Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

จากเจ้าของโรงแรมสู่นักโทษประหาร

มาตรฐาน

1. .

จากเจ้าของโรงแรมสู่นักโทษประหาร (พลิกชีวิต พลิกหัวใจ)

ใครจะเชื่อว่าชายหนุ่มผู้ก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม ‘บ้านธรรมทาน’ ซึ่งดูสุขุมเยือกเย็น อย่าง ‘พัทธ์อิทธิ์ จินวุฒิ’ จะเป็นคนเดียวกับเพลย์บอยเลือดร้อน ใช้ชีวิตแบบเต็มเหนี่ยว เที่ยวหัวราน้ำ ทั้งกินเหล้าเจ้าชู้ ครบสูตร ที่สำคัญยังเป็นคนเดียวกับ ‘นักโทษประหาร’ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวางเมื่อหลายปีก่อน

อะไรทำให้ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง พลิกผันเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ‘สุดขั้ว’ ได้มากมายขนาดนี้?

จากเจ้าของโรงแรมหรู ….   สู่นักโทษประหาร

กล่าวได้ว่าก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันนั้น พัทธ์อิทธิ์ คือ หนึ่งใน ‘หนุ่มฮอต’ แห่งเมืองสองแคว เขาคือชายหนุ่มที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ

หลังจบด้านการโรงแรมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พัทธ์อิทธ์ก็กลับมาบริหารกิจการโรงแรมของครอบครัว แม้ภาคหนึ่งจะเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรง แต่หลังจากเลิกงาน เขาก็ใช้ชีวิตอย่างสุดขั้ว เที่ยวหัวราน้ำ กินเหล้า เข้าผับ จีบสาวเป็นว่าเล่น เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่ทำนั้น ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

แต่ด้วยความเป็นคนเลือดร้อน ไม่กลัวใคร ทำให้พัทธ์อิทธิ์มีคนเกลียดขี้หน้าอยู่ไม่น้อย วันหนึ่งเขาจึงถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่า และตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ถูกตีตรวนจองจำในฐานะนักโทษประหาร!!

 

“คือผมใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก 5-6 ปี ก็ใช้ชีวิตกินสุขอิ่มเสพ แล้วก็ไปลองพวกของมึนเมาต่างๆ ยาเสพติดบ้างเล็กๆน้อยๆ ถามว่าเกเรไหม ก็มีบ้าง ที่สำคัญผมเป็นคนเลือดร้อน ชอบใช้กำลังชกต่อยกับคนอื่น

พอกลับมาเมืองไทยไม่ถึง 9 เดือนก็โดนคดี ถูกกล่าวหาจ้างวานฆ่า ผมก็ประกันตัวออกมาสู้คดี ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต ช่วงนั้นประมาณปี 2545 ก็ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่นั้น ผมก็อุทธรณ์สู้คดีต่อ

ช่วงเดือนแรกๆเครียดมาก รับไม่ได้ จนปวดหัวเป็นไมเกรน แต่ได้กำลังใจจากคุณพ่อและญาติพี่น้องเลยผ่านมาได้ ชีวิตในคุกก็ค่อนข้างลำบาก อาหารการกิน ห้องน้ำห้องท่าอะไรมันก็แย่หมด บางวันก็จะมีเพื่อนที่อยู่ด้วยกันถูกนำตัวไปประหาร สภาพจิตใจเราก็แย่ ยิ่งพอศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต ถึงเราจะสามารถสู้คดีในชั้นฎีกาได้ แต่ความหวังก็เลือนลางมาก แต่สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง เพราะคำให้การของฝ่ายโจทก์ขัดแย้งกันเอง
ผมอยู่ในคุกทั้งหมด 4 ปี 1 เดือน 21 วัน แต่เชื่อไหมว่า ช่วงที่นั่งฟังคำสั่งศาล ผมรู้สึว่ามันนานกว่านั้นมาก”

 

 

บทเรียนชีวิตจากเรือนจำ

ชีวิตในเรือนจำ ถือเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับพัทธ์อิทธิ์ ที่สอนให้เพลย์บอยเลือดร้อนอย่างเขา กลายเป็นคนที่อดทนได้มากขึ้น อดทนทั้งต่อความยากลำบากทางกาย และอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง อันเป็นเรื่องปกติของปุถุชน

หลังจากพ้นโทษออกมา เขาจึงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังขึ้น แม้จะยังคงเที่ยวเตร่ กินเหล้า สูบบุหรี่ อยู่บ้าง แต่ก็ลดนิสัยมุทะลุเลือดร้อนลงไปได้มาก ที่สำคัญช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในเรือนจำนั้น ทำให้เขาได้เห็นถึงคุณค่าของความรักจากคนในครอบครัว ซึ่งเขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมสูญเสียมันไปอย่างเด็ดขาด

 

“4 ปีในคุก มันทำให้ผมเข้มแข็ง รู้จักอดทน เวลาจะทำอะไรก็จะต้องคิดให้รอบคอบ ถึงแม้จะทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด แต่ภาพที่คนอื่นเขาเห็น มันทำให้เขาเชื่อหรือตัดสินเราจากสิ่งที่เขาเห็น แล้วผมก็ได้เห็นหลายๆคนที่ต้องติดคุกเพราะอารมณ์ชั่ววูบ มันทำให้ผมสามารถระงับอารมณ์ได้ มันก็ยังใจร้อนอยู่นะ แต่ไม่แสดงออก รู้จักแยกแยะได้ว่าอะไรที่ควรจะพูด อะไรที่ควรจะทำ ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่คิดอะไรหรอก ทำเลย ที่สำคัญทำให้ผมได้ฉุกคิดว่าท้ายที่สุดแล้วเวลาที่ลำบากจริง เวลาที่ไม่มีใคร ก็ได้ครอบครัวนี่แหละที่คอยช่วยเหลือ

คือ นักโทษทุกคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิต จะถูกนำตัวมาขังที่เรือนจำกลางบางขวาง แล้วในหนึ่งสัปดาห์จะให้เยี่ยมได้ 2 วัน คือ วันอังคาร และ วันพฤหัสฯ ครั้งละ 45 นาที  คุณพ่อก็ไปทุกวันที่เปิดให้เยี่ยม ขับรถจากพิษณุโลก 365 กม. ออกตั้งแต่เช้า ถึงเรือนจำบ่ายๆ เยี่ยมเสร็จก็ขับรถกลับ ขณะที่ท่านก็อายุมากแล้ว เป็นอะไรที่ผมสะเทือนใจมากว่า ทำให้พ่อต้องลำบากขนาดนี้ พ่อไปเยี่ยมผมอย่างนี้อยู่ 2 ปี จนผมต้องบอกว่าไม่ต้องมาทุกวันหรอก เดือนละครั้ง หรือสองอาทิตย์ครั้งก็พอ

ตอนก่อนเกิดเรื่อง ผมไม่เคยคิดถึงคนในครอบครัวเลย คิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงอยู่กับเราไปอีกนาน เราก็จะเที่ยว กินเหล้า ตกเย็นมาก็ตั้งวง จะไปเที่ยวเธคที่ไหนดี แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ดูแลท่านให้ดีที่สุด” พัทธ์อิทธิ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

• 7 วันที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป

นอกจากความคิดที่เปลี่ยนไป หลังได้รับอิสรภาพแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พัทธ์อิทธิ์ได้ค้นพบกับความสุขที่แท้จริงของชีวิต ชนิดที่เรียกว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ นั่นก็คือ ‘ธรรมะ’ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เริ่มจากวันที่พี่ชายของเขา นิมนต์พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ จากยุวพุทธิกสมาคมฯมาที่บ้าน เขาจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับพระอาจารย์ ทำให้ความเข้าใจที่มีต่อพุทธศาสนานั้นเปลี่ยนไป และทุกอย่างก็ยิ่งกระจ่างชัดมากขึ้นเมื่อเขาได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ซึ่งช่วงเวลา 7 วันในการปฏิบัติธรรมนี่เองที่ทำให้ความคิดและชีวิตของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเป็นคนละคน !!

“จริงๆ ตอนอยู่ในคุก ก็มีผู้คุมมานำสวดมนต์นะ แต่ผมไม่ทำตาม เพราะไม่รู้ว่าจะสวดไปทำไม ตอนนั้นไม่ได้สนใจธรรมะเลย หนังสือธรรมะก็อ่านบ้าง แต่จะสนใจประวัติหลวงปู่หลวงพ่อที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ ก็ดูว่าท่านไปธุดงค์ ท่านทำกรรรมฐาน แต่ไม่ได้เรียนรู้ว่าการทำกรรมฐานของท่านทำยังไง

ผมเริ่มสนใจธรรมะจริงๆหลังออกจากคุกได้ประมาณ 3 เดือน พอดีพี่ชายนิมนต์พระอาจารย์นวลจันทร์ฯ มาที่บ้าน ท่านก็พูดคุยกับเรา คำพูดของท่านนั้นโดนใจมากๆ ท่านบอกว่าการปฏิบัติธรรมนั้นทำได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องแต่งชุดขาว ไปเดินจงกรมในวัด ก็ปฏิบัติธรรมได้

ก่อนหน้านี้ผมจะรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมคือการเดินช้าๆ พูดช้าๆ นั่งสมาธินิ่งๆ ใส่ชุดขาว แต่พอพระอาจารย์มาสอน ทำให้เข้าใจว่าศาสนาพุทธสอนเรื่องอะไร ความจริงแล้วปฏิบัติเพื่ออะไรกันแน่ วันนั้นมันก็ปิ๊งขึ้นมาเลยว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าน่าสนใจมาก ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตที่เป็นปกติได้ เช่น ทำยังไงเวลามีความโกรธขึ้นมาจะไม่ให้ความโกรธเข้าครอบงำ ตอนเด็กๆก็เคยเรียนนะ อริยสัจสี่ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่องได้ เอาไปสอบได้ แต่มันไม่เข้าใจไง

แต่จุดปลี่ยนจริงๆ คือ ตอนที่ได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม คือ ก่อนผมจะแต่งงาน พระอาจารย์ก็โทร.มาบอกว่าให้มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ ก่อน ซึ่งช่วงเวลา 7 วันที่เข้าคอร์ส มันเปลี่ยนชีวิตเราไปเลย เพราะได้มีโอกาสศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ทำให้รู้ว่ารักษาศีลปฏิบัติธรรมแล้วมันดียังไง

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่อยู่ที่รูปแบบ ไม่ได้อยู่แค่การสวดมนต์ ตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา ไม่ใช่อยู่ที่การขอพรจากพระเกจิ   ความจริงแล้ว การปฏิบัติธรรม มันอยู่ที่ตัวเรา มันอยู่ข้างในจิตใจต่างหาก  การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกใจ   ขณะที่การสวดมนต์นั้นคือการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งทำให้เรามีสติและสมาธิ

พอกลับจากปฏิบัติธรรมผมก็เลิกหมดทั้ง บุหรี่ เหล้า เรื่องเที่ยวก็หยุดไปเลย เลิกงานกลับบ้าน ทำวัตรเย็น สวดมนต์ แล้วก็นั่งภาวนา ซึ่งเป็นอะไรที่คนในบ้านไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แม่ก็บอกว่าเหมือนกับได้ลูกชายคนใหม่มา (หัวเราะ) แล้วผมก็ปฏิบัติแบบนี้ทุกวัน เป็นเวลา 4 ปีแล้ว” พัทธ์อิทธิ์เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาสนใจพุทธศาสนาและเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจัง

 

• เปิด ‘บ้านธรรมทาน’ สานต่อธรรมะของพุทธองค์

จากที่พัทธ์อิทธิ์ได้ค้นพบความงามและคุณวิเศษของพระธรรมนี่เอง ทำให้เขาคิดว่าอยากจะเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ให้แก่ผู้คนทั่วไป ซึ่งอาจจะยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสเนื้อแท้ของพุทธศาสนา ได้รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร เขาจึงตัดสินใจก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม ‘บ้านธรรมทาน’ ขึ้นที่พิษณุโลก

ที่นี่จะมีทั้งห้องสมุด อาคารปฏิบัติธรรม และที่พักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม ซึ่งคอร์สปฏิบัติธรรมแต่ละคอร์สจะมีพระอาจารย์จากยุวพุทธิกสมาคมฯ มาให้ความรู้และแนะนำการปฏิบัติ นอกจากนั้นเขายังจัดทำเว็บไซต์บ้านธรรมทาน (Baandhammatan) เพื่อเผยแพร่ธรรมะ และแลกเปลี่ยนความรู้มุมมองเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกด้วย

“จากที่ได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรม ทำให้ผมเห็นธรรมชาติ ว่า ความทุกข์หรือปัญหาต่างๆมันเกิดมาจากความรู้สึก โลภ โกรธ หลง ซึ่งอารมณ์ต่างๆที่มันเกิดขึ้นมา เราไปยึดถืออะไรไม่ได้เลย พออารมณ์โกรธขึ้นมาเดี๋ยวมันก็หายไป ถ้าเราไปยึดถือเมื่อไรเราก็ทุกข์ทันที และก็อาจนำพาให้เราไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถทำให้เราพ้นทุกข์ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องบรรลุธรรม

ความวิเศษของธรรมะตรงนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเก็บไว้คนเดียวไม่ได้แล้ว อยากบอกกับคนอื่นๆว่า ความสงบร่มเย็นในจิตใจนั้น มันไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย ความจริงมันอยู่ข้างในจิตใจอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะถูกกิเลสเข้ามาแทรก หรือยังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นเท่านั้นเอง   ยเปิดบ้านธรรมทานให้คนทั่วไปได้มาปฏิบัติธรรม โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีศักยภาพที่พอทำได้”

 

พบสัจธรรม

ชายหนุ่มวัย 35 ปีผู้นี้ได้กล่าวตบท้ายถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

“หลังจากที่ศึกษาธรรมะแล้ว พอผมมองย้อนกลับไปในอดีต ทำให้พบสัจธรรมว่า จริงๆแล้วถึงเราจะอยู่นอกคุก แต่ถ้าชีวิตเรามียังความทุกข์มันก็เหมือนการติดคุก คุกที่ขังให้เราอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง เราไม่สามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ และทันทีที่เราเกิดมา ชีวิตของเราก็มีคำพิพากษาประหารชีวิตรออยู่แล้วทุกคน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าวันที่จะถูกประหารคือวันไหน พรุ่งนี้เราอาจจะเดินออกไปถูกรถชนตายก็ได้

นักโทษประหารยังรู้วันตาย ยังมีเวลาเตรียมตัว แต่เราที่อยู่นอกคุก ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น จะดีกว่าไหมที่เราจะเตรียมตัวรับมือกับมัน”

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย กฤตสอร)

เพจบ้านธรรมทานhttp://www.facebook.com/Baandhammatan

ข้อสังเกตและแนวทางปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็นระเบิด

มาตรฐาน

 

 

1....1.1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อสังเกตและแนวทางปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็นระเบิด

๑.     สิ่งของวางอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เช่น เป้ กระเป๋า ถุง กล่อง ฯลฯ หากสอบถามหาเจ้าของแล้ว ไม่มีผู้แสดงตน ให้สงสัยว่าเป็นวัตถุอันตราย

๒.    เป็นวัตถุที่มีลักษณะภายนอกผิดปกติจากรูปเดิม เช่น สีที่แตกต่างจากความเป็นจริง กล่องปิดผนึกไม่เรียบร้อย หรือมีรอยยับบริเวณที่ปิดผนึก

๓.    เป็นวัตถุที่ไม่เคยพบเห็น ณ ที่นั้นมาก่อน มีส่วนประกอบของสายไฟ แบตเตอรี่ นาฬิกา หรือ โทรศัพท์

๔.    เมื่อพบเห็น ห้ามจับต้อง หยิบยก เคลื่อนย้าย หรือทำให้เคลื่อนไหวโดยเด็ดขาด

๕.    ตั้งสติ ควบคุมอารมณ์ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบทันที เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์ และเก็บกู้ โดยสามารถติดต่อ สายด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือได้ที่

- โทร. ๑๙๑ ศูนย์วิทยุตำรวจนครบาล           – โทร. ๑๓๗๔ สายด่วน กอ.รมน.

- โทร. ๑๕๕๕ กรุงเทพมหานคร                 – โทร. ๑๑๑๑ สายด่วนภาครัฐ

- โทร. ๐๒-๕๓๔- ๓๕๓๕ ในเขตกองทัพอากาศและพื้นที่ใกล้เคียง

๖. จดจำลักษณะทั่วไปของวัตถุต้องสงสัย เพื่อเป็นข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ เช่น ขนาด รูปร่าง ลักษณะบ่งบอกอื่น ๆ เช่น     มีเสียงการทำงาน มีสายไฟฟ้า

๗. หากสามารถกระทำได้ ควรบันทึกภาพเมื่อพบเห็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้กระทำ หรือจงใจวางสิ่งของต้องสงสัยนั้น  ส่งเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการต่อไป

๘. หลังจากแจ้งเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัยแล้ว ให้รีบออกจากพื้นที่ที่พบวัตถุต้องสงสัยไม่น้อยกว่า ๑๐๐ – ๔๐๐   เมตร และขอให้รอเพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด

๙. กรณีเจ้าของกิจการ ร้านค้า ถูกข่มขู่วางระเบิดทางโทรศัพท์ ให้โทรแจ้ง ๑๑๐๐

 

การปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ หรือ ผู้รับผิดชอบพื้นที่

๑. อพยพผู้คนออกนอกเขตอันตรายไม่น้อยกว่าระยะที่กำหนด คือ ๑๐๐ – ๔๐๐ เมตร

๒. สอบถามข้อมูลจากผู้พบเห็น หรือพยานที่พบเห็น

๓. ให้ข้อมูลและสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานข่าวของรัฐ

๔. แจ้งหน่วยช่วยเหลืออื่นๆ – โทร.๑๒๓ หน่วยดับเพลิง   – โทร.๑๑๖๙ ศูนย์นเรนทร หรือหน่วยกู้ภัยอื่น ๆ

๕. ให้รอพบเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเพื่อให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ แนวทางการสังเกต เพื่อช่วยตรวจสอบ

 

การปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม คอนโดฯ บ้านเช่า ฯลฯ

๑. ตรวจสอบหนังสือเดินทาง ตรวจดูรูป บันทึกหมายเลขหนังสือเดินทาง วัน เดือน ปีเกิด และสัญชาติของผู้มาเข้าพัก

๒. พนักงาน รปภ. หมั่นตรวจดูอาคารสถานที่และบันทึกหมายเลข รถเข้า – ออก หรืออาจเห็นคนต่างชาติ หรือผู้ต้องสงสัยเดินสำรวจ ถ่ายรูป หรือ VDO ต้องแจ้งให้ผู้จัดการทราบ เพื่อตรวจสอบว่าพักอยู่ห้องใด

๓. พนักงานทำความสะอาดห้องพัก อาจเห็นเศษสายไฟฟ้า นาฬิกาปลุก ถ่านไฟฉาย หนังสือเกี่ยวกับวัตถุระเบิด แผนที่ แผนผัง ต้องแจ้งผู้จัดการ เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

 

การปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร และ ดิสโก้เทค

๑. หากพบชาวต่างชาติเข้ามาเดินเที่ยว นั่งหลบมุมสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ แต่ไม่ดื่มหรือดื่มเล็กน้อย  มีท่าทางสังเกตสถานที่อย่างผิดปกติน่าสงสัย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

๒. พนักงานหน้าร้าน สังเกตบุคคลฝั่งตรงข้ามร้าน บริเวณรอบ ๆ ร้าน มีผู้ใดมาสังเกตการณ์ในลักษณะตรวจสอบสถานที่   โดยถ่ายรูป หรือ VDO หรือไม่ ถ้ามีให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

๓. หมั่นสังเกตรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ที่มาจอดทิ้งไว้หน้าร้านเป็นเวลานาน หมั่นตรวจถังขยะ กระถางต้นไม้หน้าร้าน หรือบริเวณใกล้เคียงว่ามีวัตถุต้องสงสัยมาวางซุกซ่อนหรือไม่

10 วิธีเผาผลาญแคลอรี่ แบบง่ายๆ

มาตรฐาน

5
10 วิธีเผาผลาญแคลอรี่ แบบง่ายๆ

10. นอนหลับ – ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเรา จะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ ได้ดีที่สุดในชั่วโมงหลังๆ ที่เราหลับสนิทเต็มที่

9. อย่าเครียด  – ความเครียดจะทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอโมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราดูซึมของเมตาบอลิซึ่มช้าลง

8. ดื่มน้ำเยอะๆ –  จะช่วยขับสารพิษ หลังจากที่ร่างกายเผลาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆ ยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มทำงานดีขึ้นนิดหนึ่งด้วย

7. ดื่มชาเขียว – เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ แถมมีประโยชน์อีกด้วย

6. กินอาหารเผ็ดร้อน  –   อาหารประเภทเผ็ดร้อน รสจัด จะช่วยเร่งการเผาพลาญร่างกายของคุณจากภายในให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

5. กินอาหารเช้า  –  เป็นความจริงที่ว่า คนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่า คนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับ เมตาบอลิซึ่ม ของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย

4. งดน้ำตาล  –  เหตุผลง่ายๆ ก็คือ น้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้น ลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

3. กินบ่อยๆ  –  ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย

2. ขยับตัวบ่อยๆ  –  อยากจะเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุด ก็ต้องออกกำลังกายอย่างน้อย ออกเดิน 30 นาที หรือ 1 ชม. วิ่งเหยาะๆ หรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

1.  เสริมสร้างกล้ามเนื้อ  –   “ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก” การยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่ม เหมือนกัน และช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณจะพุ่งสุดขีดนั่นเอง ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะแต่หลังจากนั้นอีกสัก 2- 3 ชม.

7 ตัวอย่างที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

มาตรฐาน
ac10

4. ทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีประโยชน์จะทำให้ลูกเติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของเด็กที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเด็กมีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่โดยตรงในการจัดเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับลูก หากครอบครัวไหนมีคุณพ่อคุณแม่ชอบทานผัก มักจะสังเกตเห็นว่าลูกก็ชอบทานผักด้วย ควรหลีกเลี่ยงอาหารว่างของลูกที่เป็นพวกขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลม เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

5. การมีมารยาทที่ดี ลักษณะนิสัยที่ดีที่ควรสอนลูกอย่างแรก คือ การมีมรรยาทที่ดี พวกเราคงเคยเห็นเด็กๆที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ทำตัวไม่น่ารัก ใครเห็นใครก็อยากเบือนหน้าหนี เราคงไม่อยากให้ลูกถูกคนอื่นมองแบบนี้เป็นแน่ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ การสอนให้ลูกรู้จักมรรยาทการเข้าสังคม รู้จัก กล่าวคำขอบคุณ ขอโทษ สวัสดี การแสดงความเคารพ พูดจาสุภาพอ่อนหวาน การมีมารยาทที่ดีถือเป็นนิสัยหนึ่งที่เด็กไทยควรพึงมี และนั่นจะช่วยลูกในการปรับตัวเข้ากับสังคมในอนาคตอีกด้วย

6. การรักษาความสะอาด ต้องอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันก่อนออกจากบ้าน แปรงฟันและอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง เพื่อลูกจะได้ปฏิบัติตาม และทำเป็นกิจวัตรประจำวัน การรักษาความสะอาดจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน

7. ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะสอนลูกให้เติบโตขึ้นและมีความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่อยู่รอบข้าง สอนให้ลูกรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส พาลูกไปเลี้ยงเด็กกำพร้า อาสาสมัครทำงานช่วยเหลือสังคม มีจิตสาธารณะ เป็นต้น

สิ่งจำเป็นทั้ง 7 ข้อนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับชีวิต เพื่อลูกจะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ สิ่งที่สำคัญคือการใช้เวลากับลูกทำให้ลูกดู เพื่อลูกจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

 

BBC ไขความลับที่ทำให้เยอรมันยิ่งใหญ่ clip “Make me a German”

มาตรฐาน

Make me a German

 

น่าศึกษา….ความมีวินัย ในชีวิตครอบครัวเป็นประโยชน์อย่างไรใน สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ..

 

สารคดีจาก BBC ของประเทศอังกฤษ ในชุด “Make me a German” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราว ของครอบครัวนักข่าวชาวอังกฤษ ที่ประกอบด้วยสามี ภรรยา และลูกน้อย ที่ยินดีจะไปใช้ชีวิตในเยอรมนี

เพื่อค้นหาความลับว่า…อะไรที่ทำให้ประเทศเยอรมันประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจได้ดีขนาดนี้

(เยอรมนีเป็นพี่เบิ้มของยุโรป ปัญหา Euro Zone ที่ยังประคับประคองกัน ได้อยู่ ก็อาศัยประเทศหลักอย่าง เยอรมนี และยังเป็นผู้นำการส่งออกอันดับสามของโลกอย่างเครื่องไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เบียร์ Mercedes Benz รถไฟฟ้าความเร็วสูง)
======
สองสามีภรรยาชาวอังกฤษได้ค้นพบ

 การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
– ระดับหนี้สินต่อครัวเรือนของคนเยอรมันอยู่ในระดับต่ำมากที่สุดในยุโรป
– ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้จ่ายด้วย”เงินสด” มากกว่า”บัตรเครดิต”
– ธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้กันง่ายๆ ในขณะที่ชาวเยอรมันก็ไม่ ต้องการได้บัตรเครดิตง่าย ๆ เช่นกัน
– ออมเงิน 10% ของเงินเดือนแทบทุกคน
– ผู้คนส่วนใหญ่มีเงินฝากในธนาคาร เป็นกอบเป็นกำ  ทำให้ระบบการหมุนเวียนของเงินกู้กับเงินฝากสมดุลกันได้ดี
– คนเยอรมันไม่นิยมเอาบ้านหรือรถยนต์ไปจำนองเพื่อนำเงินมาทำธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียทรัพย์สินที่มีอยู่

- เขาอยู่อย่างแบบเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆค่ะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช้จ่ายเกินตัว มีการกำหนดการใช้จ่ายเป็นระเบียบแบบแผนชัดเจน จะไม่ค่อยชอบความเสี่ยงในการลงทุน ส่วนใหญ่จะเก็บเงินไว้ที่ธนาคาร

จริงจังต่อสิ่งที่ทำและยึดมั่นในวินัย  (ทำให้มีสมาธิในการทำงาน ผลของงานจึงดีมีประสิทธิภาพ)
– คนเยอรมันใช้เวลาทำงานต่อสัปดาห์น้อยกว่าคนในชาติอื่นๆ ทั่วโลก แต่…ได้ประสิทธิภาพมากกว่า
– การทำงานล่วงเวลาถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม   เนื่องจากการให้เวลากับครอบครัวหลังเลิกงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก
– เวลาแปดชั่วโมงต่อวัน คนเยอรมันทำงานอย่างจริงจัง    ในเวลางานไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน
–  อีเมลล์ส่วนตัว    Facebook และโทรศัพท์มือถือ …เป็น ที่รู้กันว่าไม่ควรใช้ในชั่วโมงทำงาน
– นักข่าวชาวอังกฤษที่ไปทำงานในโรงงาน Faber & Castel ที่เยอรมนี ยังถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทันทีที่หยิบโทรศัพท์เพื่อส่ง SMS แค่ครั้งเดียว
– หญิงสาวชาวอังกฤษผู้หนึ่งยังให้ สัมภาษณ์ว่า ชีวิตในที่ทำงานที่นี่ เขาจริงจังกันมาก  ไม่มีการพูดคุย (ไม่นินทา ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าใครเป็นแฟนใคร ใครเลิกกับใคร ใครจะไปออกเดทกับใคร ไม่แม้แต่จะเล่าเรื่องละครทีวีที่ดูเมื่อ คืน เลิกงานแล้วจะไปไหน จะไปทาน ดินเนอร์กับใคร ก็ไม่มีการพูดคุยกัน)
การมาทำงานสายจะถูกมองว่าเป็น คนไม่รักษาสัญญา  จะมาสายสามนาที หรือ สามสิบนาที ก็ถือว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพ เพราะขาดความเคารพต่อตัวเอง และองค์กร

- เวลาเที่ยว เวลาดื่มกินเขาจะเต็มที่ ส่วนเวลางานก็จะเต็มที่เหมือนกัน

 

ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว
– สองในสามของคุณแม่มือใหม่/แม่ลูกอ่อนจะไม่ทำงานนอกบ้าน
– การบอกว่าเป็น Housewife ในประเทศอื่นอาจจะรู้สึก เขินอายเหมือนว่าตนเองไม่มีงานทำ แต่…ที่นี่มีแต่ความภาคภูมิใจหากจะได้เป็น Housewife
– รัฐบาลให้สวัสดิการดีกับคุณแม่ที่ต้องออกจากงาน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้แม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง การให้เวลากับลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ
– ในวันอาทิตย์ ร้านรวงทั่วไปตามแหล่ง Shopping จะปิดเงียบเพื่อให้ผู้คนส่วน ใหญ่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวแข็งแรง  ประเทศชาติก็จะ แข็งแรง

 ถือมั่นต่อความรับผิดชอบต่อสังคม
–  ในยามยากของเศรษฐกิจ บริษัทส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีการ Lay off พนักงาน ไม่นิยมการปลดคนงานออก แบบกระทันหัน เพื่อความอยู่รอดของ บริษัท
–  วัฒนธรรมองค์กรที่บริษัทจะเป็นห่วงความอยู่รอดของพนักงานก่อนเพื่อที่จะได้ช่วยกัน ประคองให้บริษัทอยู่รอด
– พนักงานยินดีที่จะถูกลดรายได้อย่างพร้อมเพียงกันเพื่อให้ทุกคนอยู่ได้และบริษัทอยู่รอด
– สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการรักพวกพ้อง รักองค์กร และรักชาติในที่สุด
– สังเกตได้จากทีมชาติฟุตบอลของเยอรมนี จะไม่ค่อยมีดาวเด่นที่โด่งดังระดับโลก แต่ก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัย ด้วยทักษะการเล่นอย่างเป็นทีมเวิร์คมากกว่าความสำเร็จจากความสามารถเฉพาะบุคคล
– ตนเยอรมันเค้าจะมีระเบียบวินัยแค่ไหน แต่เค้าก็มีกฎหมายที่เครงครัดและสามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจนแค่ไหน ก็อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ผิดคือผิด ไม่ว่าผิดมากหรือผิดน้อยแค่ไหนก็ผิดเหมือนกัน

- คอร์รัปชั่นก็ใช่ว่าจะไม่มี มีเหมือนกันค่ะ แต่บทลงโทษก็หนัก

 

การใช้ชีวิตแบบพอเพียง  ประหยัด จริงจังในหน้าที่  มีระเบียบวินัย  ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง  รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักชาติ

เหล่านี้ล้วนเป็นอุปนิสัยขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ในเยอรมนีได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยไม่จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ อะไรที่แปลกแหวกแนว มากระตุ้นเศรษฐกิจให้เฟื่องฟูอย่างที่ประเทศอื่นๆชอบทำกัน

ที่มา   http://pantip.com/topic/31249090

 

อ่าน comment จากคนที่อยู่/ทำงาน/ไปเรียนที่นั่นได้ที่  จาก  http://pantip.com/topic/31249090

  • ประเทศที่ถูกแบ่งเป็นสอง แล้วอยู่ๆ ก็มารวมเป็นหนึ่งได้โดยไม่มีสงครามของคนเชื้อชาติเดียวกัน
  • เรื่องการใช้จ่าย คนที่นี่วางแผนค่อนข้างดี เค้าจะไม่พยายามใช้เงินอนาคตค่ะ คนเลยเป็นหนี้กันน้อย
  • เคยไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมันมาปีกว่าๆ
    คนเยอรมันที่เคยเจอนิสัยตรงตามบทความจริงๆค่ะ แกค่อนข้างเป๊ะ และมีนิสัยที่ซีเรียสกันมากแต่ก็ไม่ได้ซีเรียสไปซะทั้งหมด
    แต่เหรียญก็มีอยู่สองด้านอ่ะนะ ส่วนเรื่อง Ausländerfeindlichkeit พวกเหยียดชาตินี่ก็หลายคน อย่างที่คห.บนๆว่ามาแหล่ะ เพราะคนเยอรมันบางพวกคิดว่าเชื้อสายตนสูงส่งกว่าชาวบ้าน พวกชาวตุรกีนี่จะโดนเยอะ

    แต่คนเยอรมันส่วนใหญ่ที่เจอหรือทำงานด้วย จะเป็นคนที่ค่อนข้างมีระเบียบ วินัยมาก เรื่องส่วนตัวพวกนี้เค้าไม่ก้าวก่ายจริงๆ

  • หัวหน้าใหญ่นี่ทำงานโคตรจริงจัง ไม่สนเรื่องอื่นเลยในเวลางาน บอกว่าเรื่องอื่นเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีการนินทาระหว่างงาน มีแต่พวกเชื้อสายเอเชีย เพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวเยอรมันไม่ค่อยใช้บัตรเครดิต ขนาดจะมาเที่ยวเมืองไทยผมบอกให้แฟนผมไปบอกเขาว่าให้ซื้อตั๋วบางกอกแอร์เวย์จากเชียงใหม่ไปลงกระบี่เลย เขายังให้เอเยนต์ที่เยอรมันซื้อให้ไม่ยอมใช้บัตรเครดิตตัวเองซื้อผ่านเวบทั้งที่มีบัตรนะ คิดดูละกัน   คนเยอรมันเวลาเข้างานไม่เช้าแบบเมืองไทยนะ แล้วเลิกเร็วด้วย แถมวันหยุดพักร้อนก็โคตรเยอะ เพิ่งทำงานไม่กี่เดือนยังหยุดพักร้อนได้ 10 วัน  ร้านค้าในเยอรมันปิดเร็ว วันอาทิตย์ก็ปิดหมด บ้านเรือนเงียบเหงา แต่ครอบครัวลูกที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จะมาหาพ่อแม่ทำอาหารกินกันที่บ้านอย่างน้อยเดือนละครั้ง  หน่วยงานราชการวัศุกร์ก็ทำงานไม่เต็มวัน ทำเต็มวันแค่ Mon-Thu  ดูเหมือนจะขี้เกียจแต่จริงๆแล้วโคตรขยัน ในเวลางาน ทำงาน 100% เต็ม
  • เคยมีหัวหน้าชาวเยอรมัน 1 เพื่อนร่วมงานชาวเยอรมันอีก 12-13 คน
    งานที่ทำเป็นงานวิจัย อยู่ในอเมริกา แต่หัวหน้ามาจากเยอรมัน เลยมีคนเยอรมันมาที่แล็บเยอะหน่อย

    เท่าที่เจอทุกคนทำงานจริงจังมาก เข้างานตรงเวลา แต่เลิกงานก็กลับตรงเวลาเหมือนกัน
    (ตรงนี้ต่างจากคนจีนกับเกาหลีค่ะ นอกเวลายังอยู่ถึงดึกดื่นเที่ยงคืน)
    ระหว่างเวลางานก็ไม่มีอู้กินข้าวเที่ยงนาน เล่นเน็ต แช็ต โทรศัพท์ ฯลฯ
    บางคนเป็นนักศึกษาที่พักเรียนที่เยอรมันมาทำแล็บ 1-2 ปี ก่อนจะกลับไปเรียนจนจบ คืออายุ 21-22 เท่านั้น
    แต่รับผิดชอบสูง และหวังผลมากๆ เช่น ต้องได้ผลงานตีพิมพ์ ฯลฯ
    ส่วนพวกวัยทำงานไม่ต้องพูดถึง ทำงานเอาเป็นเอาตาย เวลา comment ไม่ไว้หน้าเลย คิดอะไรพูดอย่างนั้น

    นอกเวลางาน ทุกคนกินเบียร์เก่ง พวกอายุน้อยๆ 20 ต้นๆ จะชอบปาร์ตี้มาก แต่ไม่เคยมีกลิ่นเหล้ามาทำงาน

    ในแง่การคบเป็นเพื่อน เราว่าคนเยอรมันจริงใจกว่าคนอเมริกันค่ะ
    พวกอเมกันชอบทักทายจี๋จ๋า อาสานั่นนี่ แต่หวังจริงๆ ไม่ค่อยได้ ส่วนเยอรมันถ้าบอกทำคือทำค่ะ
    แต่ดูๆ ไป เราว่าพวกนี้ก็แอบมีความชาตินิยมลึกๆ สังเกตดูว่าถ้าให้เลือกเค้าก็ชอบคบกับเยอรมันด้วยกัน
    หรือถ้าไม่มีก็คบคนยุโรปตะวันตกอื่นๆ (เช่น สวิส ดัตช์) มากกว่า ซึ่งดูแล้วไม่ใช่เรื่องภาษา เพราะ
    กับคนต่างชาติที่ภาษาอังกฤษ level ใกล้ๆ กัน เค้าก็ไม่ค่อยคบ  อาจจะเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างด้วย

    ส่วนตัวคิดว่าความมีวินัยของคนเยอรมันทำให้ประเทศเค้าเจริญ ถ้าบ้านเรา้ได้ซักครึ่งหนึ่งของเค้า น่าจะกำลังดี
    คือเอาเท่าเค้าเลยก็ไม่ไหว มันตึงไป ทุกอย่างเขม็งเคร่งเครียดไปหมด แต่เละเทะไม่มีกฏเกณฑ์เลย
    แบบเมืองไทยก็ไม่ไหว

    เพื่อนร่วมงานคู่นึง เป็นสามีภรรยากัน เคยมาเที่ยวซัมเมอร์ที่เมืองไทยตั้งแต่สมัยเป็นนศ. มาแบบอยู่เป็นเดือน
    เค้าเล่าเรื่องคนห้อยโหนจากรถเมล์ เรื่องรถต่างๆ ที่จอดกันกลางถนน ฯลฯ แล้วสุดท้ายสรุปว่า
    “…amazing…anyone can do anything in Thailand.

มาตรฐาน

ขั้นตอนการจัดงานทำบุญเลี้ยงพระ (ยาวหน่อยค่ะ)

พิธีทำบุญทั่วไป

พิธีทำบุญในที่นี้ จะพูดถึงพิธีทำบุญทั่ว ๆ ซึ่งเป็นกิจเบื้องต้นที่พุทธศาสนิกจะพึงทราบ และนำไปปฏิบัติได้ ส่วนจะผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง ก็สุดแต่ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น พิธีทำบุญในศาสนาพุทธ สรุปแล้วมี 2 พิธี คือ.-

ก. พิธีทำบุญในงานมงคล เป็นการทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล ความสุขความเจริญ เช่น พิธีแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ และวันเกิด เป็นต้น
ข. พิธีทำบุญในงานอวมงคล เป็นการทำบุญเพื่อปัดเป่าความชั่วร้ายให้หมดไป โดยปรารถนาถึงเหตุที่มาไม่ดี หรือเหตุที่ก่อให้เกิดความทุกข์โศก เช่น พิธีศพ พิธีทำบุญในการที่แร้งจับบ้าน รุ้งกินน้ำในบ้าน เป็นต้น

ทั้ง 2 พิธี มีพิธีกรรมที่จะต้องปฏิบัติโดยย่อ

1. จัดสถานที่ ก่อนถึงวันพิธี จะต้องตบแต่งสถานที่รับรองพระที่เจริญพระพุทธมนต์ และแขกที่จะมาในงาน ตลอดจนเครื่องใช้แต่ละแผนก ให้เรียบร้อย
โดยเฉพาะที่พระสงฆ์ ต้องจัดให้อยู่ในฐานะที่น่าเคารพเสมอ โดยจัดที่บูชาไว้ทางขวามือของพระที่จะสวดมนต์ และให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก (ถ้าที่จำกัดก็เว้นได้) และอาสนะพระนั้น ต้องจัดให้เป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากฆราวาสโดยเฉพาะผู้หญิง แล้วตั้งกระโถน ภาชนะน้ำ พานหมากพลู ไว้ทางขวามือของพระสงฆ์ โดยตั้งกระโถนไว้ข้างในแล้วเรียงออกมาตามลำดับ

2. เครื่องสักการะ หมายถึง โต๊ะหมู่หรือที่บูชาอื่นใดตามฐานะอันประกอบด้วย พระพุทธรูป 1 องค์, แจกัน 1 คู่, เชิงเทียน 1 คู่, กระถางธูป 1 ที่ เป็นอย่างน้อย อย่างมากจะจัดให้เต็มที่ตามรูปแบบการจัดของโต๊ะหมู่ 5,7 หรือ 9 เป็นต้น ก็ได้

3. ด้ายสายสิญจน์, บาตรน้ำมนต์
– ในงานมงคลทุกชนิด นิยมวงด้ายสายสิญจน์รอบบ้านหรือสถานที่ แต่จะย่อลงมาแค่ที่พระสวดมนต์ก็ได้ การวางด้ายสายสิญจน์ ให้ถือเวียนขวาไว้เสมอ ถ้าจะวงรอบบ้านด้วย ก็ให้เริ่มต้นที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วเวียนออกไปที่รั้วบ้านหรือตัวบ้านทางขวามือ (เวียนแบบเลข ๑ ไทย) เมื่อวงรอบแล้วกลับมาวงรอบที่ฐานพระพุทธรูป วงไว้กับฐานพระพุทธรูปแล้วมาวงที่บาตรน้ำมนต์ เสร็จแล้วหาพานวางด้ายสายสิญจน์ที่เหลือไว้ใกล้ ๆ บาตรน้ำมนต์นั้น เพื่อให้พระสงฆ์ใช้ประกอบการเจริญพระพุทธมนต์ต่อไป
–  บาตรน้ำมนต์ให้ใส่น้ำพอควร จะใส่ใบเงิน ใบทอง ใบนาก หญ้าแพรก ผักส้มป่อย ผิวมะกรูด ฯลฯ ก็ได้ สุดแต่จะนิยม ไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ เพราะพระพุทธมนต์ที่พระสวดเป็นของประเสริฐอยู่แล้ว และตั้งไว้ทางขวามือของพระสงฆ์ที่เป็นประธาน ติดเทียนน้ำมนต์ไว้ที่ขอบบาตร 1 เล่ม จะหนัก 1 บาท หรือ 2 บาท ก็ได้ แต่ควรให้ไส้ใหญ่ ๆ ไว้เพื่อกันลมพัดดับด้วย และเมื่อพระสงฆ์ดับเทียนน้ำมนต์แล้ว ห้ามจุดอีกต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นการดับเสนียดจัญไรไปหมดแล้ว มิให้เกิดขึ้นมาอีก
– ส่วนในพิธีศพ ตั้งแต่ถึงแก่กรรมจนกระทั่งเผา ไม่มีการวางด้ายสายสิญจน์และตั้งบาตรน้ำมนต์ หลังจากเผาศพเสร็จแล้วจะทำบุญอัฐิจึงกระทำได้

4. การนิมนต์พระ เจ้าภาพจะต้องแจ้ง วันเดือนปี และพิธีที่จะกระทำให้พระสงฆ์ทราบเสมอ เพราะบทสวดมนต์จะเพิ่มเติมตามโอกาสที่ทำบุญไม่เหมือนกัน ส่วนจำนวนพระสงฆ์นั้นมีแน่นอน เฉพาะพระสวดพระอภิธรรม สวดรับเทศน์ และสวดหน้าไฟเท่านั้นคือ 4 รูป นอกนั้นแล้ว ถ้าเป็นงานมงคล พระสงฆ์ที่สวดมนต์ (เจริญพระพุทธมนต์) ก็นิยม 5 รูป, 7 รูป, 9 รูป, 10 รูป โดยเหตุผลว่า ถ้าเป็นงานแต่งงานซึ่งนิยมคู่ จะนิมนต์พระ 5 รูป, 7 รูป, 9 รูป, โดยรวมพระพุทธรูปเข้าอีก 1 องค์ เป็น 6 รูป, 8 รูป, 10 รูป ก็ได้เหมือนกัน ส่วนพิธีหลวงใช้ 10 รูป เสมอ
– สำหรับพิธีสดับปกรณ์ มาติกา บังสุกุล ก็เพิ่มจำนวนพระสงฆ์มากขึ้นอีกเป็น 10, 15, 20, 25, หรือจนถึง 80 รูป หรือ 100 รูป ก็สุดแต่จะศรัทธา ไม่จำกัดจำนวน การนิมนต์พระเพื่อฉันหรือรับอาหารบิณฑบาต ห้ามชี้แจงหรือระบุชื่ออาหาร 5 ชนิด คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ สรุปแล้วระบุไม่ได้ทุกชนิด จะเป็นขนมจีน หมี่กรอบ ไม่ได้ทั้งนั้น ให้ใช้คำรวมว่า “รับอาหารบิณฑบาต เช้า – เพล” หรือ “ฉันเช้า ฉันเพล” ก็พอแล้ว
– เมื่อพระสงฆ์ที่มาสวดมนต์ถึงบ้านแล้ว กิจที่จะต้องทำอีกอย่างหนึ่งก็คือ ควรจัดหาน้ำล้างเท้าและทำให้เสร็จ เพราะถ้าพระสงฆ์ล้างเอง น้ำมีตัวสัตว์พระสงฆ์ก็เป็นอาบัติ และถ้าปล่อยให้เท้าเปียกน้ำแล้วเหยียบอาสนะพระสงฆ์ก็เป็นอาบัติอีก จึงต้องทำให้ท่าน แต่สมัยนี้ การไปมาสะดวกด้วยยานพาหนะ เท้าพระสงฆ์ไม่เปรอะเปื้อน จึงไม่มีการล้างเท้าพระสงฆ์เป็นส่วนมาก

5. ลำดับพิธี  โดยทั่วไปพิธีมงคลจะเริ่มด้วย
– ประธาน หรือเจ้าภาพจุดเทียนธูป บูชาพระรัตนตรัย ธูปไม่ควรเกิน 3 ดอก หรือ อย่างมากไม่เกิน 5 ดอก เทียน 2 เล่ม และจุดให้ติดจริง ๆ จุดแล้วอธิษฐานในใจกราบพระ 3 หน
– อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร
– ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เมื่อพระสงฆ์สวดถึงบท “อเสวนา จ พาลนํ” ให้เจ้าภาพจุดเทียนน้ำมนต์ และเมื่อพระสงฆ์สวดถึงบทว่า “นิพฺพนฺติ ธีรา ยถา ยมฺปทีโป” ท่านดับเทียนตรงคำว่า “นิพฺ” โดยจุ่มเทียนน้ำมนต์ลงในบาตรน้ำมนต์ (การดับเทียนอาจจะผิดแผกไปจากนี้บ้างก็เป็นเรื่องของพระสงฆ์) พระสงฆ์สวดมนต์จบแล้ว ถ้าเป็นพิธีสวดมนต์ในวันเดียว ซึ่งนิยมทำในตอนเช้า หรือ เพล ก็ถวายภัตตาหาร
– พระฉันถวายภัตตาหารเสร็จ
– ถวายไทยธรรม
– พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำ ก็นับว่าเสร็จพิธี
– แต่ถ้าทำบุญ 2 วัน วันแรกนิยมสวดมนต์เย็น แบบนี้ เมื่อสวดมนต์เย็นเสร็จ ก็นับว่าเสร็จไปตอนหนึ่ง รุ่งขึ้นจะเช้าหรือเพล พระสงฆ์มาถึงก็ทำกิจเบื้องต้น มีจุดเทียนธูป อาราธนาศีล รับศีลเสร็จแล้ว พระสงฆ์สวดถวายพรพระ ไม่มีอาราธนาปริตร จบแล้วถวายภัตตาหาร ถวายไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาเจ้าภาพกรวดน้ำ จึงเสร็จพิธี

6. การกรวดน้ำ เมื่อพระสงฆ์เริ่มอนุโมทนา คือ รูปหัวหน้าว่า “ยถา...”  ก็ให้เจ้าภาพทำการกรวดน้ำทันที   พอจบ “ยถา…” พระสงฆ์รูปที่สองขึ้นบทให้อนุโมทนา “สัพพี…” พระสงฆ์นอกนั้นสวดรับต่อพร้อมกัน ก็ให้เจ้าภาพเทน้ำให้หมด แล้วนั่งประนมมือฟังพระสงฆ์ให้พรต่อไป จบแล้ว กราบ 3 หน    (อธิษฐานจิตตอนกรวดน้ำ เพื่ออุทิศส่วนกุศล  จำง่ายๆ คือ    ยถา…ให้ผี   สัพพี…ให้คน)

7. การประพรมน้ำพระพุทธมนต์   ให้กระทำหลังจากพระสงฆ์อนุโมทนา (ยถาสัพพี) จบแล้วจะนิมนต์ให้พระสงฆ์ประพรมใคร หรือ ที่ใดก็นิมนต์ท่านตามประสงค์

8. การเทศน์ การนิมนต์พระสงฆ์ให้แสดงพระธรรมเทศนาด้วย ในกรณีที่พระสวดมนต์ก่อนแล้วก็มีเทศน์ติดต่อกันไป การอาราธนาตอนพระสวดมนต์ ให้อาราธนาพระปริตร ยังไม่ต้องรับศีล ต่อเมื่อถึงเวลาเทศน์นิมนต์พระสงฆ์ขึ้นธรรมาสน์แล้ว จึงอาราธนาศีล รับศีล อาราธนาธรรมต่อพระสงฆ์เทศน์จบ ถ้าไม่มีพระสวดรับเทศน์ พระท่านจะอนุโมทนาบนธรรมาสน์เลย ท่านลงมาแล้วจึงถวายไทยธรรม (เครื่องกัณฑ์เทศน์) แต่ถ้ามีพระสวดรับเทศน์ เช่น ในกรณีทำบุญหน้าศพ เป็นต้น พระเทศน์จบ พระสงฆ์สวดรับเทศน์ต่อ (ระหว่างพระเทศน์จะลงมานั่งข้างล่างต่อต้นแถวพระสวด) จบแล้วเจ้าภาพถวายไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนา เจ้าภาพกรวดน้ำ เป็นเสร็จพิธี

9. การตั้งเครื่องบูชาหน้าศพ ถ้าเป็นพิธีอาบน้ำศพ จะต้องมีเทียน (ประทีป) 1 เล่ม ตามไว้ข้างศพเหนือศีรษะด้วย และประทีปนี้จะตามไว้ตลอดเวลา เมื่อนำศพลงหีบแล้ว ก็ตามไว้ข้างหีบด้านเท้าของผู้ตาย ซึ่งถือว่าผู้ตายจะได้จุดส่องทางไป
ถ้าเป็นพิธีทำบุญหน้าศพ 7 วัน 50 วัน 100 วัน หรือวันเผาก็ตาม ด้านหน้าศพจะมีที่จุดธูปไว้ให้ผู้ที่เคารพนับถือบูชา 1 ที่ และนอกจากนี้ เวลาประกอบพิธีทุกครั้ง นิยมจัดเครื่องทองน้อยไว้เบื้องหน้าศพอีก 1 ที่ ซึ่งประกอบด้วย กรวยปักดอกไม้ 3 กรวย, เทียน 1 เล่ม, ธูป 1 ดอก, เครื่องทองน้อยนี้ตั้งไว้หน้าศพ เพื่อให้ศพบูชาธรรมโดยเจ้าภาพจุดให้ และการตั้งให้ตั้งดอกไม้ไว้ข้างนอก ตั้งธูปเทียนไว้ข้างใน (หันธูปเทียนไว้ทางศพ) ให้ตั้งเครื่องทองน้อยอีกชนิดหนึ่ง สำหรับเจ้าภาพในเวลาฟังธรรมระหว่างพระสงฆ์กับเจ้าภาพ การตั้งให้หันธูปเทียนไว้ทางเจ้าภาพ

10. การจุดเทียนธูป การจุดเทียนธูปพระรัตนตรัยหรืออื่นใดก็ตาม จะต้องจุดเทียนก่อนเสมอ แล้วจึงจุดธูป เพราะถือว่าเทียนสูงกว่าธูป และอีกประการหนึ่ง การจุดเทียนก่อน หากเทียนเกิดการดับขึ้นระหว่างกลางคัน ก็จะได้ต่อติดกันสะดวกยิ่งขึ้น

11. ผ้าภูษาโยง พิธีศพ เวลาพระท่านจะบังสุกุล ถ้าไม่มีผ้าทอด พระก็จับเฉพาะผ้าภูษาโยง หากไม่มีผ้าภูษาโยง จะใช้ด้ายสายสิญจน์แทนก็ได้ และห้ามข้ามเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นมือหรือเท้าก็ตาม ถือว่าไม่เคารพศพ สำหรับศพหลวง ผ้าภูษาโยงจะถูกนำเชื่อมกับผ้าหรือด้ายสายสิญจน์ที่ต่อมาจากศพ จากนั้นเจ้าภาพจึงทอดผ้า

12. ใบปวารณา ในการทำบุญ มักจะมีเงินถวายพระสงฆ์เสมอ เพื่อให้ท่านนำไปใช้จ่าย แต่พระสงฆ์ท่านจับต้องเงินไม่ได้ จึงใช้ใบปวารณาแทน และใช้คำว่าจตุปัจจัย (ปัจจัย 4 คือ เครื่องนุ่งห่ม 1 อาหาร 1 ที่อยู่อาศัย 1 ยารักษาโรค 1) แทนคำว่าเงิน

การเตรียมการในการทำบุญ

1. การจัดสถานที่ทำบุญ
1.1 โต๊ะหมู่บูชา
– โต๊ะไว้ด้านขวาอาสน์สงฆ์ สูงกว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือ หรือทิศใต้ก็ได้ ไม่นิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก (ดูความเหมาะสมของสถานที่ประกอบด้วย)
– โต๊ะหมู่บูชา ประกอบด้วยสิ่งสำคัญอย่างน้อยคือ.-
1.1.1 พระพุทธรูป 1 องค์
1.1.2 แจกัน 1 คู่ พร้อมดอกไม้ประดับ (ดอกไม้นิยมให้มีสีสวย – กลิ่นหอม – กำลังสดชื่น)
1.1.3 กระถางธูป 1 ใบ พร้อมธูปหอม 3 ดอก
1.1.4 เชิงเทียน 1 คู่ พร้อมเทียน 2 เล่ม
1.2 อาสน์สงฆ์
– จัดตั้งไว้ด้านซ้ายโต๊ะหมู่บูชา แยกเป็นเอกเทศต่างหาก จากที่นั่งฆราวาส ประกอบด้วยเครื่องรับรอง คือ.-
1.2.1 พรมเล็กเท่าจำนวนพระสงฆ์
1.2.2 กระโถนเท่าจำนวนพระสงฆ์
1.2.3 ภาชนะน้ำเย็นเท่าจำนวนพระสงฆ์
1.2.4 ภาชนะน้ำร้อนเท่าจำนวนพระสงฆ์
– เครื่องรับรองดังกล่าว ตั้งไว้ด้านขวามือของพระสงฆ์ โดยตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด ถัดออกมาเป็นภาชนะน้ำเย็น ส่วนภาชนะน้ำร้อนจัดถวายเมื่อพระสงฆ์เข้านั่งแล้ว
– ถ้าเครื่องรับรองไม่เพียงพอ จัดไว้สำหรับพระผู้เป็นประธานสงฆ์ 1 ที่ นอกนั้น 2 รูปต่อ 1 ที่ก็ได้ (ยกเว้นแก้วน้ำ)
1.3 ที่นั่งเจ้าภาพและผู้จัดงาน
– จัดไว้ข้างหน้าของอาสน์สงฆ์ โดยแยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหากจากอาสน์สงฆ์
– ถ้าเนื่องเป็นอันเดียวกับอาสน์สงฆ์ ให้ปูเสื่อหรือพรมบนอาสน์สงฆ์ ทับผืนที่เป็นที่นั่งสำหรับฆราวาส โดยปูทับออกมาตามลำดับ แล้วปูพรมเล็กสำหรับพระสงฆ์แต่ละรูปอีก เพื่อให้สูงกว่าที่นั่งเจ้าภาพ
1.4 ภาชนะน้ำมนต์
– จัดทำเฉพาะพิธีทำบุญงานมงคลทุกชนิด โดยตั้งไว้ข้างโต๊ะหมู่บูชา ด้านขวาของประธานสงฆ์
– พิธีทำบุญงานอวมงคลที่เกี่ยวเนื่องกับศพ เช่น ทำบุญ 7 วัน 50 วัน 100 วัน เป็นต้น ไม่ต้องจัดภาชนะน้ำมนต์
1.5 เทียนน้ำมนต์
– ใช้เทียนขี้ผึ้งแท้ น้ำหนัก 1 บาทขึ้นไป โดยใช้ชนิดไส้ใหญ่ เพื่อป้องกันมิให้ดับง่าย

2. การนิมนต์พระสงฆ์
2.1 พิธีทำบุญงานมงคล อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 5 รูป ข้างมากไม่มีกำหนด (พิธีหลวงนิยม 10 รูป)
2.2 งานมงคลสมรส เมื่อก่อนนิยมนิมนต์จำนวนคู่ คือ 6 – 8 – 10 – 12 รูป เพื่อให้ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนิมนต์ฝ่ายละเท่า ๆ กัน
2.3 ปัจจุบัน งานมงคลทุกประเภท รวมทั้งงานมงคลสมรสนิมนต์ 9 รูป (เลข 9 ออกเสียงใกล้เคียงคำว่า “ก้าว” กำลังพระเกตุ 9, พระพุทธคุณ 9 และโลกุตธรรม 9)
2.4 งานทำบุญอายุ นิยมนิมนต์พระสงฆ์เกินกว่าอายุเจ้าภาพ 1 รูป
2.5 งานอวมงคลเกี่ยวเนื่องกับพิธีศพ นิยมนิมนต์ดังนี้:-
– สวดพระอภิธรรม 4 รูป
– สวดหน้าไฟ 4 รูป
– สวดพระพุทธมนต์ 5 – 7 – 10 รูป ตามกำลังศรัทธา
– สวดแจง 20 – 25 – 50 – 100 – 500 รูป หรือทั้งวัด
– สวดมาติกา สวดบังสุกุล นิยมนิมนต์เท่าอายุผู้ตาย หรือตามศรัทธาก็ได้
2.6 วิธีการนิมนต์
– พิธีที่เป็นทางราชการ นิยมนิมนต์เป็นลายลักษณ์อักษร
– พิธีทำบุญส่วนตัว นิยมไปนิมนต์ด้วยวาจาด้วยตนเอง
2.7 ข้อควรระวัง
อย่านิมนต์ออกชื่ออาหาร เช่น นิมนต์ไปฉันขนมจีน เป็นต้น เพราะพระผิดวินัยบัญญัติ
นิมนต์แต่เพียงว่า “นิมนต์รับบิณฑบาต รับภิกษา” หรือ ” นิมนต์ฉันช้า ฉันเพล” เ้ป็นต้น

3. การใช้ด้ายสายสิญจน์
3.1 นิยมใช้ทั้งงานพิธี และพิธีอวมงคล
3.2 งานพิธีอวมงคลเกี่ยวกับศพ ไม่ใช้ด้ายสายสิญจน์รอบอาคารบ้านเรือน ใช้เป็นสายโยงจากศพมาถึงอาสน์สงฆ์ สำหรับพระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล
3.3 งานพิธีมงคล นิยมวงรอบอาคารบ้านเรือนเฉพาะพิธีขึ้นบ้านใหม่ ทำบุญบ้านประจำปี และทำบุญปัดความเสนียดจัญไรดังนี้:-
– อาคารบ้านเรือนที่มีรั้วหรือกำแพง วงรอบรั้วหรือกำแพงโดยรอบ
– อาคารบ้านเรือนที่ไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม หรือมีแต่บริเวณกว้างขวางเกินไป ให้วงเฉพาะรอบตัวอาคารบ้านเรือน
3.4 การวงด้ายสายสิญจน์
– เริ่มวงด้ายสายสิญจน์ตั้งแต่โต๊ะหมู่บูชา แต่ยังไม่ต้องวงรอบพระพุทธรูป เมื่อรอบอาคารบ้านเรือน หรือรอบบริเวณงาน แล้วจึงนำมาวงรอบฐานพระพุทธรูปภายหลัง โดยวงเวียนขวา 1 รอบ หรือ 3 รอบ
– วงด้ายสายสิญจน์เวียนขวาไปตามลำดับ และยกขึ้นให้อยู่สูงที่สุด เพื่อป้องกันคนข้ามกราย หรือทำขาด
– ด้ายสายสิญจน์ที่วงแล้วไว้ตลอดไป ไม่ต้องเก็บ
– พิธีทำบุญงานมงคลอื่น ๆ วงเฉพาะบริเวณห้องพิธี หรือเฉพาะรอบฐานพระพุทธรูปที่โต๊ะหมู่บูชา แล้วโยงมาวงรอบภาชนะน้ำมนต์ วางกลุ่มด้ายสายสิญจน์ใส่พานไว้ด้านซ้ายโต๊ะหมู่บูชา
3.5 การใช้ด้ายสายสิญจน์ทอดบังสุกุล
– โยงจากศพ จากโกศอัฐิ จากรูปของผู้ตาย หรือจากรายนามของผู้ตายอย่างใดอย่างหนึ่ง มาทอดให้พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล
– ในพิธีทำบุญงานมงคล หากเชิญโกศอัฐิของบรรพบุรุษมาร่วมบำเพ็ญกุศลด้วย เมื่อจะนิมนต์พระสงฆ์พิจารณาบังสุกุล ให้ใช้ด้ายสายสิญจน์อีกกลุ่มหนึ่งต่างหากจากกลุ่มที่พระสงฆ์ถือเจริญพระพุทธ มนต์ หรือจะเด็ดด้ายสายสิญจน์ จากกลุ่มเดียวกันนั้น ให้ขาดออกจากพระพุทธรูป แล้วเชื่อมโยงกับโกศอัฐิก็ได้
3.6 การทำมงคลแฝด
– นำด้ายดิบที่ยังไม่ได้ทำเป็นด้ายสายสิญจน์ไปขอให้พระเถระที่เคารพนับถือทำ พิธีปลุกเสก และทำเป็นมงคลแฝดสำหรับคู่บ่าวสาว ก่อนถึงวันงานประมาณ 7 วัน หรือ 3 วัน เป็นอย่างน้อย

4. เทียนชนวน
4.1 อุปกรณ์
– ใช้เชิงเทียนทองเหลืองขนาดกลาง 1 ข้าง
– เทียนขี้ผึ้งไส้ใหญ่ ๆ ขนาดพอสมควร 1 เล่ม
– น้ำมันชนวน (ขี้ผึ้งแท้แช่น้ำมันเบนซิน หรือเคี่ยวขี้ผึ้งให้เหลวยกลงจากเตาไฟแล้ว ผสมน้ำมันเบนซิน)
4.2 การถือเชิงเทียนชนวนสำหรับพิธีกร
– ถือด้วยมือขวา โดยหงายฝ่ามือ ใช้นิ้วมือสี่นิ้ว (เว้นนิ้วหัวแม่มือ) รองรับฐานเชิงเทียน ใช้หัวแม่มือกดฐานเชิงเทียนเข้าไว้
– ไม่นิยมจับกึ่งกลางเชิงเทียนเพราะจะทำให้ผู้ใหญ่รับไม่สะดวก
4.3 การส่งเทียนชนวนให้ผู้ใหญ่สำหรับพิธีกร
– ถึงเวลาประกอบพิธี จุดเทียนชนวน ถือด้วยมือขวา เดินเข้าไปหาประธานในพิธี (เข้าทางซ้ายมือประธาน) ยืนตรงโค้งคำนับ
– เดินตามหลังประธานในพิธีไปยังที่บูชา โดยเดินไปทางด้านซ้ายมือประธานในพิธี
– ถ้าประธานในพิธีหยุดยืนหน้าที่บูชา พิธีกรน้อมตัวลงเล็กน้อยส่งเทียนชนวน (ถ้าประธานในพิธีคุกเข่าพิธีกรก็นั่งคุกเข่า) ตามแล้วส่งเทียนชนวนด้วยมือขวา มือซ้ายห้อยอยู่ข้างตัว
– ส่งเทียนชนวนแล้วถอยหลังออกมาห่างจากประธานในพิธีพอสมควร พร้อมกับคอยสังเกต ถ้าเทียนชนวนดับ พึงรับเข้าไปจุดทันที
– เมื่อประธานในพิธีจุดเทียนธูปเสร็จแล้ว เข้าไปรับเทียนชนวน โดยวิธียื่นมือขวาแบมือเข้าไปรองรับ ถอยหลังห่างออกไปเล็กน้อย โค้งคำนับแล้วจึงกลับหลังหันเดินออกมา
4.4 การจุดเทียนธูปสำหรับประธานในพิธี
– เมื่อพิธีกรถือเทียนชนวนเข้าไปเชิญประธานในพิธี ประธานในพิธี ลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินไปที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา ถ้าโต๊ะหมู่บูชาตั้งอยู่สูง พึงยืนถ้าตั้งอยู่ไม่สูงนัก พอนั่งคุกเข่าจุดถึง พึงนั่งคุกเข่าลงแล้วรับเชิงเทียนชนวนจากพิธีกร
– จุดเทียนเล่มขวาของพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงจุดเล่มซ้ายต่อไป แล้วจึงจุดธูป
– ถ้าธูปมิได้จุ่มน้ำมันชนวน พึงถอนธูปออกมาจุดกับเทียนชนวน ส่งเทียนชนวนให้พิธีกรแล้ว ปักธูปไว้ตามเดิม โดยปักเรียงหนึ่ง เป็นแถวเดียวกัน หรือปักเป็นสามเส้าก็ได้
– จุดเทียนธูปเสร็จแล้ว นั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย โดยว่า นโม… 3 จบ แล้วว่า อิมินา… (เพียงแต่นึกในใจ) แล้วกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ขณะกราบพึงระลึกถึงพระรัตนตรัยด้วยคือ กราบครั้งที่ 1 บริกรรมว่า อรหํ สฺมาสฺมพุทฺโธ ภควา พุทฺธํ ภควนฺตํ อภิวาเทมิ ครั้งที่ 2 บริกรรมว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ธมฺมํ นมสฺสามิ ครั้งที่ 3 บริกรรมว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ สงฺฆํ นมามิ เสร็จแล้วกลับเข้าไปนั่งประจำที่

5. การอาราธนาสำหรับพิธีกร
– เมื่อเจ้าภาพ หรือประธานในพิธี จุดเทียนธูปบูชาพระรัตนตรัยเสร็จแล้ว พิธีกรเริ่มกล่าวคำอาราธนาศีล
– ถ้าอาสน์สงฆ์อยู่ระดับพื้น ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งกับพื้น พิธีกรพึงนั่งคุกเข่าประนมมือ กราบ 3 ครั้ง แล้วจึงกล่าวคำอาราธนา ถ้าอาสน์สงฆ์ยกขึ้นสูงจากพื้น แต่ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งอยู่กับพื้น ก็นั่งคุกเข่าอาราธนาเช่นกัน
– ถ้าอาสน์สงฆ์ยกสูง ผู้ร่วมพิธีทั้งหมดนั่งเก้าอี้ พิธีกรพึงยืนทางท้ายอาสน์สงฆ์ ข้างหน้าพระสงฆ์รูปที่ 3 จากท้ายแถว หรือที่อันเหมาะสม ทำความเคารพประธานในพิธี แล้วหันหน้าไปทางประธานสงฆ์ ประนมมือกล่าวคำอาราธนาศีล โดยหยุดทอดเสียงเป็นจังหวะ ๆ ดังนี้ ;- ” มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ, ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ, ทุติยัมปิ … ยาจามะ, ตะติยัมปิ … ยาจามะ “
– เมื่อรับศีลเสร็จแล้ว พึงอาราธนาพระปริตรต่อไป จบแล้วถ้านั่งคุกเข่า ก็กราบ 3 ครั้ง ถ้ายืน ก็ยกมือไหว้ เสร็จแล้วทำความเคารพประธานในพิธีอีกครั้งหนึ่ง

6. การจุดเทียนน้ำมนต์
– ประธานในพิธี หรือเจ้าภาพ จะต้องรอคอยจุดเทียนน้ำมนต์อีกครั้งหนึ่ง
– เมื่อพระเจริญพระพุทธมนต์ถึงมงคลสูตร พิธีกรพึงจุดเทียนชนวนเข้าไปเชิญประธานในพิธี หรือเจ้าภาพไปจุดเทียนน้ำมนต์ ยกภาชนะน้ำมนต์ถวายประธานสงฆ์ ยกมือไหว้ แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

7. การถวายข้าวบูชาพระพุทธ
– เมื่อพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ถึงบทถวายพรพระ พิธีกรยกสำรับคาวหวานไปตั้งที่หน้าโต๊ะหมู่บูชา โดยตั้งบนโต๊ะที่มีผ้าขาวปูรอง หรือที่พื้นแต่มีผ้าขาวปูรอง
– เชิญประธานในพิธี หรือเจ้าภาพทำพิธีบูชา (พิธีกรไม่ควรจัดทำเสียเอง)
– ประธานในพิธี หรือเจ้าภาพ นั่งคุกเข่า (พิธีราษฎร์จุดธูป 3 ดอก ปักที่กระถางธูป) ประนมมือกล่าวคำบูชาพระพุทธจบแล้วกราบ 3 ครั้ง
– กรณียกสำรับคาวหวานสำหรับพระพุทธ และสำรับคาว หรือทั้งคาวและหวาน สำรับพระสงฆ์ เข้าไปพร้อมกัน (หลังจบบทถวายพรพระ) ประธานในพิธี หรือเจ้าภาพ นั่งคุกเข่ากล่าวคำบูชาข้าวพระพุทธจบแล้ว จึงยกสำรับคาวหรือทั้งคาวและหวาน ถวายพระสงฆ์เฉพาะรูป ประธานในพิธี นอกนั้นจะมอบให้ผู้ร่วมพิธีเข้าร่วมถวาย ก็ชื่อว่าเป็นความสมบูรณ์แห่งพิธีการที่เหมาะสม (กรณีนี้น่าจะเหมาะสมกว่า)

8. การลาข้าวพระพุทธ
– เมื่อพระสงฆ์ฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว เจ้าภาพหรือพิธีกร เข้าไปนั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าวคำลาข้าวพระพุทธจบแล้วกราบ 3 ครั้ง แล้วยกสำรับไปได้

9. การจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์
– เวลาเช้า จัดอาหารประเภทอาหารเบา เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก กาแฟ ขนมปัง เป็นต้น
– เวลาเพล จัดอาหารประเภทอาหารหนัก โดยมากจัดเป็นอาหารไทย และควรเป็นอาหารพื้นเมืองเป็นหลัก อาจมีอาหารพิเศษแทรกบ้างก็ได้

10. การประเคนของพระ
– ถ้าเป็นชาย ยกส่งให้ถึงมือพระภิกษุผู้รับประเคน ถ้าเป็นหญิงวางถวายบนผ้าที่พระทอดรับประเคน และรอให้ท่านจับที่ผ้าทอดนั้นก่อน จึงวางสิ่งของลงบนผ้านั้น
– ถ้าพระสงฆ์นั่งกับพื้น พึงนั่งคุกเข่าประเคน ถ้าพระสงฆ์นั่งเก้าอี้ พึงยืนประเคน
– ยกภัตตาหารที่จะพึงฉัน พร้อมภาชนะอาหารถวายเท่านั้น สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ไม่ต้องยกประเคน เพียงแต่วางมอบให้เท่านั้นก็พอ
– ภัตตาหารทุกชนิดที่ประเคนแล้ว ห้ามคฤหัสถ์จับต้องอีก ถ้าเผลอไปจับต้องเข้า ต้องประเคนใหม่
– ประเคนครบทุกอย่างแล้ว ถ้านั่งคุกเข่าประเคนกราบ 3 ครั้ง ถ้ายืนประเคนก็น้อมตัวลงยกมือไหว้
– ลักษณะการประเคนที่ถูกต้อง ประกอบด้วยองค์ 5 คือ :-
1. สิ่งของที่จะประเคน ไม่ใหญ่โต หรือหนักเกินไปขนาดปานกลางคนเดียวยกไหว และยกสิ่งของนั้น ให้ขึ้นจากพื้นที่สิ่งของนั้นตั้งอยู่
2. ผู้ประเคนอยู่ห่างจากพระภิกษุผู้รับประเคนประมาณ 1 ศอก (อย่างมากไม่เกิน 2 ศอก)
3. ผู้ประเคนน้อมสิ่งของนั้นเข้าไปให้ด้วยกิริยาอาการแสดงความเคารพอ่อนน้อม
4. กิริยาอาการที่น้อมสิ่งของเข้าไปให้นั้น จะส่งให้ด้วยมือก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกาย เช่น ใช้ทัพพีตักถวายก็ได้
5. พระภิกษุผู้รับประเคนนั้น จะรับด้วยมือก็ได้ ด้วยของเนื่องด้วยกาย เช่น จะใช้ผ้าทอดรับ ใช้บาตรรับ หรือใช้ภาชนะรับก็ได้


11. การจัดเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์
11.1 เครื่องไทยธรรม คือ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่สมควรถวายแก่พระสงฆ์ ได้แก่ ปัจจัย 4
11.2 สิ่งของที่ประเคนพระสงฆ์ได้ในเวลาเช้าชั่วเที่ยง ได้แก่ ประเภทอาหารคาวหวานทุกชนิด ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง และอาหาร เครื่องกระป๋องทุกประเภท
หากนำสิ่งของเหล่านี้ไปถวายในเวลาหลังเที่ยงวันแล้ว เพียงแต่แจ้งให้ภิกษุรับทราบ แล้วมอบสิ่งของเหล่านั้น แก่ศิษย์ของท่าน ให้เก็บรักษาไว้ทำถวายในวันต่อไปก็พอ
11.3 สิ่งของที่ประเคนพระสงฆ์ได้ตลอดเวลา ได้แก่ ประเภทเครื่องดื่ม เครื่องยาบำบัดความเจ็บไข้ และประเภทเภสัช เช่น น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำอ้อย หมากพลู หรือประเภทสิ่งของที่ไม่ใช่ของสำหรับขบฉัน
11.4 สิ่งของที่ไม่สมควรประเคนพระสงฆ์ ได้แก่ เงินและวัตถุสำหรับใช้แทนเงิน เช่น ธนบัตร เป็นต้น
(ในการถวาย ควรใช้ใบปวารณาแทนตัวเงิน ส่วนตัวเงินมอบไว้กับไวยาวัจกรของพระภิกษุนั้น)


12. การปฏิบัติในการกรวดน้ำ
– กระทำในงานทำบุญทุกชนิด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
– ใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งอื่นใดเจือปน
– ใช้ภาชนะสำหรับกรวดน้ำโดยเฉพาะ ถ้าไม่มี ก็ใช้แก้วน้ำหรือขันน้ำแทน โดยจัดเตรียมไว้ถึงเวลาใช้
– กรวดน้ำหลังจากถวายเครื่องไทยธรรมแล้ว
– เมื่อประธานสงฆ์เริ่มอนุโมทนา (ยถา…) ก็เริ่มหลั่งน้ำอุทิศส่วนกุศล
– ถ้านั่งอยู่กับพื้น พึงนั่งพับเพียบจับภาชนะสำหรับกรวดน้ำด้วยมือทั้งสอง รินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย
– ถ้าภาชนะสำหรับกรวดน้ำปากกว้าง เช่น ขันหรือแก้ว ควรใช้นิ้วมือขวารองรับสายน้ำให้ไหลลงไปตามนิ้วชี้นั้นถ้าภาชนะปา

‘แก่นรักษาธรรม’

มาตรฐาน

‘แก่นรักษาธรรม’  

พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี

โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

มาฟังพระอธิการเฮนนิ่งเกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ในวัยไม่ถึง 40 ปี สิบกว่าพรรษากันดูว่า การที่ท่านพบแก่นธรรมคำสอนจากพระพุทธเจ้าที่แท้จริงทางภาคอีสานของประเทศไทยทำให้ท่านเปลี่ยนไปอย่างไร และพุทธศาสนาได้ช่วยเหลือผู้คนให้พบกับความสงบเย็นได้มากเพียงใด…

“อาตมาขอโอกาสพูดในฐานะที่เป็นผู้ใหม่ในศาสนา และในฐานะที่อยู่ร่วมกับลูกศิษย์พระเดชพระคุณหลวงพ่อชา สุภัทโท แม้ไม่ได้เจอหลวงพ่อชา เพราะอาตมาบวชไม่ทันที่จะเจอท่าน แต่ครูบาอาจารย์ชาวต่างประเทศหลายรูปที่ได้บวชหลังจากที่พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ) ได้บุกเบิกทางแล้ว ก็ยังมีโอกาสอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติโดยตรง ยังมีโอกาสอุปัฏฐากท่านประมาณ 10 ปี อาตมามาทีหลัง ช่วงที่พระราชทานเพลิงศพเรียบร้อยแล้ว ยังถือว่า มีความโชคดีที่ได้เจอคำสั่งสอนของท่าน และได้เจอครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ของท่าน ที่เป็นพระอุปัชฌาย์ของอาตมา คือพระราชภาวนาวิกรม (หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน “

พระอธิการเฮนนิ่ง เกวลี ชาวเยอรมัน เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ จังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ในช่วงงานอาจาริยบูชาหลวงพ่อชา สุภัทโท 12-16 มกราคม 2556 ที่ผ่านมาท่ามกลางพระกว่าพันรูปซึ่งเป็นศิษยานุศิษย์หลวงพ่อชาที่เดินทางมาจากทั่วโลก และประชาชนเรือนหมื่นที่มาปักกลดกางเต็นท์ปฏิบัติบูชากันเต็มวัดในทุกพื้นที่

สิ่งสำคัญที่เราขออนุญาตนำมาแบ่งปันกับท่านผู้อ่านก็คือ เหตุใดชาวต่างชาติจึงหันมาสนใจในพุทธศาสนากันมากขึ้น จนกระทั่งวัดกว่า 300 สาขาสายหนองป่าพงทั่วโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการบวชเรียนขอผู้คนที่แสวงหาทางพ้นทุกข์ด้วยวิธีนี้กัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้เตรียมบวชในต่างประเทศมากกว่าจำนวนวัดที่จะรองรับได้

 

โชคดีที่พบต้นฉบับ

อาตมารู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้บวชเรียนที่นี่เพราะว่า เรื่องข้อวัตรปฏิบัติ เรื่องรูปแบบ คำสั่งสอนของหลวงพ่อชารู้สึกว่ายังมีทางที่จะเข้าถึงได้ เพราะมีหลายคนมาช่วยกันรักษาไว้ อาตมากำเนิดมาจากประเทศเยอรมนี ในต่างประเทศอีกหลายแห่งจะหารูปแบบที่เจอในประเทศไทยนี้ไม่ได้

ประเทศของอาตมาเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นประเทศที่เขาว่าเจริญ และเน้นทางด้านการศึกษาทางโลก แต่ละคนที่เป็นญาติพี่น้องทางโน้นมีความรู้สึกต่อชีวิตของตัวเองเหมือนคนอื่นๆ ทั่วโลกคือ เราพัฒนาความสงบเย็นเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรถ้าเราไม่มีวิธี ไม่มีส่วนรวมที่จะร่วมมือ ร่วมกำลังได้ก็อาจจะยาก ทางศาสนาเดิมของอาตมา คือศาสนาคริสต์ ก็สอนความดีให้คนบำเพ็ญเมตตาจิตพอสมควร ส่วนหนึ่งก็เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้ทุกที่ เสมือนคำสอนของพระพุทธองค์เข้าถึงวัฒนธรรมของชาวเอเชีย ชาวไทย แต่ถ้าชาติไหน สังคมไหน ไม่รักษาต้นฉบับ ทางที่จะเข้าถึงสิ่งที่ทางศาสนาสอน ก็อาจจะหายาก

ช่วงนี้ที่อาตมาอยู่ในผ้าเหลืองมาสิบกว่าปีในประเทศไทย รู้สึกว่าเจอรูปแบบที่ดีที่เป็นต้นฉบับให้พวกเราทั้งหลายได้ ในขณะที่เรารักษาข้อวัตรปฏิบัติ รักษาพระธรรมและพระวินัย โดยความเคารพต่อการนับถือ และลงมือในการเสียสละในการรักษาไว้ โดยใจเอื้อเฟื้อ ใจบุญ ด้วยใจเสียสละ

ในสังคมเดิมของอาตมา หลายคนก็อยากจะทำเหมือนกัน แต่หลายคนก็เจอปัญหาชีวิต เช่น ความทุกข์ก็ต้องปรากฏขึ้น ที่จะเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนต้องอาศัยการช่วยกัน และหาวิธี ถ้าเป็นลักษณะที่แต่ละคนต้องหาทางเองก็ลำบาก เราทั้งหลายก็ถือว่าโชคดี อาตมาก็รวมอยู่ในคนโชคดี ที่ยังได้เจอทางที่สมบูรณ์แบบที่มีการรักษาไว้ ก็เช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์บางท่านบอกว่า วิธีการปฏิบัติในสายวัดป่าอาจจะเป็นเรื่องของสมัยก่อน แต่ว่า หากมีการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เราสามารถตอบคำถามกับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่เข้าใจได้ ถ้าปฏิบัติอยู่ เราก็อธิบายได้ เพื่อคนรุ่นหลังจะได้มีวิธีเช่นนี้อยู่ ถ้าไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดายว่า หลักเดิมที่มีการตรวจสอบ มีการทดลองมาพอสมควร ค่อยๆ จะหายไป

 

‘สามัคคี’ ทำให้อบอุ่น

ถ้าเรามีหลักอันเดียวกัน และจุดมุ่งหมายอันเดียวกัน ก็ทำให้เราเกิดกำลัง ด้วยในสังคมเมืองนอกไม่ได้เน้นเรื่องสามัคคีเท่าไหร่ แล้วรูปแบบที่เคยมีเมื่อก่อน บางส่วนก็หายไปแล้ว เป็นสังคมที่แต่ละคนต้องหาทางเอง แต่ละคนต้องคิดเอง ต้องมีความสร้างสรรค์เป็นพิเศษเฉพาะตัว และกว่าจะได้เจอหลักที่เป็นสากลอาจจะใช้เวลานาน อาจหลงทางเป็นบางช่วง อาจทำสิ่งที่ผิดแล้วแก้ไขได้ยาก ก็ขาดหลักความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต

ในขณะเดียวกัน แต่ละคนที่ประสบความสำเร็จโดยลำพังก็มีความภาคภูมิใจเหลือเกิน ที่ทำให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น เด็กเมืองนอกถ้าเขาได้ตอบปัญหาที่ครูตั้งให้ถูกต้อง โดยไม่ได้ดูหนังสือ ไม่ได้ท่อง แต่คิดเอาเอง เขาจะมีความภาคภูมิใจ เขามีความฉลาด สามารถที่จะหาทางเองก็ดี สำหรับคนที่ฉลาดพอ คนที่มีปัญญาพอ ก็หาทางเองได้ บางคนก็อาจจะหลง ไปสู่ทางที่เขาต้องการเองไม่ได้

ถ้าเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรม มีหลักจริงๆ ก็มีเครื่องแบบ มีเครื่องมือให้คนได้อยู่กัน เป็นผาสุก สงบเย็น แต่สังคมที่เน้นเรื่องความหลากหลาย เน้นเรื่องความเป็นตัวของตัวเอง อาจจะไม่สามารถหาจุดที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันง่ายๆ อาจเกิดความตึงเครียดขึ้นในจิตใจของคน

อาจจะเป็นเพราะคนส่วนหนึ่งได้ทิ้งรูปแบบเก่าที่เคยมี เช่นทางศาสนาที่เป็นจังหวะของชีวิตคน ที่เคยซึมซับอยู่ในชีวิตประจำวันของคนแต่ก่อน สังคมคริสต์ก็มี เช่น วันอาทิตย์ทางคริสต์ศาสนาให้หยุดทำงาน ไม่ใช่ว่าเพื่อจะได้ขี้เกียจ ไม่ทำอะไร แต่เพื่อจะได้ประกอบศาสนกิจ คือมีการหยุดเพื่อจะได้ไม่ต้องไปมีกิจกรรมทางโลก แต่ให้หันหน้าสู่จิตใจของตนเอง โดยคนที่ได้สัมผัสเห็นประโยชน์ว่า ได้ผ่อนคลายและมีโอกาสที่จะวางสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความกังวลได้ลง

แต่ปัจจุบัน โบสถ์ในคริสต์ศาสนาที่เคยมีอยู่ทุกหมู่บ้านที่เราเห็นปัจจุบันเป็นวัตถุโบราณ ค่อนข้างจะร้างและบาทหลวงก็เหลือน้อย เป็นอาชีพที่เขาว่าล้าสมัย รูปแบบนี้คนก็ไม่เอา อันนี้อาจจะมีสาเหตุหลายอย่าง เรื่องคำสั่งสอนก็มีส่วน อันนี้พูดในฐานะที่ตัวเองเป็นผู้เปลี่ยนศาสนาจากคริสต์มาเป็นพุทธ แต่ว่าโดยทั่วไป ถ้าเราดูหลักที่ศาสนาสอน เรื่องความดี การเอื้อเฟื้อต่อกัน คริสต์ศาสนาก็ไม่ผิดกันกับพุทธศาสนา เพราะมาปรากฏชัดในสังคมที่มีหลักจริงๆ เขาก็จะปฏิบัติตามนี้ แล้วก็มีวิธี จังหวะ การแบ่งเวลาให้

อันนี้เป็นสิ่งที่อยากให้สำนึกถึงว่า ถ้าศาสนามีรูปแบบในการจัดการชีวิตที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราจริงๆ มันเป็นประโยชน์แก่เรา แล้วเราจะหาจุดยืนของเราได้อย่างดี ถ้าทิ้งหลักนี้ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเมืองนอกแล้ว เป็นลักษณะว่าของใครของมัน ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ในอนาคตอาจจะไม่เหลือมากเท่าไหร่ ซึ่งถ้าเราเห็นภาพอันงดงามของคนที่ตั้งใจปฏิบัติร่วมกัน รักษาระเบียบ เห็นประโยชน์ต่อผลกระทบต่อจิตใจของเราเองด้วย เราควรจะรักษาไว้และส่งเสริมต่อ ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการด้วยในสังคมของเรา

 

ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้

อาตมามาจากสังคมที่ศาสนาหายไป แต่ยังเจอทางพุทธศาสนาที่เป็นต้นฉบับสมบูรณ์ ทำให้เราเห็นทางสำหรับตัวเองในประเทศไทยนี้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้สอนอย่างชัดเจน และเข้าถึงจิตชาวพุทธในประเทศไทยโดยไม่รู้สึกตัว ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ก็หายได้เหมือนกัน เพราะเป็นการสอนที่มีการปฏิบัติที่ลึกมาก อย่างเช่น เราไปบิณฑบาตกันทุกเช้า อาจจะเปลี่ยนไปได้ ถ้าไม่ระวัง

พระบางทีไม่ได้บิณฑบาตด้วยการเดิน แต่นั่งรถ บางทีนั่งรถอยู่แล้วให้โยมมาใส่บาตรที่รถ อันนี้จะทำให้ต้นฉบับหายไปได้ วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนไปพอสมควร เพราะการบิณฑบาต เรามีส่วนเกี่ยวข้องกันในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนทุกเช้า มีอิทธิพลต่อเราพอสมควร ถ้าเป็นพระไม่ต้องบิณฑบาต มาเรียนหนังสืออย่างเดียว นั่งสมาธิอย่างเดียว ต้นฉบับจะหายไป

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา อาตมาโชคดีได้ไปร่วมการประชุมกับองค์ดาไลลามะ ประมุขสายทิเบตที่อินเดีย ทางโน้นเอง ท่านไม่อยากเรียกว่าสายทิเบตเท่าไหร่ ท่านบอกว่า พุทธะไม่ได้ขึ้นอยู่กับชาติ การเรียกว่า พุทธศาสนาไทย พุทธศาสนาทิเบตเป็นเรื่องชาตินิยม แต่จริงๆ แล้ว ควรเรียกว่า พุทธภาษาสันสกฤตจากมหาวิทยาลัยนาลันทา และของเราก็เป็นพุทธภาษาบาลี อาตมามีความซึ้งใจมากที่มีการเกี่ยวข้องกับชาวพุทธคนละอย่าง ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้น

เมื่อก่อนอาตมา เปรียบเทียบพุทธกับคริสต์ศาสนาในสังคมตะวันตก ก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่พอมาเทียบระหว่างพุทธด้วยกันในเอเชีย ทำให้เปลี่ยนมุมมอง เกิดความรู้ใหม่ เห็นว่า เราโชคดีได้เจอสายพระป่า และได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์ที่เป็นศิษย์หลวงพ่อชา ในภาพรวมที่เป็นต้นฉบับจากพุทธกาลที่สืบทอดมาโดยพระป่าของเราควรอนุรักษ์จริงๆ เพราะจะเป็นเครื่องมือให้อีกหลายรุ่นได้ใช้สะดวก

คุณธรรมขององค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องเมตตา กรุณา ซึ่งเป็นพรหมวิหารสายโพธิสัตว์ คุณธรรมนี้เป็นใหญ่เช่นเดียวกับคริสต์ศาสนา ในตะวันตกพุทธสายนี้จึงเป็นที่รู้จักและมีผู้ปฏิบัติตามมากมาย

องค์ดาไลลามะได้พูดถึงหลักของศาสนาพุทธควรเน้นอะไรในปัจจุบัน ในสังคมอุตสาหกรรม สังคมที่เจอปัญหานานัปการซึ่งห่างเหินจากจิตวิญญาณพอสมควร ตามที่ท่านได้สัมผัสอยู่เมืองนอก อยู่นอกประเทศของท่าน ซึ่งสังคมเมืองนอกห่างจากจิตใจของตัวเอง เน้นรูปธรรม วัตถุสิ่งของ แต่ตัดเรื่องจิตใจออกไป ทางพุทธศาสนา เน้นเรื่องคุณธรรมด้านจิตใจ ทำอย่างไรจึงจะโปรดโลก ช่วยโลก ท่านก็มองด้วยสายตามหายาน มองชนทั้งหลายเป็นใหญ่ พูดในอุดมการณ์ของพุทธศาสนา

จริง ๆ ก็เข้ากับหลักของเราได้ดี ท่านเน้นเรื่องหลักแท้ของพุทธศาสนาทุกสาย ท่านพูดถึงศีล สมาธิ ปัญญา อริยมรรคมีองค์ 8 ต้องปฏิบัติเรื่องนี้โลกจะได้เจริญทางจิตใจ ท่านพูดเรื่องศีลปาติโมกข์ ของเถรวาทกับสายนาลันทาไม่ต่างกันเท่าไหร่ เช่น การไม่ฉันในเวลาวิกาล หลักอันเดียวกัน ท่านบอกว่าไม่มีอุปสรรคในเรื่องพระวินัย ศีลของคฤหัสถ์ก็ไม่มีอุปสรรค ให้บำเพ็ญ ศีล สมาธิ เป็นประเด็นของคนทางโลกที่ต้องการผ่อนคลาย และต้องปฏิบัติกรรมฐานเพื่อให้เกิดปัญญา

 

พิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

หลักของพุทธศาสนาสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ท่านบอกว่า อิทธิพลของการนั่งสมาธิมีผลกับสมอง อารมณ์ดีชั่วมีผลกับร่างกายและจิตใจ การละความคิดอกุศล ทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ   องค์ดาไลลามะ เน้นเรื่องพุทธศาสนาให้ทันสมัยตามความรู้ทางโลก และควรมีการเทียบกับระบบสากลที่นักปรัชญาในหลายๆ สาขา เช่นนักวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

อาตมาเองได้สัมผัสกับประเทศของอาตมาในเยอรมัน ล้วนให้เกียรติพุทธศาสนา เพราะมีเหตุผล ไม่ชักชวนในทางที่งมงาย สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง

คนไทยเล่า มีแก่นธรรมอยู่กับตัวหากไม่ปฏิบัติก็น่าเสียดาย!

6 วิธีสร้างเสน่ห์ให้เด็ก

มาตรฐาน

รูปภาพ : 6 วิธีสร้างเสน่ห์ให้เด็กๆ<br />
1. คำพูดพื้นฐาน สอนเด็ก ๆ ให้พูดเพราะ เช่น “สวัสดีครับ/ค่ะ” “ช่วย/ขอ…หน่อยได้ไหมครับ/ค่ะ” “ขอบคุณครับ/ค่ะ” “ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ” คำพูดง่าย ๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างมิตรภาพและขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ยาก อยู่ที่ไหนใคร ๆ ก็รัก<br />
2. การสบตา เป็นอีกหนึ่งภาษาทางกายที่มีความสำคัญ ควรฝึกให้เด็ก ๆ หัดมองสบตาคนที่พูดด้วย ถ้าเด็กเดินไปสวัสดีคุณป้าข้างบ้านพร้อมกับสบตา แน่นอนว่าคุณป้าจะต้องประทับใจและจดจำได้แน่ ๆ<br />
3. พูดโทรศัพท์อย่างสุภาพ สอนให้เด็ก ๆ พูดคุยทางโทรศัพท์อย่างชัดถ้อยชัดคำ สุภาพ ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แทนที่จะพูดว่า “ฮาโหล” “เป็นไงบ้าง” ก็เปลี่ยนเป็น “สวัสดีครับ/ค่ะ” แล้วอย่าลืมสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักมารยาทการปิดโทรศัพท์ เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรใช้โทรศัพท์ด้วย เช่น ห้องเรียน เป็นต้น<br />
4. เป็นผู้ฟังที่ดี ควรสอนให้เด็ก ๆ หัดรอฟังให้จบก่อนแล้วค่อยพูด ซึ่งจะแสดงถึงการเคารพผู้พูดและช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย<br />
5. แสดงความขอบคุณ เมื่อเด็ก ๆ ได้รับความช่วยเหลือ พ่อแม่ก็ควรสอนให้เขารู้จักขอบคุณ เช่น การเขียนการ์ดขอบคุณ หรือเลือกซื้อของขวัญไปตอบแทนคนที่มีน้ำใจกับเรา<br />
6. มารยาทบนโต๊ะอาหาร เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องสำคัญที่แสดงถึงการได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ซึ่งจะติดตัวเด็ก ๆ ไปในอนาคต ควรบอกเด็ก ๆ ให้กินให้เรียบร้อย ไม่มูมมาม เสียงดัง ไม่เล่น หรือโหวกเหวก<br />
สำหรั่บเด็กๆ ทุกอย่างส่งเสริมและเรียนรู้ได้ไม่ยากค่ะ เพียงคุณพ่อคุณพ่อจริงจังกับการสท่งเสริมเด็กๆ<br />
Cr.เนื้อหา theasianparent.com<br />
Cr.รูปภาพ Pinterest” /><br />
4 เรื่องที่เด็กๆ ต้องรู้ เพื่อความอยู่รอดในสังคม</strong></span></p>
<p><strong>1. แพ้เป็นเรื่องธรรมดา</strong></p>
<p>ใครจะอยากเห็นลูกเป็นผู้แพ้อยู่ตลอดทำอะไรก็ไม่เก่ง จนต้องกินข้าวกลางวันคนเดียวทุกวันเพราะเพื่อนไม่ยอมรับละ แต่การเรียนรู้ที่จะรับมือกับความพ่ายแพ้และกลับมามีความสุขกับการเป็นผู้แพ้เป็นเรื่องต้องฝึกฝน เพราะในสังคมนั้น ผู้แพ้ย่อมมีจำนวนมากกว่าผู้ชนะเสมอฝึกได้ตั้งแต่เล็ก</p>
<p><strong>2.เจรจายืดหยุ่น</strong></p>
<p>เด็กที่ทำตามคำสั่งของพ่อแม่อย่างเคร่ง-ครัดย่อมเป็นที่รักอย่างไม่ต้องสงสัย แต่เด็กที่รู้จักตั้งคำถามและมีเหตุผลในการทำหรือไม่ทำตามคำสั่ง จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในระยะยาว เพราะเขารู้จักมีเหตุมีผลในการทำหรือไม่ทำตามคำสั่ง</p>
<p><strong>3.เข้าสังคมเป็น</strong></p>
<p>คุณคงไม่อยากเห็นลูกเป็นเด็กประเภท “<strong>ใครๆ ก็ไม่รัก</strong>” และคงอยากเห็นลูกเป็นเด็กที่รู้วิธีเข้ากลุ่มเพื่อนฝูง ร่วมทำกิจกรรม หรือเข้าไปรวมกับเพื่อนที่เป็นกลุ่มกันอยู่แล้วเป็น</p>
<p><strong>4.คิดถึงใจคนอื่น</strong></p>
<p>การเรียนรู้ว่าอารมณ์แบบไหนเหมาะสมจะเปิดเผย และแบบไหนควรเก็บเอาไว้แล้วค่อยมาแสดงออกในภายหลัง เพื่อรักษาน้ำใจผู้อื่นนั้น เป็นอีกทักษะที่เด็กๆ ควรเข้าใจ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความสัมพันธ์กับคนที่จะต้องอยู่ร่วมกันในสังคม</p>
<p>เนื้อหา realparenting.com</p>
<p>Cr.รูปภาพ pinterest</p>
<p> </p>
<div id=6 วิธีสร้างเสน่ห์ให้เด็กๆ 

1. คำพูดพื้นฐาน สอนเด็ก ๆ ให้พูดเพราะ เช่น “สวัสดีครับ/ค่ะ” “ช่วย/ขอ…หน่อยได้ไหมครับ/ค่ะ” “ขอบคุณครับ/ค่ะ” “ไม่เป็นไรครับ/ค่ะ” คำพูดง่าย ๆ เหล่านี้จะช่วยสร้างมิตรภาพและขอความช่วยเหลือใครก็ไม่ยาก อยู่ที่ไหนใคร ๆ ก็รัก

2. การสบตา เป็นอีกหนึ่งภาษาทางกายที่มีความสำคัญ ควรฝึกให้เด็ก ๆ หัดมองสบตาคนที่พูดด้วย ถ้าเด็กเดินไปสวัสดีคุณป้าข้างบ้านพร้อมกับสบตา แน่นอนว่าคุณป้าจะต้องประทับใจและจดจำได้แน่ ๆ
3. พูดโทรศัพท์อย่างสุภาพ สอนให้เด็ก ๆ พูดคุยทางโทรศัพท์อย่างชัดถ้อยชัดคำ สุภาพ ด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร แทนที่จะพูดว่า “ฮาโหล” “เป็นไงบ้าง” ก็เปลี่ยนเป็น “สวัสดีครับ/ค่ะ” แล้วอย่าลืมสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักมารยาทการปิดโทรศัพท์ เมื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่ควรใช้โทรศัพท์ด้วย เช่น ห้องเรียน เป็นต้น
4. เป็นผู้ฟังที่ดี ควรสอนให้เด็ก ๆ หัดรอฟังให้จบก่อนแล้วค่อยพูด ซึ่งจะแสดงถึงการเคารพผู้พูดและช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วย
5. แสดงความขอบคุณ เมื่อเด็ก ๆ ได้รับความช่วยเหลือ พ่อแม่ก็ควรสอนให้เขารู้จักขอบคุณ เช่น การเขียนการ์ดขอบคุณ หรือเลือกซื้อของขวัญไปตอบแทนคนที่มีน้ำใจกับเรา
6. มารยาทบนโต๊ะอาหาร เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องสำคัญที่แสดงถึงการได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม ซึ่งจะติดตัวเด็ก ๆ ไปในอนาคต ควรบอกเด็ก ๆ ให้กินให้เรียบร้อย ไม่มูมมาม เสียงดัง ไม่เล่น หรือโหวกเหวก
สำหรั่บเด็กๆ ทุกอย่างส่งเสริมและเรียนรู้ได้ไม่ยากค่ะ เพียงคุณพ่อคุณพ่อจริงจังกับการสท่งเสริมเด็กๆ
Cr.เนื้อหา theasianparent.com
Cr.รูปภาพ Pinterest

 —

เด็กน่ารักต้อง รู้จักขอบคุณ สอนลูก ให้รู้จักขอบคุณ

ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง:  ให้การพูดคำว่า “ขอบคุณ”  เป็นส่วนหนึ่งของนิสัยคุณ  หาเหตุผลให้เรื่องที่คุณพูดคุยในแต่ละวันทำให้เกิดความรู้สึกขอบคุณ
การที่คุณทำเช่นนี้จะทำให้ลูกของคุณซึมซับทัศนคติของคุณ กล่าวคำ “ขอบคุณ”  สามีหรือภรรยาของคุณไม่ว่าลูกของคุณจะเห็นหรือได้ยินคุณหรือไม่ก็ตาม

แสดงความรู้สึกซาบซึ้งเมื่อลูกของคุณได้ทำอะไรให้

ให้ลูกคุณช่วยทำงานบ้าน:  เช่น การขอให้เขาเก็บของเล่นให้เรียบร้อย การทำความสะอาดโต๊ะ การล้างผักผลไม้เพื่อทำอาหาร ฯลฯ เมื่อคุณขอร้องให้ลูกคุณ

เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานบ้าน พวกเขาจะทราบว่าการทำงานบ้านนั้นไม่ได้ง่ายเลย และพวกเขาจะซึ้งใจในความพยายามของพ่อแม่ที่ทำให้กับเขา

สนับสนุนให้เขากล่าวคำ “ขอบคุณ” : อธิบายให้เขาเข้าใจว่าการขอบคุณคนอื่นที่ให้บางอย่างหรือทำบางสิ่งให้เขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของมารยาทที่ดี

สำหรับเด็กเล็กๆ แล้วเขาต้องใช้เวลาที่จะซึมซับสิ่งเหล่านี้  ดังนั้น เมื่อมีคนให้สิ่งของหรือของขวัญแก่เขา คุณควรพาเขากล่าวคำ “ขอบคุณ”
ในช่วงแรกๆ คุณอาจจะต้องบอกให้เขาทำตามคุณ แต่เมื่อเขาเริ่มเคยชินแล้ว ครั้งต่อไปคุณไม่จำเป็นต้องบอกให้เขาทำ เนื่องจากเขาจะเริ่มทำด้วยตัวเขาเอง
เช่นเดียวกับลูกคนโตของฉันที่เริ่มกล่าวคำขอบคุณเองเป็นครั้งแรกว่า “ขอบคุณสำหรับนมค่ะคุณพ่อ” คำนี้ทำให้ฉันและสามีปลื้มใจสุด ๆ
ทำให้ความรู้สึกขอบคุณเกิดขึ้นเป็นกิจวัตรประจำวันของคุณ: คุณสามารถทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในช่วงที่สมาชิกในครอบครัวรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน
ก่อนที่คุณจะเริ่มรับประทานอาหาร แต่ละคนสามารถแบ่งปันถึงความรู้สึกขอบคุณที่แต่ละคนมี แม้กระทั่งลูกตัวน้อยของคุณก็สามารถแบ่งปันสิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณได้
การสวดมนต์ก่อนนอนเพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือขอบคุณพระเจ้านั้นก็สามารถช่วยได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถทำรายการสิ่งที่คุณ สามีหรือภรรยาของคุณ และลูก ๆ ของคุณรู้สึกซาบซึ้งใจ
เขียนโน้ตขอบคุณ: เมื่อมีใครให้สิ่งของกับคุณ คุณควรเขียนโน้ตกล่าวคำขอบคุณเสมอ เมื่อลูกคุณเห็นการแสดงออกนี้แล้ว พวกเขาจะทราบถึงความสำคัญของการแสดงความขอบคุณ
Cr.เนื้อหา theasianparent.com
Cr.รูปภาพ Pinterest

 — กับ Wee Thinnawiang