Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

เตรียมลูกน้อยไปโรงเรียน

มาตรฐาน

 

การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนให้กับเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องทำ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจมีความสำคัญมากที่สุด

เด็กที่เตรียมความพร้อมมาได้ดี จะปรับตัวได้เร็ว มีความสุขกับการไปโรงเรียน สนุกสนานกับกิจกรรม เล่นกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เด็กอาจจะปรับตัวได้ยาก งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่สนุกกับกิจกรรมใดๆ ดังนั้น ก่อนไปโรงเรียน เป็นช่วงสำคัญที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยเตรียมตัวความพร้อมก่อนไปโรงเรียน มีดังนี้

ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเอง ทำสิ่งง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ว่าครูจะคอยดูแล และพยายามฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่โรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมากที่ครูต้องดูแล เด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือจากครู

ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กทำได้หลายๆ อย่าง ดังนี้

การกินอาหาร

      • ฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการนั่งกินข้าวที่โต๊ะเป็นเวลา และร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ เด็กจะได้พยายามเลียนแบบ
      • ฝึกให้เด็กตักกินเอง แม้ว่าจะหกเลอะเทอะก็ต้องปล่อยให้ฝึกไป
      • หาจานช้อนชามที่มีสีสันน่ารักชวนกินและหยิบจับได้สะดวกเหมาะมือของเด็ก
      • ชมเชยให้กำลังใจ เด็กทุกครั้ง

เคล็ดลับฝึกลูกแต่งตัว

      • ฝึกให้เด็กแต่งตัวเองได้ อาจจะติดกระดุมได้บ้าง
      • ฝึกให้เด็กใส่รองเท้าเองได้
      • จัดตู้เสื้อผ้าให้หยิบง่าย สะดวก และให้เด็กหัดเลือกเสื้อผ้าใส่เอง
      • แนะนำการแต่งตัวไปตามลำดับ เช่น เริ่มจากเสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า

ฝึกการขับถ่าย ใช้ห้องน้ำ

      • เตือนให้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลา โดยต้องประมาณเวลาสัก 2 – 3 ชั่วโมงหลังจากดื่มนม-น้ำ
      • สอนเด็กว่า ค่อยกลับมาเล่นใหม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำให้ทัน
      • อธิบายให้ฟังถึงขั้นตอนการใช้ห้องน้ำ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำเอง ไปลำดับ เริ่มตั้งแต่กอดกางเกง นั่ง ทำความสะอาด สวมกางเกง กดน้ำ ล้างมือทุกครั้ง
      • สอนให้เด็ทำความสะอาดด้วยตัวเอง

อื่นๆ

      • ฝึกให้มีความคล่องแคล่วว่องไว สามารถวิ่งเล่นได้ เล่นเครื่องเล่นสนามได้
      • ฝึกให้เด็กรู้จักระมัดระวัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

 

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเองให้เหมาะสมตามวัย เพราะการที่เด็กดูแลตัวเองได้ เด็กจะรู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้ นำไปสู่ความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุข และที่สำคัญในการฝึกพ่อแม่ต้องให้คำชมเชยแก่เด็ก ให้กำลังใจ ทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่ฝึกไป ตำหนิไป เด็กจะเบื่อ ไม่ชอบ ที่จะช่วยเหลือตัวเองไปเลย

kids_momypedia

ฝึกให้เด็กบอกความต้องการได้

พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กบอกถึงความต้องการของตัวเอง บอกความรู้สึกแบบง่ายๆ ได้ พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ไม่ทำอะไรให้โดยที่เด็กยังไม่ร้องขอ เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียนใหม่ๆ ครูจะยังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร ต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กรู้จักที่จะบอกความต้องการของตัวเอง


บอกความต้องการ

      • ต้องไม่ทำให้เด็กจนกว่า เด็กจะบอกว่าต้องการอะไร
      • ไม่เดาใจ ไม่พูดแทนเด็ก แต่ใช้วิธีตั้งคำถามกลับให้เด็กตอบ
      • ให้เด็กบอกความรู้สึกออกมาด้วยการค่อยๆ ถามไถ่ เพื่อให้ค่อยๆ พูดออกมา
      • ฝึกให้เด็กรู้จักพูด พูดบอกคนอื่นได้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หิวน้ำ หิวนม ถุงเท้าหาย เพื่อนแกล้ง
      • เมื่อเด็กพูดไม่ชัด พ่อแม่และคนในครอบครัวจะต้องพูดคำที่ถูกต้องกับเด็ก หัดให้เด็กพูดให้ชัด เพราะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีใครสามารถเดาคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กได้
      • ฝึกให้เด็กรู้จักฟังคนอื่นพูด จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน
      • ควรฝึกการออกคำสั่งที่ชัดเจนสั้นๆ ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำได้ก็ให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้น เช่น หยิบเสื้อ กระโปรง เอาไปวางบนโต๊ะแล้วหยิบรองเท้าถุงเท้ามาให้แม่
      • ฝึกการฟังด้วยการเล่านิทานก่อนนอน พ่อแม่ต้องตั้งคำถาม เพื่อฝึกการจับใจความ ฝึกการคิด ดังนั้น คำถามไม่ควรเป็นคำถามที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่
      • ฝึกให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่ารีบช่วยคิด หรือช่วยแก้ปัญหา พ่อแม่จะต้องดูจังหวะที่จะเข้าไปช่วย เพราะเด็กจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
      • เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้ใช้วิธีชี้แนะแต่ไม่ใช่ทำให้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กแก้ปัญหาได้เอง

ฝึกการรอคอย และการยอมรับกติกา

เมื่อไปอยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องรอคอยแน่นอน เพราะห้องในเรียนมีเด็กหลายคน ดังนั้นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การรอคอยระยะสั้นๆ ไม่นานนัก และเริ่มให้รอเพื่อทำสิ่งที่เด็กสนใจ

      • ต้องไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ
      • บอกให้รู้ว่าเมื่อรอ แล้วอีกไม่นานก็จะได้
      • ให้เด็กไปเล่นร่วมกับเด็กอื่นๆ ที่ต้องการการเข้าคิว ต่อแถว หรือชี้ให้เห็น เมื่อต้องมีการเข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน เพื่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างและเข้าใจชัดเจนขึ้น
      • ฝึกหัดรอแม่ทำอะไรบางอย่างให้ โดยที่แม่ตั้งเงื่อนไขที่จะให้รางวัลกับเด็ก หากเด็กรอด้วยความอดทน ไม่งอแง เช่น
      • “แม่เจียวไข่เสร็จแล้ว เราไปเล่นลูกบอลด้วยกัน” ซึ่งแม่ต้องรักษาสัญญา การฝึกนี้จึงจะได้ผล เพื่อให้เด็กไว้ใจในคำมั่นสัญญา
      • ฝึกให้เด็กรอได้มีความสำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการรอให้ถึงเวลากลับบ้านด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กเมื่อไปโรงเรียนใหม่ๆ การรักษาคำพูดของพ่อแม่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกมั่นใจได้
      • ผึกเตรียมใจสำหรับการจากกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบด้านจิตใจ ดังนั้นเมื่อพ่อแม่จะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหน จะต้องบอกเด็กว่าจะไปไหนและจะกลับเมื่อไหร่ แม้ว่าเด็กจะร้องตามหรือร้องไห้ แต่เมื่อทำจนคุ้นเคย เด็กจะเรียนรู้ว่า แม้จะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ต้องไป แต่พ่อแม่ก็จะกลับมาตามเวลาที่บอกไว้
      • ฝึกการยอมรับกติกา เมื่อออกคำสั่งให้เด็กทำอะไร จะต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร หรือทำเพราะอะไร ใช้คำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กรู้จักเหตุและผล และรู้ถึงผลของสิ่งที่จะปฏิบัติ และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็น และ ร่วมตั้งกติกาด้วยจะช่วยให้เด็กเต็มใจทำยิ่งขึ้น เมื่อฝึกให้เด็กได้เรียนรู้และยอมรับกฎกติกาอย่างเต็มใจ เมื่อไปโรงเรียนเด็กจะยอมรับในกฎ ข้อบังคับ ข้อห้ามของครูได้
      • หมั่นพาเด็กไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ปรับตัวกับสถานที่และกติกาของที่นั้นๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพบและเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสนามเด็กเล่น ไปบ้านเพื่อน บ้านญาติที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน
      • สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ โดยหาโอกาสพาเด็กไปเที่ยวโรงเรียนที่คาดว่าจะให้เด็กไปเรียน ให้รู้สึกเหมือนกับการไปเที่ยว เด็กๆ มักจะติดใจและอยากไปโรงเรียนอีก เพราะโรงเรียนมีสนามเด็กเล่นและมีของเล่นให้เล่นสนุก
      • พ่อแม่ควรจะพูดคุยกับถึงสิ่งที่จะได้พบที่โรงเรียน เช่น กิจกรรมสนุกสนาน ครู เพื่อน ของเล่น สนามเด็กเล่น และกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ทำที่โรงเรียน ทำไมจะต้องไปโรงเรียน

kids_momypedia

 

สร้างบรรยากาศ อยากไปโรงเรียน

      • ให้พี่หรือญาติเป็นตัวอย่าง พ่อแม่เพียงย้ำให้เด็กรู้ว่า อีกไม่นานก็จะได้ไปโรงเรียน ได้แต่งชุดนักเรียนสวยๆ หล่อๆ เหมือนกับพี่ๆ
      • หาหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับโรงเรียน หรือข้อเสียของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอ่านให้ฟัง
      • ชวนคุยถึงเรื่องการไปโรงเรียน อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปนั่งชิงช้าเล่นกับเพื่อนๆ อีกไหม หรือเล่นสมมติเป็นครูนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการโรงเรียน
      • ฝึกเด็กให้อยู่ร่วมกับแปลกหน้า เพราะการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ไปอยู่กับครูที่เด็กไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ย่อมจะทำให้เด็กกลัวการพลัดพราก โดยในขณะที่เด็กจะไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในบางครั้ง จะต้องบอกเด็กให้รู้ว่า พ่อแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่
      • ปรับเรื่องของเวลา กิน นอน การทำกิจวัตรประจำวัน ให้สอดคล้องกับช่วงเปิดเทอมของเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาเข้านอนและเวลาตื่น
      • จัดจำนวนมื้ออาหารให้ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนจะจัดให้
      • ชวนเด็กไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า กระติกน้ำ สีเทียน สีไม้ เครื่องเขียนประจำตัว และอื่นๆ ซึ่ง
      • ข้อสำคัญคือ ต้องวางแผนลางาน หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อให้เวลากับลูกในช่วงแรกของการไปโรงเรียน เพื่อคอยดูเด็กในช่วงแรก
      • ฝึกให้เด็กเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้สดใสพร้อมไปโรงเรียน
      • สำหรับวันไปโรงเรียนจริงๆ วางแผนการจัดเตรียมอาหาร เวลาอาบน้ำแต่งตัวของเด็ก และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง
      • พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สบายๆ ดูไม่กังวลหรือเครียด จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ และไม่น่ากลัวอะไร

 

จาก : นิตยสาร ModernMom : นิตยสาร Kids & School : หนังสือสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค

*** เนื้อหาบทความได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเองได้ การนำเนื้อหาไปปฏิบัติจริงเป็นดุลยพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ที่มา http://www.momypedia.com

 

……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

highline5

8 วิธี กล่อมลูกน้อยให้ยอมไปโรงเรียน

เปิดเทอมทีไร คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ มักจะเจอฤทธิ์เดชสารพัดรูปแบบของเจ้าตัวเล็ก เพราะอาการ “กลัวโรงเรียน” น่ะสิคะ วางใจได้ค่ะ เพราะเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาใหญ่อีกต่อไป ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองนำวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้

1.       อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า โรงเรียนคืออะไร และทำไมถึงต้องไปโรงเรียน

2.       ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนของเขาเอง ลูกจะได้อยากใช้อุปกรณ์นั้นที่โรงเรียน

3.       เตรียมความพร้อมโดยฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้า สวมถุงเท้า รองเท้า เมื่อเขาทำอะไร ๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาก็จะไปโรงเรียนด้วยความมั่นใจ

4.       ให้ลูกดูรูปเก่า ๆ สมัยคุณเป็นเด็กอนุบาล พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์การไปโรงเรียนครั้งแรกของคุณให้เขาฟัง จะทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น และกระตือรือร้นที่จะไปโรงเรียนมากขึ้น

5.       เด็กเล็ก ๆ มักจะกลัวที่ต้องห่างจากอ้อมอกแม่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีเวลาว่าง ควรพาลูกไปสำรวจโรงเรียน ทำความรู้จักกับคุณครูหรือพี่เลี้ยงก่อนก็จะยิ่งดี

6.       สำรวจละแวกบ้านของคุณว่ามีเด็กที่เรียนโรงเรียนเดียวกับลูกหรือไม่ ถ้ามี ก็ลองพาลูกไปโรงเรียนพร้อมกัน เจ้าตัวเล็กจะได้รู้สึกว่ามีเพื่อน

7.       ขออนุญาตคุณครู ให้ลูกนำตุ๊กตาตัวโปรดหรือของที่ลูกชอบพกติดตัวไปโรงเรียนด้วย

8.       ถ้าลูกยังร้องไห้โยเยหลังจากไปโรงเรียนแล้ว คุณต้องค่อย ๆ ปลอบโยน และฟังลูกเล่าว่าทำไมถึงไม่ชอบโรงเรียน บางครั้งอาจต้องล่อหลอกเขาบ้าง เช่น สัญญาว่าจะพาไปทานไอศกรีม หรือให้รางวัลที่ลูกยอมไปโรงเรียน แต่อย่าใช้วิธีนี้บ่อยนะคะ เพราะเด็กอาจติดนิสัยต่อรองเงื่อนไขและเรียกร้องรางวัลได้ค่ะ

วิธีเหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ดีก็ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่หนักแน่นด้วยค่ะ หากเผลอแสดงอาการลังเลหรือไม่แน่ใจให้ลูกเห็นว่าไม่ไปโรงเรียนก็ได้แล้วล่ะก็ เจ้าตัวเล็กอาจจะโยเยต่อไปไม่เลิกได้เหมือนกัน

 

เพราะโรงเรียน คือ โลกใหม่ใบเล็กของเด็ก ๆ คุณจึงควรให้เวลาเขาปรับตัวสักนิดนะคะเพื่อไปเขาจะได้เรียนรู้และอยู่ในสังคมใหม่ ๆ ได้อย่างมีความสุข

ที่มา http://www.planforkids.com/homepage.php?maincat=parentall&id=31

 

วิธีช่วยให้ลูกไม่งอแงเวลาไปโรงเรียนอนุบาล

เขียนโดย theAsianparent Editorial Team

อาการกลัวเพราะต้องแยกจากพ่อแม่นั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยค่ะ เพราะอาการกลัวนี้เกิดขึ้นทั้งกับเด็กและพ่อแม่ด้วย แต่เราก็พอมีทางออกสำหรับการช่วยไม่ให้ลูกงอแงเวลาต้องไปโรงเรียนอนุบาลฝากกันค่ะ

พ่อแม่ที่เคยผ่านช่วงเวลาพาลูกไปโรงเรียนอนุบาลมักจะเล่าให้ฟังว่า เวลาได้ยินลูกแหกปากร้องไห้เวลาไปส่งลูกหน้าโรงเรียนอนุบาล หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะสลาย แล้วเราพอจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยลดความกลัวให้แก่ลูกเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่เวลาที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลใหม่ ๆ

พาลูกไปเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ในกิจกรรมเล่นกับเพื่อน (Play Group) พ่อแม่หลายคนลองใช้วิธีนี้เพื่อหัดให้ลูกเข้าสังคมกับเด็กคนอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากที่ลูกคุ้นเคย ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะยังคงอยู่ใกล้ ๆ คุณ และยังไม่กล้าไปเล่นกับเด็กคนอื่น แต่หากคุณอดทนและพยายามแนะให้ลูกลองเล่นกับเด็กคนอื่นดู ลูกก็จะค่อย ๆ ชินกับการเล่นกับเพื่อนใหม่

ลำดับต่อไปคือ การลองหากิจกรรมสั้น ๆ ให้ลูกทำโดยที่คุณไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น แต่คุณสามารถดูแลลูกอยู่ห่าง ๆ จากนั้นค่อย ๆ ถอยออกมาให้ไกลจากลูกจนกว่าลูกจะรู้สึกมั่นใจและมีสมาธิอยู่กับกิจกรรม ไม่ใช่จดจ่ออยู่กับคุณ คุณมีหน้าที่เพียงแค่ให้กำลังใจลูกและทำให้ลูกมั่นใจในตัวเองโดยพยายามไม่ให้ลูกเห็นคุณ

เมื่อลูกเริ่มคุ้นกับการเล่นกับเด็กคนอื่นแล้ว ลองหากิจกรรมที่มีบรรยากาศคล้ายกับห้องเรียนให้ลูกทำดู เช่น เรียนศิลปะ เรียนดนตรี หรือลองเล่าให้ลูกฟังว่าบรรยากาศในห้องเรียนเป็นอย่างไร

หมั่นชมและให้รางวัลลูกเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกไม่งอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณ ยิ่งถ้าคุณให้รางวัลเป็นของที่ถูกใจลูกแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ลูกหยุดงอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณได้เร็วขึ้น

ถ้าลูกมีปัญหางอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณอยู่แล้ว ทีนี้คุณก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อพูดคุยกับลูก ก่อนที่ลูกจะต้องเริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาล ใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นจะได้ทำให้ลูกอยากไปโรงเรียน ลองขับรถผ่านหน้าโรงเรียนดูเสมือนว่าคุณจะพาลูกไปสมัครเรียน ลูกจะได้เห็นเด็กคนอื่น ๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนานที่โรงเรียน

คุยกับครูใหญ่ของโรงเรียนก็เป็นเรื่องที่หลายคนแนะนำ เพราะครูใหญ่มีสารพัดเทคนิคการรับมือกับเด็กงอแงที่โรงเรียนเสมอ นอกจากนี้ครูใหญ่ยังมีวิธีโน้มน้าวใจให้ลูกอยากมาโรงเรียนอีกด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งที่ลูกร้องไห้งอแงเวลาต้องแยกจากคุณนั้นก็เนื่องเขากลัวว่าคุณจะทิ้งเขาอีกเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าคุณจะไม่ตั้งใจก็ตาม คุณอาจจะคิดว่าแป๊บเดียวเองไม่เป็นไรหรอก แต่สำหรับลูกแล้วนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ดังนั้นคุณต้องทำให้ลูกมั่นใจว่ายังไงคุณก็จะไปรับเขาหลังเลิกเรียนอย่างแน่นอน

ที่มา  http://th.theasianparent.com/
……………………………………………………………………………………………………………………………….

หนูไม่อยากไปโรงเรียน

เขียนโดย theAsianparent Editorial Team

นี่เป็นประโยคหนึ่งที่พ่อแม่หลายคนหน่าย แม้ว่าเด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเฉย ๆ หรืออยากไปโรงเรียน แต่ก็มีเด็ก ๆ บางส่วนที่งอแงไม่อยากไปโรงเรียน ถึงขั้นต้องลากเข้าประตูโรงเรียนกันเลยก็มี

 หนูไม่อยากไปโรงเรียน

โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็ก ๆ และถ้าพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดตาม ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ในหลาย ๆ ด้าน มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน เช่น โดนรังแก รู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่ปลอดภัย เบื่อ หรือบางครั้งอาจไม่มีเหตุผลแน่ชัด

ถ้าลูกคุณเคยไปโรงเรียนอย่างมีความสุข แล้วจู่ ๆ เกิดงอแงไม่อยากไปขึ้นมากระทันหัน เป็นไปได้ว่าอาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง เด็กวัยประถมอาจไม่สามารถอธิบายต้นตอของปัญหาได้ ฉะนั้นคุณอาจจะต้องพยายามสืบหาเหตุผลด้วยตัวเอง เด็กบางคนอาจจะบอกคุณว่าเขาไม่อยากไปโรงเรียน แต่บางคนก็อาจจะเก็บไว้ในใจ พฤติกรรม เช่น ตีอกชกหัว นั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้ ไม่มีสมาธิ และไม่ยอมทำตามที่คุณบอก เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าเด็กอาจกำลังเครียด หรือมีปัญหาบางอย่าง ลองคุยกับคุณครูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือไม่ หรืออาจมีสาเหตุมาจากการสูญเสียคนในครอบครัวหรือการหย่าร้าง

ทำยังไง?

อาจเป็นแค่ช่วงสั้นยังไม่ต้องทำอะไรมากในช่วงแรก

เด็กหลายคนอาจมีช่วงงอแง ไม่อยากไปโรงเรียนบ้างสองสามวัน โดยไม่ได้มีเหตุผลอะไรร้ายแรง คุณอาจจะปล่อยลูกไปบ้างโดยไม่ต้องสนใจอะไร ไม่ต้องทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

ถ้าเป็นปัญหารุนแรงเรื้อรังพยายามสืบจนรู้ต้นเหตุแน่ชัด

พยายามทำให้ลูกเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ในช่วงที่ทุกคนอารมณ์ดี ไม่ใช่บังคับให้ลูกพูดตอนที่กำลังจะไปโรงเรียนสาย และลูกกำลังร้องไห้ ถ้าลูกไม่ยอมพูดกับคุณ แกอาจจะพูดกับคนอื่น เช่นคุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณน้า หรือพี่เลี้ยง ลองให้คนอื่นช่วยถามดู เหตุผลส่วนใหญ่ที่เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน คือ โดนแกล้ง ทะเลาะกับเพื่อน ความเบื่อ เรียนไม่รู้เรื่อง และไม่ชอบคุณครู เด็กที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน หรือการมองเห็นก็อาจไม่ชอบโรงเรียนได้เหมือนกัน

คุยกับคุณครู

สอบถามคุณครูเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น ลูกโดนรังแก ฯลฯ

ชี้แจงให้คุณครูฟัง

ถ้ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในบ้าน เช่น การหย่าร้าง หรือคนใกล้ตัวเสียชีวิต คุณควรชี้แจงให้คุณครูทราบ เพื่อที่คุณครูจะได้ช่วยสังเกตและดูแลลูกด้วยความเข้าใจ คุณควรบอกลูกเสมอว่าคุณหรือใครสักคนจะอยู่บ้าน หรือไปรับเขาที่โรงเรียน เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและไม่ว้าเหว่


ที่มา  http://th.theasianparent.com/

……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

 

 

ภูมิชีวิต ภูมิต้านทาน

มาตรฐาน

มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000057336


มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต (1)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   10 พฤษภาคม 2554 15:36 น.

       หากท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง สิ่งที่ท่านควรทำก่อนเป็นอย่างแรกคือ การตั้งสติกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นความตื่นตระหนก จากนั้นท่านควรถามตัวเองไปเรื่อยๆ ว่า ตอนนี้ตัวท่านรู้สึกยังไงบ้าง มีความคิดอารมณ์อะไรผุดขึ้นมาในตัวท่านบ้าง ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับความคิด และความรู้สึกเหล่านั้นด้วยการยอมรับมัน โดยต้องเป็นการยอมรับอย่างหมดใจ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเรื่องลบให้กลับเป็นเรื่องบวก แล้วท่านจะพบว่า ตัวท่านรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ตาม
       
          ท่านต้องปล่อยความคิด ความรู้สึกของท่านให้พาใจท่านเข้าไปในใจกลางของสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ท่านคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวท่าน แล้วจงค้นหาแสงสว่างในชีวิตให้พบพร้อมกับยินดีน้อมรับทุกๆ อย่างที่ชีวิตหลังจากนั้นจะมอบให้แก่ท่าน หากท่านทำได้เช่นนี้แล้ว ความทุกข์ของท่านจะไม่หนักหนาสาหัสอย่างที่ท่านเคยคิด สิ่งที่ท่านกลัวจะไม่เข้ามาหาท่านในแบบที่ท่านคิดเอาไว้ ท่านจะสามารถผ่านพ้นความกลัวเหล่านั้น และเข้าสู่การบำบัดรักษาได้อย่างแท้จริง
       
          ท่านจะต้องเปิดใจของท่านพร้อมกับความหวังว่า ท่านจะหายจากโรคร้ายได้ ท่านต้องไม่ลืมว่า มีคนหายจากโรคร้ายแรงอยู่เสมอ ทั้งด้วยวิธีรักษาปกติ และวิธีที่เหลือเชื่อหรือ “ปาฏิหาริย์” ท่านไม่จำเป็นต้องมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า วิธีใดวิธีหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์ทางเลือก) จะได้ผลในการรักษาโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งที่ท่านเป็น แต่ท่านควรมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า ทุกอย่างรวมทั้งการหายขาดจากโรคมะเร็งราวกับปาฏิหาริย์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ท่านก็ควรรับรู้ไว้ด้วยเช่นกันว่า บางครั้งการหายขาดเกิดขึ้นในระดับร่างกายก่อน แต่บางครั้งก็อาจเกิดขึ้นในระดับความคิดจิตใจ หรือแม้แต่ในระดับจิตวิญญาณก่อนแล้วแต่กรณี แต่การหายขาดที่แท้จริงอย่างเป็นองค์รวมนั้น จะต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับร่างกาย จิตใจ (ความคิด) และจิตวิญญาณในที่สุด 
       
          ในความเห็นของผม ผมคิดว่า ระบบภูมิชีวิต (Immune System) มีความสำคัญระดับฐานรากที่สุดในการบำบัดรักษา และการป้องกันโรคมะเร็ง อย่าลืมว่า มะเร็งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนเรามากๆ ในทุกๆ มิติของชีวิต และคนเราทุกคนล้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งทั้งสิ้น เพราะแค่เซลล์ใดเซลล์หนึ่งได้รับความเครียดความกดดันมากเข้า มันก็จะผ่าเหล่ากลายเป็นเซลล์เนื้อร้ายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันควรจะตาย แต่ก็ไม่ตาย มิหนำซ้ำยังโยกย้าย กระจาย ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัด จนไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระบบชีวิตของผู้นั้นอีกต่อไป
       
          จริงอยู่ หน้าที่ของระบบภูมิชีวิตหรือภูมิคุ้มกันในตัวเรา คือ การคอยกราดตรวจค้นหาเซลล์แปลกปลอม และกำจัดทิ้งไปจากเซลล์จำนวนมหาศาลที่แบ่งตัวอยู่ทุกนาที และจากปัจจัยรุมเร้าภายนอกสารพัดชนิดที่รุกรานเข้ามา ทำให้เซลล์ในร่างกายแปรผันไปเป็นเนื้อร้ายได้    ภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของการบำบัดร่างกาย ที่คอยช่วยป้องกันหรือไล่จับกินเซลล์มะเร็งที่ลอบเติบโตอยู่ทีละน้อยในร่างกายของคนเรา
       
          แต่แม้กระนั้นก็ตาม จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก เนื่องจากระบบภูมิชีวิตของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยม และสังคมบริโภคนิยมนั้น ทำงานหนักจนเกินกำลังจะรับไหว เพราะสังคมทุนนิยม-บริโภคนิยมได้สร้างสารก่อมะเร็งขึ้นมาเพิ่มเติมแก่โลกจำนวนนับไม่ถ้วน นอกเหนือไปจากสารก่อมะเร็งในธรรมชาติซึ่งอยู่ใกล้ตัวคนเราอยู่แล้ว
       
          การสร้างระบบภูมิชีวิตของตนเองให้แข็งแรงอย่างบูรณาการ จึงเป็นปราการที่สำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็ง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลงได้ เนื่องจากในปัจจุบัน มนุษย์ยังเอาชนะมะเร็งไม่ได้ และการรักษาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือกก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรักษามะเร็งให้หายได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
       
          ผมสนใจ กรณีศึกษาของคุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์ (จากหนังสือ “มะเร็งแห่งชีวิต” (พ.ศ. 2540) ของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง) เป็นพิเศษ เพราะเธอเป็นคนไข้มะเร็งเต้านมคนแรกที่รักษาด้วยวิธีชีวจิตล้วนๆ (วิธีชีวจิตเป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์แบบทางเลือกที่เผยแพร่โดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง) มิใช่คนไข้ที่ผ่านการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้ว หรือเป็นคนไข้ที่โรงพยาบาลไม่รับรักษาต่อไปแล้ว
       
          แต่กรณีของคุณสุภาพรไม่เป็นเช่นนั้น ในกลางปี พ.ศ. 2535 เธอรู้สึกว่า มีอาการผิดปกติที่หน้าอกของเธอ จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลอย่างละเอียดจนได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งทางโรงพยาบาลแนะนำให้ผ่าตัดเอาเต้านมออก แต่คุณสุภาพรได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไม่ยอมผ่าตัดเด็ดขาด และจะมุ่งมั่นรักษาด้วยวิธีการชีวจิตเท่านั้น ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของอาจารย์สาทิส โดยที่อาจารย์สาทิสเองก็ได้แจกแจงถึงผลดีผลเสียของการรักษาทั้งสองแบบ ให้คุณสุภาพรรับทราบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเองว่าจะเลือกเอาวิธีไหนรักษา
       
          กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อาจารย์สาทิสเองก็ไม่เคยรับรองว่า ถ้ารักษาแบบชีวจิตแล้วจะหายแน่ๆ คุณสุภาพรจะต้องยอมเสี่ยงเองว่า ถ้าไม่ได้ผล เธอจะทำอย่างไรต่อไป แต่คุณสุภาพรตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ตายเป็นตาย จะขอเลือกวิธีแบบชีวจิตโดยไม่ยอมผ่าตัดเด็ดขาด
       
          จากนั้นการรักษามะเร็งเต้านมของคุณสุภาพร ด้วยวิธีรักษาแบบชีวจิตอย่างจริงจังก็เริ่มขึ้น หลักในการรักษาแบบชีวจิต ประกอบไปด้วย
       
          (1) เพิ่มระบบภูมิชีวิต (Immune System) ให้สูงขึ้นโดยเร็ว อันนี้เป็นสิ่งที่ชีวจิตให้ความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับแรก
       
          (2) หยุดการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อ รวมทั้งหยุดการกระจายของมะเร็ง (Metastasis) 
       
          (3) แก้อาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การปวด การไอ การเพลีย
       
          (4) จัดระบบการใช้ชีวิตประจำวันใหม่
       
          ในกรณีของคุณสุภาพร หลังจากได้ทำการตรวจร่างกายของเธออย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำโปรแกรมการรักษา อาจารย์สาทิสได้พบว่า ระบบย่อยของเธอ และการทำงานของตับอ่อนไม่ดีเท่าที่ควร นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ก้อนเนื้อที่หน้าอกของเธอมีแคลเซียมเกาะ  เมื่อตรวจดูตับและการทำงานของตับ ปรากฏว่าตับโต และเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงมาก จากผลของการตรวจลิ้นและปาก ได้พบว่า ระบบย่อยทำงานไม่ดี เกิดแก๊สหมักหมมในกระเพาะ และลำไส้ทำให้ท้องแน่นและมีแก๊สมาก   ระบบเกี่ยวกับมดลูกรังไข่ของเธอก็ผิดปกติ ทำให้ประจำเดือนไม่ปกติ มีอาการปวดหัว ปวดตัว เป็นๆ หายๆ อยู่เป็นประจำ สุขภาพจิตของคุณสุภาพรเองในตอนนั้น ก็ไม่ค่อยดีนัก อาจเป็นเพราะความวิตกกังวลเรื่องการเจ็บป่วยมีมาก บางครั้งมีอาการใจลอย ถามตอบจะไม่ค่อยเข้าใจทันที การทำงานของสมองค่อนข้างช้า
       
          อาจารย์สาทิส ได้จัดทำโปรแกรมการรักษาคุณสุภาพร ดังต่อไปนี้
       
          (1) ให้ทำการ ล้างพิษ (Detoxification) ในร่างกายก่อนเป็นการด่วน
       
          (2) ใช้สูตรอาหารชีวจิตประเภทเคร่งครัด รสชาติจืด
       
          (3) ใช้เอนไซม์จากน้ำผักและผลไม้ แครอท ฝรั่ง มะระ และน้ำสมุนไพร
       
          (4) ใช้เอนไซม์สกัดเป็นเม็ดจากต่างประเทศ เพื่อลดก้อนเนื้อและช่วยละลายแคลเซียมที่เกาะก้อนเนื้อที่หน้าอก
       
          (5) ให้เม็ดเอนไซม์ประเภทช่วยให้การ Oxidation ของเลือดดีขึ้น
       
          (6) ให้วิตามินประเภท Antioxidant เช่น วิตามิน C, A, D, E และซีลีเนียม และให้วิตามิน Niacin เพื่อลดไขมันและช่วยหัวใจ
       
          (7) ให้แร่ธาตุสังกะสี ทองแดง โครเมียม และเหล็กในจำนวนที่สูงมาก เช่น สังกะสีวันละ 200 mg       
           

           (8)  ให้ยาประเภทกรดโปรแล็กติน ฮอร์โมน
       
          (9) ให้เอนไซม์ที่จะไปต่อต้านเอนไซม์ของมะเร็งที่ชื่อ Hyaluronidase
       
          รายการต่างๆ ข้างต้น อาจารย์สาทิสจัดให้คุณสุภาพรเป็นคอร์ส คอร์สละ 10 วัน พอถึงคอร์สที่ 6 (สองเดือนต่อมา) จึงทำการตรวจร่างกายของคุณสุภาพรอย่างละเอียดอีกครั้ง ปรากฏว่าก้อนเนื้อสองก้อนหายไป รอยอักเสบไม่มีเหลืออีกเลย ร่างกายแข็งแรงกว่าเดิมอย่างน่าพิศวงยิ่ง อาการเพลียหมดไป หน้าตาสดใส กระฉับกระเฉงว่องไวขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น 2 กิโลกรัม ดังนั้นตั้งแต่คอร์สที่ 7 เป็นต้นไป อาจารย์สาทิสจึงเปลี่ยนโปรแกรมเป็นโปรแกรมบำรุงอย่างเต็มที่โดย
       
          (1) Detox (การล้างพิษ) ยังคงทำต่อไป แต่น้ำยาเปลี่ยนเป็นประเภทต่างๆ
       
          (2) อาหารเพิ่มโปรตีนจากพืช และคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น
       
          (3) ลดเอนไซม์ลงครึ่งหนึ่ง
       
          (4) เพิ่มวิตามิน และยาบำรุงมากขึ้น
       
          (5) เพิ่มยาเสริมประเภทโสม เกสรผึ้ง Amino Acids
       
          (6) ทำโปรแกรมชีวิตประจำวันอย่างเข้มงวด ในเรื่องการกิน การนอน การพักผ่อน การออกกำลังกาย และวิธีคิดในเชิงบวกโดยจัดให้เหมาะสมกับสภาพชีวิตของคุณสุภาพร
       
          คุณสุภาพรได้มาเข้าคอร์สและปฏิบัติตัวตามแนวชีวิตอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาเกือบครึ่งปี หลังจากนั้น เธอได้ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาล ผลของการตรวจร่างกายสมบูรณ์ทุกอย่าง ร่างกายของเธอปราศจากโรคร้าย สามารถกลับไปทำงานใช้ชีวิตอย่างปกติสุขทุกอย่างเกินกว่า 5 ปี ซึ่งทางการแพทย์ถือว่า คุณสุภาพรได้หายจากโรคมะเร็งในครั้งนั้นแล้ว ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากในครั้งนั้น คุณสุภาพรประสบความสำเร็จในการฟื้นฟู ระบบภูมิชีวิต ของเธอให้แข็งแรงสมบูรณ์นั่นเอง
       

แต่แล้วคุณสุภาพรกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง (ยังมีต่อ)

มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต (2)

โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย   17 พฤษภาคม 2554 15:59 น.

คนไข้มะเร็งรุ่นแรกของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ที่หายเป็น “ปลิดทิ้ง” ในช่วงกลางทศวรรษ 2530 ไม่ได้มีแค่คุณสุภาพรเท่านั้น ตามที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในหนังสือ “กูไม่แน่” (พ.ศ. 2548) ของเขา ยังมีอาจารย์เปรื่อง คุณป้อม คุณพิศมัย คุณหน่ำ คุณปู คุณนุช คุณอัญชัน คุณวิจารณ์ คุณสุรีย์ คุณประกิต คุณอนุชา คุณหรรษา คุณเดือนเพ็ญ และคุณหลีอีกด้วย บุคคลที่อาจารย์สาทิสเอ่ยถึงเหล่านี้ ล้วนหายจากมะเร็งมาเกินกว่าห้าปีแล้วทั้งสิ้น

จากกรณีเหล่านี้ทำให้น่าคิดว่า แนวทางแบบชีวจิตในการรักษามะเร็ง น่าจะมีประสิทธิผลในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน และส่งผลให้ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2541 รายการโทรทัศน์ “เจาะใจ” โดยคุณสัญญา คุณากร ได้เชิญอาจารย์สาทิสไปออกรายการพร้อมกับคุณจตุพร ช่างสกล เพื่อนำเสนอวิธีการใช้ชีวิตในแนวทางชีวจิตสำหรับการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งกายและใจ โดยมีคุณจตุพรเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วันรุ่งขึ้นหลังจากออกอากาศ ปรากฏการณ์ “ชีวจิตฟีเวอร์” ก็เกิดขึ้นทั่วประเทศในพริบตา ที่สำคัญก็คือ คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ อดีตประธานบริหารบริษัทเครืออมรินทร์ ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2539 หลังจากรักษาตามกระบวนการทางแพทย์แผนปัจจุบันด้วยการทำเคมีบำบัด และฉายรังสีเป็นเวลาหกเดือนเต็มแล้วประสบปัญหาข้างเคียงที่มีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียตลอดเวลาทำให้ทุกข์ทรมานมาก แต่แล้วมะเร็งก็ยังกลับมาใหม่โดยไปโผล่ที่ปอดทำให้คุณชูเกียรติตัดสินใจที่จะไม่รับการรักษาแบบเดิม แล้วหันมารักษาตามแนวทางชีวจิตแทน

สิ่งที่เห็นผลทันทีทันใดอย่างชัดเจนก็คือ ปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายหมดไป ทำให้คุณชูเกียรติมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมทั้งกายและใจ คุณชูเกียรติและครอบครัว จึงได้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของ ขบวนการสุขภาพชีวจิต ในประเทศไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าคุณชูเกียรติจะไม่หายจากโรคมะเร็ง และเสียชีวิตในเวลาต่อมาก็ตาม

ส่วน คุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์ ผู้เป็นคนไข้มะเร็งกรณีแรกๆ ที่รักษาด้วยแนวทางแบบชีวจิตล้วนๆ หลังจากที่ “หาย” จากโรคมะเร็งเต้านมเกินกว่าห้าปีแล้ว เธอก็ไม่ได้ดูแลตัวเองมากนัก เธอหันกลับไปทำงานหนัก และใช้ชีวิตในการกินการอยู่อย่างไม่ถูกต้องอีกเหมือนในช่วงก่อนเป็นมะเร็งครั้งแรก ทำให้มะเร็งกลับมาอีกแล้วกระจายไปที่เต้านมอีกข้าง 

อาจารย์สาทิสเคยแนะนำให้เธอรักษาด้วยวิธีผสมผสานคือ ควรจะใช้การฉายรังสีหรือเคมีบำบัดผสมกับวิธีชีวจิต เพราะประเมินแล้วว่าครั้งนี้จะใช้วิธีชีวจิตเพียงลำพังคงเอาไม่อยู่แล้ว แต่คุณสุภาพรปฏิเสธเด็ดขาด ไม่ยอมใช้วิธีผสมผสาน แต่เธอกลับไปทำโปรแกรมการรักษาด้วยวิธีของเธอเอง ปัญหาก็คือ คุณสุภาพรได้ใช้วิธีการแพทย์ทางเลือกแบบของเธอเองที่ค่อนข้างจะ “งมงาย” โดยเธอได้ทดลองด้วยวิธีต่างๆ หลายสิบวิธี ใช้แม้กระทั่งน้ำมนต์ คาถาบำบัดต่างๆ โดยไม่ได้วิเคราะห์ประเมินว่าวิธีไหนได้ผล วิธีไหนไม่ได้ผล ทุกอย่างจึงดูสับสนไปหมด สุดท้ายคุณสุภาพรก็จากไป

คนไข้มะเร็งรุ่นแรกๆ ของอาจารย์สาทิสที่หายเป็น “ปลิดทิ้ง” เกินกว่าห้าปี แต่กลับมาเป็นมะเร็งใหม่แล้วเสียชีวิตไปอย่างรวดเร็วนั้น นอกจากคุณสุภาพรแล้ว ยังมีอาจารย์เปรื่องกับคุณป้อม อาจารย์เปรื่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านภาพสีน้ำที่มีอารมณ์ขัน อารมณ์ดีเสมอ ระยะแรกที่อาการของอาจารย์เปรื่องดีขึ้นจนดูเหมือนอาจารย์เปรื่องหายจากมะเร็งเป็นปกติแล้วนั้น อาจารย์เปรื่องกลับไม่ได้ดูแลตนเองเลย คือไม่ได้ดูแล ระบบภูมิชีวิต (Immune System) ให้อยู่ในระดับสมบูรณ์แข็งแรงคงที่เลย แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ระบบภูมิชีวิตอ่อนแอลงอีกจนมะเร็งกลับมาใหม่ คราวนี้แม้จะพยายามช่วยกันสักเพียงใดก็แก้ไม่ทันแล้ว กรณีของคุณป้อมก็เช่นกัน ที่พอหายดีจากโรคมะเร็งแล้ว ก็คงเข้าใจผิดคิดว่าหายแล้วหายเลย จึงไม่ได้ดูแลหรือระวังตัวอะไรอีก จึงทำให้มะเร็งกลับมาใหม่ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

จากกรณีของคุณสุภาพร อาจารย์เปรื่อง และคุณป้อมที่มะเร็งกลับมาใหม่แล้วก็เสียชีวิตไปอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนมาจากสาเหตุเหมือนๆ กันคือ เข้าใจผิดคิดว่า หายแล้วหายเลย จึงไม่ดูแลตัวเองในเชิงป้องกันอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นสิ่งที่ต้องทำไปตลอดทั้งชีวิต จึงทำให้ระบบภูมิชีวิตกลับมาอ่อนแออีกครั้ง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยแก้ไขไม่ทันแล้ว

อย่างไรก็ดี คนไข้มะเร็งรุ่นแรกๆ ของอาจารย์สาทิส คนอื่นที่เหลืออีกสิบกว่าคนยังอยู่ดีกันทุกคนคือ หายจากโรคมะเร็งมากว่า 15 ปีแล้ว (ตอนที่อาจารย์สาทิสเขียนหนังสือ “กูไม่แน่” ออกมาในปี พ.ศ. 2548) ซึ่งถ้าคิดตามสถิติการแพทย์ก็ต้องถือว่า หายเป็นปกติแล้ว แม้แต่กลุ่มคนไข้มะเร็งรุ่นหลังๆ ของอาจารย์สาทิส ก็ยังอยู่ดีกันเป็นส่วนมาก ทำให้น่าจะสรุปเป็น บทเรียน ได้ว่า

การสร้างระบบภูมิชีวิตด้วยแนวทางแบบชีวจิต หรือแนวทางดูแลสุขภาพแบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการ ที่เน้นการเปลี่ยน “วิถีชีวิต” โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน น้ำดื่ม การนอน การออกกำลังกาย การฝึกหายใจ (ฝึกลมปราณ) การทำสมาธิ การผ่อนคลาย การบริหารความเครียด และการล้างพิษนั้น ทำให้ สามารถยกระดับภูมิชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ จนเป็นที่น่าพอใจ (แม้อาจจะไม่ได้ผลทุกรายก็ตาม) และ เมื่อบำบัดระบบภูมิชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นจนเหมือนเป็นปกติได้แล้ว ผู้นั้นก็ควรที่จะต้องรักษา “สุขภาวะ” และความแข็งแรงของภูมิชีวิตนี้ไว้ให้ได้ไปจนตลอดชีวิตตราบสิ้นอายุขัย มิฉะนั้นแล้วโอกาสที่จะกลับมาเป็นมะเร็งใหม่ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วนั้นมีได้เสมอ

ผลสะเทือนในเชิงบวกที่ ขบวนการสุขภาพชีวจิต มีต่อการแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศไทยนั้น เริ่มปรากฏเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 2540 เป็นต้นมา แพทย์หญิงเจรียง จันทรกมล กรรมการผู้อำนวยการโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก ผู้เขียน “คำนิยม” ให้แก่หนังสือ “กูไม่แน่” (2548) ของอาจารย์สาทิสได้กล่าวว่า เธอได้มีโอกาสรู้จักกับชีวจิต เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 เธอเป็นหมอรักษาโรคมะเร็งแบบแผนปัจจุบันที่ได้เห็นความสิ้นหวัง ท้อแท้ ทุกข์ใจของคนไข้ เมื่อแพทย์แจ้งให้ทราบว่า คนไข้เป็นมะเร็ง และอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1-2 ปีเท่านั้น เธอรู้สึกหดหู่ เพราะเธอเองก็ไม่ทราบว่าจะช่วยได้อย่างไร

ต่อมาเธอได้พบอาจารย์สาทิส และเข้ารับการอบรมวิถีชีวิตแนวชีวจิต ทำให้เธอคิดว่าแนวทางนี้แหละที่จะสามารถช่วยคนไข้โรคมะเร็งได้ เธอจึงแนะนำคนไข้ให้ เปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต ให้ลดสารพิษที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดมะเร็ง ลดความเครียด ลดอาหารเนื้อสัตว์ ทำจิตใจของคนไข้ให้สงบด้วยการให้นั่งสมาธิ ให้กำลังใจ รวมทั้งให้ออกกำลังกายอย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้คนไข้
       
ปรากฏว่า เธอได้เห็น “ความอัศจรรย์” ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ที่มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ และผลของการสร้างภูมิต้านทาน (ภูมิชีวิต) กับการลดสารพิษ ทำให้คนไข้มีอายุยืนขึ้น จากที่แพทย์เคยบอกว่าจะอยู่ได้เท่านั้นเท่านี้ ก็อยู่นานขึ้นอย่างที่คนไข้เองก็คาดไม่ถึง ส่วนการใช้เคมีบำบัดกับการฉายรังสี ก็มีการปรับให้เข้ากับคนไข้แต่ละคนตามสภาพของคนไข้ที่จะรับได้ โดยใช้ร่วมกับการสร้างภูมิต้านทานโดยหลักของชีวจิตเป็นระยะๆ ทำให้เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน เพราะคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระยะขั้น 3 ขั้น 4 ซึ่งปกติจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนหรือ 1 ปี ตามที่แพทย์ทำนาย แต่คนไข้อยู่ได้นานเกินห้าปีได้ก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย สิ่งนี้เธอจึงถือว่าเป็น ความสำเร็จของการรักษามะเร็งตามแนวผสมผสาน หรือแบบบูรณาการนี้ ซึ่งเธอเชื่อมั่นว่า จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการแพทย์แผนปัจจุบันไปสู่ทิศทางของ การแพทย์แบบองค์รวม หรือ การแพทย์แบบบูรณาการ และ จะหันมาให้ความสำคัญของการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรคอย่างแน่นอน

สิ่งที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษจากกรณีศึกษาต่างๆ ข้างต้นของคนไข้มะเร็งที่รักษาด้วยแนวทางแบบชีวจิตแล้ว “ดีขึ้น” ในแง่คุณภาพชีวิตทั้งกายใจเป็นจำนวนมากนั้นก็คือ เราจะสามารถอธิบายเหตุผลของการ “ดีขึ้น” นี้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสุขภาพได้อย่างไร?

มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต (3)

โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย   24 พฤษภาคม 2554 15:48 น.

จากประสบการณ์ของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ที่ได้เจอผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ไม่ต่ำกว่าสองหมื่นคนในช่วงยี่สิบกว่าปีมานี้ เขามักจะย้ำกับผู้ป่วยเหล่านั้นเสมอว่า ตัวเขาหรือแม้แต่หมอมีความหมายน้อยมากในการบำบัดโรคมะเร็ง ถ้าหากผู้ป่วยจะหายจากโรคมะเร็งได้ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเคร่งครัด และเอาจริงเอาจังในการฟื้นฟูระบบภูมิชีวิต (Immune System) ของตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงหายได้ เพราะตัวพวกเขาเอง

อาจารย์สาทิสอยากให้คนไทยทั้งหลายได้เข้าใจจริงๆ ว่า ชีวิตและสุขภาพของคนเราทุกคนขึ้นอยู่กับระบบภูมิชีวิต เขาอยากให้แพทย์ พยาบาล และนักวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกคนใส่ใจ และเข้าใจบทบาทและความสำคัญของระบบภูมิชีวิตอย่างถ่องแท้ และอย่างละเอียด เพราะเขาเชื่อมั่นว่าถ้าทำเช่นนั้นได้ จะทำให้แพทย์ และพยาบาลสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้อีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นการที่คนเราจะมีสุขภาพที่แข็งแรง และป้องกันตัวเองจากโรคร้ายได้ การมีองค์ความรู้ ความเข้าใจว่า ระบบภูมิชีวิตคืออะไร และจะใช้ระบบภูมิชีวิต รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้อย่างไร จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะว่าไปแล้ว แก่นกลางของฐานคิดของการแพทย์แบบองค์รวม หรือแบบบูรณาการนั้น อยู่ที่องค์ความรู้อันหลากหลาย และเป็นสหวิทยาการเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิต นี้นั่นเอง

ชีวิตของคนเรานั้น อยู่ได้นับแต่เกิดจนตายตามอายุขัยได้ ก็เพราะมีระบบภูมิชีวิตคุ้มครองอยู่โดยไม่เกี่ยงว่า คนคนนั้นจะเป็นคนดีมีคุณธรรมหรือเป็นคนเลวคนชั่วร้ายที่กินบ้านกินเมือง แต่ประการใด การที่คนเรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะ ระบบภูมิชีวิตเป็นตัวคุ้มครองป้องกันชีวิตของคนเรา และยังเป็นผู้ทำนุบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เติบใหญ่แข็งแรง รวมทั้งยังเป็นตัวสร้างพลังชีวิตให้แก่ร่างกายได้อีกด้วย

คำว่า “ระบบภูมิชีวิต” ที่อาจารย์สาทิสใช้มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Immune System ซึ่งโดยทั่วไปมักจะแปลว่า “ระบบภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นคำแปลที่แคบไปแล้ว เมื่อคำนึงถึงบทบาทที่แท้จริงของมัน ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้คำว่า ระบบภูมิชีวิตแทน

คำจำกัดความง่ายๆ ของ Immune System ตามตำราแพทย์ทั่วไปนั้น จะหมายถึง ระบบหลายระบบซึ่งทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนในร่างกาย เพื่อสร้างระบบการต่อสู้ และปราบปรามให้แก่ร่างกาย รวมทั้งช่วยป้องกันร่างกายให้พ้นอันตรายจากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม โดยที่อวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายที่มีส่วนในการสร้าง Immune System นี้ก็คือ

(1) ต่อม Tonsil และ Adenvid ที่อยู่ในช่องปากตรงส่วนต่อกับลำคอ

(2) ต่อม Thymus ตรงกระดูกหน้าอก ต่อมนี้ทำงานตลอดชีวิตแม้ว่าต่อมจะเล็กหรือฝ่อลงเมื่อคนเราโตขึ้น

(3) ต่อมน้ำเหลือง (lymph node) อันที่จริงต่อมน้ำเหลืองนี้มีระบบของตัวเองเรียกว่า ระบบต่อมน้ำเหลือง (lymphatic system) โดยที่ระบบนี้เป็นระบบย่อย หรือส่วนหนึ่งของระบบภูมิชีวิตอีกทีหนึ่ง

(4) ม้าม (spleen) เป็นอวัยวะสำคัญในการสร้างระบบภูมิชีวิต

(5) แผงต่อมน้ำเหลืองในลำไส้ (Peyer’s patches) อยู่ที่ส่วนปลายของลำไส้เล็ก (ileum)

(6) ไส้ติ่ง (appendix) จริงๆ แล้วไส้ติ่งมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิต้านทานให้ระบบย่อย ซึ่งเป็นระบบที่สำคัญที่สุดของร่างกาย

(7) ไขกระดูก (bone marrow) กระดูกท่อนยาวต่างๆ ของร่างกาย จะมีโพรงไขกระดูกอยู่ตรงกลาง โดยที่ไขกระดูกก็เป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของระบบภูมิชีวิต

ปัจจุบันองค์ความรู้เกี่ยวกับ Immune System มีความลุ่มลึกกว่าเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อนมาก จนมีความเข้าใจแล้วว่า Immune System มิได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันและปราบปรามเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมเหมือนอย่างที่เคยเข้าใจเช่นนั้นในอดีต แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้าง และบำรุงพละกำลังของตัวเองของร่างกายอีกด้วย จึงเกี่ยวโยงกับความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย และจิตใจด้วยอย่างแยกจากกันไม่ได้
       
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ถ้าหากคนเรามีร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ นั่นก็หมายความว่า ระบบภูมิชีวิตของเขาดีและสมบูรณ์ทุกประการ แต่ถ้าผู้นั้นอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อยหรือเป็นโรคร้าย นั่นก็ย่อมแสดงว่า ระบบภูมิชีวิตของผู้นั้นต่ำ หรือร่างกายเกือบจะไม่มีระบบภูมิชีวิตเหลือในร่างกายเลย ระบบภูมิชีวิตของคนเราจะทำงานทันที เมื่อมีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตัวที่จะเริ่มทำงานก่อนคือ เลือดขาว (white blood cell) เลือดขาวกลุ่มแรกคือ ตัวเขมือบเซลล์ (phagocyte) โดยมีผู้ช่วยคือ macrophage กับ T เซลล์ และ B เซลล์มาช่วยกันล้อมกรอบเชื้อโรค รวมทั้งสร้าง Antibody ขึ้นมาปราบปราม

หากร่างกายเป็นเหมือนประเทศ เลือดขาวก็จะเป็นเหมือนตำรวจ และทหารซึ่งมีหน้าที่ป้องกันต่อสู้ และปราบปรามศัตรูของประเทศ แต่การที่บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองได้ จะต้องมีการทะนุบำรุงด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย เพราะตำรวจ ทหารอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องทะนุบำรุงจากด้านอื่นๆ ให้ตัวเองแข็งแรงเสียก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้

ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน การทะนุบำรุงร่างกายก็ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ช่วยเหลือกันเป็นทอดๆ ไปอย่างเป็นระบบ อย่างเช่น เลือดจะเกิดจากไขกระดูกเสียเป็นส่วนมาก ไขกระดูกก็ต้องอาศัยตัวกระดูก ส่วนกระดูกจะแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง ก็ต้องอาศัย สารอาหาร (nutrients) และแร่ธาตุต่างๆ จากภายนอกร่างกาย เมื่อคนเรารับอาหารจากภายนอกร่างกายแล้ว ระบบต่างๆ ก็ต้องแปรอาหารต่างๆ เหล่านั้นให้เป็นสารอาหาร แล้วตัวเลือดเอง (เลือดแดง) ก็ต้องนำสารอาหารต่างๆ นั้นไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งไปสร้างเนื้อเยื่อและไขกระดูก โดยที่ไขกระดูกก็จะผลิตเลือดให้แก่ตัวเองต่อไป นี่คือ หลักการในการทะนุบำรุง และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งจะวนเวียน และหมุนเวียนกลับไปกลับมาเช่นนี้ตลอดชั่วชีวิตของคนเรา

ตัวเลือดขาวเองจะทำหน้าที่ปราบปรามต่อสู้กับเชื้อโรคโดยตรงไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเลือดแดงเป็นตัวนำพากลุ่มเลือดขาวออกไปต่อสู้กับเชื้อโรค แต่เลือดแดงถ้าไม่ได้รับการสูบฉีดจากหัวใจ ก็ไปไหนไม่ได้ นอกจากนี้ เลือดแดงยังต้องการการฟอกซักล้างตัวเอง โดยที่ตัวฟอกซักล้างนี้คือ ออกซิเจน ซึ่งต้องผ่านการทำงานของปอด (การหายใจ) แต่หัวใจเอง ถ้าไม่ได้เลือดมาเลี้ยงหัวใจตัวเอง หัวใจก็อยู่ไม่ได้

จึงเห็นได้ว่า ระบบภูมิชีวิต มิได้หมายถึงการต่อสู้ ป้องกัน และปราบปรามอย่างเดียว แต่กินความไปถึงการทะนำบำรุงด้านอื่นๆ และการต้องอาศัยพึ่งพากันและกันของระบบอื่นๆ ด้วย ในการศึกษาระบบภูมิชีวิต จึงจำต้องมองให้เห็น ภาพรวม หรือเห็น เครือข่ายของระบบภูมิชีวิตทั้งหมด ว่ามีหน้าที่ตรงอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องอาศัยระบบอะไร ในการปฏิบัติหน้าที่ของมัน ซึ่งเราพบว่า ระบบภูมิชีวิตนั้นคือ เครือข่ายของระบบรากฐาน 5 ระบบในร่างกาย ดังต่อไปนี้
       
       (1) ระบบเลือด (circulatory system) ซึ่งหมายถึง เครือข่ายของเส้นเลือดทั้งหมด ทั้งเส้นเลือดแดง และเส้นเลือดดำ
       
       (2) ระบบหายใจ (respiratory system) ความสำคัญของระบบหายใจ คือ การถ่ายเทออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ให้เข้า และออกจากร่างกาย โดยการที่คนเราหายใจออกซิเจนเข้าทางจมูก และปากผ่านหลอดลมลงไปที่ปอด ออกซิเจนจะฟอกเลือดที่ปอดให้บริสุทธิ์ส่งผ่านไปที่หัวใจ หัวใจจะปั๊มเลือดออกไปตามเส้นเลือด เลือดไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาเข้าเลือด เลือดกลับมาที่ปอด ปอดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปนำออกซิเจนเข้ามาอีก เป็นวงจรอยู่เช่นนี้
       
       (3) ระบบประสาทและสมอง (nervous system) คือระบบที่ควบคุมการทำงานทุกอย่างของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ที่แบ่งออกเป็นสมองและไขสันหลังกับระบบประสาทส่วนปลาย (peripheral nervous system) ซึ่งมีเส้นประสาทจากไขสันหลัง (spinal nervous) และประสาทอัตโนมัติ
       
       (4) ระบบย่อย (digestive system) ประกอบไปด้วยอวัยวะซึ่งเป็นท่อกล้ามเนื้อ และต่อมต่างๆ ซึ่งขับน้ำย่อย และการหล่อลื่นอวัยวะซึ่งเป็นท่อกล้ามเนื้อนั้นเริ่มจากปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปสุดที่ทวารหนัก
       
       (5) ระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) เป็นระบบที่ทำงานร่วมกับต่อมทอนซิล ไทรอยด์ ไทมัส ม้าม เพเยอร์สแพทช์ ไส้ติ่ง และไขกระดูกที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยมีหน้าที่ร่วมกันต่อต้านปราบปรามศัตรูซึ่งมาจากภายนอกร่างกาย แต่ระบบน้ำเหลืองจะมีส่วนพิสดารกว่าอวัยวะอื่นๆ และต่อมอื่นๆ ของ Immune System ตรงที่ว่า ระบบน้ำเหลืองนี้มีท่อหรือเส้นน้ำเหลืองเป็นเครือข่ายทั่วร่างกาย คล้ายๆ กับเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกายเช่นกัน โดยการหมุนเวียนของน้ำเหลืองซึ่งไหลไปตามเส้นน้ำเหลืองทั่วร่างกายนี้จะกวาดท็อกซิน (Toxin) ไขมัน โปรตีน และสิ่งสกปรกซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายไปตามท่อน้ำเหลือง แล้วก็ผลักดันสิ่งต่างๆ เหล่านั้นลงเส้นเลือดด้านซ้ายและขวาของไหปลาร้า
       
       ขอสรุปรวบยอดอีกครั้งว่า เราควรทำความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของระบบภูมิชีวิต จากมุมมองเชิงระบบ (system theory) ในการป้องกันและรักษาโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ โดยมองระบบภูมิชีวิตอย่างเป็นเครือข่ายแบบองค์รวม มิใช่จำกัดแค่ระบบต่อต้านปราบปรามเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมซึ่งมาจากภายนอกร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องครอบคลุมไปถึงระบบรากฐานอื่นๆ ทั้งหมดของร่างกายด้วย แล้วเราก็จะเห็นได้เองว่า ระบบภูมิชีวิต คือ ตัวชีวิตเอง และเป็นตัวรักษา “ชีวิต” ในฐานะที่เป็น “ระบบ” (system) ชนิดหนึ่งให้แข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไปตราบจนสิ้นอายุขัยของมัน สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า เราจะดูแล เสริมสร้างระบบภูมิชีวิตของคนเราอย่างไร ในการป้องกันโรค และทำให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
       
                          www.suvinai-dragon.com

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000063340

ที่มา  http://sbayjai.com/forum/index.php?topic=1892.15

ภูมิชีวิต เป็นที่รู้จักกันในรูปของ ภูมิต้านทาน คือ Immunity ซึ่งหมายถึง ระบบป้องกันทั้งหมด (Defense System) ของร่างกาย

หน้าที่ของระบบป้องกันก็คือ

1. ป้องกันไม่ให้สารหรือสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอันตราย และอยู่นอกร่างกายเข้ามาในร่างกายได้

2. ทำลายหรือไล่สิ่งที่มีอันตรายต่อร่างกายให้หมดไป”

ซึ่งระบบบป้องกันทั้งหมดที่ว่า มักเพ่งเล็งไปที่ “แอนติบอดี้” คือ สารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเป็นภูมิต้านทานแต่ละอย่าง เพื่อต่อสู้ปราบปรามเชื้อโรคแต่ละชนิดเป็นสำคัญ

ในระยะหลังๆ เมื่อความรู้ความสนใจเรื่องการแพทย์แบบองค์รวมของร่างกายกว้างขวางขึ้น แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า ทุกส่วนของร่างกายต้องพึ่งพาอาศัยกัน และต้องทำงานร่วมกัน (Interdependent) เราจึงได้พบว่า ภูมิต้านทานนั้นไม่ได้อยู่อย่างเป็นอิสระด้วยตัวของมันเอง ภูมิต้านทานจะต้องพึ่งพาอาศัยการทำงานทั้งหมดของร่างกาย และต้องพึ่งพาอาศัยระบบ (System) ต่างๆของร่างกายด้วย

ร่างกายโดยปกติของคนเรานั้น ต้องทำงานเป็นระบบ และทุกระบบต้องทำงานร่วมกันและประสานกัน บางระบบทำหน้าที่เป็นตัวหลัก บางระบบทำหน้าที่เสริม โดยระบบการทำงานที่สำคัญๆของร่างกายแบ่งออกเป็น

ระบบย่อย

ระบบเลือด

ระบบประสาท

ระบบบสืบพันธุ์

ซึ่งที่จริง ระบบใหญ่ๆเหล่านี้ก็ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอื่นๆอีกมากมาย เช่น ระบบน้ำเหลือง ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน ฯลฯ

สำหรับระบบใหญ่ๆที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น เมื่อเรามองดูร่างกายของเราในลักษณะที่ เป็นองค์รวมคือไม่มองแบบแยกออกเป็นส่วนๆนั้น ก็จะเห็นว่า“ระบบย่อย” เป็นระบบที่สำคัญที่สุด เพราะระบบบ่อยหรือระบบกิน ก็คือระบบเกี่ยวกับอาหาร และอาหารนี้เอง ที่สร้างเลือดสร้างเนื้อให้แก่ร่างกาย ให้ความเจริญเติบโต และให้ชีวิตแก่เรา

เมื่อสร้างเลือดสร้างเนื้อให้แก่ร่างกายแล้ว ระบบอื่นๆก็สามารถรับช่วงเอาเลือด เอาเนื้อ ซึ่งก็คืออาหารที่ระบบย่อยสร้างขึ้นนั่นละ ไปบำรุงหล่อเลี้ยงระบบของตัวเอง ซึ่งการมองแบบองค์รวม การบำรุงหล่อเลี้ยงตัวเองของระบบต่างๆ ก็คือการหล่อเลี้ยงร่างกายนั่นเองที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ระบบต่างๆของร่างกาย ทำงานประสานกันเป็นองค์รวมจริงๆ ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันและกันได้โดยลำพัง ต้องพึ่งพากันอย่างสอดคล้อง เพราะฉะนั้น ระบบภูมิต้านทาน หรือ Immunity ที่เคยเข้าใจ และยกให้แอนติบอดี้เป็นพระเอกอยู่เพียงลำพังนั้น ต้องได้รับการตีความใหม่ การยืนยงคงอยู่ของชีวิต จึงไม่อาจยอมรับคำอธิบายง่ายๆแค่เพียงว่า ร่างกายมีภูมิต้านทาน มีแอนติบอดี้ก็จบกันไป หากแต่ “ชีวิต” มี “แผนภูมิ” หรือ “ภูมิชีวิต” ที่ใหญ่ขึ้นกว่าความเชื่อเดิมๆมากนัก

หากเป็นไปตามความเข้าใจเดิม แผนภูมิของชีวิตก็จะประกอบไปด้วย

ต่อมต่างๆ + ระบบต่างๆ = ภูมิต้านทาน (Immunity)

แต่กระนั้นก็ดี ยังมีคำถามต่อไปอีกว่า ภูมิต้านทานและระบบต่างๆนั้น อยู่ได้ด้วยตัวของมันเองแค่นั้นหรือเปล่า

มองลึกลงไปให้เกินกว่านี้ เราจะเห็นว่า ทั้งภูมิต้านทานและระบบต่างๆนั้น มีความเป็นไปเพียงเพื่อให้ “กาย” เกิดขึ้นเท่านั้น กายอย่างเดียวย่อมเหมือนกับก้อนดินหรือหินก้อนหนึ่ง ไม่มีจุดหมาย แต่สิ่งทที่สูงขึ้นไปอีกคือ “ความคิด” ความคิดที่อยากจะอยู่ ความคิดที่อยากจะให้ความเป็นไปหรือวัตรของร่างกายหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด ความคิดนี้คือความอยาก และเป็นความอยากจะเกิดจากการสั่งการจากสมอง สมองจึงเป็นนายบังคับกลไกของร่างกายให้หมุนเวียนไปโดยไม่มีวันหยุด สมองสั่งงานและทำงานผ่านทางฮอร์โมนและระบบประสาท

ดังนั้น… ภูมิต้านทาน + ระบบต่างๆ + จิตใจและฮอร์โมน จึงเท่ากับ “ภูมิชีวิต” หรือ ImmuneSystem ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

เจ้าตัว Immune System ถ้าจะเรียกตามภาษาชาวบ้านก็คือ “พลังที่มีอยู่ในตัวตั้งแต่เริ่มต้นที่เราเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา” เราต้องมีพลัง นี่ประการ

ที่มา http://cheewajit.com/immune.aspx

1. เพื่อช่วยสร้างเสริมร่างกายของเราให้เจริญเติบโตตั้งแต่เล็กจนโต

2. ช่วยป้องกันคุ้มครองเวลาที่จะมีโรคภัยอะไรต่ออะไร Immune System จะเป็นตัวป้องกัน และฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นให้ออกไปจากร่างกาย

3. เป็นตัวซึ่ง ถ้าร่างกายจะเกิดบกพร่องลงไป คือ ไม่ใช่เจ็บป่วย แต่เป็นการบกพร่องในส่วนต่างๆของร่างกาย หรือมีสิ่งแปลกปลอมจากมลภาวะ หรืออื่นๆเข้ามา เจ้า Immune System จะเป็นตัวกำจัด

เพราะฉะนั้น Immune System จะเป็นพลังในตัวเรา ถ้าเกิดบกพร่องไป ร่างกายเกิดมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ทำงาน ก็หมายความว่า Immune System ของเราต่ำลงไป พลังจาก Immune System ก็น้อยลง พอพลังน้อยลง ต่ำลงแล้ว จะยังไม่ถึงเจ็บป่วย แต่ถ้ามีอะไรเข้ามาแทรก เช่น เชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ทีนี้แหละ เราก็จะเกิดการเจ็บป่วย…

…ปกติแล้วเราจะป่วยหรือว่าไม่ป่วย ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ล้วนแล้วแต่เป็น Immune System ทั้งหมด ถ้า Immune System ไม่ดี ก็เป็นโอกาสที่จะให้พวกเชื้อโรคต่างๆ เข้ามาในร่างกายของเรา คือสรุปรวม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Immune System ถ้าเราจะแข็งแรง สดชื่น ก็ขึ้นอยู่กับมัน

ทีนี้ หลักการที่ว่า เราแข็งแรง สุขภาพดี ขึ้นอยู่กับ Immune System ก็ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต วิถีชีวิตที่เรามาเป็นชีวจิตนี่แหละ…

(สาทิส อินทรกำแหง, “ชีวจิต” หน้า114-115)

 

อันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ

มาตรฐาน

อันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ! ของใกล้ตัวที่สุดแล้วในตอนนี้

มีรายงานผลทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือ เนื่องจากโทรศัพท์มือถือสามารถแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาได้ และเป็นรังสีชนิดเดียวกับเตาไมโครเวฟ ซึ่งเป็นคลื่นความร้อนทำลายเซลล์ดีหลายชนิดเพียงแต่มีปริมาณ รังสีที่น้อยกว่าเตาไมโครเวฟเท่านั้น

ผลจากการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า รังสีไมโครเวฟ สามารถทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์มารดา ทำให้เป็น “โรคต้อกระจก” เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ของโลหิตและยังเป็นสาเหตุของความอ่อนแอในระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย

หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีของโทรศัพท์ไร้สาย หรือ “WTR” (Wireless Technology Research) ได้ทำการศึกษาผลข้างเคียงจากการใช้โทรศัพท์ มือถือเป็นเวลา 7 ปี ก่อนจะมีรายงานสรุปผลออกมาสู่สาธารณชนว่า  รังสีไมโครเวฟที่แพร่ออกมาจากเครื่องโทรศัพท์ มือถือนั้นมีฤทธิ์ ทำลายสารพันธุกรรมในเม็ดเลือด แต่สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ระดับความถี่ของรังสีไมโครเวฟ แต่เป็นช่วงระยะเวลาของการใช้งาน ดังนั้น ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือคุยต่อเนื่องกันนาน ๆ มีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะเป็น “โรคเนื้องอกในสมอง” ชนิดหนึ่งซึ่ง เรียกกัน ทางการแพทย์ว่า “Neuroepithelial Tumors” 

ดร.เล็นนาร์ท ฮาร์เดลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจากสวีเดน กล่าวว่า “มีข้อบ่งชี้ทางชีววิทยา ว่ารังสีไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือมีความเสี่ยงต่อการเกิด เนื้องอกในสมองสูงถึง 2.5 เท่าและในเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 ปี จะดูดซับรังสีไมโครเวฟในอัตราที่สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า”

จากการทดสอบและทดลองของนิตยสารชื่อดังฉบับหนึ่ง ของประเทศอังกฤษ ซึ่งได้ทดลองเกี่ยวกับผลของคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ที่แผ่มาถึงผู้ที่ใช้ Small Talk กับผู้ที่ไม่ได้ใช้ Small Talk ก็พบว่า การใช้ Small Talk สามารถลดการแผ่ของคลื่นสัญญาณได้ 10-90% แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางกรณีที่กลับทำให้การแผ่ของคลื่นสัญญาณเพิ่มขึ้น 1.5-3.5% ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าตำแหน่งของการวางเครื่องโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ใด และระยะห่างระหว่าง Small Talk กับเสาสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ

แต่อย่างไรก็ตาม ในลักษณะการใช้งานโดยทั่วไปแล้ว การใช้ Small Talk จะช่วยลดปริมาณการแผ่ของสัญญาณได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องวิตกว่ามันจะช่วยเพิ่มอัตราการแผ่ของสัญญาณแต่อย่างใด

 

Cr. สุขภาพดีไม่มีขายถ้าอยากได้ต้องทำเอง & Oska : Thaimobilecenter Editor

ผลไม้บำรุงผิว

มาตรฐาน
1. อยากขาว ต้องทาน 8 ผลไม้1.มะเขือเทศ ช่วยชะลอวัยให้อ่อนเยาว์ และป้องกันความเสื่อมของเซลล์2.มะนาว มีวิตามินซีสูงช่วยให้ผิวขาว

3.ส้ม เสริมสร้างคอลลาเจนให้กับผิว

4.ฝรั่ง เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยวิตามินซีปริมาณสูง

5.แตงโม บำรุงผิวพรรณ ช่วยล้างไต และขับปัสสาวะ

6.กล้วยหอม เหมาะกับผู้ที่กำลังลดน้ำหนัก เพราะทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว และอยู่ท้องนาน

7.มะละกอ เป็นยาระบายอ่อนๆ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาท้องผูก

8.แอปเปิ้ล อุดมด้วยเพคติน ช่วยให้เล็บแข็งแรง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก healthythai

กีวีฟรุต

กีวี หรือ กีวีฟรุต (Kiwifruit) กีวี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Actinidia chinensisเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดในประเทศจีน ต่อมามีผู้นำไปปลูกที่ประเทศนิวซีแลนด์และได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ใหม่ทำให้กีวีมีรสชาติดีมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดและยังได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นกีวีตามชื่อของนกกีวีที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ (เดิมมีชื่อว่า Chinese gooseberry) สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้ามาปลูกเมื่อปี พ.ศ.2519 โดยปลูกมากที่จังหวัดเชียงใหม่ ดอยอ่างขาง และดอยขุนวาง โดยกีวีเป็นผลไม้ที่มีผลลักษณะรีรูปไข่ มีขนเล็กๆปกคลุมอยู่ทั่วผล มีเนื้อสีเขียว (แต่บางสายพันธุ์จะมีสีเหลือง) รสเปรี้ยวอมหวาน ชุ่มน้ำ เป็นผลไม้ที่เก็บไว้ได้นานถึงสองสัปดาห์ถ้าเก็บอย่างเหมาะสม (ในตู้เย็น)

กีวี ยังจัดเป็นผลไม้อันดับต้นๆ ของผลไม้ลดความอ้วนอีกด้วย เพราะมีไฟเบอร์จำนวนมากที่ทำให้อิ่มเร็วและนาน สำหรับผู้ที่มักรับประทานอาหารระหว่างวันเป็นประจำหรือเป็นเพราะความหิว กีวีช่วยได้แน่นอน แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องจากกีวีเป็นผลไม้ที่มีลดหวานแล้วแบบนี้รับประทานเข้าไปมากๆมันจะไม่อ้วนหรอ? ก็ต้องบอกว่าไม่อ้วนแน่นอนเพราะกีวีน้ำหนัก 60 กรัมจะให้พลังงานเพียง 25 แคลอรี่เท่านั้น !! ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ

ประโยชน์ของกีวีนั้นมีมากมาย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเช่นวิตามินเอ ซี อี เค บี1 บี2 บี3 บี6 บี9 แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม สังกะสี แมงกานีส เป็นต้น โดยจัดเป็นผลไม้ที่ มีวิตามินสูงมาก เพราะการรับประทานกีวีเพียง 1 ลูก (100 กรัม) จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากถึงร้อยละ 155 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน และนอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยโอเมก้า-3 อีกด้วย ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นอย่างมากสำหรับร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้

วิธีกินกีวี กีวีกินยังไงกีวี่สรรพคุณ

ก็ง่ายๆสุด เพียงแค่นำผลมาตัดครึ่งแล้วใช้ช้อนตักเนื้อกีวีกินได้เลย หรือถ้าอยากทำให้สวยน่ารับประทานยิ่งขึ้นซึ่งเป็นอีกวิธีที่ง่ายเหมือนกัน ก็คือนำผลกีวีมาตัดหัวตัดท้ายออก แล้วใช้ช้อนคว้านเนื้อเป็นวงกลม เมื่อได้เนื้อมาก็นำมาสไลด์เป็นแผ่นๆ เป็นอันเสร็จ สำหรับวิธีดูว่ากีวีพร้อมที่จะรับ ประทานได้แล้วหรือยัง ก็คือผลของกีวีจะเริ่มนุ่ม คุณก็สามารถรับประทานได้เลย เมื่อซื้อมาแล้วก็อย่าลืมเก็บไว้ในตู้เย็น ถ้าหากไม่อยากให้ผลไม้กีวีสุกมากกว่านี้ก็แค่เก็บไว้ในตู้เย็นจะสามารถเก็บไว้ได้นานถึง 1-2 สัปดาห์

ข้อเสียของกีวี ในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เพราะผลไม้กีวีมีเอนไซม์ชนิดพิเศษซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุของอาการแพ้ได้ แต่อาการแพ้ดังกล่าวถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากๆหรือแทบไม่มีเลย แต่สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้กีวีสีเขียว คุณอาจจะไม่มีปัญหาหรือมีอาการแพ้กีวีสีทองก็เป็นได้ แต่ทั้งนี้ควรสอบถามแพทย์ก่อนที่จำรับประทาน

ประโยชน์ของกีวี

  1. ประโยชน์ของกีวี่ข้อแรกคือมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
  2. มีวิตามินซีสูง ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยทำให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรง บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  3. ประโยชน์กีวี่มีช่วยลดจุดด่างดำใต้ผิว แก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ
  4. เป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการรับประทานกีวีช่วยให้อิ่มเร็ว ทำให้ไม่อ้วน
  5. เป็นผลไม้ที่มีโอเมก้า-3 ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้
  6. สรรพคุณของกีวีช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกาย
  7. กีวี สรรพคุณช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น
  8. กีวี่ สรรพคุณเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับยาก กีวีจะช่วยให้คุณหลับง่ายและสบายมากขึ้น
  9. สาร “โพลีฟีนอล” ในผลกีวีมีคุณสมบัติช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
  10. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
  11. โพแทสเซียมจากกีวีช่วยลดความดันโลหิตสูงได้
  12. ช่วยป้องกันลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจวาย
  13. โฟเลตจากกีวีช่วยในเรื่องการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ จำเป็นอย่างมากสำหรับมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่ทารกจะมีความพิการทางสมองและ ระบบประสาทหากขาดโฟเลต และเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์
  14. ซิงค์จากกีวี เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย
  15. ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยป้องกันฟันผุมาก กีวีจะช่วยลดอนุมูลอิสระเหล่านี้ได้
  16. ช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเส้นใยประสาท
  17. ช่วยซ่อมแซมเซลล์ DNA ที่ถูกทำลายจากกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายของเราได้
  18. การรับประทานกีวีพร้อมหรือหลังอาหาร หากอาหารมื้อนั้นมีไขมัน
  19. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
  20. กีวีสีทองสามารถทำให้ร่างกายต่อสู้กับโรคไข้หวัดใหญ่ได้ดี
  21. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
  22. ไฟเบอร์ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  23. ช่วยป้องกันโรคท้องผูก ช่วยให้ขับถ่ายอย่างสะดวกและสม่ำเสมอ
  24. สรรพคุณกีวีช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส
  25. สรรพคุณกีวี่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบต่างๆในร่างกาย
  26. ใช้แต่งหน้าเค้กและสลัดต่างๆ
  27. ประโยชน์กีวีข้อสุดท้ายคือนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลไม้กระป๋อง กีวีกวน กีวีตากแห้ง น้ำผลไม้ ไวน์ ผลไม้แช่แข็ง

วิธีทำน้ำกีวีปั่นวิธีทำน้ำกีวีปั่น

  1. รสเปรี้ยวของกีวีเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ แต่ถ้ามันเปรี้ยวเกินไปก็คงจะไม่อร่อย เราจึงต้องผสมน้ำเขียวเข้มข้นและน้ำองุ่น เพื่อให้มีรสชาติเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อยและรสชาติกลมกล่อม ชื่นใจ
  2. กีวีปั่นวิธีทำอย่างแรกให้เตรียมวัตถุดิบดังนี้ กีวีที่ใช้ปั่น 2 ผล / กีวีสไลด์สำหรับตกแต่งหน้า / น้ำองุ่น 1½ ถ้วยตวง / น้ำเขียวเข้มข้น 3 ช้อนโต๊ะ / น้ำแข็ง
  3. นำกีวี 2 ผลที่ได้มาปอกเปลือกเหลือแต่เนื้อแล้วหั่นเป็นชิ้นๆ
  4. นำกีวีที่ปลอกเปลือก น้ำองุ่น น้ำเขียวเข้มข้น ใส่ลงไปในโถปั่น
  5. ปั่นพอละเอียด ก็จะได้น้ำกีวี (จะใส่น้ำแข็งลงไปในโถปั่นเลยก็ได้)
  6. หลังจากนั้นนำมารินใส่แก้วพร้อมน้ำแข็ง
  7. ตกแต่งหน้าเล็กน้อยด้วยกีวีสไลด์เพื่อความสวยงามและเพื่อให้น่ารับประทานยิ่งขึ้น (ตกแต่งหรือไม่ก็ได้)
  8. เสร็จแล้วน้ำกีวีปั่นฝีมือของคุณ

แหล่งอ้างอิง : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (EN), USDA Nutrient database

ที่มา  http://www.greenerald.com/fruit/page/2/

มด กับ ระบบการทำงาน

มาตรฐาน
“มด  กับ  ระบบการทำงาน”
นิทานของฝรั่งที่เอาไว้สอนนักบริหาร.
1

จากเจ้าของโรงแรมสู่นักโทษประหาร

มาตรฐาน

1. .

จากเจ้าของโรงแรมสู่นักโทษประหาร (พลิกชีวิต พลิกหัวใจ)

ใครจะเชื่อว่าชายหนุ่มผู้ก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม ‘บ้านธรรมทาน’ ซึ่งดูสุขุมเยือกเย็น อย่าง ‘พัทธ์อิทธิ์ จินวุฒิ’ จะเป็นคนเดียวกับเพลย์บอยเลือดร้อน ใช้ชีวิตแบบเต็มเหนี่ยว เที่ยวหัวราน้ำ ทั้งกินเหล้าเจ้าชู้ ครบสูตร ที่สำคัญยังเป็นคนเดียวกับ ‘นักโทษประหาร’ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวางเมื่อหลายปีก่อน

อะไรทำให้ชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง พลิกผันเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ‘สุดขั้ว’ ได้มากมายขนาดนี้?

จากเจ้าของโรงแรมหรู ….   สู่นักโทษประหาร

กล่าวได้ว่าก่อนที่ชีวิตจะพลิกผันนั้น พัทธ์อิทธิ์ คือ หนึ่งใน ‘หนุ่มฮอต’ แห่งเมืองสองแคว เขาคือชายหนุ่มที่เพียบพร้อมทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ

หลังจบด้านการโรงแรมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พัทธ์อิทธ์ก็กลับมาบริหารกิจการโรงแรมของครอบครัว แม้ภาคหนึ่งจะเป็นผู้บริหารหนุ่มไฟแรง แต่หลังจากเลิกงาน เขาก็ใช้ชีวิตอย่างสุดขั้ว เที่ยวหัวราน้ำ กินเหล้า เข้าผับ จีบสาวเป็นว่าเล่น เพราะเขาคิดว่าสิ่งที่ทำนั้น ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

แต่ด้วยความเป็นคนเลือดร้อน ไม่กลัวใคร ทำให้พัทธ์อิทธิ์มีคนเกลียดขี้หน้าอยู่ไม่น้อย วันหนึ่งเขาจึงถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่า และตกเป็นผู้ต้องหาคดีอาญา ถูกตีตรวนจองจำในฐานะนักโทษประหาร!!

 

“คือผมใช้ชีวิตอยู่เมืองนอก 5-6 ปี ก็ใช้ชีวิตกินสุขอิ่มเสพ แล้วก็ไปลองพวกของมึนเมาต่างๆ ยาเสพติดบ้างเล็กๆน้อยๆ ถามว่าเกเรไหม ก็มีบ้าง ที่สำคัญผมเป็นคนเลือดร้อน ชอบใช้กำลังชกต่อยกับคนอื่น

พอกลับมาเมืองไทยไม่ถึง 9 เดือนก็โดนคดี ถูกกล่าวหาจ้างวานฆ่า ผมก็ประกันตัวออกมาสู้คดี ศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิต ช่วงนั้นประมาณปี 2545 ก็ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่นั้น ผมก็อุทธรณ์สู้คดีต่อ

ช่วงเดือนแรกๆเครียดมาก รับไม่ได้ จนปวดหัวเป็นไมเกรน แต่ได้กำลังใจจากคุณพ่อและญาติพี่น้องเลยผ่านมาได้ ชีวิตในคุกก็ค่อนข้างลำบาก อาหารการกิน ห้องน้ำห้องท่าอะไรมันก็แย่หมด บางวันก็จะมีเพื่อนที่อยู่ด้วยกันถูกนำตัวไปประหาร สภาพจิตใจเราก็แย่ ยิ่งพอศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนตามศาลชั้นต้นให้ประหารชีวิต ถึงเราจะสามารถสู้คดีในชั้นฎีกาได้ แต่ความหวังก็เลือนลางมาก แต่สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง เพราะคำให้การของฝ่ายโจทก์ขัดแย้งกันเอง
ผมอยู่ในคุกทั้งหมด 4 ปี 1 เดือน 21 วัน แต่เชื่อไหมว่า ช่วงที่นั่งฟังคำสั่งศาล ผมรู้สึว่ามันนานกว่านั้นมาก”

 

 

บทเรียนชีวิตจากเรือนจำ

ชีวิตในเรือนจำ ถือเป็นบทเรียนล้ำค่าสำหรับพัทธ์อิทธิ์ ที่สอนให้เพลย์บอยเลือดร้อนอย่างเขา กลายเป็นคนที่อดทนได้มากขึ้น อดทนทั้งต่อความยากลำบากทางกาย และอดทนอดกลั้นต่ออารมณ์ความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง อันเป็นเรื่องปกติของปุถุชน

หลังจากพ้นโทษออกมา เขาจึงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังขึ้น แม้จะยังคงเที่ยวเตร่ กินเหล้า สูบบุหรี่ อยู่บ้าง แต่ก็ลดนิสัยมุทะลุเลือดร้อนลงไปได้มาก ที่สำคัญช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในเรือนจำนั้น ทำให้เขาได้เห็นถึงคุณค่าของความรักจากคนในครอบครัว ซึ่งเขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมสูญเสียมันไปอย่างเด็ดขาด

 

“4 ปีในคุก มันทำให้ผมเข้มแข็ง รู้จักอดทน เวลาจะทำอะไรก็จะต้องคิดให้รอบคอบ ถึงแม้จะทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด แต่ภาพที่คนอื่นเขาเห็น มันทำให้เขาเชื่อหรือตัดสินเราจากสิ่งที่เขาเห็น แล้วผมก็ได้เห็นหลายๆคนที่ต้องติดคุกเพราะอารมณ์ชั่ววูบ มันทำให้ผมสามารถระงับอารมณ์ได้ มันก็ยังใจร้อนอยู่นะ แต่ไม่แสดงออก รู้จักแยกแยะได้ว่าอะไรที่ควรจะพูด อะไรที่ควรจะทำ ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่คิดอะไรหรอก ทำเลย ที่สำคัญทำให้ผมได้ฉุกคิดว่าท้ายที่สุดแล้วเวลาที่ลำบากจริง เวลาที่ไม่มีใคร ก็ได้ครอบครัวนี่แหละที่คอยช่วยเหลือ

คือ นักโทษทุกคนที่ถูกตัดสินประหารชีวิต จะถูกนำตัวมาขังที่เรือนจำกลางบางขวาง แล้วในหนึ่งสัปดาห์จะให้เยี่ยมได้ 2 วัน คือ วันอังคาร และ วันพฤหัสฯ ครั้งละ 45 นาที  คุณพ่อก็ไปทุกวันที่เปิดให้เยี่ยม ขับรถจากพิษณุโลก 365 กม. ออกตั้งแต่เช้า ถึงเรือนจำบ่ายๆ เยี่ยมเสร็จก็ขับรถกลับ ขณะที่ท่านก็อายุมากแล้ว เป็นอะไรที่ผมสะเทือนใจมากว่า ทำให้พ่อต้องลำบากขนาดนี้ พ่อไปเยี่ยมผมอย่างนี้อยู่ 2 ปี จนผมต้องบอกว่าไม่ต้องมาทุกวันหรอก เดือนละครั้ง หรือสองอาทิตย์ครั้งก็พอ

ตอนก่อนเกิดเรื่อง ผมไม่เคยคิดถึงคนในครอบครัวเลย คิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงอยู่กับเราไปอีกนาน เราก็จะเที่ยว กินเหล้า ตกเย็นมาก็ตั้งวง จะไปเที่ยวเธคที่ไหนดี แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ดูแลท่านให้ดีที่สุด” พัทธ์อิทธิ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

• 7 วันที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป

นอกจากความคิดที่เปลี่ยนไป หลังได้รับอิสรภาพแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พัทธ์อิทธิ์ได้ค้นพบกับความสุขที่แท้จริงของชีวิต ชนิดที่เรียกว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ นั่นก็คือ ‘ธรรมะ’ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เริ่มจากวันที่พี่ชายของเขา นิมนต์พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ จากยุวพุทธิกสมาคมฯมาที่บ้าน เขาจึงได้มีโอกาสพูดคุยกับพระอาจารย์ ทำให้ความเข้าใจที่มีต่อพุทธศาสนานั้นเปลี่ยนไป และทุกอย่างก็ยิ่งกระจ่างชัดมากขึ้นเมื่อเขาได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ซึ่งช่วงเวลา 7 วันในการปฏิบัติธรรมนี่เองที่ทำให้ความคิดและชีวิตของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเป็นคนละคน !!

“จริงๆ ตอนอยู่ในคุก ก็มีผู้คุมมานำสวดมนต์นะ แต่ผมไม่ทำตาม เพราะไม่รู้ว่าจะสวดไปทำไม ตอนนั้นไม่ได้สนใจธรรมะเลย หนังสือธรรมะก็อ่านบ้าง แต่จะสนใจประวัติหลวงปู่หลวงพ่อที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ ก็ดูว่าท่านไปธุดงค์ ท่านทำกรรรมฐาน แต่ไม่ได้เรียนรู้ว่าการทำกรรมฐานของท่านทำยังไง

ผมเริ่มสนใจธรรมะจริงๆหลังออกจากคุกได้ประมาณ 3 เดือน พอดีพี่ชายนิมนต์พระอาจารย์นวลจันทร์ฯ มาที่บ้าน ท่านก็พูดคุยกับเรา คำพูดของท่านนั้นโดนใจมากๆ ท่านบอกว่าการปฏิบัติธรรมนั้นทำได้ทุกที่ ไม่จำเป็นต้องแต่งชุดขาว ไปเดินจงกรมในวัด ก็ปฏิบัติธรรมได้

ก่อนหน้านี้ผมจะรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมคือการเดินช้าๆ พูดช้าๆ นั่งสมาธินิ่งๆ ใส่ชุดขาว แต่พอพระอาจารย์มาสอน ทำให้เข้าใจว่าศาสนาพุทธสอนเรื่องอะไร ความจริงแล้วปฏิบัติเพื่ออะไรกันแน่ วันนั้นมันก็ปิ๊งขึ้นมาเลยว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าน่าสนใจมาก ทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตที่เป็นปกติได้ เช่น ทำยังไงเวลามีความโกรธขึ้นมาจะไม่ให้ความโกรธเข้าครอบงำ ตอนเด็กๆก็เคยเรียนนะ อริยสัจสี่ ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ท่องได้ เอาไปสอบได้ แต่มันไม่เข้าใจไง

แต่จุดปลี่ยนจริงๆ คือ ตอนที่ได้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม คือ ก่อนผมจะแต่งงาน พระอาจารย์ก็โทร.มาบอกว่าให้มาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ ก่อน ซึ่งช่วงเวลา 7 วันที่เข้าคอร์ส มันเปลี่ยนชีวิตเราไปเลย เพราะได้มีโอกาสศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ทำให้รู้ว่ารักษาศีลปฏิบัติธรรมแล้วมันดียังไง

การปฏิบัติธรรมไม่ใช่อยู่ที่รูปแบบ ไม่ได้อยู่แค่การสวดมนต์ ตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา ไม่ใช่อยู่ที่การขอพรจากพระเกจิ   ความจริงแล้ว การปฏิบัติธรรม มันอยู่ที่ตัวเรา มันอยู่ข้างในจิตใจต่างหาก  การปฏิบัติธรรมก็คือการฝึกใจ   ขณะที่การสวดมนต์นั้นคือการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งทำให้เรามีสติและสมาธิ

พอกลับจากปฏิบัติธรรมผมก็เลิกหมดทั้ง บุหรี่ เหล้า เรื่องเที่ยวก็หยุดไปเลย เลิกงานกลับบ้าน ทำวัตรเย็น สวดมนต์ แล้วก็นั่งภาวนา ซึ่งเป็นอะไรที่คนในบ้านไม่เคยเห็นมาก่อนเลย แม่ก็บอกว่าเหมือนกับได้ลูกชายคนใหม่มา (หัวเราะ) แล้วผมก็ปฏิบัติแบบนี้ทุกวัน เป็นเวลา 4 ปีแล้ว” พัทธ์อิทธิ์เล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาหันมาสนใจพุทธศาสนาและเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจัง

 

• เปิด ‘บ้านธรรมทาน’ สานต่อธรรมะของพุทธองค์

จากที่พัทธ์อิทธิ์ได้ค้นพบความงามและคุณวิเศษของพระธรรมนี่เอง ทำให้เขาคิดว่าอยากจะเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ให้แก่ผู้คนทั่วไป ซึ่งอาจจะยังไม่รู้ ไม่เข้าใจ ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสเนื้อแท้ของพุทธศาสนา ได้รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้อย่างไร เขาจึงตัดสินใจก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม ‘บ้านธรรมทาน’ ขึ้นที่พิษณุโลก

ที่นี่จะมีทั้งห้องสมุด อาคารปฏิบัติธรรม และที่พักสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรม ซึ่งคอร์สปฏิบัติธรรมแต่ละคอร์สจะมีพระอาจารย์จากยุวพุทธิกสมาคมฯ มาให้ความรู้และแนะนำการปฏิบัติ นอกจากนั้นเขายังจัดทำเว็บไซต์บ้านธรรมทาน (Baandhammatan) เพื่อเผยแพร่ธรรมะ และแลกเปลี่ยนความรู้มุมมองเกี่ยวกับพุทธศาสนาอีกด้วย

“จากที่ได้ศึกษาธรรมะและปฏิบัติธรรม ทำให้ผมเห็นธรรมชาติ ว่า ความทุกข์หรือปัญหาต่างๆมันเกิดมาจากความรู้สึก โลภ โกรธ หลง ซึ่งอารมณ์ต่างๆที่มันเกิดขึ้นมา เราไปยึดถืออะไรไม่ได้เลย พออารมณ์โกรธขึ้นมาเดี๋ยวมันก็หายไป ถ้าเราไปยึดถือเมื่อไรเราก็ทุกข์ทันที และก็อาจนำพาให้เราไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้าสามารถทำให้เราพ้นทุกข์ได้ทันที โดยที่ไม่ต้องบรรลุธรรม

ความวิเศษของธรรมะตรงนี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเก็บไว้คนเดียวไม่ได้แล้ว อยากบอกกับคนอื่นๆว่า ความสงบร่มเย็นในจิตใจนั้น มันไม่ได้อยู่ไกลตัวเราเลย ความจริงมันอยู่ข้างในจิตใจอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะถูกกิเลสเข้ามาแทรก หรือยังไม่เข้าใจ ยังไม่เห็นเท่านั้นเอง   ยเปิดบ้านธรรมทานให้คนทั่วไปได้มาปฏิบัติธรรม โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีศักยภาพที่พอทำได้”

 

พบสัจธรรม

ชายหนุ่มวัย 35 ปีผู้นี้ได้กล่าวตบท้ายถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

“หลังจากที่ศึกษาธรรมะแล้ว พอผมมองย้อนกลับไปในอดีต ทำให้พบสัจธรรมว่า จริงๆแล้วถึงเราจะอยู่นอกคุก แต่ถ้าชีวิตเรามียังความทุกข์มันก็เหมือนการติดคุก คุกที่ขังให้เราอยู่ในความรัก โลภ โกรธ หลง เราไม่สามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ และทันทีที่เราเกิดมา ชีวิตของเราก็มีคำพิพากษาประหารชีวิตรออยู่แล้วทุกคน เพียงแต่เราไม่รู้ว่าวันที่จะถูกประหารคือวันไหน พรุ่งนี้เราอาจจะเดินออกไปถูกรถชนตายก็ได้

นักโทษประหารยังรู้วันตาย ยังมีเวลาเตรียมตัว แต่เราที่อยู่นอกคุก ไม่รู้อะไรเลย เพราะฉะนั้น จะดีกว่าไหมที่เราจะเตรียมตัวรับมือกับมัน”

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 137 พฤษภาคม 2555 โดย กฤตสอร)

เพจบ้านธรรมทานhttp://www.facebook.com/Baandhammatan

ข้อสังเกตและแนวทางปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็นระเบิด

มาตรฐาน

 

 

1....1.1

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อสังเกตและแนวทางปฏิบัติเมื่อพบวัตถุต้องสงสัยว่าจะเป็นระเบิด

๑.     สิ่งของวางอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ เช่น เป้ กระเป๋า ถุง กล่อง ฯลฯ หากสอบถามหาเจ้าของแล้ว ไม่มีผู้แสดงตน ให้สงสัยว่าเป็นวัตถุอันตราย

๒.    เป็นวัตถุที่มีลักษณะภายนอกผิดปกติจากรูปเดิม เช่น สีที่แตกต่างจากความเป็นจริง กล่องปิดผนึกไม่เรียบร้อย หรือมีรอยยับบริเวณที่ปิดผนึก

๓.    เป็นวัตถุที่ไม่เคยพบเห็น ณ ที่นั้นมาก่อน มีส่วนประกอบของสายไฟ แบตเตอรี่ นาฬิกา หรือ โทรศัพท์

๔.    เมื่อพบเห็น ห้ามจับต้อง หยิบยก เคลื่อนย้าย หรือทำให้เคลื่อนไหวโดยเด็ดขาด

๕.    ตั้งสติ ควบคุมอารมณ์ แล้วแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบทันที เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์ และเก็บกู้ โดยสามารถติดต่อ สายด่วนเพื่อขอความช่วยเหลือได้ที่

- โทร. ๑๙๑ ศูนย์วิทยุตำรวจนครบาล           – โทร. ๑๓๗๔ สายด่วน กอ.รมน.

- โทร. ๑๕๕๕ กรุงเทพมหานคร                 – โทร. ๑๑๑๑ สายด่วนภาครัฐ

- โทร. ๐๒-๕๓๔- ๓๕๓๕ ในเขตกองทัพอากาศและพื้นที่ใกล้เคียง

๖. จดจำลักษณะทั่วไปของวัตถุต้องสงสัย เพื่อเป็นข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ เช่น ขนาด รูปร่าง ลักษณะบ่งบอกอื่น ๆ เช่น     มีเสียงการทำงาน มีสายไฟฟ้า

๗. หากสามารถกระทำได้ ควรบันทึกภาพเมื่อพบเห็นผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้กระทำ หรือจงใจวางสิ่งของต้องสงสัยนั้น  ส่งเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการต่อไป

๘. หลังจากแจ้งเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับวัตถุต้องสงสัยแล้ว ให้รีบออกจากพื้นที่ที่พบวัตถุต้องสงสัยไม่น้อยกว่า ๑๐๐ – ๔๐๐   เมตร และขอให้รอเพื่อให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด

๙. กรณีเจ้าของกิจการ ร้านค้า ถูกข่มขู่วางระเบิดทางโทรศัพท์ ให้โทรแจ้ง ๑๑๐๐

 

การปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ หรือ ผู้รับผิดชอบพื้นที่

๑. อพยพผู้คนออกนอกเขตอันตรายไม่น้อยกว่าระยะที่กำหนด คือ ๑๐๐ – ๔๐๐ เมตร

๒. สอบถามข้อมูลจากผู้พบเห็น หรือพยานที่พบเห็น

๓. ให้ข้อมูลและสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานข่าวของรัฐ

๔. แจ้งหน่วยช่วยเหลืออื่นๆ – โทร.๑๒๓ หน่วยดับเพลิง   – โทร.๑๑๖๙ ศูนย์นเรนทร หรือหน่วยกู้ภัยอื่น ๆ

๕. ให้รอพบเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเพื่อให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ แนวทางการสังเกต เพื่อช่วยตรวจสอบ

 

การปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม คอนโดฯ บ้านเช่า ฯลฯ

๑. ตรวจสอบหนังสือเดินทาง ตรวจดูรูป บันทึกหมายเลขหนังสือเดินทาง วัน เดือน ปีเกิด และสัญชาติของผู้มาเข้าพัก

๒. พนักงาน รปภ. หมั่นตรวจดูอาคารสถานที่และบันทึกหมายเลข รถเข้า – ออก หรืออาจเห็นคนต่างชาติ หรือผู้ต้องสงสัยเดินสำรวจ ถ่ายรูป หรือ VDO ต้องแจ้งให้ผู้จัดการทราบ เพื่อตรวจสอบว่าพักอยู่ห้องใด

๓. พนักงานทำความสะอาดห้องพัก อาจเห็นเศษสายไฟฟ้า นาฬิกาปลุก ถ่านไฟฉาย หนังสือเกี่ยวกับวัตถุระเบิด แผนที่ แผนผัง ต้องแจ้งผู้จัดการ เพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ

 

การปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร และ ดิสโก้เทค

๑. หากพบชาวต่างชาติเข้ามาเดินเที่ยว นั่งหลบมุมสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ แต่ไม่ดื่มหรือดื่มเล็กน้อย  มีท่าทางสังเกตสถานที่อย่างผิดปกติน่าสงสัย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

๒. พนักงานหน้าร้าน สังเกตบุคคลฝั่งตรงข้ามร้าน บริเวณรอบ ๆ ร้าน มีผู้ใดมาสังเกตการณ์ในลักษณะตรวจสอบสถานที่   โดยถ่ายรูป หรือ VDO หรือไม่ ถ้ามีให้แจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

๓. หมั่นสังเกตรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ ที่มาจอดทิ้งไว้หน้าร้านเป็นเวลานาน หมั่นตรวจถังขยะ กระถางต้นไม้หน้าร้าน หรือบริเวณใกล้เคียงว่ามีวัตถุต้องสงสัยมาวางซุกซ่อนหรือไม่

10 วิธีเผาผลาญแคลอรี่ แบบง่ายๆ

มาตรฐาน

5
10 วิธีเผาผลาญแคลอรี่ แบบง่ายๆ

10. นอนหลับ – ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเรา จะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ ได้ดีที่สุดในชั่วโมงหลังๆ ที่เราหลับสนิทเต็มที่

9. อย่าเครียด  – ความเครียดจะทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอโมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราดูซึมของเมตาบอลิซึ่มช้าลง

8. ดื่มน้ำเยอะๆ –  จะช่วยขับสารพิษ หลังจากที่ร่างกายเผลาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆ ยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มทำงานดีขึ้นนิดหนึ่งด้วย

7. ดื่มชาเขียว – เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ แถมมีประโยชน์อีกด้วย

6. กินอาหารเผ็ดร้อน  –   อาหารประเภทเผ็ดร้อน รสจัด จะช่วยเร่งการเผาพลาญร่างกายของคุณจากภายในให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

5. กินอาหารเช้า  –  เป็นความจริงที่ว่า คนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่า คนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับ เมตาบอลิซึ่ม ของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย

4. งดน้ำตาล  –  เหตุผลง่ายๆ ก็คือ น้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้น ลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว

3. กินบ่อยๆ  –  ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย

2. ขยับตัวบ่อยๆ  –  อยากจะเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุด ก็ต้องออกกำลังกายอย่างน้อย ออกเดิน 30 นาที หรือ 1 ชม. วิ่งเหยาะๆ หรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที

1.  เสริมสร้างกล้ามเนื้อ  –   “ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก” การยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่ม เหมือนกัน และช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณจะพุ่งสุดขีดนั่นเอง ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆ บนสายพานหรอกนะแต่หลังจากนั้นอีกสัก 2- 3 ชม.

7 ตัวอย่างที่พ่อแม่ต้องสอนลูก

มาตรฐาน
ac10

4. ทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีประโยชน์จะทำให้ลูกเติบโตเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของเด็กที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือเด็กมีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน เป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่โดยตรงในการจัดเตรียมอาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับลูก หากครอบครัวไหนมีคุณพ่อคุณแม่ชอบทานผัก มักจะสังเกตเห็นว่าลูกก็ชอบทานผักด้วย ควรหลีกเลี่ยงอาหารว่างของลูกที่เป็นพวกขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลม เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของเด็ก

5. การมีมารยาทที่ดี ลักษณะนิสัยที่ดีที่ควรสอนลูกอย่างแรก คือ การมีมรรยาทที่ดี พวกเราคงเคยเห็นเด็กๆที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ทำตัวไม่น่ารัก ใครเห็นใครก็อยากเบือนหน้าหนี เราคงไม่อยากให้ลูกถูกคนอื่นมองแบบนี้เป็นแน่ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ การสอนให้ลูกรู้จักมรรยาทการเข้าสังคม รู้จัก กล่าวคำขอบคุณ ขอโทษ สวัสดี การแสดงความเคารพ พูดจาสุภาพอ่อนหวาน การมีมารยาทที่ดีถือเป็นนิสัยหนึ่งที่เด็กไทยควรพึงมี และนั่นจะช่วยลูกในการปรับตัวเข้ากับสังคมในอนาคตอีกด้วย

6. การรักษาความสะอาด ต้องอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันก่อนออกจากบ้าน แปรงฟันและอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง เพื่อลูกจะได้ปฏิบัติตาม และทำเป็นกิจวัตรประจำวัน การรักษาความสะอาดจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเยือน

7. ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะสอนลูกให้เติบโตขึ้นและมีความเห็นอกเห็นใจผู้คนที่อยู่รอบข้าง สอนให้ลูกรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เอาใจเขามาใส่ใจเรา ช่วยเหลือคนด้อยโอกาส พาลูกไปเลี้ยงเด็กกำพร้า อาสาสมัครทำงานช่วยเหลือสังคม มีจิตสาธารณะ เป็นต้น

สิ่งจำเป็นทั้ง 7 ข้อนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญสำหรับชีวิต เพื่อลูกจะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ สิ่งที่สำคัญคือการใช้เวลากับลูกทำให้ลูกดู เพื่อลูกจะเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพในอนาคต เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

 

BBC ไขความลับที่ทำให้เยอรมันยิ่งใหญ่ clip “Make me a German”

มาตรฐาน

Make me a German

 

น่าศึกษา….ความมีวินัย ในชีวิตครอบครัวเป็นประโยชน์อย่างไรใน สภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ..

 

สารคดีจาก BBC ของประเทศอังกฤษ ในชุด “Make me a German” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราว ของครอบครัวนักข่าวชาวอังกฤษ ที่ประกอบด้วยสามี ภรรยา และลูกน้อย ที่ยินดีจะไปใช้ชีวิตในเยอรมนี

เพื่อค้นหาความลับว่า…อะไรที่ทำให้ประเทศเยอรมันประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจได้ดีขนาดนี้

(เยอรมนีเป็นพี่เบิ้มของยุโรป ปัญหา Euro Zone ที่ยังประคับประคองกัน ได้อยู่ ก็อาศัยประเทศหลักอย่าง เยอรมนี และยังเป็นผู้นำการส่งออกอันดับสามของโลกอย่างเครื่องไฟฟ้า เครื่องซักผ้า เบียร์ Mercedes Benz รถไฟฟ้าความเร็วสูง)
======
สองสามีภรรยาชาวอังกฤษได้ค้นพบ

 การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
– ระดับหนี้สินต่อครัวเรือนของคนเยอรมันอยู่ในระดับต่ำมากที่สุดในยุโรป
– ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้จ่ายด้วย”เงินสด” มากกว่า”บัตรเครดิต”
– ธนาคารไม่อนุมัติบัตรเครดิตให้กันง่ายๆ ในขณะที่ชาวเยอรมันก็ไม่ ต้องการได้บัตรเครดิตง่าย ๆ เช่นกัน
– ออมเงิน 10% ของเงินเดือนแทบทุกคน
– ผู้คนส่วนใหญ่มีเงินฝากในธนาคาร เป็นกอบเป็นกำ  ทำให้ระบบการหมุนเวียนของเงินกู้กับเงินฝากสมดุลกันได้ดี
– คนเยอรมันไม่นิยมเอาบ้านหรือรถยนต์ไปจำนองเพื่อนำเงินมาทำธุรกิจ เพราะถือว่าเป็นความเสี่ยงที่อาจจะสูญเสียทรัพย์สินที่มีอยู่

- เขาอยู่อย่างแบบเศรษฐกิจพอเพียงจริงๆค่ะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ใช้จ่ายเกินตัว มีการกำหนดการใช้จ่ายเป็นระเบียบแบบแผนชัดเจน จะไม่ค่อยชอบความเสี่ยงในการลงทุน ส่วนใหญ่จะเก็บเงินไว้ที่ธนาคาร

จริงจังต่อสิ่งที่ทำและยึดมั่นในวินัย  (ทำให้มีสมาธิในการทำงาน ผลของงานจึงดีมีประสิทธิภาพ)
– คนเยอรมันใช้เวลาทำงานต่อสัปดาห์น้อยกว่าคนในชาติอื่นๆ ทั่วโลก แต่…ได้ประสิทธิภาพมากกว่า
– การทำงานล่วงเวลาถูกมองว่าเป็นสิ่งไม่เหมาะสม   เนื่องจากการให้เวลากับครอบครัวหลังเลิกงานถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก
– เวลาแปดชั่วโมงต่อวัน คนเยอรมันทำงานอย่างจริงจัง    ในเวลางานไม่เสียเวลาไปกับการพูดคุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน
–  อีเมลล์ส่วนตัว    Facebook และโทรศัพท์มือถือ …เป็น ที่รู้กันว่าไม่ควรใช้ในชั่วโมงทำงาน
– นักข่าวชาวอังกฤษที่ไปทำงานในโรงงาน Faber & Castel ที่เยอรมนี ยังถูกต่อว่าจากเพื่อนร่วมงานทันทีที่หยิบโทรศัพท์เพื่อส่ง SMS แค่ครั้งเดียว
– หญิงสาวชาวอังกฤษผู้หนึ่งยังให้ สัมภาษณ์ว่า ชีวิตในที่ทำงานที่นี่ เขาจริงจังกันมาก  ไม่มีการพูดคุย (ไม่นินทา ไม่อยากรู้อยากเห็นว่าใครเป็นแฟนใคร ใครเลิกกับใคร ใครจะไปออกเดทกับใคร ไม่แม้แต่จะเล่าเรื่องละครทีวีที่ดูเมื่อ คืน เลิกงานแล้วจะไปไหน จะไปทาน ดินเนอร์กับใคร ก็ไม่มีการพูดคุยกัน)
การมาทำงานสายจะถูกมองว่าเป็น คนไม่รักษาสัญญา  จะมาสายสามนาที หรือ สามสิบนาที ก็ถือว่าเป็นคนไม่มีคุณภาพ เพราะขาดความเคารพต่อตัวเอง และองค์กร

- เวลาเที่ยว เวลาดื่มกินเขาจะเต็มที่ ส่วนเวลางานก็จะเต็มที่เหมือนกัน

 

ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว
– สองในสามของคุณแม่มือใหม่/แม่ลูกอ่อนจะไม่ทำงานนอกบ้าน
– การบอกว่าเป็น Housewife ในประเทศอื่นอาจจะรู้สึก เขินอายเหมือนว่าตนเองไม่มีงานทำ แต่…ที่นี่มีแต่ความภาคภูมิใจหากจะได้เป็น Housewife
– รัฐบาลให้สวัสดิการดีกับคุณแม่ที่ต้องออกจากงาน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้แม่ได้เลี้ยงดูลูกด้วยตนเอง การให้เวลากับลูกถือเป็นสิ่งสำคัญ
– ในวันอาทิตย์ ร้านรวงทั่วไปตามแหล่ง Shopping จะปิดเงียบเพื่อให้ผู้คนส่วน ใหญ่มีเวลาอยู่กับครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวแข็งแรง  ประเทศชาติก็จะ แข็งแรง

 ถือมั่นต่อความรับผิดชอบต่อสังคม
–  ในยามยากของเศรษฐกิจ บริษัทส่วนใหญ่ไม่ใช้วิธีการ Lay off พนักงาน ไม่นิยมการปลดคนงานออก แบบกระทันหัน เพื่อความอยู่รอดของ บริษัท
–  วัฒนธรรมองค์กรที่บริษัทจะเป็นห่วงความอยู่รอดของพนักงานก่อนเพื่อที่จะได้ช่วยกัน ประคองให้บริษัทอยู่รอด
– พนักงานยินดีที่จะถูกลดรายได้อย่างพร้อมเพียงกันเพื่อให้ทุกคนอยู่ได้และบริษัทอยู่รอด
– สิ่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงการรักพวกพ้อง รักองค์กร และรักชาติในที่สุด
– สังเกตได้จากทีมชาติฟุตบอลของเยอรมนี จะไม่ค่อยมีดาวเด่นที่โด่งดังระดับโลก แต่ก็สามารถคว้าแชมป์โลกได้ถึง 3 สมัย ด้วยทักษะการเล่นอย่างเป็นทีมเวิร์คมากกว่าความสำเร็จจากความสามารถเฉพาะบุคคล
– ตนเยอรมันเค้าจะมีระเบียบวินัยแค่ไหน แต่เค้าก็มีกฎหมายที่เครงครัดและสามารถบังคับใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่ายากดีมีจนแค่ไหน ก็อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ผิดคือผิด ไม่ว่าผิดมากหรือผิดน้อยแค่ไหนก็ผิดเหมือนกัน

- คอร์รัปชั่นก็ใช่ว่าจะไม่มี มีเหมือนกันค่ะ แต่บทลงโทษก็หนัก

 

การใช้ชีวิตแบบพอเพียง  ประหยัด จริงจังในหน้าที่  มีระเบียบวินัย  ตรงต่อเวลา มีความรับผิดชอบสูง  รักครอบครัว รักพวกพ้อง รักชาติ

เหล่านี้ล้วนเป็นอุปนิสัยขั้นพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ในเยอรมนีได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยไม่จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ๆ อะไรที่แปลกแหวกแนว มากระตุ้นเศรษฐกิจให้เฟื่องฟูอย่างที่ประเทศอื่นๆชอบทำกัน

ที่มา   http://pantip.com/topic/31249090

 

อ่าน comment จากคนที่อยู่/ทำงาน/ไปเรียนที่นั่นได้ที่  จาก  http://pantip.com/topic/31249090

  • ประเทศที่ถูกแบ่งเป็นสอง แล้วอยู่ๆ ก็มารวมเป็นหนึ่งได้โดยไม่มีสงครามของคนเชื้อชาติเดียวกัน
  • เรื่องการใช้จ่าย คนที่นี่วางแผนค่อนข้างดี เค้าจะไม่พยายามใช้เงินอนาคตค่ะ คนเลยเป็นหนี้กันน้อย
  • เคยไปแลกเปลี่ยนที่เยอรมันมาปีกว่าๆ
    คนเยอรมันที่เคยเจอนิสัยตรงตามบทความจริงๆค่ะ แกค่อนข้างเป๊ะ และมีนิสัยที่ซีเรียสกันมากแต่ก็ไม่ได้ซีเรียสไปซะทั้งหมด
    แต่เหรียญก็มีอยู่สองด้านอ่ะนะ ส่วนเรื่อง Ausländerfeindlichkeit พวกเหยียดชาตินี่ก็หลายคน อย่างที่คห.บนๆว่ามาแหล่ะ เพราะคนเยอรมันบางพวกคิดว่าเชื้อสายตนสูงส่งกว่าชาวบ้าน พวกชาวตุรกีนี่จะโดนเยอะ

    แต่คนเยอรมันส่วนใหญ่ที่เจอหรือทำงานด้วย จะเป็นคนที่ค่อนข้างมีระเบียบ วินัยมาก เรื่องส่วนตัวพวกนี้เค้าไม่ก้าวก่ายจริงๆ

  • หัวหน้าใหญ่นี่ทำงานโคตรจริงจัง ไม่สนเรื่องอื่นเลยในเวลางาน บอกว่าเรื่องอื่นเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่มีการนินทาระหว่างงาน มีแต่พวกเชื้อสายเอเชีย เพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวเยอรมันไม่ค่อยใช้บัตรเครดิต ขนาดจะมาเที่ยวเมืองไทยผมบอกให้แฟนผมไปบอกเขาว่าให้ซื้อตั๋วบางกอกแอร์เวย์จากเชียงใหม่ไปลงกระบี่เลย เขายังให้เอเยนต์ที่เยอรมันซื้อให้ไม่ยอมใช้บัตรเครดิตตัวเองซื้อผ่านเวบทั้งที่มีบัตรนะ คิดดูละกัน   คนเยอรมันเวลาเข้างานไม่เช้าแบบเมืองไทยนะ แล้วเลิกเร็วด้วย แถมวันหยุดพักร้อนก็โคตรเยอะ เพิ่งทำงานไม่กี่เดือนยังหยุดพักร้อนได้ 10 วัน  ร้านค้าในเยอรมันปิดเร็ว วันอาทิตย์ก็ปิดหมด บ้านเรือนเงียบเหงา แต่ครอบครัวลูกที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่จะมาหาพ่อแม่ทำอาหารกินกันที่บ้านอย่างน้อยเดือนละครั้ง  หน่วยงานราชการวัศุกร์ก็ทำงานไม่เต็มวัน ทำเต็มวันแค่ Mon-Thu  ดูเหมือนจะขี้เกียจแต่จริงๆแล้วโคตรขยัน ในเวลางาน ทำงาน 100% เต็ม
  • เคยมีหัวหน้าชาวเยอรมัน 1 เพื่อนร่วมงานชาวเยอรมันอีก 12-13 คน
    งานที่ทำเป็นงานวิจัย อยู่ในอเมริกา แต่หัวหน้ามาจากเยอรมัน เลยมีคนเยอรมันมาที่แล็บเยอะหน่อย

    เท่าที่เจอทุกคนทำงานจริงจังมาก เข้างานตรงเวลา แต่เลิกงานก็กลับตรงเวลาเหมือนกัน
    (ตรงนี้ต่างจากคนจีนกับเกาหลีค่ะ นอกเวลายังอยู่ถึงดึกดื่นเที่ยงคืน)
    ระหว่างเวลางานก็ไม่มีอู้กินข้าวเที่ยงนาน เล่นเน็ต แช็ต โทรศัพท์ ฯลฯ
    บางคนเป็นนักศึกษาที่พักเรียนที่เยอรมันมาทำแล็บ 1-2 ปี ก่อนจะกลับไปเรียนจนจบ คืออายุ 21-22 เท่านั้น
    แต่รับผิดชอบสูง และหวังผลมากๆ เช่น ต้องได้ผลงานตีพิมพ์ ฯลฯ
    ส่วนพวกวัยทำงานไม่ต้องพูดถึง ทำงานเอาเป็นเอาตาย เวลา comment ไม่ไว้หน้าเลย คิดอะไรพูดอย่างนั้น

    นอกเวลางาน ทุกคนกินเบียร์เก่ง พวกอายุน้อยๆ 20 ต้นๆ จะชอบปาร์ตี้มาก แต่ไม่เคยมีกลิ่นเหล้ามาทำงาน

    ในแง่การคบเป็นเพื่อน เราว่าคนเยอรมันจริงใจกว่าคนอเมริกันค่ะ
    พวกอเมกันชอบทักทายจี๋จ๋า อาสานั่นนี่ แต่หวังจริงๆ ไม่ค่อยได้ ส่วนเยอรมันถ้าบอกทำคือทำค่ะ
    แต่ดูๆ ไป เราว่าพวกนี้ก็แอบมีความชาตินิยมลึกๆ สังเกตดูว่าถ้าให้เลือกเค้าก็ชอบคบกับเยอรมันด้วยกัน
    หรือถ้าไม่มีก็คบคนยุโรปตะวันตกอื่นๆ (เช่น สวิส ดัตช์) มากกว่า ซึ่งดูแล้วไม่ใช่เรื่องภาษา เพราะ
    กับคนต่างชาติที่ภาษาอังกฤษ level ใกล้ๆ กัน เค้าก็ไม่ค่อยคบ  อาจจะเป็นวัฒนธรรมที่แตกต่างด้วย

    ส่วนตัวคิดว่าความมีวินัยของคนเยอรมันทำให้ประเทศเค้าเจริญ ถ้าบ้านเรา้ได้ซักครึ่งหนึ่งของเค้า น่าจะกำลังดี
    คือเอาเท่าเค้าเลยก็ไม่ไหว มันตึงไป ทุกอย่างเขม็งเคร่งเครียดไปหมด แต่เละเทะไม่มีกฏเกณฑ์เลย
    แบบเมืองไทยก็ไม่ไหว

    เพื่อนร่วมงานคู่นึง เป็นสามีภรรยากัน เคยมาเที่ยวซัมเมอร์ที่เมืองไทยตั้งแต่สมัยเป็นนศ. มาแบบอยู่เป็นเดือน
    เค้าเล่าเรื่องคนห้อยโหนจากรถเมล์ เรื่องรถต่างๆ ที่จอดกันกลางถนน ฯลฯ แล้วสุดท้ายสรุปว่า
    “…amazing…anyone can do anything in Thailand.