Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

9 X 9 ดูแลสุขภาพก่อนลุกจากที่นอน

มาตรฐาน

1.2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การปฏิบัติ 9×9 ดูแลสุขภาพก่อนลุกจากที่นอน

ปฏิบัติการ 9 ข้อ 9 นาที (起床前九个“一分钟”)

เคยพบเห็นอุบัติการณ์ บ่อย ๆ ของคนสูงอายุ ที่ตื่นมากลางดึก เข้าห้องน้ำ แล้วอยู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติอยู่ใน ห้องน้ำ ต้องรีบนำส่ง โรงพยาบาล

บางคนลุก ขึ้นจากที่นอนอย่างรวด เร็ว เมื่อได้ยินเสียง นาฬิกาปลุกหรือตกใจ หรือไม่ทันตั้งตัว ก็มีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต บางทีเรียกช่วง เวลานี้ว่าเป็น “เวลาแห่งภูตผีปีศาจ” (魔鬼时间 )

ช่วงเวลานอนหลับ สมองใหญ่ของคนเรา อยู่ระหว่างผ่อนคลาย การไหลเวียนของเลือดทั้งร่างกายน้อย ปริมาณเลือดก็น้อย (เนื่องจากตอนหลับ 6 – 8 ชั่วโมง ไม่ได้มีการ รับประทานอาหารและ น้ำเข้าสู่ร่างกาย มีแต่ การเสียน้ำ เสียเหงื่อ รวมทั้งกรองเป็น ปัสสาวะ)

ถ้าร่างกาย เปลี่ยนสภาพจาก นอนหลับเป็นตื่นทันที จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูงขึ้นทันที ความต้องการเลือด ของสมองและหัวใจ มีมากขึ้น แต่ระบบ ประสาทอัตโนมัติของ คนสูงอายุจะปรับตัวไม่ดี เหมือนตอนหนุ่มสาว

(โดยเฉพาะถ้ามีโรค หัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง หรือร่างกายมีโรคเรื้อรัง
อยู่แล้ว)

จึงเกิดอุบัติเหตุ เช่น เวียนศีรษะ เป็นลม หกล้ม จนกระทั่ง การเกิดภาวะเส้นเลือด สมองตีบแตก หรือหัวใจขาดเลือด ได้ง่าย

1.1

***เทคนิคปฏิบัติ 9 ข้อ 9 นาที จะเป็นการเตรียมตัว ก่อนลุกจากที่นอน โดยเฉพาะคนสูงอายุ

1. ใช้นิ้วมือหวีผม 1 นาที (手指梳头一分钟) จากหน้าผากถึง ท้ายทอย เพื่อกระตุ้น การไหลเวียนเลือด บริเวณสมอง ป้องกันโรคหลอดเลือด ในสมอง และทำให้ผม ดกเงางาม

2. นวดหูเบาๆ 1 นาที (轻揉耳轮一分钟) นวดขอบหูเบา ๆ ซ้าย ขวาทั้งสองข้างจาก ขอบหูบนสู่ขอบหูล่าง จนเกิดความรู้สึกร้อนผ่าว แล้วนวดในแอ่งหู ทุกแอ่ง รวมทั้งใช้นิ้ว แหย่เข้าในรูหูและ กระตุ้นเบาๆเนื่องจากใบหูมีจุดสะท้อนร่างกาย ทั่วร่างกาย การกระตุ้น ใบหูจึงเป็นการกระตุ้น การไหลเวียนของเลือดทั้งร่างกาย

3. เคลื่อนไหวดวงตา 1 นาที  (转动眼睛一分钟)   ปิดเปลือกตา แล้วกลอกตาตามเข็ม นาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา สลับกัน เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อตา และกระตุ้นการทำงาน ของตับ

4. ขบฟันเบาๆ และเคลื่อนไหวม้วนลิ้น 1 นาที (轻叩牙齿和卷舌)  เพื่อกระตุ้นเลือดพลัง กระตุ้นฟัน กระตุ้นไต และเพิ่มการเคลื่อนไหว ของลิ้น ซึ่งเหมือนการ เคลื่อนไหวเลือดพลัง ทั่วร่างกาย

5. เคลื่อนไหวแขนขา 1 นาที  (透过伸屈运动) โดยการยืดแขนเข้า ออก กระตุ้นการไหล เวียนเลือดทั่วร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือด กลับเข้าสู่หัวใจ และส่งไปเลี้ยงสมอง

6. นวดบริเวณสะดือ ขึ้นลงเบาๆ 1 นาที (轻摩肚脐一分钟 ) แนวด้านบนสะดือมีจุด ฝังเข็มที่เกี่ยวข้องกับ การเพิ่มพลังหยวนซี่ ของร่างกาย เป็นจุด เกี่ยวข้องกับอวัยวะ ภายในด้วย ทำให้เสริม กระตุ้นให้พลังร่างกาย หมุนเวียนดีขึ้น

7. ขมิบก้น ดึงขึ้นแล้วผ่อนคลาย 1 นาที (收腹提肛一分钟 ป้องกันริดสีดวง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ

8. นวดฝ่าเท้า 1 นาที (蹬摩脚心一分钟)  นอนหงาย ยกขาทำท่าถีบจักรยาน ขึ้นบน ลงล่างสลับกัน ใช้ฝ่าเท้า 2 ข้างถูกัน จนกระทั่งมีความรู้สึก ร้อนที่ฝ่าเท้า เป็นการ กระตุ้นทั่วร่างกาย กระตุ้นความอยาก อาหารและกระตุ้นสมอง

9. พลิกตัวซ้ายขวา 1 นาที (左右翻身一分钟 ) เพื่อเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนเอว และไขสันหลัง เป็นการปรับพลังไต และประสาทอัตโนมัติ ไตถือเป็นรากฐานชีวิต แกนกลางร่างกายเป็น เส้นลมปราณควบคุม พลังหยินหยางของ ร่างกายทั้งหมด

*** ปฏิบัติ 9 ข้อ 9 นาที นอกจากจะเป็นการ ปฏิบัติเพื่อเตรียม ร่างกายหรือปรับตัว ก่อนลุกจากที่นอน ( 起床前九个“一分钟”) เหมาะสำหรับการดูแล สุขภาพของคนที่ต้อง นอนป่วยอยู่บนเตียง คนสูงอายุ ยังสามารถ นำมาประยุกต์ใช้กับ ท่านั่ง ท่ายืน หรือ ขณะทำงานได้ โดยเลือกท่าตามความ เหมาะสม ถือเป็นการ ดูแลที่ง่ายและสะดวก

หัวใจที่ยิ่งใหญ่จากชายขี่สาม่ล้อวัย 90

มาตรฐาน




น้ำใจที่ยิ่งใหญ่จากชายชราว
ัย 90 ที่ขี่สามล้อ เพื่อหารายได้ส่งให้เด็กที่ยากจนได้มีโอกาสเรียนหนังสือถึง 300คน

ในปี 1987 คนแก่ขี่สามล้อชาวจีน ชื่อ Bai Fangli จะเลิกอาชีพขี่สามล้อเพราะปวดหลังมากจึงเดินทางกลับบ้านเกิด  ระหว่างที่เดินทางกลับได้เห็นเด็กตัวเล็กๆ มากมายทำงานในทุ่งนา เพราะเด็กพวกนั้นยากจนไม่มีเงินเข้าโรงเรียน  เขาจึงตัดสินใจกลับไปขี่สามล้อรับจ้างข้างสถานีรถไฟเมือง Tianjin เหมือนเดิม  แกทำงานอย่างหนัก  ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ กินอยู่พอประทังชีวิต โดยเก็บเงินค่าจ้างทุกบาททุกสตางค์จากหยาดเหงื่อแรงงาน ทยอยบริจาคเป็นทุนการศึกษาเพื่อเด็กด้อยโอกาส
0.6
14 ปีต่อมา  ลุงไบปั่นสามล้อไปที่โรงเรียนในเมืองเทียนจิน มอบเงินทุนอีกเช่นเคย แต่ครั้งนี้เป็นเงินก้อนสุดท้าย โดยชายชราวัยเกือบ 90 ปีผู้นี้กล่าวต่อหน้านักเรียนที่แกไปมอบทุนให้ว่า  “เขาคงจะทำงานต่อไปไม่ไหวแล้ว   เขาอ่อนล้าเต็มที”    น้ำตาของครูและนักเรียนไหลพรากด้วยความตื้นตันใจ   ลุงไบทำงานหนักเพราะแกไร้การศึกษาจึงมองเห็นความสำคัญของการศึกษา แกได้บริจาคเงินทุนเพื่อการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสกว่า 300คน ได้เรียนต่อจากการค่อยๆทยอยให้รวมเป็นเงินทั้งสิ้น  350,000 หยวน เกือบ 2 ล้านบาท

0.6

ลุงไบหัวใจเทวดาจากโลกไปอย่างสงบในปี 2005 เหลือไว้แต่ความทรงจำที่สวยงามของชีวิตชายชราผู้หนึ่งที่อุทิศตนด้วยความเหนื่อยยากเพื่อหารายได้นำมาบริจาคเพื่อเป็นทุนการศึกษา..

ความเสียสละของลุงไบอาจเป็นแรงบันดาลใจแด่คนที่มีความรักอันยิ่งใหญ่เพื่อเพื่อนมนุษย์ เป็นแบบอย่างของ”การให้ “ทีมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก….ขอกราบคารวะหัวใจลุงไบคนจนผู้ยิ่งใหญ่คนนี้อีกครั้ง….
——-

Bai Fang Li : From nothing, to everyone’s heart

0.6


http://en.wikipedia.org/wiki/Bai_Fang_Li
http://englishteachernet.blogspot.com/2010/11/inspiring-story-bai-fang-li-rickshaw.html
——-
credit : FB คุณมนตรี มณีรุ่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สอนลูกรับมือแผ่นดินไหว!

มาตรฐาน

ากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นล่าสุด ก่อให้เกิดความเสียหายค่อนข้างเยอะกับทรัพย์สิน สถานที่ต่างๆ Momypedia เลยอยากให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกๆ ได้สอนและฝึกให้ลูกรับมือกับภัยธรรมชาติอย่างเหตุการณ์แผ่นดินไหวกันไว้ดีกว่าค่ะ เผื่อเกิดเหตุในขณะที่เราไม่ได้อยู่กับลูกด้วย ลูกๆ จะได้มีทักษะในการเอาตัวรอดชีวิต และดูแลตัวเองในเบื้องต้นได้ค่ะ


แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,

สอนลูกรู้จัก “แผ่นดินไหว”

สอนลูก :
แผ่นดินไหว เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกวัน ทุกเวลา
แผ่นดินไหว ทำให้ของๆ รอบๆ ตัวเราพังได้ ต้นไม้จะหัก ตึกอาจจะถล่มลงมาทับเด็กๆ
แผ่นดินไหว ถ้าเด็กๆ อยู่ในบ้านข้าวของแตกหักเสียหาย หล่นลงมาทับเด็กๆ ได้ กระจกอาจจะบาด แก้วอาจจะแตก ฯลฯ

 

1    

 

2  

 

สิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนการเกิดแผ่นดินไหว

  • เตรียมไฟฉายพร้อมถ่านและกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้านและบอกให้ลูกๆ และทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน
  • ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
  • เตรียมเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น ถังดับเพลิง ถุงทราย
  • ควรทราบตำแหน่งของวาล์วน้ำ วาล์วปิดแก๊ส สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า และถ้าลูกโตพอรู้เรื่องควรสอนลูกๆ ด้วยเช่นกัน
  • อย่าวางของหนักบนชั้นหรือหิ้งสูง ๆ เพราะเมื่อเกิดแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตราย
  • ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน
  • ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมายเมื่อเกิดการพลัดหลงกัน
  • สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว

ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวต้องทำอย่างไร

  • อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติให้สงบ ถ้าอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้าน ถ้าอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกบ้าน
  • ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือหมอบอยู่ในส่วนที่มีโครงสร้างแข็งแรง และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง หน้าต่าง
  • ถ้าอยู่ในอาคารสูงควรรีบออกจากอาคารโดยเร็วและหนีห่างจากสิ่งที่อาจจะล้มทับได้
  • ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้งให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้าและสิ่งห้อยแขวนต่าง ๆ
  • ห้ามใช้เทียน ไม้ขีดไฟ ไฟแช้ก หรือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วและทำให้ติดไฟได้
  • หากกำลังขับรถอยู่ให้หยุดรถและอยู่ในรถ จนการสั่นสะเทือนหยุด
  • ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาดในขณะที่เกิดแผ่นดินไหว
  • หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง

หลังจากเกิดแผ่นดินไหวแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

  • หลังเกิดแผ่นดินไหวควรตรวจสอบดูว่าตนเองและคนข้างเคียงได้รับบาดเจ็บหรือไม่
  • หากบาดเจ็บให้ทำการปฐมพยาบาลในขั้นต้นจากนั้นให้นำตัวผู้บาดเจ็บส่งสถานพยาบาลหรือหน่วยแพทย์ที่ใกล้ที่สุด
  • หากอยู่ในอาคารที่ได้รับความเสียหายควรรีบออกจากอาคารทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาจทำให้อาคารพังลงมาทับ ทำให้ได้รับบาดเจ็บได้
  • ควรสวมใส่รองเท้าหุ้มส้น เพราะอาจมีเศษแก้วหรือวัตถุแหลมคมอื่น ๆ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ
  • ตรวจสอบความเรียบร้อยของสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ และอย่าจุดไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว
  • หากแก๊สรั่วภายในบ้านให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบานเพื่อระบายอากาศ
  • ให้ออกจากบริเวณที่มีสายไฟขาดหรือสายไฟพาดถึง
  • ให้เปิดฟังวิทยุเพื่อฟังคำแนะนำฉุกเฉิน แต่อย่าใช้โทรศัพท์นอกจากมีความจำเป็น
  • สำรวจความเสียหายของท่อน้ำ ท่อน้ำทิ้ง ท่อส้วม ก่อนใช้
  • ห้ามเข้าไปมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสี่ยงหรือมีอาคารพัง

 

คู่มือการรับมือแผ่นดินไหวฉบับย่อ

แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,
แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,
แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,

แผ่นดินไหว,รับมือแผ่นดินไหว,สอนลูกรู้จักแผ่นดินไหว,แผ่นดินไหวทำอย่างไร,สึนามิ,ซึนามิ,ภัยธรรมชาติ,ภัยพิบัติ,แผ่นดินถล่ม,

จาก : momypedia  http://www.momypedia.com/article-7-21-632/%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7!/
เรียบเรียง กรมทรัพยากรธรณี
เรียบเรียง แผ่นพับ แผนกป้องกันภัยพิบัติ สำนักงานควบคุมภยันตราย เขตเมกุโระ (ศูนย์นักศึกษาต่างชาติสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว)—————————————————————

วิธีปฐมพยาบาล 4 อุบัติเหตุใกล้ตัวลูก

โดย สุพรรณี

อุบัติเหตุ,ปฐมพยาบาล,การปฐมพยาบาล,การดูแลลูกๆ ให้สนุกกับกิจกรรมที่ได้ลงมือทำด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ดีกับพัฒนาการของลูก แต่ที่สำคัญอย่าลืมระวังอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจนทำให้ลูกต้องหมดสนุกเสียก่อน แต่ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยล่ะ!

เรามีวิธีการปฐมพยาบาลเพื่อลดและบรรเทาอาการบาดเจ็บให้กับหนูๆ วัย 3-9 ปีค่ะ

1. บวมๆ ช้ำๆ…จากการกระแทก
ได้สนุกลงมือช่วยคุณพ่อคุณแม่สร้างสวนหย่อมหน้าบ้านหรืองานอื่นๆ อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดอาจเกิดขึ้นได้ค่ะ เช่น กระถางต้นไม้ตกทับเท้า ด้ามเสียมกระแทกกับนิ้ว แขน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการบวม ช้ำ ตามอวัยวะต่างๆ ทั้ง มือ เท้า แขน หรือตามลำตัว ซึ่งอาจนำไปสู่อาการอักเสบหรือเป็นไข้ได้

วิธีการปฐมพยาบาล
ขั้นแรกล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ หรือน้ำเกลือ จากนั้นดูอาการ ขนาด ตำแหน่งของบาดแผลและการทำงานของอวัยวะนั้นๆ ซึ่งแบ่งเป็น

  • บวม ช้ำ ปวดไม่มาก อวัยวะทำงานได้ปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ เพียงปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี หยุดใช้อวัยวะนั้นชั่วครู่ ใช้ผ้าห่อน้ำแข็งหรือถุงประคบเย็นวางบริเวณแผล (ไม่ควรใช้น้ำแข็งหรือความเย็นสัมผัสแผลโดยตรง) แล้วยกบริเวณแผลบวมช้ำให้อยู่สูงเหนือหัวใจ
  • บวม ช้ำ ปวดมาก อวัยวะทำงานได้ปกติ เช่น ขาหรือแขน ให้พันผ้าพันแผลบริเวณแผลบวม ใช้ความเย็นประคบ 10-15 นาทีทุก 2 ชั่วโมงจนกว่าอาการปวดบวมจะบรรเทาลง หากปวดมากให้กินยาบรรเทาอาการปวด โดยปริมาณขึ้นอยู่กับอายุและน้ำหนักตัว หากอวัยวะบริเวณแผลบวมไม่สามารถทำงานได้ ต้องรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการต่อไปค่ะ

ข้อควรรู้

  • การล้างแผลด้วยน้ำและสบู่อย่างถูกวิธี คือราดน้ำบนแผลให้สิ่งปนเปื้อนหลุดออกให้หมด แล้วใช้สบู่ถูเบาๆ รอบๆ แผล แล้วล้างน้ำอีกครั้ง
  • ไม่ควรประคบแผลบวมด้วยความเย็นนานเกินไป เพราะอาจเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้

2.ผิวแสบร้อน…จากน้ำร้อนและไฟลวก
เมื่อเกิดอุบัติเหตุลูกถูกน้ำร้อนลวกหรือถูกไฟลวกระหว่างกำลังเป็นพ่อครัวแม่ครัวตัวน้อยอยู่ในครัวกับคุณแม่ วิธีการปฐมพยาบาลเหล่านี้ช่วยได้ค่ะ

วิธีการปฐมพยาบาล

  • ผิวแสบร้อนแดง ล้างสิ่งสกปรกด้วยน้ำสะอาด แล้วใช้น้ำเย็นราดจนกว่าอาการปวดแสบร้อนจะบรรเทาลง สิ่งสำคัญคือห้ามใช้น้ำแข็งสัมผัสที่แผลโดยตรงเพราะเป็นการทำลายเซลล์ผิวหนังบริเวณแผล ทำให้แผลหายช้าและยังปวดมากขึ้นอีกด้วย หลังจากนั้นซับแผลให้แห้ง ใช้ผ้าก๊อซปิดแผลไม่ให้แน่นเกินไปเพราะแผลอาจบวมได้ค่ะ
  • แผลบวม พองเป็นน้ำร่วมด้วย ไม่ควรเจาะน้ำออก เพราะทำให้ติดเชื้อได้ อาจทาขี้ผึ้งฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อแทรกซ้อน
  • หากเกิดแผลบวมพองในอวัยวะที่ต้องใช้งาน เช่น นิ้วมือ เท้า ควรสะกิดแผลเจาะเอาน้ำออกด้วยการทายาฆ่าเชื้อใส่แผลสด (Povidone-iodine) แล้วใช้เข็มสะอาด (เข็มฉีดยาหรือเข็มเย็บผ้าที่เช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แล้ว) เจาะบริเวณขอบแผล ไม่ควรแกะหรือตัดผิวหนังบริเวณนั้น แล้วค่อยๆ บีบเอาน้ำออก ทาแผลด้วยเจลว่านหางจระเข้หรือขี้ผึ้งฆ่าเชื้อ และนำผ้าก๊อซมาปิดแผลไว้ เพื่อไม่ให้ผิวพองได้อีกและป้องกันสิ่งสกปรก
  • ทั้งสองอาการนี้ต้องพิจารณาพื้นที่ของบาดแผลว่ามีบริเวณกว้างมากแค่ไหน แผลลึกหรือไม่ หากถูกน้ำร้อนลวกหรือไหม้บริเวณหน้า มือ เท้า และอวัยวะเพศ ซึ่งมีบริเวณกว้างให้รีบพบแพทย์โดยด่วนค่ะ

ข้อควรรู้

  • ห้ามใช้ยาสีฟันหรือน้ำปลาที่เชื่อกันว่าใช้ทาดับร้อน เพราะอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่
  • ควรทำความสะอาดแผลทุกวันและดูว่ามีอาการอักเสบจากการติดเชื้ออีกหรือไม่ เช่น รู้สึกปวด บวม ผิวแดงและรู้สึกร้อนมากขึ้น มีไข้ ต้องรีบพบแพทย์ค่ะ

3. แผลเลือดออก…จากการบาดและทิ่มแทง
ยามที่ลูกสนุกกับการลงมือประดิษฐ์โดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ ทั้งกรรไกร คัตเตอร์ ไม้บรรทัด ลวด หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น เดินป่า เที่ยวทะเล กิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้เกิดบาดแผลจากของมีคมต่างๆ จนเลือดออกได้

วิธีการปฐมพยาบาล

  • แผลที่มีขนาดใหญ่ ปากแผลปริแยก ลึก และเลือดไหลไม่หยุด ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • วัตถุที่ทิ่มหรือบาดสกปรกมากหรือเป็นสนิม อาจทำให้ลูกเป็นโรคบาดทะยักได้ กรณีนี้ต้องบีบเลือดออกทันทีเพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แล้วใช้ไฮโดรเยนเปอร์ออกไซด์ล้างทำความสะอาดแผล แล้วรีบพบแพทย์ เพื่อรับวัคซีนป้องกันบาดทะยักต่อไป
  • แผลไม่รุนแรงนัก ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ หรือน้ำเกลือ แล้วห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้ประมาณ 5 นาที หากแผลค่อนข้างใหญ่ให้ใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดแผลแทน ทายาฆ่าเชื้อใส่แผลสดบริเวณบาดแผลและรอบๆ ก่อนปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ เพื่อป้องกันฝุ่นและการติดเชื้อจากสิ่งสกปรกอื่นๆ

ข้อควรรู้

  • ควรทำความสะอาดแผลอย่างน้อยวันละครั้ง พร้อมทั้งสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดอาการอักเสบทำให้รู้สึกปวดหรือบวมมากขึ้น แผลเริ่มเป็นผิวแดงและรู้สึกร้อนมากกว่าเดิม มีหนอง รวมถึงมีไข้ ซึ่งกรณีนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ

4. ตาบวม เลือดออก …จากการกระแทกและทิ่มแทง
เมื่อไหร่ที่น้องหนูเผลอสนุกกับหลากกิจกรรมจนลืมระวังดวงตาคู่น้อย อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเช่นของแข็งกระแทกจนตาบวมปูด ถูกฝุ่นผง ดินหรือทรายกระเด็นเข้าตาจนลืมตาไม่ขึ้น หรือของแหลมคม อาทิ กิ่งไม้ กรรไกร ทิ่มจนเลือดออกอยู่ในตาได้

วิธีการปฐมพยาบาล

  • ถ้าผิวหนังรอบๆ ดวงตาปูดบวมหรือมีบาดแผล ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็งวางไว้บนหนังตาเพื่อลดอาการบวมในช่วงวันแรก หากมีอาการระคายเคืองตา เจ็บหรือปวดมากขึ้น น้ำตาไหล การมองเห็นลดลง ต้องรีบไปพบแพทย์ค่ะ
  • เลือดออกเฉพาะตาขาว สามารถหายเองได้ แต่หากเคืองตา ปวดมาก การมองเห็นลดลง น้ำตาไหลอาจมีเลือดออกในส่วนตาดำต้องรีบพบแพทย์นะคะ
  • มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ให้ลืมตาในน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือโดยไม่ขยี้ และดูว่าอาการรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ หากสิ่งแปลกปลอมติดบนเยื่อบุตาขาวและล้างไม่ออกต้องพบแพทย์ ไม่ควรใช้ของแหลมคมเขี่ยเอาออกเอง

ข้อควรรู้

  • หากสารเคมีที่เป็นอันตรายเข้าตา ให้เปิดน้ำผ่านตาเป็นเวลานานมากกว่า 20 นาที และรีบพบแพทย์โดยด่วน
  • ไม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือห่อน้ำแข็งประคบดวงตาในกรณีที่ลูกตาแตกหรือฉีก

อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอค่ะ การป้องกันเป็นวิธีลดอุบัติเหตุเหล่านั้นได้ดีที่สุด จากการที่คุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด รวมทั้งการพูดคุยกับลูกถึงวิธีใช้อุปกรณ์ต่างๆ ให้ปลอดภัย การระมัดระวังในขณะที่ลงมือทำ ที่สำคัญการรู้วิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องก็จะช่วยให้อันตรายจากอุบัติเหตุบรรเทาลงด้วยค่ะ

จาก : นิตยสาร Kids&School

แกว่งแขน

วีดีโอ

แกว่งแขนลดพุง

ทำไมการเเกว่งเเขน การว่ายน้ำจึงสำคัญนัก

การบริหารร่างกายด้วยการแกว่งแขนนี้เป็นศาสตร์ของแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย  แถมยังทำได้ทุกเวลาที่ต้องการ ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใด ๆ อีกด้วย ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่า การที่คนเราป่วย หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เป็นเพราะเลือดหมุนเวียนไม่ดี

อย่างเช่น พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานอยู่วันละหลายชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปไหน แต่หากได้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย บิดขี้เกียจสักครู่ เราจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก็เหมือนกับว่า เราทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้นนั่นเอง เมื่อเลือดลมในร่างกายเดินสะดวกขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาโรคร้ายได้นั่นเอง

แล้วทำไมถึงต้องใช้การบริหารแบบ “แกว่งแขน” ล่ะ? 

นั่นเพราะใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักแร้นั้น คือชุมทางของต่อมน้ำเหลือง หากเราได้ขยับหัวไหล่ และรักแร้ ด้วยการแกว่งแขน จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขยับไปด้วย เมื่อต่อมน้ำเหลืองขยับ มันก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

 อ๊ะ…อย่าลืมนะคะว่า “ระบบต่อมน้ำเหลือง” นั้น รวมไปถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ฯลฯ ด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดชำระล้างให้ร่างกาย มีหน้าที่ขจัดของเสีย สารพิษในร่างกาย แถมยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน กรองสารแปลกปลอม เชื้อโรคสารพัด

 เมื่อระบบต่อมน้ำเหลืองได้หมุนเวียนอย่างสะดวก ไม่ติดขัด ก็จะช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยของเราได้ชะงัด 

กลับกัน หากระบบต่อมน้ำเหลืองติดขัด ก็จะเกิดการอักเสบ เกิดอาการบวมตามจุดที่น้ำเหลืองไหลเวียน เช่น ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักแร้ใต้หัวไหล่ ท้องแขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ นั่นเพราะน้ำเหลืองไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือด ดังนั้น ต้องออกกำลังกายเท่านั้นจึงจะช่วยให้น้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น

󾭵การขยับหัวไหล่เเละรักเเร้
󾭶การเเกว่งเเขนก็ดี
󾭶การว่ายน้ำที่ขยับทั้งหัวไหล่เเละขาหนีบก็ดี
󾭶ล้วนเเล้วเเต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลือง
󾭶จึงไม่ใช่ของเล่นธรรมดาๆ

ลองอ่านงานเขียนของ Dr. Kimberly Kaye ต่อไปนี้ดูเองก็จะร้องอ่อ ว่าอย่างนี้นี่เอง…
󾭶รู้งี้ทำไปตั้งนานเเล้ว…
󾭶รู้งี้ว่ายน้ำจนเป็นเเชมป์ไปเเล้ว…
󾭶รู้งี้เเขนฉันก็ไม่มีเซลลูไลท์หรอกนะเนี่ย …

 

คำว่า “ระบบน้ำเหลือง ” นั้นหมายรวมถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง นับเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด ชำระล้างของร่างกาย อันจำเป็นต่อ การรักษาสุขภาพให้เเข็งเเรง เยียวยาความเจ็บป่วย

󾭵เพราะระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่ขนถ่ายของเสีย พิษที่สะสมในร่างกาย เศษของเซลล์ที่ตายเเล้ว ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบเเละขับออกไปจากร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เเอนตี้บอดี้ ของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดระยะทางของท่อน้ำเหลืองจะมีต่อมน้ำเหลืองอยู่เป็นระยะๆเพื่อช่วยกรองสารเเปลกปลอม เชื้อโรค ที่มีอันตราย

󾭵ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบน้ำเหลือง โดยตับมีหน้าที่สร้างน้ำเหลืองเป็นส่วนมาก เเละตับก็อาศัยน้ำเหลืองนี่เองขนส่งสารอาหารที่ย่อยเเล้วจากตับเเละลำไส้เล็กไปส่งต่อให้กับเซลล์เเละอวัยวะต่างๆ

󾭵ม้ามเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่กรอง เเละกำจัดเซลล์เม็ดเลือดเเดงที่หมดอายุ เเละเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย((󾁉

󾭵ใครก็ตามที่ผ่าตัดเอาม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัสออกไป จะติดเชื้อได้ง่ายขาดภูมิต้านทาน(󾁉

󾭵หากการไหลเวียนของน้ำเหลืองติดขัด จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวม อักเสบ ((󾁎

󾭵บริเวณที่น้ำเหลืองไหลเวียนเเละสังเกตได้ชัดเจนได้เเก่ ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักเเร้ใต้หัวไหล่ ท้องเเขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ󾁅

󾭵เนื่องจากน้ำเหลืองไม่มีปั้มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจเป็นปั้ม ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้นจึงต้องพึ่งพิงการออกกำลังกายเเละการหายใจให้ลึกๆเป็นหลัก เพื่อเขย่ากระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลืองด้วยการขยับกล้ามเนื้อ เเละกระบังลม((󾁎

󾭵การเต้นกระโดดบน trampoline ดูจะเป็นวิธีการที่กระตุ้นน้ำเหลืองได้ทั่วร่างกาย หากเต้นไม่ได้ก็อาจใช้วิธี กัวช่า (Gua Sha) การนวดด้วยน้ำมัน การ นวดเเผนไทย((󾁉

󾭵ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆลืมๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอเสมอๆ เริ่มมีเซลลูไลท์เพิ่มมากขึ้น ให้สงสัยระบบน้ำเหลืองติดขัด ไหลเวียนไม่ดี ทั้งนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะของเสีย ขยะมีพิษ ตกค้างสะสมนั่นเอง(󾁎

󾭵อย่าละเลยอาการน้ำเหลืองติดขัด โดยไม่ได้รักษาเพราะ นานวันเข้าพิษร้ายอาจทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อด้วยมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

เขียนโดย Dr. Kimberly Kaye Castaneda

 

ประโยชน์ของการแกว่งแขน          

หากทำติดต่อกันสัก 10 นาที จะให้ประโยชน์ในเรื่องของการออกกำลังกาย คือช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

ทำให้อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน แต่หากต้องการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ผล ก็ต้องทำติดต่อกันในระยะเวลานานกว่านั้น และทำบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี เพราะจะช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น

    ลดการสะสมของไขมัน หากเราควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยลดพุงได้

    ลดความดันโลหิตสูง ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตเป็นไปอย่างปกติ

    ช่วยลดความเครียด เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย

    การได้ยืดเส้นยืดสาย จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

    ลดอาการปวดบ่า คอ ไหล่ จากการทำงาน

     แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ไม่ว่าจะเป็นนิ้วล็อก มือชา ไหล่ติด จากการนั่งทำงานงก ๆ อยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์ หากลุกขึ้นมาแกว่งแขนให้เลือดลมได้ไหลเวียนเสียหน่อย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้มากเลยทีเดียว

     ลดน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่นำผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 มาฝึกออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน นาน 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์ ภายหลังพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

     ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะการแกว่งแขนจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น

    เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเข่า เพราะการแกว่งแขนนั้นไม่มีการกระแทกน้ำหนักลงที่ส่วนขาเหมือนกับการวิ่ง หรือการขี่จักรยาน จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า หรือขาด้วย

  เคล็ดลับการแกว่งแขนอย่างถูกวิธี

จะมายืนแกว่งแขนขึ้นลงไปมาธรรมดา ๆ ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มาดูวิธีแกว่งแขนลดพุงที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำไว้กันเลย ลองทำดูตามขั้นตอนดังนี้
    1. ยืนตรงตัว เข่าไม่งอ แยกเท้าทั้งสองข้างออกจากกัน โดยมีระยะห่างประมาณความกว้างหัวไหล่

    2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง ให้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง

    3. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลาย กระดูกลำคอ ศีรษะ และปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ

    4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึง ๆ เป็นใช้ได้

    5. ควรงอบั้นท้ายขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้น หรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไปในลำไส้

    6. ตามองตรงไปจุดใดจุดหนึ่ง สลัดความคิดฟุ้งซ่าน กังวลออกให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า

    7. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม 30 องศากับลำตัว หายใจเข้า แล้วแกว่งไปข้างหลังแรงหน่อย ทำมุม 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง หายใจออกขณะแกว่งไปข้างหลัง นับเป็น 1 ครั้ง โดยปล่อยน้ำหนักมือให้เหมือนลูกตุ้ม และต้องสะบัดมือทุกครั้ง เพื่อให้เลือดหมุนเวียนไปถึงปลายนิ้ว

    8. ควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที และใน 1 วัน ควรทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หากทำติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนครึ่งก็น่าจะเห็นผลลัพธ์ตามต้องการแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เริ่มทำแรก ๆ อย่าหักโหมนัก อาจจะลองแกว่งแขนสัก 200-300 ครั้งก่อน วันต่อมาก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้ง หรือเวลาให้นานขึ้น   และอาจแบ่งทำเป็นช่วง ๆ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ โดยควรแกว่งครั้งละอย่างน้อย 10 นาที และควรทำต่อเนื่อง อย่าทำบ้าง หยุดบ้าง จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร
นอกจากนี้ ระหว่างที่แกว่งแขนควรทำจิตให้เป็นสมาธิ อย่าฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นเลือดลมจะหมุนเวียนสับสน ทำให้การปฏิบัติไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร และเมื่อกายบริหารแกว่งแขนเสร็จสิ้นแล้ว ควรเดินพักตามสบาย เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ

เห็นประโยชน์ดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ต้องลองลุกขึ้นมาแกว่งแขนกันสักหน่อยแล้วล่ะคะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ยืนดูทีวีไป ก็แกว่งแขนตามไปด้วยก็ได้   ร่างกายจะได้ขยับ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ออกไปบ้าง ดีกว่าอยู่เฉย ๆ นะคะ แถมถ้าแกว่งแขนต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน คุณจะตื่นตากับผลลัพธ์ที่ได้รับแน่นอน

http://health.kapook.com/view61732.html

…………………………………………………………………

 

ประสบการณ์เรื่องการแกว่งแขน
ผมเป็นคนนอนไม่ค่อยหลับ และความดันโลหิตสูง ผมเกือบตายเพราะเชื่อหมอสมัยใหม่ จนต้องเข้าห้องไอซียูเป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้นผมเสื่อมศรัทธาหมอสมัยใหม่ ผมจำเป็นต้องมีทางออก มิ.ย. 2547

ภรรยาผมที่เป็นทันตแพทย์มาบอกผมว่ามีคนไข้ที่
เป็นโรคความดันโลหิตสูงและคอเรสตรอรอลสูง ได้หายจากโรคดังกล่าวภายใน 3 เดือน โดยการแกว่งแขน 2,000 ครั้งต่อวัน ทุกวัน ผมไม่ค่อยสนใจเท่า ไหร่ เพราะไม่รู้ว่าแกว่งแขนอย่างไร

ก.ค. 2547 ผมได้ไปงานวันเกิดของลุงของภรรยา ลุงอายุ 83 ปี แต่สุขภาพและท่าทาง ไม่ต่างจาก คนอายุ 40 ปี เคลื่อนไหวว่องไว พูดจาเสียงดัง ฟังชัด มิหนำซ้ำยังขับรถ ไปไหมมาไหนเอง ผมก็เลยถามลุงว่าลุงมีเคล็ดลับในการบำรุงสุขภาพอย่างไร ? ลุงบอกว่า ลุงแกว่งแขนวันละ 1,000 ครั้ง ทุกวัน

ผมก็เริ่มสนใจว่าการแกว่งแขนเป็นอย่างไร ก็เลยเดินหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ บังเอิญโชคดี ไปเจอในร้านหนังสือเล็ก ราคา 20 บาท แล้วผมก็ฝึกการแกว่งแขนตามหนังสือช่วง 15 นาที ก่อนนอน จำนวน 1,000 ครั้งทุกวัน ผมนอนหลับได้สนิททุกคืน มิหนำซ้ำยังต้องนอนกลางวันหลังอาหารเที่ยงอีก

19 ส.ค. 2547 ผมกินอาหารกลางวัน ปรากฏว่า ผมเจ็บขากรรไกรด้านขวาขณะเคี้ยวอาหาร คล้ายๆกระดูกบนล่างหลุดออกจากกันและกัน ทำให้เวลาเคี้ยวจึงเจ็บปวดมาก ผมรีบไปโรงพยาบาลศิครินทร์ หมอผู้เชี่ยวชาญติดประชุม ผมต้องรอครึ่งชั่วโมง ขณะที่รอนั้น ผมโทรบอกภรรยาเกี่ยวกับอาการ ดังกล่าว ภรรยาผมบอกให้กลับบ้านเถอะ เพราะประเทศไทยยังไม่มีหมอผู้เชี่ยวชาญบริเวณขากรรไกร อย่างมากหมอก็ให้ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาแก้ปวด ผมก็ไม่เชื่อ จนผมได้พบหมอ ก็เป็นจริงอย่างที่ภรรยาผมพูด หมอให้ยาคลายกล้ามเนื้อและยาแก้ปวด

ตอนเย็นผมทรมานมากในการกินอาหาร แล้วก่อนนอนผมก็แกว่งแขนตามปรกติ ขณะที่แกว่ง ก็เกิดความคิดว่าน่าจะเอากล้ามเนื้อไหล่ชนบริเวณหลังหู ได้ผลครับ ภายใน 3 วัน อาการเจ็บ ขากกรไกรหาย โดยไม่ได้กินยาสักเม็ด

6 ธค. 2547 ตื่นมาตอนเช้า เป็นหวัดน้ำมูกไหลพร้อมจาม ในวันนั้นไปเล่นกอลฟ์กับลูกค้า ผมจามจนหมดแรง ขณะเล่นกอล์ฟ จนเล่นไม่ไหวจึงขอกลับก่อน ในสภาพที่แย่มาก คืนนั้นผมก็แกว่งแขนตามปรกติ และก็เกิดความคิดอีกว่าการแกว่งแขนก็เหมือนทำชี่กง คือ พลังงานอยู่ที่มือหลัง  การทำชี่กง แกว่งแขนก็น่าจะเป็นเหมือนกัน ดังนั้นพอแกว่งแขนเสร็จ ผมก็ใช้มือทั้งสอง ถูกันจนเกิดความร้อน แล้วเอามือทั้งสองโปะที่จมูก เพื่อรักษาอาการหวัด แล้วถูใหม่ แล้วโปะอีก อย่างนั้นอยู่ 5 ครั้ง

7 ธค.2547   ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ปรากฏอาการหวัดเหลืออยู่เลย และลูกค้าที่ผมเล่นกอลฟ์ด้วยเมื่อวานมาเจอผม เขางงมากที่ผมหายภายในข้ามคืน

14 ธค 2547 ตอนบ่าย รู้สึกเจ็บคอด้านซ้ายคล้ายอาการหวัด อีกครั้ง ผมก็ทำอีกครั้ง แต่เอามือทั้งสองลูบบริเวณคอ ด้านซ้าย ทำอยู่ 5 ครั้ง

15 ธ.ค. 2547 ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ปรากฏอาการเจ็บคอเหลืออยู่เลย

ในช่วง ธ.ค 2547 ถึง ม.ค 2548 ผมผ่านการเป็นหวัด 4 ครั้ง แล้วก็หายภายใน ข้ามคืนทั้งสี่ครั้ง ซึ่งโดยปรกติ การเป็นหวัดครั้งหนึ่ง จะใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 10 วัน ถึงจะหาย

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมมีอาการเสียวฟันกรามล่างซ้าย ภรรยาผมก็ตรวจดูว่ามีฟันผุหรือหินปูนเกาะหรือเปล่า ปรากฏว่าไม่มีความผิด ปรกติใดๆ แต่ก็ยังเสียวฟันซี่นี้อยู่ ตอนช่วงแกว่งแขน ผมก็ใช้วิธีเดิมคือการให้กล้ามเนื้อไหล่กระแทกต้นคอด้านซ้าย อาการเสียวฟันดังกล่าวก็หายไป

อาการอีกอย่าง คือ เหนื่อยง่าย ซึ่งผมได้กลั้นหายใจในขณะแกว่งแขน ประมาณ 30 รอบของการแกว่งแขน ทุกๆการแกว่งแขน 100 ครั้ง จากนั้นก็ปล่อยลมหายใจออกมา ผมรู้สึกความร้อนวิ่งจากต้นคอขึ้นไปทั่วสมอง นี่หรือเปล่าที่ทำให้เส้นเลือดในสมองได้มีโอกาสออกกำลังกายคือให้มีการยืดหยุ่น ทำให้รักษาความดันโลหิตสูง ขณะเดียวกัน อาการเหนื่อยง่ายของผมก็หายไป

ผมได้แชร์ประสบการณ์นี้ให้คุณพิชัย ซึ่งเขาเป็นโรคปัสสาวะไม่สุด และภรรยาเขา เป็นโรคนอนไม่หลับสนิทคือนอนได้ 2-3 ชั่วโมง แล้วก็ตื่น พอเขาไปแกว่งแขน 1,000 ครั้งต่อวัน สม่ำเสมอ

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมก็เจอคุณพิชัยอีก ผมก็ถามอาการปัสสาวะไม่สุดของเขาอีก ปรากฏว่าเขาลืมปัญหานี้ไปแล้ว เพราะมันหายไปตั้งแต่สองวันแรกที่เขาแกว่งแขน ขณะเดียวกัน ภรรยาเขาก็นอนหลับ ได้สนิททุกคืน ปัจจุบันทั้งคู่ก็ยังคงแกว่งแขนวันละ 1,000 ครั้ง และคุณพิชัยได้ไปเหมาหนังสือนี้ ทั้งหมดที่สำนักพิมพ์มีอยู่ เพื่อนำไปแจกเพื่อนๆ

อีกคนหนึ่งคือคุณธานี ซึ่งผมได้บอกเรื่องการแกว่งแขนให้เขาฟัง แล้วเขาก็เอาไปบอกให้พ่อเขาซึ่งมีอาการปวดเข่า หลังจากนั้นประมาณ 3 วัน พ่อเขาก็หายจาก อาการดังกล่าว เพราะการแกว่งแขน ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ บางครั้งคนเราอาจ จะอุปโลกขึ้นมาเพื่อหลอกตัวเองก็ได้

นี่เป็นประสบการณ์จริงที่ไม่มีการเสริมแต่งใดๆ เพราะผมไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆจากการเผยแพร่ ประสบการณ์นี้ นอกจากการได้ช่วยให้ญาติมิตร หายจากการเป็นโรคต่างๆ โดยไม่ต้องกินยาของพวกฝรั่ง ที่มีผลข้างเคียงระยะยาว

วิธีการแกว่งแขน
ยืนแยกเท้าเท่าความกว้างของไหล่ ย่อเข่าเล็กน้อย แขนทั้งสองแนบลำตัว ปลายลิ้นแตะเพดานบน จากนั้นยกแขนทั้งสองไปข้างหน้า แล้วผลักแขนทั้งสองไปข้างหลัง แล้วให้แขนกลับมาเองโดยธรรมชาติ เหมือนกับลูกตุ้มนาฬิกา ไม่ช้า ไม่เร็วเกินไป บริเวณลำคอและไหล่ควรจะผ่อนคลาย   หลับตาเพ่งสมาธิไปกับการนับจำนวนครั้งในการแกว่งแขน

ทุกๆ 100 ครั้งของการแกว่ง  ควรจะมีการกลั้นลมหายใจ จำนวน 30 ครั้ง ของการแกว่ง ควรจะแกว่งแขนต่อเนื่องกันวันละ 500 ครั้งสำหรับผู้ที่ต้องการให้ร่างกายแข็งแรง และ 1,000 ครั้ง ต่อวัน สำหรับผู้มีโรคประจำตัว

เวลาในการแกว่งที่ดีที่สุดคือ ก่อนอาบน้ำตอนเย็น หลังการแกว่งทุกครั้ง ฝ่ามือทั้งสองจะมีพลังงาน สะสมอยู่ ให้เอาฝ่ามือทั้งสองถูกันให้เกิดความร้อน แล้วไปลูบบริเวณที่เราต้องการรักษา เช่น หัวใจ ท้อง หรือจมูกคอเมื่อเป็นหวัด

จาก นายสามารถ ล.สกุล

ประโยชน์ของ ผงฟู1 หรือ Baking Soda

มาตรฐาน

7 1

ประโยชน์เยอะนะ…. เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ที่บางคนเรียกว่า ผงฟู มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต มีประโยชน์มากมาย

1.ซักผ้า ไม่ว่าจะซักมือหรือซักเครื่อง ก็แค่ใส่ผงฟู แทน ผงซักฟอก น่ะแหละ ข้อดีคือ ซักเสื้อผ้าสะอาด หมดกลิ่นเหม็นอับ อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง แพ้ง่าย แม้แต่ผิวเด็ก น้ำ ที่ซักแล้วก็ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ด้วย แถมราคาก็ประหยัดกว่าผงซักฟอกทั่วๆ ไป สำหรับคราบ อาจใช้ผงฟูผสมน้ำป้ายๆ แล้วขยี้ค่ะ

2.ล้างจาน นอกจากซักผ้าแล้ว ใช้ล้างจานก็ได้ เพราะผงฟู ขจัดคราบมันและกลิ่นได้ดี เอาผงฟูเทแล้วใช้ฟองน้ำขัดล้าง หรือผสมผงฟูกับน้ำ แล้วเอาฟองน้ำจุ่มล้างจาน ก็ได้ แล้วแต่สะดวก แต่ถ้าจานมันมากๆ คงต้องใช้ตัวช่วยเช่น เอาทิชชูเช็ดปากแล้วปาดคราบมันออกก่อนล้าง ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ยังได้

3. ล้างห้องน้ำ ใช้ผงฟูเป็นผงขัด-ล้าง แทนการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำกรดกัดกร่อนรุนแรง ถนอมสุขภาพคนล้างค่ะ ถึงห้องน้ำจะไม่ขาวจั๊วะใสปิ๊งแบบน้ำยาล้างห้องน้ำทั่วไปให้คุณได้ แต่คุณได้ช่วยสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์น้ำค่ะ ถ้าอยากใช้ขัดหัวก๊อกน้ำ หรือวัสดุที่ต้องการความแวววาว อาจบีบน้ำมะนาว หรือใช้น้ำส้มสายชูผสมกับผงฟู แล้วขัดๆ ค่ะ วาว แน่นอน

4. ล้างผัก เป็นวิธีที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด ง่ายๆ แค่ผสมผงฟู ซัก 2 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่า น้ำเยอะใช้เยอะหน่อย ละลายน้ำธรรมดา หรือน้ำอุ่นนิดๆ ใช้แช่ผัก ผลไม้ ขจัดสิ่งสกปรกและสารพิษได้ดีมาก ปลอดภัย เพราะผงฟูกินได้

5. ขจัดกลิ่นอับ กลิ่นเหม็น เช่น ตู้เย็น ตู้รองเท้า ในรองเท้า ห้องที่ทาสีใหม่ ฯลฯ ก็เอาผงฟู เทใส่จาน ถาด กระป๋อง หรือโปรยๆ ลงไป ณ บริเวณที่อับ เหม็น แต่ต้องปิดตู้ ปิดห้อง ให้มิดชิดนะคะ ทิ้งให้มันดูด ซักวัน สองวัน หรือวางไว้ตลอด ช่วยดูดกลิ่นเหม็นได้ดี พอๆ กับใช้ คาร์บอน (ถ่าน) เลยค่ะ

6.แปรงฟัน ลดหินปูน กลิ่นปาก และช่วยให้ฟันขาวได้น่าทึ่ง

7.ช่วยเรอ  ฺBaking Soda ผสมน้ำดื่ม ช่วยให้เรอแก้อาการท้องอืดได้ค่ะ

เนื่องจาก Baking Soda มีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม จึงช่วยในการขัดถู ยังมีสรรพคุณในการดูดกลิ่นเหม็น ดูดความชื่น ปรับค่าความเป็นกรดด่าง ฆ่าเชื้อโรค ไม่กัดกร่อนผิวภาชนะ จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามตำรับและสูตรต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่าง ด้วยฟองน้ำเปียกๆ ที่โรยด้วยผงฟูเล็กน้อยใช้ล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดแห้ง

2. ล้างหน้าต่างบานเกล็ดด้วยน้ำอุ่นที่ผสมผงฟู3/4 ถ้วยตวงราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง ก่อนใช้แปลงขัดออก

3. ล้างหน้าต่างอลูมิเนียมและ Door Sereens โดยใช้แปลงเปียกๆ จิ้มผงฟูขัดออกใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาดทำความสะอาดงานไม้

4. ทำความสะอาดงานจากไม้ฝาผนังหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ โดยการผสม น้ำส้มสายชู ? ถ้วยตวง ผงฟู ? ถ้วยตวง น้ำอุ่น 4.5 ลิตร

5. ถ้าพื้นผิวผนังสกปรกมีคราบเหนียวเหนะหนะให้ใช้ แอมโมเนีย 1 ถ้วยตวง นำไปเช็ดให้ทั่วฝาผนังด้วยฟองน้ำหมาดๆ อย่าใช้ผ้าขนหนูเปียก ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนที่จะเช็ดคราบสกปรกออก (ควรจำไว้เสมอว่าเครื่องเรือนไม้มีลักษณะแตกต่างกันดังนั้นถ้าไม่แน่ใจให้ทดลองเฉพาะพื้นที่เล้กๆ ก่อน)

6. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้ด้วยการผสมยาสีฟัน และผงฟูในสัดส่วนเท่าๆ กันใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็น

7. ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้โดยการใช้ผงฟูกับกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก

ความสะอาดพื้นผิว
1. ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟูเพื่อเช้ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนังชนิดล้างๆด้ เช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย

2. ใช้ผงฟูผสมน้ำเปียกๆ ข้นๆ เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจากการรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน

3. ขจัดคราบหรือหยดน้ำหมึกออกจากพื้น เสื่อน้ำมันโดยการใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณสกปรกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อนจะเช้ดออกและใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้ง

เบ็ดเตล็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับเกี่ยวกับการดูแลรักษา
1.  Baking Soda สัก 1 ถ้วยตวงลงในโถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้งจะช่วยคงสภาพความเป็นกรด-ด่าง ระบบของถังบำบัดของเสีย สภาพความเป็นกรดด่างในระดับทที่เหมาะสมจะช่วยให้แบ็คทีเรียแตกตัวทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการอุดตันและตกค้างในแทงค์และท่อน้ำทิ้ง การใช้ผงฟูสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจากโลหะผุกร่อนง่าย โดยเฉพาะบริเวณฝาแทงคีที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ทำให้ผุกร่อนง่าย

2. ผสมผงฟูกับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ เพื่ออุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว เมื่อต้องการซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมมผลฟูกับกาว (ลาเท็กซ์) ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน

3. ทำความสะอาดผนังที่มีคราบดำขงอเขม่าควัน ด้วยการใช้เศษผ้าชื่นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น

4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องเรือนโดยการโรยผงฟูให้ทั่วเครื่องตกแต่ง ทิ้งไว้สักครู่จากนั้นจึงดูดออก กลิ่นเขม่าควันจะถูกกำจัดออกจนหมอจด

5. ใช้ผงฟูทำความสะอาดเครื่องประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ

6. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด ด้วยแปลงสีฟันขนอ่อนๆ ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ชอนโต๊ะละลายกับน้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก

7. แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1ถัง ละลายผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจากที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ววิธีนี้จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบนไม้ถูพื้นตากให้แห้ง

บ้านสุขภาพ
1. ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทางของคุณมีกลิ่นเหม็นอับเหม็นชื้นจากเชื้อรา โดยการโรยผงฟูลงบนภาชนะข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด

2. โรยผงฟูในโถส้วม อ่างน้ำทิ้ง ใน อ่างล้างหน้า อ่างล้างจานชาม อ่างอาบน้ำ หรือโรยลงบนฟักบัวทิ้งไว้ ก่อนที่คุณจะหยุดใช้ชั่วคราว เพื่อไปพักร้อน วิธีนี้จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเก่าเก็บตกค้าง

3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับอกจากผ้านวม ฟ้าห่มหลังจากทที่คุณเก็บไว้นานๆ โรยผงฟูลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นสะบัดออกและตบให้ฟูหรือใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า

4. นำผงปิดฝากล่องตั้งทิ้งไว้ในห้องที่โรงงาน เพื่อขจัดกลิ่นสี หรือกลิ่นสารระเหย หรือกลิ่นน้ำยาขัดเคลือบวัสดุต่างๆ

5. ช่วยลดกลิ่นตกค้างกันของบุหรี่ โดยการโรยผงฟูสักเล็กน้อยลงบนถาดเขี่ยบุรี่

6. ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะโดยการแช่ผ้าในน้ำสารละลายผงฟู

กำจัดกลิ่นรองเท้าด้วยผงฟู

1. วางถุงหรือซองผงฟู ไว้ในรองเท้าผ้าใบหุ้มซ้น เพื่อไม่ให้รองเท้ามีกลิ่นอับเหม็นหลังการใส่และมีกลิ่นเหม็นตกค้างอยู่ในตู้รองเท้า วิธีนี้คุณอาจจะใช้ผงฟูผสมกับแป้งหอมกลิ่นที่คุณชอบผสมรวมกันไว้ในซองตามที่ต้องการ

2. โรยผงฟูในรองเท้าผงฟูจะช่วยดูดซับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้นคุณแค่เคาะผงฟูออก

ประโยชน์ของกับร่างกาย
1. บรรเทาอาการผิวไหม้แดด ผสมเบคกิ้งโซดาลงในน้ำอุ่นสำหรับอาบจะช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้จากแดดได้

2. แก้เจ็บคอ ผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนชาลงในน้ำเปล่าใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง จะช่วยลดอาการเจ็บคออันเกิดจากกรด รวมทั้งยังช่วยรักษาแผลในช่องปากได้ดีอีกด้วย

3. น้ำยาดับกลิ่นปาก
– ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว สามารถดับกลิ่นหอม ,กระเทียม ได้ ถ้าใช้เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 แก้ว และผสมเกลือใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้
– ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 ถ้วย ใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้

4. ขัดฟันให้ขาว นำเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา ใช้แปรงสีฟันจุ่มแล้วขัดฟันเบา ๆ บ้วนน้ำเปล่าจนสะอาดคราบชา กาแฟ จะหายไป (ห้ามทำเวลาป่วยเพราะมะนาวมีกรดสูงอาจทำลายเคลือบฟันได้)

5. ทำสครับขัดหน้า
– นำเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน ผสมกันให้พอเปียก ๆ แล้วขัดหน้าเบา ๆ จนรู้สึกว่าหน้าสะอาดแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า
– นำเบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 2 ช้อนตวง นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาขัดหน้าเบา ๆ เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจะรู้สึกว่าหน้าสะอาดและนุ่ม

6. ทำสครับขัดผิว นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือ 1/2 ถ้วย มะนาว 1 ลูก น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกันก่อนจะใช้แล้วนำมาขัดผิวกายระหว่างอาบน้ำ

7. สปาเท้า นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ และนำน้ำอุ่นใส่ในกะละมังแช่เท้า จะช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า รวมทั้งความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้

8. เส้นผม >> เพียงแค่นำผงฟูหนึ่งช้อนชามาผสมแชมพู แล้วนำไปสระผมตามปกติ สูตรนี้จะช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม และขอบอกอีกสักนิดว่าสูตรนี้เหมาะสมกับผมเส้นเล็กนะจ๊ะ

9.ขัดหน้า >> ผสมผงฟูครึ่งช้อนชากับ cleanser ที่น้องๆ ใช้อยู่ เมื่อหน้าเปียกหมาดๆ ให้นำส่วนผสมที่เตรียมไว้แล้วมานวดให้ทั่วใบหน้า และล้างออกด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าน้องๆ มีปัญหาสิว ให้เพิ่มยาแอสไพรินหนึ่งเม็ดที่บดเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้วย เพราะในยาชนิดนี้มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก ที่จะเป็นตัวช่วยกำราบแบคทีเรียได้

10.หวีและแปรง >> เทน้ำอุ่นเทลงในภาชนะที่เตรียมไว้ แล้วเติมผงฟูลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ แช่หวีและแปรงทิ้งไวั้ประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด และพึ่งแดดให้แห้ง ซึ่งวิธีจะเป็นการขจัดสารที่ตกค้างอยู่ให้ออกไป

11.ผิว >> ผิวจะนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น ถ้าน้องๆ ลองนำผงฟูประมาณหนึ่งหยิบมือเติมลงในน้ำอุ่น แล้วแช่มือไว้ประมาณ 2-3 นาที หลังจากนั้นล้างมือด้วยน้ำสะอาด

ความรู้เกี่ยวกับผงฟู
ในการใช้ผงฟูแต่ละครั้งมักจะใช้ไม่หมดผงฟูที่เหลือควรเก็บใส่กระป๋องปิดฝาให้สนิท  วิธีทดสอบว่าผงฟูนั้นยังมีคุณภาพดีหรือไม่ให้เอาน้ำใส่ถ้วยแก้วไว้เล็กน้อย แล้วตักผงฟูเทลงไปนิดหน่อยในน้ำ ถ้าน้ำเดือดเป็นฟองก็แสดงว่าคุณภาพของผงฟูนั้นยังดีอยู่ ผงฟูเมื่อใช้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรปิดกระป๋องให้สนิท ถ้าปิดไม่สนิทความชื้นภายนอกจะเข้าไปทำปฏิกิริยา ทำให้ผงฟูชื้นและเสื่อมคุณภาพ

โดย ทางแพทย์สายพุทธ

เพิ่มเติมจาก comments https://www.facebook.com/photo.php?fbid=613832912040837&set=a.491823914241738.1073741826.491812030909593&type=1&theater

  1. ต้นไม้ติดเชื้อรา และแมลง ใช้ผงฟูช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมันช้อนโต๊ะ ผสมน้ำยาล้างจานครึ่งช้อนโต๊ะ เอามาผสมน้ำ1 แกลลอน(3.7ลิตร) ฉีดพ่นใบต้นไม้ ทุกสัปดาห์ ราและแมลงศัตรูพืชจะหายไปค่
  2. ท่อน้ำทิ้งตัน — เอาผงฟูเทใส่ ตามด้วยน้ำส้มสายชู ราดน้ำร้อนตาม ทิ้งไว้สักพักค่อยกดน้ำทิ้งท่อโล่งเลยคะวิธีนร้ใช้ได้ผลกะท่อน้ำทิ้งในอ่างตันด้วยคะ
  3. เอาไปขัดเหรียญกษาปณ์ที่ติดคราบสนิมก็ดีตัวเหรียญจะไม่สึก สมัยเรียนหนังสือ(เมื่อ 45 ปีก่อนโน้น…) ไปซื้อที่วิทยาภัณฑ์ เอามาทดลองเล่น ห่อละครึ่งปอนด์ราคา 2.50 บาท เดี๋ยวนี้ก็คงหลายสิบ ในห้าง Lotus , Big C ก็เห็มีวางขาย
  4. ใช้แค่ปลายนิ้วเล็กน้อยบวกกับนำ้ใช้เนื้อสัตว์ เนื้อนั้นจะนุ่มน่าทานด้วยคะ
  5.  ใช้ผสมโฟมล้างทุกวันจ้า หน้านิ่มแต่งหน้าง่าย

 

 


หมายเหตุ  ที่เราเรียกว่า “ผงฟู”  ได้แก่  ฺBaking Soda  กับ Baking Power   ผงฟูคนละอย่างกันนะคะ อย่าสับสน (บางคนนึกว่าเหมือนกัน)
จาก วิถึพีเดีย  (ผงฟูมี 2 ชนิด คือผงฟูกำลัง 1 กับผงฟูกำลัง 2) 

1

อาจจะมีหลายๆคนสับสนระหว่างผงฟูและ เบกกิ้งโซดา

เบกกิ้งโซดา (baking soda) หรือทางภาษาเคมีจะเรียกว่า “โซเดียมไบคาร์บอเนต”หรือเรียกสั้นๆว่าโซดาทำขนม เป็นส่วนผสมในผงฟู แต่ใส่ในขนมที่มีส่วนผสมค่อนข้างเป็นกรด เช่น เค้กที่ใส่ผลไม้ หรือผลไม้รสเปรี้ยว เค้กกล้วยหอม แต่ใส่มากไปก็ไม่ดีค่ะ เพราะจะทำให้มีรสเฝื่อนได้

 

ส่วนผงฟู หรือ baking powder เป็นสารที่ทำให้เกิดการขึ้นฟูมีส่วนผสมระหว่างเบกกิ้งโซดากับกรดและแป้ง (ทำหน้าที่ดูดความชื้นไม่ทำให้ผงฟูจับกันเป็นก้อน) ซึ่งระหว่างปฏิกิริยาจะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งส่วนนี้จะทำให้ขนมฟู และเนื้อนุ่ม

ผงฟูแบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1. ผงฟูที่ให้ปฏิกิริยารวดเร็ว หรือผงฟูกำลังหนึ่ง หรือ single acting ผงฟูชนิดนี้จะผลิตแก๊สอย่างรวดเร็วในระหว่างที่ผลิตภัณฑ์รอการเข้าอบ ดังนั้นการใช้ผงฟูประเภทนี้ต้องผสมส่วนผสมอย่างรวดเร็ว และนำเข้าอบทันทีที่ผสมเสร็จ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการสูญเสียก๊าซที่จะเกิดขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะขึ้นฟูไม่ดี

2. ผงฟูที่ใช้ปฏิกิริยาช้า หรือผงฟูกำลังสอง  หรือ double acting  จะประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่ให้ปฏิกิริยาช้า กับเร็ว (เกิดก๊าซทั้งตอนผสม และตอนเมื่อได้รับความร้อนจากตู้อบ)  โดยส่วนมาผูประกอบการจะนิยมใช้ตัวนี้ เพราะไม่จำเป็นต้องรีบร้อนเหมือนแบบผงฟูกำลังหนึ่ง
ที่มาhttp://www.welovebakery.com

สรุป 
เบคกิ้งโซดา = baking soda + nothing
แต่ 
ผงฟู = baking soda + cream of tartar +corn starch

เบคกิ้งโซดา โดดๆตัวเดียว ใช้แทนผงฟูไม่ได้ ต้องเพิ่มสารกรด(เช่น cream of tartar และแป้งข้าวโพดเข้าไปด้วย)  

 

รูปด้านล่าง คือ โซดาไบคาร์บอเนต หรือ  Baking Soda ซึ่งเราเอามาหมักเนือ ล้างผัก ผสมเพื่อแปรงฟัน ใส่ใสเค้ก หรือเบเกอร์รี่บางตัวเพื่อให้ขนมฟูแล้วยังเอาไปทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย ส่วนตัวเคยเอาไปผสมน้ำเพื่อล้างผัก, ขจัดคราบและกลิ่นก็ยังได้ เอาห่อผ้าแล้วยัดในรองเท้า

 

7

 6

ทานอาหารล้างพิษ

มาตรฐาน

“ทานอาหารล้างพิษ”

1) ดื่มน้ำเปล่าให้เป็นให้ถูกวิธี (ตืนมาทาน 3 แก้ว ดื่มก่อนและหลังอาหาร 1 ชม อย่า…ดื่มระหว่างมือ หรือ หลังอาหารทันที) 
2) ทานผักสดผลไม้ (อาหารที่มีกากในสูง เช่น เม็ดแมงรักจะช่วยกวาดลำไส้ทิ้ง) ทานผักผลไม้ให้หลากหลายชนิด
3) ออกกำลังกาย
4) นอนเป็นเวลา
4) ดูแลเรื่องการขับถ่ายปัสสาวะ/อุจจาระ
5) ทำความสะอาดร้างกายอยู่เสมอ

พยายามทานแป้ง(คาร์โบไฮเดรต)ให้น้อย ยิ่งทานแป้งน้อย ร่างกายจะต้องการน้ำตาลมาก ไปสะสมในร่างกายมากๆทำให้อ้วนง่าย

ที่มา: รายการคนสู้โรค โดย พล.อ.ต. นพ.ขวัญชัย เศรษฐนัน สถาบันการแพทย์ผสนผสานตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท http://www.youtube.com/watch?v=hIEuKhTh4Pw

นิทาน ชาวประมง กับ นักลงทุน

มาตรฐาน

**ชาวประมงกับนักลงทุน**

นักลงทุนชาวอเมริกันนายหนึ่ง กำลังยืนอยู่บนท่าเรือของชายฝั่งหมู่บ้านเม็กซิกันแห่งหนึ่ง ขณะที่มีเรือประมงลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามาจอดแล้วเขาก็ได้เห็นปลาโอครีบเหลืองตัวโตๆ กองอยู่บนเรือลำนั้น

ชาวอเมริกันเอ่ยชมชาวประมงท้องถิ่นที่จับปลาได้เก่งก่อนจะถามว่า “คุณใช้เวลาในการจับปลาพวกนี้นานไหม”
ชาวประมงตอบว่า “ครู่เดียวเท่านั้นแหละครับ”
“อ้าว ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่อยู่นานอีกหน่อยเพื่อจะได้ปลามากกว่านี้ล่ะ” เขาสงสัย

คนถูกถามตอบเรียบ ๆ “นี่ก็พอเลี้ยงครอบครัวในวันนี้แล้วครับ”
นักลงทุนผู้มาเยือนถามใหม่ “แล้วคุณเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรล่ะ”
“ผมก็ยุ่งทั้งวันแหละครับ นอนตื่นสาย ๆ จับปลาวันละนิดหน่อย เล่นกับลูก ๆ นอนพักกลางวันกับภรรยาของผม เดินเล่นในหมู่บ้าน จิบไวน์ และเล่นกีต้าร์กับเพื่อนฝูงในตอนเย็น ๆ”

คนอเมริกันจึงพูดอย่างกระหยิ่มว่า “ผมจบเอ็มบีเอจากฮาร์วาร์ด สามารถให้คำแนะนำคุณได้นะ อันดับแรกก็คือ คุณน่าจะจับปลาให้เยอะกว่านี้ เพื่อที่จะได้ซื้อเรือลำโตๆ  ผลจากการมีเรือลำโต ก็จะทำให้คุณมีเงินมากพอที่จะซื้อเรือเพิ่มขึ้น จากนั้น คุณก็นำปลาที่จับได้ไปขายให้โรงงาน โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอย่างในตอนนี้ หรือไม่ก็สร้างโรงงานเสียเอง ซึ่งคุณก็จะสามารถควบคุมได้ทั้งหมด
นับตั้งแต่กระบวนการผลิต ผลผลิต ตลอดจนการจัดจำหน่าย  ถึงตอนนั้นคุณก็สามารถย้ายจากหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แห่งนี้ไปอยู่ที่เมืองเม็กซิโกซิตี้ จากนั้นก็ขยับขยายย้ายไปแอลเอ แล้วไปยังนิวยอร์ก ที่ซึ่งคุณจะสามารถขยายกิจการให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น”

เมื่อฟังมาถึงตอนนี้ ชาวประมงก็ถามว่า “แล้วทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลาสักกี่ปี”
“15 ถึง 20 ปี”

“จากนั้นล่ะ”
คนอเมริกันหัวเราะร่วนและบอกว่า  “ทีนี้ก็จะถึงช่วงสำคัญที่สุดในชีวิตล่ะ เมื่อโอกาสเหมาะ คุณก็ควรจะทำหนังสือชี้ชวนขายหุ้น เพื่อขายหุ้นทั้งหมดแก่สาธารณะ แล้วคุณจะกลายมาเป็นมหาเศรษฐี
อาจทำเงินได้เป็นล้าน ๆ เหรียญเลยก็ได้นะ”

“เป็นล้านๆ … แล้วยังไงล่ะ”
คนอเมริกันแจกแจงต่ออย่างเพลิดเพลิน  “จากนั้นคุณก็ค่อยเกษียณตัวเอง ย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ  นอนตื่นสาย ๆ ตกปลาวันละเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่นกับลูก ๆ  นอนพักกลางวันกับภรรยาที่บ้าน ตอนเย็นก็เดินเล่นในหมู่บ้าน จิบไวน์ และเล่นกีต้าร์กับเพื่อนฝูง…”

ที่มา: http://reading.coz.bz/2008/11/15-20.html

แล้ววันนี้คุณคิดว่าชาวประมงกำลังทำอะไรอยู่ ??

*** คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด … คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานหนักเกือบทั้งชีวิตเพียงเพื่อที่จะมีความสุขตอนบั้นปลายชีวิต… แต่ชาวประมงเลือกที่จะใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีความสุข ทำในสิ่งที่ตัวเองรักในทุกๆย่างก้าวของจังหวะการดำรงชีวิต ***

บางทีเรามาถึงจุดหมายของชีวิตตั้งนานแล้ว แต่เราไม่เคยมองมัน เลยทำให้หลายๆ คน หาจุดหมายของตัวเองไม่เจอ เพราะว่าเราได้เดินผ่านมันไปแล้ว***
***ความสุขในชีวิตไม่ได้อยู่ที่เราร่ำรวยแค่ไหน_แต่อยู่ที่เราทำแล้วมีความสุขแค่ไหน***

 

ภาคภาษาอังกฤษที่เป็นต้นฉบับจึงขอนำมาแชร์ด้วยค่ะ
===

Interesting perspective……Life Explained by an MBA Graduate!!

A boat docked in a tiny Mexican fishing village.

A tourist complimented the local fishermen
on the quality of their fish and asked
how long it took him to catch them.

“Not very long.” they answered in unison.

“Why didn’t you stay out longer and catch more?”

The fishermen explained that their small catches were
sufficient to meet their needs and those of their families.

“But what do you do with the rest of your time?”

“We sleep late, fish a little, play with our children,
and take siestas with our wives.
In the evenings, we go into the village to see our friends,
have a few drinks, play the guitar, and sing a few songs.
We have a full life.”

The tourist interrupted,

“I have an MBA from Harvard and I can help you!
You should start by fishing longer every day.
You can then sell the extra fish you catch.
With the extra revenue, you can buy a bigger boat.”

“And after that?”

“With the extra money the larger boat will bring,
you can buy a second one and a third one
and so on until you have an entire fleet of trawlers.
Instead of selling your fish to a middle man,
you can then negotiate directly with the processing plants
and maybe even open your own plant.

You can then leave this little village and move to Mexico City ,
Los Angeles , or even New York City!
From there you can direct your huge new enterprise.”

“How long would that take?”

“Twenty, perhaps twenty-five years.” replied the tourist.

“And after that?”

“Afterwards? Well my friend, that’s when it gets really interesting, “
answered the tourist, laughing. “When your business gets really big,
you can start buying and selling stocks and make millions!”

“Millions? Really? And after that?” asked the fishermen.

“After that you’ll be able to retire,
live in a tiny village near the coast,
sleep late, play with your children,
catch a few fish, take a siesta with your wife
and spend your evenings drinking and enjoying your friends.”

“That’s what I am doing now” Replied the fisherman

And the moral of this story is:

KNOW WHERE YOU’RE GOING IN LIFE…
YOU MAY ALREADY BE THERE!!!

 

clip เสียงสำหรับคนตาบอด  http://www.youtube.com/watch?v=dA0eXtei188

เตือนภัย แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ปตท.

มาตรฐาน

NY_park_1419779c

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อวานเย็นโทรคุยกับแม่   แม่เล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนบ่ายมีคนมากดออดประตูบ้าน เป็นผู้ชาย 1 คน บอกว่า เป็นพนักงานมาจากถังแก๊ส ปตท.  มาตรวจหัวแก๊ส  ถังแก๊ส ว่าตอนนี้ ปตท.  มีนโยบายส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจตามบ้าน เพราะ..ที่มีข่าวถังแก็สระเบิดจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้

ผู้ชายคนนี้มีจดหมายจาก ปตท. มีบัตรทุกอย่างโชว์ให้ดูเสร็จสรรพ แม่ก็เลยให้เข้ามาดูถังแก็ส

ผู้ชายคนนี้ก็ตรวจดูและก็ทำยังงัยไม่รู้จนอยู่ดีๆมีไฟลุกพลึบขึ้นมาจากเตา แล้วเขาก็บอกว่านี่แหล่ะครับหัวแก๊สรั่ว หัวแก๊สไม่ดี อันตรายมาก ต้องเปลี่ยน แม่ก็กลัวมันจะระเบิดเหมือนที่เป็นข่าว

เขาถามว่าแม่จะเปลี่ยนเลยมั๊ย ถ้าเปลี่ยนเลยเดี๋ยวเขาจะโทรให้ช่างเอาหัวมาส่งเปลี่ยนให้เลย ปล่อยไว้แบบนี้อันตราย

แม่ก็เลยตกลงเปลี่ยน โดยมีค่าใช้จ่ายเปลี่ยนหัวแก็ส 14,600 บาท พนักงานบอกว่าแต่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะ ปตท. ทำประกันสินค้าไว้อยู่ เดี๋ยวจะทำเรื่องเคลมประกันแล้วเอาเงินมาคืนให้

แต่…ตอนนี้ต้องจ่ายให้เขาก่อน  ไม่งั้นเบิกของไม่ได้ แล้วจะเอาเงิน claim มาคืนให้พรุ่งนี้ตอน 10 โมงเช้า

แม่ก็ตกลงจ่ายตังค์ไป 14,600 บาท พนักงานก็ออกหนังสือรับให้เป็นเรื่องเป็นราว

ต่อมาไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนขี่มอเตอร์ไซด์เอาหัวแก๊สมาเปลี่ยนให้ ทุกอย่างเสร็จ จบ พนักงาน 2 คนออกจากบ้านไป

แม่ก็นั่งรอให้วันนี้มันเอาเงินเคลมมาคืน!!!!!

ช่วยเล่าเรื่องนี้ให้คนใกล้ตัวฟังด้วยนะคะ โดยเฉพาะบ้านไหนที่มีแต่ผู้ใหญ่อยู่บ้านคนเดียวตอนกลางวัน จะได้ไม่โดนหลอกเหมือนที่แม่ตัวเองโดน

เข้าไปอ่านในพันทิพย์ มีโดนแบบเดียวกันหลายรายเลย บางคนก็โดนเอาถังแก๊สไป เพราะบอกจะเอาไปเปลี่ยนให้ เลยโดนเอาไปทั้งถังแก๊สและสตางค์

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10152059644502309&set=a.89593442308.85838.557867308&type=1&theater

 

เตรียมลูกน้อยไปโรงเรียน

มาตรฐาน

 

การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนให้กับเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องทำ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจมีความสำคัญมากที่สุด

เด็กที่เตรียมความพร้อมมาได้ดี จะปรับตัวได้เร็ว มีความสุขกับการไปโรงเรียน สนุกสนานกับกิจกรรม เล่นกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เด็กอาจจะปรับตัวได้ยาก งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่สนุกกับกิจกรรมใดๆ ดังนั้น ก่อนไปโรงเรียน เป็นช่วงสำคัญที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยเตรียมตัวความพร้อมก่อนไปโรงเรียน มีดังนี้

ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเอง ทำสิ่งง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ว่าครูจะคอยดูแล และพยายามฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่โรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมากที่ครูต้องดูแล เด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือจากครู

ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กทำได้หลายๆ อย่าง ดังนี้

การกินอาหาร

      • ฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการนั่งกินข้าวที่โต๊ะเป็นเวลา และร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ เด็กจะได้พยายามเลียนแบบ
      • ฝึกให้เด็กตักกินเอง แม้ว่าจะหกเลอะเทอะก็ต้องปล่อยให้ฝึกไป
      • หาจานช้อนชามที่มีสีสันน่ารักชวนกินและหยิบจับได้สะดวกเหมาะมือของเด็ก
      • ชมเชยให้กำลังใจ เด็กทุกครั้ง

เคล็ดลับฝึกลูกแต่งตัว

      • ฝึกให้เด็กแต่งตัวเองได้ อาจจะติดกระดุมได้บ้าง
      • ฝึกให้เด็กใส่รองเท้าเองได้
      • จัดตู้เสื้อผ้าให้หยิบง่าย สะดวก และให้เด็กหัดเลือกเสื้อผ้าใส่เอง
      • แนะนำการแต่งตัวไปตามลำดับ เช่น เริ่มจากเสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า

ฝึกการขับถ่าย ใช้ห้องน้ำ

      • เตือนให้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลา โดยต้องประมาณเวลาสัก 2 – 3 ชั่วโมงหลังจากดื่มนม-น้ำ
      • สอนเด็กว่า ค่อยกลับมาเล่นใหม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำให้ทัน
      • อธิบายให้ฟังถึงขั้นตอนการใช้ห้องน้ำ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำเอง ไปลำดับ เริ่มตั้งแต่กอดกางเกง นั่ง ทำความสะอาด สวมกางเกง กดน้ำ ล้างมือทุกครั้ง
      • สอนให้เด็ทำความสะอาดด้วยตัวเอง

อื่นๆ

      • ฝึกให้มีความคล่องแคล่วว่องไว สามารถวิ่งเล่นได้ เล่นเครื่องเล่นสนามได้
      • ฝึกให้เด็กรู้จักระมัดระวัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

 

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเองให้เหมาะสมตามวัย เพราะการที่เด็กดูแลตัวเองได้ เด็กจะรู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้ นำไปสู่ความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุข และที่สำคัญในการฝึกพ่อแม่ต้องให้คำชมเชยแก่เด็ก ให้กำลังใจ ทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่ฝึกไป ตำหนิไป เด็กจะเบื่อ ไม่ชอบ ที่จะช่วยเหลือตัวเองไปเลย

kids_momypedia

ฝึกให้เด็กบอกความต้องการได้

พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กบอกถึงความต้องการของตัวเอง บอกความรู้สึกแบบง่ายๆ ได้ พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ไม่ทำอะไรให้โดยที่เด็กยังไม่ร้องขอ เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียนใหม่ๆ ครูจะยังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร ต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กรู้จักที่จะบอกความต้องการของตัวเอง


บอกความต้องการ

      • ต้องไม่ทำให้เด็กจนกว่า เด็กจะบอกว่าต้องการอะไร
      • ไม่เดาใจ ไม่พูดแทนเด็ก แต่ใช้วิธีตั้งคำถามกลับให้เด็กตอบ
      • ให้เด็กบอกความรู้สึกออกมาด้วยการค่อยๆ ถามไถ่ เพื่อให้ค่อยๆ พูดออกมา
      • ฝึกให้เด็กรู้จักพูด พูดบอกคนอื่นได้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หิวน้ำ หิวนม ถุงเท้าหาย เพื่อนแกล้ง
      • เมื่อเด็กพูดไม่ชัด พ่อแม่และคนในครอบครัวจะต้องพูดคำที่ถูกต้องกับเด็ก หัดให้เด็กพูดให้ชัด เพราะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีใครสามารถเดาคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กได้
      • ฝึกให้เด็กรู้จักฟังคนอื่นพูด จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน
      • ควรฝึกการออกคำสั่งที่ชัดเจนสั้นๆ ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำได้ก็ให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้น เช่น หยิบเสื้อ กระโปรง เอาไปวางบนโต๊ะแล้วหยิบรองเท้าถุงเท้ามาให้แม่
      • ฝึกการฟังด้วยการเล่านิทานก่อนนอน พ่อแม่ต้องตั้งคำถาม เพื่อฝึกการจับใจความ ฝึกการคิด ดังนั้น คำถามไม่ควรเป็นคำถามที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่
      • ฝึกให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่ารีบช่วยคิด หรือช่วยแก้ปัญหา พ่อแม่จะต้องดูจังหวะที่จะเข้าไปช่วย เพราะเด็กจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
      • เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้ใช้วิธีชี้แนะแต่ไม่ใช่ทำให้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กแก้ปัญหาได้เอง

ฝึกการรอคอย และการยอมรับกติกา

เมื่อไปอยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องรอคอยแน่นอน เพราะห้องในเรียนมีเด็กหลายคน ดังนั้นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การรอคอยระยะสั้นๆ ไม่นานนัก และเริ่มให้รอเพื่อทำสิ่งที่เด็กสนใจ

      • ต้องไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ
      • บอกให้รู้ว่าเมื่อรอ แล้วอีกไม่นานก็จะได้
      • ให้เด็กไปเล่นร่วมกับเด็กอื่นๆ ที่ต้องการการเข้าคิว ต่อแถว หรือชี้ให้เห็น เมื่อต้องมีการเข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน เพื่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างและเข้าใจชัดเจนขึ้น
      • ฝึกหัดรอแม่ทำอะไรบางอย่างให้ โดยที่แม่ตั้งเงื่อนไขที่จะให้รางวัลกับเด็ก หากเด็กรอด้วยความอดทน ไม่งอแง เช่น
      • “แม่เจียวไข่เสร็จแล้ว เราไปเล่นลูกบอลด้วยกัน” ซึ่งแม่ต้องรักษาสัญญา การฝึกนี้จึงจะได้ผล เพื่อให้เด็กไว้ใจในคำมั่นสัญญา
      • ฝึกให้เด็กรอได้มีความสำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการรอให้ถึงเวลากลับบ้านด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กเมื่อไปโรงเรียนใหม่ๆ การรักษาคำพูดของพ่อแม่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกมั่นใจได้
      • ผึกเตรียมใจสำหรับการจากกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบด้านจิตใจ ดังนั้นเมื่อพ่อแม่จะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหน จะต้องบอกเด็กว่าจะไปไหนและจะกลับเมื่อไหร่ แม้ว่าเด็กจะร้องตามหรือร้องไห้ แต่เมื่อทำจนคุ้นเคย เด็กจะเรียนรู้ว่า แม้จะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ต้องไป แต่พ่อแม่ก็จะกลับมาตามเวลาที่บอกไว้
      • ฝึกการยอมรับกติกา เมื่อออกคำสั่งให้เด็กทำอะไร จะต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร หรือทำเพราะอะไร ใช้คำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กรู้จักเหตุและผล และรู้ถึงผลของสิ่งที่จะปฏิบัติ และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็น และ ร่วมตั้งกติกาด้วยจะช่วยให้เด็กเต็มใจทำยิ่งขึ้น เมื่อฝึกให้เด็กได้เรียนรู้และยอมรับกฎกติกาอย่างเต็มใจ เมื่อไปโรงเรียนเด็กจะยอมรับในกฎ ข้อบังคับ ข้อห้ามของครูได้
      • หมั่นพาเด็กไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ปรับตัวกับสถานที่และกติกาของที่นั้นๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพบและเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสนามเด็กเล่น ไปบ้านเพื่อน บ้านญาติที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน
      • สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ โดยหาโอกาสพาเด็กไปเที่ยวโรงเรียนที่คาดว่าจะให้เด็กไปเรียน ให้รู้สึกเหมือนกับการไปเที่ยว เด็กๆ มักจะติดใจและอยากไปโรงเรียนอีก เพราะโรงเรียนมีสนามเด็กเล่นและมีของเล่นให้เล่นสนุก
      • พ่อแม่ควรจะพูดคุยกับถึงสิ่งที่จะได้พบที่โรงเรียน เช่น กิจกรรมสนุกสนาน ครู เพื่อน ของเล่น สนามเด็กเล่น และกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ทำที่โรงเรียน ทำไมจะต้องไปโรงเรียน

kids_momypedia

 

สร้างบรรยากาศ อยากไปโรงเรียน

      • ให้พี่หรือญาติเป็นตัวอย่าง พ่อแม่เพียงย้ำให้เด็กรู้ว่า อีกไม่นานก็จะได้ไปโรงเรียน ได้แต่งชุดนักเรียนสวยๆ หล่อๆ เหมือนกับพี่ๆ
      • หาหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับโรงเรียน หรือข้อเสียของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอ่านให้ฟัง
      • ชวนคุยถึงเรื่องการไปโรงเรียน อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปนั่งชิงช้าเล่นกับเพื่อนๆ อีกไหม หรือเล่นสมมติเป็นครูนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการโรงเรียน
      • ฝึกเด็กให้อยู่ร่วมกับแปลกหน้า เพราะการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ไปอยู่กับครูที่เด็กไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ย่อมจะทำให้เด็กกลัวการพลัดพราก โดยในขณะที่เด็กจะไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในบางครั้ง จะต้องบอกเด็กให้รู้ว่า พ่อแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่
      • ปรับเรื่องของเวลา กิน นอน การทำกิจวัตรประจำวัน ให้สอดคล้องกับช่วงเปิดเทอมของเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาเข้านอนและเวลาตื่น
      • จัดจำนวนมื้ออาหารให้ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนจะจัดให้
      • ชวนเด็กไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า กระติกน้ำ สีเทียน สีไม้ เครื่องเขียนประจำตัว และอื่นๆ ซึ่ง
      • ข้อสำคัญคือ ต้องวางแผนลางาน หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อให้เวลากับลูกในช่วงแรกของการไปโรงเรียน เพื่อคอยดูเด็กในช่วงแรก
      • ฝึกให้เด็กเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้สดใสพร้อมไปโรงเรียน
      • สำหรับวันไปโรงเรียนจริงๆ วางแผนการจัดเตรียมอาหาร เวลาอาบน้ำแต่งตัวของเด็ก และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง
      • พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สบายๆ ดูไม่กังวลหรือเครียด จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ และไม่น่ากลัวอะไร

 

จาก : นิตยสาร ModernMom : นิตยสาร Kids & School : หนังสือสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค

*** เนื้อหาบทความได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเองได้ การนำเนื้อหาไปปฏิบัติจริงเป็นดุลยพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ที่มา http://www.momypedia.com

 

……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

highline5

8 วิธี กล่อมลูกน้อยให้ยอมไปโรงเรียน

เปิดเทอมทีไร คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ มักจะเจอฤทธิ์เดชสารพัดรูปแบบของเจ้าตัวเล็ก เพราะอาการ “กลัวโรงเรียน” น่ะสิคะ วางใจได้ค่ะ เพราะเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาใหญ่อีกต่อไป ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองนำวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้

1.       อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า โรงเรียนคืออะไร และทำไมถึงต้องไปโรงเรียน

2.       ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนของเขาเอง ลูกจะได้อยากใช้อุปกรณ์นั้นที่โรงเรียน

3.       เตรียมความพร้อมโดยฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้า สวมถุงเท้า รองเท้า เมื่อเขาทำอะไร ๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาก็จะไปโรงเรียนด้วยความมั่นใจ

4.       ให้ลูกดูรูปเก่า ๆ สมัยคุณเป็นเด็กอนุบาล พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์การไปโรงเรียนครั้งแรกของคุณให้เขาฟัง จะทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น และกระตือรือร้นที่จะไปโรงเรียนมากขึ้น

5.       เด็กเล็ก ๆ มักจะกลัวที่ต้องห่างจากอ้อมอกแม่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีเวลาว่าง ควรพาลูกไปสำรวจโรงเรียน ทำความรู้จักกับคุณครูหรือพี่เลี้ยงก่อนก็จะยิ่งดี

6.       สำรวจละแวกบ้านของคุณว่ามีเด็กที่เรียนโรงเรียนเดียวกับลูกหรือไม่ ถ้ามี ก็ลองพาลูกไปโรงเรียนพร้อมกัน เจ้าตัวเล็กจะได้รู้สึกว่ามีเพื่อน

7.       ขออนุญาตคุณครู ให้ลูกนำตุ๊กตาตัวโปรดหรือของที่ลูกชอบพกติดตัวไปโรงเรียนด้วย

8.       ถ้าลูกยังร้องไห้โยเยหลังจากไปโรงเรียนแล้ว คุณต้องค่อย ๆ ปลอบโยน และฟังลูกเล่าว่าทำไมถึงไม่ชอบโรงเรียน บางครั้งอาจต้องล่อหลอกเขาบ้าง เช่น สัญญาว่าจะพาไปทานไอศกรีม หรือให้รางวัลที่ลูกยอมไปโรงเรียน แต่อย่าใช้วิธีนี้บ่อยนะคะ เพราะเด็กอาจติดนิสัยต่อรองเงื่อนไขและเรียกร้องรางวัลได้ค่ะ

วิธีเหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ดีก็ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่หนักแน่นด้วยค่ะ หากเผลอแสดงอาการลังเลหรือไม่แน่ใจให้ลูกเห็นว่าไม่ไปโรงเรียนก็ได้แล้วล่ะก็ เจ้าตัวเล็กอาจจะโยเยต่อไปไม่เลิกได้เหมือนกัน

 

เพราะโรงเรียน คือ โลกใหม่ใบเล็กของเด็ก ๆ คุณจึงควรให้เวลาเขาปรับตัวสักนิดนะคะเพื่อไปเขาจะได้เรียนรู้และอยู่ในสังคมใหม่ ๆ ได้อย่างมีความสุข

ที่มา http://www.planforkids.com/homepage.php?maincat=parentall&id=31

 

วิธีช่วยให้ลูกไม่งอแงเวลาไปโรงเรียนอนุบาล

เขียนโดย theAsianparent Editorial Team

อาการกลัวเพราะต้องแยกจากพ่อแม่นั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยค่ะ เพราะอาการกลัวนี้เกิดขึ้นทั้งกับเด็กและพ่อแม่ด้วย แต่เราก็พอมีทางออกสำหรับการช่วยไม่ให้ลูกงอแงเวลาต้องไปโรงเรียนอนุบาลฝากกันค่ะ

พ่อแม่ที่เคยผ่านช่วงเวลาพาลูกไปโรงเรียนอนุบาลมักจะเล่าให้ฟังว่า เวลาได้ยินลูกแหกปากร้องไห้เวลาไปส่งลูกหน้าโรงเรียนอนุบาล หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะสลาย แล้วเราพอจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยลดความกลัวให้แก่ลูกเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่เวลาที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลใหม่ ๆ

พาลูกไปเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ในกิจกรรมเล่นกับเพื่อน (Play Group) พ่อแม่หลายคนลองใช้วิธีนี้เพื่อหัดให้ลูกเข้าสังคมกับเด็กคนอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากที่ลูกคุ้นเคย ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะยังคงอยู่ใกล้ ๆ คุณ และยังไม่กล้าไปเล่นกับเด็กคนอื่น แต่หากคุณอดทนและพยายามแนะให้ลูกลองเล่นกับเด็กคนอื่นดู ลูกก็จะค่อย ๆ ชินกับการเล่นกับเพื่อนใหม่

ลำดับต่อไปคือ การลองหากิจกรรมสั้น ๆ ให้ลูกทำโดยที่คุณไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น แต่คุณสามารถดูแลลูกอยู่ห่าง ๆ จากนั้นค่อย ๆ ถอยออกมาให้ไกลจากลูกจนกว่าลูกจะรู้สึกมั่นใจและมีสมาธิอยู่กับกิจกรรม ไม่ใช่จดจ่ออยู่กับคุณ คุณมีหน้าที่เพียงแค่ให้กำลังใจลูกและทำให้ลูกมั่นใจในตัวเองโดยพยายามไม่ให้ลูกเห็นคุณ

เมื่อลูกเริ่มคุ้นกับการเล่นกับเด็กคนอื่นแล้ว ลองหากิจกรรมที่มีบรรยากาศคล้ายกับห้องเรียนให้ลูกทำดู เช่น เรียนศิลปะ เรียนดนตรี หรือลองเล่าให้ลูกฟังว่าบรรยากาศในห้องเรียนเป็นอย่างไร

หมั่นชมและให้รางวัลลูกเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกไม่งอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณ ยิ่งถ้าคุณให้รางวัลเป็นของที่ถูกใจลูกแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ลูกหยุดงอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณได้เร็วขึ้น

ถ้าลูกมีปัญหางอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณอยู่แล้ว ทีนี้คุณก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อพูดคุยกับลูก ก่อนที่ลูกจะต้องเริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาล ใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นจะได้ทำให้ลูกอยากไปโรงเรียน ลองขับรถผ่านหน้าโรงเรียนดูเสมือนว่าคุณจะพาลูกไปสมัครเรียน ลูกจะได้เห็นเด็กคนอื่น ๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนานที่โรงเรียน

คุยกับครูใหญ่ของโรงเรียนก็เป็นเรื่องที่หลายคนแนะนำ เพราะครูใหญ่มีสารพัดเทคนิคการรับมือกับเด็กงอแงที่โรงเรียนเสมอ นอกจากนี้ครูใหญ่ยังมีวิธีโน้มน้าวใจให้ลูกอยากมาโรงเรียนอีกด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งที่ลูกร้องไห้งอแงเวลาต้องแยกจากคุณนั้นก็เนื่องเขากลัวว่าคุณจะทิ้งเขาอีกเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าคุณจะไม่ตั้งใจก็ตาม คุณอาจจะคิดว่าแป๊บเดียวเองไม่เป็นไรหรอก แต่สำหรับลูกแล้วนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ดังนั้นคุณต้องทำให้ลูกมั่นใจว่ายังไงคุณก็จะไปรับเขาหลังเลิกเรียนอย่างแน่นอน

ที่มา  http://th.theasianparent.com/
……………………………………………………………………………………………………………………………….

หนูไม่อยากไปโรงเรียน

เขียนโดย theAsianparent Editorial Team

นี่เป็นประโยคหนึ่งที่พ่อแม่หลายคนหน่าย แม้ว่าเด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเฉย ๆ หรืออยากไปโรงเรียน แต่ก็มีเด็ก ๆ บางส่วนที่งอแงไม่อยากไปโรงเรียน ถึงขั้นต้องลากเข้าประตูโรงเรียนกันเลยก็มี

 หนูไม่อยากไปโรงเรียน

โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็ก ๆ และถ้าพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดตาม ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ในหลาย ๆ ด้าน มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน เช่น โดนรังแก รู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่ปลอดภัย เบื่อ หรือบางครั้งอาจไม่มีเหตุผลแน่ชัด

ถ้าลูกคุณเคยไปโรงเรียนอย่างมีความสุข แล้วจู่ ๆ เกิดงอแงไม่อยากไปขึ้นมากระทันหัน เป็นไปได้ว่าอาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง เด็กวัยประถมอาจไม่สามารถอธิบายต้นตอของปัญหาได้ ฉะนั้นคุณอาจจะต้องพยายามสืบหาเหตุผลด้วยตัวเอง เด็กบางคนอาจจะบอกคุณว่าเขาไม่อยากไปโรงเรียน แต่บางคนก็อาจจะเก็บไว้ในใจ พฤติกรรม เช่น ตีอกชกหัว นั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้ ไม่มีสมาธิ และไม่ยอมทำตามที่คุณบอก เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าเด็กอาจกำลังเครียด หรือมีปัญหาบางอย่าง ลองคุยกับคุณครูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือไม่ หรืออาจมีสาเหตุมาจากการสูญเสียคนในครอบครัวหรือการหย่าร้าง

ทำยังไง?

อาจเป็นแค่ช่วงสั้นยังไม่ต้องทำอะไรมากในช่วงแรก

เด็กหลายคนอาจมีช่วงงอแง ไม่อยากไปโรงเรียนบ้างสองสามวัน โดยไม่ได้มีเหตุผลอะไรร้ายแรง คุณอาจจะปล่อยลูกไปบ้างโดยไม่ต้องสนใจอะไร ไม่ต้องทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

ถ้าเป็นปัญหารุนแรงเรื้อรังพยายามสืบจนรู้ต้นเหตุแน่ชัด

พยายามทำให้ลูกเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ในช่วงที่ทุกคนอารมณ์ดี ไม่ใช่บังคับให้ลูกพูดตอนที่กำลังจะไปโรงเรียนสาย และลูกกำลังร้องไห้ ถ้าลูกไม่ยอมพูดกับคุณ แกอาจจะพูดกับคนอื่น เช่นคุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณน้า หรือพี่เลี้ยง ลองให้คนอื่นช่วยถามดู เหตุผลส่วนใหญ่ที่เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน คือ โดนแกล้ง ทะเลาะกับเพื่อน ความเบื่อ เรียนไม่รู้เรื่อง และไม่ชอบคุณครู เด็กที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน หรือการมองเห็นก็อาจไม่ชอบโรงเรียนได้เหมือนกัน

คุยกับคุณครู

สอบถามคุณครูเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น ลูกโดนรังแก ฯลฯ

ชี้แจงให้คุณครูฟัง

ถ้ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในบ้าน เช่น การหย่าร้าง หรือคนใกล้ตัวเสียชีวิต คุณควรชี้แจงให้คุณครูทราบ เพื่อที่คุณครูจะได้ช่วยสังเกตและดูแลลูกด้วยความเข้าใจ คุณควรบอกลูกเสมอว่าคุณหรือใครสักคนจะอยู่บ้าน หรือไปรับเขาที่โรงเรียน เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและไม่ว้าเหว่


ที่มา  http://th.theasianparent.com/

……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

 

 

ภูมิชีวิต ภูมิต้านทาน

มาตรฐาน

มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000057336


มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต (1)

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์   10 พฤษภาคม 2554 15:36 น.

       หากท่านได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง สิ่งที่ท่านควรทำก่อนเป็นอย่างแรกคือ การตั้งสติกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นความตื่นตระหนก จากนั้นท่านควรถามตัวเองไปเรื่อยๆ ว่า ตอนนี้ตัวท่านรู้สึกยังไงบ้าง มีความคิดอารมณ์อะไรผุดขึ้นมาในตัวท่านบ้าง ท่านจะต้องเผชิญหน้ากับความคิด และความรู้สึกเหล่านั้นด้วยการยอมรับมัน โดยต้องเป็นการยอมรับอย่างหมดใจ เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนเรื่องลบให้กลับเป็นเรื่องบวก แล้วท่านจะพบว่า ตัวท่านรู้สึกดีขึ้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ตาม
       
          ท่านต้องปล่อยความคิด ความรู้สึกของท่านให้พาใจท่านเข้าไปในใจกลางของสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ท่านคาดการณ์ว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวท่าน แล้วจงค้นหาแสงสว่างในชีวิตให้พบพร้อมกับยินดีน้อมรับทุกๆ อย่างที่ชีวิตหลังจากนั้นจะมอบให้แก่ท่าน หากท่านทำได้เช่นนี้แล้ว ความทุกข์ของท่านจะไม่หนักหนาสาหัสอย่างที่ท่านเคยคิด สิ่งที่ท่านกลัวจะไม่เข้ามาหาท่านในแบบที่ท่านคิดเอาไว้ ท่านจะสามารถผ่านพ้นความกลัวเหล่านั้น และเข้าสู่การบำบัดรักษาได้อย่างแท้จริง
       
          ท่านจะต้องเปิดใจของท่านพร้อมกับความหวังว่า ท่านจะหายจากโรคร้ายได้ ท่านต้องไม่ลืมว่า มีคนหายจากโรคร้ายแรงอยู่เสมอ ทั้งด้วยวิธีรักษาปกติ และวิธีที่เหลือเชื่อหรือ “ปาฏิหาริย์” ท่านไม่จำเป็นต้องมั่นใจอย่างเต็มที่ว่า วิธีใดวิธีหนึ่ง (ไม่ว่าจะเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแพทย์ทางเลือก) จะได้ผลในการรักษาโรคร้ายอย่างโรคมะเร็งที่ท่านเป็น แต่ท่านควรมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า ทุกอย่างรวมทั้งการหายขาดจากโรคมะเร็งราวกับปาฏิหาริย์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ท่านก็ควรรับรู้ไว้ด้วยเช่นกันว่า บางครั้งการหายขาดเกิดขึ้นในระดับร่างกายก่อน แต่บางครั้งก็อาจเกิดขึ้นในระดับความคิดจิตใจ หรือแม้แต่ในระดับจิตวิญญาณก่อนแล้วแต่กรณี แต่การหายขาดที่แท้จริงอย่างเป็นองค์รวมนั้น จะต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับร่างกาย จิตใจ (ความคิด) และจิตวิญญาณในที่สุด 
       
          ในความเห็นของผม ผมคิดว่า ระบบภูมิชีวิต (Immune System) มีความสำคัญระดับฐานรากที่สุดในการบำบัดรักษา และการป้องกันโรคมะเร็ง อย่าลืมว่า มะเร็งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวคนเรามากๆ ในทุกๆ มิติของชีวิต และคนเราทุกคนล้วนมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งทั้งสิ้น เพราะแค่เซลล์ใดเซลล์หนึ่งได้รับความเครียดความกดดันมากเข้า มันก็จะผ่าเหล่ากลายเป็นเซลล์เนื้อร้ายที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันควรจะตาย แต่ก็ไม่ตาย มิหนำซ้ำยังโยกย้าย กระจาย ขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัด จนไม่อยู่ภายใต้การควบคุมระบบชีวิตของผู้นั้นอีกต่อไป
       
          จริงอยู่ หน้าที่ของระบบภูมิชีวิตหรือภูมิคุ้มกันในตัวเรา คือ การคอยกราดตรวจค้นหาเซลล์แปลกปลอม และกำจัดทิ้งไปจากเซลล์จำนวนมหาศาลที่แบ่งตัวอยู่ทุกนาที และจากปัจจัยรุมเร้าภายนอกสารพัดชนิดที่รุกรานเข้ามา ทำให้เซลล์ในร่างกายแปรผันไปเป็นเนื้อร้ายได้    ภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของการบำบัดร่างกาย ที่คอยช่วยป้องกันหรือไล่จับกินเซลล์มะเร็งที่ลอบเติบโตอยู่ทีละน้อยในร่างกายของคนเรา
       
          แต่แม้กระนั้นก็ตาม จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก เนื่องจากระบบภูมิชีวิตของผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกทุนนิยม และสังคมบริโภคนิยมนั้น ทำงานหนักจนเกินกำลังจะรับไหว เพราะสังคมทุนนิยม-บริโภคนิยมได้สร้างสารก่อมะเร็งขึ้นมาเพิ่มเติมแก่โลกจำนวนนับไม่ถ้วน นอกเหนือไปจากสารก่อมะเร็งในธรรมชาติซึ่งอยู่ใกล้ตัวคนเราอยู่แล้ว
       
          การสร้างระบบภูมิชีวิตของตนเองให้แข็งแรงอย่างบูรณาการ จึงเป็นปราการที่สำคัญที่สุดในการป้องกันมะเร็ง และลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลงได้ เนื่องจากในปัจจุบัน มนุษย์ยังเอาชนะมะเร็งไม่ได้ และการรักษาเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์ทางเลือกก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรักษามะเร็งให้หายได้ การป้องกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
       
          ผมสนใจ กรณีศึกษาของคุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์ (จากหนังสือ “มะเร็งแห่งชีวิต” (พ.ศ. 2540) ของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง) เป็นพิเศษ เพราะเธอเป็นคนไข้มะเร็งเต้านมคนแรกที่รักษาด้วยวิธีชีวจิตล้วนๆ (วิธีชีวจิตเป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์แบบทางเลือกที่เผยแพร่โดยอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง) มิใช่คนไข้ที่ผ่านการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้ว หรือเป็นคนไข้ที่โรงพยาบาลไม่รับรักษาต่อไปแล้ว
       
          แต่กรณีของคุณสุภาพรไม่เป็นเช่นนั้น ในกลางปี พ.ศ. 2535 เธอรู้สึกว่า มีอาการผิดปกติที่หน้าอกของเธอ จึงไปตรวจที่โรงพยาบาลอย่างละเอียดจนได้รับการยืนยันว่าเป็นมะเร็งเต้านม ซึ่งทางโรงพยาบาลแนะนำให้ผ่าตัดเอาเต้านมออก แต่คุณสุภาพรได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไม่ยอมผ่าตัดเด็ดขาด และจะมุ่งมั่นรักษาด้วยวิธีการชีวจิตเท่านั้น ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของอาจารย์สาทิส โดยที่อาจารย์สาทิสเองก็ได้แจกแจงถึงผลดีผลเสียของการรักษาทั้งสองแบบ ให้คุณสุภาพรรับทราบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเองว่าจะเลือกเอาวิธีไหนรักษา
       
          กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ อาจารย์สาทิสเองก็ไม่เคยรับรองว่า ถ้ารักษาแบบชีวจิตแล้วจะหายแน่ๆ คุณสุภาพรจะต้องยอมเสี่ยงเองว่า ถ้าไม่ได้ผล เธอจะทำอย่างไรต่อไป แต่คุณสุภาพรตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่า ตายเป็นตาย จะขอเลือกวิธีแบบชีวจิตโดยไม่ยอมผ่าตัดเด็ดขาด
       
          จากนั้นการรักษามะเร็งเต้านมของคุณสุภาพร ด้วยวิธีรักษาแบบชีวจิตอย่างจริงจังก็เริ่มขึ้น หลักในการรักษาแบบชีวจิต ประกอบไปด้วย
       
          (1) เพิ่มระบบภูมิชีวิต (Immune System) ให้สูงขึ้นโดยเร็ว อันนี้เป็นสิ่งที่ชีวจิตให้ความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับแรก
       
          (2) หยุดการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อ รวมทั้งหยุดการกระจายของมะเร็ง (Metastasis) 
       
          (3) แก้อาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น การปวด การไอ การเพลีย
       
          (4) จัดระบบการใช้ชีวิตประจำวันใหม่
       
          ในกรณีของคุณสุภาพร หลังจากได้ทำการตรวจร่างกายของเธออย่างละเอียด ก่อนเริ่มทำโปรแกรมการรักษา อาจารย์สาทิสได้พบว่า ระบบย่อยของเธอ และการทำงานของตับอ่อนไม่ดีเท่าที่ควร นี่คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ก้อนเนื้อที่หน้าอกของเธอมีแคลเซียมเกาะ  เมื่อตรวจดูตับและการทำงานของตับ ปรากฏว่าตับโต และเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงมาก จากผลของการตรวจลิ้นและปาก ได้พบว่า ระบบย่อยทำงานไม่ดี เกิดแก๊สหมักหมมในกระเพาะ และลำไส้ทำให้ท้องแน่นและมีแก๊สมาก   ระบบเกี่ยวกับมดลูกรังไข่ของเธอก็ผิดปกติ ทำให้ประจำเดือนไม่ปกติ มีอาการปวดหัว ปวดตัว เป็นๆ หายๆ อยู่เป็นประจำ สุขภาพจิตของคุณสุภาพรเองในตอนนั้น ก็ไม่ค่อยดีนัก อาจเป็นเพราะความวิตกกังวลเรื่องการเจ็บป่วยมีมาก บางครั้งมีอาการใจลอย ถามตอบจะไม่ค่อยเข้าใจทันที การทำงานของสมองค่อนข้างช้า
       
          อาจารย์สาทิส ได้จัดทำโปรแกรมการรักษาคุณสุภาพร ดังต่อไปนี้
       
          (1) ให้ทำการ ล้างพิษ (Detoxification) ในร่างกายก่อนเป็นการด่วน
       
          (2) ใช้สูตรอาหารชีวจิตประเภทเคร่งครัด รสชาติจืด
       
          (3) ใช้เอนไซม์จากน้ำผักและผลไม้ แครอท ฝรั่ง มะระ และน้ำสมุนไพร
       
          (4) ใช้เอนไซม์สกัดเป็นเม็ดจากต่างประเทศ เพื่อลดก้อนเนื้อและช่วยละลายแคลเซียมที่เกาะก้อนเนื้อที่หน้าอก
       
          (5) ให้เม็ดเอนไซม์ประเภทช่วยให้การ Oxidation ของเลือดดีขึ้น
       
          (6) ให้วิตามินประเภท Antioxidant เช่น วิตามิน C, A, D, E และซีลีเนียม และให้วิตามิน Niacin เพื่อลดไขมันและช่วยหัวใจ
       
          (7) ให้แร่ธาตุสังกะสี ทองแดง โครเมียม และเหล็กในจำนวนที่สูงมาก เช่น สังกะสีวันละ 200 mg       
           

           (8)  ให้ยาประเภทกรดโปรแล็กติน ฮอร์โมน
       
          (9) ให้เอนไซม์ที่จะไปต่อต้านเอนไซม์ของมะเร็งที่ชื่อ Hyaluronidase
       
          รายการต่างๆ ข้างต้น อาจารย์สาทิสจัดให้คุณสุภาพรเป็นคอร์ส คอร์สละ 10 วัน พอถึงคอร์สที่ 6 (สองเดือนต่อมา) จึงทำการตรวจร่างกายของคุณสุภาพรอย่างละเอียดอีกครั้ง ปรากฏว่าก้อนเนื้อสองก้อนหายไป รอยอักเสบไม่มีเหลืออีกเลย ร่างกายแข็งแรงกว่าเดิมอย่างน่าพิศวงยิ่ง อาการเพลียหมดไป หน้าตาสดใส กระฉับกระเฉงว่องไวขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น 2 กิโลกรัม ดังนั้นตั้งแต่คอร์สที่ 7 เป็นต้นไป อาจารย์สาทิสจึงเปลี่ยนโปรแกรมเป็นโปรแกรมบำรุงอย่างเต็มที่โดย
       
          (1) Detox (การล้างพิษ) ยังคงทำต่อไป แต่น้ำยาเปลี่ยนเป็นประเภทต่างๆ
       
          (2) อาหารเพิ่มโปรตีนจากพืช และคาร์โบไฮเดรตมากขึ้น
       
          (3) ลดเอนไซม์ลงครึ่งหนึ่ง
       
          (4) เพิ่มวิตามิน และยาบำรุงมากขึ้น
       
          (5) เพิ่มยาเสริมประเภทโสม เกสรผึ้ง Amino Acids
       
          (6) ทำโปรแกรมชีวิตประจำวันอย่างเข้มงวด ในเรื่องการกิน การนอน การพักผ่อน การออกกำลังกาย และวิธีคิดในเชิงบวกโดยจัดให้เหมาะสมกับสภาพชีวิตของคุณสุภาพร
       
          คุณสุภาพรได้มาเข้าคอร์สและปฏิบัติตัวตามแนวชีวิตอย่างเคร่งครัดเป็นเวลาเกือบครึ่งปี หลังจากนั้น เธอได้ไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้งที่โรงพยาบาล ผลของการตรวจร่างกายสมบูรณ์ทุกอย่าง ร่างกายของเธอปราศจากโรคร้าย สามารถกลับไปทำงานใช้ชีวิตอย่างปกติสุขทุกอย่างเกินกว่า 5 ปี ซึ่งทางการแพทย์ถือว่า คุณสุภาพรได้หายจากโรคมะเร็งในครั้งนั้นแล้ว ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจากในครั้งนั้น คุณสุภาพรประสบความสำเร็จในการฟื้นฟู ระบบภูมิชีวิต ของเธอให้แข็งแรงสมบูรณ์นั่นเอง
       

แต่แล้วคุณสุภาพรกลับมาเป็นมะเร็งเต้านมอีกครั้ง (ยังมีต่อ)

มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต (2)

โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย   17 พฤษภาคม 2554 15:59 น.

คนไข้มะเร็งรุ่นแรกของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ที่หายเป็น “ปลิดทิ้ง” ในช่วงกลางทศวรรษ 2530 ไม่ได้มีแค่คุณสุภาพรเท่านั้น ตามที่ปรากฏรายชื่ออยู่ในหนังสือ “กูไม่แน่” (พ.ศ. 2548) ของเขา ยังมีอาจารย์เปรื่อง คุณป้อม คุณพิศมัย คุณหน่ำ คุณปู คุณนุช คุณอัญชัน คุณวิจารณ์ คุณสุรีย์ คุณประกิต คุณอนุชา คุณหรรษา คุณเดือนเพ็ญ และคุณหลีอีกด้วย บุคคลที่อาจารย์สาทิสเอ่ยถึงเหล่านี้ ล้วนหายจากมะเร็งมาเกินกว่าห้าปีแล้วทั้งสิ้น

จากกรณีเหล่านี้ทำให้น่าคิดว่า แนวทางแบบชีวจิตในการรักษามะเร็ง น่าจะมีประสิทธิผลในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน และส่งผลให้ในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2541 รายการโทรทัศน์ “เจาะใจ” โดยคุณสัญญา คุณากร ได้เชิญอาจารย์สาทิสไปออกรายการพร้อมกับคุณจตุพร ช่างสกล เพื่อนำเสนอวิธีการใช้ชีวิตในแนวทางชีวจิตสำหรับการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งกายและใจ โดยมีคุณจตุพรเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน วันรุ่งขึ้นหลังจากออกอากาศ ปรากฏการณ์ “ชีวจิตฟีเวอร์” ก็เกิดขึ้นทั่วประเทศในพริบตา ที่สำคัญก็คือ คุณชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ อดีตประธานบริหารบริษัทเครืออมรินทร์ ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2539 หลังจากรักษาตามกระบวนการทางแพทย์แผนปัจจุบันด้วยการทำเคมีบำบัด และฉายรังสีเป็นเวลาหกเดือนเต็มแล้วประสบปัญหาข้างเคียงที่มีอาการท้องผูกสลับกับท้องเสียตลอดเวลาทำให้ทุกข์ทรมานมาก แต่แล้วมะเร็งก็ยังกลับมาใหม่โดยไปโผล่ที่ปอดทำให้คุณชูเกียรติตัดสินใจที่จะไม่รับการรักษาแบบเดิม แล้วหันมารักษาตามแนวทางชีวจิตแทน

สิ่งที่เห็นผลทันทีทันใดอย่างชัดเจนก็คือ ปัญหาเรื่องระบบขับถ่ายหมดไป ทำให้คุณชูเกียรติมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่าเดิมทั้งกายและใจ คุณชูเกียรติและครอบครัว จึงได้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของ ขบวนการสุขภาพชีวจิต ในประเทศไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แม้ว่าคุณชูเกียรติจะไม่หายจากโรคมะเร็ง และเสียชีวิตในเวลาต่อมาก็ตาม

ส่วน คุณสุภาพร พงศ์พฤกษ์ ผู้เป็นคนไข้มะเร็งกรณีแรกๆ ที่รักษาด้วยแนวทางแบบชีวจิตล้วนๆ หลังจากที่ “หาย” จากโรคมะเร็งเต้านมเกินกว่าห้าปีแล้ว เธอก็ไม่ได้ดูแลตัวเองมากนัก เธอหันกลับไปทำงานหนัก และใช้ชีวิตในการกินการอยู่อย่างไม่ถูกต้องอีกเหมือนในช่วงก่อนเป็นมะเร็งครั้งแรก ทำให้มะเร็งกลับมาอีกแล้วกระจายไปที่เต้านมอีกข้าง 

อาจารย์สาทิสเคยแนะนำให้เธอรักษาด้วยวิธีผสมผสานคือ ควรจะใช้การฉายรังสีหรือเคมีบำบัดผสมกับวิธีชีวจิต เพราะประเมินแล้วว่าครั้งนี้จะใช้วิธีชีวจิตเพียงลำพังคงเอาไม่อยู่แล้ว แต่คุณสุภาพรปฏิเสธเด็ดขาด ไม่ยอมใช้วิธีผสมผสาน แต่เธอกลับไปทำโปรแกรมการรักษาด้วยวิธีของเธอเอง ปัญหาก็คือ คุณสุภาพรได้ใช้วิธีการแพทย์ทางเลือกแบบของเธอเองที่ค่อนข้างจะ “งมงาย” โดยเธอได้ทดลองด้วยวิธีต่างๆ หลายสิบวิธี ใช้แม้กระทั่งน้ำมนต์ คาถาบำบัดต่างๆ โดยไม่ได้วิเคราะห์ประเมินว่าวิธีไหนได้ผล วิธีไหนไม่ได้ผล ทุกอย่างจึงดูสับสนไปหมด สุดท้ายคุณสุภาพรก็จากไป

คนไข้มะเร็งรุ่นแรกๆ ของอาจารย์สาทิสที่หายเป็น “ปลิดทิ้ง” เกินกว่าห้าปี แต่กลับมาเป็นมะเร็งใหม่แล้วเสียชีวิตไปอย่างรวดเร็วนั้น นอกจากคุณสุภาพรแล้ว ยังมีอาจารย์เปรื่องกับคุณป้อม อาจารย์เปรื่องเป็นศิลปินแห่งชาติด้านภาพสีน้ำที่มีอารมณ์ขัน อารมณ์ดีเสมอ ระยะแรกที่อาการของอาจารย์เปรื่องดีขึ้นจนดูเหมือนอาจารย์เปรื่องหายจากมะเร็งเป็นปกติแล้วนั้น อาจารย์เปรื่องกลับไม่ได้ดูแลตนเองเลย คือไม่ได้ดูแล ระบบภูมิชีวิต (Immune System) ให้อยู่ในระดับสมบูรณ์แข็งแรงคงที่เลย แต่กลับปล่อยปละละเลยให้ระบบภูมิชีวิตอ่อนแอลงอีกจนมะเร็งกลับมาใหม่ คราวนี้แม้จะพยายามช่วยกันสักเพียงใดก็แก้ไม่ทันแล้ว กรณีของคุณป้อมก็เช่นกัน ที่พอหายดีจากโรคมะเร็งแล้ว ก็คงเข้าใจผิดคิดว่าหายแล้วหายเลย จึงไม่ได้ดูแลหรือระวังตัวอะไรอีก จึงทำให้มะเร็งกลับมาใหม่ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

จากกรณีของคุณสุภาพร อาจารย์เปรื่อง และคุณป้อมที่มะเร็งกลับมาใหม่แล้วก็เสียชีวิตไปอย่างรวดเร็วนั้น ล้วนมาจากสาเหตุเหมือนๆ กันคือ เข้าใจผิดคิดว่า หายแล้วหายเลย จึงไม่ดูแลตัวเองในเชิงป้องกันอีกต่อไป ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นสิ่งที่ต้องทำไปตลอดทั้งชีวิต จึงทำให้ระบบภูมิชีวิตกลับมาอ่อนแออีกครั้ง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยแก้ไขไม่ทันแล้ว

อย่างไรก็ดี คนไข้มะเร็งรุ่นแรกๆ ของอาจารย์สาทิส คนอื่นที่เหลืออีกสิบกว่าคนยังอยู่ดีกันทุกคนคือ หายจากโรคมะเร็งมากว่า 15 ปีแล้ว (ตอนที่อาจารย์สาทิสเขียนหนังสือ “กูไม่แน่” ออกมาในปี พ.ศ. 2548) ซึ่งถ้าคิดตามสถิติการแพทย์ก็ต้องถือว่า หายเป็นปกติแล้ว แม้แต่กลุ่มคนไข้มะเร็งรุ่นหลังๆ ของอาจารย์สาทิส ก็ยังอยู่ดีกันเป็นส่วนมาก ทำให้น่าจะสรุปเป็น บทเรียน ได้ว่า

การสร้างระบบภูมิชีวิตด้วยแนวทางแบบชีวจิต หรือแนวทางดูแลสุขภาพแบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการ ที่เน้นการเปลี่ยน “วิถีชีวิต” โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกิน น้ำดื่ม การนอน การออกกำลังกาย การฝึกหายใจ (ฝึกลมปราณ) การทำสมาธิ การผ่อนคลาย การบริหารความเครียด และการล้างพิษนั้น ทำให้ สามารถยกระดับภูมิชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้ จนเป็นที่น่าพอใจ (แม้อาจจะไม่ได้ผลทุกรายก็ตาม) และ เมื่อบำบัดระบบภูมิชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นจนเหมือนเป็นปกติได้แล้ว ผู้นั้นก็ควรที่จะต้องรักษา “สุขภาวะ” และความแข็งแรงของภูมิชีวิตนี้ไว้ให้ได้ไปจนตลอดชีวิตตราบสิ้นอายุขัย มิฉะนั้นแล้วโอกาสที่จะกลับมาเป็นมะเร็งใหม่ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็วนั้นมีได้เสมอ

ผลสะเทือนในเชิงบวกที่ ขบวนการสุขภาพชีวจิต มีต่อการแพทย์แผนปัจจุบันในประเทศไทยนั้น เริ่มปรากฏเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 2540 เป็นต้นมา แพทย์หญิงเจรียง จันทรกมล กรรมการผู้อำนวยการโรงพยาบาลในเครือบางปะกอก ผู้เขียน “คำนิยม” ให้แก่หนังสือ “กูไม่แน่” (2548) ของอาจารย์สาทิสได้กล่าวว่า เธอได้มีโอกาสรู้จักกับชีวจิต เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2540 เธอเป็นหมอรักษาโรคมะเร็งแบบแผนปัจจุบันที่ได้เห็นความสิ้นหวัง ท้อแท้ ทุกข์ใจของคนไข้ เมื่อแพทย์แจ้งให้ทราบว่า คนไข้เป็นมะเร็ง และอาจจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 1-2 ปีเท่านั้น เธอรู้สึกหดหู่ เพราะเธอเองก็ไม่ทราบว่าจะช่วยได้อย่างไร

ต่อมาเธอได้พบอาจารย์สาทิส และเข้ารับการอบรมวิถีชีวิตแนวชีวจิต ทำให้เธอคิดว่าแนวทางนี้แหละที่จะสามารถช่วยคนไข้โรคมะเร็งได้ เธอจึงแนะนำคนไข้ให้ เปลี่ยนแนวทางการดำเนินชีวิต ให้ลดสารพิษที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดมะเร็ง ลดความเครียด ลดอาหารเนื้อสัตว์ ทำจิตใจของคนไข้ให้สงบด้วยการให้นั่งสมาธิ ให้กำลังใจ รวมทั้งให้ออกกำลังกายอย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้คนไข้
       
ปรากฏว่า เธอได้เห็น “ความอัศจรรย์” ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ที่มีกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ และผลของการสร้างภูมิต้านทาน (ภูมิชีวิต) กับการลดสารพิษ ทำให้คนไข้มีอายุยืนขึ้น จากที่แพทย์เคยบอกว่าจะอยู่ได้เท่านั้นเท่านี้ ก็อยู่นานขึ้นอย่างที่คนไข้เองก็คาดไม่ถึง ส่วนการใช้เคมีบำบัดกับการฉายรังสี ก็มีการปรับให้เข้ากับคนไข้แต่ละคนตามสภาพของคนไข้ที่จะรับได้ โดยใช้ร่วมกับการสร้างภูมิต้านทานโดยหลักของชีวจิตเป็นระยะๆ ทำให้เธอเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน เพราะคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระยะขั้น 3 ขั้น 4 ซึ่งปกติจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนหรือ 1 ปี ตามที่แพทย์ทำนาย แต่คนไข้อยู่ได้นานเกินห้าปีได้ก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย สิ่งนี้เธอจึงถือว่าเป็น ความสำเร็จของการรักษามะเร็งตามแนวผสมผสาน หรือแบบบูรณาการนี้ ซึ่งเธอเชื่อมั่นว่า จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของการแพทย์แผนปัจจุบันไปสู่ทิศทางของ การแพทย์แบบองค์รวม หรือ การแพทย์แบบบูรณาการ และ จะหันมาให้ความสำคัญของการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรคอย่างแน่นอน

สิ่งที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษจากกรณีศึกษาต่างๆ ข้างต้นของคนไข้มะเร็งที่รักษาด้วยแนวทางแบบชีวจิตแล้ว “ดีขึ้น” ในแง่คุณภาพชีวิตทั้งกายใจเป็นจำนวนมากนั้นก็คือ เราจะสามารถอธิบายเหตุผลของการ “ดีขึ้น” นี้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสุขภาพได้อย่างไร?

มะเร็งกับระบบภูมิชีวิต (3)

โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย   24 พฤษภาคม 2554 15:48 น.

จากประสบการณ์ของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ที่ได้เจอผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง ไม่ต่ำกว่าสองหมื่นคนในช่วงยี่สิบกว่าปีมานี้ เขามักจะย้ำกับผู้ป่วยเหล่านั้นเสมอว่า ตัวเขาหรือแม้แต่หมอมีความหมายน้อยมากในการบำบัดโรคมะเร็ง ถ้าหากผู้ป่วยจะหายจากโรคมะเร็งได้ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างเคร่งครัด และเอาจริงเอาจังในการฟื้นฟูระบบภูมิชีวิต (Immune System) ของตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงหายได้ เพราะตัวพวกเขาเอง

อาจารย์สาทิสอยากให้คนไทยทั้งหลายได้เข้าใจจริงๆ ว่า ชีวิตและสุขภาพของคนเราทุกคนขึ้นอยู่กับระบบภูมิชีวิต เขาอยากให้แพทย์ พยาบาล และนักวิทยาศาสตร์สุขภาพทุกคนใส่ใจ และเข้าใจบทบาทและความสำคัญของระบบภูมิชีวิตอย่างถ่องแท้ และอย่างละเอียด เพราะเขาเชื่อมั่นว่าถ้าทำเช่นนั้นได้ จะทำให้แพทย์ และพยาบาลสามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้อีกเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นการที่คนเราจะมีสุขภาพที่แข็งแรง และป้องกันตัวเองจากโรคร้ายได้ การมีองค์ความรู้ ความเข้าใจว่า ระบบภูมิชีวิตคืออะไร และจะใช้ระบบภูมิชีวิต รักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้อย่างไร จึงมีความสำคัญมาก เพราะจะว่าไปแล้ว แก่นกลางของฐานคิดของการแพทย์แบบองค์รวม หรือแบบบูรณาการนั้น อยู่ที่องค์ความรู้อันหลากหลาย และเป็นสหวิทยาการเกี่ยวกับการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิต นี้นั่นเอง

ชีวิตของคนเรานั้น อยู่ได้นับแต่เกิดจนตายตามอายุขัยได้ ก็เพราะมีระบบภูมิชีวิตคุ้มครองอยู่โดยไม่เกี่ยงว่า คนคนนั้นจะเป็นคนดีมีคุณธรรมหรือเป็นคนเลวคนชั่วร้ายที่กินบ้านกินเมือง แต่ประการใด การที่คนเรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะ ระบบภูมิชีวิตเป็นตัวคุ้มครองป้องกันชีวิตของคนเรา และยังเป็นผู้ทำนุบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เติบใหญ่แข็งแรง รวมทั้งยังเป็นตัวสร้างพลังชีวิตให้แก่ร่างกายได้อีกด้วย

คำว่า “ระบบภูมิชีวิต” ที่อาจารย์สาทิสใช้มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Immune System ซึ่งโดยทั่วไปมักจะแปลว่า “ระบบภูมิคุ้มกัน” ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นคำแปลที่แคบไปแล้ว เมื่อคำนึงถึงบทบาทที่แท้จริงของมัน ดังนั้นเขาจึงเลือกใช้คำว่า ระบบภูมิชีวิตแทน

คำจำกัดความง่ายๆ ของ Immune System ตามตำราแพทย์ทั่วไปนั้น จะหมายถึง ระบบหลายระบบซึ่งทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนในร่างกาย เพื่อสร้างระบบการต่อสู้ และปราบปรามให้แก่ร่างกาย รวมทั้งช่วยป้องกันร่างกายให้พ้นอันตรายจากเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอม โดยที่อวัยวะสำคัญต่างๆ ในร่างกายที่มีส่วนในการสร้าง Immune System นี้ก็คือ

(1) ต่อม Tonsil และ Adenvid ที่อยู่ในช่องปากตรงส่วนต่อกับลำคอ

(2) ต่อม Thymus ตรงกระดูกหน้าอก ต่อมนี้ทำงานตลอดชีวิตแม้ว่าต่อมจะเล็กหรือฝ่อลงเมื่อคนเราโตขึ้น

(3) ต่อมน้ำเหลือง (lymph node) อันที่จริงต่อมน้ำเหลืองนี้มีระบบของตัวเองเรียกว่า ระบบต่อมน้ำเหลือง (lymphatic system) โดยที่ระบบนี้เป็นระบบย่อย หรือส่วนหนึ่งของระบบภูมิชีวิตอีกทีหนึ่ง

(4) ม้าม (spleen) เป็นอวัยวะสำคัญในการสร้างระบบภูมิชีวิต

(5) แผงต่อมน้ำเหลืองในลำไส้ (Peyer’s patches) อยู่ที่ส่วนปลายของลำไส้เล็ก (ileum)

(6) ไส้ติ่ง (appendix) จริงๆ แล้วไส้ติ่งมีความสำคัญต่อการสร้างภูมิต้านทานให้ระบบย่อย ซึ่งเป็นระบบที่สำคัญที่สุดของร่างกาย

(7) ไขกระดูก (bone marrow) กระดูกท่อนยาวต่างๆ ของร่างกาย จะมีโพรงไขกระดูกอยู่ตรงกลาง โดยที่ไขกระดูกก็เป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของระบบภูมิชีวิต

ปัจจุบันองค์ความรู้เกี่ยวกับ Immune System มีความลุ่มลึกกว่าเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อนมาก จนมีความเข้าใจแล้วว่า Immune System มิได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันและปราบปรามเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมเหมือนอย่างที่เคยเข้าใจเช่นนั้นในอดีต แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้าง และบำรุงพละกำลังของตัวเองของร่างกายอีกด้วย จึงเกี่ยวโยงกับความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย และจิตใจด้วยอย่างแยกจากกันไม่ได้
       
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ถ้าหากคนเรามีร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายและใจ นั่นก็หมายความว่า ระบบภูมิชีวิตของเขาดีและสมบูรณ์ทุกประการ แต่ถ้าผู้นั้นอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อยหรือเป็นโรคร้าย นั่นก็ย่อมแสดงว่า ระบบภูมิชีวิตของผู้นั้นต่ำ หรือร่างกายเกือบจะไม่มีระบบภูมิชีวิตเหลือในร่างกายเลย ระบบภูมิชีวิตของคนเราจะทำงานทันที เมื่อมีเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าสู่ร่างกายโดยตัวที่จะเริ่มทำงานก่อนคือ เลือดขาว (white blood cell) เลือดขาวกลุ่มแรกคือ ตัวเขมือบเซลล์ (phagocyte) โดยมีผู้ช่วยคือ macrophage กับ T เซลล์ และ B เซลล์มาช่วยกันล้อมกรอบเชื้อโรค รวมทั้งสร้าง Antibody ขึ้นมาปราบปราม

หากร่างกายเป็นเหมือนประเทศ เลือดขาวก็จะเป็นเหมือนตำรวจ และทหารซึ่งมีหน้าที่ป้องกันต่อสู้ และปราบปรามศัตรูของประเทศ แต่การที่บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองได้ จะต้องมีการทะนุบำรุงด้านต่างๆ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ด้วย เพราะตำรวจ ทหารอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องทะนุบำรุงจากด้านอื่นๆ ให้ตัวเองแข็งแรงเสียก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงไปได้

ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน การทะนุบำรุงร่างกายก็ต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ช่วยเหลือกันเป็นทอดๆ ไปอย่างเป็นระบบ อย่างเช่น เลือดจะเกิดจากไขกระดูกเสียเป็นส่วนมาก ไขกระดูกก็ต้องอาศัยตัวกระดูก ส่วนกระดูกจะแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง ก็ต้องอาศัย สารอาหาร (nutrients) และแร่ธาตุต่างๆ จากภายนอกร่างกาย เมื่อคนเรารับอาหารจากภายนอกร่างกายแล้ว ระบบต่างๆ ก็ต้องแปรอาหารต่างๆ เหล่านั้นให้เป็นสารอาหาร แล้วตัวเลือดเอง (เลือดแดง) ก็ต้องนำสารอาหารต่างๆ นั้นไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งไปสร้างเนื้อเยื่อและไขกระดูก โดยที่ไขกระดูกก็จะผลิตเลือดให้แก่ตัวเองต่อไป นี่คือ หลักการในการทะนุบำรุง และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ซึ่งจะวนเวียน และหมุนเวียนกลับไปกลับมาเช่นนี้ตลอดชั่วชีวิตของคนเรา

ตัวเลือดขาวเองจะทำหน้าที่ปราบปรามต่อสู้กับเชื้อโรคโดยตรงไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเลือดแดงเป็นตัวนำพากลุ่มเลือดขาวออกไปต่อสู้กับเชื้อโรค แต่เลือดแดงถ้าไม่ได้รับการสูบฉีดจากหัวใจ ก็ไปไหนไม่ได้ นอกจากนี้ เลือดแดงยังต้องการการฟอกซักล้างตัวเอง โดยที่ตัวฟอกซักล้างนี้คือ ออกซิเจน ซึ่งต้องผ่านการทำงานของปอด (การหายใจ) แต่หัวใจเอง ถ้าไม่ได้เลือดมาเลี้ยงหัวใจตัวเอง หัวใจก็อยู่ไม่ได้

จึงเห็นได้ว่า ระบบภูมิชีวิต มิได้หมายถึงการต่อสู้ ป้องกัน และปราบปรามอย่างเดียว แต่กินความไปถึงการทะนำบำรุงด้านอื่นๆ และการต้องอาศัยพึ่งพากันและกันของระบบอื่นๆ ด้วย ในการศึกษาระบบภูมิชีวิต จึงจำต้องมองให้เห็น ภาพรวม หรือเห็น เครือข่ายของระบบภูมิชีวิตทั้งหมด ว่ามีหน้าที่ตรงอย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และต้องอาศัยระบบอะไร ในการปฏิบัติหน้าที่ของมัน ซึ่งเราพบว่า ระบบภูมิชีวิตนั้นคือ เครือข่ายของระบบรากฐาน 5 ระบบในร่างกาย ดังต่อไปนี้
       
       (1) ระบบเลือด (circulatory system) ซึ่งหมายถึง เครือข่ายของเส้นเลือดทั้งหมด ทั้งเส้นเลือดแดง และเส้นเลือดดำ
       
       (2) ระบบหายใจ (respiratory system) ความสำคัญของระบบหายใจ คือ การถ่ายเทออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ให้เข้า และออกจากร่างกาย โดยการที่คนเราหายใจออกซิเจนเข้าทางจมูก และปากผ่านหลอดลมลงไปที่ปอด ออกซิเจนจะฟอกเลือดที่ปอดให้บริสุทธิ์ส่งผ่านไปที่หัวใจ หัวใจจะปั๊มเลือดออกไปตามเส้นเลือด เลือดไปเลี้ยงเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ถ่ายเทคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์มาเข้าเลือด เลือดกลับมาที่ปอด ปอดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปนำออกซิเจนเข้ามาอีก เป็นวงจรอยู่เช่นนี้
       
       (3) ระบบประสาทและสมอง (nervous system) คือระบบที่ควบคุมการทำงานทุกอย่างของร่างกาย โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ที่แบ่งออกเป็นสมองและไขสันหลังกับระบบประสาทส่วนปลาย (peripheral nervous system) ซึ่งมีเส้นประสาทจากไขสันหลัง (spinal nervous) และประสาทอัตโนมัติ
       
       (4) ระบบย่อย (digestive system) ประกอบไปด้วยอวัยวะซึ่งเป็นท่อกล้ามเนื้อ และต่อมต่างๆ ซึ่งขับน้ำย่อย และการหล่อลื่นอวัยวะซึ่งเป็นท่อกล้ามเนื้อนั้นเริ่มจากปาก ลำคอ หลอดอาหาร กระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปสุดที่ทวารหนัก
       
       (5) ระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) เป็นระบบที่ทำงานร่วมกับต่อมทอนซิล ไทรอยด์ ไทมัส ม้าม เพเยอร์สแพทช์ ไส้ติ่ง และไขกระดูกที่ได้กล่าวไปแล้ว โดยมีหน้าที่ร่วมกันต่อต้านปราบปรามศัตรูซึ่งมาจากภายนอกร่างกาย แต่ระบบน้ำเหลืองจะมีส่วนพิสดารกว่าอวัยวะอื่นๆ และต่อมอื่นๆ ของ Immune System ตรงที่ว่า ระบบน้ำเหลืองนี้มีท่อหรือเส้นน้ำเหลืองเป็นเครือข่ายทั่วร่างกาย คล้ายๆ กับเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำซึ่งมีอยู่ทั่วร่างกายเช่นกัน โดยการหมุนเวียนของน้ำเหลืองซึ่งไหลไปตามเส้นน้ำเหลืองทั่วร่างกายนี้จะกวาดท็อกซิน (Toxin) ไขมัน โปรตีน และสิ่งสกปรกซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายไปตามท่อน้ำเหลือง แล้วก็ผลักดันสิ่งต่างๆ เหล่านั้นลงเส้นเลือดด้านซ้ายและขวาของไหปลาร้า
       
       ขอสรุปรวบยอดอีกครั้งว่า เราควรทำความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของระบบภูมิชีวิต จากมุมมองเชิงระบบ (system theory) ในการป้องกันและรักษาโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ โดยมองระบบภูมิชีวิตอย่างเป็นเครือข่ายแบบองค์รวม มิใช่จำกัดแค่ระบบต่อต้านปราบปรามเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมซึ่งมาจากภายนอกร่างกายเท่านั้น แต่จะต้องครอบคลุมไปถึงระบบรากฐานอื่นๆ ทั้งหมดของร่างกายด้วย แล้วเราก็จะเห็นได้เองว่า ระบบภูมิชีวิต คือ ตัวชีวิตเอง และเป็นตัวรักษา “ชีวิต” ในฐานะที่เป็น “ระบบ” (system) ชนิดหนึ่งให้แข็งแรงสมบูรณ์ตลอดไปตราบจนสิ้นอายุขัยของมัน สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า เราจะดูแล เสริมสร้างระบบภูมิชีวิตของคนเราอย่างไร ในการป้องกันโรค และทำให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
       
                          www.suvinai-dragon.com

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000063340

ที่มา  http://sbayjai.com/forum/index.php?topic=1892.15

ภูมิชีวิต เป็นที่รู้จักกันในรูปของ ภูมิต้านทาน คือ Immunity ซึ่งหมายถึง ระบบป้องกันทั้งหมด (Defense System) ของร่างกาย

หน้าที่ของระบบป้องกันก็คือ

1. ป้องกันไม่ให้สารหรือสิ่งมีชีวิตซึ่งมีอันตราย และอยู่นอกร่างกายเข้ามาในร่างกายได้

2. ทำลายหรือไล่สิ่งที่มีอันตรายต่อร่างกายให้หมดไป”

ซึ่งระบบบป้องกันทั้งหมดที่ว่า มักเพ่งเล็งไปที่ “แอนติบอดี้” คือ สารที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเป็นภูมิต้านทานแต่ละอย่าง เพื่อต่อสู้ปราบปรามเชื้อโรคแต่ละชนิดเป็นสำคัญ

ในระยะหลังๆ เมื่อความรู้ความสนใจเรื่องการแพทย์แบบองค์รวมของร่างกายกว้างขวางขึ้น แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า ทุกส่วนของร่างกายต้องพึ่งพาอาศัยกัน และต้องทำงานร่วมกัน (Interdependent) เราจึงได้พบว่า ภูมิต้านทานนั้นไม่ได้อยู่อย่างเป็นอิสระด้วยตัวของมันเอง ภูมิต้านทานจะต้องพึ่งพาอาศัยการทำงานทั้งหมดของร่างกาย และต้องพึ่งพาอาศัยระบบ (System) ต่างๆของร่างกายด้วย

ร่างกายโดยปกติของคนเรานั้น ต้องทำงานเป็นระบบ และทุกระบบต้องทำงานร่วมกันและประสานกัน บางระบบทำหน้าที่เป็นตัวหลัก บางระบบทำหน้าที่เสริม โดยระบบการทำงานที่สำคัญๆของร่างกายแบ่งออกเป็น

ระบบย่อย

ระบบเลือด

ระบบประสาท

ระบบบสืบพันธุ์

ซึ่งที่จริง ระบบใหญ่ๆเหล่านี้ก็ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอื่นๆอีกมากมาย เช่น ระบบน้ำเหลือง ระบบต่อมไร้ท่อ ระบบฮอร์โมน ฯลฯ

สำหรับระบบใหญ่ๆที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น เมื่อเรามองดูร่างกายของเราในลักษณะที่ เป็นองค์รวมคือไม่มองแบบแยกออกเป็นส่วนๆนั้น ก็จะเห็นว่า“ระบบย่อย” เป็นระบบที่สำคัญที่สุด เพราะระบบบ่อยหรือระบบกิน ก็คือระบบเกี่ยวกับอาหาร และอาหารนี้เอง ที่สร้างเลือดสร้างเนื้อให้แก่ร่างกาย ให้ความเจริญเติบโต และให้ชีวิตแก่เรา

เมื่อสร้างเลือดสร้างเนื้อให้แก่ร่างกายแล้ว ระบบอื่นๆก็สามารถรับช่วงเอาเลือด เอาเนื้อ ซึ่งก็คืออาหารที่ระบบย่อยสร้างขึ้นนั่นละ ไปบำรุงหล่อเลี้ยงระบบของตัวเอง ซึ่งการมองแบบองค์รวม การบำรุงหล่อเลี้ยงตัวเองของระบบต่างๆ ก็คือการหล่อเลี้ยงร่างกายนั่นเองที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ระบบต่างๆของร่างกาย ทำงานประสานกันเป็นองค์รวมจริงๆ ไม่สามารถแบ่งแยกออกจากกันและกันได้โดยลำพัง ต้องพึ่งพากันอย่างสอดคล้อง เพราะฉะนั้น ระบบภูมิต้านทาน หรือ Immunity ที่เคยเข้าใจ และยกให้แอนติบอดี้เป็นพระเอกอยู่เพียงลำพังนั้น ต้องได้รับการตีความใหม่ การยืนยงคงอยู่ของชีวิต จึงไม่อาจยอมรับคำอธิบายง่ายๆแค่เพียงว่า ร่างกายมีภูมิต้านทาน มีแอนติบอดี้ก็จบกันไป หากแต่ “ชีวิต” มี “แผนภูมิ” หรือ “ภูมิชีวิต” ที่ใหญ่ขึ้นกว่าความเชื่อเดิมๆมากนัก

หากเป็นไปตามความเข้าใจเดิม แผนภูมิของชีวิตก็จะประกอบไปด้วย

ต่อมต่างๆ + ระบบต่างๆ = ภูมิต้านทาน (Immunity)

แต่กระนั้นก็ดี ยังมีคำถามต่อไปอีกว่า ภูมิต้านทานและระบบต่างๆนั้น อยู่ได้ด้วยตัวของมันเองแค่นั้นหรือเปล่า

มองลึกลงไปให้เกินกว่านี้ เราจะเห็นว่า ทั้งภูมิต้านทานและระบบต่างๆนั้น มีความเป็นไปเพียงเพื่อให้ “กาย” เกิดขึ้นเท่านั้น กายอย่างเดียวย่อมเหมือนกับก้อนดินหรือหินก้อนหนึ่ง ไม่มีจุดหมาย แต่สิ่งทที่สูงขึ้นไปอีกคือ “ความคิด” ความคิดที่อยากจะอยู่ ความคิดที่อยากจะให้ความเป็นไปหรือวัตรของร่างกายหมุนเวียนไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด ความคิดนี้คือความอยาก และเป็นความอยากจะเกิดจากการสั่งการจากสมอง สมองจึงเป็นนายบังคับกลไกของร่างกายให้หมุนเวียนไปโดยไม่มีวันหยุด สมองสั่งงานและทำงานผ่านทางฮอร์โมนและระบบประสาท

ดังนั้น… ภูมิต้านทาน + ระบบต่างๆ + จิตใจและฮอร์โมน จึงเท่ากับ “ภูมิชีวิต” หรือ ImmuneSystem ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

เจ้าตัว Immune System ถ้าจะเรียกตามภาษาชาวบ้านก็คือ “พลังที่มีอยู่ในตัวตั้งแต่เริ่มต้นที่เราเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา” เราต้องมีพลัง นี่ประการ

ที่มา http://cheewajit.com/immune.aspx

1. เพื่อช่วยสร้างเสริมร่างกายของเราให้เจริญเติบโตตั้งแต่เล็กจนโต

2. ช่วยป้องกันคุ้มครองเวลาที่จะมีโรคภัยอะไรต่ออะไร Immune System จะเป็นตัวป้องกัน และฆ่าเชื้อโรคเหล่านั้นให้ออกไปจากร่างกาย

3. เป็นตัวซึ่ง ถ้าร่างกายจะเกิดบกพร่องลงไป คือ ไม่ใช่เจ็บป่วย แต่เป็นการบกพร่องในส่วนต่างๆของร่างกาย หรือมีสิ่งแปลกปลอมจากมลภาวะ หรืออื่นๆเข้ามา เจ้า Immune System จะเป็นตัวกำจัด

เพราะฉะนั้น Immune System จะเป็นพลังในตัวเรา ถ้าเกิดบกพร่องไป ร่างกายเกิดมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ทำงาน ก็หมายความว่า Immune System ของเราต่ำลงไป พลังจาก Immune System ก็น้อยลง พอพลังน้อยลง ต่ำลงแล้ว จะยังไม่ถึงเจ็บป่วย แต่ถ้ามีอะไรเข้ามาแทรก เช่น เชื้อโรคเข้าไปในร่างกาย ทีนี้แหละ เราก็จะเกิดการเจ็บป่วย…

…ปกติแล้วเราจะป่วยหรือว่าไม่ป่วย ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ล้วนแล้วแต่เป็น Immune System ทั้งหมด ถ้า Immune System ไม่ดี ก็เป็นโอกาสที่จะให้พวกเชื้อโรคต่างๆ เข้ามาในร่างกายของเรา คือสรุปรวม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ Immune System ถ้าเราจะแข็งแรง สดชื่น ก็ขึ้นอยู่กับมัน

ทีนี้ หลักการที่ว่า เราแข็งแรง สุขภาพดี ขึ้นอยู่กับ Immune System ก็ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิต วิถีชีวิตที่เรามาเป็นชีวจิตนี่แหละ…

(สาทิส อินทรกำแหง, “ชีวจิต” หน้า114-115)