คลังเก็บหมวดหมู่: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน (สุขภาพ การดำเนินชีวิต)

ใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งอย่างเป็นสุข..ใครก็ทำได้

มาตรฐาน
มะเร็งมะเร็ง2
บันทึกของหมอ กก ,หมอที่เป็นคนไข้ และ แมวเก้าชีวิต
เป็นบันทึกที่ได้มาจากแรงบันดาลใจจากพี่สาว (หมออ้อย พญ ศิริวรรณ ฉายสุวรรณ)  ที่แนะให้บันทึกไว้ใน my note เพื่อไว้บอกกล่าวกับลูก ยามที่ฉันได้เปลื่ยนย้ายภพไปแล้ว รวมถึง เพื่อนรัก หมอกบ พญ กนกพร ที่บอกให้บันทึกไว้ถึงการเผชิญความเจ็บปวด การเผชิญหน้าต่อโรค เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้คนไข้อีกหลายต่อหลายคน

เรื่องราวของประสพการณ์ครั้งสำคัญของชีวิตครั้งนี้ เริ่มจาก การปวดกระดูกที่เริ่มควบคุมไม่ได้ และ เริ่มใช้ยาแก้ปวดขนาดสุงขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทั้งการพักผ่อน และ สติสมาธิในการทำงาน  และได้พูดคุยกันทาง FB massage กับ ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD   ท่านได้แนะนำ สถานที่วิปัสสนา “ถ้ามีเวลาเชิญมาปฏิบัติกับอาจารย์ของผู้เขียนนะคะ รายนั้นผ่านมะเร็งมาด้วยและเก่งทั้งทางโลกทางธรรมด้วยค่ะ ลงทะเบียนสมัครได้ฟรีเลยนะคะ
www.vipassanacm.com
“รวมถึงได้ส่งเทคนิคการขจัดมารเพื่อให้สามารถไปได้ และ email การเตรียมตัว รวมถึงบรรยากาศในศูนย์ด้วย เรียกว่าเข้าไปก็คุ้นชินกันเลยเชียว

 

 

การแผ่เมตตา

ทุกวันนี้นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยา (neuroscientist) ต่างก็เห็นตรงกันว่า การคิดบวก มองสิ่งต่าง ๆ ในด้านบวกนั้น เป็นผลดีต่อสุขภาพจิตและสุขภาพสมองของคนเรา แม้ในทางพุทธศาสตร์ก็เช่นกัน จิตที่เป็นกุศลนั้นเป็นจิตที่มีพลัง สามารถนำไปสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ และหนึ่งในวิธีสร้างพลังบวกง่าย ๆ ก็คือ “การแผ่เมตตา” นั่นเองค่ะ

ตามปกติคนไทยเรามักนึกถึงบทสวด “สัพเพ สัตตา” เวลานึกถึงการแผ่เมตตา ซึ่งมักจะเป็นการท่องไปอย่างนั้นเอง แต่การที่จะน้อมจิตส่งความรักและความปรารถนาดีตามไปด้วยจริง ๆ นั้นเป็นสิ่งค่อนข้างยากที่ต้องฝึกฝน ครูบาอาจารย์จึงมักให้เริ่มจากการแผ่เมตตาให้กับตนเองก่อนให้ชินเพราะไม่ว่าใครก็ย่อมมีความรักความปรารถนาดีให้ตนเองมีความสุขและปราศจากทุกข์กันทั้งสิ้น แต่ท่านเคยนึกลึกลงไปในรายละเอียดหรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านคิดว่าเป็นตัวท่าน” นั้นไม่ได้เป็นหน่วยเพียงหนึ่งเดียว แต่มีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมายเป็นล้านล้านหน่วยอาศัยอยู่ในนั้นด้วย! ท่านเคยแผ่เมตตาให้กับพวกเขาบ้างไหมคะ?

ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงเอาไว้ว่าในร่างกายของคนเราเป็นแหล่งที่อาศัยของสัตว์เล็กสัตว์น้อยจำนวนมากมาย ซึ่งถ้าเทียบกับวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็น่าจะเทียบได้กับจุลินทรีย์ เชื้อโรค แบคทีเรีย และไวรัสต่าง ๆ นั่นเอง นอกจากนั้นก็ยังมีเซลล์ต่าง ๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นร่างกายเรา มีผู้ประมาณไว้ว่า ร่างกายมนุษย์นั้นประกอบขึ้นมาด้วยเซลล์จำนวนถึง 100 ล้านล้าน เซลล์ทีเดียว เซลล์เหล่านั้นล้วนแต่มีชีวิตและต่างก็ทำหน้าที่ของตนอย่างหนักเพื่อที่จะรักษาสุขสภาวะของเราให้อยู่ในสภาพที่สมดุลย์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราเคยได้นึกถึงพวกเขากันบ้างไหมคะ?

วิธีการแผ่เมตตานั้นทำได้ง่าย ๆ ไม่ต้องใช้ภาษาบาลีค่ะ ขอเพียงท่านตั้งจิตเป็นสมาธินึกถึงสัตว์เล็กสัตว์น้อยรวมถึงเซลล์ต่าง ๆ ทุกเซลล์ในร่างกายของท่านแล้วก็ส่งใจไปถึงพวกเขาว่า “ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอท่านได้รับส่วนบุญกุศลทั้งหลายทั้งทาน ศีล และภาวนาที่ข้าพเจ้าได้ทำไปด้วยทั้งหมดเสมอเหมือนว่าได้กระทำด้วยตนเอง เมื่อหมดอายุขัยของท่านขอให้ท่านได้ไปเกิดเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจนได้มรรคผลนิพพาน พ้นจากทุกข์อย่างสิ้นเชิงโดยทั่วกันเทอญ” แล้วก็ส่งจิตที่มีความรักความเมตตาปรารถนาดีตามไปอีกสักพักนะคะ

ถ้าท่านทำได้ถูกต้องด้วยจิตที่มีความรักเมตตาปรารถนาดีจริง ๆ ท่านจะรู้สึกได้ถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของท่านค่ะ สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นสามารถรับรู้ความปรารถนาดีของท่านได้ และก็จะส่งความปรารถนาดีกลับมาให้ท่านเช่นกัน ท่านอาจจะรู้สึกถึงอาการปิติ วูบวาบ หรือขนลุกเล็กน้อย หรือรู้สึกอบอุ่นใจ ตัวเบา สบายใจ ปลอดโปร่งใจนะคะ เพราะท่านได้ผูกมิตรกับมหามิตรที่อยู่ใกล้ชิดท่านที่สุดเอาไว้แล้ว ให้ท่านหมั่นสร้างกุศลด้วย ทาน ศีล ภาวนา แล้วแผ่เมตตาเช่นนี้ทุก ๆ วันท่านจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในกายใจของท่านค่ะ ท่านจะพบว่าท่านมีพลังบวกมากขึ้น จิตใจปลอดโปร่งมีพลังแจ่มใสมากขึ้น และท่านจะรู้สึกอบอุ่นใจ สบายใจมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ นั่นเป็นเพราะเซลล์ต่าง ๆ ให้ “ความร่วมมือ” กับท่านมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

หมายเหตุ** วิธีนี้จะได้ผลดีเป็นพิเศษแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยนะคะ ถึงแม้มะเร็งจะเป็นเนื้อร้าย เป็นเซลล์ที่มาเบียดเบียนท่าน ก็ขอให้ท่านอย่าไปรังเกียจเกลียดโกรธหรือหวาดกลัวเขา ก็ให้แผ่เมตตาให้ความรักความปรารถนาดีต่อเขา ส่งส่วนบุญกุศลไปให้เขาเช่นกันค่ะ บอกว่าให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ อย่างไม่เบียดเบียนกันเพื่อที่จะได้ร่วมกันสร้างคุณงามความดี จะได้มีส่วนสร้างสมกุศลไปด้วยกัน เขาเองก็จะได้พ้นทุกข์ไปด้วย ท่านเคยคิดไหมคะว่าเซลล์มะเร็งนั้นก็เป็นทุกข์เหมือนกันแต่ไม่เคยมีใครแผ่เมตตาไปให้เขาเลย มีแต่คอยจ้องจะฆ่าเขา วิปัสสนาจารย์ของผู้เขียนก็ป่วยเป็นมะเร็งมาแล้วกว่า 10 ปี แต่สามารถควบคุมการแพร่ขยายของเซลล์มะเร็งนี้ได้ด้วยวิธีนี้ควบคู่ไปกับการรักษาตามปกติและรักษาวิธีธรรมชาตินั่นเองค่ะ

ถ้าวิธีการรักษาของท่านจำเป็นจะต้องไปฆ่าเซลล์มะเร็ง ก็ขออโหสิกรรมกับเขาก่อนด้วยนะคะว่า ท่านไม่ได้มีจิตพยาบาทเกลียดโกรธอะไรเขา แต่จำเป็นต้องรักษาร่างกายธาตุขันธ์นี้เอาไว้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้ มีชีวิตอยู่รอดต่อไป “เพื่ออะไร”? นี่ล่ะค่ะเป็นสิ่งสำคัญที่ท่านต้องตอบเซลล์มะเร็งที่ท่านจำต้องฆ่าเขาให้ได้ “เพื่อสร้างคุณงามความดีให้กับโลกนี้” ไงคะ บอกกับเซลล์มะเร็งที่ท่านจะต้องฆ่าเขา(ถ้าจำเป็นจริง ๆ)ว่า ท่านจะใช้ร่างกายธาตุขันธ์ของท่านที่รอดมานี้สร้างกุศลด้วยทาน ศีล และภาวนาให้ครบและอุทิศบุญกุศลให้เขาไปโดยตลอด ถ้าท่านทำได้เช่นนี้ ท่านก็น่าจะมีโอกาสได้อยู่สร้างคุณประโยชน์กับโลกต่อไปอีกใช่ไหมคะ เพราะเซลล์มะเร็งก็ย่อมหวังจะได้บุญกุศลที่ท่านจะอุทิศให้กับเขาต่อไปอีกนาน ๆ เช่นกันค่ะ

ถ้าท่านทดลองแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายในร่างกายและให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายท่านไปแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง แวะมาเล่าให้ผู้เขียนฟังกันบ้างนะคะ 

ที่มา FB:  ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD

**************************************************
หลังจากทนทุกข์ทรมานจากความปวด การจัดการความปวด เกือบสองเดือน ใช้แทบทุกเทคนิคที่ใช้ได้ผลมาก่อน ถึงใช้ยาแก้ปวดขนาดสุง ตัดสินใจยอมฉายแสง และ จัดการทุกอย่างเพื่อเข้าวิปัสสนากรรมฐาน ภาระกิจ SET ZERO ที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่  http://www.vipassanacm.com/โดย อาจารย์ Siriporn Kankulsuntorn ตามคำแนะนำของ ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD 10-17 พค 57 
ได้สิ่งที่เป็นจุดสรุป มา 3 ข้อใหญ่ 
1. มุมมองที่มีต่อโรคมะเร็งในตัว กลับกลายเป็นความอ่อนโยน ความปราถนาดี ความเป็นมิตร ความสงสาร เข้าใจเซลมะเร็งในตัว แทนการต่อสู้ประหัดประหารกัน แทนการรังเกียจเดียจฉันท์ ทำให้รู้สึกมีศัตรูในตัวเองตลอดเวลา หายไป เกิดความสุขใจมาแทนที่
2. พลังชีวิต ที่ได้จาก อาจารย์ เพื่อนๆ น้อง ที่ปฎิบัติกรรมฐานและเริ่มมีสภาวะทางธรรม แผ่เมตตาให้ทุกเย็น เหมือนเทียนที่เติมชีวิตให้ทุกวัน พลังในกายเพิ่มขึ้น
ิ 3. detoxification โดย ธรรมะรักษา ที่เป็นการถอนพิษของโรค ของยาเคมี
4. การเตรียมตัวตาย ก่อนตายจริง
ส่วนสภาวะธรรมอื่นๆ ที่เพื่อนได้ ฉันแทบไม่ได้อะไรเลย 5555
จะกลับมาเขียนละเอียดอีกครั้ง
รูปภาพ : ช่วยกันแชร์ เพื่อเป็นข้อมูลให้สำหรับคนที่ต้องการ..</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่ามะเร็งชอบอะไร ใครที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง วันนี้มีสารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการมาบอกกันค่ะ…</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น อารมณ์โกรธ หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ไม่อยากเป็นมะเร็ง หันมาดูแลรักษาสุขภาพกันดีกว่านะคะ</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>ศูนย์สุขภาพ บ้านดอยฟ้า</p><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br /><br />
<p>Cr ล้างพิษตับ ด้วยวิถีธรรมชาติ” /></div>
<div class=
(6 พค 2557)
น่าสนใจค่ะ รู้จักเพื่อนมะเร็งของฉัน
อ นิธิ มหานนท์ เคยแนะนำไว้ว่า ถ้าเราไม่ได้ให้อาหารที่มะเร็งชอบ เขาจะเติบโตไม่ได้ เท่ากับเราคงบคุมเค้าไว้ในที่จำกัด แบ่งกันกินอยู่
ช่วยกันแชร์ เพื่อเป็นข้อมูลให้สำหรับคนที่ต้องการ..เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่ามะเร็งชอบอะไร ใครที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง วันนี้มีสารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการมาบอกกันค่ะ…1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น อารมณ์โกรธ หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต

10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

ถ้ารู้อย่างนี้แล้ว ไม่อยากเป็นมะเร็ง หันมาดูแลรักษาสุขภาพกันดีกว่านะคะ

ศูนย์สุขภาพ บ้านดอยฟ้า

Cr ล้างพิษตับ ด้วยวิถีธรรมชาติ

 

อ่าน :  ภูมิคุ้มกันบำบัด คืออีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยมะเร็งได้  http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000101162

 

 

น้ำผักผลไม้ปั่น เริ่มขั้นตอนการฟื้นฟูและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
อัตราส่วนของผักที่จะใส่น้ำผักปั่น
1. ผักสลัดไม่มีใช้ ผักกาดแก้ว มะเขือเทศลูกเล็ก
2. หอมใหญ่หัวเล็ก ก็เพิ่มได้พอควร
3. ผักกาดหอม 2 ใบ
4. คึ่นฉ่าย 2 ก้าน
5. มะเขือเทศ 1 ลูก
6. หอมหัวใหญ่ ¼ ลูก
7. น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
8. เสาวรส หรือ มะนาว 1 ลูก
9. แอปเปิ้ล ½ ลูก 
10 น้ำสะอาด 2 แก้ว

วิธีทำ
1. นำส่วนประกอบที่กล่าวในข้างต้นใส่ลงในโถปั่น
2. ปั่นน้ำผัก เป็นเวลาประมาณ 20 วินาที
3. เทน้ำผักที่ปั่นแล้วลงในแก้ว(จะได้น้ำผักปั่น 2 แก้ว)   ถ้าเป็นแอปเปิ้ลแดง หรือ มะเขือเทศแดงมากน้ำก็จะสีเข้มกว่านี้นะคะ

ส่วนประกอบของน้ำผักปั่นและประโยชน์
น้ำผักปั่นมีสารอาการแร่ธาตุที่ช่วยฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย ช่วยการทำงาน 5 ระบบคือ ระบบดูดซึม ระบบทางเดินหายใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบต่อมไร้ท่อ
ผักกาดหอม ช่วยฟิ้นฟูเซลล์ระบบประสาทและเซลล์ในปอด ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อกระดูกเส้นเอ็น ช่วยบำบัดโรคโลหิตจาง
คึ่นฉ่าย ช่วยฟื้นฟูระบบประสาทและฟื้นฟูการสร้างเซลล์ เม็ดเลือด ช่วยชะล้างของเสียในระบบเลือด ช่วยให้ร่างกายมีความสามารถใช้แคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดอาการเจ็บปวดของระบบข้อเสื่อมต่างๆ 
มะเขือเทศ ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ช่วยทำให้ผิวพรรณดี เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกายมีสารช่วยย่อยอาหารทำให้เยื่อบุ กระเพาะ ลำไส้ทำงานเป็นปกติ หอมหัวใหญ่ ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
มะนาว ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
น้ำผึ้ง ให้พลังงานสำรองม้าม
พืชผักที่สามารถทดแทนหรือเพิ่มเติม
กล้วยน้ำว้าสุก : เป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง เมื่อต้องการเพิ่มความหวานให้กับน้ำผักปั่น สามารถใช้กล้วยน้ำว้าแทนน้ำผึ้งได้
แอปเปิ้ลแดง : ให้วิตามิน เอ ซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส 
ผักกาดขาว : หากผักกาดหอมหมด ผักกาดขาวเป็นทางหนึ่งซึ่งจะให้แคลเซียมและไฟเบอร์ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น
สะระแหน่ : ช่วยขับลมในลำไส้ และบำรุงปลายประสาท
โหระพา : ช่วยขับลมในลำไส้ บำรุงปลายประสาท ลดความเป็นกรด ในกระแสโลหิต ลดอาการไข้ แก้ปวดหัว 
ผลไม้ที่ให้รสเปรี้ยว ตะลิงปิง มะดัน มะนาว ส้ม ส้มโอ เสาวรส 
ผักที่ใช้แทนผักกาดหอมได้ ใบชะมวง ใบมะยม ใบโหระพา

ขอบคุณข้อมูล จากหนังสือน้ำผักปั่น และนมธัญพืช 
โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์

น้ำผักปั่นเพื่อสุขภาพสูตรนี้เป็นที่แพร่หลายมากๆ และยอมรับกันอย่างมากมาย เพราะทราบดีว่า ดื่มแล้วสุขภาพดีจริงๆ ขอเพียงขยันทำเท่านั้น ดื่มให้ได้ทุกวัน บางคนทำตามสูตรดื่มมากแล้วมีปัญหาเรื่องความหวานจากน้ำผึ้งมากไป ไม่ดีต่อผู้เป็นเบาหวาน จริงๆแล้ว เราไม่ต้องใส่น้ำผึ้งก็ได้ หรือไม่ได้แช่เย็นดื่มไม่อร่อย ซึ่งการดื่มน้ำผักปั่นนี้ ปั่นเสร็จแล้วควรดื่มทันที เพื่อให้ได้ สารอาหารสดๆวิตามินยังไม่หายไปไหน ถ้าชอบเย็น ก็นำน้ำจากตู้เย็นมาปั่นก็ได้อีกเช่นกัน ลองทำดื่มนะคะ ดื่มได้ทุกวัย เด็กๆ ก็เติมน้ำผึ้งได้ตามสูตร น้ำผึ้งต้องเป็นน้ำผึ้งแท้นะคะ ถึงจะปลอดภัยต่อสุขภาพ เคยเขียนบันทึกน้ำผักปั่นพลังเอนไซม์ สูตรเดียวกันแต่เปลี่ยนน้ำ เป็นน้ำเอนไซม์เท่านั้นค่ะ
น้ำผักปั่นบ้านสุขภาพ
เป็นน้ำผลไม้สดจึงช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกาย ตลอดจนสารพิษต่างๆอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ การลดอาการปวดต่างๆ จากอาการ ท้องเสีย หรือมีของเสียค้างอยู่ในระบบเลือดมาก มากจนปวดตามกล้ามเนื้อ ซึ่งเมื่อดื่มไปสักระยะเวลาหนึ่ง อาการต่างๆ ที่เป็นอยู่จะค่อยๆลดลงตามลำดับ
การดื่มน้ำผักเป็นการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่ จำเป็นและที่สำคัญ คือ คลอโรฟิลด์ เมื่อดื่มเข้าไปแล้วส่วนที่ต้องถูกดุดซึม ก็จะไป “ฟื้นฟูตับ” มันจะไปก่อน พอ “น้ำตับหลั่ง” น้ำตับอ่อนก็หลั่ง การย่อยคาร์โปรไฮเดรด ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินก็จะทำได้มากขึ้น ใจขณะที่ตัวมันไม่ย่อย ไขมันส่วนที่ เก่าส่วนหนึ่งแล้วเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงาน ดังนั้นร่างกายก็ได้พลังงานมาสนับสนุนให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้มากกว่าเดิม
ซึ่งอาการที่ดีขึ้น นั่นคือ ขบวนการที่ร่างกายชะล้างของเสียออกได้มากขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ควรเก็บกดได้ด้วยการใช้ยาระงับอาการปวด ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการไปหยุดความสามารถในการชะล้างของเสียในร่างกาย และทำให้เกิดการสะสมของสารพิษมากขึ้น ในทุกระบบของร่างกายและกระจายจนก่อเป็นเซลล์มะเร็ง
ในน้ำผักปั่นเป็นกรดอ่อนๆที่มี คลอโรฟิลล์(สารสีเขียวในพืช)มีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรตัสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส เป็นส่วนประกอบหลัก

**************************************************

 (3 พค 2557)

หลวงพ่อปราโมทย์ แห่งสวนสันติธรรม ได้เคยแนะนำผู้ป่วยมะเร็งใน UTUBE1สรุปว่า “ให้แยกธาตุ แยกขันธ์ อย่าไปห่วงร่ายกาย ให้ภาวนาเข้าไว้ โดยรู้สึกตัว ทำให้ใจเป็นคนดู เป็นผู้รู้-ผู้ดู ไม่ต้องหวังว่าจะหายหรือจะตายไม่สำคัญ แยกจิตให้เห็นกายนอนอยู่ ปล่อยให้หมอเขารักษา ต้องรักษาจิตของตนเองไว้ให้ดี ต้องทำใจ ผู้ป่วยบางคนอยู่มาอีกหลายปี แม้ว่าอีกไม่นานโรคอาจกำเริบอีก ต้องพยายามเดินและเคลื่อนไหว อาจอยู่กับมะเร็งมาได้อีกนาน ยังไม่ตาย คิดเสียว่าจะตายก็ตาย ไม่ต้องห่วงใย มีชีวิตอยู่แค่นี้ก็บุญแล้ว สละร่างกายเหมือนร่างกายเป็นดอกไม้ใส่ในแจกันบูชาบูชาพระ ปล่อยให้ร่างกายเหี่ยวไปเหมือนดอกไม้ คนที่คิดอย่างนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ ใจไม่ฝ่อ อยู่มาได้อีกหลายปี แต่หากทางตรงข้าม หากใจฝ่อห่อเหี่ยว เป็นเพียงมะเร็งขั้นที่ 1 ก็อาจทรุดป่วยและตายได้ง่าย”

**************************************************

รับมือกับมะเร็ง

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) (2554 : 71-74) แสดงพระธรรมเทศนาไว้ว่า

อาตมภาพรู้จักสตรีผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่ง เธอมีหน้าที่การงานดี หน้าตาดี ฐานะทางเศรษฐกิจดี แต่การที่เธอมีหน้าที่การงานดี หน้าตาดี ฐานะทางเศรษฐกิจดี ไม่ได้หมายความว่า คนที่ดีพร้อมอย่างนี้จะไม่ป่วย ความป่วยเป็นธรรมดา ดังนั้นจึงไม่มีใครได้รับการยกเว้นว่าจะไม่ป่วย ผู้หญิงคนนี้ก็เช่นกันอยู่มาวันหนึ่ง เธอรู้ว่าตนเองป่วย เป็นความป่วยที่เธอบอกว่าหนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิต เพราะเธอป่วยด้วยโรคมะเร็ง พอรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็ง เธอต้องทิ้งภารกิจทุกอย่าง ใช้เวลาที่เหลือทั้งหมดเตรียมรับมือกับความตายเพียงอย่างเดียวให้ดีที่สุด เธอพยายามรักษาตัวเองด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ยิ่งรักษากลับยิ่งทรุดโทรม จึงหันมารักษาด้วยแพทย์แผนโบราณ ผลก็คือ เธอดีขึ้นมาชั่วเวลาหนึ่ง แต่แล้วกลับทรุดลงไปเหมือนเดิมอีก คราวนี้เธอเห็นแล้วว่าพึ่งหมออีกต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องพึ่งธรรมเมื่อคิดจะพึ่งธรรม กัลยาณมิตรคนหนึ่งก็ต่อสายโทรศัพท์มาหาอาตมภาพ ให้เธอได้สนทนาธรรม พอเริ่มต้นสนทนา เธอก็บ่นน้อยอกน้อยใจว่า ทำไมคนที่ทำดีมาทั้งชีวิตต้องมาประสบเคราะห์กรรมหนักหนาสาหัสถึงเพียงนี้ด้วย เธอเล่าว่า ตั้งแต่เด็กจนโต เธอทำแต่ความดี ทุกเช้าก็ตักบาตรพระที่หน้าบ้านตลอด ไม่เคยเบียดเบียนใครเลยตลอดเวลาอันยาวนาน แต่ดูเอาเถิด บุญที่เคยทำเอาไว้ ทำไมไม่ช่วยให้หายป่วยจากโรคร้ายนี้เสียทีได้ยินแล้วอาตมาจึงถามต่อไปว่า แล้วทุกวันนี้รับมือกับความป่วยอย่างไร เธอเล่าว่า ทำได้อย่างดีที่สุดก็เพียง “ตามดู ตามรู้ เวทนา (ความรู้สึกเจ็บปวด) ที่เกิดขึ้นทางกายด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม” เท่านั้นแล้ว “ผลเป็นอย่างไร” อาตมาถามเธอตอบว่า “ถ้าโยมไม่ได้อาศัยการเจริญวิปัสสนาด้วยการตามดูรู้เท่าทันความเจ็บปวด ป่านนี้ก็คงขอให้หมอฉีดยาให้ตัวเองตายไปแล้ว เพราะมันปวดเหลือเกิน แต่ทุกวันนี้เวลาปวดขึ้นมาแทบล้มประดาตาย โยมก็พิจารณาเจริญสติจนเห็นว่า ความปวดเป็นเรื่องของกาย แต่ใจเราไม่ควรปวด แล้วพยายามตามดู จนรู้ว่าความปวดก็มีเกิดมีดับอยู่ตลอดเวลา ทำให้เห็นว่าความปวดนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แม้ว่าทำได้ยากเหลือเกิน แต่ก็พยายามทำอยู่ และจะพยายามต่อไปให้ถึงที่สุด เพราะนี่เป็นวาระสุดท้ายแล้วที่จะได้เจริญสติ…”ได้ยินอย่างนี้แล้ว อาตมาจึงบอกว่า “โยมรู้ไหม บุญที่โยมมองหา ก็คือวิปัสสนาปัญญาที่โยมมองไม่เห็น นั่นอย่างไรล่ะ รู้ไหม ในโลกนี้จะมีคนป่วยหนักสักกี่คนที่สามารถเปลี่ยนความเจ็บป่วยเป็นโอกาสในการปฏิบัติธรรม ที่โยมทำมานั้นถูกต้องที่สุดแล้ว การเจริญวิปัสสนากรรมฐานตามดู รู้เท่าทันกายที่กำลังเจ็บปวดอยู่ ใจที่กำลังทุรนทุรายทุกข์ตรมขมไหม้อึดอัดขัดเคืองห่วงหาอาลัยกังวลอยู่ คือสุดยอดของบุญกุศลแล้ว บุญชนิดนี้เป็นที่สุดแห่งบุญ ไม่ต้องมองหาบุญชนิดไหนอีกแล้ว เพราะการเจริญวิปัสสนานี้ ถ้าปัญญาแก่กล้าขึ้นมาแล้ว ก็เป็นโอกาสให้บรรลุธรรม หลุดพ้นจากการตายได้ ก่อนที่ร่างกายจะตาย (แตกดับ) จริง ๆ เสียอีก”ผลของการสนทนาธรรมในวันนั้น ทำให้ผู้หญิงคนนั้นมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นมาก เพราะเธอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ส่องกระจก แล้วเพิ่งพบว่า แท้ที่จริงการรับมือกับความเจ็บป่วยด้วยวิธีเจริญวิปัสสนานั้น เป็นยอดแห่งการทำบุญอยู่แล้ว ตนเองกำลังมีชีวิตที่บุญกำลังให้ผลอยู่บนเตียงแท้ ๆ แต่กลับมองไม่เห็น ในทัศนะของอาตมาถือว่า จะมีใครมีบุญยิ่งไปกว่าคนที่รู้จักการเจริญสติเป็นไม่มีอีกแล้วนับแต่นั้นเป็นต้นมา เธอเกิดความรู้สึกภูมิใจในตนเองว่า เดินมาถูกทางแล้ว จึงถือเอาความเจ็บป่วยนั่นเองเป็นครูในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เจ็บขึ้นมาก็พิจารณาลงไป จนสามารถเห็นอย่างลึกซึ้งว่าความเจ็บของกายเป็นส่วนหนึ่งแยกต่างหากจากใจได้ เมื่อเธอแยกกายแยกใจออกจากกันได้ จิตก็มีกำลังมาก ปรากฏว่าอาการป่วยดีวันดีคืน

การสนทนาธรรมครั้งหลังสุดเธอบอกว่า ทำใจได้แล้ว ถึงตายลงไปก็ไม่เสียดายชาติเกิด เพราะรู้แล้วว่า ที่กำลังจะตายลงไปนั้นไม่ใช่เธอตาย มีแต่สังขารร่างกายที่เกิดจากการปรุงแต่งชั่วคราวเท่านั้นที่ตาย กายส่วนกายใจส่วนใจ เธอขอให้หมอดูแลกายเท่าที่จะทำได้ ส่วนเธอขอดูแลใจตัวเองด้วยธรรมโอสถ

นี่คือตัวอย่างของคนที่กายป่วย แต่ใจสบาย หรือป่วยกาย แต่ใจไม่ป่วย คนที่รู้จักเปลี่ยนความเจ็บไข้ให้เป็นครูทางธรรมอย่างนี้คือยอดคน

เราทุกคน วันหนึ่งจะป่วยกาย ก็ขอให้เตือนตัวเองเอาไว้ด้วยว่า กายป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วย หรือกายป่วยขึ้นมา ฉันจะเปลี่ยนให้เป็นเวลาของการปฏิบัติธรรม ด้วยท่าทีอย่างนี้ ความป่วยก็จะเป็นเรื่องธรรมดา ป่วยขึ้นมาก็ได้ปัญญาเป็นกำไร ถ้าได้ปัญญามาก ๆ ก็จะพบสัจธรรมว่า มีแต่ความป่วย แต่ไม่มีผู้ป่วย เมื่อไม่มีผู้ป่วย ความป่วยก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง : พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี). หนึ่งคนตาย ล้านคนตื่น (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ปราณ, 2554.

**************************************************

 (17 พค 2557)

หลังจากทนทุกข์ทรมานจากความปวด การจัดการความปวด เกือบสองเดือน ใช้แทบทุกเทคนิคที่ใช้ได้ผลมาก่อน ถึงใช้ยาแก้ปวดขนาดสุง ตัดสินใจยอมฉายแสง และ จัดการทุกอย่างเพื่อเข้าวิปัสสนากรรมฐาน ภาระกิจ SET ZERO ที่มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่http://www.vipassanacm.com/โดย อาจารย์ Siriporn Kankulsuntorn ตามคำแนะนำของ ดร ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD 10-17 พค 57

ได้สิ่งที่เป็นจุดสรุป มา 3 ข้อใหญ่
1. มุมมองที่มีต่อโรคมะเร็งในตัว กลับกลายเป็นความอ่อนโยน ความปราถนาดี ความเป็นมิตร ความสงสาร เข้าใจเซลมะเร็งในตัว แทนการต่อสู้ประหัดประหารกัน แทนการรังเกียจเดียจฉันท์ ทำให้รู้สึกมีศัตรูในตัวเองตลอดเวลา หายไป เกิดความสุขใจมาแทนที่
2. พลังชีวิต ที่ได้จาก อาจารย์ เพื่อนๆ น้อง ที่ปฎิบัติกรรมฐานและเริ่มมีสภาวะทางธรรม แผ่เมตตาให้ทุกเย็น เหมือนเทียนที่เติมชีวิตให้ทุกวัน พลังในกายเพิ่มขึ้น
ิ 3. detoxification โดย ธรรมะรักษา ที่เป็นการถอนพิษของโรค ของยาเคมี
4. การเตรียมตัวตาย ก่อนตายจริง
ส่วนสภาวะธรรมอื่นๆ ที่เพื่อนได้ ฉันแทบไม่ได้อะไรเลย 5555
จะกลับมาเขียนละเอียดอีกครั้ง

แชร์ประสพการณ์ แบ่งปันมุมมองชีวิต ให้เพื่อนร่วมรุ่น ปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ที่ที่ชุบชีวิต เติมพลังชีวิต และเปลื่ยนมุมมอง

วันแรก-คืนแรก ของการปฎิบัติธรรม
ในวันแรกหลักสูตร 7 คืน 8 วัน ของ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ @ วัดห้วยส้ม โดยท่านอาจารย์ #ศิริพร กรรณกุลสุนทร Siriporn Kankulsuntornเริ่มด้วยการเดินระยะที่หนึ่ง ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ง่ายๆ แต่ฉันต้องเหนี่ยวราวตลอดเวลาที่เดิน ร้อนมาก เหงื่อแตก ยิ่งทำให้เพลียมาก วันแรกนั่งสั้นๆ ผู้ร่วมเข้าปฎิบัติ ส่วนมากเป็น resident 1 กุมารแพทย์ ที่คณะส่งมาเข้าเรียน บางคนอายุ เพียง 18-19ปี ฉันดูแก่และอ่อนแรง
บรรยากาศของสถานที่ สงบเงียบ สวยงาม ถูกดูแลอย่างดี ฉันจึงใช้เวลาส่วนใหญ่กับการอยู่กับตัวเอง ศึกษาความปวด ภาวนาได้น้อยมาก ไม่ต้องถามพองหนอยุบหนอ พองก็ปวด ยุบก็ปวด เพราะความปวดที่ทำให้นั่งนานไม่ได้ โดยเฉพาะสองที่ ที่ตะโพกด้านซ้าย และ หน้าอกด้านขวา
การกำหนด สำรวมไม่ต้องพูดถึง แค่เก็บเงียบไม่พูด แต่ตามองแต่ต้นไม้ และวิวข้างนอก เดินเร็วกว่าคนอื่นเพราะถ้าเดินช้า จะได้ร่วงลงพื้นแน่เพราะโงนเงนไปมา ก้พลังชีวิตลดลงขนาด เครื่อง-ร่างกายร้องเตือน low battery ,please give power ไฟสว่างหน้่าจอก็ริบหรี่ ในช่องแบตตอรี่ก็ไม่เหลือเลย
21.30 น เข้านอน น่ามหัสจรรย์ฉันหลับสนิท จนเสียงกระดิ่งดัง ตอนตี 4 ไม่ได้ตื่นตอนเที่ยงคืนมาปวด
ก่อนไปก็ถามว่ามีห้องเดี่ยวไหมคะ เพราะกลังว่าจะต้องมาเดินเพ่นพ่านตอนดึก จะเป็นที่น่าสมเพช เวทนา แต่อาจารย์บอกว่า ถ้าใครนอนกรนก็มานอนในห้องศาลากรรมฐานได้ เฮ้อ รอดไป
ยาแก้ปวดเม็ดสุดท้ายคือ 1 เม็ดก่อนขึ้นเครื่อง ซึ่งปกติฉันจะใช้ยาแก้ปวดแทบทุก 2 ชม โดยสลับ ชนิดและการออกฤิทธิ์ของยา ยาแก้ปวดทุกขนานถูกเก็บไว้ในเป้ใต้เตียง
อย่างน้อยวันนี้ฉันก็สงบลง ไม่ทุรนทุราย ไม่รู้สึกผิดที่รับโทรศัพท์โรงพยาบาลไม่ไหว เขายึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมดปกติฉันรับโทรศัพท์หรือ line รายงานแทบตลอด อย่างน้อยก็สบายไปหนึ่งอย่าง ไม่มีใครรู้ว่าฉันป่่วย แค่คิดว่าฉันสูงอายุเท่านั้นเอง
massage ที่ได้ยินก็คือ หลัง จาก 7 คืน 8 วันนี้ ทุกท่านที่เข้าอบรม จะพบการเปลื่ยนแปลง เห็นได้ชัดแม้คนรอบข้าง อาจารย์ศิริพร แจ้งว่า จะยากมากใน 3 วันแรก ในใจคิดคงไม่ยากกว่าที่ฉันเผชิญอยู่หรอก แต่ก็เชื่อว่าต้องมีสิ่งดีๆเกิดขึ้นแน่นอน เพราะไม่มีความบังเอิญ และยากนักหนาสำหรับฉันที่จะหายไปทีละ 1 อาทิตย์

 

วันที่สอง การล้างพิษเริ่มขึ้นแล้ว
การเดินปรับขึ้นเป็น ยกหนอ เหยียบหนอ ยิ่งช้ายิ่งโครงเครง เสียงบริกรรมของวิทยากรและเพื่อนๆ ดังสงบ ช้าและเนิบนาบ เท้าทั้งสองเปียกชุ่ม เหงื่อแตกมากมาย ร้อนจริงๆๆ
ฉันเริ่มเห็น มือและข้อมือขวาของฉันบวมเป่ง กำมือไม่ได้ มืออีกข้างกำข้อมือไม่รอบ นิ้วเท้าทั้งสองเท้าเขียวคล้ำ โดยเฉพาะเวลาเดิน เท้าข้างขวาบวมมากกว่าข้างซ้าย ท้องอืดหลามขึ้นมาอึดอัดมาก อือม์ เราคงเจอ ก้อนคงโตมากขึ้นและไปกดเส้นเลือดดำใหญ่ด้านบน superior vena cava syndrome ในท้องเนี่ยโอยเป้นน้ำหรือลมหรือก้อนเนี่ย แต่มันโตจริงๆ กางเกงคับไปเลย ส่วนเท้า อือม์สงสัยก้อนน่าจะอยู่ในท้องกดการไหลเวียนของเลือด พองหนอยุบหนอไม่รู้ มีแต่อืดหนอ อืดหนอ จับอะไรไม่ได้เลย นั่งหลับตา สะกดตัวเองให้ผ่อนคลายที่ละส่วนดีกว่า
แต่นะรอดูให้ชัดเจนอีกครั้ง เหนื่อยนะคะ ทำไมเดินแค่ 15 นาที นานเหมือน เป็น ชม พอวิทยากรแจ้งว่าขอเชิญโยคีนั่งที่อัสนะ ดีใจมาก แต่ก็นั่งได้ไม่เกิน 10 นาที ก็เริ่มร้อนเหงื่อแตก เป็นหยดขนาดใหญ่ ในขณะที่เด็กๆหน้าฉันขอปิดพัดลม ใส่เสื้อหนาว อะไรกันเนี่ย
อาจารย์ให้กำหนดเวลากิน อยากกินหนอ ตักหนอ เข้าปากหนอ ไม่ได้เลยค่ะ กินให้เสร็จไปงีบสักหน่อยก่อนต่อคาบต่อไปดีกว่า แต่ชอบมากตอนภาวนาว่า อาหารนี้ข้าพเจ้ารับประทานเพื่อให้ร่างกายแข้งแรง มิได้ทานเพื่อสนองกิเลส
เพื่อนๆ เริ่มบ่นปวด ตอนนั่งกรรมฐาน พวกresident กุมาร รุ่นนี้ก็ช่างคุยเหลือเกิน เขาจะรู้ไหมว่า เขากำลังได้เรียนวิชาประคองชีวิต วิชาที่จะทำให้เขาประสพความสำเร็จในชีวิต อาจารย์ ใช้เวลาส่วนใหญ่เทศนา ชี้แจงโน้มน้าวให้พวกเขาเข้าใจ เออฉันก็เคยเป็น resident เกเร เหมือนกัน แต่ไม่แบบนี้ พวกเธอก็ช่างจะเดินออกง่ายดาย รำคาญ
อาหารกินแทบไม่ได้ อร่อยนะ แต่ปากมันขม มีขนมเค้กอร่อยๆมาทุกวัน ผลไม้เยอะจนต้องถูกบังคับให้กิน นี่ขนาด อาจารย์บ่นว่ารุ่นนี้ไม่ค่อยมีขนมนมเนย
ขนมเค้กเป็นความชื่นใจเดียวที่มี มองหา นำ้ขิง เขาไม่มี มีแต่ชาทุกประเภท ทุกประเทศ เยอะมาก อาจารย์คงชอบชา
ฉันเข้านอน 3 ทุ่มเหมือนเดิม หลับทันที เหมือนไฟปิด กะว่า ตื่นมาตอนเช้าที่บวมจะยุบ ไม่นะไม่ยุบ เฮ้อ ลุ้นแทบตาย แต่ก็ไม่ได้ใช้ยาแก้ปวด แล้วกัน บวก บวก
massage ที่ได้ยิน คือ ไม่มีใครเสียชีวิตในห้องกรรมฐาน ถ้ามีจะให้ปั้นรูปไปไว้แทนน้ำพุ หน้าโรงอาหาร จริงนะ แต่อีกตอนอาจารย์พูดว่า ถ้าจะต้องตาย ก็ขอให้ตายขณะกรรมฐาน ขอมอบกายถวายชีวิต
ฉันก็กลัวเทียนมันจะดับก่อนจะได้ปฎิบัตินี่ล่ะสิ

 

วันที่ สาม ต่อมน้ำตาแตก 
ตื่นเช้า ตี 4 เพื่อนๆในห้องที่เด็กกว่าฉัน บางคนแก่กว่าลูกฉันแค่ 3 -4 ปี ให้ฉันทำกิจวัตรส่วนตัวก่อนทุกวัน พวกเขามาสารภาพทีหลังว่า เห็นเป็นคนสูงอายุที่ดูเหนื่อยง่าย ไม่คิดว่าจะป่วยขนาด555
มีออกกำลังกายด้วย หว้ายต้นกง ที่วิทยากรบอกว่าเข้ากับการกำหนด เออแต่ฉันไม่ไหว ก้มลง เอียงตัว งอเข่า เทคนิคหลัก คือการเขย่า เขย่า และกำหนด เฮ้อ ยาก เหงื่อกาฬแตก แล้วเริ่มเดินปฎิบัติ วันไหนวิทยากรคุณหยุย นำบริกรรม จะช้าลมหายใจฉันลากไปไม่ได้ขนาดนั้น โกงโกง เร็วไปตลอด เฉียดปัจจุบันค้า
ปลายเล็บเท้าม่วงคล้ำ ความคิดลบผุดขึ้นมาเหมือนศพเลย ลบ ลบ ห้ามคิดลบ มือและข้อมือขวาบวมเป่ง และเริ่มมีตุ่มเลือดออกจากข้อพับ แปรงฟันมีเลือดออก อ้าเราเจอเกร็ดเลือดต่ำแล้ว ก็เป็นไปตามเวลา เพราะเพิ่งฉายแสงเสร็จ ได้ 5 วันก่อนมาปฎิบัติ แอบไปดูกระจก นั่นไงว่าแล้วซีด แต่ก็นะ กลับไปตอนนี้ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ ต้องรอจนไขกระดูกฟื้น กลับมาก่อน ดูอาการไป กลัวอะไร ช่างพอดีที่รุ่นพี่ นพ พิเชษฐ์ ที่ทำงานด้วยกันที่รพ สมิตเวช (ที่มาพบโดยบังเอิญ) มาปฎิบัติด้วย ไม่เคยคิดนะว่าพี่เขาจะหันเข้าธรรมะขนาดนี้ อาจารย์ชมพี่เขาตลอด เอาล่ะอย่างมากก็จะเดินไปบอกพี่เขาว่า พาไปรพ ที สบายใจแล้วมีแผนรองรับ
เช้าวันนั้น อาจารย์ศิริพร แนะนำวิธีในการกำหนด การปวดสำหรับคนที่ยังมีความปวด ด้วยการแผ่เมตตาสั้นๆ ว่า ข้าพเจ้าได้ก่อกรรมอันใดไม่อาจทราบได้ แต่ขอเป็นอโหสิกรรม ถ้าใครเห็นปิติ นิมิตรเป็นสิ่งมีชีวิตให้แผ่เมตตา ใจเต้นตุ้บๆๆ
วันนั้น บัลลงค์นั้น เป็นบัลลงคืแรกที่ฉันสามารถเดินได้ดี ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ฉันแค่ใช้มือจับราวเบาๆ ไม่ต้องทิ้งน้ำหนัก เกาะเหมือน ระยะ 1 และ 2 เวลากำหนดสมาธิ ฉันทำได้จน วิทยากรพูดคำศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้ ฮา
ฉันใช้เวลามากกว่า 95 % ขออโหสิกรรม ครั้งแล้วครั้งเล่า สลับกับแผ่เมตตา ฉันบอกว่าฉันเสียใจกับเรื่องที่ผ่านมา และไม่สามารถกลับไปแก้อดีตได้ วันนี้ฉันยินดีรับโทษนั้น แต่ขอเวลาให้ฉันได้ประกอบยุญกุศล ถือศีล ภาวนา เพื่อทดแทนพระคุณด้วย
เสี้ยวหนึ่งฉันพบพองหนอ ยุบ ยุบ ยุบ ยุบ ยุบ เหมือนลูกบอลที่ถูกดูดลงสู่ใจกลาง เหมือนใจจะขาด แล้วก็หายใจเข้าเฮือกใหญ่ หลายครั้ง มาทบทวนทีหลัง เหมือนคนไข้ ระยะสุดท้าย air hunger เลย ทดลองตายก่อนตาย
ท่านอาจารย์แก้อารมณืให้ภายหลังว่าทันทีที่ยุบกำลังจะจบให้กำหนดรู้หนอ สมาธิจะไม่ขาด
ตอนบ่ายมีสอบอารมณ์ อาจารย์ ถามเป็นไง ครั้งแรก น้ำตาแตก เล่าไปเรื่อยไม่มีสาระ ระบายไปเรื่อย อาจารย์เน้นย้ำให้แผ่เมตตาและขออโหสิกรรม
วันนี้ อาจารย์นำผู้ปฎิบัติ โยคี สวดเมตตาให้ผู้ป่วยหนักด้วย (กระดาษถูกวางไว้หน้าห้องอาหาร ) อาจารย์อ่านทีละชื่อ เพื่อนโยคีก็ว่าตาม ในนั้นมีชื่อฉันด้วย น้ำตาไหล ขนลุก ใครหนอช่างใจดีใส่ชื่อฉันไป เพิ่มแรงเทียนพลังจิตของฉันสว่างไสวขึ้นทันทีที่จบคำภาวนา แบตตอรี่เพิ่มขึ้นมา ครึ่งก้อนแล้ว (ประมาณ 15 % )
ฟังบรรยายธรรม เรื่องมารให้โอกาส มีหลายมาร แค่หนึ่งในนั้นคือ มัจจุราช ฉันคือคนหนึ่งในนั้นที่ได้โอกาส
อาจารย์สอนดีมาก ฉันรับรู้ชอบมาก แต่ก็รั่วออกหมด ขำกลิ้ง
บัลลงค์ก่อนนอน ฉันฉุกคิดว่า หรือว่าร่างกายกำลังปรับธาตุในตัวนะ ดินน้ำลมไฟ ทำให้ฉันบวม ท้องอืด ตัวร้อนเหมือนถูกแดดเผา อือม์ อธิบายได้ดี รอดู จะเป็นไง
การปฎิบัติ การเดินช้า การอยู่นิ่งกับตัวเอง น่าจะช่วยล้างพิษ ยาเคมี ยาแก้ปวดที่ฉันกระหน่ำให้ร่างกาย มานั่งนึก ตาย ฉันรับยาเคมี มาติดต่อกัน 3 ปีแล้ว ไม่เคยห่างเลย และช่วงหลังเนี่ยยาแก้ปวด ขนาดล้มช้าง พอคิดได้แบบนี้ ก็ สบายใจขึ้น เอาล่ะ ฉันกำลังdetoxication นี่เอง 

 

วันที่ 4 วัน วิสาขบูชา 2557   มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่,วัดห้วยส้ม Siriporn Kankulsuntorn
วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ตื่นตามเวลา ตี 4 ฉันออกกำลังกายแบบประหยัดพลังงาน 555 และปฎิบัติ 1 บัลลังค์
เมื่อวาน อาจารย์พูดถึงการปฎิบัติของพระพุทธเจ้าที่ท่านรำลึกถึงบารมีที่พระพุทธองค์สะสมมาหลายภพหลายชาติ และทรงอธิษฐานก่อนจะตรัสรู้ เช้าวันนี้ฉันนึกถึงบุญกุศลที่ได้ทำมาในชาตินี้ เพื่อขอเบิกมาสำหรับคุ้มครอง และมาแผ่แบ่งให้ผู้อื่น ฉันเคยบินลงไปเคลื่อนย้ายผู้ป่วยต่างชาติที่ประสพภัยสึนามิ เคลื่อนย้ายจากที่เกิดเหตุ ถึง 200 กว่าราย ไม่หลับไม่นอน 3 วัน 3 คืน ฉันเคยบินติดๆกันหลายวันหลายเที่ยวบินพาคนไข้หนีน้ำท่วมกรุงเทพ ตอนมหันตภัยน้ำ ฉันนึกถึงกุศลครั้งนั้นก่อนนั่งสมาธิ ขออโหสิกรรม แผ่กุศลที่ได้ทำมาในอดีต ฉันรู้สึกดีขึ้น เหมือนมีเกราะช่วยกันฉันไว้จากสภาวะแวดล้อม บรรยากาศเย็นสบาย ใจฉันอ่อนโยนลง ไม่กังวลไม่กลัว ไม่คาดหวัง ลูกตุ้มในตัวแกว่งช้าลง
ตอนเช้า อาจารย์ ศิริพร นำโยคีปฎิบัติ อธิษฐาน ขอขมา พ่อแม่ โอยฉันร้องไห้ ท่านให้นึกถึงตอนที่ฉันทำให้พ่อแม่ร้องไห้ การป่วยนี่ไง แม่ร้องไห้ไม่รู้กี่ครั้ง ฉันป่วยทำงานไม่ได้ ค่าใช้จ่ายมากเกินตัว จนปัจจุบัน พ่อกับแม่ยังต้องช่วยค่ารักษาฉันอยู่ ฉันปฎิบัติต่อท่านได้แย่มาก ฉันไม่รักษาตัวทำให้ป่วยซ้ำซาก ฉันทำร้ายพรหมของตัวเอง (พ่อและแม่)และฉันก็ทำลายพรหมของลูก เพราะฉันคือพรหมของลูก 2 เด้ง รู้สึกผิด กล่าวขอขมาทั้งพ่อแม่และลูกสาวทั้งสอง หลังการขอขมา อาการหนักที่หัวไหล่เบาขึ้น ฉันยังคงภาวนาสลับขออโหสิกรรมและแผ่แบ่งปันบุญบารมีที่ได้กระทำมา ส่งเมตตาจิต มิตรภาพไปในส่วนต่างๆของร่างกาย แทนการสั่งให้เขาผ่อนคลาย โดยจุดที่อาจารย์แนะนำให้เป็น จุดยุทธศาสตร์ แทนที่กำหนดว่าปวดหนอปวดหนอ ฉันก็เปลื่ยนเป็น ส่งพลังงานบวกลงไปแทน
การเจรจาของฉันกับส่วนต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็ง เริ่มโปร่งขึ้น สภาวะรู้สึกว่ามะเร็งคือ ผู้ก่อเรื่อง ลดลง ฉันกำหนดบอกเขาว่า ร่างนี้ เราสองคนยืมเขามา นี่ไม่ใช่ร่างของฉัน แต่เรามาใช้ร่วมกัน วันนี้เราควรใช้ร่างนี้ในการสร้างบุญกุศลให้มากที่สุด เพราะเมื่อต้องละร่างนี้ เราสองคนฉันและมะเร็งก็จะแยกกันไป คนละภพละร่าง ฉันชวนให้เซลมะเร็งมาร่วมปฎิบัติพร้อมฉัน เรียนไปพร้อมๆกัน
เมื่อออกจากบัลลงคืฉันก็คอยแต่คิดว่าจะทำยังไงที่จะง้อเพื่อน ทำให้เพื่อนที่ไม่ชอบเรากลับมารักเรา เป็น strategy ที่ฉันจะใช้ให้เซลมะเร็งรักฉันบ้าง
วันนี้ฉันเริ่มขับลมออก มีอาการเรอ เมื่อบีบนวดตามเส้น ที่มือ,แขน ,เท้าและขา จะมีลมดันไล่ออกมามาก ท้องเริ่มยุบเบาสบายขึ้น มือเริ่มยุบ เล็บดูเริ่มมีสีชมพู ฉันมีกำลังใจมากขึ้น ว่าที่คิดไว้น่าจะถูก การปฎิบัติกรรมฐานกำลังปรับธาตุทั้ง 4 ดินน้ำลมไฟ ในตัว การเดินที่ช้าลง ระยะที่ 4 ยกส้นหนอ ยกหนอ ยางหนอ เหยียบหนอ ฉันก็balance สมดุลย์มากขึ้น
วันนี้ที่ได้รับชัดเจน เด่นชัดมาก ของความรู้สึกของจิตและวิญญาณที่ได้รับส่วนบุญที่เขาแผ่มาให้ ฉันร้องไห้ ปิติมากในขณะที่แสงเทียนภายในเริ่มสว่างมากขึ้นเมื่อเขาเอ่ยชื่อฉัน ผู้คนอีกภพ คงรู้สึกปิติแบบนี้นี่เอง พลังของการแผ่เมตตา
ไม่ได้ใช้ยาแก้ปวด มุมมองต่อความปวดของฉันเปลืยนไปโรคคงอยู่ แต่ใจฉันนั่นแหละเปลื่ยน มองมุมใหม่ อ่อนโยนมากขึ้น ทำให้ระดับการรับรู้ความรู้สึกน้อยลง จริงๆลักษณะการปวดก็เปลื่ยนนะ จากการปวดแบบกดดัน volume -pressure effect ก็เปลื่ยนเป็น ความรู้สึกเจ็บ sore effect จึงไม่ทรมาน และยอมรับได้ ถือว่าประสพความสำเร็จอีกขั้น จากการเจรจา

 

วันที่ 5 ของการปฎิบัติที่ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ,วัดห้วยส้ม กับ
Siriporn Kankulsuntornศิริพร กรรณกุลสุนทร
ลูกตุ้มในกายแกว่งน้อยลง ช้าลง พอๆกับอาการปวดที่ฉันรับรู้ว่าเปลื่ยนไป ทั้งแง่ของความรุนแรง ความทรมาน ความทนได้ของฉันเพิ่มขึ้น
ความรู้สึกว่ามีศัตรูฝังในกายตลอดเวลา ค่อยๆลดลง มุมมองฉันที่มีต่อ เซลมะเร็งเปลื่ยนไป ฉันแคร์เขามากขึ้น ฉันบอกเขาว่า เวลาที่ฉันได้รับยา เซลปกติก็โดนทำร้ายเหมือนกันกับเขา เซลมะเร็งน่าสงสารมาก เพราะ เกิดมามีรูปร่างหน้าตาแตกต่างไปจากคนอื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน จริงๆถ้าเป้นไปได้คงไม่มีเซลไหนในร่างกายเราอยากผิดเพื้ยนไปจากคนอื่น ฉันสงบลง
ตลอดเวลา 10 ปีที่ป่วยมา ฉันมีหน้าที่เอาชนะอย่างเดียว ด้วยยุทธโธประกรณ์ ต่างๆ ยา เคมีบำบัด นับครั้งไม่ถ้วน เอาแบบขนาดสูงผมร่วง ก็ 4 ครั้ง ใหญ่ ล่าสุดก็ต่อเนื่องกันมา 36 เดือน รังสีรักษา 4 ครั้ง การผ่าตัดใหญ่ 2 ครั้ง นอกจากนั้นฉันยังใช้จิตบำบัด กดเขาไว้ รังเกียจเขา แยกเขาออกจากกายดี ฉันจึงไม่เคยสงบเสียทีเพราะกังวลว่าเขาจะลุกขึ้นมาทำร้ายฉันซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงเป็นสงครามภายในร่างกายฉัน การตอบโต้ไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อมุมมองเปลื่ยน ใจฉันก็อ่อนโยนขึ้น การให้ ความรัก ความเมตตาและมิตรภาพ ทำให้ไฟร้อนภายในตัวมอดลง
ฉันปฎิบติได้ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น สมดุลย์ขึ้น ฉันเริ่มท้องเสีย วิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำ มือยุบบวม ขายุบบวม ท้องยุบ ปลายนิ้วก็ไม่เขียวแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนฉันเริ่มโผล่พ้นน้ำ ได้เริ่มหายใจบนอากาศบ้าง สมองสดชื่นขึ้น
ส่งอารมณ์วันนี้ ฉันกราบขอบคุณอาจารย์ ที่ช่วยต่อเทียน เพิ่มพลังเทียนชีวิตให้ฉัน ให้มีพลังต่อไป อาจารย์ให้ฉันปฎิบัติต่อ อย่างน้อย 3 ชม ต่อวัน ฉันรับปาก
เวลาเดินจงกรม ระยะที่ 5 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลง หนอ เหยียบ หนอ ช้าสงบ ตัวฉันเตี้ยลงตามความรู้สึก ตัวหนักและใหญ่ กดแผ่นดินยุบไปเลย ฉันสามารถนั่งได้ดีจบบัลลงค์มากขึ้น
ในนาทีหนึ่งของการนั่ง ฉันรู้สึกถึงการขยายตัวของก้อนที่หน้าอกขวา จุดกำเนิดของโรค เป่งขึ้น แล้วเสียดังเปรี้ย ผน้งของก้อนเกิดเป็นรูเล็กๆหลายรูพร้อมกันให้เลือดวิ่งเข้าไป ซู่ๆ ขนลุก เขายอมให้เลือดเข้าไปนำออกซิเจนเข้าไปแล้ว น้ำตาไหล ร้องไห้โฮ หมดบัลลังค์พอดี หลบไปร้องไห้เลย ดีใจ สัญญาณบวก
อย่างน้อยวันนี้ ฉันก็ได้พลังชีวิต-แบตตอรี่ของชีวิตกลับมา เพื่อให้ยังคงชีพอยู่ได้ ดีใจ

 

 

วันที่ 6 ที่สุด ของที่สุด สุดยอด ธรรมะรักษา จากการปฎิบัติธรรมที่ #มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ ,วัดห้วยส้ม กับ อาจารย์ ศิริพร กรรณกุลสุนทร Siriporn Kankulsuntorn
วันนี้เปลื่ยนการเดินเป็นขั้นที่ 6 ยกส้นหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอแตะหนอ กดหนอ อาจารยืนำเดินแต่เช้า ในตอนเดินจงกลมนั่นเองฉันเริ่มแน่นท้องคลื่นไส้ ท้องเสีย ไม่ไหว ยอมไปห้องน้ำ อาเจียนสักหนึ่งยก เฮ้อดีขึ้น กลับมาตั้งจิตใหม่ เดินจงกลมใหม่ คราวนี้ ฉันได้ยินเสียงซ้อนในหู ยกหนอ ย่างหนอ เสียงมาจากตัวของฉัน สงสัยจะขาดน้ำ-เกลือแร่มากไปหรือเปล่า ตัวเองบอกตัวเองว่าก็เสียงของเซลมะเร็งในร่างกายไง เขามาปฎิบัติด้วย
เข้ารอบที่ 3 ของการเดินจงกรมภายใต้เสียงการนำบริกรรมของอาจารย์ ศิริพร กรรณกุลสุนทร ฉันเริ่มร้องไห้อีกแล้ว ไม่ทราบสาเหตุ ขนลุก สักพักก็มีเสียงดังก้องหัวว่า พ่อไม่เคยทิ้งเจ้า พ่อไม่เคยทิ้งใช่ไหม เจ้าน้ำตาก็ไหลไม่หยุดจนจบบัลลังค์
อาจารย์ได้แก้อารมณ์ให้ภายหลังว่า ดีที่เขามาทวงในห้องกรรมฐาน แสดงว่าเขากำลงัจะให้อภัย ให้อธิษฐานว่า ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ แม้มดแมลงก็ไม่้เข่นฆ่า
อาจารย์บอกว่า อาการทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับฉันนั้น เป้นการเกิดจากการแข็งแรงขึ้นของสติและสมาธิ เป็น ” ธรรมะรักษา ” สาธุ
วันนั้น ปฎิบัติได้ไม่ครบองค์ อาเจียน ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย จนต้องไปขอมะนาวและน้ำผึ้งจากอาจารย์ อาการก็ทุเลาลง
น่าแปลกอาการปวดเมื่อยทั้งกาย ก็จางหายไปพร้อมอาการคลื่นไส้ที่หายไป
นพ พิเชษฐ์ แพทย์รุ่นพี่กล่าวเล่าเรื่องประสพการณ์ของตัวเอง ในการปฎิบัติ เลื่อมไส เลื่อมไส บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น
ตกเย็นฉันเริ่มยิ้มออก ตัวเบา หัวเบา ใจผ่องใส กินอาหารเย็นได้วันแรก
น่าแปลก คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ อาการปวดกลับมาอีกครั้งตอนเที่ยงคืน ฉํนลุกขึ้นมานั่งกำหนดจิต น้องๆก้ลืมตามาดุ ฉันกลัวเค้ากลัวเลย นอนลงกำหนด สักพัก ประมาณ 20 นาที การปวดก็หายไปเองไม่ได้กินยา เลยคิดว่าน่าจะเป็นการฉีดวัคซีนก่อนปล่อยกลับบ้าน ดีจัง

 

วันที่ 7 ของการปฎิบัติธรรมที่ วัดห้วยส้ม มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่
เกิอบวันสุดท้ายแล้ว วันนี้ฉันตื่นขึ้นมาสดชื่นแม้นอนได้เพียง 2 ชม เพราะทำข้อสอบ post test ก่อนกลับ ฉันเผชิญความปวดด้วยสติ อ่อนโยน เข้าใจ น้อมบุญกุศลสู่จุดปวด แตกต่างจากอดีตที่ฉันจะกำหนด ให้ฉันแกร่งขึ้นแกร่งขึ้น ให้เอาชนะความปวด ที่ดีมากคือ ใจฉันเบาสบายมากกว่าการกำหนดแบบเดิม
ฉันปฎิบัติได้ดี ครบตามเวลา แม้ว่าส่วนใหญ่ของเวลาจะหมดไปกับการขออโหสิกรรม การน้อมนำกุศลผลบุญ การแผ่เมมตา การขอบคุณสำนึกบุซญคุณ ทุกจุดที่กำหนด สมองฉันเบิกบานขึ้น พลังในตัวเต็ม สดชื่นมาก เริงร่าเหมือนเดิม
มี massage สำคัญที่ฉันจับได้คือ นาทีก่อนตาย เราจะเลือกไปไหน การกำหนดก่อนตาย รู้ตัว มีสติก่อนตายสำคัญมาก ฉันเป็นหมอที่มักมีคนไข้หนักในมือ และฉันมักต้องเป็นคนที่ต้องแจ้งคนไข้ ให้ละสังขาร เพื่อเปลื่ยนภพ เพราะกายนี้ไม่ไหวแล้ว และแจ้งญาติเรื่องการเตรียมตัวสำหรับคนไข้ในการเปลื่ยนภพและสำหรับญาติเอง เช่นกัน
ฉันพบองค์ความรู้ใหม่ที่จะนำมาใช้ อย่างน้อยฉันอาจจะพอช่วยให้เขาได้อยู่ในภพภูมิที่ดีในนาทีที่ละสังขาร ก่อนที่จะเป็นไปตามกฎแห่งกรรม
กลับมา ทำงานวันแรกก็มีคนไข้ได้ใช้บริการ ฉันแนะนำให้ญาติกล่าวบอกถึงบุญกุศลและความดีที่ผู้ป่วยได้ทำไว้พร้อมนำบทสวดมนต์มาวางที่ข้างหูคนไข้ตลอดเวลา ฉันชอบธรรมจักรกัปวัฒนสูตร ของหลวงพ่อจรัล ฉันบอกคนไข้เหมือนที่อจ สอน โอกาสสุดท้ายของการบรรลุมรรค คิดสิ่งที่ดี คิดถึงกุศล ศีล ทาน ที่ทำมาในอดีต ตั้งจิตให้มั่น ไม่ต้องกลัว จะไม่เจ็บไม่ปวด
อย่างน้อยญาติก็สงบลง คนไข้ก็ละสังขารอย่างสงบ ไม่ทุรนทุราย
ตอนเย็น อาจารย์ให้ฉันแชร์ประสพการณ์ ฉันผ่านมาเยอะ มีหลายเรื่องอยากบอกนักศึกษาแพทย์ อยากหลายคนที่ยังไม่เจอ
ทั้ง 8 วัน 7 คืนนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรกของการเริ่มรักษา โดยวิธี ธรรมะรักษา ฉันต้องกลับไปอีกเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป แต่วันนี้ฉันดีขึ้น จิตใสสว่างขึ้น กายสมดุลย์มากขึ้น
ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยแผ่เมตตาให้ ช่วยลุ้น ช่วยเป็นกำลังใจ กราบขอบพระคุณอาจารย์ Siriporn Kankulsuntorn ที่ได้ส่ง หมอและ แม่ คืนสู่ลูกน้อย สองคน

 

วันสุดท้ายของการปฎิบัติ อาจารย์ให้อธิษฐาน 
ฉันอธิษฐาน 2-3 ข้อ ได้แก่ 
1   ขอธรรมะช่วยรักษากาย ให้แข็งแรงขึ้น อย่างน้อยขอให้สามารถนั่งลงก้มกราลพระรัตนตรัยด้วยสติ  ขอให้สามารถเผชิญอาการต่างๆ ด้วยความสงบสติ ขอธรรมะช่วยรักษาข้าพเจ้าด้วย 
2. ขอธรรมะช่วยจัดสรร การแก้ปัญหา หรือทางออกของสถานการณ์ที่ข้าพเจ้าก็ยังไม่รู้จะไปทางไหนต่อ ได้แก่ สภาพคล่องทางการเงิน ที่หามาเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ค่าใช้จ่ายที่สูง ลักษณะงานที่กดดันและวางบนความเสี่ยง ธุรกิจที่ยังยืนไม่ได้แข็งแรง 
3. ขอให้ฉันนิ่ง ขอให้สติมีพลังมากพอ

**************************************************

รูปภาพ : อยากท้าทายตัวเองด้วยการฝึกเดินด้วยสติไหมคะ?  ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร. ณัชร” เรื่องที่ 11 วันนี้จะมาคุยกันเรื่อง “เดินดี ๆ มีกุศล” ภาค 2/3 ค่ะ  โดยในสัปดาห์ที่แล้วเราได้เกริ่นไปว่า คนเราไม่ได้เกิดมาพร้อม “คู่มือมนุษย์” ที่จะช่วยให้เราปลดล็อครหัสลับที่จะดึงศักยภาพในตัวเราออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการเจริญสติคือวิธีปลดล็อครหัสลับนั้น   สัปดาห์นี้เราจะมาเริ่มฝึกเดินด้วยสติกันค่ะ วัตถุประสงค์ของการฝึกในขั้นเริ่มต้นนี้ก็คือหัดให้เรามีสติที่คมชัดกำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันขณะในความเป็นไปของกายและใจอย่างต่อเนื่องค่ะ </p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>ในการหัดเดินด้วยสติครั้งแรก ๆ นั้นขอแนะนำให้ใช้พื้นที่ไม่มากเพื่อที่จะได้ฝึกเดินในแนวตรง ๆ กลับไปกลับมาค่ะไม่ใช่เดินเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ แบบชมสวนหรือว่าเดินเป็นวงกลม  สถานที่นั้นควรเป็นที่ปราศจากสิ่งรบกวนและสิ่งของเกะกะรกหูรกตานะคะถ้าเป็นไปได้  อาจจะเป็นในห้องนอนหรือในสวนของท่านหรือแม้แต่สวนสาธารณะก็ได้ค่ะ  เราจะเดินก้าวสั้น ๆ ความยาว 1 ช่วงเท้าเพียง 8-10 ก้าวต่อเที่ยวเท่านั้นค่ะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>การฝึกเดินด้วยสติจะให้ผลดีที่สุดเมื่อเดินด้วยเท้าเปล่าค่ะ  อย่างน้อยก็ในการฝึกครั้งแรก ๆ นะคะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>จริงอยู่ค่ะที่ในที่สุดแล้วเป้าหมายของการเดินด้วยสติของเราคือการที่ท่านจะสามารถเดินด้วยสติได้ตลอดเวลาในทุก ๆ ที่ทุกสถานการณ์  แต่การที่จะพัฒนากำลังสติขึ้นมาในครั้งแรก ๆ นั้นครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญได้พิสูจน์มาแล้วค่ะว่าการฝึกเดินกลับไปกลับมาในระยะพอสมควรนั้นจะช่วยเพิ่มกำลังสติได้ดีกว่า</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>เราจะเริ่มจากการยืนด้วยสติก่อนเลยนะคะ  ให้ท่านยืนตรงแต่ไม่เกร็ง  ถ้ากุมมือไว้ข้างหน้าหรือไขว้มือไว้ข้างหลังได้ก็จะทำให้ท่านสามารถจดจ่ออยู่กับเฉพาะอาการเคลื่อนของเท้าได้ดีกว่าค่ะ  ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ดูนะคะ  ลองสังเกตร่างกาย(หรือ ใจ) ของท่านระหว่างการหายใจและหลังหายใจด้วยนะคะว่ารู้สึกอย่างไร  ลองหายใจเข้าออกสักสองสามครั้งในท่ายืนนี้  ถ้าท่านรู้สึกถึงความ “ใจร้อน” หรือ “อยากเดิน” เกิดขึ้นในใจก็ให้กำหนดรู้ตามนั้นด้วยนะคะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>ต่อไปให้ใช้ใจของท่านเหมือนเป็นเครื่องเอ๊กซเรย์ที่จะสแกนร่างกายของตัวท่านเองจากศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อรับรู้อาการยืนให้ชัดเจน พร้อมกับกำหนดรู้ในใจว่า “ยืน” ไปด้วยนะคะ แล้วก็ใช้ใจสแกนจากปลายเท้าย้อนกลับไปที่ศีรษะให้รับรู้อาการยืนแล้วกำหนดว่า “ยืน” อีกครั้ง ก่อนที่จะทำแบบครั้งแรกซ้ำคือ จากศีรษะจรดปลายเท้าและกำหนดว่า “ยืน” เป็นครั้งที่ 3  </p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>นี่เป็นการฝึกสติให้รับรู้อาการยืนอย่างชัดเจนค่ะ  ถ้าใจท่านแว่บออกไปคิดนู่นนี่ระหว่างที่กำลังฝึกก็กำหนดว่า “คิด” แล้วดึงกลับมาที่การกำหนดยืนอีกครั้งนะคะ  ถ้าใจท่านรู้สึกสงสัยก็กำหนดว่า “สงสัย” เพียง 1 ครั้งแล้วกลับมาที่การกำหนดยืนให้ครบ 3 ครั้งค่ะ  พอครบแล้วก็ให้กำหนดอาการ “อยากเดิน” ในใจ 3 ครั้งนะคะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>จากนั้น ย้ายใจของท่านไปที่เท้าขวาของท่านนะคะ  ไม่ต้องก้มลงมองเท้าค่ะ ทิ้งสายตาลงสบาย ๆ มองไปพื้นข้างหน้าสัก 3-4 ก้าวก็ได้ค่ะ เพียงใช้ใจส่งความรู้สึกไปที่เท้าอย่างจดจ่อเท่านั้น  สังเกตความรู้สึกที่ฝ่าเท้าของท่านสัมผัสพื้นหรือว่าสนามหญ้านะคะ  ท่านรู้สึก เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง คะ?  จากนั้นด้วยใจที่ยังจดจ่ออยู่ที่เท้าขวาให้ท่านค่อย ๆ ยกเท้าขวาขึ้นสูงสักประมาณตาตุ่มพร้อมกับกำหนดรู้ในใจด้วยว่า “ยก” แล้วหยุดสักนิดเพื่อให้สติท่านได้ตามกำหนดรู้ทันว่า “อาการยก” นั้นมีลักษณะอย่างไร เช่น เบา หนัก ถ่วง ๆ หรือว่าอย่างไร  กำหนดไปตามความเป็นจริงนะคะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>หลังจากกำหนดรู้ในอาการยกแล้ว ก็ค่อย ๆ วางเท้าลงในระยะ 1 ช่วงเท้าข้างหน้า ไม่ต้องก้าวยาวมากนะคะพร้อมกับกำหนดในใจว่า “เหยียบ” โดยตลอดเวลานี้ใจท่านจะจดจ่ออยู่ในอาการเคลื่อนของเท้าไปจนเท้าหยุดแนบกับพื้นทิ้งน้ำหนักลงไปพอดีแล้วหยุดค้างอยู่ในอาการนั้น  ในการเหยียบนั้นให้ใจคอยสังเกตในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นค่ะ สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสฝ่าเท้าและสังเกตการเคลื่อนของร่างกายและการถ่ายน้ำหนัก  กำหนดรู้ทุกอย่างไปตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะนั้นเท่านั้นนะคะไม่ต้องใช้จินตนาการ </p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>อย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ หยุดนิดนึงเพื่อที่จะย้ายใจท่านไปที่เท้าซ้ายก่อน  จากนั้นค่อยทำซ้ำเหมือนก้าวก่อนหน้าค่ะ  ไม่ต้องเกร็งเท้านะคะ ปล่อยสบาย ๆ แต่ต้องทำช้า ๆ ค่ะเพื่อที่ท่านจะได้มีสติตามดูตามรู้ได้ละเอียด</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>อึดอัดใช่ไหมคะ? ^_^  กำหนดรู้ถึงความอึดอัดในใจนั้นด้วยค่ะแล้วก็ปล่อยมันไป  สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมต้องมาทำอะไรอย่างนี้?  กำหนดรู้แล้วก็ปล่อยมันไปเหมือนกันค่ะ  ใจแว่บออกไปใช่ไหมคะ?  กำหนดรู้แล้วก็ปล่อยมันไปค่ะ  เมื่อท่านเดินไปจนสุดทางที่ท่านกำหนดไว้แล้วก็ให้บอกตัวเองในใจว่า “อยากหยุด” แล้วก็ก้าวเท้าหลังมาเคียงเท้าหน้าเพื่อหยุดการเดินเที่ยวนี้ค่ะ  กำหนดความโล่งใจด้วยนะคะ!  ^_^</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>อย่าเพิ่งหันหลังกลับนะคะ  ยืนกำหนดอาการยืนอีก 3 ครั้งเหมือนตอนก่อนเริ่มต้นเดินค่ะ  จากนั้นกำหนดความรู้สึกอยากหันกลับแล้วค่อย ๆ กลับตัวช้า ๆ รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวของกายและใจ  เมื่อกลับตัว 180 องศาแล้วก็ให้กำหนดอาการยืนอีก 3 ครั้งค่ะจากนั้นก็กำหนดอาการอยากเดินในใจ 3 ครั้ง ก่อนที่จะเริ่มเดินค่ะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>ไม่ต้องหักโหมมากนะคะในการฝึกครั้งแรก  เดินสัก 2-3 เที่ยวก็พอค่ะ  ถ้าท่านทำถูกวิธีคือมีสติไปจดจ่อกับทุกอาการของกายและใจอย่างต่อเนื่องท่านจะพบว่านี่เป็นการเดินที่ยากที่สุดและเหนื่อยที่สุดที่ท่านเคยเดินมาในชีวิต  อย่าเพิ่งท้อนะคะ  เมื่อท่านเดินได้ชำนาญแล้วความปลอดโปร่งเบาสบาย โล่งกาย เย็นใจ สงบใจ จะเกิดขึ้น และถ้าท่านยังทำต่อไปท่านก็จะเกิดปัญญาทางธรรมด้วยค่ะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>ก่อนอื่นพยายามฝึกการเดินด้วยสติอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอนก็ยังดีค่ะ สัปดาห์หน้าผู้เขียนจะมาเฉลยว่าพระพุทธองค์เคยตรัสเรื่องประโยชน์ของการเดินด้วยสติไว้อย่างไรบ้าง เป็นกุศลอย่างไร ให้ผลทันทีอย่างไร นอกจากนั้นก็จะมีเคล็ดลับในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยค่ะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>เล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า “การเดินทางระยะหมื่นลี้นั้นเริ่มต้นด้วยการก้าวเดินเพียงก้าวเดียว”  เส้นทางสู่ความสุขสูงสุดคือความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงของท่านนั้นก็เริ่มด้วยการก้าวเดินเพียงก้าวเดียว…ทีละก้าวเช่นกันค่ะ</p><br /><br /><br /><br /><br />
<p>Cr ภาพจาก wmchuu” /></p>
<div class=

การฝึกเดินด้วยสติค่ะ
อยากท้าทายตัวเองด้วยการฝึกเดินด้วยสติไหมคะ? ซีรี่ส์ “เรื่องดี ๆ จาก ดร. ณัชร” เรื่องที่ 11 วันนี้จะมาคุยกันเรื่อง “เดินดี ๆ มีกุศล” ภาค 2/3 ค่ะ โดยในสัปดาห์ที่แล้วเราได้เกริ่นไปว่า คนเราไม่ได้เกิดมาพร้อม “คู่มือมนุษย์” ที่จะช่วยให้เราปลดล็อครหัสลับที่จะดึงศักยภาพในตัวเราออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งการเจริญสติคือวิธีปลดล็อครหัสลับนั้น สัปดาห์นี้เราจะมาเริ่มฝึกเดินด้วยสติกันค่ะ วัตถุประสงค์ของการฝึกในขั้นเริ่มต้นนี้ก็คือหัดให้เรามีสติที่คมชัดกำหนดรู้อยู่ในปัจจุบันขณะในความเป็นไปของกายและใจอย่างต่อเนื่องค่ะในการหัดเดินด้วยสติครั้งแรก ๆ นั้นขอแนะนำให้ใช้พื้นที่ไม่มากเพื่อที่จะได้ฝึกเดินในแนวตรง ๆ กลับไปกลับมาค่ะไม่ใช่เดินเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ๆ แบบชมสวนหรือว่าเดินเป็นวงกลม สถานที่นั้นควรเป็นที่ปราศจากสิ่งรบกวนและสิ่งของเกะกะรกหูรกตานะคะถ้าเป็นไปได้ อาจจะเป็นในห้องนอนหรือในสวนของท่านหรือแม้แต่สวนสาธารณะก็ได้ค่ะ เราจะเดินก้าวสั้น ๆ ความยาว 1 ช่วงเท้าเพียง 8-10 ก้าวต่อเที่ยวเท่านั้นค่ะการฝึกเดินด้วยสติจะให้ผลดีที่สุดเมื่อเดินด้วยเท้าเปล่าค่ะ อย่างน้อยก็ในการฝึกครั้งแรก ๆ นะคะ

จริงอยู่ค่ะที่ในที่สุดแล้วเป้าหมายของการเดินด้วยสติของเราคือการที่ท่านจะสามารถเดินด้วยสติได้ตลอดเวลาในทุก ๆ ที่ทุกสถานการณ์ แต่การที่จะพัฒนากำลังสติขึ้นมาในครั้งแรก ๆ นั้นครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญได้พิสูจน์มาแล้วค่ะว่าการฝึกเดินกลับไปกลับมาในระยะพอสมควรนั้นจะช่วยเพิ่มกำลังสติได้ดีกว่า

เราจะเริ่มจากการยืนด้วยสติก่อนเลยนะคะ ให้ท่านยืนตรงแต่ไม่เกร็ง ถ้ากุมมือไว้ข้างหน้าหรือไขว้มือไว้ข้างหลังได้ก็จะทำให้ท่านสามารถจดจ่ออยู่กับเฉพาะอาการเคลื่อนของเท้าได้ดีกว่าค่ะ ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ ดูนะคะ ลองสังเกตร่างกาย(หรือ ใจ) ของท่านระหว่างการหายใจและหลังหายใจด้วยนะคะว่ารู้สึกอย่างไร ลองหายใจเข้าออกสักสองสามครั้งในท่ายืนนี้ ถ้าท่านรู้สึกถึงความ “ใจร้อน” หรือ “อยากเดิน” เกิดขึ้นในใจก็ให้กำหนดรู้ตามนั้นด้วยนะคะ

ต่อไปให้ใช้ใจของท่านเหมือนเป็นเครื่องเอ๊กซเรย์ที่จะสแกนร่างกายของตัวท่านเองจากศีรษะจรดปลายเท้าเพื่อรับรู้อาการยืนให้ชัดเจน พร้อมกับกำหนดรู้ในใจว่า “ยืน” ไปด้วยนะคะ แล้วก็ใช้ใจสแกนจากปลายเท้าย้อนกลับไปที่ศีรษะให้รับรู้อาการยืนแล้วกำหนดว่า “ยืน” อีกครั้ง ก่อนที่จะทำแบบครั้งแรกซ้ำคือ จากศีรษะจรดปลายเท้าและกำหนดว่า “ยืน” เป็นครั้งที่ 3

นี่เป็นการฝึกสติให้รับรู้อาการยืนอย่างชัดเจนค่ะ ถ้าใจท่านแว่บออกไปคิดนู่นนี่ระหว่างที่กำลังฝึกก็กำหนดว่า “คิด” แล้วดึงกลับมาที่การกำหนดยืนอีกครั้งนะคะ ถ้าใจท่านรู้สึกสงสัยก็กำหนดว่า “สงสัย” เพียง 1 ครั้งแล้วกลับมาที่การกำหนดยืนให้ครบ 3 ครั้งค่ะ พอครบแล้วก็ให้กำหนดอาการ “อยากเดิน” ในใจ 3 ครั้งนะคะ

จากนั้น ย้ายใจของท่านไปที่เท้าขวาของท่านนะคะ ไม่ต้องก้มลงมองเท้าค่ะ ทิ้งสายตาลงสบาย ๆ มองไปพื้นข้างหน้าสัก 3-4 ก้าวก็ได้ค่ะ เพียงใช้ใจส่งความรู้สึกไปที่เท้าอย่างจดจ่อเท่านั้น สังเกตความรู้สึกที่ฝ่าเท้าของท่านสัมผัสพื้นหรือว่าสนามหญ้านะคะ ท่านรู้สึก เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง คะ? จากนั้นด้วยใจที่ยังจดจ่ออยู่ที่เท้าขวาให้ท่านค่อย ๆ ยกเท้าขวาขึ้นสูงสักประมาณตาตุ่มพร้อมกับกำหนดรู้ในใจด้วยว่า “ยก” แล้วหยุดสักนิดเพื่อให้สติท่านได้ตามกำหนดรู้ทันว่า “อาการยก” นั้นมีลักษณะอย่างไร เช่น เบา หนัก ถ่วง ๆ หรือว่าอย่างไร กำหนดไปตามความเป็นจริงนะคะ

หลังจากกำหนดรู้ในอาการยกแล้ว ก็ค่อย ๆ วางเท้าลงในระยะ 1 ช่วงเท้าข้างหน้า ไม่ต้องก้าวยาวมากนะคะพร้อมกับกำหนดในใจว่า “เหยียบ” โดยตลอดเวลานี้ใจท่านจะจดจ่ออยู่ในอาการเคลื่อนของเท้าไปจนเท้าหยุดแนบกับพื้นทิ้งน้ำหนักลงไปพอดีแล้วหยุดค้างอยู่ในอาการนั้น ในการเหยียบนั้นให้ใจคอยสังเกตในขณะที่เท้าสัมผัสพื้นค่ะ สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสฝ่าเท้าและสังเกตการเคลื่อนของร่างกายและการถ่ายน้ำหนัก กำหนดรู้ทุกอย่างไปตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะนั้นเท่านั้นนะคะไม่ต้องใช้จินตนาการ

อย่าเพิ่งขยับตัวนะคะ หยุดนิดนึงเพื่อที่จะย้ายใจท่านไปที่เท้าซ้ายก่อน จากนั้นค่อยทำซ้ำเหมือนก้าวก่อนหน้าค่ะ ไม่ต้องเกร็งเท้านะคะ ปล่อยสบาย ๆ แต่ต้องทำช้า ๆ ค่ะเพื่อที่ท่านจะได้มีสติตามดูตามรู้ได้ละเอียด

อึดอัดใช่ไหมคะ?  กำหนดรู้ถึงความอึดอัดในใจนั้นด้วยค่ะแล้วก็ปล่อยมันไป สงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมต้องมาทำอะไรอย่างนี้? กำหนดรู้แล้วก็ปล่อยมันไปเหมือนกันค่ะ ใจแว่บออกไปใช่ไหมคะ? กำหนดรู้แล้วก็ปล่อยมันไปค่ะ เมื่อท่านเดินไปจนสุดทางที่ท่านกำหนดไว้แล้วก็ให้บอกตัวเองในใจว่า “อยากหยุด” แล้วก็ก้าวเท้าหลังมาเคียงเท้าหน้าเพื่อหยุดการเดินเที่ยวนี้ค่ะ กำหนดความโล่งใจด้วยนะคะ!

อย่าเพิ่งหันหลังกลับนะคะ ยืนกำหนดอาการยืนอีก 3 ครั้งเหมือนตอนก่อนเริ่มต้นเดินค่ะ จากนั้นกำหนดความรู้สึกอยากหันกลับแล้วค่อย ๆ กลับตัวช้า ๆ รับรู้ทุกความเคลื่อนไหวของกายและใจ เมื่อกลับตัว 180 องศาแล้วก็ให้กำหนดอาการยืนอีก 3 ครั้งค่ะจากนั้นก็กำหนดอาการอยากเดินในใจ 3 ครั้ง ก่อนที่จะเริ่มเดินค่ะ

ไม่ต้องหักโหมมากนะคะในการฝึกครั้งแรก เดินสัก 2-3 เที่ยวก็พอค่ะ ถ้าท่านทำถูกวิธีคือมีสติไปจดจ่อกับทุกอาการของกายและใจอย่างต่อเนื่องท่านจะพบว่านี่เป็นการเดินที่ยากที่สุดและเหนื่อยที่สุดที่ท่านเคยเดินมาในชีวิต อย่าเพิ่งท้อนะคะ เมื่อท่านเดินได้ชำนาญแล้วความปลอดโปร่งเบาสบาย โล่งกาย เย็นใจ สงบใจ จะเกิดขึ้น และถ้าท่านยังทำต่อไปท่านก็จะเกิดปัญญาทางธรรมด้วยค่ะ

ก่อนอื่นพยายามฝึกการเดินด้วยสติอย่างน้อยวันละครั้งก่อนนอนก็ยังดีค่ะ สัปดาห์หน้าผู้เขียนจะมาเฉลยว่าพระพุทธองค์เคยตรัสเรื่องประโยชน์ของการเดินด้วยสติไว้อย่างไรบ้าง เป็นกุศลอย่างไร ให้ผลทันทีอย่างไร นอกจากนั้นก็จะมีเคล็ดลับในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยค่ะ

เล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า “การเดินทางระยะหมื่นลี้นั้นเริ่มต้นด้วยการก้าวเดินเพียงก้าวเดียว” เส้นทางสู่ความสุขสูงสุดคือความพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิงของท่านนั้นก็เริ่มด้วยการก้าวเดินเพียงก้าวเดียว…ทีละก้าวเช่นกันค่ะ

Cr ภาพจาก wmchuu

**************************************************

 

1 อาทิตย์ ชีวิตหลังการปฎิบัติธรรม 
ฉันมารับเคมีบำบัด วันรุ่งขึ้นหลังจากกลับจากปฎิบัติ และกลับมาทำงาน เผชิญคนไข้จำนวนมากที่เลื่อนนัดออกไปหนึ่งอาทิตย์พร้อมเข้าเวรอีก งานยุ่งมาก และ ยัง เพลียจากยาเคมี ปวดเมื่อยทั้งตัวซึ่งปกติจะเป้นประมาณ 1 อาทิตย์แล้วจะหายไป ทำให้ฉันแทบหมดแรงแต่ละวัน พยายามประคับประคองให้ผ่านไปทีละวัน
อย่างน้อยวันนี้ภายในใจของฉันสงบ จิตไม่กระเพื่อม แม้ว่าเจองานยากแค่ไหน การตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ภาวะกระตุ้น สิ่งเร้าทั้งหลายกลายเป็นเย็นเฉียบ พูดน้อยประโยคมากแต่ชัดเจน ไม่โวยวายเหมือนเดิม ศีลข้อ4 ของอาจารย์เริ่มทำงาน
อาการปวดบริเวณกระดูกที่เกิดจากการแพร่กระจาย ยังคงมีแต่ไม่ทรมาน ไม่ต้องใช้ยา นอนได้มากขึ้น ไม่ตื่นมาปวดกลางคืน
ฉันพยายามปฎิบัติ เดินจงกลม นั่งสมาธิให้ได้อย่างน้อยครึ่งชม หรือ 1 ชมครึ่ง ทุกวัน ตามแต่ช่วงเวลาที่มี อาศัยสะสมแต้มจากกำหนดอิริยาบทใหญ่ย่อย ทุกๆ ครั้งที่ว่าง 1 นาที -2 นาทีก็เอา และ คงต้องไป booth กันเสาร์อาทิตย์ ที่ฉันชอบหลบไปอยู่คนเดียวที่สวนโมกข์กรุงเทพ ในห้องชิม นิพพานของท่านพุทธทาส
เวลามีอาการฉันก็ใช้วิธีน้อมนำกุศล ผลบุญทั้งหลายที่ใช้ได้กระทำ ส่งไปที่จุดกำเนิดนั้น เพื่อบรรเทาอาการ
มีผู้รักษา The healer ท่านหนึ่งเป็นญาติคนไข้ ทักว่า “พลังของ หมอดูเต็มเปี่ยมมาก เน้นย้ำว่า การปฎิบัติธรรมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งเดียวนะคะ คงต้องทำต่อเนื่อง พลังปาฎิหารย์ของแผ่เมตตามีมาก เธอขอร้องให้ฉันระมัดการใช้พลังจิตรักษาผู้อื่น ถ้าเป็นไปได้ห้ามใช้ในระยะนี้ จนกว่าจะแข็งแรงกว่านี้ ให้ใช้เป็นการแผ่เมตตาแทน “
ฉันเรียนรู้การสะสม ประหยัด พลังงานมากขึ้น ที่ผ่านมา ฉันใช้พลังทั้งหมดสิ้นเปลืองไปกับหลายเรื่องทำให้สุขภาพองค์รวมทรุด ฉันงดรับโทรศัพท์หลังเที่ยงคืน ขอให้โทรหาเฉพาะคนไข้หนักใหม่เท่านั้น ฉันงดส่งพลังจิตเพื่อให้คนไข้หายเร็ว หรือรอดชีวิต แต่อาศัยแผ่เมตตาแทน ฉันลดความเป็นฮีโร่ของตัวเองลง สงบ ไม่ปล่อยให้อารมณืสุดขั้วสุดโต่งเหมือนที่ผ่านมา
ฉันต้องถนอมทุกอย่างไว้ให้นานที่สุด สำหรับ ลูก 2 คน เพราะ ฉันคือพรหมของเขา แม้ว่า ตัวฉันพร้อมละสังขารวันนี้ นาทีนี้ เพราะรู้ว่าฉันได้ทำดีที่สุดแล้ว ฉันเป็นแบบให้ลูก เขาต้องเผชิญเหมือนฉันเช่นกัน
ขอบคุณ ประสพการณืชีวิตที่ยิ่งใหญ่

 

**************************************************

เคยอ่านเจอเรื่องของ หมอนิศา ในพันทิป มีคนพูดถึง เกี่ยวกับความช่วยเหลือตอนสึนามิ
ตอนสึนามิ  http://topicstock.pantip.com/…/X3204499/X3204499.html


ตอนน้ำท่วม กทม ไปส่งเชียงใหม่
http://www.thairath.co.th/content/211943