ตุ๊บปอง – คิดดี คิดชอบ

คิดดี..คิดชอบ

แม่สอนลูก ๆ เสมอว่า…..
  • ลูกต้อง..คิดดี ไม่ใช่ดีแต่คิด
  • คิดชอบ ไม่ใช่ชอบแต่คิด
  • ทำดี ไม่ใช่ดีแต่ทำ
ตลอดการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน..กับแม่ นับแต่ลืมตามองโลก กระทั่งวันที่ “สิ้นแม่” เมื่อตอนที่แม่อายุได้ 85 ปี  เราพี่ ๆ น้อง ๆ..ลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 ของแม่ จึงคิดดี และทำดี..ไม่มีเสียสักคน
ลูกน้อยหอยขมของแม่มีขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่ลูกไม่เคยถือมาเป็นอารมณ์ ไม่เคยทะเลาะกันเลย เหมือนกับที่ลูกไม่เคยเห็นพ่อแม่ขุ่นใจ และไม่เคยเห็นพ่อแม่ทะเลาะกัน
พ่อแม่สอนให้ลูกทำดีต่อกัน..นี่คือฐานที่ดี ทำให้เราทำดีต่อคนอื่นได้

แม่สอนให้เรา..พี่ ๆ น้อง ๆ รักกันอย่างไม่มีเงื่อนไข  บอกเสมอว่าน้องจะเป็นอย่างไร พี่จะเป็นยังไงก็ต้องรัก แม่ไม่ใช่รอให้พี่ ๆ น้อง ๆ เป็นคนดี หรือ”ได้ดั่งใจ”ก่อน แล้วถึงจะรัก
เหมือนแม่..ลูกจะเป็นอย่างไรแม่ก็รัก  แม่ไม่เคยรอให้ลูกเป็นคนดี หรือ”ได้ดั่งใจ” แล้วแม่ถึงจะรัก  แม่รักลูกอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อลูกคนไหนเจ็บไข้ ได้ทุกข์ แม่ไม่อ้อยอิ่ง..ไม่รั้งรอที่จะรีบเข้ามาช่วยลูกได้ตลอดเวลา
ดังนั้น..ทุกครั้งที่ลูกเห็นว่าพี่น้องคนไหนทุกข์ พี่ ๆ น้อง ๆ จึงไม่เคยอ้อยอิ่ง..ไม่เคยรั้งรอที่จะรีบเข้ามาช่วยพี่ ๆ น้อง ๆ ได้ตลอดเวลา ด้วยเพราะแม่สอน..ลูกปฏิบัติ จนวันนี้กลายเป็นนิสัยถาวรของลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 ไปโดยอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่ออยู่ในบ้าน……แม่ไม่เคยสอนให้ลูกเป็นภาระให้กับใคร ลูกน้อยหอยขมของแม่มีพี่เลี้ยง แต่แม่ไม่เคยให้พี่เลี้ยงมาทำธุระให้ลูกทั้งหมด  ลูกต้องเก็บที่นอนเอง ต้องซักผ้า ตากผ้า เก็บผ้า รีดผ้าของตัวเอง จะกินอาหาร ลูกก็ต้องเตรียม จานก็ต้องล้าง  พี่เลี้ยงจะเป็นคนดูความเรียบร้อย..แล้วจึงตามเก็บให้เรียบร้อยหลังจากที่ลูกทำแล้ว
แม่สอนเสมอว่า…….ถ้าทำเลอะ ลูกต้องเป็นคนเก็บกวาด ถ้าทำไม่สะอาด ลูกต้องเป็นคนจัดการกับความไม่สะอาดนั้น  แม่อาจจะไม่ได้พูดสอนเป็นคำพูด แต่แม่ทำให้เห็นมาตลอด

ลูกของแม่ “ได้ดี” และพร้อมที่จะทำอะไรดี ๆ เพื่อคนเอง และผู้อื่นเสมอ  ด้วยเพราะลูกมีพ่อแม่เป็นต้นทางในการทำความดีให้เห็น..
สมัยก่อนพ่อเป็นหมอในชนบท…..เวลาพ่อกินข้าว ถึงแม้จะเพิ่งกินได้แค่ 2 – 3 คำ แต่ถ้ามีคนไข้มาหา พ่อพร้อมจะวางช้อนและรีบออกไปรักษาทันที
มีหลายครั้งที่เป็นด้วยความรักของแม่ แม่จะบอกคนไข้ว่า….”เดี๋ยวค่อยมานะคะ”  หรือ.. “รอก่อนนะคะ”
แต่เรื่องนี้…..พ่อไม่ฟังเสียงแม่..ทุกครั้งแม่จะขอบอกขอบใจในความรักและหวังดีต่อสามี พร้อมขอโทษแม่ แล้วขอตัวออกไปดูแลคนไข้ก่อน..ท้ง ๆ ที่ข้าวยังคาจาน พ่อเป็นหมอที่กระตือรือร้นต่อการดูแลรักษาชีวิตผู้คนทุกคนเป็นอย่างยิ่ง ไม่เคยนิ่งดูดาย
พ่อทำให้ลูกเห็นเสมอว่า……เพียงหนึ่งนาทีของหมอ ก็เป็นการพิพากษาชีวิตของคนได้ พ่อไม่เคยสอนลูก ๆ หรอกนะ แต่ลูกเห็นวิถีที่พ่อทำมาตลอดชีวิตแสนสั้นของพ่อ..พ่อสิ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ด้วยอายุเพียง 53 ปี

หรืออย่างแม่…..
แม่เป็นคุณครู แม่ก็ไม่เคยลังเลเลยที่จะสอนให้ลูก ๆ รู้จักดูแลคนที่อ่อนด้อยกว่า  แม่สอนให้ลูกเอาข้าวไปมากกว่าที่ลูกกินอิ่ม ไปเผื่อเพื่อน ๆ ที่มี แต่กินไม่อิ่ม หรือไม่มีจะกิน
สมมุติวันนี้แม่ตักข้าวแอบหนึ่ง (แอบข้าว..คือกล่องอะลูมิเนียมสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พอใส่ข่าวปลาอาหารได้เพียงพอต่อการกิน 1 มื้อ) แม่ก็จะบอกว่า.. …”แม่ตักเพิ่มไปให้สองช้อนนะ ถ้าเพื่อนไม่พอก็จะได้ให้เพื่อน”   หรือตักกับข้าว แม่ก็จะตักแล้วบอกว่า.. “อันนี้ของลูกนะ”  ส่วนที่แม่ตักเพิ่มอีกสองช้อน..“ลูกเอาไปแบ่งเพื่อน ๆ นะ”  แม่จะเป็นอย่างนี้เสมอ

ต่อมา…..
แม้จะต้องออกมาอยู่ไกลบ้านเพื่อโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น..ลูกทุกคนของแม่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ
สังคมที่เปลี่ยนไป..เมืองใหญ่ไม่ได้ส่งผลให้ต้นทุนทางใจของลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 ลดลงเลย ความรักที่มีต่อแม่ยังมีอยู่เต็มหัวใจ รวมถึงสัญญาใจที่มีต่อพ่อซึ่งเสียชีวิตไปแล้วทำให้ลูกยังคงเป็น ‘เด็กดี’ ของพ่อแม่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ช่วงเวลาที่ลูกอยู่กับแม่……
ทุกคนสะสมทุนทางชีวิตไว้จนแข็งแรงแล้ว เพราะแม่สอนลูกให้รู้ผิดชอบชั่วดี สอนให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควร และที่สำคัญ คือ ถ้าเห็นลูกทำอะไรดี พ่อแม่เราจะทำให้ลูกเห็นว่ามีความสุข แต่ในทางกลับกัน ถ้าลูกทำอะไรไม่ดี จะรู้สึกได้เองเลยว่าพ่อแม่ผิดหวังกับสิ่งที่ลูกทำ

เพราะฉะนั้น….
ทุกอย่างที่ลูกทำ ลูกจะคิดก่อนว่ามันจะทำให้พ่อให้แม่เสียใจหรือเปล่า พอเป็นอย่างนั้นแล้ว ลูกจึงโตเป็นผู้ใหญ่ มีความมั่นคง จนเมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ ลูกก็ดูแลกันเองตามประสาพี่ ๆ น้อง ๆ แล้วก็เรียนกันได้โดยที่ไม่มีเรื่องราวร้าย ๆ เกิดขึ้นในชีวิตเลย
ชีวิตของลูกราบเรียบ เพราะแม่ได้เตรียมการบ่มเพาะเรื่องดี ๆ ไว้ตามรายทางชีวิต..วางไว้อย่างเป็นขั้นตอน..สอนตามวัย ด้วยเพราะความรักที่แม่มีต่อลูก และความรักที่ลูกมีต่อแม่อย่างมากมาย ลูกจึงเคารพในสิ่งที่แม่วาดวาง ซึ่งลูกก็ได้เห็นผลในรายทางของชีวิต

ลูกดีได้ในทุกวันนี้เพราะมีแม่ดี
รักแม่เป็นที่สุด

ตุ๊บปอง ตุ๊บปอง – คำสอนที่ไม่ล้าสมัย

คำสอนที่ไม่ล้าสมัย

แม่สอนเสมอตั้งแต่เล็กจนโต กระทั่งอีกไม่กี่ปีนี่ก็จะโผคว้าหลัก 6 ของชีวิต ว่า..  พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ไม่มีล้าสมัย 
ถ้าใครนำพระธรรมคำสอนมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ คน ๆ นั้นจะพลันมีชีวิตที่สงบ ร่มเย็นและสุขได้ในทุกวันวาร..ไม่มีการเชย
สำหรับแม่แล้ว.. …”ทำดีไม่มีเดี๋ยว
ด้วยแม่มีความคิดว่า…. เมื่อตั้งใจจะทำอะไรดีๆ ที่เป็นมงคลต่อชีวิต จงอย่าอ้อยอิ่ง คิดแล้วให้ลงมือทำเลย เพราะเพียงหนึ่งนาทีที่ละล้าละลัง อาจทำให้พลังที่อยากจะทำนั้นมอดหมดลงได้ 
แม่จึงทำทุกวันให้ดี..ใช้ชีวิตอย่างมีศีลมีธรรม  ที่สำคัญ คือ….แม่ยังน้อมนำธรรมะมาสู่ชีวิตลูก ให้ใช้ชีวิตอยู่ในธรรมนองครองธรรม กระทั่งประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างเช่นทุกวันนี้

แม่โตมาในวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย และแม่เห็นว่า….วิถีเช่นนี้ดี…..ไม่มียุคสมัยมากั้นความดีบางอย่างได้   แม่จึงนำวิถีอย่างนั้นมาปรับใช้ในการอบรมบ่มเพาะลูก …..ปรับใช้นะ ไม่ใช่เอามาทั้งดุ้นแบบเดิมๆ
แม่นำแนวทางการเลี้ยงลูกแบบโบราณมาปรับให้เหมาะกับยุคสมัย อะไรที่สุดโต่งเกินไป แม่ก็คลายให้เบาสมสมัย เช่น..
“รักวัวให้ผูก  รักลูกให้ตี”..แม่รับไว้
” จูบจอมถนอมเกล้า “..แม่รับไว้
แต่อย่างลูกหน้าตาน่าเอ็นดู แล้วจะให้แม่พูดว่า.. “น่าเกลียด น่าชัง”..แม่รับยาก  แม่ว่า..จะไม่ทำให้ลูกเสียความมั่นใจเด็ดขาด มีแต่จะส่งเสริมให้ยอมรับใน “รูปธรรม นามธรรม” แต่แม่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการปรุงแปลงความงามมากไปกว่าแต่งแต้มความดี

พวกเราทุกคน.. ลูกน้อยหอยขมทั้ง 8 ของแม่ ได้รับการดูแลจากพ่อแม่ และ และพี่เลี้ยงที่มีวัยเสมือนเป็นตาเป็นยาย  แม้ปู่ย่าตายายจะตายหมดแล้ว แต่บ้านก็ยังเป็นครอบครัวที่ใหญ่..ลูกเยอะ
ลูกของแม่จึงได้รับการดูแลทั้งทางร่างกาย และจิตใจ นับแต่อยู่ในท้องจนคลอดออกมา กระทั่งเจริญวัยตามวิถีของคนสมัยก่อน..แกมโบราณ   ลูกซึมซับรับมาปฏิบัติเป็นวิถีของตนโดยธรรมชาติ ซึ่งวิถีเหล่านี้คือวิถีแห่งการเกื้อกูลหนุนเอื้อ ถ้อยทีถ้อยอาศัย และความมีน้ำใจไมตรี ผ่านกระบวนการใช้ชีวิตในแต่ละวัน รวมถึงวิถีการอบรมบ่มสอนของแม่ที่ทำให้ลูกรู้ และเรียน เพื่อนำไปเป็นทักษะการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่ร่มเย็นเป็นสุข อันถือเป็นวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของคนไทยในวิถีแห่งคุณธรรมโดยแท้

การอบรมบ่มเพาะของแม่นั้นเน้นความสำคัญของการปฏิบัติตนอย่างมีศีลมีธรรมมากกว่าการให้แต่ละคนทำตามความพอใจของตน   ระบบอาวุโสในบ้านเป็นสิ่งที่ยึดถือและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด  พี่ต้องรักน้อง น้องต้องเคารพพี่ ไม่ขัดแย้ง ไม่ทุ่มเถียง ไม่ด่าทอ จิก ตี แม้แต่พี่เลี้ยงที่อายุมากกว่าอย่างยายพุฒ ตาดวน พี่แป๊ว พี่แจ๋ว พี่ทุเรียน ..แม่ก็สอนให้เคารพ ให้เกรงใจ และให้เกียรติ 

แม่สอนเสมอว่า..แม่ทำดีกับลูกนี่อาจจะดูธรรมดา แต่คนอื่นอย่างยายพุฒ ตาดวน พี่แจ๋ว พี่แป๊ว พี่ทุเรียนนี่เป็นคนอื่น เมื่อเขาดีกับเรา..นี่ซิไม่ธรรมดา 
แม่จึงสอนให้ลูกมีสัมมาคารวะกับพี่เลี้ยงทุกคน ไม่ดูแคลน ไม่เดียจฉันท์ และสอนให้สำนึกเสมอว่าที่ทุกคนดังมีรายนามดังกล่าว ทำดีต่อลูก ไม่ใช่เพราะต้องการเงินเดือนค่าตอบแทน เพราะเขาไปทำอย่างอื่นก็ได้เงิน..แต่ทุกคนทำเพราะรัก
แม่ว่า..
“ถ้าไม่รัก เขาเปิดตูดหนีลูกไปตั้งนานแล้ว”

แม่สอนทั้งทางตรง คือ ให้ลงมือทำ และทางอ้อม คือ ทำให้เห็น เป็นให้ดู ว่าคนที่สุภาพนั้น ต้องเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน สำรวมกาย วาจา และใจ     แม่สอนเสมอ ๆ ว่า ลูกของแม่ทุกคนต้องเคารพผู้ที่สูงวัยกว่า ต้องขยัน รักสะอาด ใจเย็นเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสงี่ยมเจียมตนและมีความกตัญญูรู้คุณ ที่สำคัญ คือ ต้องไม่ก้าวร้าว

  • แม่สอนให้ลูกผู้ชาย (แม้จะกระพร่องกระแพร่ง..ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่บ้าง..อย่างตุ๊บปอง) ต้องมีความกล้าหาญอดทน
  • แม่สอนลูกผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน แม่เรือน เป็นกุลสตรี และถนอมเนื้อถนอมตัว แม่ไม่ชอบเป็นอันขาดที่เห็นใครแต่งตัวและใช้ชีวิตแบบปล่อยเนื้อปล่อยตัว ถึงเนื้อถึงตัว เมื่อแม่ไม่ชอบ แม่จึงไม่ทำนำลูก ทำให้ลูกของแม่ทุกคนให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ จึงแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างสุภาพมาตั้งแต่เล็ก..ไม่มีโป๊ ไม่มีเปิดในส่วนที่ควรสงวน

แม่สอนให้ลูกทุกคน ทั้งลูกสาว และลูกชาย ให้ต้องกล้าในสิ่งที่ควรกล้า กล้าทำในสิ่งที่ดีและมีความสุขที่ถูกที่ควร มีความพอดีเป็นคุณธรรมพื้นฐาน ทำอะไร แสดงออกอย่างพอดี พอเหมาะ พอควร ไม่มากจนน่าเกลียด ไม่น้อยจนใคร ๆ ต้องลุ้นจนอึดอัด ที่สำคัญ คือ.. ….แม่สอนให้ลูกมีอิสระจากความเป็นทาสของความปรารถนา ความอยากได้ใคร่มี

เพราะแม่ไม่เพียงแค่สอน แต่แม่ทำให้เห็น ลูกจึงเป็นอย่างแม่..ดีอย่างแม่
รักแม่เป็นที่สุด

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=554210574673187&set=a.479518365475742.1073741828.456960027731576&type=1&theater

บทเรียนราคาแพงจากคนขับ TAXI ลุงสมหมาย

บทเรียนราคาแพง จากคนขับ TAXI และเงิน 50 บาท!!!

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม คุณคงเคยได้เห็น TAXI หรือเคยขึ้น TAXI กันมาบ้างใช่ไหมครับ?

แล้วคุณมีประสบการณ์อย่างไรจากการใช้บริการรถ Taxi บ้างครับ?

บทความนี้ผมจะขอเล่าถึงประสบการณ์ในการใช้บริการรถ Taxi
ที่พี่คนขับแกเล่นเอาผม อึ้ง!!!  ไปเลยทีเดียว

ตลอดเส้นทาง พี่คนขับ (หรือรุ่นลุงหว่า!?)
ได้ใช้ความเก๋า สั่งสอนผมไปหลายดอกเลย
เรียกได้ว่า พอลงรถมา ผมน่วมไปด้วยบทเรียนราคาแพงมากๆ

และผมตื่นเต้นมากๆ ที่จะนำบทเรียนที่ผมได้นี้มาแบ่งปันให้กับคุณครับ อย่ารอช้า มาน่วมไปด้วยกันครับ!!!

 

จุดเริ่มต้นของบทเรียนราคาแพง!!!

เมื่อผมเอื้อมมือไปโบกรถที่ริมถนน มี TAXI สภาพกลางเก่า กลางใหม่ ก็ตีไฟเลี้ยว เคลื่อนเข้ามาหาผมช้าๆ และจอดอยู่ตรงเบื้องหน้าของผม

หลังจากตกลงเรื่องจุดหมายปลายทางเรียบร้อยแล้ว (โชคดีที่ไม่เจอ คนส่งรถ 555) ผมก็ขึ้นนั่งประจำที่ของผมทันที และมุ่งตรงสู่จุดหมายปลายทาง

สิ่งที่ผมสังเหตุเห็นก็คือ ใน Taxi คันนี้ มีแฟ้มเอกสารอยู่ตรงบริเวณ ที่กระบังกันแดด ด้านฝั่งผู้โดยสาร และในช่องใส่ของตรงกลางระหว่างที่นั่งคนขับ กับผู้โดยสารก็มีสมุด Note เล็กๆ มากมายใส่ไว้จนไม่เหลือที่ว่างเลย

บรรยากาศภายในรถนิ่งสนิท คนขับก็ขับรถไปตามทางเรื่อยๆ จนกระทั่งผมได้เปิดการสนทนาด้วยคำถามถึงเส้นทางการเดินทาง ที่เกี่ยวข้องเล็กน้อยกับประเด็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

ไม่น่าถามเลย!!!

ถ้าหากว่าในตอนนั้นผมไม่ได้เริ่มบทสนทนานั้นขึ้นมา ผมก็คงไม่มีโอกาสได้มาแบ่งปันเรื่องนี้แน่ๆ ครับ

และนี้คือเหตุการณ์ เรื่องราว และบทเรียนที่เกิดขึ้นกับผม หลังจากการสนทนาของผม และคนขับ Taxi ได้เริ่มต้นขึ้นครับ…………

บทเรียนราคาแพง!!!

เอาละครับ เกริ่นกันมาพอสมควรแล้ว คุณคงสงสัยแล้วใช่ไหมครับ ว่าตกลงคนขับได้จัดหนักอะไรให้ผมบ้าง

เมื่อผมเริ่มต้นบทสนทนาของผม ลุงคนขับก็พูดกลับมาด้วยเสียงที่สดใส และบอกว่าจะพยายามหาเส้นทางที่สะดวกและไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็วที่สุด

แล้วลุงคนขับก็ถามต่อว่า ผมได้จองเที่ยวรถสำหรับเดินทางต่อหรือยัง ต้องไปถึงให้ทันภายในเวลาเท่าไหร่? ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะปกติเมื่อผมใช้บริการ Taxi คนขับมักจะไม่ถามผมว่าผมจะต้องรีบเดินทางหรือไม่ จะถามก็แต่ว่าผมจะไปไหน ถ้าเขาไปได้ก็ OK ไปกัน

สิ่งที่ผมรู้สึกได้จากน้ำเสียง และบางประโยคที่พูดคุยกัน (ซึ่งบางประโยคผมจำข้อความชัดๆ ไม่ได้จริงๆ ต้องขออภัย) ผมสัมผัสได้ว่า ลุงเขาทำงานอย่างมีความสุขครับ ดูแล้วลุงมีความสุขจากการขับรถมากๆ

เมื่อผมดูท่าทางแล้วว่าลุงคนขับคนนี้ น่าจะคุยกันได้ถูกคอ ผมก็ยิงคำถามอื่นๆ ไปอีก ทำให้บทสนทนายิ่งสนุกมากขึ้น

ลุงชื่อสมหมาย ขับรถมาแล้วมากกว่า 14 ปี มีรถเป็นของตัวเอง และทีมงาน 3 คัน!!! (มีทีมด้วยนะคร๊าบบ)

ลุงบอกว่า ปกติลุงจะขับรถบริเวณรอบนอก และตามต่างจังหวัดเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ขับรถเข้าไปในใจกลางกรุงเทพสักเท่าไหร่ ลุงบอกว่ามีงานออกต่างจังหวัด ไปหัวหิน ไปเชียงราย ไปนู่น ไปนี่ เป็นประจำ!!

และด้วยความสงสัยใคร่รู้ของผม ผมก็ถามไปอีกว่า แล้วลุงหาลูกค้ายังไงล่ะครับ ถึงได้มีงานเดินทางบ่อยๆ (ผมแอบคิดเอาเองว่าลุงแกคงไปจอดรถ ดักรอแถวๆ สนามบินเพื่อรับฝรั่ง)

แต่คำตอบที่ลุงบอกผมมา มันต่างจากที่ผมคิดเลย

การทำงานอันน่าทึ่ง

ลุงแกบอกผมว่า แกมีลูกค้าประจำ และมีคนแนะนำลูกค้าให้แกเสมอ พร้อมโชว์ตารางการจองรถยาวไปถึงปีหน้าเรียบร้อยแล้ว… OMG!

เฮ้ย!!! ตารางจอง TAXI ของลุงยาวไปถึงปีหน้าแล้ว…. และระหว่างที่ผมนั่งรถไปอยู่ ก็มีคนโทรมาติดต่อเป็นการส่วนตัว เพื่อจะให้ลุง หรือทีมงานของลุง ไปรับอีกด้วย…. บร๊ะ!… ไม่ธรรมดาซะแล้ว

ตอนช่วงที่รถติดไฟแดง ลุงคงคุยกับผมแล้วสนุก ก็เลยดึงเอา เอกสารต่างๆ ในรถ มาให้ผมดู ซึ่งทำให้ผมตื่นตาตื่นใจมาก

ลุงบอกว่า ลุงจบแค่ ป.7 ภาษาอังกฤษก็งูๆ ปลาๆ…. ผมก็ถามว่า แล้วเวลาคุยกับฝรั่งทำยังไง? ลุงก็บอกว่าก็ใช้ภาษามือบ้าง เขียนบ้าง วาดบ้าง ก็ไปกันได้

แต่ที่อึ้งไปกว่านั้นคือ คนขับ Taxi คนอื่นๆ ที่อยู่ในเครือเดียวกับลุง มีคนนึงที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เขียนก็ไม่ได้ แต่ลุงก็สามารถช่วยให้เขาไปรับไปส่งชาวต่างชาติได้

ลุงได้ทำตารางตัวหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมา พร้อมเขียนตัวเลขกำกับเอาไว้ เวลาที่จะสื่อสารให้เพื่อนในทีมเขียนภาษาอังกฤษ ลุงก็จะบอกเป็นตัวเลขแทน เช่น ถ้าบอกว่าเลข 1 ก็เขียนตัว A ลงไปเป็นต้น

ยังไม่หมดครับ!

และที่ทำให้ผมประทับใจมากๆ ก็คือ ตารางรายการของช่องทางต่างๆ ในสนามบิน

ลุงบอกว่า เวลาที่ลุงว่างๆ ลุงก็จะไปเดินสำรวจที่สนามบิน ว่ามันมีป้ายอะไรบ้าง และแต่ละป้ายอยู่ตรงไหน และมา list เป็นรายการทั้งหมดเอาไว้ เพื่อที่เวลาที่ชาวต่างชาติต้องการเดินทางไปที่ส่วนไหน ก็สามารถเลือกชี้จาก list รายการของลุงได้เลย ทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายมากขึ้น แม้อาจจะสื่อสารกันไม่เข้าใจอย่างครบถ้วน

ลุงบอกว่า…… “การทำการบ้านมาก่อน เป็นเรื่องสำคัญ ลุงทำการบ้านก่อนเสมอ และเมื่อทำการบ้านมาดี ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ”

โอ้โห!! ลุงได้ปล่อยหมัดตรง เข้าหน้าผม ไปเต็มๆ อีก 1 ดอก ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ลุงถึงมีลูกค้าต่อเนื่องยาวข้ามเดือน ข้ามปี

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทำการบ้านเพื่อลูกค้าเท่านั้นครับ แม้แต่กับชีวิตของลุงเอง ลุงก็มีการบริหารจัดการ และทำการบ้านเป็นอย่างดี ลุงมีการจดบัญชี รายรับ-รายจ่าย มีการบันทึกสิ่งสำคัญต่างๆ ในชีวิตเอาไว้แยกเป็นเล่มๆ แต่ละเล่มถูกแบ่งเอาไว้เป็นหมวดหมู่ ดูแล้วเข้าใจได้ง่าย………….. อายไหมล่ะ…..

ลุงเล่าถึงรถว่า แกออกรถมือ 2 มาขับ เพื่อจะได้ผ่อนสบายๆ รายได้ที่ได้มาก็รับมาแบบพอกินพออยู่ แค่ทำแล้วลุงมีความสุข และลูกค้ามีความสุขก็พอ!!!

ลุงเอารูปของแผงวงจรของรถมาให้ดู แกบอกว่าตอนที่ว่างๆ อยู่บ้าน แกก็แกะรถออกมาดู แล้ววาดเอาไว้ แล้วทดสอบดูว่า ตรงไหนทำงานยังไง แกะอะไรออกแล้วอะไรดับ เพื่อทดลองว่าวงจรนี้ทำงานเชื่อมต่อกันอย่างไร เพื่อที่เวลาขับรถไปแล้วเจอปัญหาอะไรขึ้นมา ฉุกเฉินก็จะได้แก้ปัญหาได้เอง เพราะว่าไม่ใช่ช่าง ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เรียนรู้ หาวิธีการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย

ผมคิดในใจเลยว่า ผมจะต้องเอาเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังในวันนี้มาแบ่งปัน แก่ผู้คนแน่นอน

แล้วลุงก็ทำผม SHOCK อีกครั้ง!!!

ในตอนนั้น เมื่อเดินทางมาได้สักระยะ มิเตอร์บนรถขึ้นมาถึงประมาณ 115 บาท แล้ว ลุงเอามือมาปิดมิเตอร์เอาไว้ แล้วบอกผมว่า…….

“มิเตอร์มันจะขึ้นไปเท่าไหร่ก็ช่างมันนะครับ…. ผมคิดแค่ 100 ก็พอ”

OMG!!! อีกรอบ… ปกติ ผมใช้บริการ Taxi ผมเคยแต่ให้เงินเพิ่มเพราะอยากให้… นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเป็นฝ่ายได้รับ ลุงลดให้ผมตั้งแต่ผมยังไม่ได้เอ่ยปากทำอะไรให้ลุงเลยด้วยซ้ำ

ลุงเล่าต่อว่าทำแบบนี้เป็นปกติ เมื่อตอนช่วงน้ำท่วม ลุงก็วิ่งรถช่วยเหลือคนด้วย บางคนมิเตอร์ขึ้น 100 ลุงก็คิดแค่ 50 ก็พอแล้ว ช่วยๆ กัน เวลาที่มีลูกค้าเหมาไปต่างจังหวัด (ตอนแรกผมคิดว่าลุงได้รายได้เยอะๆ เพราะว่ารับฝรั่งไปต่างจังหวัด และได้รับเงินจากฝรั่งเยอะ เพราะฝรั่งชอบ แต่เปล่าเลย ผมคิดผิด)

หากค่าเดินทางไปต่างจังหวัดนั้นเหมาอยู่ที่ 1,500 บาท ลุงจะคิดราคาที่ถูกกว่านั้น ผมถามว่าทำไมล่ะครับ ในเมื่อก็เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ไม่ได้ผิดอะไรนี่

ลุงบอกว่า ก็ถือว่าช่วยๆ กัน ลุงคำนวนเส้นทางมาก่อนแล้ว เส้นทางไหนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ลุงได้จดตารางคำนวณเส้นทาง ระยะทาง ความห่างของจุดเติมก๊าซ ปั้มน้ำมัน ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว ทำให้ลุงสามารถคำนวณได้ว่า หากต้องเดินทางไป จังหวัดไหน อำเภอไหน จะมีค่าใช้จ่ายจริงๆ เท่าไหร่!!! แถมถ้าตีรถแบบ ไป – กลับ ลุงยังลดราคาให้อีก WOW WOW WOW

การที่ลุงทำการบ้านมาอย่างดี ทำให้ลุงสามารถพูดกับลูกค้าแบบตรงไป ตรงมาได้ และมั่นใจ ผมเชื่ออย่างยิ่งครับว่า นี่เป็น 1 ในสาเหตุสำคัญที่ช่วยมัดใจลูกค้าของลุงเอาไว้ได้

ลุงบอกว่า “บางคนเวลาลูกค้า จะเหมารถไปไกลๆ ก็มักจะคิดก่อนเลยว่า จะขาดทุน วิ่งไปแล้วถ้าไม่มีคนนั่งเที่ยวกลับก็ไม่คุ้ม ถ้าอย่างนั้นไม่รับดีกว่า แต่ลุงไม่ ลุงไป และไปในราคาที่ถูกกว่าด้วย เพราะคำนวณดูแล้ว เราอยู่ได้ อยู่อย่างพอเพียง เราก็สบายแล้ว เราไม่ได้ทำเพื่อให้เราได้มากๆ เราทำเพื่อให้เราอยู่ได้ และคนอื่นก็อยู่ได้”

ลุงแทบจะเฉือดผมให้ตายด้วยบทเรียนที่ยอดเยี่ยมสุดๆ

ผมถึงที่หมายพร้อมมิเตอร์ที่ขึ้นมาที่ 151 บาท และแน่นอนครับ ตามที่ลุงได้บอกผมเอาไว้ ลุงคิดเงินผมแค่ 100 บาทจริงๆ! ผมจะให้เพิ่มลุงก็ไม่เอา!!! และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทิปจาก Taxi 50 บาท

คำคมอื่นๆ ของลุงที่ผมได้ฟัง….

“อยู่อย่างพอเพียง มีความสุข และรักงานที่ทำ”

“ทำงานมันก็มีได้มากบ้าง ได้น้อยบ้าง คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่แรก จะได้ไม่มีปัญหา”

“เราทำอะไร อย่าทำเพื่อมุ่งจะเอาผลกำไรมากๆอย่างเดียว แต่ให้ทำเพื่อให้เราอยู่ได้ คนอื่นก็อยู่ได้”

“ถ้าแค่รอยยิ้ม ยังให้กันไม่ได้ คุณจะให้อะไรคนอื่นได้ และเมื่อคุณไม่รู้จักให้ใคร แล้วใครที่ไหนจะมาให้คุณ”

“อย่าอวดเก่ง เพราะยิ่งทำเป็นเก่ง ยิ่งหมดโอกาสเรียนรู้”

“พ่อแม่พี่น้อง คนรักกัน ยังทะเลาะกัน นับประสาอะไรกับคนทั้งประเทศ”

สรุปบทเรียนสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย

คนส่วนใหญ่ครับ มัวแต่เอาอาชีพของตัวเอง มาเป็นข้อจำกัดเรื่องรายได้ และความสุขของตัวเอง ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่างานอะไรก็ตามมันก็มีคุณค่า และสามารถช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นได้ทั้งนั้น และจุดเริ่มต้นทั้งหมดมันเริ่มมาจากตัวของเราเอง

ถ้าเราเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับการลงมือทำสิ่งต่างๆ รู้จักจัดการ การบริหารชีวิต และมีวินัยในตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร คุณก็จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้แน่นอน

หากคุณต้องการมีรายได้มากขึ้น การทำการบ้านมาก่อนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยิ่งคุณทำการบ้านมาก่อนมากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีความมั่นใจ และมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และนั่นนำมาซึ่งช่องทาง โอกาส และรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

แต่เพียงแค่การหารายได้มากพอ ยังไม่ช่วยให้คุณมีความสุข และร่ำรวยได้ครับ คุณยังต้องมีการบริหารจัดการเงินที่ดีด้วย และวิธีการที่จะช่วยให้คุณกลายเป็นคนมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็วที่สุดก็คือการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และพอเพียง

คนที่รู้จักพอเพียง แม้เขาจะได้รับรายได้ที่คนส่วนใหญ่มองว่ามันน้อยเหลือเกิน ทำงานที่อาจดูไม่น่าทำสักเท่าไหร่เลย แต่สำหรับตัวของเขาเอง เขาก็ร่ำรวย และมีมากพอที่จะแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้จากใจแล้ว

ทิ้งท้าย….

ยังมีอีกมายมายครับที่ผมได้รับจากการนั่ง Taxi คันนี้ กับคนขับที่ชื่อว่า ลุงสมหมาย

ผมเก็บภาพ ทะเบียนรถลุงมาฝากด้วยนะครับ หากใครมีเพื่อนที่กำลังจะเดินทางมาจากต่างประเทศ และต้องการคนไปรับ-ไปส่งดีๆ สักคน ผมเชื่อว่าคุณไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เบอร์โทรของลุงสมหมาย มี 2 เบอร์ครับ 087-0522525 และ 087-5920230 

บทความนี้ ขอเป็นพลังใจให้คนที่ตั้งใจทำดี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกๆ อาชีพว่า….. “ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณก็มีรายได้ที่ดี และมีความสุขไปพร้อมกันได้แน่นอนครับ”

ที่่มา  http://coachkitti.com/6663427-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A-taxi-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99-50-%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97/

ปลาแซลมอน…อันตรายที่น่าตกใจ

ปลาแซลมอน…อันตรายที่น่าตกใจ
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

๔-๕ ปีให้หลัง ผมสังเกตเห็นว่ามีการนำเนื้อปลาแซลมอนเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรามากขึ้น ราคาก็ไม่แพงเหมือนในอดีต สมัยก่อนอาจมีจำหน่ายตามซูเปอร์มาร์เกตชั้นนำไม่กี่แห่ง แต่ตอนนี้ตลาดติดแอร์แทบทุกแห่งจะมีเนื้อปลาแซลมอนวางขาย เคียงคู่กับเนื้อปลากะพง ปลาเก๋า ในราคาไม่แตกต่างกัน และดูเหมือนว่าจะถูกกว่าเนื้อปลาจะละเม็ดเสียอีก

กล่าวคือเนื้อปลาแซลมอนที่เคยขายกันกิโลกรัมละ ๗๐๐-๘๐๐ บาท บัดนี้เหลือเพียงกิโลกรัมละ๓๐๐-๔๐๐ บาท ขณะที่เนื้อปลาจะละเม็ดขนาดใหญ่ยังคงยืนราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๔๐๐-๕๐๐ บาทขึ้นไป

เมื่อเห็นว่าปลาแซลมอนส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศทางยุโรป ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก วันไหนพอมีเวลาก็แวะซูเปอร์มาร์เกตซื้อปลาแซลมอนมากินเล่น พลางดูรายการสารคดีชีวิตปลาแซลมอนที่ต้องว่ายน้ำข้ามทะเลหลายพันไมล์เพื่อขึ้นมาวางไข่ออกลูกหลาน ที่ต้นลำธาร

ดูแล้วก็นึกเอาเองว่าปลาแซลมอนที่เรากินคงต้องเป็นปลาที่พลานามัยแข็งแรงแน่ แถมยังอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมกา-๓ ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ

อย่างนี้จะไม่ให้หลงใหลแซลมอนอย่างไรไหว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมเหลือบไปเห็นบทความเกี่ยวกับปลาแซลมอนในวารสาร ecologist ฉบับเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก็ตาสว่างขึ้นทันที

ปลาแซลมอนที่เรากินก็คงไม่ต่างจากกุ้งกุลาดำในฟาร์มเลี้ยง ที่เราส่งไปขายเมืองนอกจนติดอันดับโลก คือ ถูกเลี้ยงให้เติบโตมาด้วยการใช้สารเคมีและอัดยาเยอะ ๆ

ปลาแซลมอนที่ส่งมาขายบ้านเราส่วนใหญ่มาจากฟาร์มเลี้ยงปลาในยุโรป ปลาแซลมอนเหล่านี้อุดมไปด้วยเชื้อโรค เจ้าของฟาร์มจึงต้องใส่สารเคมีและยาปฏิชีวนะลงในบ่อปลา เพื่อกำจัดแมลงรบกวนและเชื้อโรคหลายอย่าง

ปลาแซลมอนในธรรมชาติมีเนื้อเป็นสีชมพู เพราะมันกินพวกกุ้งตัวเล็ก ๆ และพืชทะเล   

ในขณะที่ปลาแซลมอนในฟาร์มก็มีเนื้อสีชมพูน่ากินเช่นกัน แต่เป็นเพราะมันกินอาหารปลาที่มีสารให้สีจำพวก astaxanthin และ canthaxanthin ชนิดเข้มข้น ซึ่งหากมนุษย์ได้รับสารเหล่านี้มากเกินไป อาจจะมีผลต่อระบบประสาทตา

นอกจากนี้ เนื้อของปลาแซลมอนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังยังอุดมไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งมีผลต่อการ อุดตันของเส้นเลือด แถมยังมีกรดไขมันโอเมกา-๓ น้อยกว่าปลาแซลมอนในธรรมชาติถึง ๓ เท่า ดังนั้นหากบริโภคแซลมอนจากฟาร์มเหล่านี้มากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดได้

ในสหรัฐอเมริกายังมีการวิจัยพบว่า เนื้อปลาแซลมอนจากฟาร์มเลี้ยงมีสารก่อมะเร็งที่มาจากอาหารปลาในระดับที่สูงกว่าปลาแซลมอนจากธรรมชาติถึง ๑๖ เท่า มากกว่าเนื้อวัว ๔ เท่า ไม่นับรวมว่าปลาแซลมอนบางตัวมีพยาธิทะเลอาศัยอยู่ด้วย

ทุกวันนี้การเลี้ยงปลาแซลมอนกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะมีความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก

เมื่อไทยส่งกุ้งกุลาดำตีตลาดยุโรป ฝรั่งก็ส่งปลาแซลมอนมาเป็นบรรณาการบ้าง

ทั้งสองล้วนเป็นอาหารยอดฮิต และอุดมไปด้วยสารเคมีชนิดต่าง ๆ

ปีใหม่นี้คงต้องบอกตัวเองให้รักปลาแซลมอนน้อย ๆ ครั้นจะเหลียวมามองปลาจะละเม็ด ก็อุดมไปด้วยฟอร์มาลีน

กลับมาหาปลาทูเพื่อนยากกันดีกว่า

ที่มา นิตยสารสารคดี มกราคม 2549
http://www2.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=485

ความเห็นผมเพิ่มเติมที่https://www.facebook.com/photo.php?fbid=492552617527148&set=a.178805445568535.38582.178696715579408&type=1&comment_id=1366905&offset=0&total_comments=330

Photo by Joanna Sciarrino
http://www.bonappetit.com/test-kitchen/inside-our-kitchen/article/inside-the-test-kitchen-16

 

อนาคต 10 อย่างที่กำลังจะหายไป

เมื่อมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นก็ต้องมีส่วนที่ล้าสมัยและกำลังจะหายไป บทความชิ้นหนึ่งจากนิตยสาร The Futurist นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รูปแบบการดำรงชีวิตที่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต นักอนาคตศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้อย่างไรบ้าง

อันดับที่ 1 ความเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรม ภาษา และการศึกษา

สมาร์ทโฟนทำให้คนรุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020 สามารถเข้าถึงข้อ้อมูลข่าวสารได้จากทั่วโลกอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาครูผู้สอน เยาวชนในยุคนั้นจะใช้ภาษาของประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นหลัก เช่น ภาษาอังกฤษและภาษาจีน และจะซึมซับวัตนธรรมที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่างๆ หายไป แต่ในข้อดีก็มีข้อเสียปนอยู่ นั่นคือ ในปี 2030 ภาษาจำนวน 3 พัน ภาษาจากที่มีอยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน 6 พันภาษาจะหายสาบสูญไป รวมถึงคนรุ่นต่อๆ ไปอาจจะไม่มีความเข้าใจและความอดในความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

อันดับที่ 2 ระบบการศึกษาในปัจจุบัน

เทคโนโลยีจะลบล้างระบบการศึกษาที่แบ่งกลุ่มนักเรียนตามอายุการเลื่อนระดับชั้นเรียนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล นักเรียนจะมีโอกาสในการค้นพบและเลือกสาขาความเชี่ยวชาญได้เร็วขึ้น (เช่นเดียวกับนักกรีฑาในปัจจุบัน ที่นักกรีฑาสามารถเลือกสาขากีฬาที่ตนชอบได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก) แม้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้อาจจะฟังดูดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ บริษัทผู้นำด้านโทรคมนาคมบางแห่งอาจจะกลายเป็นผู้ควบคุมการศึกษาของคนในอนาคต เพราะพวกเขามีเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดอยู่ในมือ

อันดับที่ 3 รูปแบบของสหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจและการค้าในประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปจะแตกต่างไป โดยข้อจำกัดต่างๆ จะถูกทำลายลงและจะมีการปกครองแบบรัฐบาลเดียว สหภาพยุโรปจะกลายเป็นสหรัฐยุโรป (United Europe)และพูดภาษาเดียวกัน

อันดับที่ 4 งาน

ในปี ค.ศ. 2030 งานกว่า 2 พันล้านตำแหน่งจะหายสาบสูญไป เทคโนโลยีที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เทคโนโลยีการจัดแต่งพันธุกรรม และอื่นๆ อย่างไรก็ตามแม้เทคโนโลยีเหล่านี้จะทำลายงานแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันก็สร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ที่เราอาจจะคิดไม่ถึงขึ้นเช่นกัน

อันดับที่ 5 ร้านค้า

ห้างร้านต่างๆ ในปี 2030 จะไม่ใช่ห้างร้านในรูปแบบที่เรารู้จักอีกต่อไป ผู้บริโภคจะใช้อินเตอร์เน็ตในการศึกษาคุณสมบัติ ความสามารถ และราคาของสินค้า จากนั้นก็แวะไปที่ห้างร้านเพื่อทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งจะมีเพียงหุ่นยนต์คอยให้บริการ และตอบคำถามพื้นฐานของผู้ที่สนใจ จากนั้นผู้บริโภคก็จะสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน ก็จะพบกับสินค้าที่เพิ่งสั่งไว้ตั้งรออยู่ที่หน้าประตู

อันดับที่ 6 หมอ

ในปี 2030 เทคโนโลยีจะทำให้การตรวจวินิจฉัยโรคบางอย่างสามารถทำได้เองที่บ้านของคุณ สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี Cloud computing จะสามารถตรวจระดับน้ำตาลระดับออกซิเจน ระดับการเต้นของหัวใจ และอื่นๆ ได้ หุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่แพทย์ผ่าตัด แพทย์จะมีจำนวนน้อยลงและจะต้องเป็นแพทย์ที่มีความสามารถสูงเท่านั้น พวกเขาจะสามารถปฏิบัติงานได้จากทุกแห่งทั่วโลกผ่านระบบควบคุมทางไกล จะมีเพียงบุคคลสำคัญๆ หรือผู้ที่มีความสามารถทางการเงินสูงที่ได้รับสิทธิพิเศษในการรับการรักษาจากแพทย์จริงๆ

อันดับที่ 7 กระดาษ

นอกจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และเอกสารต่างๆ ที่พิมพ์ลงบนกระดาษจะหายไปแล้ว ธนบัตรก็จะหายไปด้วย ทุกอย่างจะอยู่ในรูปแบบดิจิตอล โรงพิมพ์จำนวนมากต้องปิดกิจการหนังสือที่เป็นรูปเล่มพิมพ์บนกระดาษแม้จะไม่หายสาบสูญไปโดยสิ้นเชิง แต่ที่จะพบได้จะเป็นหนังสือที่พิมพ์โดย Self-Publishing หรือการจัดพิมพ์ด้วยตนเอง

อันดับที่ 8 ประสบการณ์แบบดั้งเดิมของมนุษย์

ในอนาคตจะไม่มีคำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” เพราะข้อมูลของเราทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีเกิด ประวัติการศึกษาหมายเลขบัตรเครดิต ประวัติการรักษาพยาบาล จะถูกบันทึกและบุคคลอื่นๆ จะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง    ต่อไป เราจะขาด “การไตร่ตรอง” เพราะสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีการสื่อสารอื่นๆ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนั้น เทคโนโลยีในอนาคตจะสามารถตรวจรับการรับรู้ต่างๆ ของร่างกายเราได้ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจระหว่างการออกกำลังกาย และคอยให้คำแนะนำว่าเราควรจะหยุดหรือเร่งการออกกำลังกายเทคโนโลยีเหล่านี้จะทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะครุ่นคิดและสื่อสารกับร่างกายของเรา “การรอคอย” จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย เพราะทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการฝาก-ถอนเงิน สั่งอาหารจองบัตรโดยสารต่างๆ สามารถทำได้ทันทีผ่านระบบคอมพิวเตอร์ และ เทคโนโลยียังสามารถบอกเราได้อีกว่า ขณะนี้ที่สนามบินมีผู้โดยสารมากน้อยแค่ไหนและเราควรมาถึงสนามบินเวลาใดเพื่อหลีกเลี่ยงการรอคอย นอกจากนั้นเราก็จะไม่ “หลงทาง” เพราะเทคโนโลยีจะคอยบอกตำแหน่งของเราและแนะนำเส้นทางได้อยู่ตลอดเวลา

อันดับที่ 9 สมาร์ทโฟน

เทคโนโลยีทุกวันนี้มีอายุสั้น สมาร์ทโฟนเองก็จะกลายเป็นเทคโนโลยีล้าสมัยในอนาคตอันใกล้เช่นกัน เทคโนโลยีในยุคต่อไปจะเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสวมใส่ได้ เช่นที่เราได้เห็นกันเมื่อไม่นานที่ผ่านมา คือ Google glasses ยิ่งไปกว่านั้นเราเตรียมบอกลาคีย์บอร์ดหรือเม้าส์ไปได้เลย นักอนาคตได้คาดการณ์ไว้ถึงเทคโนโลยีที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต คือ Intelligent Web (2017 – 2020), Intelligent Interface และ Virtual Reality (2019 – 2023), Thought power และ AI หรือ Artificial Intelligence (2024 – 2031)

อันดับที่10 ความไม่ปลอดภัย

ต่อไปเราจะไม่มีอุบัติเหตุบนถนน เพราะยานพาหนะจะสามารถสื่อสารกันได้และหลีกเลี่ยงการปะทะกันได้การโจรกรรมจะสิ้นสุดลง เพราะของมีค่าทุกอย่างจะถูกติดตั้งเครื่องมือติดตามตัว ซึ่งจะมีขนาดเท่ากับอนุภาคเล็กๆที่สามารถใส่ไว้กับวัสดุใดก็ได้

ที่มา  สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

http://ostc.thaiembdc.org/13th/?p=1577

Credit  http://hitech.sanook.com/1388054/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%95-10-%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B/

จีนเปิดรักษามะเร็ง ฟรี! เทิดพระเกียรติในหลวงฯ

ศาสตราจารย์นายแพทย์สวี เค่อเฉิง ผู้อำนวยการใหญ่โรงพยาบาลฟูด้า กวางโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

คิดค้นการรักษามะเร็งแบบใหม่ ผ่าตัดเนื้องอกด้วยมีดนาโน ทำลายเซลล์มะเร็งในระดับนาโน

จุดเด่นมีดนาโน ไม่เป็นอันตรายต่อระบบเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดสำคัญ รวมถึงไม่กระทบต่อเส้นประสาท

ฟูด้าเตรียมต่อยอดความเชี่ยวชาญในการรักษามะเร็ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับแพทย์ไทย กระชับสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ

ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งในไทย ควบคู่ไปกับการใช้ไอเย็นแล้ว

รวมวิธีรักษามะเร็งโดยไม่ต้องทำคีโม ได้แก่ การรักษาด้วยความเย็น รักษาด้วยชีวะ และสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาใหม่

ถือเป็นความสำเร็จที่จีน มุ่งหวังช่วยผู้ป่วยมะเร็งทุกระยะให้หายกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และมีชีวิตยืนยาวขึ้น

ผู้ป่วยโรคมะเร็งชาวไทยมากมายหลายคนก็มารักษาตัวฝากชีวิตที่เหลืออยู่ไว้กับโรงพยาบาลฟูด้า กวางโจว

เพราะทางโรงพยาบาลมีโครงการดีๆ คือให้ผู้ป่วยไทยที่มีรายได้น้อยรับการผ่าตัดรักษามะเร็งฟรี

โครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนพรรษา 86 พรรษา 5 ธันวาคม

ซึ่งจะเปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการถึงสิ้นเดือนธันวาคมนี้

สมัครได้ที่ www.Fudacancerthailand.com หรือโทร 081-5803998 ก่อนสิ้นเดือนธันวาคมนี้เท่านั้น

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

นพ.สวี เค่อเฉิง ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง ได้รับรางวัล “Bethune” ในฐานะบุคคลต้นแบบของสาธารณสุขของจีน

วันที่ 7 มกราคม 2013 กระทรวงสาธารณสุขจีนได้จัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ในงานนี้ นพ.สวี เค่อเฉิง

ได้รับรางวัล “Bethune” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดทางการแพทย์ ในฐานะบุคคลต้นแบบทางสาธารณสุข

รางวัลเกียรติยศในครั้งนี้เป็นการประกาศเกียรติคุณท่านในฐานะผู้อุทิศตนต่อสงครามต้านโรคมะเร็งของจีนหรือของโลกก็ย่อมได้

Norman Bethune (1890-1939) ถือกำเนิดในครอบครัวบาทหลวง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 1890

ในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งที่รัฐออนตาริ ประเทศแคนาดา จบปริญญาตรีจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต ปี 1916

เป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านการผ่าตัดทรวงอกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแคนาดา อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ต้นปี 1938

Bethune นำทีมแพทย์จากแคนาดาและสหรัฐอเมริกาเข้ามาในประเทศจีนเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บจากสงครามญี่ปุ่น

วันที่ 12 พฤศจิกายน 1939 Bethune ได้รับบาดเจ็บที่นิ้วมือขณะทำการผ่าตัดให้แก่ผู้บาดเจ็บรายหนึ่ง

เป็นเหตุให้ติดเชื้อและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหมา เจ๋อตุงผู้นำของจีนในขณะนั้นได้เขียนสาส์นเพื่อ “รำลึกถึง Bethune”

สรรเสริญในจิตวิญญาณความกล้าหาญ ความรับผิดชอบต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่ได้คำนึงถึงตนเอง

ประชาชนจีนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญยกย่องให้ท่านเป็นบุคคลตัวอย่างที่ชาวจีนควรศึกษาเป็นต้นแบบ

ตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา วงการแพทย์จีนได้ยกย่องท่านในฐานะแพทย์ต้นแบบ กระทั่งในปี 1991

รัฐบาลจีนได้ก่อตั้งรางวัล  Bethune ขึ้นเพื่อคัดเลือกแพทย์ผู้อุทิศตนแก่วงการสาธารณสุข โดยคัดเลือกห้าปีต่อครั้ง

มีผู้ได้รับรางวัลรวมครั้งนี้เพียง 48 คนจากทั่วประเทศจีน

ศาสตราจารย์สวี เค่อเฉิงเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคมะเร็งฟูด้า นครกวางเจา

เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคระบบทางเดินอาหารและโรคมะเร็ง มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทางด้านการรักษามะเร็งด้วยความเย็น

การรักษามะเร็งโดยผ่านหลอดเลือดและการรักษามะเร็งโดยผ่านระบบภูมิคุ้มกัน  สร้างรูปแบบการรักษามะเร็งระยะสุดท้าย

3C มีผลงานทางวิชาการกว่าร้อยฉบับ แต่งตำราและเรียบเรียงตำรากว่า 30 เล่ม ในจำนวนนี้ “Modern Cryosurgery for Cancer”

เป็นตำราที่ได้รับการกล่าวขานในวงการรักษามะเร็งด้วยความเย็นมากที่สุด ปัจจุบันท่านเป็นรองประธานสมาคมการรักษามะเร็ง

ด้วยความเย็นสากลและเป็นประธานกิตติมศักดิ์ในฐานะผู้ก่อตั้งสมาคมรักษามะเร็งด้วยความเย็นในทวีปเอเชีย

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาศาสตราจารย์สวี เค่อเฉิง ให้การรักษาผู้ป่วยด้วยความเมตตา

ผู้ป่วยมะเร็งหลายสิบชีวิตที่ไร้หนทางรักษากลับได้รับการชุบชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผนและแนะนำการรักษาของท่าน

ทางการจีนและสื่อมวลชนจีนต่างให้สมญานามท่านว่าเป็น “Bethune ที่ยังมีชีวิต” “หมอนักบุญ” และ “ไอดอลทางศีลธรรม”

ปี 2012 รัฐบาลมณฑลกวางตุ้งได้จัดกิจกรรม “รายงานผลการดำเนินงานที่ทันสมัยของ นพ.สวี เค่อเฉิง”

ตั้งแต่ระดับมณฑลจนถึงเมืองหลวงกรุงปักกิ่ง จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดยิ่งว่าท่านได้รับรางวัลครั้งนี้ด้วยเกียรติยศและสมความภาคภูมิ

http://pantip.com/topic/31417728

ประโยชน์ของ วาสลีน (Vaseline – Petroleum Jelly)

Image

ประโยชน์ของวาสลีน

ประโยชน์ทางการแพทย์

- ใช้ในการรักษาบาดแผลไฟไหม้ โดนของมีคมบาด

- ใช้ในการให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหนัง สำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดด้วยเลเซอร์

- ใช้ทาขาหนีบ กัน Pampers เสียดสีขาหนีบลูกน้อย

 

ประโยชน์ด้านความงาม

-ในทุกวันนี้ ปิโตรเลียม เจลลี่ ส่วนมากแล้ว จะใช้ทาผิว และนำมาเป็นส่วนผสมในโลชั่นและเครื่องสำอางค์สำหรับบำรุงผิว ลดการสูญเสียความชุ่มชื้นของผิว

- นำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำครีมแต่งผมที่เรียกว่า “ปอมเมด (pomade)”

- ลบเครื่องสำอางค์จากบริเวณเปลือกตา โดยทาวาสลีนบาง ๆ แล้วใช้ทิสชู่เช็ดออก

- ทาบริเวณแก้มเพื่อเพิ่มไฮไลท์ที่บริเวณโหนกแก้ม ให้เห็นส่วนโค้งชัดเจน

- ทาริมฝีปากให้เงางาม

- สำหรับคนผิวแห้งที่อยากมีผิวสีแทน หากใช้โลชั่นผิวแทน อาจทำให้ผิวกระดำกระด่างได้ ให้ใช้วาสลีนทาผิวก่อนทาโลชั่นผิวแทน

- เพิ่มความหอมบนเรือนร่าง ให้แต้มวาสลีนที่จุดชีพจร เช่น ข้อมือ ซอกคอ  กลิ่นหอมจะอยู่กับคุณไปตลอดวัน

- ช่วยในการปัดคิ้วให้ไปในทิศทางที่ต้องการ

- ปกป้องผิวจากสีย้อมผม โดยก่อนย้อมผมให้ทาวาสลีนที่โคนผมไว้ก่อน เช่น บริเวณหน้าผาก

- เพิ่มโลชั่นทาผิวยี่ห้อโปรดของคุณ ด้วยการใส่วาสลีนเติมลงไป

 

ประโยชน์อื่น ๆ ของวาสลีน

- หากคุณถอดแหวนที่นิ้วไม่ออก ให้ใช้วาสลีนช่วย เพราะจะทำให้ลื่นและถอดออกโดยง่าย

- ทาบานพับประตู หน้าต่าง ที่มีสียงดัง เพื่อกำจัดเสียงน่ารำคาญ

- ใช้ขัดรองเท้าหนัง เพื่อให้เงางามเหมือนใหม่

- ใช้เคลือบโลหะที่ไม่ใช่สแตนเลส เพื่อป้องกันการโดนกัดกร่อน

 

เพิ่มเติมจาก http://www.cosmenet.in.th/th/forum/index.php?PAGE_NAME=read&FID=10&TID=5582

ประโยชน์ของ ปิโตรเลี่ยมเจลลี่เกี่ยวกับความสวยความงาม
1.   ใช้ทาบางๆ ที่ขนตาก่อนนอน จะทำให้ขนตายาวขึ้นและแข็งแรงขึ้น
2.   ทาที่ส้นเท้าแล้วใส่ถุงเท้านอน ช่วยให้ส้นเท้านุ่มไม่มีริ้วรอยแตกลาย
3.   ทาบริเวณหนังกำพร้าบริเวณโคนเล็บบ่อยๆ จะช่วยให้หนังบริเวณนั้นนุ่มลง เล็บมีสุขภาพดีขึ้น
4.   ใช้แทนลิปกรอสรับรองผลแบบรวดเร็วและรับประกันความพึง­พอใจเมื่อทาบนริมฝีปากที่แห้งเป็นขุย (พี่แจ่มจะใช้ทุกวันก่อนนอนค่ะ ชอบมากๆ ตื่นมาปากชุ่มชื้นไม่แห้งเป็นขุย)
5.    ใช้ทาที่คอขวดน้ำยาทาเล็บ กันยาทาเล็บแห้ง หมดปัญหาเปิดขวดยาทาเล็บไม่ออก (ใช้กับขวดอย่างอื่นก็ได้ค่ะ จะได้หมดปัญหาเปิดฝาขวดไม่ออก)
6.    เพิ่มกลิ่นยาวนานของน้ำหอม โดยแตะที่ตำแหน่งต่างๆก่อนฉีดน้ำหอมกลิ่นโปรดลงไป กลิ่นน้ำหอมจะติดทนไปตลอดทั้งวัน
7.    ใช้ทาที่ก้านต่างหูก่อนใส่ กรณีที่ต่างหูคู่นั้นใส่ยากและทำให้รู้สึกระคายเคือง­
8.    ใช้ทาผิว แทน skin moisturizer สำหรับคนผิวแห้งมากๆ หรือจะทาบริเวณหัวเขา ข้อศอก ช่วยลดความแห้งกร้าน
9.    ผสมกับเกลือทะเล ทำสครับขัดผิว
10.  ทาที่ฟันเพื่อป้องกันสีลิปสติกติดฟัน สำหรับคนที่มักมีปัญหานี้ หรือสาวงามที่ขึ้นเวทีประกวดต่างๆ ที่ต้องฉีกยิ้มตลอดเวลา
11.  ใช้ทาเพิ่มความเงางามให้กับกระเป๋าและรองเท้าหนัง ในเวลาเร่งด่วน
12.  ใช้นวดผิวให้ทารก สำหรับคุณแม่ลูกอ่อน หรือทาผิวทารกเพื่อป้องกันผ้าอ้อมกัด และความป้องกันความชื้น
13.  นำมาอุ่นด้วยปลายนิ้วก่อนใช้แทนไนท์ครีมกรณีฉุกเฉิน หรือเมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน
14.  ใช้แทน เมคอัพ รีมูฟเวอร์ในกรณีฉุกเฉิน (ข้อนี่พี่แจ่มเคยใช้แล้วรู้สึกว่าล้างออกยากมาก)
15.  แตะเบาๆบนอายแชร์โดว์ จะได้ลุกใหม่ที่ดวงตาดูเงาๆ (เคยแต่ทาบางๆ ที่ขนตาในกรณีที่ลืมมาสคาร่า ก็ทำให้ขนตาดูดำ เรียงตัวสวยค่ะ)
16. ใช้ทาแผล ตอนปิโตรเลียมเจลลี่ออกสู่ตลาดในตอนแรก มันมีไว้เพื่อดูแลปกป้องรอยแผล หรือรอยถลอกเล็ก ๆ ด้วยการทำหน้าที่ป้องกันความชื้นและแบคทีเรีย เข้าสู่แผล

ประโยชน์ของ ปิโตรเลี่ยมเจลลี่ในด้านอื่น 

1.   กำจัดเสียงดังจากประตู ประตูที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เพราะสนิม ขึ้นบานพับ ลองป้ายปิโตรเลียมเจลลี่ ที่บานพับ นอกจากจะหยุดเสียงดังแล้ว ยังทำให้มันไม่ขึ้นสนิมต่อไปอีกด้วย
2.   กำจัดรอยด่าง ทาปิโตรเลียมเจลลี่ลงบนผ้านุ่ม ๆ และเช็ดถูรอยด่างจากน้ำบนพื้นไม้ หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้ ทิ้งไว้ข้ามคืนและเช็ดอีกทีในตอนเช้า รอยเปื้อนจะหายไป
3.   สเก็ตวิ่งฉิว ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่หล่อลื่นล้อของสเก็ตบอร์ดหรือโรล­เลอร์สเก็ตของเด็ก ๆ ให้วิ่งลื่นขึ้น
4.   ปกป้องมือ ไม่ว่าคุณจะทำงานบ้านอะไรก็ตาม ถ้ามันต้องเลอะเทอะ ทาปิโตรเลียมเจลลี่ลงบนมือ ก่อนเริ่มงาน จะทำให้คราบน้ำมันหรือสิ่งสกปรกต่าง ๆ ไม่ฝังลึกลงไปในผิวบนมือของคุณ หลังจากนั้น ก็เช็ดออกด้วยผ้าขี้ริ้วหรือกระดาษอเนกประสงค์ และล้างมือตามปกติ (พี่แจ่มมักทามือก่อนย้อมผมให้คุณสามีค่ะ บางครั้งสวมถุงมือแต่เอาไม่อยู่ก็ทาวาสลีนนี่แหละค่ะ­ สีดำๆจะไม่ติดแน่นที่ผิวค่ะ)
5.   ทาลางลิ้นชัก เพื่อให้ล้อลิ้นชักดึงได้ลื่นขึ้น
6.   ป้องกันสนิม ทาน็อตและสกรูด้วยปิโตรเลียมเจลลี่ก่อนใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสนิม
7.   สมานแผลอุ้งเท้าสัตว์เลี้ยงของคุณ บางทีอุ้งเท้าของสุนัขและแมวอาจจะแตกและแห้ง ให้ทาปิโตรเลียมเจลลี่ที่อุ้งเท้าจะบรรเทาอาการเจ็บ มันจะรักคุณมากขึ้นที่ดูแลอุ้งเท้าที่แตกแห้งให้มัน
8.  ถ้าเจอหมากฝรั่งติดอยู่บนโต๊ะไม้ ให้ถูปิโตรเลียมเจลลี่ลงไปตรงส่วนที่ติดอยู่ สักพักหมากฝรั่ง จะค่อยๆ หลุดออก
9.  แก้ปัญหาข้อต่อเครื่องดูดฝุ่นติดแน่น ดีที่เครื่องดูดฝุ่นเป็นอุปกรณ์ประกอบและสายต่อให้มา­กมาย แต่ก็น่าหงุดหงิดที่ข้อต่อต่างๆ มักจะติดกันแน่นจนดึงไม่ออก ทาปิโตรเลียมเจลลี่ตามรอยต่อของท่อ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่นี้จะเลื่อนหลุดออกจากกันได้ง่าย
Image

กำเนิด วาสลีน (Petrolium jelly)

หลายคนคงยังไม่รู้ว่า ปิโตรเลียม เจลลี่ (Petroleum Jelly) คือ อะไร  และมีประโยชน์อย่างไร  แต่ถ้าบอกว่าก็ที่เราเรียกกันตามชื่อยี่ห้อว่า วาสลีน แต่ละคนคงร้องอ๋อกันแทบทุกราย

ที่มาของปิโตรเลียม เจลลี่ นั้นเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1859 ที่รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อมีการค้นพบวัตถุดิบที่ใช้ทำเจลลี่ชนิดนี้ที่เรียกว่า rod wax จากแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งต่อมา นักเคมีหนุ่มชาวอเมริกัน ชื่อว่า โรเบิร์ต เชสเซบรูค (Robert Chesebrough) ได้ค้นพบวิธีการสกัดวัตถุดิบดังกล่าวให้มีสีที่อ่อน และกำจัดสารตกค้าง เขาจึงจดสิทธิบัตรวิธีการดังกล่าวและตระเวณนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ทำทำออกมาไปทั่ว

โดยในปี ค.ศ.1859 ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของการผลิตอุตสาหกรรมน้ำมันในสหรัฐอเมริกา มีข่าวการค้นพบบ่อน้ำมันดิบขนาดใหญ่ในรัฐเพนซิลเวเนียเซสโบรว์จึงได้เดินทางไปสำรวจยังบ่อน้ำมันแห่งนั้นโดยมุ่งหวังเพื่อเข้าสู่ธุรกิจการค้าน้ำมันปิโตรเลียมที่สมัยนั้นกำลังเป็นที่นิยมและเฟื่องฟูมากในสหรัฐอเมริกา

การสำรวจการขุดเจาะน้ำมันในครั้งนั้นจุดประกายความคิดให้กับเซสโบรว์เป็นอย่างมาก เมื่อเขาได้สังเกตเห็นว่ามีสารชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายกับพาราฟินติดอยู่ที่สว่านขุดเจาะ สารนี้นับเป็นตัวปัญหาต่อการขุดเจาะน้ำมันเป็นอย่างมาก เนื่องจากคนงานต้องพักงานบ่อยครั้งเพื่อทำความสะอาดสารเหนียวข้นที่มักติดเครื่องมือขุดเจาะอยู่เป็นประจำ ซึ่งสารนี้ถูกเรียกกันในขณะนั้นว่า “ร็อด แวกซ์” (rod wax)

ไม่เพียงแค่นั้น เซสโบรว์ยังสังเกตเห็นว่าพวกคนงานมักจะนำร็อด แวกซ์ มาป้ายที่ผิวหนังของตนเองเนื่องจากเชื่อว่า สารนี้จะช่วยบรรเทาบาดแผลและผิวหนังที่ไหม้ของพวกเขาได่

ด้วยความสงสัยเซสโบรว์จึงได้เก็บตัวอย่างร็อด แวกซ์ ใส่กระปุกและนำไปศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์ หลายเดือนที่เซสโบรว์พยายามสกัดหาองค์ประกอบของสารตัวนี้จนในที่สุดก็ได้สารใสเนียน ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น ซึ่งเซสโบรว์ได้เรียกมันว่า วุ้นปิโตรเลียม (petroleum jelly)

วุ้นปิโตรเลียม หรือ ปิโตรเลียมเจล สารที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว ได้มาจากกระบวนการกลั่นน้ำมันดิบ โดยใช้ความร้อนแปรสภาพน้ำมันให้กลายเป็นไอ ไอจะลอยขึ้นสู่ชั้นบนของหอกลั่นแล้วกลั่นตัวเป็นน้ำมันต่าง ๆ

ณ จุดเดือดที่อุณภูมิ 150 – 275 องศาเซลเซียสที่ไอกลั่นตัวเป็นน้ำมันเบนซินและเกิดสารเหลืองค้างเกาะอยู่ชั้นบนของหอกลั่นเรียกว่า พาราฟิน ซึ่งส่วนนี้เองที่นำมาทำเป็นปิโตรเลียมเจล

เซสโบรว์ได้ตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเจลของเขา ในชื่อใหม่ว่า Vaseline® มาจากภาษาเยอรมัน คำว่า Wasser แปลว่า น้ำ และภาษากรีก έλαιον (Elaion) แปลว่า น้ำมัน เซสโบรว์ได้เผยแพร่ผลิตภัณฑ์นี้ด้วยการนำวาสลีนใส่กระปุกไปแจกจ่ายให้ประชาชนในรัฐนิวยอร์ก เพื่อทดลองให้ใช้ทาแผล แต่กลุ่มแม่บ้านที่ได้รับวาสลีน ได้นำวาสลีนไปใช้ประโยชน์ลดรอยคราบเปื้อนบนเสื้อผ้าและคราบด่างบนเครื่องไม้ ทำให้วาสลีนกลายเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งที่นิยมในหมู่ครัวเรือน และปัจจุบันได้กระจายขยายไปยังทั่วโลกและทุกเชื้อชาติ

ไม่เว้นแม้แต่นายพล โรเบิร์ต แพร์รี่ (Commander Robert Peary) ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางไปยังขั้วโลกเหนือได้สำเร็จเป็นคนแรก ยังได้นำกระปุกวาสลีนติดตัวไปด้วยเพื่อช่วยป้องกันผิว เนื่องจากคุณสมบัติของวาสลีนที่ไม่แข็งตัวแม้ในอุณหภูมิที่เย็นจัดนั่นเอง

 

ด้วยคุณสมบัติปิโตรเลียมเจลที่สามารถรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวพรรณได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันจึงนิยมนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางหลายชนิด นอกจากนี้ยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีก เช่น ใช้ป้องกันบาดแผลหรือรอยถลอกเล็กน้อย หรือเป็นส่วนผสมของยาหม่อง ใช้เคลือบเสื้อผ้า และนำมาทำเทียนไขได้อีกด้วย

โรเบิร์ต เชสเซบรูค ใช้วิธีเผาผิวของเขาด้วยไฟ และน้ำกรด จากนั้นจึงใช้สินค้าของเขาในการรักษา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมหัศจรรย์

 

ในปี  1870 โรเบิร์ต เชสเซบรูค ได้เปิดโรงงานผลิต Petroleum Jelly แห่งแรก และตั้งชื่อสินค้าว่า วาสลีน

 

 

สมอง สามารถพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้

ศาสตราจารย์ริชาร์ด เดวิดสัน (Richard Davidson Ph.D) ได้ทำการศึกษาในพระทิเบตรูปหนึ่งชื่อ พระ ดร.แมทธิว ริคาร์ด ซึ่งฝึกสมาธิมาเป็นเวลา 20-30 ปี เมื่อตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ fMRI ก็พบว่า

คนที่ฝึกสมาธิเป็นเวลานานๆ สมองมีส่วนเปลือกนอกสีเทาๆ ที่เรียกว่า Gray Matter ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ของเซลล์ประสาท จะหนาตัวขึ้น นั่นหมายถึง มีเซลล์สมองเพิ่มขึ้น และบริเวณส่วนหน้าแถวหน้าผากด้านซ้าย จะมีการทำงานของคลื่นสมองดีขึ้น มีลักษณะของคลื่นสมองช้าลงและสม่ำเสมอมากขึ้น ที่เรียกว่า “คลื่นแกรมม่า” ซึ่งพบในคนที่จิตเป็นสมาธิลึกๆ

ต่อมา เขาได้ทดลองในอาสาสมัครที่ฝึกสมาธิทุกวัน วันละ 30 นาที เช้าและเย็น เป็นเวลา 3 เดือน แล้วตรวจดูด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ MRI ก็พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน แสดงว่า สมองคนเรามีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและการทำงาน ซึ่งเขาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Neuroplasticity หรือ ความยืดหยุ่นของสมอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ค้นพบใหม่ และได้ทำลายความเชื่อเก่าที่ว่า สมองเปลี่ยนแปลงไม่ได้

เขาได้ทดลองทั้งแบบสมถและวิปัสสนากรรมฐานก็พบว่า ได้ผลเช่นเดียวกัน สมองของคนเราสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลาโดยการจริญสติ ทำให้สมองสร้างเซลล์สมองใหม่ๆมากขึ้น การทำงานดีขึ้น คลื่นสมองสม่ำเสมอ ช้าลง ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่มีความสุข สุขภาพจิตดี

นอกจากนั้น เขายังได้ศึกษากรณีของอารมณ์เครียด อารมณ์โกรธ และอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในสมองในทางตรงข้าม คือมันทำให้เซลล์สมองเสื่อม ความจำเสื่อมลง และเซลล์อายุสั้นลง

ที่มา สมองพัฒนาได้ ด้วยการเจริญสติ ผู้จัดการออนไลน์

นอนดึก-ตื่นเช้า กินอะไรให้สดชื่น

ใครที่ชอบนอนดึกตื่นเช้า จะด้วยภาระหน้าที่การงาน ติดหนังติดละคร นอนดูบอลยามดึก กว่าจะได้ล้มตัวลงนอนก็ปาเข้าไปค่อนคืน แถมยังต้องตื่นแต่เช้ามาผจญกับวันใหม่ ยังไงๆ ก็ต้องง่วงหงาวหาวนอนกันเป็นธรรมดา แถมยังทำให้ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนกับวันที่พักผ่อนเต็มที่อีกด้วย

และอาหารที่กินเข้าไปก็เป็นตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ความสดชื่นกลับมา เยือนอีกครั้ง “108 เคล็ดกิน” ก็มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากสดชื่นในยามเช้า เริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ควรกินกันก่อน นั่นคือ อาหารทอด หรืออาหารมัน อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาหารเหล่านี้จะยิ่งทำให้อาการนอนน้อยแย่ลงไปอีก

ส่วนอาหารที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายก็คือ อาหารพวกผัก ผลไม้ อาหารจำพวกนี้จะมีโครเมียม ที่ช่วยให้รักษาระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย โดยเฉพาะในแอปเปิ้ล กล้วย และมันฝรั่ง

อาหารที่มีวิตามินบี และซี วิตามินบีจะช่วยลดอาการ นอนไม่หลับ ช่วยให้สมองผ่อนคลาย และทำให้ประสาทตื่นตัว พบมากในข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ไข่ เนื้อสัตว์ เป็นต้น

ส่วนวิตามินซี จะช่วยต้านความเหนื่อยล้าของร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน พบมากในผักและผลไม้สด และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าจากความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดด้วย

ควรกินอาหารเบาๆ ย่อยง่ายๆ กระเพาะจะได้ไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป อย่างเช่น กินเนื้อปลา จะได้โปรตีนที่ย่อยง่าย ได้รับไขมันชนิดดี เช่นโอเมก้า 3 ที่จะช่วยบำรุงสมอง สร้างสมาธิและความจำให้ดีขึ้นเวลาอดนอน กินถั่วเมล็ดแห้ง ข้าวซ้อมมือ จมูกข้าวสาลี และธัญพืชต่างๆ นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ก็ยังมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยบำรุงประสาท และช่วยให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น

สุดท้าย ต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อเรียกความสดชื่นให้ กลับคืนมา การที่พักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และอาจเกิดอาการร้อนใน การดื่มน้ำเข้าไปชดเชยให้เพียงพอนั้นจะช่วยให้ร่างกายปรับสมดุลเข้าสู่ภาวะ ปกติได้ และกลับมาสดชื่นเหมือนเดิม

แต่ข้อสำคัญ ก็ไม่ควรนอนน้อยเกินไป หรืออดนอนบ่อยๆ เพราะจะทำให้ร่างกายทรุดโทรม หน้าตาไม่ผ่องใส ไม่สดชื่น และเป็นสิว

http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000040100

สูตรบำรุงและปรับสภาพผิวสำหรับผิวออกแดด

มวลมหาประชาชนที่ออกไปรับแดดรับลม ได้เวลามาดูแลผิวกันแล้วคะ

สีผิวที่หม่องคล้ำ ผิวที่ไหม้จากการออกแดดเป็นเวลานานๆ วันนี้เราเลยมี 3 สูตรของการปรับสภาพและบำรุงผิวหลังจากออกแดดมาฝากค่ะ

สูตรที่ 1 สูตรพอกหน้าสำหรับผิวที่แสบร้อนจากการออกแดด

แอปเปิ้ลเพื่อผิวสวย

ใช้แอปเปิ้ล 1 ลูกหั่นโดยไม่ต้องปอกเปลือก ปั่นให้ละเอียด รอให้ผิวหายจากอาการแสบร้อน จากนั้นพอกแอปเปิ้ลปั่นไว้บริเวณที่แสบร้อนจากการออกแดด

ด้วยวิตามินซี และสารแอนติออกซิแดนท์โพลีฟีนอลในเนื้อและผิวของแอปเปิ้ล ซึ่งช่วยบำรุงและปกป้องอันตรายจากแสงแดดให้กับผิว และกระตุ้นให้เซลล์ทำลายตัวเองเพื่อป้องกันการเจริญของเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย พอกไว้ได้นานตามต้องการ วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวัน เป็นการบำรุงและเติมน้ำให้ผิวที่อักเสบจากแสงแดด กลับมาสดใสเปล่งปลั่ง การบำรุงด้วยวิธีนี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยปกป้องผิวเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดค่ะ

 

สูตรที่ 2 เป็นสูตรสำหรับขจัดเซลล์ผิวที่ไหม้จากแสงแดด สูตรสครับสำหรับผิวหน้า

ส่วนผสมสูตรสคลับหน้า

ส่วนผสมได้แก่ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะ    นมเปรี้ยว 1 ช้อนโต๊ะ  และน้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ

นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นทาให้ทั่วใบหน้า แล้วใช้เปลืองมะนาวที่เหลือจากมาบีบเอาน้ำมะนาว ใช้ด้านในของเปลืองของมะนาวถูเบาๆบริเวณใบหน้า สัก 1-2 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

กรดแลคติคในนมเปรี้ยว และกรดซิตริกในมะนาวจะช่วยในการพลัดเซลล์ผิวเก่า ส่วนน้ำผึ้งจะช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น สว่างสดใส

วิธีนี้เป็นการพลัดเซลล์ผิวเก่าออก ควรทำ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และไม่แนะนำให้ทำกับผิวหน้าที่มีแผล เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้

 

สูตรที่ 3 สูตรสำหรับขจัดเซลล์ผิวที่ไหม้จากแสงแดด  (สูตรสำหรับขัดผิวกาย)

ส่วนผสมได้แก่ รำข้าว 3 ช้อนโต๊ะ นมเปรี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ

***ในกรณีที่ไม่มีรำข้าว…ใช้…ขมิ้นแทนได้

นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกันให้เป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำมาขัดผิวกายบริเวณที่คล้ำ ไม่กระจ่างใส หรือ สีผิวไม่สม่ำเสมอ สัก 5-10 นาทีจากนั้นก็อาบน้ำตามปกติ

กรดจากนมเปรี้ยวและมะนาวจะช่วยพลัดเซลล์ผิวเก่า และรำข้าวจะทำหน้าที่เป็นเม็ดสครับพร้อมบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื่นด้วย วิตามินอี ในรำข้าว  วิธีนี้แนะนำให้ทำ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิว

 

จาก 3 สูตรที่กล่าวมาจะทำให้คุณมีผิวที่สวยกระจ่างใสทั้งตัวโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแสงแดดอีกต่อไป

http://life2style.wordpress.com/2010/04/30/%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9C%E0%B8%B4/#comment-2