวหารที่น่าสนใจ

พระกรุณาดังสาคร

บทอุปมา พระกรุณา ว่า ดุจสาคร หรือห้วงน้ำใหญ่

เป็นความเปรียบที่ปรากฏใช้เป็นขนบวรรณศิลป์มาช้านาน ในคัมภีร์พุโพธาลังการ ซึ่งเป็นตำราการประพันธ์ของบาลี

 

หนึ่งในพระทัยท่าน ก็เบิกบานคือดอกบัว

            ดอกบัว ใช้เป็นความเปรียบเทียบที่เกี่ยวเนื่องในพระพุทธศาสนาเสมอ

ในคัมภีร์พุโพธาลังการ มีโวหารหลายแห่งที่ใช้ดอกบัวเป็นบทอุปมาเปรียบพระพักตร์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

 

โปรดหมู่ประชากร มละโอฆกันดาร

โอฆ แปลว่า ห้วงน้ำ

ในพระพุทธศาสนาใช้เป็นอุปลักษณ์เปรียบเทียบกิเลสท่วมทับจิตใจของหมู่สัตว์ มี ๔ อย่าง คือ กาโมฆะ (โอฆะ คือกาม) ภโวฆะ (โอฆะ คื อภพ) ทิฏโฐฆะ (โอฆะ คือ ทิฐิ)  อวิชโชฆะ (โอฆะ คือ อวิชชา)

 

เป็นเนื้อนาบุญอันไพศาลแด่โลกัย และเกิดพิบูลย์พูนผล

            การเปรียบเทียบ พระสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญ

เปรียบพระสงฆ์ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาว่าเหมือนที่นาที่ใช้หว่านเพาะพืชพันธุ์ธัญญาหารให้งอกงาม

 

หมายเหตุ   มิสศรีบังอร จุ้ยศิริ  ม.4 ที่น่ารักของเราได้สรุปเนื้อหาสอบไว้ที่ http://accom.assumption.ac.th/thai4/

                ขอขอบคุณมิสมากครับ  AC127

 

 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมวิชาภาษาไทยสอบครั้งที่ 2553/1  ได้ที่ SkyDrive วิชาภาษาไทย

About these ads

หนึ่งความคิดบน “บทนมัสการมาตาปิตุคุณ และอาจาริยาคุณ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s