มหาเวสันดรชาดก

มาตรฐาน

มหาชาติ หรือ มหาเวสสันดรชาดก 

                   มหาชาติ  เป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ของพระโพธิสัตว์ที่ได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรและเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  คนไทยรู้จักและคุ้ยเคยกับมหาชาติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย  ดังที่ปรากฏในหลักฐานในจารึกนครชุม  และในสมัยอยุธยาก็ได้มีการแต่งและสวดมหาชาติคำหลวงในวันธรรมสวนะ  ส่วนการเทศน์มหาชาติเป็นประเพณีที่สำคัญในทุกท้องถิ่นและมีความเชื่อกันว่า  การฟังเทศน์มหาชาติจบภายในวันเดียวจะได้รับอานิสงส์มาก

ผู้แต่ง       

1)            สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  งานพระนิพนธ์ที่สำคัญ ได้แก่ สรรพสิทธ์คำฉันท์ กฤษณา สอนน้องคำฉันท์ ตำราฉันท์มาตราพฤติและวรรณพฤติ ลิลิตตะเลงพ่าย สมุทรโฆษคำฉันท์ ทรงนิพนธ์ต่อจากพระมหาราชครูและสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งค้างไว้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก  ยกเว้นกัณฑ์มหาพนและกัณฑ์มัทรี เพราะทรงเห็นว่าพระเทพโมลี (กลิ่น) แต่งกัณฑ์มหาพน และเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่งกัณฑ์มัทรี กัณฑ์กุมาร ไว้ดีแล้ว ปฐมสมโพธกถา หนังสือเบ็ดเตล็ดได้แก่ โคลงฤาษีดัดตน โคลงกลบท และเพลงยาวเจ้าพระ เป็นต้น)

2)           พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

3)           กวีสำนักวัดถนน

4)           กวีวัดสังขจาย

5)           พระเทพโมลี (กลิ่น)

6)           เจ้าพระยาพระคลัง (หน) – เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เป็นกวีเอกในสมัยธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นบุตรของเจ้าพระยาบดินทร์สุรินทร์ฦๅไชย กับท่านผู้หญิงเจริญ เข้ารับราชการในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี มีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสรวิชิต จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ดำรงตำแหน่ง เจ้าพระยาพระคลัง  ผลงานของท่าน ได้แก่ ลิลิตเพชรมงกุฎ อิเหนาคำฉันท์ ราชาธิราช สามก๊ก กากีคำกลอน สมบัติอมรินทร์คำกลอน ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘

ลักษณะคำประพันธ์       ความเรียงร้อยแก้ว  ร่ายยาว  กลบท  กลอนพื้นบ้าน

จุดมุ่งหมายในการแต่ง  เพื่อใช้ในการสวด  เทศนาสั่งสอน

ความเป็นมา        เวสสันดรชาดกนี้เป็นเรื่องใหญ่จัดรวมไว้ในมหานิบาตชาดกรวมเรื่องใหญ่ 10 เรื่อง ที่เรียกกันว่า  ทศชาติ  แต่อีก 9 เรื่อง  ไม่เรียกว่ามหาชาติ  คงเรียกแต่เวสสันดรชาดกเรื่องเดียวว่า  มหาชาติ  ข้อนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพโปรดประทานอธิบายว่า  พุทธศาสนิกชนชาวไทยตลอดจนประเทศใกล้เคียงนับถือกันมาแต่โบราณว่า
เรื่องมหาเวสสันดรชาดก  สำคัญกว่าชาดกอื่น ๆ ด้วยปรากฏบารมีของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์ในเรื่องมหาเวสสันดรชาดกทั้ง 10 บารมี

อานิสงส์การฟังเทศน์มหาชาติ  การตั้งใจฟังเทศน์มหาชาติให้จบเพียงวันเดียวครบบริบูรณ์  ทั้ง 13 กัณฑ์จะเป็นเหตุให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการดังนี้
          1.  เมื่อตายจากโลกนี้แล้ว  จะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้า  พระนามว่า  ศรีอริยเมตไตย  ในอนาคต
          2.  เมื่อดับขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์  จะเสวยทิพยสมบัติมโหฬาร
          3.  เมื่อตายไปแล้วจะไม่ตกนรก
          4.  เมื่อถึงยุคพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ศรีอริยเมตไตย  จะได้จุติไปเกิดเป็นมนุษย์
          5.  ได้ฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์  จะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระอริยบุคคล  ในบวรพุทธศาสนา

มูลเหตุการณ์เล่าเรื่องมหาชาติ
          คัมภีร์ธัมมบทขุททกนิกายกล่าวว่า  เรื่องเวสสันดรชาดกเป็นพุทธดำรัสที่สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสแก่ภิกษุสงฆ์ขีณาสพสองหมื่นรูป  และพระประยูรญาติที่นิโครธารามหาวิหารในนครกบิลพัสดุ์  ในคราวเสด็จโปรดพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดา  และพระวงศ์ศากยะบรรดาพระประยูรญาติไม่ปรารถนาจะทำความเคารพพระองค์  ด้วยเห็นว่าอายุน้อยกว่า
          พระองค์ทรงทราบความคิดนี้จึงทรงแสดงยมกปกฏิหาริย์  โดยเสด็จขึ้นเบื้องนภาอากาศแล้วปล่อยให้ฝุ่นละอองธุลีพระบาทตกลงสู่เศียรของพระประยูรญาติทั้งหลาย  พระประยูรญาติจึงได้ละทิ้งทิฐิแล้วถวายบังคมพระพุทธเจ้า  ขณะนั้นได้เกิดฝนโบกขรพรรษ  พระภิกษุทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์จึงได้ทูลถาม  พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าฝนชนิดนี้เคยตกมาแล้วในอดีต  แล้วจึงทรงแสดงธรรมเรื่องมหาเวสสันดรชาดก  หรือเรื่องมหาชาติให้แก่พระภิกษุและพระประยูรญาติ

                   มหาเวชสันดรชาดก  เป็นชาดกที่มีความสำคัญมากกว่าชาดกอื่น ๆ เพราะพระบารมีของพระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญบริบูรณ์ในพระชาตินี้  มหาเวสสันดรชาดกทั้ง 10 บารมี  คือ

ทศบารมีที่พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญ 

        ๑.  ทานบารมี  “ทาน” คือการให้ปัน ทรงบริจาคทรัพย์ ช้าง ม้า ราชรถ พระกุมารทั้งสอง และพระ มเหสี  รวมเรียกว่า  “ปัญจมหาบริจาค”

        ๒.   ศีลบารมี  “ศีล” คือความประพฤติดี ละเว้นความชั่ว ทรงรักษาศีลอย่างเคร่งครัดระหว่างผนวชอยู่ ณ เขาวงกต

         ๓. เนกขัมมบารมี  “เนกชัมมะ” คือการออกบวช ทำจิตใจให้ผ่องใส ไม่หมกมุ่นในกามคุณ ทรงครองเพศบรรพชิตตลอดเวลาที่ประทับ ณ เขาวงกต

        ๔. ปัญญาบารมี  “ปัญญาคือการฝึกให้รอบรู้ในสิ่งที่เป็นคุณและโทษ ประโยชน์หรือมิใช่ประโยชน์  ตลอดจนจนการแก้ปัญหาด้วยวิธีแห่งเหตุผล ความเฉลียวฉลาด  ทรงบำเพ็ญภาวนามัยปัญญาตลอดเวลาที่ประทับ ณ เขวงกต

        ๕. วิริยบารมี  “วิริยะ” คือความเพียร การก้าวไปข้างหน้าไม่ท้อถอยในการระงับบาปทุจริต  เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ละเสีย และพยายามบำเพ็ญเพียรในทางที่ดี ทรงปฏิบัติธรรมมิได้ย่อหย่อน

        ๖. สัจจบารมี  “สัจจะ”คอการักษาวาจาสัตย์ ความตั้งใจมั่นต่อการปฏิบัติ มุ่งแสวงหาความจริง อันได้แก่ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ทำได้จริง ทรงลั่นวาจาจะยกสองกุมารให้ชูชก เมื่อพระกุมารหลบหนีก็ทรงติดตามให้

        ๗. ขันติบารี “ขันติ” คือความอดทนอดกลั้นต่อความยากลำบากตรากตรำ ความหิวกระหาย อดทนต่อภยันตราย ทุกขเวทนาต่าง ๆ แม้กระทั่งคำล่วงเกิน ทรงอดทนต่อความยากลำบากต่าง ๆ  ขณะที่เดินทางมายังเขาวงกต และตลอดเวลาที่ประทับ ณ ที่นั้น แม้เมื่อทอดพระเนตรเห็นชูชกเฆี่ยนตีสองกุมาร พระองค์ก็ข่มพระทัยได้

        ๘.  เมตตาบารมี  “เมตตา” คือ ความสงสารต่อสัตว์ มีจิตใจเผื่อแผ่ปรารถนาความสุขแก่คนทั่วไป เมื่อพราหมณ์เมืองกลิงคราษฎร์มาทูลขอช้างปัจจัยนาคเพราะเมืองนั้นฝนแล้ง  ก็ทรงพระเมตตาประทานให้  และเมื่อชูชกทูลขอสองกุมารโดยอ้างว่าตนได้รับความยากลำบากต่าง ๆ พระองค์ก็มีพระเมตตาประทานให้ด้วย

        ๙.   อุเบกขาบารมี   “อุเบกขา” คือการวางเฉย  รักษาจิตใจให้คงที่  ไม่ยินดียินร้ายเมื่อมีอารมณ์ต่าง ๆ มากระทบ ทรงวางเฉยเมื่อสองกุมารซึ่งถูกชูชกเฆี่ยนตีวิงวอนขอความช่วยเหลือ เพราะว่าทรงเห็นว่าได้ประทานสองกุมารเป็นสิทธ์ขาดแก่ชูชกไปแล้ว

         ๑๐. อธิษฐานบารมี   “อธิษฐาน” คือความตั้งใจมั่นอยู่ในความดี  แล้วตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องทำสิ่งนั้นให้สำเร็จด้วยดี  ถ้ายังไม่สำเร็จก็จะไม่เลิกเสีย ทรงตั้งพระทัยมั่นที่จะบำเพ็ญบารมีเพื่อสำเร็จพระโพธิญาณเบื้องหน้า แม้จะมีอุปสรรคก็มิได้ย่อท้อ  จนพระอินทร์ต้องปะทานความช่วยเหลือต่าง ๆ  เพราะตระหนักในน้ำพระทัยอันแน่วแน่ของพระองค์

          ในจำนวนบารมีทั้ง  ๑๐  ข้อนี้  ยังแบ่งออกเป็น  ๓  ขั้น คือ

                                ๑.  บารมีขั้นปกติ                                                  มี  ๑๐

                                ๒.  อุปบารมี : บารมีขั้นกลาง                           มี  ๑๐

                                ๓.  ปรมัตถบารมี  :  บารมีขั้นสูง                     มี  ๑๐

                                รวมเป็น ๓๐ เรียก “บารมี ๓๐ ทัศ” เช่นการบริจาคทรัพย์เป็นทานบารมี  การบริจาคเลือดเนื้อเป็นทานขั้นอุปบารมี การบริจาคชีวิตเป็นทานขั้นปรมัตถบารมี

                                ทศบารมี คือการทำให้เต็ม มี ๑๐ ประการ แบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น  ถ้าทำให้ทั้ง ๑๐ ประการครบทั้งสามขั้นตอน จะมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า “สมดึงสบารมี”

มูลเหตุที่ทำให้พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก 

        ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงเล่าเรื่องในอดีตชาติให้ใครฟังนั้นต้องมีคนอาราธนาก่อนจึงทรงเล่า  ดังเรื่องเวสสันดรชาดก ทรงเล่าเมื่อเสด็จไปโปรดพระประยูรที่วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์  มีพระประยูรญาติบางส่วนไม่ยอมละทิฐิแสดงความเคารพพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงแสดงปาฏิหารย์และมีฝนโบกขรพรรษตกลงมา  พระสงฆ์สาวกทั้งหลายซึ่งเข้าเฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นต่างประหลาดใจและพากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  ไม่เคยเห็นฝนชนิดนี้ตกมาก่อนเลย  พระพุทธเจ้าบอกว่าเคยตกมาครั้งหนึ่งแล้วในสมัยที่พระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร  พระสงฆ์สาวกทั้งหลายจึงอาราธนาให้เล่า  เรื่องในอดีตชาติที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าให้ฟังด้วยพระองค์เองนั้นมีถึง 547 เรื่อง ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกอันเป็นคัมภีร์สำคัญของพระพุทธศาสนา

 ประโยชน์ของเรื่องมหาเวสสันดรชาดก 

                   ใช้เป็นประโยชน์ในการชักชวนให้ผู้ที่ยังมีความพอใจในความงาม ความไพเราะ และความบันเทิงได้ร่วมกันฟังพระธรรมเทศนา อันแสดงถึงบารมีของพระโพธิสัตว์ซึ่งค่อยสั่งสมพระบารมีมาเป็นเวลาหลายร้อยชาติ โดยอาศัยความไพเราะของการประพันธ์ แลความครึกครื้นของการเทศน์มหาชาติ  ให้ฆราวาสซึ่งยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจและรับความหมายโดยตรง ได้รับรู้ธรรมะสำคัญไปบ้าง เนื้อเรื่องของเรื่องมหาเวสสันดรแบ่งออกเป็นตอน ๆ แต่ละตอนเรียก  “กัณฑ์” รวมทั้งสิ้น ๑๓ กัณฑ์ ดังนี้

 

1.  กัณฑ์ทศพร-  มูลเหตุที่เกิดเทศน์มหาชาตินั้นมาจาก ฝนโบกขรพรรษ (เป็นฝนพิเศษ มีสีแดง เวลาตกลงมา ใครต้องการให้เปียกจึงเปียก ใครไม่ต้องการให้เปียกก็ไม่เปียก เมื่อตกลงมาแล้วไม่ขังอยู่ ไหลลงดินทันที) ฝนนี้ตกเมื่อคราวพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระราชบิดาและพระญาติวงศ์ที่เมืองกบิลพัสดุ์ แล้วทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ปราบพยศพระญาติวงศ์ผู้ใหญ่ที่แสดงความกระด้างกระเดื่องเกิดฝนโบกขรพรรษตกลงมาเลยทำให้พระญาติเหล่านั้นละทิฐิมานะ ถวายมนัสการแด่พระองค์โดยทั่วกัน พระสงฆ์สาวกเห็นอัศจรรย์จึงทูลถามขึ้น พระองค์ทรงตรัสว่าฝนนี้เคยตกมาก่อน เมื่อเราเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรโพธิสัตว์พระสงฆ์ทูลอาราธนาจึงตรัสเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก   เริ่มตั้งแต่เมื่อกัปที่ 98 นับแต่พระเจ้าสีพีได้ทรงอภิเษกพระราชโอรส คือ พระเจ้าสัญชัยกับพระนางผุสดี-พระธิดาในพระเจ้ากรุงมัทราช  พระนางผุสดีนี้ ในอดีตชาติทรงเป็นพระราชธิดาองค์ใหญ่ของท้าวพันทุมราช  พระบิดาได้พระราชทานแก่นจันทร์แก่พระนาง พระนางนำไปถวายพระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาว่าขอให้เป็นพุทธมารดา  ต่อมาได้จุติเป็นพระธิดาของพระเจ้ากิกิสราช  ชื่อ  “สุธรรมา” เมื่อสิ้นชีพแล้วได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นมเหสีของพระอินทร์ เมื่อจุติจากสวรรค์ ได้ขอพรจากพระอินทร์ ๑๐ ประการ 

กัณฑ์ที่ ๑ ทศพร  ภาคสวรรค์ – พระนางผุสดีเทพอัปสรจะสิ้นบุญ  ท้าวสักกะเทวราช(พระอินทร์) สวามีทรงทราบจึงพาไปประทับยังสวนนันทวันในเทวโลกพร้อมให้พร ๑๐ ประการ คือให้ได้อยู่ในปราสาทของพระเจ้าสิริราชแห่งนครสีพี ขอให้มีจักษุดำดุจนัยน์ตาลูกเนื้อ ขอให้มีคิ้วดำสนิท ขอให้พระนามว่าผุสดี ขอให้มีโอรสที่ทรงเกียรติยศเหนือกษัตริย์ทั้งหลายและมีใจบุญ  ขอให้มีครรภ์ที่ผิดไปจากสตรีสามัญคือแบนราบในเวลาทรงครรภ์  ขอให้มีถันงามอย่ารู้ดำและหย่อนยาน  ขอให้มีเกศาดำสนิท ขอให้มีผิวงาม และข้อสุดท้ายขอให้มีอำนาจปลดปล่อยนักโทษได้

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนา ถ้าเป็นสตรีจะได้สามีที่เป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจ บุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่าย มีรูปร่างที่งดงาม มีความประพฤติดีกริยาเรียบร้อย

2. กัณฑ์หิมพานต์ –    กล่าวถึงพระนางผุสดีจุติจากสวรรค์มาเป็นธิดาของท้าวมัทราช ได้อภิเษกกับพระเจ้ากรุงสญชัย ซึ่งมีพระราชโอรสนามว่า “เวสสันดร” ในวันเดียวกับที่พระเวสสันดรประสูตินั้น นางช้างได้ตกลูกเป็นช้างเผือก ได้ชื่อว่า “ปัจจัยนาค” ถือว่าเป็นช้างคู่บารมีของพระเวสสันดร ต่อมาพระเวสสันดรได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางมัทรี  มีพระราชโอรสพระราชธิดาคือ พระชาลี และ พระกัณหา

กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์  พระนางเทพผุสดีได้จุติลงมาเป็นราชธิดาของพระเจ้ามัททราชเมื่อเจริญชนม์ได้ ๑๖ ชันษา จึงได้อภิเษกสมรสกับพระเจ้ากรุงสญชัยแห่งสีพีรัฐนครต่อมาได้ประสูติพระโอรสนามว่า “เวสสันดร” ในวันที่ประสูตินั้นได้มีนางช้างฉัททันต์ตกลูกเป็นช้างเผือกขาวบริสุทธิ์จึงนำมาไว้ในโรงช้างต้นคู่บารมีให้นามว่า “ปัจจัยนาค” เมื่อพระเวสสันดรเจริญชนม์๑๖ พรรษา ราชบิดาก็ยกราชสมบัติให้ครอบครองและทรงอภิเษกกับนางมัทรี พระราชบิดาราชวงศ์มัททราชมีพระโอรส ๑ องค์ชื่อ ชาลี ราชธิดาชื่อกัณหา  พระองค์ได้สร้างโรงทานบริจาคทานแก่ผู้เข็ญใจ ต่อมาพระเจ้ากลิงคะแห่งนครกลิงคราษฏร์ได้ส่งพราหมณ์มาขอพระราชทานช้างปัจจัยนาคพระองค์จึงพระราชทานช้างปัจจัยนาคแก่พระเจ้ากาลิงคะประชาชนชาวสิพีนคร จึงเนรเทศพระเวสสันดรออกนอกพระนคร

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมได้สิ่งที่ปรารถนาทุกประการ   ครั้นตายแล้ว  ได้บังเกิดในสุคติโลกสวรรค์เสวยสมบัติอันมโหฬาร มีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิตย์จุติจากสวรรค์แล้วจะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาล  หรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมายนานาประการจะประมาณมิได้ ประกอบด้วยการสบายใจทุกอิริยาบถ

3.กัณฑ์ทานกัณฑ์ –   เมืองกลิงคราษฎร์เกิดข้าวยากหมากแพง พระเจ้ากลิงคราษฎร์แต่งพราหมณ์มาทูลขอช้างปัจจัยนาค  พระเวสสันดรพระราชทานให้จึงถูกเนรเทศออกจากพระนคร ระหว่างที่เสด็จได้พระราชทาน “สัตสดกมหาทาน”  (คือ ทาน ๗  สิ่ง ๆ ละ ๗๐๐  ได้แก่  ราชรถ  ช้าง  ม้า  โคนม  ทาสหญิง  ทาสชาย  และ เงินทอง)

 กัณฑ์ที่ ๓ ทานกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงแจกมหาสัตสดกทาน คือ การแจกทานครั้งยิ่งใหญ่ก่อนที่พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระนางมัทรี ชาลีและกัณหาออกจากพระนครจึงทูลขอพระราชทานโอกาสบำเพ็ญมหาสัตสดกทาน คือ การให้ทานครั้งยิ่งใหญ่ อันได้แก่ช้าง ม้า โคนม นารี ทาสี ทาสา สรรพวัตถาภรณ์ต่างๆ รวมทั้งสุราบานอย่างละ ๗๐๐ 

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ  จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวยนเงินทองทาสทาสี และสัตว์  2  เท้า  4  เท้า  ครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกาพจรสวรรค์  มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขในปราสาทแล้วด้วยแก้ว    7 ประการ

ข้อคิดประจำกัณฑ์

๑. ความรักของแม่ ความห่วงของเมีย
๒. โทษทัณฑ์ของการเป็นหม้าย คือ ถูกประนามหยามหมิ่นอาจถึงจบชีวิตด้วยการก่อกองไฟ
     ให้รุ่งโรจน์แล้วโดดฆ่าตัวตาย
๓. เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม พึงยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว
๔. ยามบุญมีเขาก็ยก ยามตกต่ำเขาก็หยาม ชีวิตมีทั้งชื่นบานและขื่นขม

4. กัณฑ์วนปเวศน์ –    พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระชาลี พระกัณหา เดินทางมาถึงมาตุลนคร แคว้นเจตราษฎร์ กษัตริย์เจตราษฎร์ทูลเชิญให้ครองเมือง แต่พระเวสสันดรทรงปฏิเสธ  จึงให้พระเวสสันดรเสด็จไปประทับที่เขาวงกต โดยส่งพรานเจตบุตรไประวังภยันตรายและกำชับมิให้ผู้ใดไปรบกวนสี่กษัตริย์ ทั้งสี่พระองค์ผนวชเป็นดาบส บำเพ็ญศีล ประทับอยู่ที่เขาวงกตนานนับได้  ๗ เดือน

  กัณฑ์ที่ ๔ วนประเวศ เป็นกัณฑ์ที่สี่กษัตริย์เดินดงบ่ายพระพักตร์สู่เขาวงกต เมื่อเดินทางถึงนครเจตราช  ทั้งสี่กษัตริย์จึงแวะเข้าประทับพักหน้าศาลาพระนครกษัตริย์ผู้ครองนครเจตราชจึงทูลเสด็จครองเมือง แต่พระเวสสันดรทรงปฎิเสธ และเมื่อเสด็จถึงเขาวงกตได้พบศาลาอาศรมซึ่งท้าววิษณุกรรมเนรมิตตามพระบัญชาของท้าวสักกะเทวราช   กษัตริย์ทั้งสี่จึงทรงผนวชเป็นฤๅษีพำนักในอาศรมสืบมา

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ  จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าจะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีป   เป็นผู้ทรงปรีชาเฉลียวฉลาดสามาร๔ปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไป

5.กัณฑ์ชูชก -    ชูชกอยู่ตำบลทุนวิฐ  ชายแดนเมืองกลิงคราษฎร์  เป็นพราหมณ์ขอทาน  ได้นางอมิตตดาเป็นภรรยา  นางใช้ให้ไปทูลขอกัณหาชาลีมาเป็นทาสรับใช้นาง  ชูชกจำใจต้องเดินทางไป  ได้หลอกพรานเจตบุตรว่า  ตนเป็นราชทูตมาจากเมืองสีพี  จะมาทูลเชิญพระเวสสันดรกลับไปครองเมืองดังเดิม   พรานเจตบุตรหลงเชื่อ จึงบอกทางไปเขาวงกตให้

กัณฑ์ที่ ๕ ชูชก ในแคว้นกาลิงคะมีพราหมณ์แก่ชื่อชูชก พำนักในบ้านทุนวิฐะ เที่ยวขอทานตามเมืองต่างๆ เมื่อได้เงินถึง๑๐๐ กหาปณะ จึงนำไปฝากไว้กับพราหมณ์ผัวเมีย แต่พราหมณ์ผัวเมียได้นำเงินไปใช้เป็นการส่วนตัว เมื่อชูชกมาทวงเงินคืนจึงยกนางอมิตดาลูกสาวให้แก่ชูชกนางอมิตดาเมื่อมาอยู่ร่วมกับชูชก ได้ทำหน้าที่ของภรรยาที่ดี ทำให้ชายในหมู่บ้านเปรียบเทียบกับภรรยาตน   หญิงในหมู่บ้านจึงเกลียดชังและรุมทำร้ายทุบตีนางอมิตดา ชูชกจึงเดินทางไปทูลขอกัณหาชาลีเพื่อเป็นทาสรับใช้เมื่อเดินทางมาถึงเขาวงกตก็ถูกขัดขวางจากพรานเจตบุตรผู้รักษาประตูป่า

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  จะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์   ประกอบด้วยสมบัติอันงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต        แม้จะได้สามีภรรยาและบุตรธิดาก็ ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย

6. กัณฑ์จุลพน  –   พรานเจตบุตรจัดเสบียงอาหารใช้ชูชก  และบอกทางไปยังเขาวงกตให้อย่างละเอียด  และให้เดินทางไปพบกับพระอัจจุตฤาษี

กัณฑ์ที่ ๖ จุลพน เป็นกัณฑ์ที่พรานเจตบุตรหลงกลชูชกและชี้ทางสู่อาศรมอัจจุตดาบส ชูชกได้ชูกลักพริกขิงแก่พรานเจตบุตรอ้างว่าเป็นพระราชสาสน์ของพระเจ้ากรุงสญชัยเจตบุตรจึงได้พาไปยังต้นทางที่จะไปอาศรมฤๅษี

                   อานิสงค์ของ ผู้บูชากัณฑ์นี้คือ   แม้จะบังเกิดในปรภพใดๆจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวารจะมีอุทยาน อันดารดาษด้วยไม้หอมตรลบไปแล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยประทุมชาติ   ครั้นตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบต่อไป

ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. มีอำนาจหากขาดปัญญาย่อมถูกหลอกได้ง่าย
๒. คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
๓. ไว้ใจทาง วางใจคน จะจนใจตัว   

7.กัณฑ์มหาพน –    ชูชกลวงอัจจุตฤาษี   ให้บอกทางผ่านป่าไม้ใหญ่ไปยังที่ประทับของพระเวสสันดร

กัณฑ์ที่ ๗ มหาพน เป็นกัณฑ์ป่าใหญ่ ชูชกรอนแรมเดินไพรไปถึงอาศรมฤๅษี ชูชกได้พบกับอัจจุตฤๅษี ชูชกใช้คารมหลอกล่อจนอัจจุตฤๅษีให้ที่พักหนึ่งคืนและบอกเส้นทางไปยังอาศรมพระเวสสันดร

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ จะเสวยสมบัติใดในดาวดึงส์เทวโลกนั้นแล้วจะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล   มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมากมี อุทยานและสระโบกขรณีที่เป็นประพาสเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป อีกทั้งจักได้เสวย อาหารทิพย์เป็นนิตย์นิรันดร

ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. ฉลาดแต่ขาดเฉลียว มีปัญญาแต่ขาดสติก็เสียทีพลาดท่าได้
๒. สงสารฉิบหาย เชื่อง่ายเป็นทุกข์
๓. คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ซื้อเสื่อให้ดูลาย

8. กัณฑ์กุมาร –   ชูชกเดินทางไปถึงเขาวงกต ทูลขอสองกุมารจากพระเวสสันดร

กัณฑ์ที่ ๘ กัณฑ์กุมาร เป็นกัณฑ์ที่พระเวสสันดรทรงให้ทานสองโอรสแก่เฒ่าชูชก – พระนางมัทรีฝันร้ายเหมือนบอกเหตุแห่งการพลัดพราก รุ่งเช้าเมื่อนางมัทรีเข้าป่าหาอาหารแล้ว ชูชกจึงเข้าเฝ้าทูลขอสองกุมาร สองกุมารจึงพากันลงไปซ่อนตัวอยู่ที่สระ  พระเวสสันดรจึงเสด็จติดตามสองกุมาร แล้วจึงมอบให้แก่ชูชก 

                อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ ย่อมประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา   ครั้นตายไปแล้วได้เกิดในฉกามาพจรสวรรค์  ในสมัยที่พระศรีอาริยาเมตไตรมาอุบัติก็จะได้พบศาสนาของพระองค์  จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์   ตลอดจนได้สดับตรับฟังพระสัทธรรม เทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง4 ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว้

ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. ความเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ ไม่ผลีผลามเข้าไปขอรอจนพระมัทรีเข้าป่าจึงเข้าเฝ้า เพื่อของสองกุมาร เป็นเหตุให้ชูชกประสบผลสำเร็จใจสิ่งที่ตนปรารถนา ดังภาษิตโบราณว่า “ช้า ๆ จะได้พร้าเล่มงาม ด่วนได้สามผลามมักพลิกแพลง” ช้าเป็นการนานเป็นคุณ ผู้รู้จักโอกาส มีมารยาท กล้าหาญ ใจเย็น เป็นสำเร็จ
๒. พ่อแม่ทุกคนรักลูกเหมือนกัน แต่เป็นห่วงไม่เท่ากัน ห่วงหญิงมากกว่าห่วงชาย เพราะท่านเปรียบไว้ว่า “ลูกหญิงเหมือนข้าวสาร ลูกชายเหมือนข้าวเปลือก”
๓. สติ เตสัง นิวารณัง สติเป็นเครื่องป้องกันอันตรายทั้งปวงได้ ขันติ สาหสวารณา ขันติป้องกันความหุนหันพลันแล่นได้ เป็นเหตุให้พระเวสสันดรไม่ประหารชูชกด้วยพระขรรค์ เมื่อถูกชูชกประนาม
๔. วิสัยหญิงนั้น แม้จะมากอยู่ด้วยเมตตากรุณา ชอบปลดเปลื้องทุกข์แก่ผู้อื่นก็จริงอยู่ แต่เว้นอย่างเดียว ที่ผู้หญิงนั้นไม่มีวันจะสละสิ่งนั้น คือ “ลูก”     

9. กัณฑ์มัทรี –   พระนางมัทรีกลับจากหาผลไม้ในป่า  เทวดาแสร้งนิรมิตกายเป็นราชสีห์ เสือโคร่ง และ เสือเหลือง มาขวางทางไว้เพื่อมิให้พระนางกลับมาทันสองกุมารกุมารี  พระนางตามหาสองกุมารด้วยความโศกเศร้าเสียพระทัย จนพระกำลังอ่อนแรง และทรงสัญญี(สลบ)เฉพาะพระพักตร์พระเวสสันดร เมื่อทรงฟื้นแล้วพระเวสสันดรตรัสเล่าความจริงให้ฟัง พระนางทรงอนุโมทนาด้วย

กัณฑ์ที่ ๙ กัณฑ์มัทรี เป็นกัณฑ์ที่พระนางมัทรีทรงได้ตัดความห่วงหาอาลัยในสายเลือด อนุโมทนาทานโอรสทั้งสองแก่ชูชกพระนางมัทรีเดินเข้าไปหาผลไม้ในป่าลึก จนคล้อยเย็นจึงเดินทางกลับอาศรมแต่มีเทวดาแปลงกายเป็นเสือนอนขวางทาง จนค่ำเมื่อกลับถึงอาศรมไม่พบโอรสพระเวสสันดรได้กล่าวว่านางนอกใจ จึงออกเที่ยวหาโอรสและกลับมาสิ้นสติต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ทรงตกพระทัยลืมตนว่าเป็นดาบสจึงทรงเข้าอุ้มพระนางมัทรีและทรงกันแสง เมื่อพระนางมัทรีฟื้นจึงถวายบังคมประทานโทษพระเวสสันดรจึงบอกความจริงว่าได้ประทานโอรสแก่ชูชกแล้ว หากชีวิตไม่สิ้นคงจะได้พบ นางจึงได้ทรงอนุโมทนา

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลาย จะไปในที่ใดๆก็จะมีแต่ความสุขทุกแห่งหน

ข้อคิดประจำกัณฑ์ 

ลูกคือแก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ “ลูกดีเป็นที่ชื่นใจของพ่อแม่ ลูกแย่พ่อแม่ช้ำใจ” รักใครเล่าจะเท่าพ่อแม่รัก ห่วงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่ห่วง หวงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่หวง ให้ใครเล่าจะเท่าพ่อแม่ให้ เพราะฉะนั้นพึงเป็นลูกแก้ว ลูกขวัญ ลูกกตัญญู ที่ชาวโลกชื่นชม พรหมก็สรรเสริญฯ 

 

10. กัณฑ์สักกบรรณ – พระอินทร์เกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรี   จึงแปลงเป็นพราหมณ์ชรามาทูลขอ พระนางมัทรีแล้วฝากไว้กับพระเวสสันดรเพื่อให้รับใช้พระองค์สืบไป

กัณฑ์ที่ ๑๐ สักกบรรพ ท้าวสักกะเทวราช(พระอินทร์) เสด็จแปลงเป็นพราหมณ์เพื่อทูลขอนางมัทรี   พระเวสสันดรจึงพระราชทานให้   พระนางมัทรีก็ยินดีอนุโมทนาเพื่อร่วมทานบารมีให้สำเร็จพระสัมโพธิญาณเป็นเหตุให้เกิดแผ่นดินไหวสะท้าน ท้าวสักกะเทวราชในร่างพราหมณ์จึงฝากนางมัทรีไว้ยังไม่รับไป แล้วตรัสบอกความจริงและถวายคืนพร้อมถวายพระพร๘ประการ 

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้ คือ จะเป็นผ้ที่เจริญด้วยลาภยศตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง 4 คืออายุวรรณธ สุขะ พละ ตลอดกาล

11.  กัณฑ์มหาราช –  ชูชกหลงเข้าไปในเมืองสีพี  พาสองกุมารเดินผ่านหน้าพระที่นั่ง ขณะที่พระเจ้าสัญชัยออกว่าราชการ  พระเจ้าสัญชัยจึงไถ่ตัวสองกุมารจากชูชก  พระราชทานเลี้ยงชูชก  ชูชกบริโภคอาหารมากเกินไปจนธาตุแตกและสิ้นใจตาย   พราหมณ์ชาวเมืองกลิงคราษฎร์นำช้างปัจจัยนาคมาถวายคืน  พระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดี  จึงให้พระชาลีกัณหานำพระองค์ไปยังเขาวงกต

กัณฑ์ที่ ๑๑ มหาราช เมื่อเดินทางผ่านป่าใหญ่ชูชกจะผูกสองกุมารไว้ที่โคนต้นไม้ ส่วนตนเองปีนขึ้นไปนอนต้นไม้ เหล่าเทพเทวดาจึงแปลงร่างลงมาปกป้องสองกุมาร จนเดินทางถึงกรุงสีพี  พระเจ้ากรุงสีพีเกิดนิมิตฝันตามคำทำนายยังความปีติปราโมทย์ เมื่อเสด็จลงหน้าลานหลวงตอนรุ่งเช้า ทอดพระเนตรเห็นชูชกพากุมารน้อยสององค์ทรงทราบความจริงจึงพระราชทานค่าไถ่คืน ต่อมาชูชกก็ดับชีพตักษัยด้วยเพราะเดโชธาตุไม่ย่อย  ชาลีจึงได้ทูลขอให้ไปรับพระบิดาพระมารดานิวัติพระนคร ในขณะเดียวกันเจ้านครลิงคะได้โปรดคืนช้างปัจจัยนาคแก่นครสีพี

                   อานิสงค์ขชองผู้บูชากัณฑ์นี้   คือ จะได้มนุษยสมบัติ สวรรค์สมบัติ  และนิพพานสมบัติเมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชาเมื่อจากโลกมนุษย์ไป  ก็จะไปเสวยทิพย์สมบัติในฉกามาพจรสวรรค์   มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติอันตัดเสียซึ่งชาติภพ

12. กัณฑ์ฉกษัตริย์ –  กษัตริย์แคว้นเถลิงราชย์ทรงคืนช้างปัจจัยนาเคนทร์ พระเจ้ากรุงสัญชัย  พระนางผุสดี พระชาลี พระกัณหา เสด็จไปทูลเชิญพระเวสสันดร พระนางมัทรีกลับพระนคร    เมื่อกษัตริย์ทั้งหกพระองค์ทรงพบกันก็ทรงวิสัญญีสลบกันทั้งหกพระองค์   พระอินทร์จึงบันดาลฝนโบกขรพรรษตกลงมา  ทั้งหมดจึงฟื้น และยกขบวนกลับเข้าเมือง

 กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์ เป็นกัณฑ์ที่ทั้งหกกษัตริย์ถึงวิสัญญีภาพสลบลงเมื่อได้พบหน้า ณ อาศรมดาบสที่เขาวงกต – พระเจ้ากรุงสญชัยใช้เวลา๑ เดือน กับ ๒๓ วันจึงเดินทางถึงเขาวงกต เสียงโห่ร้องของทหารทั้ง ๔ เหล่า พระเวสสันดรทรงคิดว่าเป็นข้าศึกมารบนครสีพีจึงชวนพระนางมัทรีขึ้นไปแอบดูที่ยอดเขา พระนางมัทรีทรงมองเห็นกองทัพพระราชบิดาจึงได้ตรัสทูลพระเวสสันดร  และเมื่อหกกษัตริย์ได้พบหน้ากันทรงกันแสงสุดประมาณรวมทั้งทหารเหล่าทัพ ทำให้ป่าใหญ่สนั่นครั่นครืน ท้าวสักกะเทวราชจึงได้ทรงบันดาลให้ฝนตกประพรมหกกษัตริย์และทวยหาญได้หายเศร้าโศก

       อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  จะได้เป็นผู้ที่เจริญด้วยพร 4 ประการ  คือ อายุ วรรณะ สุขะ  พละ ทุกๆชาติแล

13.กัณฑ์นครกัณฑ์ – พระเวสสันดรยอมสละเพศฤๅษี  กลับครองพระนครดังเก่า จนพระชนมายุได้ ๑๒๐ พรรษา จึงเสด็จสวรรคนิคาลัย

กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์ เป็นกัณฑ์ที่หกกษัตริย์นำพยุหโยธาเสด็จนิวัติพระนคร พระเวสสันดรขึ้นครองราชย์แทนพระราชบิดา  – พระเจ้ากรุงสญชัยตรัสสารภาพผิด  พระเวสสันดรจึงทรงลาผนวชพร้อมทั้งพระนางมัทรี และเสด็จกลับสู่สีพีนคร   เมื่อเสด็จถึงจึงรับสั่งให้ชาวเมืองปล่อยสัตว์ที่กักขัง ครั้นยามราตรีพระเวสสันดรทรงปริวิตกว่ารุ่งเช้าประชาชนจะแตกตื่นมารับบริจาคทาน พระองค์จะประทานสิ่งใดแก่ประชาชนท้าวโกสีห์ได้ทราบจึงบันดาลให้มีฝนแก้ว ๗ ประการ ตกลงมาในนครสีพีสูงถึงหน้าแข้ง   พระเวสสันดรจึงทรงประกาศให้ประชาชนขนเอาไปตามปรารถนา ที่เหลือให้ขนเข้าพระคลังหลวง   ในกาลต่อมาพระเวสสันดรเถลิงราชสมบัติปกครองนครสีพีโดยทศพิธราชธรรมบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขตลอดพระชนมายุ

                   อานิสงค์ของผู้บูชากัณฑ์นี้คือ  จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงคาคณาญาติ  ข้าทาสชาย-หญิง ธิดา สามี   หรือบิดามารดา  เป็นต้น  อยู่พร้อมหน้ากันด้วยความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวงจะทำการใด ๆ ก็พร้อมเพียงกันยังการงานนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ความหมายของกัณฑ์ต่างๆ 

๑. ทศพร                แปลว่า    พรสิบประการ (ที่พระอินทร์ประสาท ให้แก่พระนางผุสดี)
๒. หิมพานต์           แปลว่า    ป่าที่มีหิมะปกคลุม (อากาศหนาวเย็น บริเวณเทือกเขาหิมาลัย)
๓. ทานกัณฑ์         แปลว่า    ตอนว่าด้วยการบริจาคมหาทาน (สัตตสดกมหาทาน)
๔. วนประเวศน์      แปลว่า    ตอนว่าด้วยการประพาสป่า
๕. ชูชก                   แปลว่า    ตอนว่าด้วยเฒ่าชราตาชูชก (ตัวโกงของเรื่องมีอาชีพขอทาน)
๖. จุลพน                แปลว่า    ป่าเล็กหรือป่าโปร่ง
๗. มหาพน             แปลว่า    ป่าใหญ่หรือไพรกว้าง
๘. กุมาร                แปลว่า     ตอนว่าด้วยชูชกเข้าเฝ้าทูลขอสองกุมารกัณหาชาลี
๙. มัทรี                  แปลว่า    ตอนว่าด้วยมัทรีเข้าป่าหาผลไม้กลับมาไม่พบชาลีกัณหา เข้าไปทูลถามพระภัสดา ถูกตัดพ้อต่อว่าจนสลบ
๑๐. สักกบรรพ      แปลว่า    ตอนว่าด้วยพระอินทร์แปลงเป็นพราหมณ์แม่มาขอมัทรี
๑๑. มหาราช          แปลว่า    พระราชาผู้ใหญ่…ตอนว่าด้วยชูชกพาชาลีกัณหาหลงทางเข้าไปในเมืองสีพี และได้รับการไถ่ถอนจนเป็นไท…
๑๒. ฉกษัตริย์        แปลว่า    ตอนว่าด้วยกษัตริย์หกพระองค์คือ พระเจ้ากรุงสญชัย, พระนางผุสดี, พระเวสสันดร, พระนางมัทรี, พระชาลี, พระกัณหา พบกันที่เขาคีรีวงกตแล้ววิสัญญีภาพ บันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมาจนหกกษัตริย์ฟื้น
๑๓. นครกัณฑ์        แปลว่า    ตอนว่าด้วยการเสด็จกลับเข้าเมือง


คำศัพท์ 

  1. กรุงกบิลพัสดุ์  =  ชื่อเมืองหลวงของแคล้นสักกะ  เป็นเมืองของพระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะ ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล  ติดชายแดนตอนเหนือของประเทศอินเดีย
  2. คาถาพัน  =  บทประพันธ์เรื่องมหาเวสสันดรชาดกที่แต่งเป็นภาษาบาลีล้วน ๆ พันบท  เรียกการเทศน์มหาเวสสันดรชาดกที่เป็นคาถาล้วน ๆ อย่างนี้ว่า  เทศน์คาถาพัน
  3. จุติ  =  เคลื่อน  เปลี่ยนสภาพจากกำเนิดหนึ่งไปเป็นอีกกำเนิดหนึ่ง  มักใช้แก่เทวดา
  4. ดาวดึงส์สวรรค์  =  ชื่อสวรรค์ชั้นที่ 2 แห่งสวรรค์ 6 ชั้น  มีพระอินทร์เป็นผู้ครอง
  5. ทศบารมี  =  บารมี 10 ประการ  ได้แก่  ทาน  ศีล  เนกขัมมะ  ปัญญา  วิริยะ  ขันติ  สัจจะ  อธิษฐาน  เมตตา  อุเบกขา
    เนรเทศ  =  บังคับให้ออกไปเสียจากประเทศหรือถิ่นที่อยู่ของตน
  6. บุตรทารทาน  =  การให้ทานโดยสละบุตรและภรรยา (ทาร)
  7. ปิยบุตรทาน  =  ให้ลูกรักเป็นทาน
  8. ฝนโบกขรพรรษ  =  ฝนที่มีสีแดง  ฝนชนิดนี้กล่าวไว้ว่าใครอยากจะให้เปียก  ก็เปียก  ถ้าไม่อยากให้เปียกก็ไม่เปียก  เหมือนน้ำตกลงบนใบบัว
  9. พิสดาร  =  กว้างขวาง  ละเอียดลออ  (ใช้แก่เนื้อความ)  แปลก  พิลึก (ปาก)
  10. มหาชาติ  =  เรียกเวสสันดรชาดกว่า  มหาชาติ  การเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดกเรียกว่า  เทศน์มหาชาติ
  11. ยมกปฏิหาริย์  =  ปาฏิหารย์ที่แสดงเป็นคู่ ๆ เป็นปาฏิหารย์ที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำที่ต้นมะม่วงซึ่งเรียกว่า  คัณฑามพฤกษ์  คือทรงบันดาลท่อน้ำท่อไฟจากส่วนของพระกายเป็นคู่ ๆ กัน
  12. ลาผนวช  =  มีความหมายาเดียวกับลาสิขา  คือลาสึก  ลาจากเพศสมณะ
  13. สัตตสดกมหาทาน  =  การทำทานครั้งใหญ่โดยให้สิ่งของ 7 อย่าง  อย่างละ 700 ได้แก่  ช้าง  ม้า  รถ  สตรี  แม่โคนม  ทาสชาย  ทาสหญิง
  14. อนุโมทนา  =  ยินดีตาม  ยินดีด้วย  พลอยยินดี
  15. อานิสงส์  =  ผลแห่งกุศลกรรม  ผลบุญ  ประโยชน์
  16. อาศรม  =  ที่อยู่ของนักพรต

วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี
คุณค่าด้านวรรณศิลป์   เนื่องจากเรื่องที่นำมาเรียนนี้เป็นเรื่องเล่าในลักษณะความเรียงจึงเป็นร้อยแก้ว  บรรยายโวหาร  ในส่วนที่หยิบยกมาเป็นตัวอย่างจากเนื้อเรื่องจริง  ได้ยกจากตอนพระอจุตฤาษีบอกเส้นทางไปเขาวงกตแก่ชูชก  ซึ่งได้พรรณนาโดยใช้คำอนังการ  และสัมผัสแพรวพราว  เช่น   “แลถนัดในเบิ้องหน้าโน้น  ก็เขาใหญ่  ยอดเยี่ยมโพยมอย่างพยับเมฆ  มีพรรณเขียวขาวดำแดงดูดิเรก  ดั่งรายรัตนนพมหณีแนมน่าใคร่ชม  ครั้นแสงพระสุริยะส่งระดมก็ดูเด่นดั่งดวงดาว  วาวแวววะวาบ ๆ ที่เวิ้งวุ้ง  วิจิตรจำรูญรุ่งเป็นสีรุ้งพุ่งพ้นเพิ่งคัคนัมพรพื้นนภากาศ  บ้างก็ก่อเกิดก้อนประหลาดศิลาลายและละเลื่อม ๆ ที่งอกง้ำเป็นแง่เงื้อม”       (กัณฑ์ที่ 7 มหาพน)
          สำนวนที่มาจากเรื่องมหาเวสสันดรชาดกที่ใช้ในปัจจุบัน  เช่น
          ชักแม่น้ำทั้งห้า  หมายถึง  พูดจาหว่านล้อมด้วยคำยกยอ  ดังที่ชูชกจะกล่าวขอสองกุมารต่อพระเวสสันดรก็ได้พูดจาชักแม่น้ำทั้งห้า (คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหิ)  มาเปรียบเทียบเสียก่อนแล้วจึงย้อนขอในภายหลัง
          ตีปลาหน้าไซ  หมายถึง  ตีหรือกระทุ่มน้ำตรงหน้าไซให้ปลาแตกตื่นหนีไปจากไซที่ดักไว้  เป็นการทำทำที่ขัดขวางผลประโยชน์ที่ควรมีควรได้อยู่แล้ว  เสมือนตอนที่ชูชกตีสองกุมารต่อหน้า  ทำให้พระเวสสันดรโกรธเคือง

ผีซ้ำด้ามพลอย -

“ทูลพระสามีก็มิได้ปรานีสักนิดสักหน่อยหนึ่ง ท้าวเธอกลับนิ่งขึงตึงพระองค์ ดูเหมือนทรงขัดเคืองด้วยเรื่องอันใด
 

 

คุณค่าด้านแนวคิดและคติชีวิต
          1.  การทำบุญจะให้ทำเสร็จสมประสงค์ต้องอธิษฐานจิต  ตั้งเป้าหมายชีวิตที่ตนปรารถนาไว้  ความปรารถนาที่จะสำเร็จสมดังตั้งใจผู้นั้นต้องมีศีลบริบูรณ์กล่าวคือ
                     -  ต้องกระทำความดี
                     -  ต้องรักษาความดีนั้นไว้
                     -  หมั่นเพิ่มพูนความดีให้มากยิ่งขึ้น
          2.  การทำความดีต้องทำเรื่อยไป  ทุกชาติทุกภพต่อเนื่องไม่ขาดสาย
          3.  ในเรื่องมหาชาติได้แสดงตัวอย่างของพระชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยทศบารมี  เห็นตัวอย่างการบำเพ็ญบารมีอันยากยิ่งที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาจะทำได้
          4.  คุณค่าของมหาชาติเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัดในศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย  ดังที่ปรากฏในจารึกนครชุม  ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นวรรณคดีลายลักษณ์อักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุด
          5.  แสดงให้เห็นถึงความเชื่อ  ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่อยู่คู่กับสังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
          6.  สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีทางศาสนาที่สำคัญเกี่ยวกับการทำบุญ  ฟังเทศน์มหาชาติให้จบวันเดียวครบบริบูรณ์ ทั้ง 13 กัณฑ์  เป็นเหตุให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการดังนี้
                     -  เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว  จะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้าพระนามว่า  ศรีริยเมตไตยในอนาคต
                     -  เมื่อดับขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์  จะเสวยทิพยสมบัติมโหฬาร
                     -  เมื่อตายไปแล้วจะไม่ตกนรก
                     -  เมื่อถึงยุคพระศรีอริยเมตไตย  จะได้จุติไปเกิดเป็นมนุษย์
                     -  เมื่อได้ฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์  จะได้ดวงตาเห็นธรรม  เป็นพระอริยบุคคลในบวรพระพุทธศาสนา
          7.  มหาชาติใสนแต่ละท้องถิ่นมักจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะวิถีชีวิต  ความเป็นอยู่  ความเชื่อได้อย่างชัดเจน

          มหาชาติ  หรือเวสสันดรชาดกมีคุณค่าทั้งด้านเนื้อความและด้านวรรณศิลป์เพราะแต่ละสำนวนเกิดขึ้นจากความเชื่อและความศรัทธาในพุทธศาสนา  ทั้งยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรม  สำคัญของคนในท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

ที่มาและได้รับอนุญาตจาก : http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2425

สิ่งที่นักเรียนได้จากเรื่อง 

๑. การทำบุญจะให้ทำเสร็จสมประสงค์ต้องอธิษฐานจิต ตั้งเป้าหมายชีวิตที่ตนปรารถนาไว้ ความปรารถนาที่จะสำเร็จสมดังตั้งใจผู้นั้นต้องมีศีลบริบูรณ์กล่าวคือ
– ต้องกระทำความดี
– ต้องรักษาความดีนั้นไว้
– หมั่นเพิ่มพูนความดีให้มากยิ่งขึ้น
๒. การทำความดีต้องทำเรื่อยไป ทุกชาติทุกภพต่อเนื่องไม่ขาดสาย
๓. ในเรื่องมหาชาติได้แสดงตัวอย่างของพระชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยทศบารมี เห็นตัวอย่างการบำเพ็ญบารมีอันยากยิ่งที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาจะทำได้
๔. คุณค่าของมหาชาติเป็นเรื่องที่ประจักษ์ชัดในศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ดังที่ปรากฏในจารึกนครชุม ซึ่งถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นวรรณคดีลายลักษณ์อักษณ์ที่เก่าแก่ที่สุด
๕. แสดงให้เห็นถึงความเชื่อ ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่อยู่คู่กับสังคมไทยจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
๖. สะท้อนให้เห็นถึงประเพณีทางศาสนาที่สำคัญเกี่ยวกับการทำบุญ ฟังเทศน์มหาชาติให้จบวันเดียวครบบริบูรณ์ ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ เป็นเหตุให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการดังนี้
– เมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้าพระนามว่า ศรีริยเมตไตยในอนาคต
– เมื่อดับขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ จะเสวยทิพยสมบัติมโหฬาร
– เมื่อตายไปแล้วจะไม่ตกนรก
– เมื่อถึงยุคพระศรีอริยเมตไตย จะได้จุติไปเกิดเป็นมนุษย์
– เมื่อได้ฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ จะได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระอริยบุคคลในบวรพระพุทธศาสนา
๗. มหาชาติในแต่ละท้องถิ่นมักจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อได้อย่างชัดเจน
มหาชาติ หรือเวสสันดรชาดกมีคุณค่าทั้งด้านเนื้อความและด้านวรรณศิลป์เพราะแต่ละสำนวนเกิดขึ้นจากความเชื่อและความศรัทธาในพุทธศาสนา ทั้งยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรม สำคัญของคนในท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์และสืบทอดต่อ
 

 


 เนื้อหาเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ กล่าวถึง

เมืองทั้ง  ๕ เมือง คือ เมืองสีพี เมืองกลิงคราฐ เมืองเจตราฐ เมืองมาตุลนคร และเมืองมัทราช โดยมีเมืองสีพีเป็นเมืองหลักเพราะการดำเนินเรื่องกล่าวถึงเมืองนี้ตั้งแต่ต้นไปจนจบ ส่วนเมืองอีก ๔ เมือง นั้น  จัดว่าเป็นเมืองที่มีความสำคัญรองลงมาเพราะบางเมืองตลอดทั้งเรื่องกล่าวถึงเพียงครั้งหรือสองครั้งเท่านั้นเพื่อประกอบการดำเนินเรื่อง  เช่น เป็นเมืองที่ใช้กำเนิดตัวละคร เป็นเมืองที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในเรื่อง หรือเป็นเมืองที่เสริมเนื้อเรื่องหลักเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น

                 นอกเหนือจากสถานที่ที่เป็นบ้านเมืองอันมีพระมหากษัตริย์ ปกครองแล้ว ในเรื่องยังได้กล่าวถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ  คือหมู่บ้านทุนวิฐ   มีป่าใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์เรียกว่าป่าหิมพานต์และยังกล่าวถึงภูเขาอีก ๕ ลูก ได้แก่ เขาวงกต เขาคันธมาทน์ และเขาอัญชัน เขาตาลบรรพต และเขาวิบูลบรรพต โดยมีเขาวงกตเป็นสถานที่หลักเพราะพระเวสสันดรและพระนางมัทรีต่างก็ทรงบำเพ็ญพรตอยู่ในอาศรมบริเวณหว่างเขานี้

                 กล่าวถึงชื่อแม่น้ำไว้ถึง ๘ สาย  แม่น้ำที่คนฟังรู้จักกันเป็นอย่างดีก็คือ แม่น้ำทั้งห้าสายที่ชูชกยกมาอุปมาอุปมัยในกัณฑ์กุมารว่า คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภูนที มหิมหาสาคเรศ และ แม่น้ำโสตุมพราอยู่ในที่แจ้ง กล่าวไว้ในกัณฑ์ทานกัณฑ์ แม่น้ำโกติมารา แม่น้ำเกตุมดี ซึ่งกล่าวถึงขณะที่พระเวสสันดรเสด็จผ่านมาในกัณฑ์วนปเวสน์ มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ ๒ สระ คือ สระมุจลินท์เป็นสระใหญ่สี่เหลี่ยมมีน้ำเต็มเปี่ยมใสสะอาดตา และสระโบกขรณีซึ่งเป็นสระสี่เหลี่ยมมีน้ำเต็มใสสะอาด

คุณค่าของการมหาชาติ 

                   เรื่องมหาชาติ  หรือเวสสันดรชาดก มีความดีงามหลายอย่าง แต่หนักไปในทางเสียสละไม่เห็นแก่ตัว เป็นเรื่องเร้าใจให้ผู้ฟังปลูกฝังนิสัยเมตตาการุณย์ และแสวงหาโอกาสสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ตกยากแม้ตนจะลำบากก็ยินดี ดังพระเวสสันดรเป็นอุทาหรณ์ คนส่วนใหญ่ได้ฟังเทศน์มหาชาติ ก็จะเกิดอุปนิสัยโน้มเอียงตามเยี่ยงจรรยาของพระเวสสันดร นั่นคือความเห็นแก่ตัวจะค่อยเบาบางลง หากเป็นไปได้ว่าทั้งโลกไม่มีคนเห็นแก่ตัวเลยแล้วโลกสมัยพระศรีอริยเมตไตรยก็จะผ่านเข้ามาหาเอง ความทุกข์ร้อนยุ่งยากไม่มี มีแต่สมบูรณ์พูนสุข โดยมิต้องรอให้ตายเสียก่อนแล้วจึงไปเกิดประสบพบพานพระศรีอาริย์ในชาติหน้า ความเห็นแก่ตัวนี่แหละที่ทำให้โลกสมบูรณ์ขึ้นมาไม่ได้ เพราะถ้ามัวแต่ก้มมองตัว, เห็นแก่ตัว, ไอ้ตัวของตัวมันปิดบังมิให้มองแลเห็นผู้อื่น เมื่อไม่มีการมองผู้อื่น ความเมตตากรุณาก็ไม่เกิด โลกที่ไร้เมตตาเป็นโลกที่คับแคบ ต้องเบียดเบียนกระทบกระทั่งกัน เหมือนคนมากๆ มารวมกันอยู่ในห้องแคบๆ โลกก็พินาศถึงยุคมิคสัญญีแน่ๆ
        การที่ชาวพุทธชาวไทย    นิยมฟังมหาชาติกันอย่างมิเบื่อหน่ายนอกจากจะเพลิดเพลินในการฟังเพราะมีท่วงทีลีลาทำนองที่แตกต่างกันไปแล้ว ก็เห็นจะเป็นอานิสงส์ของมหาชาติ ท่านกล่าวว่าผู้ใดได้ฟังมหาชาติครบ ๑๓ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ พระคาถาจบในวันเดียว จะมีอานิสงส์ถึง ๕ ประการ คือ
        ๑. จะได้เกิดในศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งจะมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
        ๒. จะได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เสวยทิพยสมบัติอันโอฬาร
        ๓. จะไม่ไปเกิดในอบายเมื่อตายแล้ว
        ๔. จะเป็นผู้มีลาภ ไมตรี มีความสุข
        ๕. จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา 

                   ด้วยมีความเชื่อ   อันเป็นพื้นฐานดั้งเดิม ว่ามหาชาติเวสสันดรชาดกนี้ เป็นคัมภีร์แห่งมงคล เป็นคัมภีร์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง เพราะเนื้อความเนื้อหาในท้องเรื่องนั้น มีกระแสแห่งความเมตตา การเสียสละ ความช่วยเหลือเจือจุนอยู่ในนี้ สอนให้รู้จักโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มิเห็นแก่ตัว อันจะเป็นเหตุบันดาลให้สังคมสงบสุข เพราะฉะนั้น จึงถือว่าผู้ได้สดับศึกษามหาชาติย่อมจะเป็นแนวทางอันจะโน้มไปสู่ความสุขความเจริญ ถึงกับมีความเลื่อมใสยึดมั่นว่า แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง เช่นฟังคาถาพันก็ย่อมจะเกิดสิริมงคลมากหลาย และนิยมเอาน้ำมนต์น้ำพรจากคาถาที่พระเทศน์มาอาบและประพรมอาคารสถานบ้านเรือน เพื่อหวังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่สมาชิกในครอบครัวของตน นอกจากนี้ท่านยังพรรณนาอานิสงส์ไว้อีก ๖ ประการดังนี้
        ๑. เป็นวรรณกรรมชั้นสูง ที่รัตนกวีของชาติและของโลกได้รจนาขึ้น
        ๒. เป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
        ๓. เป็นคัมภีร์ที่สอนให้รู้ถึงการแก้ปัญหาแบบประชาธิปไตย (ฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน) ดุจในกัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์
        ๔. สอนการผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยใช้หลักนิติศาสตร์ควบกับรัฐศาสตร์ รู้จักประนีประนอม ผ่อนปรน ยามบ้านเมืองเข้าที่คับขัน เช่น เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๑๗-๒๐ พฤษภาคม ๒๕๓๕   พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกปฏิบัติเยี่ยงเดียวกับพระเจ้ากรุงสญชัย จนกระทั่งเหตุการณ์คืนสู่ปกติ
        ๕. สอนการดำเนินนโยบายต่างประเทศอันนุ่มนวล มุ่งผูกมิตรทำลายความเป็นศัตรู
        ๖. สอนการอยู่ร่วมกันด้วยความรัก สามัคคี มีน้ำใจ เสียสละ ให้อภัย และให้เกียรติกัน
        ฉะนั้น ควรจะรับฟังเรื่องมหาชาตินี้ด้วยความกตัญญูรู้คุณด้วยการประพฤติปฏิบัติตนจำเริญรอยตามปฏิปทาของพระโพธิสัตว์เวสสันดร นั่นคือบูชาคารวะท่านด้วยการเสียสละ กำจัดความเห็นแก่ตัวให้ลดลงทีละน้อยๆ ก็จักได้ชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนช่วยให้โลกสันนิวาส คือสังคมมนุษย์น่าอยู่อาศัยขึ้น อบอุ่นขึ้น ดังพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้ว 

http://www.damrong.ac.th/thatarote/students/ศรัทธา-ค่านิยม(สมบูรณ์).htm

แบบฝึกหัด

  1. เชื่อกันว่าการฟังเทศน์มหาชาติจะได้อานิสงส์
  2. X  จะได้ไปเกิดบนสวรรค์
  3. X  จะมีชีวิตยืนยาว
  4. C.           :-)  จะได้เกิดในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรย์
  5.   ?    จะรอดพ้นจากภัยอันตรายต่างๆ ตลอดไป
  6. ชาดกหมายถึงข้อใด
  7. X  นิทานที่มีคติสอนใจ
  8. X  เรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อใช้เทศน์
  9. X  เรื่องราวของพระเวสสันดร
  10. D.             ?    เรื่องราวของพระโพธิสัตว์
  11. มหาเวสสันดรชาดกมีจำนวนคาถาเท่าใด
  12. X  100 คาถา
  13. X  500 คาถา
  14. C.           :-)  1,000 คาถา (คาถาพัน)
  15.   ?    1,500 คาถา
  16. พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญบารมีใด
  17. X  ปัญญาบารมี
  18. X  ขันติบารมี
  19. C.           :-)  ทานบารมี
  20.   ?    เมตตาบารมี
  21. ผู้แต่งมหาเวสสันดรชาดกชาดกกัณฑ์กุมารคือใคร
  22. :-)  เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
  23.   ?    สำนักวัดถนน
  24.   ?    สำนักวัดสังข์กระจาย
  25.   ?    พระเทพโมฬี (กลิ่น)
  26. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของฝนโบกบรพรรษ
  27. X  มีสีแดงใส
  28. B.            :-)  ใครนึกอยากได้อะไรก็ได้
  29.   ?    ใครนึกไม่อยากเปียกก็ไม่เปียก
  30.   ?    ตกถึงพื้นจะซึมหายไป
  31. มหาเวสสันดรชาดกแต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด
  32. X  กลอนแปด
  33. X  กาพย์ยานี
  34. C.           :-)  ร่ายยาว
  35.   ?    ฉันท์
  36. มหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์ใดเป็นผลงานของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)
  37. X  กัณฑ์ทศพร
  38. B.            :-)  กัณฑ์มัทรี
  39.   ?    กัณฑ์ชูชก
  40.   ?    กัณฑ์หิมพานต์
  41. เพลงประจำกัณฑ์กุมาร คือเพลงใด
  42. X  เพลงสาธุการ
  43. X  เพลงกราวนอก
  44. X  เพลงทยอยโอด
  45. D.             ?    เพลงโอดเชิดฉิ่ง
  46. สาเหตุที่ทำให้พระเวสสันดรถูกขับไล่ให้ออกจากเมืองคืออะไร
  47. X  บริจาคสัตตสดกมหาทาน
  48. X  บริจาคบุตรภรรยา
  49. X  บริจาคช้างปัจจัยนาค
  50. D.             ?    บริจาคราชรถ
  51. เมื่อตรัสเทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดกแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอะไร
  52. X  อิทธิบาท
  53. B.            :-)  อริยสัจ
  54.   ?    มงคลสูตร
  55.   ?    พรหมวิหาร
  56. การเทศน์มหาชาติกัณฑ์กุมาร จะต้องจัดธูปเทียนคาถาประจำกัณฑ์จำนวนเท่าใด
  57. X  69
  58. X  90
  59. C.           :-)  101
  60.   ?    134
  61. พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญพรตอยู่ที่ใด
  62. X  เมืองมาตุลนคร
  63. X  เมืองสีพี
  64. C.           :-)  เขาวงกต
  65.   ?    ป่าหิมพานต์
  66. ศัพท์คำใดไม่เกี่ยวข้องกับเรือ
  67. X  ราโท
  68. X  จังกอบ
  69. C.           :-)  สังขยา
  70.   ?    เสากระโดง
  71. “เจ้าจงมาเป็นมหาสำเภาทองธรรมชาติอันนายช่างชาญฉลาดจำลองทำ”   ข้อความนี้หมายถึงใคร
  72. X  ชูชก
  73. B.            :-)  สองกุมาร
  74.   ?    พระนางมัทรี
  75.   ?    พระเวสสันดร
  76. ข้อใดเป็นสัญลักษณ์แทนนิพพาน
  77. A.           :-)  เมืองแก้ว
  78.   ?    ทะเล
  79.   ?    สำเภาทอง
  80.   ?    ฝนโบกขรพรรษ
  81. “เชิญท่านผู้เป็นมหามงคลมิตรอันจะนำเราไปยังทิศพระนิพพาน   ข้อความที่พิมพ์ตัวหนา หมายถึงใคร
  82. X  กัณหา
  83. X  ชาลี
  84. C.           :-)  ชูชก
  85.   ?    พระนางมัทรี
  86. “เทพเจ้าย่อมยักย้ายซึ่งราศี ธาตุทั้งสี่จึงวิปริตทรงพระสุบินนิมิตผิดประหลาดลามก”
    ความฝันในลักษณะเช่นนี้ จัดเป็นฝันประเภทใด
  87. X  บุรพนิมิต
  88. X  จิตนิวรณ์
  89. X  เทพสังหรณ์
  90. D.             ?    ธาตุโขภ
  91. “พระโพธิญาณในภายหน้านั้นคือไซ”
    ข้อความนี้ใช้กลวิธีในการสร้างภาพพจน์
  92. X  อุปมา
  93. B.            :-)  อุปลักษณ์
  94.   ?    อธิพจน์
  95.   ?    บุคลาธิษฐาน
  96. ข้อใดแสดงว่าชูชกมีความฉลาดในการขอ
  97. X  อนึ่งก็เป็นคำโบราณท่ามย่อมว่า ช้าๆ จะได้พร้าสองเล่ม ด่วนได้ด้วยสามพลามมักพลิกแพลง
  98. X  พระองค์ทรงตรัสเรียกพระลูกแก้วมาพระราชทานระหม่อมฉันจะพาไปในวันนี้ อย่าให้ทันพระมัทรีเธอกลับมา
  99. X  ครั้งนี้อุตส่าห์บ่ายบากบุกป่าฝ่าพงพนัสแสนกันดาน หวังจะรับระราชทานพระชาลีกัณหาไปเป็นทาสาทาสทาสี
  100. D.             ?    เฒ่าก็พูดหว่านล้อมด้วยคำยอ ชักเอาแม่นำทั้งห้าเข้ามาล่อ อุปมาถวายเสียก่อน แล้วจึงหวนย้อนขอต่อเมื่อภายหลัง…
  101. E.            จากเวป http://202.129.0.134/courses/499/51thM5-TPs050501.htm

 

แบบทดสอบข้อที่  1 : สาเหตุที่เรียกวรรณคดีเรื่องนี้ว่า “มหาชาติ” เพราะเหตุใด
เป็นชาติที่ได้ทรงบำเพ็ญ “ปัญจมหาทาน”
เป็นพระชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์มาบังเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
เป็นพระชาติที่ได้ทรงบำเพ็ญบารมีครบถ้วนทั้ง 10 ประการ

เป็นพระชาติที่คนไทยยกย่องเนื่องจากสอดคล้องกับอุปนิสัยของคนไทย
แบบทดสอบข้อที่  2 : ข้อใดเป็นเหตุผลที่ชัดเจนที่สุดในการที่ต้องเทศน์ให้จบภายในวันเดียว
ไม่ให้เสียเวลามากเพราะพระที่เทศน์มีน้อย
ไม่ให้ชาวบ้านเบื่อฟังเทศน์
เป็นความเชื่อว่าจะได้กุศลแรง
เป็นการประหยัดเวลา

แบบทดสอบข้อที่  3 : ข้อใดเรียงลำดับเหตุการณ์ได้ถูกต้อง
1. พระนางมัทรีวิงวอนขอให้เสือเหลือง เสือโคร่ง และราชสีห์หลีกทาง
2. พระเวสสันดร บริภาษพระนางมัทรีอย่างรุนแรง
3. พระนางมัทรีออกตามหาสองกุมาร ด้วยความโศกเศร้าและเหนื่อยอ่อนทำให้ทรงวิสัญญีภาพ
4. พระนางมัทรีตามหาสองกุมารรอบบรรณศาลา ก่อนเข้าไปกราบทูลถามพระเวสสันดร
5. ธรรมชาติเกิดวิปริตอาเพศ และได้บังเกิดลางร้ายขึ้น คือ สาแหรกคานหลุดจากบ่าของพระนางมัทรี และไม้ขอที่ทรงถือพลัดหล่น
1 – 5 – 3 – 2 – 4
5 – 1 – 4 – 3 – 2

5 – 1 – 4 – 2 – 3
1 – 5 – 4 – 2 – 3
แบบทดสอบข้อที่  4 : เพราะเหตุใดเทพยดาจึงต้องจำแลงตนมาเป็นเสือเหลือง เสือโคร่ง และราชสีห์เพื่อขวางทางเสด็จของพระนางมัทรี
ต้องการข่มขู่ให้พระนางมัทรีเกิดความกลัว จะได้ไม่ทอทิ้งสองกุมารไปไหน
เพื่อถ่วงเวลาให้ชูชกพาสองกุมารไปได้ไกล ๆ
เพื่อไม่ให้พระนางมัทรีกลับมาทันขัดขวางการบำเพ็ญบุตรทาน
ต้องการจับพระนางมัทรีกิน เพื่อลงโทษพระเวสสันดรที่มอบสองกุมารแก่ชูชก

แบบทดสอบข้อที่  5 : ข้อใดแสดงความเชื่อเรื่องโชคลางของคนไทยได้ชัดเจนที่สุด
ทั้งแปดทิศก็มืดมนทั่วทุกแห่ง ทั้งขอบฟ้าก็ดาษแดงเป็นสายเลือด
เหตุไฉนไม้ที่มีผลพุ่มพวง ก็กลายเป็นดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร
ทั้งขอน้อยในหัตถาที่เคยถือ ก็หลุดหล่นลงจากมือไม่เคยเป็นเห็นอนาถ
มรรคาก็ช่องแคบหว่างคีรี เป็นตรอกน้อยรอยวิถีที่เฉพาะจร ทั้งสามสัตว์ก็มาเนื่องนอนสกัดหน้า

แบบทดสอบข้อที่  6 : สำนวน “ผีซ้ำด้ามพลอย” ตรงกับคำประพันธ์ข้อใด
“อุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินบินวะว่อน เที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาลา พบดอกไม้อันวิเศษต้องประสงค์หลงเคล้าคลึงรสจนลืมรัง
“เพราะเป็นกลีขึ้นในไพรวัน พฤกษาทุกสิ่งสารพันก็แปรปรวนไปทุกประการ ทั้งพื้นป่าหิมพานต์ก็พัดผันหวั่นไหวอยู่วิงเวียน เปลี่ยนเป็นพยับมืดไม่เห็นหน”

“ทูลพระสามีก็มิได้ปรานีสักนิดสักหน่อยหนึ่ง ท้าวเธอกลับนิ่งขึงตึงพระองค์ ดูเหมือนทรงขัดเคืองด้วยเรื่องอันใด
“เสมือนหนึ่งลูกหงส์เหมราชปักษินทร์ ปราศจากมุจลินทร์ไปตกคลุกในโคลนหนองสิ้นสีทองอันผ่องแผ้ว”
แบบทดสอบข้อที่  7 : “ต่อมืดมัวสิจึงกลับเข้ามา ทำเป็นบีบน้ำตาตีอกว่าลูกหาย ใครจะไม่รู้แยบคายความคิดหญิง ถ้าแม้นเจ้าอาลัยอยู่ด้วยลูกจริงเหมือนวาจา ก็จะรีบกลับมาแต่ตะวันไม่ทันรอน” ผู้กล่าวข้อความดังกล่าว มีจุดประสงค์ใด
ต้องการให้ผู้ฟังสำนึกผิด และหยุดการตัดพ้อต่อว่าตน
ต้องการให้ผู้ฟังทราบว่า ผู้พูดรู้ทันผู้ฟังทั้งความคิดและพฤติกรรม
ต้องการให้ผู้ฟังคลายความโศกเศร้า โดยการเปลี่ยนเรื่อง
ต้องการให้ผู้ฟังมีความรับผิดชอบ และตรงต่อเวลา

แบบทดสอบข้อที่  8 : มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี เป็นผลงานของใคร
พระเทพโมลี (กลิ่น)
เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

แบบทดสอบข้อที่  9 : จุดมุ่งหมายในการแต่งมหาเวสสันดรชาดก คืออะไร
เพื่อใช้เป็นบทเทศน์
เพื่อให้เป็นวรรณคดีฉบับรัตนโกสินทร์
เพื่อใช้สั่งสอนประชาชนให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
เพื่อใช้เป็นตำราให้ภิกษุสามเณรในสมัยนั้นใช้ฝึกเทศน์

แบบทดสอบข้อที่  10 : มหาเวสสันดรชาดก พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมีใด
ทานบารมี
วิริยบารมี
สัจจบารี
ขันติบารมี

http://www.krusujin.com/43101/plan1/quiz2.php

เฉลย 

๑. มึงนี้มาแกล้งกล่าวกลลวงล่อเล่นเจรจามุสา เออคือตัวตนบุคคลผู้ใดในโลกนี้จะมายอยกบุตรกับอกออกเป็นทานทาสขาดแก่ธชีนี้ก็ผิดทาง
ข้อความนี้สอดคล้องกับแนวคิดของเรื่องมหาเวสสันดรชาดกอย่างไร
    ๑. วาจาของผู้ทุศีลย่อมห่างไกลจากสัจธรรม
    ๒. บิดามารดายากจะตัดใจได้ขาดจากความรักบุตร
    ๓. วิถีทางของมหาบุรุษเป็นสิ่งน่าพิศวงสำหรับคนทั่วไป
    ๔. แนวปฏิบัติทางศาสนาเป็นสิ่งสุดวิสัยของผู้ครองเรือน
ตอบข้อ  ๓. วิถีทางของมหาบุรุษเป็นสิ่งน่าพิศวงสำหรับคนทั่วไป
เหตุผล  แนวคิดในเรื่องนี้เป็นแนวโลกตระ พระเวสสันดรทรงบริจาคพระโอรสพระธิดาเป็นทาน ซึ่งเป็นการเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นวิถีทางของมหาบุรุษที่น่าพิศวงสำหรับคนทั่วไป ดังข้อความข้างต้น ซึ่งพระเจ้ากรุงสญชัยไม่เชื่อว่าพระเวสสันดรจะทรงบริจาคลูกให้เป็นทานได้

๒. ต่างแกล้วสรรตัวกลั่นสรรพ แล่นโจมทัพไล่จับทัน จู่เข้าฟันจับคันฟาด ล้มกลิ้งดาษลงกลาดดื่น ขุนม้าพื้นขุนหมื่นพัน ตัวล่ำสันต่างลั่นศร ตั้งมือร่อนโตมรรำ
การเล่นสัมผัสพยัญชนะและสระในคำประพันธ์นี้ มีคุณค่าทางวรรณศิลป์อย่างไร
    ๑. เป็นแบบฉบับฉันทลักษณ์ประเภทกลบท
    ๒. แสดงภาพการปะทะรุนแรงน่าพรั่นพรึง
    ๓. ให้ภาพความเคลื่อนไหวรวดเร็วเร้าอารมณ์
    ๔. สร้างความตื่นตาตื่นใจในความพร้อมรบ
ตอบข้อ ๑. เป็นแบบฉบับฉันทลักษณ์ประเภทกลบท 
เหตุผล  เป็นแบบฉบับฉันทลักษณ์ประเภทกลบท คำประพันธ์ดังกล่าวเป็นกลบท “กบเต้นต่อยหอย” มีการเล่นสัมผัสอักษรเป็นกลุ่มๆ ละ ๓ คำ ทุกๆ วรรค

๓. คำกล่าวของพระชาลีที่ว่า “แต่ข้าบาทนี้เป็นข้าช่วงใช้พฤฒาจารย์ ดั่งฤาจะสามารถอาจหาญขึ้นไปนั่งร่วมบัลลังก์รัตนราชาอาสน์ คิดเจียมตัวกลัวพระราชอาชญา” นั้น มีน้ำเสียงที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกอย่างไร
    ๑. ถูกตัดพ้อต่อว่า
    ๒. ถูกเยาะเย้อถากถาง
    ๓. ถูกประชดเสียดสี
    ๔. ถูกเปรียบเปรยเย้ยหยัน
 ตอบข้อ ๓. ถูกประชดเสียดสี
เหตุผล  คำกล่าวของพระชาลีทำให้พระเจ้าสญชัยเกิดความรู้สึกถูกประชดเสียดสีมากกว่าถูกถากถางหรือเย้ยหยัน ส่วนข้อ ๑ ถูกตัดพ้อต่อว่า ทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ  จึงไม่ใช่คำตอบ

๔. ในเรื่องเวสสันดรชาดกมีวิธีการแต่งลักษณะใดที่เข้ามาช่วย
     ๑. ใช้การพรรณนาภาพธรรมชาติในระหว่างการเดินทาง “ในเมื่อพระสุริยาสายัณห์สมัยจะใกล้ค่ำคล้อยตกต่ำอัสดงคต”
     ๒. ให้เทพบุตรเทพธิดามาคอยเลี้ยงดูทะนุถนอมสองกุมารในเวลากลางคืน “แต่เทพช่วยอภิบาทสองกุมารมาโดยนิยมดั่งนี้”
     ๓. รวบรัดให้ไปถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าสญชัยรับสองกุมารไปเลี้ยงดูโดยเร็ว “พอครบสิบห้าราตรีกำหนดนับโดยลำดับอรัญมรรคา ก็บรรลุถึงพระพารานี้แล้วแล”
     ๔. ทำให้ชูชกได้รับทุกขลาภจนถึงแก่ชีวิตเป็นการตอบแทน “ชูชกพฤฒาจารย์ บริโภคโภชกระยาหารเหลือขนาด เตโชธาตุมิอาจจะผลาญเผา เฒ่าก็ถึงกาลกิริยา”
ตอบข้อ ๒. ให้เทพบุตรเทพธิดามาคอยเลี้ยงดูทะนุถนอมสองกุมารในเวลากลางคืน “แต่เทพช่วยอภิบาทสองกุมารมาโดยนิยมดั่งนี้”
เหตุผล  การให้เทพบุตรเทพธิดามาคอยดูแลสองกุมารในเวลากลางคืน ทำให้ช่วยผ่อนคลายความหดหู่ในการที่สองกุมารต้องเดินทางไปกับชูชกได้

๕. พระเจ้าสญชัย “มีพระราชโองการสั่งอำมาตย์ผู้หนึ่งให้ไปจับชีกับสองกุมารกุมารีเข้ามาอย่าช้า” เพราะเหตุใด
     ๑. พราหมณ์มันทำโทษโพยโบยตีด้วยฝีไม้ ดูหรือพระสรีระกายนี้เป็นริ้วรอยน้อยใหญ่ไม่มีดี
     ๒. กุมารข้างโน้นนั้นผิวพรรณไม่ผิดเพี้ยนพ่อชาลี กุมารข้างนี้ประหนึ่งนุชแก้วกัณหาชินานาฏ
     ๓. โหร…ทูลทำนาย ว่าจะมีพระบวรพันธุพงศ์องค์ประยูรญาติทั้งหลายอันนานนิราศมาสู่สมพระบรมบงกชบาทในพรุ่งนี้
     ๔. ทั้งสององค์ก็ทรงสุนทรลักษณ์อันประเสริฐสิ้นทุกสิ่งสรรพ์สุดจะพรรณนา เสมอเหมือนรูปทองทั้งแท่งอันบัคคลแกล้งเหลาหล่อพิงพอเนตร
ตอบข้อ  ๒. กุมารข้างโน้นนั้นผิวพรรณไม่ผิดเพี้ยนพ่อชาลี กุมารข้างนี้ประหนึ่งนุชแก้วกัณหาชินานาฏ
เหตุผล  พระเจ้าสญชัยทอดพระเนตรสองกุมาร ก็ทรงพิจารณาว่าลักษณะรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณคล้ายกับพระชาลี พระกัณหา จึงมีพระราชาโองการให้อำมาตย์ไปจับชูชกและสองกุมาร เพื่อที่จะทรงซักถามเรื่องราวว่าสองกุมารนั้นเป็นใคร

๖. เมื่อชูชกพาสองกุมารออกจากป่า กวีพรรณนาว่า “วายุวิเวกพัดมาเฉื่อยฉิว ใบพฤกษาปลิวร่วงระรุบเย็นทุกเส้นหญ้า” เมื่อพระเจ้ากรุงสญชัยยกกองทัพไปรับพระเวสสันดรกลับคืนนคร กวีพรรณนาว่า “เดียรดาษด้วยรุกขชาติอุดมด้วยดวงดอกออกผลในฤดูชูกิ่งก้านตระการตา”
กวีมีกลวิธีการประพันธ์ตามข้อใดถูกต้องที่สุด
     ๑. ให้เข้ากับสภาพสมจริง
     ๒. เน้นให้เกิดอารมณ์
     ๓. ให้เกิดความผสานระหว่างเรื่องกับอารมณ์
     ๔. สร้างจินตภาพให้เห็นชัดด้วยการให้รายละเอียด
ตอบข้อ ๓. ให้เกิดความผสานระหว่างเรื่องกับอารมณ์
เหตุผล  ให้เกิดความผสานระหว่างเรื่องกับอารมณ์ ในตอนแรกกล่าวถึงอารมณ์เศร้าเพราะชูชกกระทำทารุณต่อสองกุมาร ส่วนตอนหลังกล่าวถึงอารมณ์สุขของตัวละครจึงพรรณนาฉากให้สวยงามสดชื่น

ให้ใช้ข้อความนี้ตอบคำถามข้อ ๗ – ๑๐
     พระชาลี “พระพุทธเจ้าข้าหนึ่งธรรมดาว่าสรรพอนันตนิกรสัตว์บังเกิดในโลกโอฆสงสารวัฏอันเวียนว่าย ย่อมเสน่หาในบุตรธิดานี้มิได้เว้นวายถ้วนทุกคน แต่พระปู่นี้ดูกมลไม่เอื้อเฟื้อ ในพระหน่อเนื้อดนัยนาถ จึงเนียรเทศให้ทุเรศบำราศร้างพระนคร สัญจรเข้าสู่ไพร…”
     พระเจ้ากรุงสญชัย “ซึ่งข้อความแต่หลังที่คั่งแค้นขัดเคืองควร เพราะพระปู่นี้เชื่อถ้อยพลอยประชาชวนให้กระทำบัพพาชนียกรรมบิดาเจ้า ขออภัยอย่าพิโรธเราเลยนะ…พ่อชาลี…”
๗. อนุมานได้ว่าพระชาลีกล่าวข้อความนี้ด้วยความมุ่งหมายอย่างไร
     ๑. ตัดพ้อ
     ๒. ติเตียน
     ๓. แสดงความเสียใจ
     ๔. แสดงความขัดเคือง
 ตอบข้อ ๑. ตัดพ้อ
เหตุผล  พระชาลีตัดพ้อต่อว่าพระเจ้ากรุงสญชัยที่ทรงยอมให้พระเวสสันดรจากบ้านเมืองไปลำบากในป่า

๘. คำตอบของพระเจ้ากรุงสญชัยแสดงลักษณะนิสัยอย่างไรของพระองค์เด่นชัด
     ๑. รู้จักผ่อนปรน
     ๒. ไม่มีทิฐิมานะ
     ๓. สุภาพอ่อนโยน
     ๔. อ่อนน้อมยอมรับ
ตอบข้อ ๒. ไม่มีทิฐิมานะ
เหตุผล  พระเจ้ากรุงสญชัยซึ่งดำรงฐานะสูง เป็นพระอัยกาของพระชาลี ทรงกล่าวคำขอโทษพระชาลีซึ่งเป็นเด็ก แสดงถึงลักษณะนิสัยว่าพระองค์ไม่มีทิฐิมานะอย่างเด่นชัด

๙. บทสนทนานี้แสดงคุณธรรมตามข้อใด
     ๑. ความเมตตากรุณา
     ๒. ความมีสัมมาคารวะ
     ๓. ธรรมะของผู้เป็นใหญ่
     ๔.การปฏิบัติหน้าที่เที่ยงธรรม
ตอบข้อ ๓. ธรรมะของผู้เป็นใหญ่
เหตุผล  ธรรมะของผู้เป็นใหญ่คือ การยอมรับผิดและขออภัยต่อผู้ที่มีฐานะที่ต่ำกว่าพระองค์

๑๐. ในบทสนทนานี้คำศัพท์คู่ใดมีความหมายต่างกัน
     ๑. เนียรเทศ-บัพพาชนียกรรม
     ๒. พระหน่อเนื้อ-ดนัยนาถ
     ๓. ทุเรศ-สงสาร
     ๔. บำราศ-ร้าง
ตอบข้อ ๓. ทุเรศ-สงสาร
เหตุผล  ทุเรศ หมายถึง ไกล    สงสาร หมายถึง การเวียนวายตายเกิด ส่วนข้อ ๑ หมายถึง การขับไล่ให้พ้นที่อยู่ ข้อ ๒ หมายถึง ลูกชาย
ข้อ ๔ หมายถึง จากไป

About these ads

One response »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s