ปลาแซลมอน…อันตรายที่น่าตกใจ

ปลาแซลมอน…อันตรายที่น่าตกใจ
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

๔-๕ ปีให้หลัง ผมสังเกตเห็นว่ามีการนำเนื้อปลาแซลมอนเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้น ราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีต สมัยก่อนอาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำไม่กี่แห่ง แต่ตอนนี้ตลาดติดแอร์แทบทุกแห่งจะมีเนื้อปลาแซลมอนวางขาย เคียงคู่กับเนื้อปลากะพง ปลาเก๋า ในราคาไม่แตกต่างกัน และดูเหมือนว่าจะถูกกว่าเนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก

กล่าวคือเนื้อปลาแซลมอนที่เคยขายกันกิโลกรัมละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท บัดนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ๓๐๐-๔๐๐ บาท ขณะที่เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐๐-๕๐๐ บาทขึ้นไป

เมื่อเห็นว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศทางยุโรป ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก วันไหนพอมีเวลาก็แวะซูเปอร์มาร์เกตซื้อปลาแซลมอนมากินเล่น พลางดูรายการสารคดีชีวิตปลาแซลมอนที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์เพื่อขึ้นมาวางไข่ออกลูกหลาน ที่ต้นลำธาร

ดูแล้วก็นึกเอาเองว่าปลาแซลมอนที่เรากินคงต้องเป็นปลาที่พลานามัยแข็งแรงแน่ แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓ ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ

อย่างนี้จะไม่ให้หลงใหลแซลมอนอย่างไรไหว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอนในวารสาร ecologist ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ตาสว่างขึ้นทันที

ปลาแซลมอนที่เรากินก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยง ที่เราส่งไปขายเมืองนอกจนติดอันดับโลก คือ ถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยการใช้สารเคมีและอัดยาเยอะ ๆ

ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเราส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรป ปลาแซลมอนเหล่านี้อุดมไปด้วยเชื้อโรค เจ้าของฟาร์มจึงต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปลา เพื่อกำจัดแมลงรบกวนและเชื้อโรคหลายอย่าง

ปลาแซลมอนในธรรมชาติมีเนื้อเป็นสีชมพู เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็ก ๆ และพืชทะเล   

ในขณะที่ปลาแซลมอนในฟาร์มก็มีเนื้อสีชมพูน่ากินเช่นกัน แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สีจำพวก astaxanthin และ canthaxanthin ชนิดเข้มข้น ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้มากเกินไป อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตา

นอกจากนี้ เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีผลต่อการ อุดตันของเส้นเลือด แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓ น้อยกว่าปลาแซลมอนในธรรมชาติถึง ๓ เท่า ดังนั้นหากบริโภคแซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้

ในสหรัฐอเมริกายังมีการวิจัยพบว่า เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหารปลาในระดับที่สูงกว่าปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง ๑๖ เท่า มากกว่าเนื้อวัว ๔ เท่า ไม่นับรวมว่าปลาแซลมอนบางตัวมีพยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย

ทุกวันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก

เมื่อไทยส่งกุ้งกุลาดำตีตลาดยุโรป ฝรั่งก็ส่งปลาแซลมอนมาเป็นบรรณาการบ้าง

ทั้งสองล้วนเป็นอาหารยอดฮิต และอุดมไปด้วยสารเคมีชนิดต่าง ๆ

ปีใหม่นี้คงต้องบอกตัวเองให้รักปลาแซลมอนน้อย ๆ ครั้นจะเหลียวมามองปลาจะละเม็ด ก็อุดมไปด้วยฟอร์มาลีน

กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า

ที่มา นิตยสารสารคดี มกราคม 2549
http://www2.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=485

ความเห็นผมเพิ่มเติมที่https://www.facebook.com/photo.php?fbid=492552617527148&set=a.178805445568535.38582.178696715579408&type=1&comment_id=1366905&offset=0&total_comments=330

Photo by Joanna Sciarrino
http://www.bonappetit.com/test-kitchen/inside-our-kitchen/article/inside-the-test-kitchen-16

 

อนาคต 10 อย่างที่กำลังจะหายไป

เมื่อมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นก็ต้องมีส่วนที่ล้าสมัยและกำลังจะหายไป บทความชิ้นหนึ่งจากนิตยสาร The Futurist นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รูปแบบการดำรงชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้อย่างไรบ้าง

อันดับที่ 1 ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา

สมาร์ทโฟนทำให้คนรุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020 สามารถเข้าถึงข้อ้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูผู้สอน เยาวชนในยุคนั้นจะใช้ภาษาของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน และจะซึมซับวัตนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่างๆ หายไป แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียปนอยู่ นั่นคือ ในปี 2030 ภาษาจำนวน 3 พัน ภาษาจากที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน 6 พันภาษาจะหายสาบสูญไป รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไปอาจจะไม่มีความเข้าใจและความอดในความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

อันดับที่ 2 ระบบการศึกษาในปัจจุบัน

เทคโนโลยีจะลบล้างระบบการศึกษาที่แบ่งกลุ่มนักเรียนตามอายุการเลื่อนระดับชั้นเรียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล นักเรียนจะมีโอกาสในการค้นพบและเลือกสาขาความเชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น (เช่นเดียวกับนักกรีฑาในปัจจุบัน ที่นักกรีฑาสามารถเลือกสาขากีฬาที่ตนชอบได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก) แม้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะฟังดูดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ บริษัทผู้นำด้านโทรคมนาคมบางแห่งอาจจะกลายเป็นผู้ควบคุมการศึกษาของคนในอนาคต เพราะพวกเขามีเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดอยู่ในมือ

อันดับที่ 3 รูปแบบของสหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจะแตกต่างไป โดยข้อจำกัดต่างๆ จะถูกทำลายลงและจะมีการปกครองแบบรัฐบาลเดียว สหภาพยุโรปจะกลายเป็นสหรัฐยุโรป (United Europe)และพูดภาษาเดียวกัน

อันดับที่ 4 งาน

ในปี ค.ศ. 2030 งานกว่า 2 พันล้านตำแหน่งจะหายสาบสูญไป เทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีการจัดแต่งพันธุกรรม และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำลายงานแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็สร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เราอาจจะคิดไม่ถึงขึ้นเช่นกัน

อันดับที่ 5 ร้านค้า

ห้างร้านต่างๆ ในปี 2030 จะไม่ใช่ห้างร้านในรูปแบบที่เรารู้จักอีกต่อไป ผู้บริโภคจะใช้อินเตอร์เน็ตในการศึกษาคุณสมบัติ ความสามารถ และราคาของสินค้า จากนั้นก็แวะไปที่ห้างร้านเพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะมีเพียงหุ่นยนต์คอยให้บริการ และตอบคำถามพื้นฐานของผู้ที่สนใจ จากนั้นผู้บริโภคก็จะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน ก็จะพบกับสินค้าที่เพิ่งสั่งไว้ตั้งรออยู่ที่หน้าประตู

อันดับที่ 6 หมอ

ในปี 2030 เทคโนโลยีจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคบางอย่างสามารถทำได้เองที่บ้านของคุณ สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี Cloud computing จะสามารถตรวจระดับน้ำตาลระดับออกซิเจน ระดับการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ได้ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แพทย์ผ่าตัด แพทย์จะมีจำนวนน้อยลงและจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความสามารถสูงเท่านั้น พวกเขาจะสามารถปฏิบัติงานได้จากทุกแห่งทั่วโลกผ่านระบบควบคุมทางไกล จะมีเพียงบุคคลสำคัญๆ หรือผู้ที่มีความสามารถทางการเงินสูงที่ได้รับสิทธิพิเศษในการรับการรักษาจากแพทย์จริงๆ

อันดับที่ 7 กระดาษ

นอกจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเอกสารต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนกระดาษจะหายไปแล้ว ธนบัตรก็จะหายไปด้วย ทุกอย่างจะอยู่ในรูปแบบดิจิตอล โรงพิมพ์จำนวนมากต้องปิดกิจการหนังสือที่เป็นรูปเล่มพิมพ์บนกระดาษแม้จะไม่หายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง แต่ที่จะพบได้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์โดย Self-Publishing หรือการจัดพิมพ์ด้วยตนเอง

อันดับที่ 8 ประสบการณ์แบบดั้งเดิมของมนุษย์

ในอนาคตจะไม่มีคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะข้อมูลของเราทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด ประวัติการศึกษาหมายเลขบัตรเครดิต ประวัติการรักษาพยาบาล จะถูกบันทึกและบุคคลอื่นๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    ต่อไป เราจะขาด “การไตร่ตรอง” เพราะสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนั้น เทคโนโลยีในอนาคตจะสามารถตรวจรับการรับรู้ต่างๆ ของร่างกายเราได้ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างการออกกำลังกาย และคอยให้คำแนะนำว่าเราควรจะหยุดหรือเร่งการออกกำลังกายเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะครุ่นคิดและสื่อสารกับร่างกายของเรา “การรอคอย” จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฝาก-ถอนเงิน สั่งอาหารจองบัตรโดยสารต่างๆ สามารถทำได้ทันทีผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยียังสามารถบอกเราได้อีกว่า ขณะนี้ที่สนามบินมีผู้โดยสารมากน้อยแค่ไหนและเราควรมาถึงสนามบินเวลาใดเพื่อหลีกเลี่ยงการรอคอย นอกจากนั้นเราก็จะไม่ “หลงทาง” เพราะเทคโนโลยีจะคอยบอกตำแหน่งของเราและแนะนำเส้นทางได้อยู่ตลอดเวลา

อันดับที่ 9 สมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีทุกวันนี้มีอายุสั้น สมาร์ทโฟนเองก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยในอนาคตอันใกล้เช่นกัน เทคโนโลยีในยุคต่อไปจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้ เช่นที่เราได้เห็นกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา คือ Google glasses ยิ่งไปกว่านั้นเราเตรียมบอกลาคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ไปได้เลย นักอนาคตได้คาดการณ์ไว้ถึงเทคโนโลยีที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต คือ Intelligent Web (2017 – 2020), Intelligent Interface และ Virtual Reality (2019 – 2023), Thought power และ AI หรือ Artificial Intelligence (2024 – 2031)

อันดับที่10 ความไม่ปลอดภัย

ต่อไปเราจะไม่มีอุบัติเหตุบนถนน เพราะยานพาหนะจะสามารถสื่อสารกันได้และหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้การโจรกรรมจะสิ้นสุดลง เพราะของมีค่าทุกอย่างจะถูกติดตั้งเครื่องมือติดตามตัว ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับอนุภาคเล็กๆที่สามารถใส่ไว้กับวัสดุใดก็ได้

ที่มา  สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

http://ostc.thaiembdc.org/13th/?p=1577

Credit  http://hitech.sanook.com/1388054/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95-10-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B/

จีนเปิดรักษามะเร็ง ฟรี! เทิดพระเกียรติในหลวงฯ

ศาสตราจารย์นายแพทย์สวี เค่อเฉิง ผู้อำนวยการใหญ่โรงพยาบาลฟูด้า กวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

คิดค้นการรักษามะเร็งแบบใหม่ ผ่าตัดเนื้องอกด้วยมีดนาโน ทำลายเซลล์มะเร็งในระดับนาโน

จุดเด่นมีดนาโน ไม่เป็นอันตรายต่อระบบเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดสำคัญ รวมถึงไม่กระทบต่อเส้นประสาท

ฟูด้าเตรียมต่อยอดความเชี่ยวชาญในการรักษามะเร็ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแพทย์ไทย กระชับสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ

ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งในไทย ควบคู่ไปกับการใช้ไอเย็นแล้ว

รวมวิธีรักษามะเร็งโดยไม่ต้องทำคีโม ได้แก่ การรักษาด้วยความเย็น รักษาด้วยชีวะ และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่

ถือเป็นความสำเร็จที่จีน มุ่งหวังช่วยผู้ป่วยมะเร็งทุกระยะให้หายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และมีชีวิตยืนยาวขึ้น

ผู้ป่วยโรคมะเร็งชาวไทยมากมายหลายคนก็มารักษาตัวฝากชีวิตที่เหลืออยู่ไว้กับโรงพยาบาลฟูด้า กวางโจว

เพราะทางโรงพยาบาลมีโครงการดีๆ คือให้ผู้ป่วยไทยที่มีรายได้น้อยรับการผ่าตัดรักษามะเร็งฟรี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนพรรษา 86 พรรษา 5 ธันวาคม

ซึ่งจะเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้

สมัครได้ที่ www.Fudacancerthailand.com หรือโทร 081-5803998 ก่อนสิ้นเดือนธันวาคมนี้เท่านั้น

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นพ.สวี เค่อเฉิง ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง ได้รับรางวัล “Bethune” ในฐานะบุคคลต้นแบบของสาธารณสุขของจีน

วันที่ 7 มกราคม 2013 กระทรวงสาธารณสุขจีนได้จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ในงานนี้ นพ.สวี เค่อเฉิง

ได้รับรางวัล “Bethune” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดทางการแพทย์ ในฐานะบุคคลต้นแบบทางสาธารณสุข

รางวัลเกียรติยศในครั้งนี้เป็นการประกาศเกียรติคุณท่านในฐานะผู้อุทิศตนต่อสงครามต้านโรคมะเร็งของจีนหรือของโลกก็ย่อมได้

Norman Bethune (1890-1939) ถือกำเนิดในครอบครัวบาทหลวง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1890

ในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งที่รัฐออนตาริ ประเทศแคนาดา จบปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต ปี 1916

เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านการผ่าตัดทรวงอกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแคนาดา อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ต้นปี 1938

Bethune นำทีมแพทย์จากแคนาดาและสหรัฐอเมริกาเข้ามาในประเทศจีนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากสงครามญี่ปุ่น

วันที่ 12 พฤศจิกายน 1939 Bethune ได้รับบาดเจ็บที่นิ้วมือขณะทำการผ่าตัดให้แก่ผู้บาดเจ็บรายหนึ่ง

เป็นเหตุให้ติดเชื้อและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหมา เจ๋อตุงผู้นำของจีนในขณะนั้นได้เขียนสาส์นเพื่อ “รำลึกถึง Bethune”

สรรเสริญในจิตวิญญาณความกล้าหาญ ความรับผิดชอบต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่ได้คำนึงถึงตนเอง

ประชาชนจีนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลตัวอย่างที่ชาวจีนควรศึกษาเป็นต้นแบบ

ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา วงการแพทย์จีนได้ยกย่องท่านในฐานะแพทย์ต้นแบบ กระทั่งในปี 1991

รัฐบาลจีนได้ก่อตั้งรางวัล  Bethune ขึ้นเพื่อคัดเลือกแพทย์ผู้อุทิศตนแก่วงการสาธารณสุข โดยคัดเลือกห้าปีต่อครั้ง

มีผู้ได้รับรางวัลรวมครั้งนี้เพียง 48 คนจากทั่วประเทศจีน

ศาสตราจารย์สวี เค่อเฉิงเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคมะเร็งฟูด้า นครกวางเจา

เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและโรคมะเร็ง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทางด้านการรักษามะเร็งด้วยความเย็น

การรักษามะเร็งโดยผ่านหลอดเลือดและการรักษามะเร็งโดยผ่านระบบภูมิคุ้มกัน  สร้างรูปแบบการรักษามะเร็งระยะสุดท้าย

3C มีผลงานทางวิชาการกว่าร้อยฉบับ แต่งตำราและเรียบเรียงตำรากว่า 30 เล่ม ในจำนวนนี้ “Modern Cryosurgery for Cancer”

เป็นตำราที่ได้รับการกล่าวขานในวงการรักษามะเร็งด้วยความเย็นมากที่สุด ปัจจุบันท่านเป็นรองประธานสมาคมการรักษามะเร็ง

ด้วยความเย็นสากลและเป็นประธานกิตติมศักดิ์ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมรักษามะเร็งด้วยความเย็นในทวีปเอเชีย

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาศาสตราจารย์สวี เค่อเฉิง ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยความเมตตา

ผู้ป่วยมะเร็งหลายสิบชีวิตที่ไร้หนทางรักษากลับได้รับการชุบชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนและแนะนำการรักษาของท่าน

ทางการจีนและสื่อมวลชนจีนต่างให้สมญานามท่านว่าเป็น “Bethune ที่ยังมีชีวิต” “หมอนักบุญ” และ “ไอดอลทางศีลธรรม”

ปี 2012 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้จัดกิจกรรม “รายงานผลการดำเนินงานที่ทันสมัยของ นพ.สวี เค่อเฉิง”

ตั้งแต่ระดับมณฑลจนถึงเมืองหลวงกรุงปักกิ่ง จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งว่าท่านได้รับรางวัลครั้งนี้ด้วยเกียรติยศและสมความภาคภูมิ

http://pantip.com/topic/31417728

ประโยชน์ของ วาสลีน (Vaseline – Petroleum Jelly)

Image

ประโยชน์ของวาสลีน

ประโยชน์ทางการแพทย์

- ใช้ในการรักษาบาดแผลไฟไหม้ โดนของมีคมบาด

- ใช้ในการให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหนัง สำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์

- ใช้ทาขาหนีบ กัน Pampers เสียดสีขาหนีบลูกน้อย

 

ประโยชน์ด้านความงาม

-ในทุกวันนี้ ปิโตรเลียม เจลลี่ ส่วนมากแล้ว จะใช้ทาผิว และนำมาเป็นส่วนผสมในโลชั่นและเครื่องสำอางค์สำหรับบำรุงผิว ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิว

- นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำครีมแต่งผมที่เรียกว่า “ปอมเมด (pomade)”

- ลบเครื่องสำอางค์จากบริเวณเปลือกตา โดยทาวาสลีนบาง ๆ แล้วใช้ทิสชู่เช็ดออก

- ทาบริเวณแก้มเพื่อเพิ่มไฮไลท์ที่บริเวณโหนกแก้ม ให้เห็นส่วนโค้งชัดเจน

- ทาริมฝีปากให้เงางาม

- สำหรับคนผิวแห้งที่อยากมีผิวสีแทน หากใช้โลชั่นผิวแทน อาจทำให้ผิวกระดำกระด่างได้ ให้ใช้วาสลีนทาผิวก่อนทาโลชั่นผิวแทน

- เพิ่มความหอมบนเรือนร่าง ให้แต้มวาสลีนที่จุดชีพจร เช่น ข้อมือ ซอกคอ  กลิ่นหอมจะอยู่กับคุณไปตลอดวัน

- ช่วยในการปัดคิ้วให้ไปในทิศทางที่ต้องการ

- ปกป้องผิวจากสีย้อมผม โดยก่อนย้อมผมให้ทาวาสลีนที่โคนผมไว้ก่อน เช่น บริเวณหน้าผาก

- เพิ่มโลชั่นทาผิวยี่ห้อโปรดของคุณ ด้วยการใส่วาสลีนเติมลงไป

 

ประโยชน์อื่น ๆ ของวาสลีน

- หากคุณถอดแหวนที่นิ้วไม่ออก ให้ใช้วาสลีนช่วย เพราะจะทำให้ลื่นและถอดออกโดยง่าย

- ทาบานพับประตู หน้าต่าง ที่มีสียงดัง เพื่อกำจัดเสียงน่ารำคาญ

- ใช้ขัดรองเท้าหนัง เพื่อให้เงางามเหมือนใหม่

- ใช้เคลือบโลหะที่ไม่ใช่สแตนเลส เพื่อป้องกันการโดนกัดกร่อน

 

เพิ่มเติมจาก http://www.cosmenet.in.th/th/forum/index.php?PAGE_NAME=read&FID=10&TID=5582

ประโยชน์ของ ปิโตรเลี่ยมเจลลี่เกี่ยวกับความสวยความงาม
1.   ใช้ทาบางๆ ที่ขนตาก่อนนอน จะทำให้ขนตายาวขึ้นและแข็งแรงขึ้น
2.   ทาที่ส้นเท้าแล้วใส่ถุงเท้านอน ช่วยให้ส้นเท้านุ่มไม่มีริ้วรอยแตกลาย
3.   ทาบริเวณหนังกำพร้าบริเวณโคนเล็บบ่อยๆ จะช่วยให้หนังบริเวณนั้นนุ่มลง เล็บมีสุขภาพดีขึ้น
4.   ใช้แทนลิปกรอสรับรองผลแบบรวดเร็วและรับประกันความพึง­พอใจเมื่อทาบนริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย (พี่แจ่มจะใช้ทุกวันก่อนนอนค่ะ ชอบมากๆ ตื่นมาปากชุ่มชื้นไม่แห้งเป็นขุย)
5.    ใช้ทาที่คอขวดน้ำยาทาเล็บ กันยาทาเล็บแห้ง หมดปัญหาเปิดขวดยาทาเล็บไม่ออก (ใช้กับขวดอย่างอื่นก็ได้ค่ะ จะได้หมดปัญหาเปิดฝาขวดไม่ออก)
6.    เพิ่มกลิ่นยาวนานของน้ำหอม โดยแตะที่ตำแหน่งต่างๆก่อนฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดลงไป กลิ่นน้ำหอมจะติดทนไปตลอดทั้งวัน
7.    ใช้ทาที่ก้านต่างหูก่อนใส่ กรณีที่ต่างหูคู่นั้นใส่ยากและทำให้รู้สึกระคายเคือง­
8.    ใช้ทาผิว แทน skin moisturizer สำหรับคนผิวแห้งมากๆ หรือจะทาบริเวณหัวเขา ข้อศอก ช่วยลดความแห้งกร้าน
9.    ผสมกับเกลือทะเล ทำสครับขัดผิว
10.  ทาที่ฟันเพื่อป้องกันสีลิปสติกติดฟัน สำหรับคนที่มักมีปัญหานี้ หรือสาวงามที่ขึ้นเวทีประกวดต่างๆ ที่ต้องฉีกยิ้มตลอดเวลา
11.  ใช้ทาเพิ่มความเงางามให้กับกระเป๋าและรองเท้าหนัง ในเวลาเร่งด่วน
12.  ใช้นวดผิวให้ทารก สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน หรือทาผิวทารกเพื่อป้องกันผ้าอ้อมกัด และความป้องกันความชื้น
13.  นำมาอุ่นด้วยปลายนิ้วก่อนใช้แทนไนท์ครีมกรณีฉุกเฉิน หรือเมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน
14.  ใช้แทน เมคอัพ รีมูฟเวอร์ในกรณีฉุกเฉิน (ข้อนี่พี่แจ่มเคยใช้แล้วรู้สึกว่าล้างออกยากมาก)
15.  แตะเบาๆบนอายแชร์โดว์ จะได้ลุกใหม่ที่ดวงตาดูเงาๆ (เคยแต่ทาบางๆ ที่ขนตาในกรณีที่ลืมมาสคาร่า ก็ทำให้ขนตาดูดำ เรียงตัวสวยค่ะ)
16. ใช้ทาแผล ตอนปิโตรเลียมเจลลี่ออกสู่ตลาดในตอนแรก มันมีไว้เพื่อดูแลปกป้องรอยแผล หรือรอยถลอกเล็ก ๆ ด้วยการทำหน้าที่ป้องกันความชื้นและแบคทีเรีย เข้าสู่แผล

ประโยชน์ของ ปิโตรเลี่ยมเจลลี่ในด้านอื่น 

1.   กำจัดเสียงดังจากประตู ประตูที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เพราะสนิม ขึ้นบานพับ ลองป้ายปิโตรเลียมเจลลี่ ที่บานพับ นอกจากจะหยุดเสียงดังแล้ว ยังทำให้มันไม่ขึ้นสนิมต่อไปอีกด้วย
2.   กำจัดรอยด่าง ทาปิโตรเลียมเจลลี่ลงบนผ้านุ่ม ๆ และเช็ดถูรอยด่างจากน้ำบนพื้นไม้ หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทิ้งไว้ข้ามคืนและเช็ดอีกทีในตอนเช้า รอยเปื้อนจะหายไป
3.   สเก็ตวิ่งฉิว ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่หล่อลื่นล้อของสเก็ตบอร์ดหรือโรล­เลอร์สเก็ตของเด็ก ๆ ให้วิ่งลื่นขึ้น
4.   ปกป้องมือ ไม่ว่าคุณจะทำงานบ้านอะไรก็ตาม ถ้ามันต้องเลอะเทอะ ทาปิโตรเลียมเจลลี่ลงบนมือ ก่อนเริ่มงาน จะทำให้คราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ฝังลึกลงไปในผิวบนมือของคุณ หลังจากนั้น ก็เช็ดออกด้วยผ้าขี้ริ้วหรือกระดาษอเนกประสงค์ และล้างมือตามปกติ (พี่แจ่มมักทามือก่อนย้อมผมให้คุณสามีค่ะ บางครั้งสวมถุงมือแต่เอาไม่อยู่ก็ทาวาสลีนนี่แหละค่ะ­ สีดำๆจะไม่ติดแน่นที่ผิวค่ะ)
5.   ทาลางลิ้นชัก เพื่อให้ล้อลิ้นชักดึงได้ลื่นขึ้น
6.   ป้องกันสนิม ทาน็อตและสกรูด้วยปิโตรเลียมเจลลี่ก่อนใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิม
7.   สมานแผลอุ้งเท้าสัตว์เลี้ยงของคุณ บางทีอุ้งเท้าของสุนัขและแมวอาจจะแตกและแห้ง ให้ทาปิโตรเลียมเจลลี่ที่อุ้งเท้าจะบรรเทาอาการเจ็บ มันจะรักคุณมากขึ้นที่ดูแลอุ้งเท้าที่แตกแห้งให้มัน
8.  ถ้าเจอหมากฝรั่งติดอยู่บนโต๊ะไม้ ให้ถูปิโตรเลียมเจลลี่ลงไปตรงส่วนที่ติดอยู่ สักพักหมากฝรั่ง จะค่อยๆ หลุดออก
9.  แก้ปัญหาข้อต่อเครื่องดูดฝุ่นติดแน่น ดีที่เครื่องดูดฝุ่นเป็นอุปกรณ์ประกอบและสายต่อให้มา­กมาย แต่ก็น่าหงุดหงิดที่ข้อต่อต่างๆ มักจะติดกันแน่นจนดึงไม่ออก ทาปิโตรเลียมเจลลี่ตามรอยต่อของท่อ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่นี้จะเลื่อนหลุดออกจากกันได้ง่าย
Image

กำเนิด วาสลีน (Petrolium jelly)

หลายคนคงยังไม่รู้ว่า ปิโตรเลียม เจลลี่ (Petroleum Jelly) คือ อะไร  และมีประโยชน์อย่างไร  แต่ถ้าบอกว่าก็ที่เราเรียกกันตามชื่อยี่ห้อว่า วาสลีน แต่ละคนคงร้องอ๋อกันแทบทุกราย

ที่มาของปิโตรเลียม เจลลี่ นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1859 ที่รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการค้นพบวัตถุดิบที่ใช้ทำเจลลี่ชนิดนี้ที่เรียกว่า rod wax จากแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งต่อมา นักเคมีหนุ่มชาวอเมริกัน ชื่อว่า โรเบิร์ต เชสเซบรูค (Robert Chesebrough) ได้ค้นพบวิธีการสกัดวัตถุดิบดังกล่าวให้มีสีที่อ่อน และกำจัดสารตกค้าง เขาจึงจดสิทธิบัตรวิธีการดังกล่าวและตระเวณนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทำทำออกมาไปทั่ว

โดยในปี ค.ศ.1859 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการผลิตอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐอเมริกา มีข่าวการค้นพบบ่อน้ำมันดิบขนาดใหญ่ในรัฐเพนซิลเวเนียเซสโบรว์จึงได้เดินทางไปสำรวจยังบ่อน้ำมันแห่งนั้นโดยมุ่งหวังเพื่อเข้าสู่ธุรกิจการค้าน้ำมันปิโตรเลียมที่สมัยนั้นกำลังเป็นที่นิยมและเฟื่องฟูมากในสหรัฐอเมริกา

การสำรวจการขุดเจาะน้ำมันในครั้งนั้นจุดประกายความคิดให้กับเซสโบรว์เป็นอย่างมาก เมื่อเขาได้สังเกตเห็นว่ามีสารชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายกับพาราฟินติดอยู่ที่สว่านขุดเจาะ สารนี้นับเป็นตัวปัญหาต่อการขุดเจาะน้ำมันเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนงานต้องพักงานบ่อยครั้งเพื่อทำความสะอาดสารเหนียวข้นที่มักติดเครื่องมือขุดเจาะอยู่เป็นประจำ ซึ่งสารนี้ถูกเรียกกันในขณะนั้นว่า “ร็อด แวกซ์” (rod wax)

ไม่เพียงแค่นั้น เซสโบรว์ยังสังเกตเห็นว่าพวกคนงานมักจะนำร็อด แวกซ์ มาป้ายที่ผิวหนังของตนเองเนื่องจากเชื่อว่า สารนี้จะช่วยบรรเทาบาดแผลและผิวหนังที่ไหม้ของพวกเขาได่

ด้วยความสงสัยเซสโบรว์จึงได้เก็บตัวอย่างร็อด แวกซ์ ใส่กระปุกและนำไปศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์ หลายเดือนที่เซสโบรว์พยายามสกัดหาองค์ประกอบของสารตัวนี้จนในที่สุดก็ได้สารใสเนียน ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ซึ่งเซสโบรว์ได้เรียกมันว่า วุ้นปิโตรเลียม (petroleum jelly)

วุ้นปิโตรเลียม หรือ ปิโตรเลียมเจล สารที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ โดยใช้ความร้อนแปรสภาพน้ำมันให้กลายเป็นไอ ไอจะลอยขึ้นสู่ชั้นบนของหอกลั่นแล้วกลั่นตัวเป็นน้ำมันต่าง ๆ

ณ จุดเดือดที่อุณภูมิ 150 – 275 องศาเซลเซียสที่ไอกลั่นตัวเป็นน้ำมันเบนซินและเกิดสารเหลืองค้างเกาะอยู่ชั้นบนของหอกลั่นเรียกว่า พาราฟิน ซึ่งส่วนนี้เองที่นำมาทำเป็นปิโตรเลียมเจล

เซสโบรว์ได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเจลของเขา ในชื่อใหม่ว่า Vaseline® มาจากภาษาเยอรมัน คำว่า Wasser แปลว่า น้ำ และภาษากรีก έλαιον (Elaion) แปลว่า น้ำมัน เซสโบรว์ได้เผยแพร่ผลิตภัณฑ์นี้ด้วยการนำวาสลีนใส่กระปุกไปแจกจ่ายให้ประชาชนในรัฐนิวยอร์ก เพื่อทดลองให้ใช้ทาแผล แต่กลุ่มแม่บ้านที่ได้รับวาสลีน ได้นำวาสลีนไปใช้ประโยชน์ลดรอยคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าและคราบด่างบนเครื่องไม้ ทำให้วาสลีนกลายเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่นิยมในหมู่ครัวเรือน และปัจจุบันได้กระจายขยายไปยังทั่วโลกและทุกเชื้อชาติ

ไม่เว้นแม้แต่นายพล โรเบิร์ต แพร์รี่ (Commander Robert Peary) ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางไปยังขั้วโลกเหนือได้สำเร็จเป็นคนแรก ยังได้นำกระปุกวาสลีนติดตัวไปด้วยเพื่อช่วยป้องกันผิว เนื่องจากคุณสมบัติของวาสลีนที่ไม่แข็งตัวแม้ในอุณหภูมิที่เย็นจัดนั่นเอง

 

ด้วยคุณสมบัติปิโตรเลียมเจลที่สามารถรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันจึงนิยมนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายชนิด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีก เช่น ใช้ป้องกันบาดแผลหรือรอยถลอกเล็กน้อย หรือเป็นส่วนผสมของยาหม่อง ใช้เคลือบเสื้อผ้า และนำมาทำเทียนไขได้อีกด้วย

โรเบิร์ต เชสเซบรูค ใช้วิธีเผาผิวของเขาด้วยไฟ และน้ำกรด จากนั้นจึงใช้สินค้าของเขาในการรักษา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์

 

ในปี  1870 โรเบิร์ต เชสเซบรูค ได้เปิดโรงงานผลิต Petroleum Jelly แห่งแรก และตั้งชื่อสินค้าว่า วาสลีน

 

 

สมอง สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้

ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิดสัน (Richard Davidson Ph.D) ได้ทำการศึกษาในพระทิเบตรูปหนึ่งชื่อ พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด ซึ่งฝึกสมาธิมาเป็นเวลา 20-30 ปี เมื่อตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ fMRI ก็พบว่า

คนที่ฝึกสมาธิเป็นเวลานานๆ สมองมีส่วนเปลือกนอกสีเทาๆ ที่เรียกว่า Gray Matter ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ของเซลล์ประสาท จะหนาตัวขึ้น นั่นหมายถึง มีเซลล์สมองเพิ่มขึ้น และบริเวณส่วนหน้าแถวหน้าผากด้านซ้าย จะมีการทำงานของคลื่นสมองดีขึ้น มีลักษณะของคลื่นสมองช้าลงและสม่ำเสมอมากขึ้น ที่เรียกว่า “คลื่นแกรมม่า” ซึ่งพบในคนที่จิตเป็นสมาธิลึกๆ

ต่อมา เขาได้ทดลองในอาสาสมัครที่ฝึกสมาธิทุกวัน วันละ 30 นาที เช้าและเย็น เป็นเวลา 3 เดือน แล้วตรวจดูด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ MRI ก็พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน แสดงว่า สมองคนเรามีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและการทำงาน ซึ่งเขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Neuroplasticity หรือ ความยืดหยุ่นของสมอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค้นพบใหม่ และได้ทำลายความเชื่อเก่าที่ว่า สมองเปลี่ยนแปลงไม่ได้

เขาได้ทดลองทั้งแบบสมถและวิปัสสนากรรมฐานก็พบว่า ได้ผลเช่นเดียวกัน สมองของคนเราสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลาโดยการจริญสติ ทำให้สมองสร้างเซลล์สมองใหม่ๆมากขึ้น การทำงานดีขึ้น คลื่นสมองสม่ำเสมอ ช้าลง ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่มีความสุข สุขภาพจิตดี

นอกจากนั้น เขายังได้ศึกษากรณีของอารมณ์เครียด อารมณ์โกรธ และอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสมองในทางตรงข้าม คือมันทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมลง และเซลล์อายุสั้นลง

ที่มา สมองพัฒนาได้ ด้วยการเจริญสติ ผู้จัดการออนไลน์

นอนดึก-ตื่นเช้า กินอะไรให้สดชื่น

ใครที่ชอบนอนดึกตื่นเช้า จะด้วยภาระหน้าที่การงาน ติดหนังติดละคร นอนดูบอลยามดึก กว่าจะได้ล้มตัวลงนอนก็ปาเข้าไปค่อนคืน แถมยังต้องตื่นแต่เช้ามาผจญกับวันใหม่ ยังไงๆ ก็ต้องง่วงหงาวหาวนอนกันเป็นธรรมดา แถมยังทำให้ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนกับวันที่พักผ่อนเต็มที่อีกด้วย

และอาหารที่กินเข้าไปก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ความสดชื่นกลับมา เยือนอีกครั้ง “108 เคล็ดกิน” ก็มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากสดชื่นในยามเช้า เริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ควรกินกันก่อน นั่นคือ อาหารทอด หรืออาหารมัน อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้จะยิ่งทำให้อาการนอนน้อยแย่ลงไปอีก

ส่วนอาหารที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายก็คือ อาหารพวกผัก ผลไม้ อาหารจำพวกนี้จะมีโครเมียม ที่ช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะในแอปเปิ้ล กล้วย และมันฝรั่ง

อาหารที่มีวิตามินบี และซี วิตามินบีจะช่วยลดอาการ นอนไม่หลับ ช่วยให้สมองผ่อนคลาย และทำให้ประสาทตื่นตัว พบมากในข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น

ส่วนวิตามินซี จะช่วยต้านความเหนื่อยล้าของร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน พบมากในผักและผลไม้สด และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดด้วย

ควรกินอาหารเบาๆ ย่อยง่ายๆ กระเพาะจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป อย่างเช่น กินเนื้อปลา จะได้โปรตีนที่ย่อยง่าย ได้รับไขมันชนิดดี เช่นโอเมก้า 3 ที่จะช่วยบำรุงสมอง สร้างสมาธิและความจำให้ดีขึ้นเวลาอดนอน กินถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ก็ยังมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยบำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น

สุดท้าย ต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อเรียกความสดชื่นให้ กลับคืนมา การที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และอาจเกิดอาการร้อนใน การดื่มน้ำเข้าไปชดเชยให้เพียงพอนั้นจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่ภาวะ ปกติได้ และกลับมาสดชื่นเหมือนเดิม

แต่ข้อสำคัญ ก็ไม่ควรนอนน้อยเกินไป หรืออดนอนบ่อยๆ เพราะจะทำให้ร่างกายทรุดโทรม หน้าตาไม่ผ่องใส ไม่สดชื่น และเป็นสิว

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000040100

สูตรบำรุงและปรับสภาพผิวสำหรับผิวออกแดด

มวลมหาประชาชนที่ออกไปรับแดดรับลม ได้เวลามาดูแลผิวกันแล้วคะ

สีผิวที่หม่องคล้ำ ผิวที่ไหม้จากการออกแดดเป็นเวลานานๆ วันนี้เราเลยมี 3 สูตรของการปรับสภาพและบำรุงผิวหลังจากออกแดดมาฝากค่ะ

สูตรที่ 1 สูตรพอกหน้าสำหรับผิวที่แสบร้อนจากการออกแดด

แอปเปิ้ลเพื่อผิวสวย

ใช้แอปเปิ้ล 1 ลูกหั่นโดยไม่ต้องปอกเปลือก ปั่นให้ละเอียด รอให้ผิวหายจากอาการแสบร้อน จากนั้นพอกแอปเปิ้ลปั่นไว้บริเวณที่แสบร้อนจากการออกแดด

ด้วยวิตามินซี และสารแอนติออกซิแดนท์โพลีฟีนอลในเนื้อและผิวของแอปเปิ้ล ซึ่งช่วยบำรุงและปกป้องอันตรายจากแสงแดดให้กับผิว และกระตุ้นให้เซลล์ทำลายตัวเองเพื่อป้องกันการเจริญของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย พอกไว้ได้นานตามต้องการ วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวัน เป็นการบำรุงและเติมน้ำให้ผิวที่อักเสบจากแสงแดด กลับมาสดใสเปล่งปลั่ง การบำรุงด้วยวิธีนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยปกป้องผิวเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดค่ะ

 

สูตรที่ 2 เป็นสูตรสำหรับขจัดเซลล์ผิวที่ไหม้จากแสงแดด สูตรสครับสำหรับผิวหน้า

ส่วนผสมสูตรสคลับหน้า

ส่วนผสมได้แก่ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ    นมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ  และน้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นทาให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้เปลืองมะนาวที่เหลือจากมาบีบเอาน้ำมะนาว ใช้ด้านในของเปลืองของมะนาวถูเบาๆบริเวณใบหน้า สัก 1-2 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

กรดแลคติคในนมเปรี้ยว และกรดซิตริกในมะนาวจะช่วยในการพลัดเซลล์ผิวเก่า ส่วนน้ำผึ้งจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น สว่างสดใส

วิธีนี้เป็นการพลัดเซลล์ผิวเก่าออก ควรทำ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่แนะนำให้ทำกับผิวหน้าที่มีแผล เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้

 

สูตรที่ 3 สูตรสำหรับขจัดเซลล์ผิวที่ไหม้จากแสงแดด  (สูตรสำหรับขัดผิวกาย)

ส่วนผสมได้แก่ รำข้าว 3 ช้อนโต๊ะ นมเปรี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

***ในกรณีที่ไม่มีรำข้าว…ใช้…ขมิ้นแทนได้

นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันให้เป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำมาขัดผิวกายบริเวณที่คล้ำ ไม่กระจ่างใส หรือ สีผิวไม่สม่ำเสมอ สัก 5-10 นาทีจากนั้นก็อาบน้ำตามปกติ

กรดจากนมเปรี้ยวและมะนาวจะช่วยพลัดเซลล์ผิวเก่า และรำข้าวจะทำหน้าที่เป็นเม็ดสครับพร้อมบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่นด้วย วิตามินอี ในรำข้าว  วิธีนี้แนะนำให้ทำ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิว

 

จาก 3 สูตรที่กล่าวมาจะทำให้คุณมีผิวที่สวยกระจ่างใสทั้งตัวโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแสงแดดอีกต่อไป

http://life2style.wordpress.com/2010/04/30/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B4/#comment-2

เมื่อ”ถูก” กลายเป็น “ผิด”

เนื่องในโอกาส 40 ปี  14 ตุลา วันมหาวิปโยค จากบทความของพระไฟศาล วิสาโล  ในหนังสือสารคดี  เรือง ” เมื่อถูกกลายเป็นผิด

รวบรวมงานเขียนและบทความของพระไพศาล วิสาโล http://www.visalo.org

นิตยสารสารคดี : ฉบับที่ ๓๔๕ :: ตุลาคม ๕๖ ปีที่ ๒๙        คอลัมน์รับอรุณ :  เมื่อถูกกลายเป็นผิด

 

ในหนังสือเรื่อง Mindful Politics ซึ่งรวบรวมทัศนะชาวพุทธอเมริกันเกี่ยวกับสังคมและการเมือง ริชาร์ด รีออค (Richard Reoch) ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในสำนักปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในอเมริกา ซึ่งให้แง่คิดอย่างน่าสนใจ

เรื่องของเรื่องก็คือ สำนักปฏิบัติธรรมแห่งนั้นเห็นว่าควรมีการอบรมให้สมาชิกมีความรู้และทักษะการระงับความขัดแย้งด้วยสันติวิธี  เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับคำสอนทางพุทธศาสนา จึงได้เชิญวิทยากรผู้หนึ่งมาจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในช่วงเสาร์อาทิตย์  วิทยากรผู้นี้ไม่ใช่ชาวพุทธ แต่ก็เข้าใจแนวคิดและอารมณ์ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้พอสมควร

วันที่สองของการอบรมซึ่งจัดในห้องสวดมนต์  วิทยากรชวนทำกิจกรรม “สวมบทบาท” โดยให้สมาชิกสองคนรับบทเป็น “ตัวประกัน” ซึ่งถูกผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งจับตัวไป  คนที่เหลือสวมบทบาทเป็นผู้เจรจาเพื่อให้สองคนนั้นได้รับอิสรภาพ  ส่วนวิทยากรรับบทเป็นผู้ก่อการร้าย  เมื่อชี้แจงบทเรียบร้อยแล้ว เขาก็ควักบุหรี่ออกมาสูบ

หนึ่งในผู้อบรมประท้วงทันทีว่า “ขอโทษครับ ห้ามสูบบุหรี่ในห้องสวดมนต์” แต่เขาทำทีไม่สนใจ ยังคงสูบต่อไป  ครั้นถูกทักท้วงหนักเข้า  เขาก็พูดด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า “ กฎระเบียบอะไรของคุณ ผมไม่สนใจหรอก  คุณอยากเจรจาเรื่องสูบบุหรี่ หรืออยากให้เพื่อนของคุณได้อิสรภาพ?”

“เราจะไม่เจรจากับคุณจนกว่าคุณจะเคารพห้องสวดมนต์ของเรา” อีกคนหนึ่งยืนกราน

“โอเค หยุดสูบก็ได้” ว่าแล้วผู้ก่อการร้ายก็เดินไปที่แท่นบูชา สูบบุหรี่เฮือกใหญ่ แล้วก็ขยี้ก้นบุหรี่บนพระเพลา(ตัก)ของพระพุทธรูป

ทุกคนในห้องนิ่งอึ้งไปหมด ตอนนี้ไม่มีใครสนใจการสวมบทบาทแล้ว ต่างวิ่งไปดูว่าพระพุทธรูปเสียหายหรือไม่

“คุณรู้ไหมว่าทำอะไรลงไป”มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา “นี่พระพุทธรูปนะ”

“ผมไม่สนใจ นี่ไม่ใช่พระพุทธรูปของผม  และนี่ก็ไม่ใช่ห้องสวดมนต์ของผม  ตอนนี้ผมหยุดสูบบุหรี่แล้ว  พวกคุณอยากเจรจาเรื่องเพื่อนของคุณหรือเปล่า ไม่งั้นผมก็จะออกจากห้องนี้ไป”

ตอนนี้ทุกคนพากัดเดือดดาล  ไม่มีใครสนใจเรื่องการเจรจาปล่อยตัวประกันแล้ว  เพราะโกรธเคืองที่เขาดูหมิ่นพระพุทธรูป  ชายคนหนึ่งเดินไปหาเขาแล้วพูดว่า “เราเชิญคุณมาที่นี่เพื่อจัดอบรม  เรารู้ว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ของคุณและคุณก็ไม่ได้นับถือพุทธ  แต่นี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของเรา  เราขอให้คุณเคารพสถานที่แห่งนี้”

“คุณอยากรู้ว่าผมเคารพสถานที่นี้แค่ไหนหรือ?” ว่าแล้วเขาก็เดินไปมุมห้องแล้วฉี่ใส่พื้น

เท่านั้นแหละทุกคนอดใจไม่อยู่ กรูไปหาเขา แล้วกลุ้มรุมทำร้ายเขา บ้างก็เตะ บ้างก็ต่อย จนเขาล้มลง แต่ก็พาตัวหนีออกมาได้ พร้อมกับบอกให้ “ตัวประกัน” เป็นอิสระ ก่อนที่เขาจะออกจากห้องสวดมนต์นั้น แล้วไม่กลับมาอีกเลย

การอบรมครั้งนั้น แทนที่จะทำให้ผู้คนเชื่อมั่นและมีทักษะทางด้านสันติวิธีมากขึ้น  กลับลงเอยด้วยความรุนแรง  นักปฏิบัติธรรมซึ่งรักสงบเคร่งในศีล  บางคนกินมังสวิรัตินานนับสิบปีด้วยซ้ำ แต่เหตุใดกลับลงมือเตะต่อยทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน?

อันที่จริงเหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นจากเรื่องสมมุติ  พฤติกรรมของวิทยากรผู้นั้นก็เป็นแค่การแสดง แต่ทำไมจึงกลายเป็นเรื่องจริงจังจนเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นมาได้  คำตอบก็คือ เป็นเพราะความลืมตัวของผู้เข้าอบรม  และที่พวกเขาลืมตัวก็เพราะเห็นความไม่ถูกต้องเกิดขึ้น ซ้ำร้ายเป็นความไม่ถูกต้องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนสักการะบูชาเสียด้วย

คนเหล่านี้เคารพสักการะพระพุทธเจ้า(และสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้อง)เป็นอย่างมาก จนเห็นว่าเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้  ครั้นมีคนแตะต้องสิ่งเหล่านั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่การแสดง เขาก็รู้สึกถูกกระทบอย่างรุนแรง เกิดความโกรธจนลืมตัว

คนเหล่านี้เห็นว่าความรุนแรงไม่ดี  สวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ จึงเห็นความสำคัญของการฝึกฝนสันติวิธี  แต่เมื่อลืมตัวเพราะถูกความโกรธครอบงำเสียแล้ว ก็ลืมไปเลยว่ากำลังอบรมเรื่องสันติวิธีอยู่   พร้อมจะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือขัดกับคำสอนของพระองค์  ทั้งนี้เพื่อรักษา “ความถูกต้อง”  เอาไว้

ความถูกต้องนั้น เป็นสิ่งที่ดีก็จริง แต่ถ้ายึดติดถือมั่นมาก ก็สามารถผลักดันให้ทำสิ่งที่ผิดได้  เพราะยิ่งยึดติดถือมั่นมากเท่าไร ก็ยิ่งโกรธเกลียดได้ง่ายจนลืมตัว เมื่อสิ่งที่ยึดติดถือมั่นถูกกระทบ หรือเมื่อเจอสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่ยึดติดถือมั่น  และเมื่อลืมตัวเสียแล้ว ก็พร้อมจะทำสิ่งที่เลวร้ายหรือตรงข้ามกับสิ่งที่ตนเชื่อ

อันที่จริงถ้ามีสติ ก็จะรู้ว่าสิ่งที่วิทยากรผู้นั้นทำก็คือ การสร้างสถานการณ์ยั่วยุเพื่อฝึกให้เขาเหล่านั้นคิดหาทางออกอย่างสันติ   วิทยากรผู้นั้นเลือกที่จะใช้โจทย์ยาก ๆ คือเรื่องที่กระทบกับความเชื่อหรือทิฐิของคนเหล่านั้น ชนิดที่กระเทือนไปถึงอัตตา  แต่เป็นเพราะผู้เข้าอบรมนั้นมัวแต่ส่งจิตออกนอก จอจ่ออยู่กับการกระทำที่ “ไม่ถูกต้อง” จนลืมกลับมาดูจิตของตน  จึงถูกความโกรธเล่นงาน  ผลก็คือแทนที่จะเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างสันติ  กลับทำสิ่งเลวร้ายซึ่งสวนทางกับหลักธรรมในพุทธศาสนา  พูดอีกอย่างก็คือ  สมาชิกสำนักปฏิบัติธรรมเหล่านั้นล้วนสอบตก ทั้งในฐานะชาวพุทธและผู้ใฝ่สันติวิธี

ในความเป็นจริง  โจทย์ดังกล่าวมิใช่เรื่องเกินเลย  ข่าวคราวทำนองนี้เกิดขึ้นเนือง ๆ อันเป็นธรรมดาของยุคนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความหลากหลายทางความคิดความเชื่อ รวมทั้งมีการปะทะทางศาสนาและวัฒนธรรมอยู่เสมอ   ความรู้สึกว่าสิ่งที่ตนเคารพเทอดทูนถูกละเมิดหรือจ้วงจาบ นับวันจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า  นี้คือโจทย์ประเภทหนึ่งที่คนทุกฝ่ายทุกความเชื่อจะต้องเตรียมตัวรับมือ  สำหรับชาวพุทธ  การตอบโต้พฤตกรรมดังกล่าวมิอาจเป็นอื่นได้ นอกจากการใช้สันติวิธี เพราะนั่นคือสิ่งที่ยืนยันความเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง

อย่าว่าแต่การกล่าวร้ายหรือจ้วงจาบสิ่งที่เรารักเลย แม้กระทั่งเมื่อมีผู้ทำร้ายเรา พระพุทธองค์ก็ได้ให้ข้อธรรมเตือนใจว่า “หากจะมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีด้ามสองข้าง เลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ ผู้มีจิตคิดร้ายแม้ในโจรพวกนั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น แม้ในข้อนั้น เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ จักหวังอนุเคราะห์สิ่งที่เป็นประโยชนั มีเมตตาจิต ไม่มีโทสะภายใน แผ่เมตตาจิตไปถึงบุคลนั้น”

การจ้วงจาบพระพุทธรูป ทำลายวัดวาอารามนั้น ไม่สามารถทำให้พุทธศาสนาคลอนแคลนได้  ตราบใดที่ชาวพุทธยังมั่นคงในหลักธรรม  แต่เมื่อใดที่ชาวพุทธประพฤติตนคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมแล้ว แม้มีพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในโลก มีวัดวาอารามที่งดงามมาก  สถานะของพุทธศาสนาก็นับว่าน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

ความเคารพในพระพุทธรูปหรือสัญลักษณ์ในพุทธศาสนา เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของชาวพุทธ  สามารถน้อมใจให้เป็นกุศล เกิดศรัทธาในการทำความดีได้ แต่ถ้ายึดติดถือมั่นในสิ่งนั้นจนกลายเป็น “ตัวกู ของกู”ขึ้นมา มันก็สามารถผลักดันให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้  แทนที่จะทำเพื่อปกป้องศาสนา อาจกลายเป็นการทำเพื่อปกป้อง “ตัวกู ของกู”ก็ได้   ซึ่งลงท้ายกลายเป็นการบั่นทอนศาสนาหรือสิ่งที่ตนเทอดทูนสักการะ ดังที่กำลังเกิดขึ้นโดยพระพม่าและศรีลังกาที่ใช้ความรุนแรงกับชาวมุสลิมในนามของการปกป้องพุทธศาสนาในเวลานี้

ไม่ใช่แต่พุทธศาสนาเท่านั้น อุดมการณ์อันสูงส่งใด ๆ  หากยึดติดถือมั่นเสียแล้ว ก็สามารถส่งผลให้ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับอุดมการณ์เหล่านั้นก็ได้  ในทำนองเดียวกันยิ่งยึดมั่นในความดีความถูกต้องมากเท่าไร ก็อาจลืมตัวจนทำสิ่งที่ผิดก็ได้  นี้ใช่ไหมที่ทำให้คนดี ๆ เห็นด้วยกับการฆ่าตัดตอนพ่อค้ายาเสพติด หรือเข้าไปรุมประชาทัณฑ์ผู้ต้องหาฆ่าข่มขืนจนตายคาที่ รวมทั้งทำให้ผู้รักชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ พากันกลุ้มรุมทำร้ายและทรมานนักศึกษาในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ฯ ๒๕๑๙จนถึงตาย

“ถึงความเห็นของเราจะถูก แต่ถ้าเรายึดเข้าไว้ มันก็ผิด”  คำสอนสั้น ๆ ของหลวงพ่อเฟื่อง โชติโก อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมสถิต จังหวัดระยอง สามารถเตือนใจทุกคนได้เป็นอย่างดี ไม่เฉพาะกับชาวพุทธเท่านั้น

http://visalo.org/article/sarakadee255610.htm

“เปปไทด์วัคซีนมะเร็ง”

1.2 - Copy

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากเฟสบุ๊ค  :  รายการ Dohiru by Fuji Fujisaki รายการ ดูให้รู้

ใน FB คุณฟูจิได้เกริ่นไว้ดังนี้คะ :  รีบแชรให้ดูเผื่อช่วยชีวิตคนได้บ้าง วีธีรักษามะเร็งแบบใหม่แห่งเดียวในโลก.

รีบแชรมาให้ทุกคนได้ดูครับ โดยคุณหมออีโต แห่งเดียว สำหรับคนที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายหมดหวัง

ต้องดูให้ได้นะครับ เขาตั้งศูนย์วัคซีนเซ็นเตอร์ ดูรายละเอียดกันครับ เอาใจช่วยทุกท่านครับ ฟูจิ

https://www.facebook.com/photo.php?v=663815050308324&set=vb.347896625233503&type=2&theater

ติดต่อ ศาสตราจารย์อิโต้ เคียวโกะ  -  มหาวิทยาลัยคุรุเมะ –  วัคซีนมะเร็งเซนเตอร์
ผู้พัฒนา “เปปไซด์วัคซีนมะเร็งแบบผลิตเฉพาะบุคคล”

4 เหตุผลที่คุณควรออกท่องโลก ตั้งแต่..อายุยังน้อย

ประสบการณ์ชีวิตจากการท่องเที่ยวเพื่อชื่นชมสิ่งที่โลกมอบให้หาซื้อไม่ได้ แต่คุณต้องใช้เวลาแลกมาด้วยตัวเอง

แม้ผมจะเกิดในจังหวัดเล็กๆ “หนองคาย” แต่ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยวด้วยตัวเองมาก และโชคดีที่ตัดสินใจออกท่องเที่ยวตั้งแต่เด็กทั้งกับครอบครัวและเพื่อนๆ ตั้งหน้าตั้งตาวางแผนทุกปิดเทอมว่าอยากไปที่ไหนตามงบประมาณจากเงินเก็บที่มีอย่างจำกัด   ซึ่งหากคุณวางแผนเป็นอย่างดีจะพบว่าค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่แพงอย่างที่คุณคิด  ทั้งทะเลอ ย่างเกาะหลีเป๊ะ เกาะอ่างทอง และภูเขาอย่างภูกระดึง ผาตั้ง เขาสามร้อยยอด    พอโตขึ้นทำงานมีรายได้เองก็ทำให้สามารถวางแผนท่องเที่ยวทุกปีได้ใกลและนานยิ่งขึ้น เริ่มจากเอเชีย อเมริกา และยุโรป

จากประสบการณ์ที่ผมได้รับมาผมอยากให้เพื่อนๆ ทุกคนไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่และมีงบประมาณแค่ไหนเริ่มวางแผนท่องเที่ยวตั้งแต่วันนี้ ออกจากที่ที่คุณค้นเคยเพื่อไปสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่โลกสร้างไว้ให้กับเราทุกคนว่ามันเหมือนหรือต่างจากหนังสือที่เคยอ่านหรือรายการทีวีที่เคยดูอย่างไร ไม่มีใครรู้ว่าจะมีอายุยืนยาวแค่ไหน ดังนั้นคุณควรมีความสุขกับการหาประสบการณ์ไหม่ของชีวิตจากสิ่งที่โลกสร้างให้คุณตั้งแต่ตอนนี้

Yong Travel_1

4 เหตุผลที่คุณควรออกท่องโลกตั้งแต่อายุยังน้อย

1. ช่วยเปลี่ยนวิธีที่คุณมองโลกและสิ่งต่างๆรอบตัว

แม้จะมีดวงอาทิตย์เพียงดวงเดียวและคุณมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทุกเช้าจนไม่มีความรู้สึกอะไรที่พิเศษ   แต่หากคุณได้มีโอกาสชมพระอาทิย์ขึ้นในหน้าหนาวที่ภูชีฟ้าจังหวัดเชียงราย หรือผานกแอ่นบนยอดภูกระดึงในจังหวัดเลย    คุณจะสามารถสัมผัสได้ถึงความสวยงามที่โลกมอบให้จนคุณแทบอยากจะหยุดเวลาเอาไว้     เวลาผ่านมากว่าสิบปีแล้วผมยังหลับตาลงแล้วมองเห็นภาพความประทับใจเหล่านั้นได้เลย    ทำให้ทุกวันนี้หากผมมีโอกาสออกจากบ้านตอนพระอาทิตย์ขึ้นผมจะเงยหน้าเพื่อชื่นชมมันทุกครั้ง    แม้ความสวยงามของมันอาจต่างออกไปแต่มันก็เป็นความสุขอยางมากแบบง่ายๆ ที่คุณสามารถหาได้ทุกวันของชีวิตโดยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ผมเชื่อว่าหากตัวเองไม่ได้ท่องเที่ยวผมคงไม่เห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ ที่โลกมอบให้และคงยังมองข้ามความสุขมากมายที่อยู่รอบตัวอย่างน่าเสียดาย

2. ช่วยให้คุณถ่อมตัวและไม่ยึดติดความสำเร็จของตัวเอง

เมื่อเติบโตขึ้นและเรียนรู้ชีวิตมากขึ้นผมกลับพบว่าจริงๆ แล้วยังรู้จักชีวิตน้อยมาก การท่องเที่ยวจะทำให้คุณพบความจริงเช่นเดียวกัน    ทุกวันนี้หลายคนอาจรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จจากความสามารถที่มีในสิ่งที่คุณทำจนอาจเผลอหลงตัวเองซึ่งผมเองก็เคยเป็นเข่นนั้น    แต่เมื่อคุณท่องเที่ยวมากขึ้นจะช่วยเปิดกะลาที่คลอบตัวคุณอยู่เพื่อพบความจริงว่า…. โลกนั้นกว้างใหญ่และยิ่งใหญ่มากกว่าพื้นที่ที่คุณคุ้นเคยมากนัก เป็นเครื่องมือชั้นยอดช่วยให้คุณถ่อมตัวไม่ยึดติดกับความสำเร็จและความยิ่งใหญ่ของตัวเอง

3. ช่วยให้คุณกล้าเสี่ยงกับโอกาสใหม่ๆ

ในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ที่คุณไม่เคยไปด้วยตัวเอง ไม่ว่าคุณจะวางแผนดีและละเอียดแค่ไหนคุณจะพบความท้ายทายมากมายนอกแผนที่คุณวางไว้ เช่น รถโดยสาร หรือรถไฟดีเล หาที่พักไม่เจอ หลงทาง หรือแม้กระทั่งทำพาสปอร์ตหายในประเทศที่คุณไม่สามารถพูดภาษาท้องถิ่นได้     เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมของคุณ   ดึงเอาความสามารถทั้งหมดที่คุณมีและสิ่งที่คุณเคยเรียนรู้มาใช้แก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น บ่อยครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้คุณได้เที่ยวยังสถานที่นอกแผนและทริปของคุณมีรสชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก  เป็นประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่ช่วยให้คุณพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้น คุ้นเคยกับการแก้ปัญหาและการตัดสินใจในเรื่องใหม่ๆ

4. ช่วยให้คุณเข้าใจคนอื่นเพิ่มขึ้น

การเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเองช่วยให้คุณมีโอกาสพูดคุยทำความรู้จักกับคนอื่นเพิ่มขึ้นทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอื่น จากผู้โดยสารที่นั่งข้างๆ คนที่พักที่เดียวกัน ร้านอาหารเดียวกันหรือไปเที่ยวยังสถานที่เดียวกัน ทำให้คุณเข้าใจความหลากหลายของความคิดและความเชื่อของคนในพื้นที่ที่แตกต่างกันมากขึ้น  บ่อยครั้งที่ผมพบว่าเป็นความคิดที่ดีที่ผมสามารถใช้ทดลองในพัฒนาตัวเองได้เช่นกัน

มาเริ่มวางแผนท่องเที่ยว หาเงินและเก็บเงินกันตั้งแต่วันนี้กันดีกว่าครับ แล้วคุณจะพบว่าชีวิตคุณมีอะไรมากกว่าการตื่นนอนขึ้นมาแล้วทำเรื่องเดิมๆ

คำถาม: การท่องเที่ยวมีประโยชน์กับคุณในด้านอื่นอย่างไรบ้าง? 

ที่มา  http://www.succeedlifestyle.com/4-resaons-travel-since-young/

 

 

3 เคล็ดลับเพิ่มความสุขและคุณค่าให้ชีวิตแบบง่ายๆ

มื่อครั้งเป็นเด็กเราไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเราต้องการได้ด้วยการบอกตัวเองว่า เอาไว้ก่อนเพราะเรายังไม่มีเงิน

แต่เมื่อโตขึ้นและกำลังก้าวหน้าในหน้าที่การงานเราก็ยังไม่สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการได้ด้วยการบอกตัวเองว่า เอาไว้ก่อนเพราะมัวยุ่งอยู่กับงานจนไม่มีเวลา

มันไม่สำคัญว่าคุณจะมีชีวิตอยู่นานอีกกี่ปี สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณใช้ชีวิตแต่ละปีของคุณอย่างมีความสุขและมีคุณค่ามากแค่ไหนต่างหาก - Abraham Lincoln -

3 Happiness Tips_1

 

ผมมีเคล็ดลับการเพิ่มความสุขและคุณค่าให้ชีวิตแบบง่ายๆ มาฝากดังนี้

1. ท่องเที่ยวให้บ่อยขึ้น

ผมแนะนำว่าเราควรไปท่องเที่ยวอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งก่อนที่จะสายเกินไป ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่าการออกไปสัมผัสส่วนต่างๆที่โลกมอบให้เรา ไม่มีอะไรสำหรับการท่องเที่ยวที่ดีไปกว่า การได้เห็นสิ่งต่างๆที่เราไม่เคยเห็น ได้ทดลองชิมอาหารที่เราไม่เคยกิน ได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จัก ทั้งหมดก็เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และสร้างอิสระภาพ ให้กับตัวเอง

ข้อดีที่คุณได้รับจากการท่องเที่ยว

  • ช่วยปลดปล่อยคุณจากกิจวัตรประจำวันที่จำเจ
  • ช่วยให้คุณเกิดคำถามใหม่ๆให้กับสิ่งรอบตัวและตัวของคุณเอง
  • ที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้คุณค้นพบตัวเองมากขึ้น

2. ทำงานบางอย่างเป็นประจำที่พลักดันให้คุณเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเป้าหมายที่คุณต้องการ

คุณสามารถตั้งเป้าหมายเพื่อทำบางอย่างซึ่งท้าทายความสามารถของตัวเอง และคุณควรมีเหตุผลมากพอที่จะบอกตัวเองว่าทำไมคุณต้องทำเป้าหมายนี้ให้สำเร็จ

เมื่อคุณเริ่มลงมือทำด้วยความมุ่งมั่นทุกวันอย่างไม่ย่อท้อ คุณจะรับรู้ได้ถึงพลังที่คุณมี ความสุขและความภาคภูมิใจที่คุณได้รับทุกๆวันที่คุณได้ทำมันด้วยตัวของคุณเอง

3. ทำตัวเองให้เป็นประโยชน์และมีคุณค่าต่อผู้อื่น

ทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณมีความสุขและความภาคภูมิใจที่สุด ไม่ได้มาจากการที่คุณสามารถเอาชนะคนอื่นได้ แต่มาจากการทำประโยชน์และคุณค่าให้กับพวกเขาต่างหาก

ถ้าคุณต้องการเป็นพนักงาน หรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการประสบความสำเร็จในระยะยาว คุณต้องสามารถให้บริการ สร้างคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างมากให้กับ ลูกค้าและเพื่อนร่วมงานได้

หากลองสังเกตุ คุณจะพบว่ามีโอกาสมากมายที่คุณสามารถสร้างประโยชน์ ส่งมอบคุณค่าได้อย่างมากซึ่งนอกจากคุณจะมีความสุขและความภูมิใจแล้ว อาจจะสามารถทำเป็นธุริจได้ มีตัวอย่างมากมายจากหนังสือ The $100 Startup

คำถาม: อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุขและมีคุณค่ามากที่สุด? คุณมีเคล็ดลับอะไรบ้างที่ช่วยเพิ่มความสุขและคุณค่าให้กับชีวิต? 

http://www.succeedlifestyle.com/increase-happiness-and-values-tips/

 

9 กฎเหล็กที่คนประสบความสำเร็จไม่เคยแหก

การมีคุณภาพชีวิตที่ดีจะประกอบด้วยกฎพื้นฐานบางอย่าง หากคุณสอบถามหรือสังเกตุคนที่ประสบความสำเร็จแล้วจะพบว่าพวกเขามีกฎเหล็กในการดำเนินชีวิตที่ไม่เคยแหกกฎดังนี้

7 Rules_1

 

9 กฎเหล็กที่คนประสบความสำเร็จไม่เคยแหก

1. ไม่เปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับผู้อื่นและไม่ตัดสินผู้อื่น

เลิกการใช้ชีวิตของคนอื่น คุณต้องเชื่อมั่นในจุดมุ่งหมายของชีวิตตัวเองและมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

2. ไม่แสดงความรู้สึกที่คุณมี แต่แสดงออกถึงความรู้สึกที่คุณต้องการจะรู้สึก

คุณอาจรู้สึกผิดหวังมากมายจากความผิดพลาดและความล้มเหลวที่เกิดขึ้น แต่ควรมองโลกในแง่บวกและเชื่อว่าตัวเองสามารถพัฒนาสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองรู้สึกดีที่จะลุกขึ้นสู้ทุกครั้งที่ล้ม

3. ปล่อยวางเรื่องในอดีตเพื่อจำกัดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตในปัจจุบัน

คุณควรรู้จักให้อภัยตัวเองและผู้อื่นจากความผิดพลาดและความล้มเหลวต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง เพื่อไม่ให้มันมาทำร้ายตัวเองในปัจจุบัน การให้อภัยคือก้าวแรกของความก้าวหน้าในปัจจุบัน

4. คุณไม่สามารถทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นขอความช่วยเหลือที่จำเป็นจากคนที่ใช่

คนที่ประสบความสำเร็จมักมีความสามารถในการโน้มน้าวใจผู้อื่นสูงสามารถช่วยให้คนอื่นได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการแล้วคุณเองก็สามารถได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการด้วย

5. ไม่อิจฉาผู้อื่น

เป็นความจริงที่หลายคนพูดว่า “ทุกแสงระยิบระยับนั้นไม่ใช่เพชรเสมอไป” เมื่อคุณเห็นคนอื่นมีหรือเป็นในสิ่งที่คุณต้องการแล้วอย่าไปอิจฉา คุณไม่รู้หรอกว่าพวกเขาต้องแลกมันมาด้วยอะไรบ้าง ตั้งหน้าตั้งตามุ่งมั่นทำในสิ่งที่คุณต้องการก็พอแล้ว

6. ไม่พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด

คนที่ประสบความสำเร็จจะระมัดระวังและรักษาคำพูดเป็นอย่างมาก เขาจะไม่พูดในสิ่งที่ไม่จำเป็น เรียนรู้ที่จะพูดให้น้อยลงแล้วฟังให้มากขึ้นอยู่เสมอ

7. คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตนอก Comfort Zone

ทำในสิ่งที่คุณไม่คุ้นเคยให้เป็นนิสัย การฝึกใช้ชีวิตนอก Comfort Zone อยู่เสมอจะช่วยทำลายกำแพงความสามารถของตัวเองทุกวันเป็นประตูในการพัฒนาตัวเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

8. สิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวคุณไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับคุณ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือการมีความเชื่อมั่นในตัวเอง อย่าไปใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นพูด หนักแน่นในสิ่งที่คุณรู้และคุณเชื่อมั่น

9. ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งราคาแพง อย่าคาดหวังมันจากคนที่ราคาถูก

คนที่ประสบความสำเร็จมักผ่านการเรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยราคาแสนแพง อย่าคาดหวังศีลธรรมและความซื่อตรงมากเกินไปจากคนทั่วไป เมื่อคุณเรียนรู้บทเรียนนี้ได้เร็วแค่ไหนคุณยิ่งประสบความสำเร็จได้มากขึ้นเท่านั้น

ที่มา http://www.succeedlifestyle.com/9-rules-success-people-never-break/

 

6 วิธีง่ายๆในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น

คุณเคยรู้สึกอยากพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน หรืออาจจะหลายปีแล้ว แต่เรายังรู้สึกว่าเรายังเป็นเหมือนเดิมอยู่บ้างหรือปล่าวครับ?

หลังจากที่ผมเรียนรู้หลักในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นแบบง่ายๆนี้ ผมสามารถพัฒนาตัวเองกลายเป็นตัวของผมเองในปัจจุบันที่ผมภูมิใจ รู้สึกมีความสุขมากขึ้นในสิ่งที่ผมเป็น

Self Development_1

 

6 วิธีในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นแบบง่ายๆ

1. ยินดีและยอมรับการเปลี่ยนแปลง

การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น คุณจำเป็นจะต้องมีความต้องการอย่างมากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง การเปลี่ยนแปลงตัวเองคือทางเดียวที่จะพาสิ่งที่คุณเป็นในทุกวันนี้ ไปสู่ตัวคุณที่คุณต้องการจะเป็น

คนส่วนใหญ่ไม่ชอบและต่อต้านการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะเป็นแรงฉุดที่ทำให้คุณอยู่กับที่ พยายามเปิดใจ ยินดีและยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่คุณตัดสินใจทำ คิดถึงความสุขและความสำเร็จที่คุณได้รับเสมือนหนึ่งว่า คุณสามารถพัฒนาตัวเองสำเร็จแล้ว

2. หยุดหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเอง

เมื่อเกิดปัญหาก่อนหน้านี้ บ่อยครั้งที่ผมมักจะโทษว่าเป็นความผิดของคนหรือสิ่งต่างๆที่อยุ่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกค้่า จราจร หรือดินฟ้าอากาศ

หลังจากผมได้เรียนรู้หลักในการรับผิดชอบ  100% เพื่อชีวิตที่ดีกว่าทำให้พบว่าการกล่าวโทษหรือบ่นให้กับสิ่งต่างๆ นอกจากจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้น แล้วยังทำให้ตัวเรามีความสุขน้อยลงด้วย

เมื่อทำสิ่งใดแล้วไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่เราต้องการ ยืดอกแล้วยอมรับเถอะครับ ว่าเป็นเพราะตัวของเราเอง ใช้มันเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นจะดีกว่า

3. ทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี

การทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยให้เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ซึ่งยิ่งช่วยทำให้ชีวิตเราดียิ่งขึ้น

เราอาจเริ่มจากจุดเล็กๆ เช่น การเป็นพี่ที่ดีให้กับน้องๆ การเป็นโค้ชให้กับเด็กๆ และการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก

ไม่ว่าคุณทำอะไร มันจะช่วยทำให้คุณรู้สึกว่ามีคนที่นับถือคุณอยู่ คอยดูคุณเป็นแบบอย่างที่ดีของพวกเขา

4. รู้จักการให้อภัย

ทุกคนรู้ว่าเป็นเรื่องดีแต่เป็นเรื่องยากที่จะให้อภัยกับคนที่ทำให้เราเสียใจหรือผิดหวัง แต่หากคุณสังเกตุดูตัวเอง ความโกรธที่คุณมี เหมือนกับการกำถ่านร้อนๆ ที่คุณพร้อมจะโยนใส่คนอื่น แต่คนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือตัวเราเองที่ถูกเผาอยู่คนเดียว

คิดซ๊ะว่าคนเราทำผิดพลาดกันได้ เรียนรู้ที่จะปล่อยวางและให้อภัยแล้วคุณจะพบว่าตัวเราเองที่รู้สึกมีความสุขที่สุด

5. รู้จักการรับฟังที่ดี

ผู้คนในทุกวันนี้รีบเร่ง ยุ่งอยู่ตลอดเวลา ในการทำงาน ครอบครัว และใช้ชีวิต ไม่มีเวลาฟังในสิ่งที่สำคัญจนกระทั่งเราพลาดโอกาสสำคัญและความสุขในชีวิตไปอีกหลายอย่าง

ทำชีวิตของเราให้ช้าลงบ้าง เลือกใส่ใจและรับฟัง แล้วคุณจะพบความต้องการและโอกาสอีกมากมายที่ยังไม่มีใครได้ยิน

6. เรียนรู้ที่จะสร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น

สร้างนิสัยให้ตัวเอง คิดดี พูดดี และหาโอกาสสร้างรอยยิ้มให้กับคนที่เรารัก และคนที่อยู่รอบๆตัวเรา ช่วยเพิ่มความสุขในแต่และวันให้กับคนอื่น แล้วคุณจะพบว่าตัวคุณเองจะรู้สึกถึงความสุขนั้นมากกว่าใครๆ

ถ้าคุณรู้สึกไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ อย่าปล่อยให้ชีวิตตัวเราผ่านไปวันๆโดยไร้จุดหมายเลยครับ เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุขตามที่คุณต้องการ ทุกอย่างเป็นไปได้ มาเริ่มต้นด้วยการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตั้งแต่วันนี้กันดีกว่าครับ

คำถาม: คุณมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับการพัฒนาตัวเองแบบง่ายๆนี้ ? คุณมีวิธีใดอีกบ้าง ที่ช่วยพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ? 

ที่มา http://www.succeedlifestyle.com/6-easy-steps-self-improvement/