Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

VDO ชีวประวัติ สมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี

มาตรฐาน

 

 

สมเด็จโต (ขรัวโต) ท่านได้เทศน์เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนละสังขาร มาฟังกัน
ทุกวันนี้ยังเป็นคำสอนที่ฝากไว้ให้แก่คนรุ­่นหลังถือปฎิบัติ เพื่อการหลุดพ้นกรรม

 

 

 

 

สมาธิมีประโยชน์มากมาย ต้องใช้ให้คุ้มและให้ครบ : พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

มาตรฐาน

0.4
เรื่อง “สมาธิมีประโยชน์มากมาย ต้องใช้ให้คุ้มและให้ครบ”

ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเสด็จหลีกไปจากสำนักของท่านอาฬารดาบสและอุททกดาบส ทั้งที่ได้สมาธิถึงสมาบัติสูงสุด ก็เพราะไม่ใช่วิธีปฏิบัติที่สมบูรณ์

แต่พระองค์ก็มิได้ทรงละทิ้งสมาธิ พระองค์ทรงใช้สมาธิเป็นบาทคือ เป็นเครื่องช่วยหนุนธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติสูงขึ้นไปให้ทำงานได้ผลดีเพราะ สภาพจิตที่เป็นสมาธินั้นมีลักษณะที่เป็นคุณสมบัติสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะ

๑. ทำให้จิตมีกำลัง
๒. ทำให้จิตใส
๓. ทำให้จิตสงบ
ข้อที่ ๓ นี้ทำให้คนติดมากคือ ทำให้จิตสงบแล้วก็สุข แล้วก็เลยติดเพลิน เลยกลายเป็นกล่อมไป

คุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธินี้ ขอขยายความหน่อยว่า

๑. ทำให้จิตมีพลัง

ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาว่า เหมือนสายธารที่ไหลลงจากภูเขา ซึ่งปิดช่องทางที่น้ำจะแยกกระจายออกไปหมดแล้ว ไหลลงไปทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงมาก (องฺ.ปญฺจก.๒๒/๕๑)

ถ้าจะทำในขณะนี้ ก็เหมือนกับคนขึ้นไปบนยอดเขา เอาน้ำขึ้นไปด้วยถังใหญ่ถังหนึ่ง พอถึงยอดเนินเขาแล้วก็สาดน้ำโครมลงไปอย่างไม่มีทิศทาง น้ำกระจายทั้งถังหายเงียบหมด ไม่เกิดอะไรขึ้น

ที่นี้เอาใหม่ แบกน้ำถังเท่ากันขึ้นไป แต่คราวนี้เทน้ำถังเท่ากันนั้นลงในร่องในรางหรือในท่อ น้ำไหลไปทางเดียว ก็มีกำลังมากสามารถพัดพาสิ่งที่ขวางหน้า เช่นกิ่งไม้ไปได้ เหมือนกับจิตที่เป็นสมาธิซึ่งแน่วแน่ พุ่งไปทางเดียว ก็มีกำลังมาก

นี้เป็นคุณสมบัติของจิตที่เป็นสมาธิประการที่หนึ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก อย่างพวกนักบวชนอกพุทธศาสนาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล ชอบเอาจิตที่เป็นสมาธิไปใช้พัฒนาอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ที่เป็นด้านพลังจิต

๒. ทำให้จิตใส

ถ้าเราเอาภาชนะตักน้ำจากบ่อจากสระหรือหลุมน้ำข้างทางที่ขุ่น มีฝุ่นละอองมีดินละลายปนอยู่ข้นคลั่ก มองไม่เห็นอะไรเลย เอาไปตั้งไว้ในที่นิ่งสนิทไม่มีลมพัดไหว และที่นั้นก็มั่นคงไม่หวั่นไหวตั้งอยู่ไม่นาน ตะกอนก็ตกก้นหมด น้ำก็ใสแจ๋ว มีอะไรในน้ำก็มองเห็นชัดเจน

เปรียบเหมือนกับจิตของเรา ที่ฟุ้งซ่านพล่านอยู่ด้วยอารมณ์ต่างๆ มากมาย เรื่องราวอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นวุ่นวาย บังกันไปบังกันมา มองอะไรไม่ชัดเจน แต่พอเราทำจิตให้เป็นสมาธิ เหลืออารมณ์เดียวที่ต้องการ อารมณ์อื่นตกตะกอนนอนนิ่งหมด จิตก็ใสไม่มีอะไรบัง เราก็มองเห็นสิ่งนั้นชัดเจน

ฉะนั้น จิตที่เป็นสมาธิจึงเอื้อต่อปัญญา ทำให้มองเห็นตามเป็นจริง ดังพุทธพจน์ที่ว่า สมาหิโต ยถาภูตํ ปชานาติ แปลว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิจะรู้เข้าใจตามเป็นจริง (สํ.ข.๑๗/๒๗; สํ.สฬ.๑๘/๑๔๗; สํ.ม.๑๙/๑๖๕๔; องฺ.เอกาทสก.๒๔/๒๐๙)

แต่ไม่ใช่ว่าเกิดสมาธิแล้วจะเกิดปัญญาเองนะ หลายคนเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้น อาฬารดาบสและอุททกดาบส ก็รู้แจ้งสัจจธรรมหมดสิเพราะท่านได้สมาธิสูงลึกซึ้งถึงอรูปฌาน ถ้าเข้าใจว่าได้สมาธิแล้วจะเกิดปัญญาเอง ก็ไม่ถูก

จิตที่เป็นสมาธิ เปรียบเหมือนน้ำที่ใส ปัญญาเหมือนนัยน์ตาเมื่อน้ำใส นัยน์ตาก็มองเห็นสิ่งทั้งหลายในน้ำได้ชัด แต่ถึงแม้ว่าน้ำใสแต่ตาไม่มีหรือไม่มอง ก็ไม่เห็นอยู่นั่นเอง

พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาไว้ ขอยกพุทธพจน์มาให้ดูเอง ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนห้วงน้ำ ที่ใสแจ๋ว ไม่ขุ่นมัวเลย คนตาดียืนอยู่บนฝั่ง ก็จะเห็นได้ แม้ซึ่งหอยโข่ง หอยกาบ แม้ซึ่งก้อนหิน ก้อนกรวด แม้ซึ่งฝูงปลา ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ก็ตาม กำลังหยุดอยู่ก็ตาม ในห้วงน้ำนั้น นั่นเพราะเหตุไร? ก็เพราะน้ำไม่ขุ่น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ด้วยจิตที่ไม่ขุ่นมัว ก็จักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ตน จักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ผู้อื่นจักรู้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้งสองฝ่าย จักประจักษ์แจ้งได้ซึ่งคุณวิเศษล้ำมนุษย์สามัญ กล่าวคือญาณทัสสนะ ที่สามารถทำให้เป็นอริยชน…”
(องฺ.เอก. ๒๗/๔๐)

อนึ่ง จิตที่เป็นสมาธิเอื้อต่อการเกิดปัญญา ไม่ใช่ควาหมายความว่าทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาเอง ปัญญาเกิดจากสมาธิได้นั้น เพราะเรามีเรื่องที่คิดพิจารณาหรือมองอยู่แล้ว เราพยายามมองเพ่งพินิจมัน แต่อารมณ์ต่างๆ มันมาบังกัน อารมณ์นั้นบังอารมณ์นี้ ก็เลยไม่เห็นชัดสักที แต่พอจิตเป็นสมาธิ อารมณ์อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องว่างหายไป เหลือแต่สิ่งที่ต้องการมอง นี่คือจิตใส เรามองอยู่ก็จึงเห็นสิ่งนั้นชัดเจน

จะเห็นว่า บางครั้งเราคิดปัญหาบางอย่างอยู่นาน ยังไม่ได้คำตอบ จนเปลี่ยนไปทำอะไรอื่นๆ ต่อมาขณะที่กำลังว่างๆ นั่งสงบในที่บรรยากาศดี บางทีคำตอบในเรื่องนี้ก็ผุดโพลงขึ้นมา นี่เพราะจิตที่คิดอยู่สงบแน่วแน่ลง ก็ใสกระจ่างแจ่มแจ้งขึ้นมานั่นเอง

๓. ทำให้จิตสงบ

ข้อนี้ชัดอยู่แล้ว จิตที่เป็นสมาธินั้นตั้งมั่นแน่วแน่อยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวที่ต้องการ เป็นจิตที่อยู่ตัว ลงตัว เข้าที่ สมดุลไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ว้าวุ่น ไม่พล่าน ไม่ขุ่นมัว ไม่เดือดร้อน ไม่มีอะไรกวน ก็ย่อมสงบ และมีความสุข ตอนนี้ถ้าจะพักผ่อน ก็พักผ่อนได้เต็มที่ และถ้าจะติดเพลินก็อยู่ตอนนี้ จึงว่าต้องระวังจะเป็นตัวกล่อม

ประโยชน์ที่ต้องการของสมาธิอยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว จิตนั้นก็เป็น “กัมมนีย์” คือเหมาะแก่งาน ใช้งานได้ดี มีประสิทธิภาพ แล้วแต่จะเอาไปใช้อะไร

แต่งานสำคัญที่ต้องการในพระพุทธศาสนา ก็คือ งานทางปัญญาเพราะจะบรรลุจุดหมายของพระพุทธศาสนาด้วยปัญญา แต่ปัญญาจะทำงานได้ดี จะมองเห็นชัดเจน ก็ต้องอาศัยจิตที่เป็นสมาธิผ่องใส

ถ้าเราใช้จิตสมาธิเพื่อประโยชน์ทางปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนา คุณสมบัติทั้งสามด้านของจิตสมาธิก็มาเสริมกันเอง ให้ทำงานได้ผลเต็มที่ คือ ลักษณะด้านที่ ๒ เป็นหลัก

หมายความว่า จิตที่ใสเป็นสมาธิ เอื้อต่อการใช้ปัญญา และเอื้อต่อการมองเห็นด้วยปัญญา แล้วลักษณะที่ ๑ มาช่วย ทำให้จิตนั้นมีกำลังอีก การใช้ปัญญาในจิตที่มีกำลังด้วยก็ยิ่งชัดเจนและเดินหน้า แล้วยังมีลักษณะที่ ๓ ความสงบช่วยด้วย โดยไม่มีอะไรกวน ไม่มีอะไรที่จะมาทำให้สั่นให้ไหวมายั่วมาล่อออกไป การใช้ปัญญาก็ยิ่งได้ผล

ดังนั้น ลักษณะของสมาธิ ๓ อย่างนี้ จะต้องใช้ให้ถูกต้อง เมื่อใดรู้ธรรมแจ้งจบแล้ว การใช้ประโยชน์ก็มาอยู่ที่ลักษณะที่ ๓ มาก เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสมาธิในแง่ที่สองที่จะต้องพัฒนาปัญญา เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว

เมื่อพระองค์เสด็จไปบำเพ็ญพุทธกิจมาเสร็จแล้ว ก็ทรงพักผ่อนด้วยการเข้าฌาน ดังที่เรียกว่าเป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร แปลว่า ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือ สำหรับพักผ่อน เป็นการใช้สมาธิในความหมายที่ ๓ แต่พระพุทธเจ้าทรงหลุดพ้นจากกิเลสหมดแล้ว จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทรงติดเพลินสมาธินั้น และไม่มีทางที่จะทรงประมาท

สำหรับพวกเราทั่วไป ยังต้องระวัง ถ้าติดเพลิน ใช้สมาธิเป็นตัวกล่อม ก็จะกลายเป็นเครื่องฉุดดึงตัวเองไว้ ทำให้ไม่สามารถบรรลุธรรมขัดขวางต่อการพัฒนา จึงได้บอกแต่ต้นว่า ตัวกล่อมนี้ ข้อเสียของมันก็คือ มันทำให้หยุดการพัฒนา มันทำให้เราหยุดอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไป

ดังนั้น ชาวพุทธหยุดไม่ได้ ต้องก้าวต่อไป โดยใช้สมาธิเป็นตัวเอื้อ ช่วยเกื้อหนุนให้เดินหน้าไปในไตรสิกขา

ขอย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของการกล่อมด้วยการอ้อนวอนเทพเจ้า คนจำนวนมากกล่อมใจตัวเองด้วยเรื่องนี้ จนกระทั่งศาสนาที่มองเห็นว่า มนุษย์จะหลงจมอยู่ด้วยความหวังพึ่ง ไม่พัฒนาต่อไป ก็ต้องใช้อุบายที่จะทำให้มนุษย์เหล่านั้นหรือศาสนิกของตนต้องเพียรพยายามเอา เอง ไม่ใช่รอคอยเทพเจ้าช่วยแล้วมัวนั่งงอมืองอเท้าอยู่อย่างเดียว ก็เลยต้องจำกัดการช่วยว่าจะช่วยอีกนานหลายพันปีข้างหน้า หรือไม่รู้ว่าเมื่อไร ตอนนี้ให้ดิ้นรนช่วยตัวเองไปก่อน หรือบอกว่าพระเจ้าจะช่วยเฉพาะคนที่ช่วยตัวเอง เป็นต้น แล้วแต่วิธีการของศาสนานั้นๆ

แต่ในพุทธศาสนานี้ ท่านไม่ให้มัวหวังผลอ้อนวอนนอนรอคอยการดลบันดาลอย่างนั้นเลย เพราะสอนหลักให้ทำการด้วยความเพียรซึ่งมีฐานอยู่ในหลักสิกขา ที่มีสาระว่าให้ฝึกฝนพัฒนาตนอยู่ตลอดเวลาอย่างจริงจังไม่ประมาท เพื่อทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ มีชีวิตที่ปลอดโปร่งโล่งเบา และมีความสุขที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง

ที่มา : จากหนังสือจาริกบุญ จารึกธรรม
โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

4 ข้อปฏิบัติในการใช้ผ้าอนามัย ห่างไกล มะเร็งปากมดลูก

มาตรฐาน

0.6

4 คำเตือน ก่อนใช้ ผ้าอนามัย ลดโอกาสการเป็น มะเร็งปากมดลูก


สาวๆ คนไหนไม่รู้จัก ผ้าอนามัย บ้างคะ คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักใช่ไหมคะ แต่จะมีสักกี่คนนะที่ใช้ได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราเลยมีเรื่องเกี่ยวกับ ผ้าอนามัย มาฝากสาวๆ กันค่ะ

1. เปลี่ยนบ่อยๆ   ความอับชื้นจะทำให้แบคทีเรียในผ้าเติบโตได้ดี จนคุณอาจจะติดเชื้อในช่องคลอด ยิ่งถ้าสะสมไว้นานๆ ขอบอกว่านี่ล่ะตัวการมะเร็งปากมดลูก


2. เก็บผ้าอนามัยในที่แห้ง  หลีกเลี่ยงที่ชื้นแฉะ ไม่ควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในห้องน้ำ ถึงแม้คุณจะเก็บในลิ้นชักห่างไกลจากบรรดาก๊อกน้ำแล้วก็ตาม เพราะเนื้อผ้าที่อ่อนนุ่ม อมความชื้นได้ดี เหมาะจะเป็นที่เฮฮาปาร์ตี้ขอองเชื้อโรคเป็นที่สุด เพื่อความปลอดภัยควรเก็บผ้าอนามัย ไว้ในที่ที่แห้ง สะอาด อย่างตู้เสื้อผ้าจะดีกว่า

3. อ่านวันหมดอายุก่อนใช้ ผลสำรวจบอกว่ามีผู้หญิงไม่ถึง 1% ที่จะสังเกตวันหมดอายุของ ผ้าอนามัย ทั้งๆ ที่มันก็เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งใกล้วันหมดอายุเท่าไรคุณภาพก็จะยิ่งลดลง

4. ผ้าแบบซึมซับมากประโยชน์น้อย ผู้หญิงบางคนชอบใช้ ผ้าอนามัย แบบซึมซับได้มากๆ เพื่อที่จะไม่ต้องเปลี่ยนเลยตลอดวัน ขอบอกว่านี่เป็นความคิดที่อันตรายมาก เพราะเลือดเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรีย หลักการใช้ผ้าอนามัยที่ถูกคือต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ชั่วโมง เพื่อให้จุดซ่อนเร้นสะอาดไม่อับชื้น วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อีกทางหนึ่งด้วย

cr : @ศูนย์สุขภาพ Health Home 

———————————————–

 

คุณรู้จักผ้าอนามัยดีหรือยัง ? (กระทรวงสาธารณสุข)
ผ้าอนามัย sanitary towel (U.K) หรือ sanitary napkin (U.S) หมายถึง แผ่นซับใช้แล้วทิ้ง สำหรับสตรีใช้ซับเลือดประจำเดือน ทั้งนี้ไม่รวมถึง incontinence pads ซึ่งใช้โดยผู้หญิงที่มีปัญหาการควบคุมกระเพาะปัสสาวะ

ผ้าอนามัย ชนิดสอดไม่เป็นที่นิยมใช้ ส่วนผ้าอนามัยชนิดที่ใช้ภายนอกซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า maxi pad ซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก เป็นแผ่นทำด้วยวัสดุที่มีคุณลักษณะซึมซับได้ดี หุ้มด้วยผ้าสำลี (quilted cotton)
Maxi pad แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. Ultra thin (ชนิดบาง)   ซึ่งเป็นทีนิยมของวัยรุ่น

2. Maxi (ชนิดหนา)   ดูดซับได้มากกว่า และแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ

2.1 Regular (ปกติ)   สำหรับการไหลของเลือดประจำเดือนปานกลาง

2.2 Super (พิเศษ)   สำหรับการไหลของเลือดประจำเดือนมากกว่าปกติ และมีปัญหาทำให้เปรอะเปื้อนที่ด้านหน้าและ ด้านหลังของกางเกงใน

2.3 Overnight   ออกแบบมาสำหรับดูดซับเลือดประจำเดือนที่ไหลรินออกมาขณะนอนหลับ

    Maxi ทั้ง 3 แบบ มีการเพิ่มรูปลักษณะให้มีปีก เพื่อการป้องกันได้สูงสุด เป็นการเพิ่มกาวเพื่อยึดแผ่นผ้าอนามัยให้ติดแน่นกับกางเกงใน คุณลักษณะอื่นคือดับกลิ่น (deodorant)   โดยการใส่น้ำหอมในแผ่นผ้าอนามัย เพื่อดับกลิ่นเลือดประจำเดือน มีการใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของ chitosan material ซึ่งมีขนาด particle มากกว่าประมาณ 250 ไมครอน ไม่เกิน ร้อยละ 1 ใส่ในผ้าอนามัย เพื่อต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์และลดกลิ่น แผ่นผ้าอนามัยใช้ได้นาน 6 ชั่วโมง บางครั้งอาจใช้ได้ 4-8 ชั่วโมง ขึ้นกับคุณภาพในการดูดซับและการไหลของเลือดประจำเดือน ผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว ให้ห่อด้วยกระดาษชำระ และทิ้งในถังขยะ อย่าทิ้งในโถส้วม เพราะจะทำให้ส้วมอุดตัน

    นอกเหนือจากแผ่นผ้าอนามัย ยังมีผลิตภัณฑ์เรียกว่า pantiliners หรือ แผ่นอนามัย มีลักษณะเป็นแผ่นบางขนาดเล็กใช้ดูดซับของเหลว ที่ไหลออกมาทางช่องคลอดเป็นประจำทุกวัน หรืออาจใช้ในวันที่ประจำเดือนกำลังจะหมด หรือใช้เป็น backup (แผ่นกัน) สำหรับผู้ที่ใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด แผ่นอนามัยช่วยให้สตรีรู้สึกสดชื่น และแห้งไม่ว่าจะเป็นวันใดในแต่ละเดือน

     ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 10 ) พ. ศ. 2535 เรื่อง ผ้าอนามัย กำหนดให้ผ้าอนามัยเป็นเครื่องสำอาง ควบคุม และจำแนกผ้าอนามัยออกเป็น 2 ประเภท

    1.ผ้าอนามัยชนิดที่ใช้ภายนอก หมายความว่า ผ้าอนามัยที่ใช้รองรับเลือดประจำเดือน (ระดู) ซึ่งมิได้สอดใส่เข้าในช่องคลอด ในการผลิตต้องผ่านการทำให้สะอาด และถูกสุขลักษณะมีคุณสมบัติทางจุลชีววิทยา ตามมาตรฐานที่กำหนดดังนี้

    •  แบคทีเรียทั้งหมด น้อยกว่า 1000 โคโลนี/กรัม
    • ยีสต์และรา น้อยกว่า 100 โคโลนี/กรัม
    • ปรีซัมป์ตีฟ โคลิฟอร์ม น้อยกว่า 100 โคโลนี/กรัม
    • ฟีคัล โคไล ต้องไม่พบ

     

    2. ผ้าอนามัยชนิดสอด หมายความว่า ผ้าอนามัยที่ใช้สอดใส่เข้าในช่องคลอด เพื่อดูดซับเลือดประจำเดือน (ระดู) ในการผลิตต้องผ่านกระบวนการทำให้ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ และระบุคำว่า ” ปลอดเชื้อ” ไว้ในฉลาก

    อาการข้างเคียงจากการใช้ผ้าอนามัย

    ผิวหนังอักเสบ (dermatitis หรือที่เรียกกันว่า eczema)   คือ การระคายเคืองของผิวหนังสังเกตจำผิวหนังมีสีแดง ตกสะเก็ด บางทีผิวแตก หรือเป็นตุ่มพอง มักมีอาการคันอย่างรุนแรง แต่การเกาทำให้เกิดอันตรายต่อผิวที่เปราะบาง และทำให้ขยายลุกลามมากขึ้น

    ผิวหนังอักเสบเนื่องจากการสัมผัส (contact dermatitis associated with the use of sanitary napkins) มีรายงานในวารสารสมาคมการแพทย์ของประเทศแคนาดา ในปี 1996 จากการติดตามระหว่าง กันยายน 1991 และสิงหาคม 1994 ที่กรุงมอนทรีออล ในคนไข้หญิงที่มีอาการคันหรือแสบไหม้ บริเวณที่สัมผัสกับผ้าอนามัยยี่ห้อหนึ่งโดยเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 วัน หลังจากเริ่มใช้ผ้าอนามัย และอาการหายไปภายในไม่เกินกว่า 5 วัน หลังจากใช้ผ้าอนามัย

    พบคนไข้หญิง 28 คน มีอาการคันอวัยวะเพศและแสบไหม้ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดผื่นจากผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส หลังจากใช้ผ้าอนามัย คนไข้หญิง 26 คน รายงานว่าอาการดังกล่าวหายไป หลังจากหยุดใช้ผ้าอนามัยยี่ห้อนั้น และมีคนไข้หญิง 7 คน ที่กลับมาใช้ผ้าอนามัยยี่ห้อเดิมเกิดอาการระคายเคืองอวัยวะเพศ
    คำแนะนำการใช้ผ้าอนามัย

    1. เวลาซื้อควรดูลักษณะของภาชนะบรรจุ ควรปิดสนิทและไม่มีกลิ่นอับชื้น

     2. เมื่อเปิดใช้แล้ว ควรปิดกล่องหรือภาชนะบรรจุให้เรียบร้อย เก็บไว้ในที่มิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นและแมลง ผ้าอนามัยที่เปิดกล่องใช้เหลือเก็บไว้นาน ๆ ไม่ควรเอามาใช้

    3. ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแต่ละชิ้นนานเกินควร (ประมาณ 8 ชั่วโมง) โดยเฉพาะผ้าอนามัยชนิดสอดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าลืมทิ้งไว้ในช่องคลอด อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ โดยเกิดกลุ่มอาการเป็นพิษ เนื่องจากได้รับสารพิษ (Toxin) จากเชื้อแบคทีเรียพวกสตาฟีโลคอคคัส (Staphylococcus spp.) มีอาการปวดศีรษะ มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า ทอกซิค ชอคซินโดรม (Toxic Shock Syndrome) 

     4. เมื่อใช้แล้วเกิดอาการผิดปกติ เช่น แพ้ คัน หรือ เกิดการระคายเคือง ควรเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่น
    ขอขอบคุณข้อมูลจาก  

    สิ่งที่อยากทำ แต่…ไม่ได้ทำ

    มาตรฐาน

    สำนักข่าว Daily Mail อังกฤษ ออกสัมภาษณ์ คนอายุเกิน 60 ปีว่า ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา รู้สึกเสียใจ เสียดาย อะไรมากที่สุด 

    และหากย้อนเวลากลับได้จะทำตัวใหม่ให้ต่างจากเดิม คำตอบมากที่สุด มี 7 คำตอบ เรียงตามลำดับคำตอบ ที่มีคนตอบมากที่สุดดังนี้

    1. ถ้าย้อนเวลากลับได้ จะเชื่อฟังพ่อแม่ มากกว่านี้ เพราะพ่อแม่รู้จักเราดี และหวังดีต่อเรา แม้เมื่อเราโตแล้ว สิ่งที่พ่อแม่พูด ก็มีค่าควรฟัง

    2. จะทำสิ่งที่อยากทำ เพราะเสียดายเวลา และโอกาสมาก ที่ตอนมีกำลังวังชากลับไม่กล้าทำ เพราะกลัวล้มเหลว พออายุ 60 แล้ว ถึงตระหนักว่า ความล้มเหลวหนักที่สุดของมนุษย์ คือ การไม่ทำ 

    3. การเดินทาง คนอายุเกิน 60 ทั้งหมด พูดเหมือนกันว่า ตอนที่ไปไหนได้คล่อง ดันไม่ไป ไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีเงินบ้าง แล้วแต่จะอ้างกัน มาวันนี้มีเงิน มีเวลา แต่จะไปไหนๆ ก็ไม่สะดวกเหมือนก่อนแล้ว ยิ่งแก่ยิ่งไปยาก ใครที่ยังไหวจึงควรไปเที่ยวเสีย คนที่ยังหนุ่มสาวก็ควรไป เพราะจะคล่องตัวและทำกิจกรรมต่างๆได้ดีกว่าตอนแก่เยอะเลย

    4. จะพูดคำว่ารัก(love) ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะบอกรัก พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ มิตร โดยเฉพาะ ลูก หลาน และ คู่ชีวิต

    บางที่เรานึกเองว่า เราทำอะไรให้ตั้งเยอะ น่าจะรู้แล้วว่ารัก แต่ที่จริงถ้าเราไม่เอ่ย คำว่า รัก(love) ก็เหมือนกับหัวใจ ไม่ยอมเปิด และคนรอบข้างเขา

    จะขาดความมั่นใจ โดยเฉพาะ ลูก ที่พ่อแม่ไม่เคยบอกว่ารัก จะขาดความมั่นใจมากๆ

    5. จะเป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่เคยเป็น  ตอนหนุ่มสาว และตอนทำงาน บางทีต้องทำเป็น ชอบอะไรตามสมัย ให้เหมือนคนอื่น บางทีไม่กล้า

    แปลกแยก พอแก่แล้ว ถึงเข้าใจได้ว่า คนเราไม่สามารถเหมือนคนอื่น และเหมือนตัวเอง ได้พร้อมกัน และเมื่อมองย้อนอดีต จะเห็นชัดเจนว่า คนเงินเดือนสูง และ ประสบความสำเร็จนั้น มักจะเป็นคนที่ไม่พยายามทำตัวให้เหมือนคนอื่น

    6.  เปลี่ยนงาน หากงานที่ทำ มันบั่นทอนจิตใจ มันหนักไป ถูกเอาเปรียบมากไป หรือมีปัญหาอื่น คนวัยเกิน 60 บอกว่า นึกไม่ออกว่าทำไม ไม่หางานใหม่ ไปทนทำอยู่ทำไม 

    7. ถ้าย้อนเวลากลับได้ คนวัยเกษียณบอกว่า จะกังวลกับเรื่องต่างๆ ให้น้อยลง เพราะที่ผ่านมา มัวไปกังวลเรื่องบ้าบอคอแตกมากมาย โดยไม่เกิดผลอะไรเลย กังวลแล้วทุกเรื่องก็จบลงได้โดยที่ความกังวลไม่ได้ทำให้จบลงดีหรือเลวกว่าเดิม เสียสมองกับเรื่องกังวลเปล่าๆ

    ใคร 60 แล้ว หรือใกล้ 60 ลองพิจารณาดูว่าท่านคิดเหมือนเขาไหม และท่านที่ยังพอจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ก็ลองพิจารณาดูว่า จะเปลี่ยนแปลงอะไรรูปภาพ

    บัญญัติ 10 ประการสำหรับผู้สูงอายุ

    มาตรฐาน

    0.3

    ัญญัติสิบประการสำหรับผู้สูงอายุ

    1. เพลิดเพลินกับผู้คน ไม่ยึดติด หรือ สะสมวัตถุ 

    2. ใช้เงินที่เก็บออมไว้ ควรใช้มันในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ถ้ามีเงินพอก็หาที่เที่ยว อย่าทิ้งสมบัติไว้ให้ลูกหลานทะเลาะกัน

    3. อยู่กับปัจจุบัน อดีตมันผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง จะเป็นอย่างไรอย่าไปสนใจ

    4. มีความสุขกับลูกหลาน แต่อย่าทำตัวเป็นคนเลี้ยงเด็กเต็มเวลา ไม่ต้องรับภาระขนาดนั้น อย่ารู้สึกผิดที่จะปฎิเสธการรับเลี้ยงลูกของใคร แม้แต่หลานของตัวเอง ภาระเรามันจบตั้งแต่เลี้ยงลูกจนโตเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว

    5. ยอมรับความเสื่อมของสังขาร ความเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ มันก็แค่ความเปลี่ยนแปลงธรรมดา มีความสุขสนุกสนานตามที่สุขภาพอำนวย

    6. พอใจกับสิ่งที่มีที่เป็น หยุดตะเกียกตะกายไขว่คว้าอะไรอีก ถ้าป่านนี้ยังไม่มี…มันก็สายเกินที่จะมีมันแล้ว ช่างมันเถอะ

    7. มีความสุขกับการอยู่กับคนรัก ลูกหลานและมิตรสหาย คนที่รักจริง รักที่เราเป็นเรา ใครก็ตามที่รักเพราะสมบัติ มีแต่จะนำความทุกข์มาให้

    8. รู้จักอภัยและอโหสิ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จิตใจที่สงบก่อให้เกิดความสุข

    9. หมั่นเจริญมรณสติ ความตายเป็นสัจธรรมของขีวิตอย่ากลัวมัน ความตายเป็นเพียงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่า เตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญกับมัน แต่ไม่ใช่นั่งรอวันตาย

    10. มีเมตตาต่อกัน แล้วชีวิตที่ชราจะผ่องใสเป็นสุขขึ้น

    ขอบคุณข้อคิดจากหน้าบ้าน Manop Silpi
    https://www.facebook.com/photo.php?fbid=730268626995287&set=a.209797155709106.60126.100000364689164&type=1&theater

    9 X 9 ดูแลสุขภาพก่อนลุกจากที่นอน

    มาตรฐาน

    1.2

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    การปฏิบัติ 9×9 ดูแลสุขภาพก่อนลุกจากที่นอน

    ปฏิบัติการ 9 ข้อ 9 นาที (起床前九个“一分钟”)

    เคยพบเห็นอุบัติการณ์ บ่อย ๆ ของคนสูงอายุ ที่ตื่นมากลางดึก เข้าห้องน้ำ แล้วอยู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติอยู่ใน ห้องน้ำ ต้องรีบนำส่ง โรงพยาบาล

    บางคนลุก ขึ้นจากที่นอนอย่างรวด เร็ว เมื่อได้ยินเสียง นาฬิกาปลุกหรือตกใจ หรือไม่ทันตั้งตัว ก็มีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต บางทีเรียกช่วง เวลานี้ว่าเป็น “เวลาแห่งภูตผีปีศาจ” (魔鬼时间 )

    ช่วงเวลานอนหลับ สมองใหญ่ของคนเรา อยู่ระหว่างผ่อนคลาย การไหลเวียนของเลือดทั้งร่างกายน้อย ปริมาณเลือดก็น้อย (เนื่องจากตอนหลับ 6 – 8 ชั่วโมง ไม่ได้มีการ รับประทานอาหารและ น้ำเข้าสู่ร่างกาย มีแต่ การเสียน้ำ เสียเหงื่อ รวมทั้งกรองเป็น ปัสสาวะ)

    ถ้าร่างกาย เปลี่ยนสภาพจาก นอนหลับเป็นตื่นทันที จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูงขึ้นทันที ความต้องการเลือด ของสมองและหัวใจ มีมากขึ้น แต่ระบบ ประสาทอัตโนมัติของ คนสูงอายุจะปรับตัวไม่ดี เหมือนตอนหนุ่มสาว

    (โดยเฉพาะถ้ามีโรค หัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง หรือร่างกายมีโรคเรื้อรัง
    อยู่แล้ว)

    จึงเกิดอุบัติเหตุ เช่น เวียนศีรษะ เป็นลม หกล้ม จนกระทั่ง การเกิดภาวะเส้นเลือด สมองตีบแตก หรือหัวใจขาดเลือด ได้ง่าย

    1.1

    ***เทคนิคปฏิบัติ 9 ข้อ 9 นาที จะเป็นการเตรียมตัว ก่อนลุกจากที่นอน โดยเฉพาะคนสูงอายุ

    1. ใช้นิ้วมือหวีผม 1 นาที (手指梳头一分钟) จากหน้าผากถึง ท้ายทอย เพื่อกระตุ้น การไหลเวียนเลือด บริเวณสมอง ป้องกันโรคหลอดเลือด ในสมอง และทำให้ผม ดกเงางาม

    2. นวดหูเบาๆ 1 นาที (轻揉耳轮一分钟) นวดขอบหูเบา ๆ ซ้าย ขวาทั้งสองข้างจาก ขอบหูบนสู่ขอบหูล่าง จนเกิดความรู้สึกร้อนผ่าว แล้วนวดในแอ่งหู ทุกแอ่ง รวมทั้งใช้นิ้ว แหย่เข้าในรูหูและ กระตุ้นเบาๆเนื่องจากใบหูมีจุดสะท้อนร่างกาย ทั่วร่างกาย การกระตุ้น ใบหูจึงเป็นการกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดทั้งร่างกาย

    3. เคลื่อนไหวดวงตา 1 นาที  (转动眼睛一分钟)   ปิดเปลือกตา แล้วกลอกตาตามเข็ม นาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา สลับกัน เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อตา และกระตุ้นการทำงาน ของตับ

    4. ขบฟันเบาๆ และเคลื่อนไหวม้วนลิ้น 1 นาที (轻叩牙齿和卷舌)  เพื่อกระตุ้นเลือดพลัง กระตุ้นฟัน กระตุ้นไต และเพิ่มการเคลื่อนไหว ของลิ้น ซึ่งเหมือนการ เคลื่อนไหวเลือดพลัง ทั่วร่างกาย

    5. เคลื่อนไหวแขนขา 1 นาที  (透过伸屈运动) โดยการยืดแขนเข้า ออก กระตุ้นการไหล เวียนเลือดทั่วร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือด กลับเข้าสู่หัวใจ และส่งไปเลี้ยงสมอง

    6. นวดบริเวณสะดือ ขึ้นลงเบาๆ 1 นาที (轻摩肚脐一分钟 ) แนวด้านบนสะดือมีจุด ฝังเข็มที่เกี่ยวข้องกับ การเพิ่มพลังหยวนซี่ ของร่างกาย เป็นจุด เกี่ยวข้องกับอวัยวะ ภายในด้วย ทำให้เสริม กระตุ้นให้พลังร่างกาย หมุนเวียนดีขึ้น

    7. ขมิบก้น ดึงขึ้นแล้วผ่อนคลาย 1 นาที (收腹提肛一分钟 ป้องกันริดสีดวง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

    8. นวดฝ่าเท้า 1 นาที (蹬摩脚心一分钟)  นอนหงาย ยกขาทำท่าถีบจักรยาน ขึ้นบน ลงล่างสลับกัน ใช้ฝ่าเท้า 2 ข้างถูกัน จนกระทั่งมีความรู้สึก ร้อนที่ฝ่าเท้า เป็นการ กระตุ้นทั่วร่างกาย กระตุ้นความอยาก อาหารและกระตุ้นสมอง

    9. พลิกตัวซ้ายขวา 1 นาที (左右翻身一分钟 ) เพื่อเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนเอว และไขสันหลัง เป็นการปรับพลังไต และประสาทอัตโนมัติ ไตถือเป็นรากฐานชีวิต แกนกลางร่างกายเป็น เส้นลมปราณควบคุม พลังหยินหยางของ ร่างกายทั้งหมด

    *** ปฏิบัติ 9 ข้อ 9 นาที นอกจากจะเป็นการ ปฏิบัติเพื่อเตรียม ร่างกายหรือปรับตัว ก่อนลุกจากที่นอน ( 起床前九个“一分钟”) เหมาะสำหรับการดูแล สุขภาพของคนที่ต้อง นอนป่วยอยู่บนเตียง คนสูงอายุ ยังสามารถ นำมาประยุกต์ใช้กับ ท่านั่ง ท่ายืน หรือ ขณะทำงานได้ โดยเลือกท่าตามความ เหมาะสม ถือเป็นการ ดูแลที่ง่ายและสะดวก

    หัวใจที่ยิ่งใหญ่จากชายขี่สาม่ล้อวัย 90

    มาตรฐาน




    น้ำใจที่ยิ่งใหญ่จากชายชราว
    ัย 90 ที่ขี่สามล้อ เพื่อหารายได้ส่งให้เด็กที่ยากจนได้มีโอกาสเรียนหนังสือถึง 300คน

    ในปี 1987 คนแก่ขี่สามล้อชาวจีน ชื่อ Bai Fangli จะเลิกอาชีพขี่สามล้อเพราะปวดหลังมากจึงเดินทางกลับบ้านเกิด  ระหว่างที่เดินทางกลับได้เห็นเด็กตัวเล็กๆ มากมายทำงานในทุ่งนา เพราะเด็กพวกนั้นยากจนไม่มีเงินเข้าโรงเรียน  เขาจึงตัดสินใจกลับไปขี่สามล้อรับจ้างข้างสถานีรถไฟเมือง Tianjin เหมือนเดิม  แกทำงานอย่างหนัก  ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ กินอยู่พอประทังชีวิต โดยเก็บเงินค่าจ้างทุกบาททุกสตางค์จากหยาดเหงื่อแรงงาน ทยอยบริจาคเป็นทุนการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส
    0.6
    14 ปีต่อมา  ลุงไบปั่นสามล้อไปที่โรงเรียนในเมืองเทียนจิน มอบเงินทุนอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้เป็นเงินก้อนสุดท้าย โดยชายชราวัยเกือบ 90 ปีผู้นี้กล่าวต่อหน้านักเรียนที่แกไปมอบทุนให้ว่า  “เขาคงจะทำงานต่อไปไม่ไหวแล้ว   เขาอ่อนล้าเต็มที”    น้ำตาของครูและนักเรียนไหลพรากด้วยความตื้นตันใจ   ลุงไบทำงานหนักเพราะแกไร้การศึกษาจึงมองเห็นความสำคัญของการศึกษา แกได้บริจาคเงินทุนเพื่อการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสกว่า 300คน ได้เรียนต่อจากการค่อยๆทยอยให้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  350,000 หยวน เกือบ 2 ล้านบาท

    0.6

    ลุงไบหัวใจเทวดาจากโลกไปอย่างสงบในปี 2005 เหลือไว้แต่ความทรงจำที่สวยงามของชีวิตชายชราผู้หนึ่งที่อุทิศตนด้วยความเหนื่อยยากเพื่อหารายได้นำมาบริจาคเพื่อเป็นทุนการศึกษา..

    ความเสียสละของลุงไบอาจเป็นแรงบันดาลใจแด่คนที่มีความรักอันยิ่งใหญ่เพื่อเพื่อนมนุษย์ เป็นแบบอย่างของ”การให้ “ทีมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก….ขอกราบคารวะหัวใจลุงไบคนจนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อีกครั้ง….
    ——-

    Bai Fang Li : From nothing, to everyone’s heart

    0.6


    http://en.wikipedia.org/wiki/Bai_Fang_Li
    http://englishteachernet.blogspot.com/2010/11/inspiring-story-bai-fang-li-rickshaw.html
    ——-
    credit : FB คุณมนตรี มณีรุ่ง

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    สอนลูกรับมือแผ่นดินไหว!

    มาตรฐาน

    ากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นล่าสุด ก่อให้เกิดความเสียหายค่อนข้างเยอะกับทรัพย์สิน สถานที่ต่างๆ Momypedia เลยอยากให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกๆ ได้สอนและฝึกให้ลูกรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวกันไว้ดีกว่าค่ะ เผื่อเกิดเหตุในขณะที่เราไม่ได้อยู่กับลูกด้วย ลูกๆ จะได้มีทักษะในการเอาตัวรอดชีวิต และดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้ค่ะ


    แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,

    สอนลูกรู้จัก “แผ่นดินไหว”

    สอนลูก :
    แผ่นดินไหว เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา
    แผ่นดินไหว ทำให้ของๆ รอบๆ ตัวเราพังได้ ต้นไม้จะหัก ตึกอาจจะถล่มลงมาทับเด็กๆ
    แผ่นดินไหว ถ้าเด็กๆ อยู่ในบ้านข้าวของแตกหักเสียหาย หล่นลงมาทับเด็กๆ ได้ กระจกอาจจะบาด แก้วอาจจะแตก ฯลฯ

     

    1    

     

    2  

     

    สิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการเกิดแผ่นดินไหว

    • เตรียมไฟฉายพร้อมถ่านและกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้านและบอกให้ลูกๆ และทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน
    • ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
    • เตรียมเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น ถังดับเพลิง ถุงทราย
    • ควรทราบตำแหน่งของวาล์วน้ำ วาล์วปิดแก๊ส สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า และถ้าลูกโตพอรู้เรื่องควรสอนลูกๆ ด้วยเช่นกัน
    • อย่าวางของหนักบนชั้นหรือหิ้งสูง ๆ เพราะเมื่อเกิดแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตราย
    • ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
    • ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมายเมื่อเกิดการพลัดหลงกัน
    • สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

    ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวต้องทำอย่างไร

    • อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติให้สงบ ถ้าอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกบ้าน
    • ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนที่มีโครงสร้างแข็งแรง และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง หน้าต่าง
    • ถ้าอยู่ในอาคารสูงควรรีบออกจากอาคารโดยเร็วและหนีห่างจากสิ่งที่อาจจะล้มทับได้
    • ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้งให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าและสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ
    • ห้ามใช้เทียน ไม้ขีดไฟ ไฟแช้ก หรือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วและทำให้ติดไฟได้
    • หากกำลังขับรถอยู่ให้หยุดรถและอยู่ในรถ จนการสั่นสะเทือนหยุด
    • ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาดในขณะที่เกิดแผ่นดินไหว
    • หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

    หลังจากเกิดแผ่นดินไหวแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

    • หลังเกิดแผ่นดินไหวควรตรวจสอบดูว่าตนเองและคนข้างเคียงได้รับบาดเจ็บหรือไม่
    • หากบาดเจ็บให้ทำการปฐมพยาบาลในขั้นต้นจากนั้นให้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งสถานพยาบาลหรือหน่วยแพทย์ที่ใกล้ที่สุด
    • หากอยู่ในอาคารที่ได้รับความเสียหายควรรีบออกจากอาคารทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาจทำให้อาคารพังลงมาทับ ทำให้ได้รับบาดเจ็บได้
    • ควรสวมใส่รองเท้าหุ้มส้น เพราะอาจมีเศษแก้วหรือวัตถุแหลมคมอื่น ๆ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ
    • ตรวจสอบความเรียบร้อยของสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ และอย่าจุดไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
    • หากแก๊สรั่วภายในบ้านให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายอากาศ
    • ให้ออกจากบริเวณที่มีสายไฟขาดหรือสายไฟพาดถึง
    • ให้เปิดฟังวิทยุเพื่อฟังคำแนะนำฉุกเฉิน แต่อย่าใช้โทรศัพท์นอกจากมีความจำเป็น
    • สำรวจความเสียหายของท่อน้ำ ท่อน้ำทิ้ง ท่อส้วม ก่อนใช้
    • ห้ามเข้าไปมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสี่ยงหรือมีอาคารพัง

     

    คู่มือการรับมือแผ่นดินไหวฉบับย่อ

    แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,
    แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,
    แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,

    แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,

    จาก : momypedia  http://www.momypedia.com/article-7-21-632/%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7!/
    เรียบเรียง กรมทรัพยากรธรณี
    เรียบเรียง แผ่นพับ แผนกป้องกันภัยพิบัติ สำนักงานควบคุมภยันตราย เขตเมกุโระ (ศูนย์นักศึกษาต่างชาติสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว)—————————————————————

    วิธีปฐมพยาบาล 4 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูก

    โดย สุพรรณี

    อุบัติเหตุ,ปฐมพยาบาล,การปฐมพยาบาล,การดูแลลูกๆ ให้สนุกกับกิจกรรมที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ดีกับพัฒนาการของลูก แต่ที่สำคัญอย่าลืมระวังอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจนทำให้ลูกต้องหมดสนุกเสียก่อน แต่ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยล่ะ!

    เรามีวิธีการปฐมพยาบาลเพื่อลดและบรรเทาอาการบาดเจ็บให้กับหนูๆ วัย 3-9 ปีค่ะ

    1. บวมๆ ช้ำๆ…จากการกระแทก
    ได้สนุกลงมือช่วยคุณพ่อคุณแม่สร้างสวนหย่อมหน้าบ้านหรืองานอื่นๆ อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ค่ะ เช่น กระถางต้นไม้ตกทับเท้า ด้ามเสียมกระแทกกับนิ้ว แขน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการบวม ช้ำ ตามอวัยวะต่างๆ ทั้ง มือ เท้า แขน หรือตามลำตัว ซึ่งอาจนำไปสู่อาการอักเสบหรือเป็นไข้ได้

    วิธีการปฐมพยาบาล
    ขั้นแรกล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ หรือน้ำเกลือ จากนั้นดูอาการ ขนาด ตำแหน่งของบาดแผลและการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ซึ่งแบ่งเป็น

    • บวม ช้ำ ปวดไม่มาก อวัยวะทำงานได้ปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เพียงปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี หยุดใช้อวัยวะนั้นชั่วครู่ ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งหรือถุงประคบเย็นวางบริเวณแผล (ไม่ควรใช้น้ำแข็งหรือความเย็นสัมผัสแผลโดยตรง) แล้วยกบริเวณแผลบวมช้ำให้อยู่สูงเหนือหัวใจ
    • บวม ช้ำ ปวดมาก อวัยวะทำงานได้ปกติ เช่น ขาหรือแขน ให้พันผ้าพันแผลบริเวณแผลบวม ใช้ความเย็นประคบ 10-15 นาทีทุก 2 ชั่วโมงจนกว่าอาการปวดบวมจะบรรเทาลง หากปวดมากให้กินยาบรรเทาอาการปวด โดยปริมาณขึ้นอยู่กับอายุและน้ำหนักตัว หากอวัยวะบริเวณแผลบวมไม่สามารถทำงานได้ ต้องรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการต่อไปค่ะ

    ข้อควรรู้

    • การล้างแผลด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี คือราดน้ำบนแผลให้สิ่งปนเปื้อนหลุดออกให้หมด แล้วใช้สบู่ถูเบาๆ รอบๆ แผล แล้วล้างน้ำอีกครั้ง
    • ไม่ควรประคบแผลบวมด้วยความเย็นนานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้

    2.ผิวแสบร้อน…จากน้ำร้อนและไฟลวก
    เมื่อเกิดอุบัติเหตุลูกถูกน้ำร้อนลวกหรือถูกไฟลวกระหว่างกำลังเป็นพ่อครัวแม่ครัวตัวน้อยอยู่ในครัวกับคุณแม่ วิธีการปฐมพยาบาลเหล่านี้ช่วยได้ค่ะ

    วิธีการปฐมพยาบาล

    • ผิวแสบร้อนแดง ล้างสิ่งสกปรกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้น้ำเย็นราดจนกว่าอาการปวดแสบร้อนจะบรรเทาลง สิ่งสำคัญคือห้ามใช้น้ำแข็งสัมผัสที่แผลโดยตรงเพราะเป็นการทำลายเซลล์ผิวหนังบริเวณแผล ทำให้แผลหายช้าและยังปวดมากขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นซับแผลให้แห้ง ใช้ผ้าก๊อซปิดแผลไม่ให้แน่นเกินไปเพราะแผลอาจบวมได้ค่ะ
    • แผลบวม พองเป็นน้ำร่วมด้วย ไม่ควรเจาะน้ำออก เพราะทำให้ติดเชื้อได้ อาจทาขี้ผึ้งฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน
    • หากเกิดแผลบวมพองในอวัยวะที่ต้องใช้งาน เช่น นิ้วมือ เท้า ควรสะกิดแผลเจาะเอาน้ำออกด้วยการทายาฆ่าเชื้อใส่แผลสด (Povidone-iodine) แล้วใช้เข็มสะอาด (เข็มฉีดยาหรือเข็มเย็บผ้าที่เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แล้ว) เจาะบริเวณขอบแผล ไม่ควรแกะหรือตัดผิวหนังบริเวณนั้น แล้วค่อยๆ บีบเอาน้ำออก ทาแผลด้วยเจลว่านหางจระเข้หรือขี้ผึ้งฆ่าเชื้อ และนำผ้าก๊อซมาปิดแผลไว้ เพื่อไม่ให้ผิวพองได้อีกและป้องกันสิ่งสกปรก
    • ทั้งสองอาการนี้ต้องพิจารณาพื้นที่ของบาดแผลว่ามีบริเวณกว้างมากแค่ไหน แผลลึกหรือไม่ หากถูกน้ำร้อนลวกหรือไหม้บริเวณหน้า มือ เท้า และอวัยวะเพศ ซึ่งมีบริเวณกว้างให้รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะ

    ข้อควรรู้

    • ห้ามใช้ยาสีฟันหรือน้ำปลาที่เชื่อกันว่าใช้ทาดับร้อน เพราะอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
    • ควรทำความสะอาดแผลทุกวันและดูว่ามีอาการอักเสบจากการติดเชื้ออีกหรือไม่ เช่น รู้สึกปวด บวม ผิวแดงและรู้สึกร้อนมากขึ้น มีไข้ ต้องรีบพบแพทย์ค่ะ

    3. แผลเลือดออก…จากการบาดและทิ่มแทง
    ยามที่ลูกสนุกกับการลงมือประดิษฐ์โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งกรรไกร คัตเตอร์ ไม้บรรทัด ลวด หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เดินป่า เที่ยวทะเล กิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้เกิดบาดแผลจากของมีคมต่างๆ จนเลือดออกได้

    วิธีการปฐมพยาบาล

    • แผลที่มีขนาดใหญ่ ปากแผลปริแยก ลึก และเลือดไหลไม่หยุด ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
    • วัตถุที่ทิ่มหรือบาดสกปรกมากหรือเป็นสนิม อาจทำให้ลูกเป็นโรคบาดทะยักได้ กรณีนี้ต้องบีบเลือดออกทันทีเพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แล้วใช้ไฮโดรเยนเปอร์ออกไซด์ล้างทำความสะอาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ เพื่อรับวัคซีนป้องกันบาดทะยักต่อไป
    • แผลไม่รุนแรงนัก ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ หรือน้ำเกลือ แล้วห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้ประมาณ 5 นาที หากแผลค่อนข้างใหญ่ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดแผลแทน ทายาฆ่าเชื้อใส่แผลสดบริเวณบาดแผลและรอบๆ ก่อนปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ เพื่อป้องกันฝุ่นและการติดเชื้อจากสิ่งสกปรกอื่นๆ

    ข้อควรรู้

    • ควรทำความสะอาดแผลอย่างน้อยวันละครั้ง พร้อมทั้งสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดอาการอักเสบทำให้รู้สึกปวดหรือบวมมากขึ้น แผลเริ่มเป็นผิวแดงและรู้สึกร้อนมากกว่าเดิม มีหนอง รวมถึงมีไข้ ซึ่งกรณีนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ

    4. ตาบวม เลือดออก …จากการกระแทกและทิ่มแทง
    เมื่อไหร่ที่น้องหนูเผลอสนุกกับหลากกิจกรรมจนลืมระวังดวงตาคู่น้อย อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเช่นของแข็งกระแทกจนตาบวมปูด ถูกฝุ่นผง ดินหรือทรายกระเด็นเข้าตาจนลืมตาไม่ขึ้น หรือของแหลมคม อาทิ กิ่งไม้ กรรไกร ทิ่มจนเลือดออกอยู่ในตาได้

    วิธีการปฐมพยาบาล

    • ถ้าผิวหนังรอบๆ ดวงตาปูดบวมหรือมีบาดแผล ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งวางไว้บนหนังตาเพื่อลดอาการบวมในช่วงวันแรก หากมีอาการระคายเคืองตา เจ็บหรือปวดมากขึ้น น้ำตาไหล การมองเห็นลดลง ต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ
    • เลือดออกเฉพาะตาขาว สามารถหายเองได้ แต่หากเคืองตา ปวดมาก การมองเห็นลดลง น้ำตาไหลอาจมีเลือดออกในส่วนตาดำต้องรีบพบแพทย์นะคะ
    • มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ให้ลืมตาในน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือโดยไม่ขยี้ และดูว่าอาการรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ หากสิ่งแปลกปลอมติดบนเยื่อบุตาขาวและล้างไม่ออกต้องพบแพทย์ ไม่ควรใช้ของแหลมคมเขี่ยเอาออกเอง

    ข้อควรรู้

    • หากสารเคมีที่เป็นอันตรายเข้าตา ให้เปิดน้ำผ่านตาเป็นเวลานานมากกว่า 20 นาที และรีบพบแพทย์โดยด่วน
    • ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งประคบดวงตาในกรณีที่ลูกตาแตกหรือฉีก

    อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ การป้องกันเป็นวิธีลดอุบัติเหตุเหล่านั้นได้ดีที่สุด จากการที่คุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด รวมทั้งการพูดคุยกับลูกถึงวิธีใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ปลอดภัย การระมัดระวังในขณะที่ลงมือทำ ที่สำคัญการรู้วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องก็จะช่วยให้อันตรายจากอุบัติเหตุบรรเทาลงด้วยค่ะ

    จาก : นิตยสาร Kids&School

    แกว่งแขน

    วีดีโอ

    แกว่งแขนลดพุง

    ทำไมการเเกว่งเเขน การว่ายน้ำจึงสำคัญนัก

    การบริหารร่างกายด้วยการแกว่งแขนนี้เป็นศาสตร์ของแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย  แถมยังทำได้ทุกเวลาที่ต้องการ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ อีกด้วย ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่า การที่คนเราป่วย หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เป็นเพราะเลือดหมุนเวียนไม่ดี

    อย่างเช่น พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานอยู่วันละหลายชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปไหน แต่หากได้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย บิดขี้เกียจสักครู่ เราจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก็เหมือนกับว่า เราทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้นนั่นเอง เมื่อเลือดลมในร่างกายเดินสะดวกขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาโรคร้ายได้นั่นเอง

    แล้วทำไมถึงต้องใช้การบริหารแบบ “แกว่งแขน” ล่ะ? 

    นั่นเพราะใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักแร้นั้น คือชุมทางของต่อมน้ำเหลือง หากเราได้ขยับหัวไหล่ และรักแร้ ด้วยการแกว่งแขน จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขยับไปด้วย เมื่อต่อมน้ำเหลืองขยับ มันก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

     อ๊ะ…อย่าลืมนะคะว่า “ระบบต่อมน้ำเหลือง” นั้น รวมไปถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ฯลฯ ด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดชำระล้างให้ร่างกาย มีหน้าที่ขจัดของเสีย สารพิษในร่างกาย แถมยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน กรองสารแปลกปลอม เชื้อโรคสารพัด

     เมื่อระบบต่อมน้ำเหลืองได้หมุนเวียนอย่างสะดวก ไม่ติดขัด ก็จะช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยของเราได้ชะงัด 

    กลับกัน หากระบบต่อมน้ำเหลืองติดขัด ก็จะเกิดการอักเสบ เกิดอาการบวมตามจุดที่น้ำเหลืองไหลเวียน เช่น ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักแร้ใต้หัวไหล่ ท้องแขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ นั่นเพราะน้ำเหลืองไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือด ดังนั้น ต้องออกกำลังกายเท่านั้นจึงจะช่วยให้น้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น

    󾭵การขยับหัวไหล่เเละรักเเร้
    󾭶การเเกว่งเเขนก็ดี
    󾭶การว่ายน้ำที่ขยับทั้งหัวไหล่เเละขาหนีบก็ดี
    󾭶ล้วนเเล้วเเต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลือง
    󾭶จึงไม่ใช่ของเล่นธรรมดาๆ

    ลองอ่านงานเขียนของ Dr. Kimberly Kaye ต่อไปนี้ดูเองก็จะร้องอ่อ ว่าอย่างนี้นี่เอง…
    󾭶รู้งี้ทำไปตั้งนานเเล้ว…
    󾭶รู้งี้ว่ายน้ำจนเป็นเเชมป์ไปเเล้ว…
    󾭶รู้งี้เเขนฉันก็ไม่มีเซลลูไลท์หรอกนะเนี่ย …

     

    คำว่า “ระบบน้ำเหลือง ” นั้นหมายรวมถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง นับเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด ชำระล้างของร่างกาย อันจำเป็นต่อ การรักษาสุขภาพให้เเข็งเเรง เยียวยาความเจ็บป่วย

    󾭵เพราะระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่ขนถ่ายของเสีย พิษที่สะสมในร่างกาย เศษของเซลล์ที่ตายเเล้ว ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบเเละขับออกไปจากร่างกาย
    นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เเอนตี้บอดี้ ของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดระยะทางของท่อน้ำเหลืองจะมีต่อมน้ำเหลืองอยู่เป็นระยะๆเพื่อช่วยกรองสารเเปลกปลอม เชื้อโรค ที่มีอันตราย

    󾭵ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบน้ำเหลือง โดยตับมีหน้าที่สร้างน้ำเหลืองเป็นส่วนมาก เเละตับก็อาศัยน้ำเหลืองนี่เองขนส่งสารอาหารที่ย่อยเเล้วจากตับเเละลำไส้เล็กไปส่งต่อให้กับเซลล์เเละอวัยวะต่างๆ

    󾭵ม้ามเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่กรอง เเละกำจัดเซลล์เม็ดเลือดเเดงที่หมดอายุ เเละเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย((󾁉

    󾭵ใครก็ตามที่ผ่าตัดเอาม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัสออกไป จะติดเชื้อได้ง่ายขาดภูมิต้านทาน(󾁉

    󾭵หากการไหลเวียนของน้ำเหลืองติดขัด จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวม อักเสบ ((󾁎

    󾭵บริเวณที่น้ำเหลืองไหลเวียนเเละสังเกตได้ชัดเจนได้เเก่ ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักเเร้ใต้หัวไหล่ ท้องเเขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ󾁅

    󾭵เนื่องจากน้ำเหลืองไม่มีปั้มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจเป็นปั้ม ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้นจึงต้องพึ่งพิงการออกกำลังกายเเละการหายใจให้ลึกๆเป็นหลัก เพื่อเขย่ากระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลืองด้วยการขยับกล้ามเนื้อ เเละกระบังลม((󾁎

    󾭵การเต้นกระโดดบน trampoline ดูจะเป็นวิธีการที่กระตุ้นน้ำเหลืองได้ทั่วร่างกาย หากเต้นไม่ได้ก็อาจใช้วิธี กัวช่า (Gua Sha) การนวดด้วยน้ำมัน การ นวดเเผนไทย((󾁉

    󾭵ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆลืมๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอๆ เริ่มมีเซลลูไลท์เพิ่มมากขึ้น ให้สงสัยระบบน้ำเหลืองติดขัด ไหลเวียนไม่ดี ทั้งนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะของเสีย ขยะมีพิษ ตกค้างสะสมนั่นเอง(󾁎

    󾭵อย่าละเลยอาการน้ำเหลืองติดขัด โดยไม่ได้รักษาเพราะ นานวันเข้าพิษร้ายอาจทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อด้วยมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

    เขียนโดย Dr. Kimberly Kaye Castaneda

     

    ประโยชน์ของการแกว่งแขน          

    หากทำติดต่อกันสัก 10 นาที จะให้ประโยชน์ในเรื่องของการออกกำลังกาย คือช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

    ทำให้อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน แต่หากต้องการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ผล ก็ต้องทำติดต่อกันในระยะเวลานานกว่านั้น และทำบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี เพราะจะช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น

        ลดการสะสมของไขมัน หากเราควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยลดพุงได้

        ลดความดันโลหิตสูง ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตเป็นไปอย่างปกติ

        ช่วยลดความเครียด เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

        การได้ยืดเส้นยืดสาย จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

        ลดอาการปวดบ่า คอ ไหล่ จากการทำงาน

         แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ไม่ว่าจะเป็นนิ้วล็อก มือชา ไหล่ติด จากการนั่งทำงานงก ๆ อยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์ หากลุกขึ้นมาแกว่งแขนให้เลือดลมได้ไหลเวียนเสียหน่อย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้มากเลยทีเดียว

         ลดน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่นำผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 มาฝึกออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน นาน 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์ ภายหลังพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

         ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะการแกว่งแขนจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น

        เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเข่า เพราะการแกว่งแขนนั้นไม่มีการกระแทกน้ำหนักลงที่ส่วนขาเหมือนกับการวิ่ง หรือการขี่จักรยาน จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า หรือขาด้วย

      เคล็ดลับการแกว่งแขนอย่างถูกวิธี

    จะมายืนแกว่งแขนขึ้นลงไปมาธรรมดา ๆ ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มาดูวิธีแกว่งแขนลดพุงที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำไว้กันเลย ลองทำดูตามขั้นตอนดังนี้
        1. ยืนตรงตัว เข่าไม่งอ แยกเท้าทั้งสองข้างออกจากกัน โดยมีระยะห่างประมาณความกว้างหัวไหล่

        2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง ให้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง

        3. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลาย กระดูกลำคอ ศีรษะ และปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ

        4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึง ๆ เป็นใช้ได้

        5. ควรงอบั้นท้ายขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้น หรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไปในลำไส้

        6. ตามองตรงไปจุดใดจุดหนึ่ง สลัดความคิดฟุ้งซ่าน กังวลออกให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า

        7. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม 30 องศากับลำตัว หายใจเข้า แล้วแกว่งไปข้างหลังแรงหน่อย ทำมุม 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง หายใจออกขณะแกว่งไปข้างหลัง นับเป็น 1 ครั้ง โดยปล่อยน้ำหนักมือให้เหมือนลูกตุ้ม และต้องสะบัดมือทุกครั้ง เพื่อให้เลือดหมุนเวียนไปถึงปลายนิ้ว

        8. ควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที และใน 1 วัน ควรทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หากทำติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนครึ่งก็น่าจะเห็นผลลัพธ์ตามต้องการแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เริ่มทำแรก ๆ อย่าหักโหมนัก อาจจะลองแกว่งแขนสัก 200-300 ครั้งก่อน วันต่อมาก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้ง หรือเวลาให้นานขึ้น   และอาจแบ่งทำเป็นช่วง ๆ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ โดยควรแกว่งครั้งละอย่างน้อย 10 นาที และควรทำต่อเนื่อง อย่าทำบ้าง หยุดบ้าง จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
    นอกจากนี้ ระหว่างที่แกว่งแขนควรทำจิตให้เป็นสมาธิ อย่าฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นเลือดลมจะหมุนเวียนสับสน ทำให้การปฏิบัติไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร และเมื่อกายบริหารแกว่งแขนเสร็จสิ้นแล้ว ควรเดินพักตามสบาย เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

    เห็นประโยชน์ดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ต้องลองลุกขึ้นมาแกว่งแขนกันสักหน่อยแล้วล่ะคะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ยืนดูทีวีไป ก็แกว่งแขนตามไปด้วยก็ได้   ร่างกายจะได้ขยับ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ออกไปบ้าง ดีกว่าอยู่เฉย ๆ นะคะ แถมถ้าแกว่งแขนต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน คุณจะตื่นตากับผลลัพธ์ที่ได้รับแน่นอน

    http://health.kapook.com/view61732.html

    …………………………………………………………………

     

    ประสบการณ์เรื่องการแกว่งแขน
    ผมเป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ และความดันโลหิตสูง ผมเกือบตายเพราะเชื่อหมอสมัยใหม่ จนต้องเข้าห้องไอซียูเป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นผมเสื่อมศรัทธาหมอสมัยใหม่ ผมจำเป็นต้องมีทางออก มิ.ย. 2547

    ภรรยาผมที่เป็นทันตแพทย์มาบอกผมว่ามีคนไข้ที่
    เป็นโรคความดันโลหิตสูงและคอเรสตรอรอลสูง ได้หายจากโรคดังกล่าวภายใน 3 เดือน โดยการแกว่งแขน 2,000 ครั้งต่อวัน ทุกวัน ผมไม่ค่อยสนใจเท่า ไหร่ เพราะไม่รู้ว่าแกว่งแขนอย่างไร

    ก.ค. 2547 ผมได้ไปงานวันเกิดของลุงของภรรยา ลุงอายุ 83 ปี แต่สุขภาพและท่าทาง ไม่ต่างจาก คนอายุ 40 ปี เคลื่อนไหวว่องไว พูดจาเสียงดัง ฟังชัด มิหนำซ้ำยังขับรถ ไปไหมมาไหนเอง ผมก็เลยถามลุงว่าลุงมีเคล็ดลับในการบำรุงสุขภาพอย่างไร ? ลุงบอกว่า ลุงแกว่งแขนวันละ 1,000 ครั้ง ทุกวัน

    ผมก็เริ่มสนใจว่าการแกว่งแขนเป็นอย่างไร ก็เลยเดินหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ บังเอิญโชคดี ไปเจอในร้านหนังสือเล็ก ราคา 20 บาท แล้วผมก็ฝึกการแกว่งแขนตามหนังสือช่วง 15 นาที ก่อนนอน จำนวน 1,000 ครั้งทุกวัน ผมนอนหลับได้สนิททุกคืน มิหนำซ้ำยังต้องนอนกลางวันหลังอาหารเที่ยงอีก

    19 ส.ค. 2547 ผมกินอาหารกลางวัน ปรากฏว่า ผมเจ็บขากรรไกรด้านขวาขณะเคี้ยวอาหาร คล้ายๆกระดูกบนล่างหลุดออกจากกันและกัน ทำให้เวลาเคี้ยวจึงเจ็บปวดมาก ผมรีบไปโรงพยาบาลศิครินทร์ หมอผู้เชี่ยวชาญติดประชุม ผมต้องรอครึ่งชั่วโมง ขณะที่รอนั้น ผมโทรบอกภรรยาเกี่ยวกับอาการ ดังกล่าว ภรรยาผมบอกให้กลับบ้านเถอะ เพราะประเทศไทยยังไม่มีหมอผู้เชี่ยวชาญบริเวณขากรรไกร อย่างมากหมอก็ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาแก้ปวด ผมก็ไม่เชื่อ จนผมได้พบหมอ ก็เป็นจริงอย่างที่ภรรยาผมพูด หมอให้ยาคลายกล้ามเนื้อและยาแก้ปวด

    ตอนเย็นผมทรมานมากในการกินอาหาร แล้วก่อนนอนผมก็แกว่งแขนตามปรกติ ขณะที่แกว่ง ก็เกิดความคิดว่าน่าจะเอากล้ามเนื้อไหล่ชนบริเวณหลังหู ได้ผลครับ ภายใน 3 วัน อาการเจ็บ ขากกรไกรหาย โดยไม่ได้กินยาสักเม็ด

    6 ธค. 2547 ตื่นมาตอนเช้า เป็นหวัดน้ำมูกไหลพร้อมจาม ในวันนั้นไปเล่นกอลฟ์กับลูกค้า ผมจามจนหมดแรง ขณะเล่นกอล์ฟ จนเล่นไม่ไหวจึงขอกลับก่อน ในสภาพที่แย่มาก คืนนั้นผมก็แกว่งแขนตามปรกติ และก็เกิดความคิดอีกว่าการแกว่งแขนก็เหมือนทำชี่กง คือ พลังงานอยู่ที่มือหลัง  การทำชี่กง แกว่งแขนก็น่าจะเป็นเหมือนกัน ดังนั้นพอแกว่งแขนเสร็จ ผมก็ใช้มือทั้งสอง ถูกันจนเกิดความร้อน แล้วเอามือทั้งสองโปะที่จมูก เพื่อรักษาอาการหวัด แล้วถูใหม่ แล้วโปะอีก อย่างนั้นอยู่ 5 ครั้ง

    7 ธค.2547   ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ปรากฏอาการหวัดเหลืออยู่เลย และลูกค้าที่ผมเล่นกอลฟ์ด้วยเมื่อวานมาเจอผม เขางงมากที่ผมหายภายในข้ามคืน

    14 ธค 2547 ตอนบ่าย รู้สึกเจ็บคอด้านซ้ายคล้ายอาการหวัด อีกครั้ง ผมก็ทำอีกครั้ง แต่เอามือทั้งสองลูบบริเวณคอ ด้านซ้าย ทำอยู่ 5 ครั้ง

    15 ธ.ค. 2547 ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ปรากฏอาการเจ็บคอเหลืออยู่เลย

    ในช่วง ธ.ค 2547 ถึง ม.ค 2548 ผมผ่านการเป็นหวัด 4 ครั้ง แล้วก็หายภายใน ข้ามคืนทั้งสี่ครั้ง ซึ่งโดยปรกติ การเป็นหวัดครั้งหนึ่ง จะใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน ถึงจะหาย

    มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมมีอาการเสียวฟันกรามล่างซ้าย ภรรยาผมก็ตรวจดูว่ามีฟันผุหรือหินปูนเกาะหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มีความผิด ปรกติใดๆ แต่ก็ยังเสียวฟันซี่นี้อยู่ ตอนช่วงแกว่งแขน ผมก็ใช้วิธีเดิมคือการให้กล้ามเนื้อไหล่กระแทกต้นคอด้านซ้าย อาการเสียวฟันดังกล่าวก็หายไป

    อาการอีกอย่าง คือ เหนื่อยง่าย ซึ่งผมได้กลั้นหายใจในขณะแกว่งแขน ประมาณ 30 รอบของการแกว่งแขน ทุกๆการแกว่งแขน 100 ครั้ง จากนั้นก็ปล่อยลมหายใจออกมา ผมรู้สึกความร้อนวิ่งจากต้นคอขึ้นไปทั่วสมอง นี่หรือเปล่าที่ทำให้เส้นเลือดในสมองได้มีโอกาสออกกำลังกายคือให้มีการยืดหยุ่น ทำให้รักษาความดันโลหิตสูง ขณะเดียวกัน อาการเหนื่อยง่ายของผมก็หายไป

    ผมได้แชร์ประสบการณ์นี้ให้คุณพิชัย ซึ่งเขาเป็นโรคปัสสาวะไม่สุด และภรรยาเขา เป็นโรคนอนไม่หลับสนิทคือนอนได้ 2-3 ชั่วโมง แล้วก็ตื่น พอเขาไปแกว่งแขน 1,000 ครั้งต่อวัน สม่ำเสมอ

    หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมก็เจอคุณพิชัยอีก ผมก็ถามอาการปัสสาวะไม่สุดของเขาอีก ปรากฏว่าเขาลืมปัญหานี้ไปแล้ว เพราะมันหายไปตั้งแต่สองวันแรกที่เขาแกว่งแขน ขณะเดียวกัน ภรรยาเขาก็นอนหลับ ได้สนิททุกคืน ปัจจุบันทั้งคู่ก็ยังคงแกว่งแขนวันละ 1,000 ครั้ง และคุณพิชัยได้ไปเหมาหนังสือนี้ ทั้งหมดที่สำนักพิมพ์มีอยู่ เพื่อนำไปแจกเพื่อนๆ

    อีกคนหนึ่งคือคุณธานี ซึ่งผมได้บอกเรื่องการแกว่งแขนให้เขาฟัง แล้วเขาก็เอาไปบอกให้พ่อเขาซึ่งมีอาการปวดเข่า หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน พ่อเขาก็หายจาก อาการดังกล่าว เพราะการแกว่งแขน ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ บางครั้งคนเราอาจ จะอุปโลกขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองก็ได้

    นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ไม่มีการเสริมแต่งใดๆ เพราะผมไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆจากการเผยแพร่ ประสบการณ์นี้ นอกจากการได้ช่วยให้ญาติมิตร หายจากการเป็นโรคต่างๆ โดยไม่ต้องกินยาของพวกฝรั่ง ที่มีผลข้างเคียงระยะยาว

    วิธีการแกว่งแขน
    ยืนแยกเท้าเท่าความกว้างของไหล่ ย่อเข่าเล็กน้อย แขนทั้งสองแนบลำตัว ปลายลิ้นแตะเพดานบน จากนั้นยกแขนทั้งสองไปข้างหน้า แล้วผลักแขนทั้งสองไปข้างหลัง แล้วให้แขนกลับมาเองโดยธรรมชาติ เหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป บริเวณลำคอและไหล่ควรจะผ่อนคลาย   หลับตาเพ่งสมาธิไปกับการนับจำนวนครั้งในการแกว่งแขน

    ทุกๆ 100 ครั้งของการแกว่ง  ควรจะมีการกลั้นลมหายใจ จำนวน 30 ครั้ง ของการแกว่ง ควรจะแกว่งแขนต่อเนื่องกันวันละ 500 ครั้งสำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายแข็งแรง และ 1,000 ครั้ง ต่อวัน สำหรับผู้มีโรคประจำตัว

    เวลาในการแกว่งที่ดีที่สุดคือ ก่อนอาบน้ำตอนเย็น หลังการแกว่งทุกครั้ง ฝ่ามือทั้งสองจะมีพลังงาน สะสมอยู่ ให้เอาฝ่ามือทั้งสองถูกันให้เกิดความร้อน แล้วไปลูบบริเวณที่เราต้องการรักษา เช่น หัวใจ ท้อง หรือจมูกคอเมื่อเป็นหวัด

    จาก นายสามารถ ล.สกุล

    ประโยชน์ของ ผงฟู1 หรือ Baking Soda

    มาตรฐาน

    7 1

    ประโยชน์เยอะนะ…. เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ที่บางคนเรียกว่า ผงฟู มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต มีประโยชน์มากมาย

    1.ซักผ้า ไม่ว่าจะซักมือหรือซักเครื่อง ก็แค่ใส่ผงฟู แทน ผงซักฟอก น่ะแหละ ข้อดีคือ ซักเสื้อผ้าสะอาด หมดกลิ่นเหม็นอับ อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง แพ้ง่าย แม้แต่ผิวเด็ก น้ำ ที่ซักแล้วก็ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ด้วย แถมราคาก็ประหยัดกว่าผงซักฟอกทั่วๆ ไป สำหรับคราบ อาจใช้ผงฟูผสมน้ำป้ายๆ แล้วขยี้ค่ะ

    2.ล้างจาน นอกจากซักผ้าแล้ว ใช้ล้างจานก็ได้ เพราะผงฟู ขจัดคราบมันและกลิ่นได้ดี เอาผงฟูเทแล้วใช้ฟองน้ำขัดล้าง หรือผสมผงฟูกับน้ำ แล้วเอาฟองน้ำจุ่มล้างจาน ก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ถ้าจานมันมากๆ คงต้องใช้ตัวช่วยเช่น เอาทิชชูเช็ดปากแล้วปาดคราบมันออกก่อนล้าง ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ยังได้

    3. ล้างห้องน้ำ ใช้ผงฟูเป็นผงขัด-ล้าง แทนการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำกรดกัดกร่อนรุนแรง ถนอมสุขภาพคนล้างค่ะ ถึงห้องน้ำจะไม่ขาวจั๊วะใสปิ๊งแบบน้ำยาล้างห้องน้ำทั่วไปให้คุณได้ แต่คุณได้ช่วยสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์น้ำค่ะ ถ้าอยากใช้ขัดหัวก๊อกน้ำ หรือวัสดุที่ต้องการความแวววาว อาจบีบน้ำมะนาว หรือใช้น้ำส้มสายชูผสมกับผงฟู แล้วขัดๆ ค่ะ วาว แน่นอน

    4. ล้างผัก เป็นวิธีที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด ง่ายๆ แค่ผสมผงฟู ซัก 2 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่า น้ำเยอะใช้เยอะหน่อย ละลายน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่นนิดๆ ใช้แช่ผัก ผลไม้ ขจัดสิ่งสกปรกและสารพิษได้ดีมาก ปลอดภัย เพราะผงฟูกินได้

    5. ขจัดกลิ่นอับ กลิ่นเหม็น เช่น ตู้เย็น ตู้รองเท้า ในรองเท้า ห้องที่ทาสีใหม่ ฯลฯ ก็เอาผงฟู เทใส่จาน ถาด กระป๋อง หรือโปรยๆ ลงไป ณ บริเวณที่อับ เหม็น แต่ต้องปิดตู้ ปิดห้อง ให้มิดชิดนะคะ ทิ้งให้มันดูด ซักวัน สองวัน หรือวางไว้ตลอด ช่วยดูดกลิ่นเหม็นได้ดี พอๆ กับใช้ คาร์บอน (ถ่าน) เลยค่ะ

    6.แปรงฟัน ลดหินปูน กลิ่นปาก และช่วยให้ฟันขาวได้น่าทึ่ง

    7.ช่วยเรอ  ฺBaking Soda ผสมน้ำดื่ม ช่วยให้เรอแก้อาการท้องอืดได้ค่ะ

    เนื่องจาก Baking Soda มีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม จึงช่วยในการขัดถู ยังมีสรรพคุณในการดูดกลิ่นเหม็น ดูดความชื่น ปรับค่าความเป็นกรดด่าง ฆ่าเชื้อโรค ไม่กัดกร่อนผิวภาชนะ จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามตำรับและสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้

    1. ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่าง ด้วยฟองน้ำเปียกๆ ที่โรยด้วยผงฟูเล็กน้อยใช้ล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดแห้ง

    2. ล้างหน้าต่างบานเกล็ดด้วยน้ำอุ่นที่ผสมผงฟู3/4 ถ้วยตวงราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง ก่อนใช้แปลงขัดออก

    3. ล้างหน้าต่างอลูมิเนียมและ Door Sereens โดยใช้แปลงเปียกๆ จิ้มผงฟูขัดออกใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาดทำความสะอาดงานไม้

    4. ทำความสะอาดงานจากไม้ฝาผนังหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ โดยการผสม น้ำส้มสายชู ? ถ้วยตวง ผงฟู ? ถ้วยตวง น้ำอุ่น 4.5 ลิตร

    5. ถ้าพื้นผิวผนังสกปรกมีคราบเหนียวเหนะหนะให้ใช้ แอมโมเนีย 1 ถ้วยตวง นำไปเช็ดให้ทั่วฝาผนังด้วยฟองน้ำหมาดๆ อย่าใช้ผ้าขนหนูเปียก ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนที่จะเช็ดคราบสกปรกออก (ควรจำไว้เสมอว่าเครื่องเรือนไม้มีลักษณะแตกต่างกันดังนั้นถ้าไม่แน่ใจให้ทดลองเฉพาะพื้นที่เล้กๆ ก่อน)

    6. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมยาสีฟัน และผงฟูในสัดส่วนเท่าๆ กันใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็น

    7. ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้โดยการใช้ผงฟูกับกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก

    ความสะอาดพื้นผิว
    1. ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อเช้ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนังชนิดล้างๆด้ เช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย

    2. ใช้ผงฟูผสมน้ำเปียกๆ ข้นๆ เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจากการรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน

    3. ขจัดคราบหรือหยดน้ำหมึกออกจากพื้น เสื่อน้ำมันโดยการใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณสกปรกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อนจะเช้ดออกและใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้ง

    เบ็ดเตล็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับเกี่ยวกับการดูแลรักษา
    1.  Baking Soda สัก 1 ถ้วยตวงลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้งจะช่วยคงสภาพความเป็นกรด-ด่าง ระบบของถังบำบัดของเสีย สภาพความเป็นกรดด่างในระดับทที่เหมาะสมจะช่วยให้แบ็คทีเรียแตกตัวทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันและตกค้างในแทงค์และท่อน้ำทิ้ง การใช้ผงฟูสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนง่าย โดยเฉพาะบริเวณฝาแทงคีที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ทำให้ผุกร่อนง่าย

    2. ผสมผงฟูกับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ เพื่ออุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว เมื่อต้องการซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมมผลฟูกับกาว (ลาเท็กซ์) ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน

    3. ทำความสะอาดผนังที่มีคราบดำขงอเขม่าควัน ด้วยการใช้เศษผ้าชื่นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น

    4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องเรือนโดยการโรยผงฟูให้ทั่วเครื่องตกแต่ง ทิ้งไว้สักครู่จากนั้นจึงดูดออก กลิ่นเขม่าควันจะถูกกำจัดออกจนหมอจด

    5. ใช้ผงฟูทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ

    6. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยแปลงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ชอนโต๊ะละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก

    7. แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1ถัง ละลายผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ววิธีนี้จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นตากให้แห้ง

    บ้านสุขภาพ
    1. ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทางของคุณมีกลิ่นเหม็นอับเหม็นชื้นจากเชื้อรา โดยการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด

    2. โรยผงฟูในโถส้วม อ่างน้ำทิ้ง ใน อ่างล้างหน้า อ่างล้างจานชาม อ่างอาบน้ำ หรือโรยลงบนฟักบัวทิ้งไว้ ก่อนที่คุณจะหยุดใช้ชั่วคราว เพื่อไปพักร้อน วิธีนี้จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเก่าเก็บตกค้าง

    3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับอกจากผ้านวม ฟ้าห่มหลังจากทที่คุณเก็บไว้นานๆ โรยผงฟูลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นสะบัดออกและตบให้ฟูหรือใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า

    4. นำผงปิดฝากล่องตั้งทิ้งไว้ในห้องที่โรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี หรือกลิ่นสารระเหย หรือกลิ่นน้ำยาขัดเคลือบวัสดุต่างๆ

    5. ช่วยลดกลิ่นตกค้างกันของบุหรี่ โดยการโรยผงฟูสักเล็กน้อยลงบนถาดเขี่ยบุรี่

    6. ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะโดยการแช่ผ้าในน้ำสารละลายผงฟู

    กำจัดกลิ่นรองเท้าด้วยผงฟู

    1. วางถุงหรือซองผงฟู ไว้ในรองเท้าผ้าใบหุ้มซ้น เพื่อไม่ให้รองเท้ามีกลิ่นอับเหม็นหลังการใส่และมีกลิ่นเหม็นตกค้างอยู่ในตู้รองเท้า วิธีนี้คุณอาจจะใช้ผงฟูผสมกับแป้งหอมกลิ่นที่คุณชอบผสมรวมกันไว้ในซองตามที่ต้องการ

    2. โรยผงฟูในรองเท้าผงฟูจะช่วยดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้นคุณแค่เคาะผงฟูออก

    ประโยชน์ของกับร่างกาย
    1. บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ผสมเบคกิ้งโซดาลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบจะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้จากแดดได้

    2. แก้เจ็บคอ ผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่าใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการเจ็บคออันเกิดจากกรด รวมทั้งยังช่วยรักษาแผลในช่องปากได้ดีอีกด้วย

    3. น้ำยาดับกลิ่นปาก
    – ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว สามารถดับกลิ่นหอม ,กระเทียม ได้ ถ้าใช้เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 แก้ว และผสมเกลือใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้
    – ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 ถ้วย ใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้

    4. ขัดฟันให้ขาว นำเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา ใช้แปรงสีฟันจุ่มแล้วขัดฟันเบา ๆ บ้วนน้ำเปล่าจนสะอาดคราบชา กาแฟ จะหายไป (ห้ามทำเวลาป่วยเพราะมะนาวมีกรดสูงอาจทำลายเคลือบฟันได้)

    5. ทำสครับขัดหน้า
    – นำเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ผสมกันให้พอเปียก ๆ แล้วขัดหน้าเบา ๆ จนรู้สึกว่าหน้าสะอาดแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า
    – นำเบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 2 ช้อนตวง นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาขัดหน้าเบา ๆ เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจะรู้สึกว่าหน้าสะอาดและนุ่ม

    6. ทำสครับขัดผิว นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือ 1/2 ถ้วย มะนาว 1 ลูก น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกันก่อนจะใช้แล้วนำมาขัดผิวกายระหว่างอาบน้ำ

    7. สปาเท้า นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ และนำน้ำอุ่นใส่ในกะละมังแช่เท้า จะช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า รวมทั้งความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้

    8. เส้นผม >> เพียงแค่นำผงฟูหนึ่งช้อนชามาผสมแชมพู แล้วนำไปสระผมตามปกติ สูตรนี้จะช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม และขอบอกอีกสักนิดว่าสูตรนี้เหมาะสมกับผมเส้นเล็กนะจ๊ะ

    9.ขัดหน้า >> ผสมผงฟูครึ่งช้อนชากับ cleanser ที่น้องๆ ใช้อยู่ เมื่อหน้าเปียกหมาดๆ ให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้แล้วมานวดให้ทั่วใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าน้องๆ มีปัญหาสิว ให้เพิ่มยาแอสไพรินหนึ่งเม็ดที่บดเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้วย เพราะในยาชนิดนี้มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก ที่จะเป็นตัวช่วยกำราบแบคทีเรียได้

    10.หวีและแปรง >> เทน้ำอุ่นเทลงในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วเติมผงฟูลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ แช่หวีและแปรงทิ้งไวั้ประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด และพึ่งแดดให้แห้ง ซึ่งวิธีจะเป็นการขจัดสารที่ตกค้างอยู่ให้ออกไป

    11.ผิว >> ผิวจะนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น ถ้าน้องๆ ลองนำผงฟูประมาณหนึ่งหยิบมือเติมลงในน้ำอุ่น แล้วแช่มือไว้ประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นล้างมือด้วยน้ำสะอาด

    ความรู้เกี่ยวกับผงฟู
    ในการใช้ผงฟูแต่ละครั้งมักจะใช้ไม่หมดผงฟูที่เหลือควรเก็บใส่กระป๋องปิดฝาให้สนิท  วิธีทดสอบว่าผงฟูนั้นยังมีคุณภาพดีหรือไม่ให้เอาน้ำใส่ถ้วยแก้วไว้เล็กน้อย แล้วตักผงฟูเทลงไปนิดหน่อยในน้ำ ถ้าน้ำเดือดเป็นฟองก็แสดงว่าคุณภาพของผงฟูนั้นยังดีอยู่ ผงฟูเมื่อใช้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรปิดกระป๋องให้สนิท ถ้าปิดไม่สนิทความชื้นภายนอกจะเข้าไปทำปฏิกิริยา ทำให้ผงฟูชื้นและเสื่อมคุณภาพ

    โดย ทางแพทย์สายพุทธ

    เพิ่มเติมจาก comments https://www.facebook.com/photo.php?fbid=613832912040837&set=a.491823914241738.1073741826.491812030909593&type=1&theater

    1. ต้นไม้ติดเชื้อรา และแมลง ใช้ผงฟูช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมันช้อนโต๊ะ ผสมน้ำยาล้างจานครึ่งช้อนโต๊ะ เอามาผสมน้ำ1 แกลลอน(3.7ลิตร) ฉีดพ่นใบต้นไม้ ทุกสัปดาห์ ราและแมลงศัตรูพืชจะหายไปค่
    2. ท่อน้ำทิ้งตัน — เอาผงฟูเทใส่ ตามด้วยน้ำส้มสายชู ราดน้ำร้อนตาม ทิ้งไว้สักพักค่อยกดน้ำทิ้งท่อโล่งเลยคะวิธีนร้ใช้ได้ผลกะท่อน้ำทิ้งในอ่างตันด้วยคะ
    3. เอาไปขัดเหรียญกษาปณ์ที่ติดคราบสนิมก็ดีตัวเหรียญจะไม่สึก สมัยเรียนหนังสือ(เมื่อ 45 ปีก่อนโน้น…) ไปซื้อที่วิทยาภัณฑ์ เอามาทดลองเล่น ห่อละครึ่งปอนด์ราคา 2.50 บาท เดี๋ยวนี้ก็คงหลายสิบ ในห้าง Lotus , Big C ก็เห็มีวางขาย
    4. ใช้แค่ปลายนิ้วเล็กน้อยบวกกับนำ้ใช้เนื้อสัตว์ เนื้อนั้นจะนุ่มน่าทานด้วยคะ
    5.  ใช้ผสมโฟมล้างทุกวันจ้า หน้านิ่มแต่งหน้าง่าย

     

     


    หมายเหตุ  ที่เราเรียกว่า “ผงฟู”  ได้แก่  ฺBaking Soda  กับ Baking Power   ผงฟูคนละอย่างกันนะคะ อย่าสับสน (บางคนนึกว่าเหมือนกัน)
    จาก วิถึพีเดีย  (ผงฟูมี 2 ชนิด คือผงฟูกำลัง 1 กับผงฟูกำลัง 2) 

    1

    อาจจะมีหลายๆคนสับสนระหว่างผงฟูและ เบกกิ้งโซดา

    เบกกิ้งโซดา (baking soda) หรือทางภาษาเคมีจะเรียกว่า “โซเดียมไบคาร์บอเนต”หรือเรียกสั้นๆว่าโซดาทำขนม เป็นส่วนผสมในผงฟู แต่ใส่ในขนมที่มีส่วนผสมค่อนข้างเป็นกรด เช่น เค้กที่ใส่ผลไม้ หรือผลไม้รสเปรี้ยว เค้กกล้วยหอม แต่ใส่มากไปก็ไม่ดีค่ะ เพราะจะทำให้มีรสเฝื่อนได้

     

    ส่วนผงฟู หรือ baking powder เป็นสารที่ทำให้เกิดการขึ้นฟูมีส่วนผสมระหว่างเบกกิ้งโซดากับกรดและแป้ง (ทำหน้าที่ดูดความชื้นไม่ทำให้ผงฟูจับกันเป็นก้อน) ซึ่งระหว่างปฏิกิริยาจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนนี้จะทำให้ขนมฟู และเนื้อนุ่ม

    ผงฟูแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

    1. ผงฟูที่ให้ปฏิกิริยารวดเร็ว หรือผงฟูกำลังหนึ่ง หรือ single acting ผงฟูชนิดนี้จะผลิตแก๊สอย่างรวดเร็วในระหว่างที่ผลิตภัณฑ์รอการเข้าอบ ดังนั้นการใช้ผงฟูประเภทนี้ต้องผสมส่วนผสมอย่างรวดเร็ว และนำเข้าอบทันทีที่ผสมเสร็จ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการสูญเสียก๊าซที่จะเกิดขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะขึ้นฟูไม่ดี

    2. ผงฟูที่ใช้ปฏิกิริยาช้า หรือผงฟูกำลังสอง  หรือ double acting  จะประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่ให้ปฏิกิริยาช้า กับเร็ว (เกิดก๊าซทั้งตอนผสม และตอนเมื่อได้รับความร้อนจากตู้อบ)  โดยส่วนมาผูประกอบการจะนิยมใช้ตัวนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนแบบผงฟูกำลังหนึ่ง
    ที่มาhttp://www.welovebakery.com

    สรุป 
    เบคกิ้งโซดา = baking soda + nothing
    แต่ 
    ผงฟู = baking soda + cream of tartar +corn starch

    เบคกิ้งโซดา โดดๆตัวเดียว ใช้แทนผงฟูไม่ได้ ต้องเพิ่มสารกรด(เช่น cream of tartar และแป้งข้าวโพดเข้าไปด้วย)  

     

    รูปด้านล่าง คือ โซดาไบคาร์บอเนต หรือ  Baking Soda ซึ่งเราเอามาหมักเนือ ล้างผัก ผสมเพื่อแปรงฟัน ใส่ใสเค้ก หรือเบเกอร์รี่บางตัวเพื่อให้ขนมฟูแล้วยังเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย ส่วนตัวเคยเอาไปผสมน้ำเพื่อล้างผัก, ขจัดคราบและกลิ่นก็ยังได้ เอาห่อผ้าแล้วยัดในรองเท้า

     

    7

     6