Category Archives: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน (สุขภาพ การดำเนินชีวิต)

ฑูตแห่งมุ้ง

มาตรฐาน

3

 

ปี  2006-4-6…..
Katherine Commale เด็กหญิงตัวน้อยวัย 5 ขวบ นั่งดูหนังสารคดีเกี่ยวกับทวีปแอฟริกา ซึ่งมีการให้ข้อมูลว่า “ทุกๆ 30 วินาที ก็จะมีเด็กคนหนึ่ง…. ตาย เพราะโรคมาเลเรีย”   เธอขดตัวอยู่บน ‪#‎โซฟา‬ แล้วก็เริ่มนับนิ้ว 1-2-3-4….. ตอนเธอนับถึง 30 ก็สีหน้าตกใจ

ตะโกนบอกแม่ว่า   “แม่ ๆ เด็กแอฟริกาตายไปแล้ว 1 คน เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

แม่เธอก็เข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วบอกแคตเธอรีนว่า   “มาลาเรียเป็นโรคที่น่ากลัว เด็ก ๆ เมื่อเป็นโรคนี้ มักจะเสียชีวิต”

“แล้วทำไมถึงเป็นมาลาเรีย ?”

“มาลาเรียติดต่อโดยยุง แอฟริกามียุงเยอะมาก”

“แล้วทำไงดี ?”

“ตอนนี้มีมุ้งที่แช่น้ำยากันยุง เมื่อมีสิ่งนี้ ก็จะป้องกันคนไม่โดนยุงกัด”

“แล้วทำไมพวกเขาไม่ใช่มุ้งแบบนี้ละ ?”

“มุ้งนี้แพงเกินไปสำหรับพวกเขา ๆ ไม่มีปัญญาซื้อ”

“ไม่ได้ เราต้องทำอะไรแล้ว”

ผ่านไปหลายวัน แม่ได้รับโทรศัพท์จากครูที่ รร อนุบาล บอกว่า แคตเธอรีนไม่ได้จ่ายค่าขนม   แม่ถามแคตเธอรีน เงินไปไหน

“ถ้าหนูอยู่ รร ไม่กินขนม ปกติไม่กินจุกจิก ไม่ซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ อย่างนี้พอจะซื้อมุ้งได้ไม๊คะ ?”

แม่พาแคตเธอรีนไปห้าง ใช้เงิน 10 เหรียญ ซื้อมุ้งใหญ่ ๆ อันหนึ่ง พอเด็ก 4 คน แล้วก็โทรหาองค์กรการกุศลที่ทำงานในแอฟริกา ว่าจะส่งมุ้งไปได้ยังไง และก็บังเอิญเจอหน่วยงานนึ่งที่ชื่อ “Nothing But Net” หรือ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”   หน่วยงานนี้ จะส่งมุ้งไปให้เด็กแอฟริกาโดยเฉพาะ แคตเธอรีนจึงจัดการส่งมุ้งไปให้หน่วยงานนี้ด้วยมือของตัวเอง

ผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับจดหมายขอบคุณจากหน่วยงานนี้ ใน จม. บอกว่าเธอเป็นผู้บริจาคที่อายุน้อยที่สุด และบอกอีกว่า “ถ้าบริจาคครบ 10 อัน จะได้รับ… ใบประกาศเกียรติคุณ”

แคตเธอรีนขอให้แม่ไปเปิดท้ายขายของกับเธอ เอาหนังสือเก่า ของเล่น เสื้อผ้าเก่ามาขาย ๆ ได้เงินจะได้เอาไปบริจาค แต่ขายไม่ดีเลย เธอคิดว่า “ตอนหนูบริจาคมุ้ง เขายังให้ใบประกาศเกียรติคุณ… งั้นคนอื่นซื้อของหนู ให้เงินหนู งั้นเขาก็ต้องได้รับเหมือนกันเน๊าะ”

แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำ ใบประกาศเกียรติคุณ แม่ช่วยเธอซื้อวัสดุ พ่อช่วยจัดห้อง น้องชายช่วยวาดรูปหัวใจแห่งรัก ใบประกาศเกียรติคุณทุกใบมีลายมือที่เขียนโดยตัวเธอเองว่า “ในนามของคุณ เราได้ซื้อมุ้ง 1 อัน ส่งไปแอฟริกา” แน่นอน มีลายเซ็นต์เธอด้วย…

แค่บริจาค 10 เหรียญ ซื้อมุ้ง 1 อัน ก็จะได้ใบประกาศเกียรติคุณ

เพื่อนบ้านเห็นใบประกาศเกียรติคุณของเธอ รู้สึกว่าไร้เดียงสาอย่างน่ารักมากและก็ซาบซึ้ง แค่ไม่นาน ใบประกาศเกียรติคุณก็ถูกแจกออกไป 10 ใบ  เธอก็ส่งเงินไปที่หน่วยงาน “Nothing But Net  ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” หน่วยงานก็ส่งใบประกาศเกียรติคุณและตั้งเธอเป็น “ทูตแห่งมุ้ง”  คนที่หน่วยงานบอกแคตเธอรีนว่า มุ้งที่เธอบริจาคถูกส่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งในประเทศกาน่า ในหมู่บ้านมี 550 คน

“โอ่ พระเจ้า แล้ว 10 อันพอใช้ที่ไหน”

เพื่อนบ้านนอกจากซื้อมุ้งจากแคตเธอรีนยังช่วยเธอทำใบประกาศเกียรติคุณ กลายเป็นทีมงานแคตเธอรีน
บาทหลวงในชุมชนก็เชิญเธอไปพูดในโบสถ์ พูดแค่ 3 นาที ก็ได้เงินบริจาคมา 800 เหรียญ ทำให้เธอมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาก เดินทางไปพูดที่โบสถ์อื่น ตอนเธออายุครบ 6 ขอบ ได้รับเงินบริจาคแล้ว 6,316 เหรียญ

Nothing But Net   ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”  เอาเรื่องของเธอลงในเวป  วันหนึ่งเธอเห็นเบคแฮ่มปรากฎตัวทาง TV ช่วยทำประชาสัมพันธ์การกุศลให้ “Nothing But Net  ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เธอรีบเขียนจดหมายขอบคุณไปให้เขา และแน่นอน เธอได้ส่งใบประกาศเกียรติคุณไปให้เขาด้วย 1 ใบ จากนั้นเบคแฮ่มเอาใบประกาศเกียรติคุณนี้ขึ้นเวปส่วนตัว เรื่องจึงแพร่กระจายออกไปอีก
ปี 2007-6-8….
เธอได้รับจดหมายจากหมู่บ้านที่รับมุ้ง เด็กในหมู่บ้านเขียนว่า  “ขอบคุณมุ้งของเธอ เราเห็นรูปเธอ เรารู้สึกว่าเธอสวยมาก”

แคตเธอรีนดีใจมาก ทำให้มีกำลังใจเพิ่มอีก เธอและทีมงานลงมือทำใบประกาศเกียรติคุณ 100 ใบ ส่งให้มหาเศรษฐีที่ติดอันดับในนิตยาสาร ฟร๊อบ    ในนั้นมีอยู่ใบนึงเขียนว่า “คุณบิลเกตที่เคารพ ไม่มีมุ้ง เด็กแอฟริกาจะตายเพราะมาลาเรีย พวกเขาต้องการเงิน แต่เงินอยู่ที่คุณ….”

2007-11-5…..
มูลนิธิบิลเกต‬ ประกาศบริจาคเงิน 3 ล้านเหรีญให้ “Nothing But Net  ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

บิลเกตบอกว่า “ผมได้รับใบประกาศเกียรติคุณพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า เงินที่ซื้อมุ้งให้เด็กแอฟริกาอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เอาเงินออกมา ไม่ได้แน่”

ปี 2008…..
มูลนิธิบิลเกตออกเงินถ่ายทำ “สารคดี เด็กช่วยเด็ก”   แคตเธอรีนจึงได้เหยียบแผ่นดินแอฟริกา ตอนเธอเห็นพวกเด็กๆ เขียนชื่อเธอไว้บนมุ้ง พวกเขาเรียกมุ้งช่วยชีวิตนี้ว่า “มุ้งแคตเธอรีน”    หมู่บ้านนี้ เดี๋ยวนี้ชื่อว่า “หมู่บ้านแคตเธอรีน”

จนถึงวันที่หนูน้อยแคตเธอรีนอายุ 7 ขวบ เธอได้ช่วยชีวิตเด็กแอฟริกาแล้ว 20,000 คน…

ขอบคุณน้องแคตเธอรีน… มากๆ ครับ /|\

หากเราเข้าใจถึงความเจ็บปวด ทรมานของผู้อื่นๆ และรู้จักคำว่า “พอเพียง.. และแบ่งปัน” ได้อย่างเด็กน้อยคนนี้ … พวกเราคงจะมี “โลกสวย” ที่เต็มไปด้วยคนที่จิตใจดีๆ ที่รู้จักพอ …

—————————————————
เครดิต : FB: ThaiCarLove

บทความฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)  http://www.nothingbutnets.net/…/champi…/lynda-katherine.html

 

พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน โดย อ.วศิน อินทสระ

มาตรฐาน


พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน
เรียบเรียงโดย อ.วศิน อินทสระ

อาหารมื้อสุดท้ายของแม่

มาตรฐาน

10

แม่ของฉันเป็นกุ๊กปรุงอาหาร   แม่เกิดในครอบครัวคนงานเหมืองแร่ เพราะฐานะทางบ้านยากจนมาก เด็กที่รักการเรียนและเรียนดีอย่างแม่ ต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานทั้งๆที่ยังเรียนไม่จบประถมด้วยซ้ำไป

แม่ติดตามไปอยู่ที่บ้านกุ๊กใหญ่นานถึง 3 ปี 4 เดือน กว่าจะได้ทำหน้าที่เป็นกุ๊ก
ช่วงไฮซีซั่น แม่ยุ่งจนไม่มีเวลาทำอะไรอื่น
ช่วงโลว์ซีซั่น เพราะแม่ไม่มีความรู้อะไรอื่น จึงควบทั้งตำแหน่งกุ๊กและคนรับใช้ที่บ้านของกุ๊กใหญ่ เรียกว่าทำงานแบบไม่มีวันหยุด

ตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก เวลาเพื่อนๆพูดถึงแม่ของตัวเอง พวกเธอมักจะอวดกันว่าแม่ของเธอทำอะไรอร่อยที่สุด หรือบทความที่เขียนถึงอาหารที่แม่ทำให้ทานเป็นพิเศษในช่วงเทศกาลต่างๆ
ฉันก็มักจะคิดถึงอาหารที่แม่ทำอร่อยเป็นพิเศษ แต่ฉันนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก เพราะเวลาที่แม่ของฉันทำอาหารที่ร้าน ก็เต็มโต๊ะไปหมด ทั้งรสชาติและสีสัน ทุกอย่างแม่ทำอร่อยหมด

เมื่อต้นปี แม่รู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แม่บอกทุกๆคนว่า
“โรคจริงไม่มีหมอรักษา ในเมื่อเป็นระยะสุดท้าย ก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรม ฉันจะไม่ไปแย่งเตียงคนไข้กับใครที่โรงพยาบาล ในเมื่อรักษาไปก็ไม่มีประโยชน์ ฉันจะไม่ทำให้ใครต้องมาเดือดร้อน”

แม่ลาออกจากงานกลับมาอยู่บ้าน   ไม่ถึงครึ่งปี เชื้อมะเร็งก็ลามไปทั่ว แม้แต่จะพูดจาก็ยังทำได้ลำบาก
เช้าวันนั้น แม่กลับอาการดีขึ้นอย่างน่าประหลาด พูดคุยได้เป็นปกติ    แม่เล่าเรื่องในอดีตให้ฉันฟัง   และมีอยู่ตอนหนึ่ง แม่เล่าเรื่องความเชื่อของคนโบราณว่า
“หากพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านกินข้าวแล้วตายจากไป นั่นแปลว่า ท่านต้องการใช้บุญวาสนาที่สร้างมาจนหมดแล้วค่อยตาย แต่หากไม่ทันได้กินหรือไม่ยอมกินในมื้อก่อนตาย นั่นก็แปลว่า ยินดีเหลือบุญวาสนาให้ลูกหลานได้สืบต่อ ให้ลูกหลานได้ใช้”
“แม่พูดอะไรไม่เป็นมงคลเลยนะคะ ไม่เอา หนูไม่อยากฟังอะไรพวกนี้แล้ว แม่เหนื่อยแล้วไปพักเถอะค่ะ” ฉันกล่าวตัดบท เพราะไม่อยากให้แม่เล่าเรื่องอะไรแบบนี้ให้ฟังอีก
“แม่ไม่รู้สึกเพลียอะไรเลย ให้แม่พูดเถอะลูก ไม่งั้น วันหลังลูกอยากฟังก็จะไม่มีโอกาสได้ฟังนะ”

ตั้งแต่ยังเล็ก แม่สอนให้ฉันหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ และสอนทำกับข้าว แม่บอกว่า   “แม้การทำอาหารเป็นเรื่องลำบาก แต่อย่างน้อยลูกต้องรู้จักทำให้ได้สัก2-3อย่างจะได้ไม่อดตาย แม่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าลูกจะเดินทางเส้นไหน แต่หากมีฝีมือในการทำกับข้าวอยู่บ้าง วันหน้าก็ทำร้านอาหารพอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้บ้าง”

แม่เป็นกุ๊ก ทำไมกลัวว่าฉันจะอดตาย?    แม่มักจะเปรียบชีวิตของแม่เหมือนมะระ ที่ขมทั้งชีวิต ไม่ว่าแม่จะหาเงินเก่งยังไง สุดท้ายพ่อก็ขโมยเงินแม่ไปเล่นการพนันเสมอ ก่อนที่พ่อจะตาย ก็ทิ้งหนี้พนันก้อนโตให้แม่ต้องใช้หนี้แทน

“แม่ไม่ต้องห่วงพวกหนูอีกแล้วนะ พวกหนูโตแล้ว ยังไงก็ไม่มีทางอดตาย ความยากจนมันไม่อยู่กับเราอีกต่อไปแล้วคะแม่!” ฉันพูดปลอบใจไม่ให้แม่ต้องห่วงพวกเราอีกต่อไป
“ชีวิตของแม่ ทุกข์จนไม่รู้จะทุกข์ยังไงแล้ว แม่กลัว! แม่อดไม่เป็นไรหรอก แต่ลูกทั้ง4จะอดไม่ได้! เมื่อก่อน ต่อให้ลำบาก ต่อให้เหนื่อย ต่อให้ไม่สบายแม่ก็สู้แม่ไม่ยอมตาย เพราะลูกๆยังไม่โต ตอนนี้ แม่ไม่ห่วงลูกๆแล้ว สวรรค์ไม่เพียงคุ้มครองลูกของแม่ให้เติบใหญ่ ยังช่วยลูกๆของแม่มีการงานทำดีๆกันทุกคนเลย ต่อให้แม่ตายไปวันนี้ก็ตาหลับ” แม่พูดจบก็มองฉันด้วยความรักความห่วงใย
ฉันกับแม่คุยกันนานจนต่างคนต่างก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

ไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไหร่ ฉันรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงแม่เรียก ฉันกึ่งหลับกึ่งตื่นเดินไปตามเสียงที่ได้ยิน แม่อยู่ในครัว  แม่บอกกับฉันว่า แม่ไม่ไหวแล้ว ฉันจึงพยุงแม่ไปนอนบนโซฟาในห้องรับแขก ฉันกอดแม่ไว้แน่น แม่บอกว่าถ้าพี่ๆมา ก็ให้ตักข้าวให้พี่ๆกิน ให้ดูและพี่ๆให้ดี และแม่ก็พูดกับฉันด้วยอาการสงบว่า  “แม่ไปละนะ!”   พูดไม่ทันสิ้นเสียง แม่ก็สิ้นใจ!

ฉันโทรบอกพี่ๆว่าแม่สิ้นใจแล้ว    ป้าบอกให้ฉันไปหุงข้าวและเตรียมอาหารไหว้แม่เป็นมื้อสุดท้าย   ฉันเดินเข้าครัวด้วยอาการเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว   เปิดฝาหม้อหุงข้าวออกแล้วก็ต้องสะดุ้งกับความร้อนของหม้อที่โดนข้อมือแบบจังๆ ฉันรีบสะบัดมือปล่อยฝาหม้อหุงข้าว   กลิ่นของข้าวระเหยเข้าจมูก มันหอมมาก เมื่อฉันเปิดฝาหม้อหุงข้าวอีกครั้ง ข้าวสวยร้อนๆเรียงเม็ดอย่างสวยงามเต็มหม้อ  และเมื่อมองไปที่โต๊ะกับข้าว ก็มีอาหารจานใหญ่ๆ 2-3 อย่างถูกฝาชีครอบไว้ ฉันรู้สึกประหลาดใจ แม่เอาแรงมาจากไหนทำกับข้าวกลางวันพวกนี้?
และวันนี้ก็มีแต่ฉันกับแม่ที่อยู่บ้าน ทำไมแม่หุงข้าวและทำกับข้าวไว้มากมายยังกับจะมีคนมากินเป็น10คน?
แม่ที่ขี้เกรงใจใครต่อใคร แม้แต่อาหารมื้อสุดท้าย ก็ยังต้องลงมือทำด้วยตนเอง

สิ่งที่แม่ทำเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิต ก็คือ เข้าครัวทำอาหารให้ลูกๆกิน
ฉันมองไปที่อาหารบนโต๊ะอีกครั้ง น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว นี่คือเสบียงที่แม่เหลือไว้ให้แก่ลูกๆ
จะบังเอิญหรือว่าตั้งใจ ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่แม่อยากทำเพื่อพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่ถึงชั่วโมง พี่ๆก็เดินทางมาถึงบ้าน     ฉันทำตามคำที่แม่กำชับไว้ก่อนตาย   นั่นก็คือ ตักข้าวใส่ชามแบ่งให้พี่ๆทุกคน แล้วเราก็กินข้าวพร้อมหน้ากัน   เราพี่น้องไม่มีใครพูดอะไร ได้แต่มองอาหารและข้าวในชาม เราต่างก็ร้องไห้ ข้าวมื้อนี้ ทำไมมันกลืนลงคอยากเย็นอย่างนี้   ข้าวแต่ละคำ เปี่ยมไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ที่เพิ่งจากไป………….

ที่มา  นุสนธิ์บุคส์

ข้อคิด มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช – หนุ่มก็เต็มที่…. แก่ก็เต็มที่

มาตรฐาน

2322

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช  เขียนหนังสือชื่อ  “ชรากถา”
เรื่องราวที่ อาจารย์หม่อม เขียนขึ้นเมื่อวัย 74 ปี ว่ามีกิจกรรมทำอะไรบ้างในวัยปูนนี้

“ความแตกต่าง ของ…คนหนุ่ม..กับ…คนแก่อยู่ที่…คนหนุ่มนั้นไม่เคยแก่  แต่..คนแก่นั้นเคยหนุ่มมาแล้ว”

“(แต่) ผมอาจจะมีอะไรพิเศษอยู่บ้างก็ตรงที่ ผมไม่ติดใจในความเป็นหนุ่ม

เมื่อยังหนุ่ม ก็หนุ่มเต็มที่

ครั้นเมื่อความหนุ่มผ่านพ้นไป ก็ไม่อาลัยเสียดาย ยอมรับว่าชรา

และความแก่เต็มที่ เช่นเดียวกับที่เคยหนุ่มเต็มที่

(เมื่อคิดได้อย่างนี้) ใจคอมัน ก็เบิกบานหมือนกับเมื่อยังหนุ่มเต็มที่….

และเมื่อรู้ว่าตัวแก่ ก็ยอมรับว่าแก่ แล้วก็อยู่มันไปตามเรื่อง แบบคนแก่

ไม่ตั้งกฎเกณฑ์ จู้จี้กับคนอื่น หรือกับตนเอง และไม่เรียกร้องอะไรจากคนอื่น

ไม่กะเกณฑ์ให้คนอื่นต้องมาสนใจ หรือคอยเอาใจ

เพราะ..กฎเกณฑ์ต่างๆที่ตั้งเอาไว้ ให้ตนเองปฎิบัติ หรือกิจกรรมอะไร ต่อมิอะไรอีกมากมายนั้น พอแก่ต่อไปอีก มันก็จะปฏิบัติไม่ได้

เพราะแก่เกินไป…    เมื่อปฏิบัติไม่ได้ ก็จะเป็นกังวลหงุดหงิด และขมขื่น เพิ่มน้ำหนักแห่งทุกข์ให้กับตนเอง ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่คนแก่จะทำเรื่องเหล่านั้น ให้เกิดขึ้นมา

… ผมจึงอยากเป็นคนแก่ที่อยู่ตามสบาย ยอมรับความแก่อย่างไม่เป็นกังวล

ความแก่นั้น ทำให้ผมนุ่มนวล ละมุนละไมกว่าแต่ก่อนเหมือนผลไม้สุกคาต้น หมดความแข็งกระด้างมุทะลุดุดัน ที่เคยมีมา หมดรสเปรี้ยว รสฝาดและหมดยาง

23  23

แก่ด้วยกัน
       อยู่กันมาแต่ลืมตาเห็นชีวิต เข้าใกล้ชิดไม่เคยพรากจากไปไหน
ถึงสังขารเปลี่ยนแปรไปตามวัย จากลูกหมาเป็นหมาใหญ่ถึงวัยชรา
       แต่จิตใจไม่แปรตามสังขาร ยังกล้าหาญจงรักสมศักดิ์หมา
ในยามทุกข์ ทุกข์ร่วมด้วยกันมา ในยามสุขปรีดาด้วยรู้ใจ
       ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยเฝ้า ยามนอนหลับใครจะเข้ามาไม่ได้
กินข้าวช้ามาเรียกด้วยห่วงใย หากนอนดึกวอนให้เข้าหลับนอน…

23
กฏของการใช้ชีวิตในวัยทองอย่างมีความสุข

1.  อาศัยอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัวและเป็นอิสระ

2.  ถือครองเงินฝากธนาคารและทรัพย์ไว้กับตัวเอง

3.  อย่าไปคาดหวังว่าลูกเต้าจะดูแลตอนแก่

4.  หาเพื่อนเพิ่ม คบทุกวัย

5.  อย่าเปรียบตัวเองกับคนอื่น

6.  อย่าไปยุ่งวุ่นวายกับชีวิตลูกหลาน

7.  อย่าเอาความชรามาเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกร้องความเคารพนับถือและความสนใจ

8.  ให้ฟังเสียงผู้อื่นแต่ให้วิเคราะห์และปฏิบัติตามที่คิดอย่างอิสระ

9.  ให้สวดมนต์  แต่อย่าร้องขอจากพระ

10. ข้อสุดท้าย  “อย่าเพิ่งตาย”     หายใจเข้าไว้  กินข้าวเข้าไว้ และออกกำลังกายทุกวัน

ลูกได้ที่โหล่ เปลี่ยนกลัดกลุ้มเป็นกำลังใจ

มาตรฐาน

childcreative00101
คุณแม่ท่านหนึ่งกลัดกลุ้มเรื่องการเรียนของลูกชาย จึงเข้าไปขอคำปรึกษากับพระอาจารย์

“เรื่องการเรียนของลูก สมควรเป็นเรื่องของลูกถึงจะถูกนะ โยมจะไปกลุ้มแทนเขาทำไม?” พระอาจารย์เอ่ยขึ้นหลังจากฟังนางพูดเสร็จ

“จะไม่ให้กลุ้มได้ยังไงคะ นักเรียนในห้องมี 40 คน ลูกชายอิฉันสอบได้ที่ 40 ตลอดเลยค่ะ!” นางเล่าไปพลางส่ายหน้าไปพลาง

“หากอาตมาเป็นโยมนะ อาตมาจะดีใจซะมากกว่า” พระอาจารย์ตอบไป

“ทำไมละคะ?”

“ก็โยมลองคิดดูสิ ลูกชายของโยมเขาจะไม่มีทางถอยหลังไปมากกว่านี้แน่นอน  เขาไม่ตกไปอยู่ลำดับที่ 41 หรอก ใช่ไหมละ?” พระอาจารย์ตอบไปแบบยิ้มๆ

เมื่อนางได้ฟังดังนั้น นางก็หัวเราะออกมา   “นี่ก็เหมือนกับการปีนเขานั่นแหละ ลูกชายของโยมตอนนี้ก็เหมือนกันคนที่ยืนอยู่ตรงหุบเขา ก้าวที่เขาเดินไปแต่ละก้าวก็คือ ก้าวที่มุ่งสู่ยอดเขา  ขอเพียงโยมหยุดกลัดกลุ้ม  แล้วเปลี่ยนเป็นให้กำลังใจลูกชายแทน  เป็นเพื่อนเขาเดินไปข้างหน้า เขาย่อมเดินออกจากหุบเขาแห่งนี้ได้แน่นอน ”   นางได้ฟังดังนั้นก็กราบของคุณพระอาจารย์ แล้วก็ขอตัวกลับ

ไม่นานต่อมา นางก็ได้โทรศัพท์ไปขอบคุณพระอาจารย์อีกครั้ง นางเล่าว่า การเรียนของลูกชายดีคืนดีวัน สอบปลายภาคที่ผ่านมา ลูกชายสอบได้ลำดับที่35ของห้อง!

……………………….
อยู่ในจุดที่ต่ำต้อย  อาจรอคอยการก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงส่ง
อยู่ในจุดที่สูงส่ง  อาจกำลังรอเวลาตกลงสู่จุดที่ต้อยต่ำ
หุบเขา คือ จุดเริ่ม อย่ามองเป็นจุดร่วง

“คนส่วนมากเมื่ออยู่ในจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ก็หมดพลังที่จะก้าวออก สุดท้ายก็หมดแรงนั่งร้องไห้อยู่กับที่ นี่แหละคือหายนะที่แท้จริง”  เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนกับตัวเองถ้าวันหนึ่งต้องกลับมายืนที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

มุมมองที่แตกต่าง…ย่อมสรรสร้างสิ่งที่ได้เกินคาดเสมอ…มุมมองที่ต้องอมยิ้ม…ไม่มีอะไรเลวร้าย..ถ้าเราเลือกจะมองให้รู้สึกดีทั้งเราและผู้อื่นที่เราห่วงใย….คำพูดที่คอยทำร้ายใจกัน..ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย…..เราเองเมื่อยามท้อแท้..เราเองก็ยังต้องการกำลังใจ.เช่นกัน…ทุกๆสิ่งล้วนเกิดจากใจ…อย่าหลงลืมให้อาหารใจ…กับคนที่เราห่วงใยด้วย…นะค่ะ
นุสนธิ์บุคส์ https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/341903622644403/?type=1&theater

หนูโชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อ

มาตรฐาน

015
บ่ายวันหนึ่ง ตอนนั้นผมเดินอยู่บนฟุตบาท เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสียงปลายสายเป็นเสียงของเด็กผู้หญิง เสียงของเธอดังแผ่วเบามาก
“พ่อคะ พ่อรีบกลับบ้านนะคะ หนูคิดถึงพ่อมากคะ”    แวบแรกของความรู้สึก ผมรู้ว่าเป็นการโทรผิด เพราะผมจำเสียงลูกสาวของผมได้ดี และช่วงต้นปีเป็นต้นมา ผมมักได้รับโทรศัพท์อย่างนี้อยู่หลายครั้ง ด้วยความเอือมระอา ผมจึงพูดออกไปอย่างไม่เกรงใจว่า   “หนูโทรมาผิดที่นะ” แล้วก็กดตัดสายไป

ไม่กี่วันต่อมา โทรศัพท์เบอร์นี้ก็โทรมาอีก ผมรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก บางครั้งผมก็มีด่ากลับไปบ้าง  รำคาญมากๆผมก็กดตัดสายและปิดเครื่องไปเลย

วันนั้น เบอร์โทรนี้ก็โทรเข้ามาอีกครั้ง  ผมตัดสินใจที่จะไม่รับ จึงปล่อยให้เสียงเรียกเข้าดังจนตัดสายไปเอง แต่ดูเหมือนฝั่งโน้นจะไม่ละความพยายาม โทรศัพท์จึงดังขึ้นติดต่อกันไม่ขาด ผมทนไม่ไหวก็เลยกดรับ ปรากฏว่าเป็นเสียงของเด็กผู้หญิงคนนั้นเหมือนเดิม เสียงของเธอแผ่วเบามากกว่าทุกครั้ง

“พ่อคะ กลับบ้าเราเถอะคะ หนูคิดถึงพ่อมากนะคะ แม่บอกว่าเบอร์นี้เป็นเบอร์ของพ่อ หนูไม่ได้โทรผิด พ่อคะ หนูทรมานเหลือเกินคะ แม่บอกหนูว่าพ่องานยุ่งมาก แม่ก็เลยดูแลหนูคนเดียวจนซูบผอมไปแล้ว พ่อคะ หนูรู้ว่าพ่อก็ลำบาก หากพ่อมาไม่ได้ พ่อจูบลาหนูทางโทรศัพท์ได้ไหมคะ? ”

เสียงของเด็กน้อยร้องขอให้ผมจูบลาเธอด้วยน้ำเสียงอันบริสุทธิ์ ผมก็เลยทำเสียงจูบที่โทรศัพท์ไป 2-3 ครั้ง ก็ได้ยินเสียงปลายสายแว่วมาแบบขาดๆหายๆ    “ขอบ..คุณ..คะ…พ่อ..หนู…ดี..ใจ..จัง..เลย… หนู….โชค..ดี….มาก..ที่…ได้..เกิด…มา..เป็น..ลูก…ของ….พะ..พ่อ……คะ”

ในขณะที่ผมรู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ปลายสายก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น   “ต้องขอประทานโทษคุณด้วยนะคะ ช่วงที่ผ่านมาพวกเราสร้างความลำบากใจให้คุณอยู่เรื่อยๆ  ดิฉันต้องขอโทษอีกครั้งคะ  ดิฉันคิดว่าหลังจากจัดการเรื่องของลูกสาวเสร็จถึงจะโทรมาขอโทษคุณ
ลูกสาวของดิฉันเกิดมาอาภัพเหลือเกิน  เธอเป็นโรคมะเร็งกระดูกตั้งแต่เกิด  สามีของดิฉันก็มาถูก..รถชน.เสียชีวิตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ลูกสาวทำเคมีบำบัด  ดิฉันเห็นลูกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานมาก จึงไม่กล้าบอกความจริงว่าพ่อของแกได้เสียชีวิตไปแล้ว  กลัวว่าแกจะเสียใจไปมากกว่านี้ ทุกครั้งที่เธอเจ็บปวดจนยากที่จะทนไหว เธอมักจะเพ้อถึงคุณพ่อเสมอ เพราะสามีของดิฉันมักจะพูดปลอบใจและให้กำลังใจแกให้สู้กับโรคร้าย ดิฉันเห็นลูกเป็นอย่างนี้ก็ได้แต่สงสาร   วันนั้น ดิฉันก็เลยกดโทรศัพท์โทรสุ่มเอา……..”

“ตอนนี้ลูกสาวของคุณเป็นยังไงบ้าง?”  ผมตัดบทถาม เพราะรู้สึกเป็นห่วงและเวทนาเด็กน้อยคนนี้เสียจริง

“แกเพิ่งสิ้นใจไปเมื่อสักครู่ที่ผ่านมาคะ  ตอนที่คุณจูบลาเธอทางโทรศัพท์ เธอยิ้มด้วยความดีใจ ก่อนที่เธอจะสิ้นใจ เธอกอดโทรศัพท์ไว้แน่น และก็พูดว่า  คุณพ่อ แล้วก็สิ้นใจคะ….. ”

นุสนธิ์บุคส์   https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/342219825946116/?type=1&theater

แม่ผัว ลูกสะใภ้

มาตรฐาน

015
“คุณรู้ไหมฉันอืดอัด จะทำอะไรก็ต้องคอยเกรงใจพ่อแม่ของคุณ หากคุณไม่ยอมย้ายไปอยู่คอนโด ฉันก็จะไม่ทนอีกต่อไป”   เธอพูดกับสามีทั้งๆที่พ่อแม่สามีก็นั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องรับแขก เขาเหลือบสายตาไปดูพ่อแม่ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ

เธอและสามีรักกันมาก แต่เพราะสามีเป็นลูกชายคนเล็กของบ้าน ที่แต่งงานเป็นคนสุดท้าย เมื่อแต่งงานกันเธอจึงย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านของสามี   แม้ว่าพ่อแม่สามีจะไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชอะไรกับเธอมากนัก แต่เธอก็รู้สึกไม่เป็นอิสระอยู่ดี อีกทั้งการทำงานที่เหนื่อยมาทั้งวัน เมื่อกลับบ้านมาก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่พ่อแม่สามี เวลาจะออกไปเที่ยวหรือไปทำอะไร ก็รู้สึกไม่สะดวกนัก
เธอรู้ว่าสามีของเธอรักและเคารพพ่อแม่ของเขามาก แต่พี่น้องของเขาก็มีกันหลายคน   ทำไมเธอและสามีต้องมารับผิดชอบอยู่ฝ่ายเดียว  เธอก็อยากมีชีวิตครอบครัวที่เป็นส่วนตัวบ้างก็เท่านั้นเอง

หลังจากทะเลาะกับสามี   เธอก็หุนหันหนีกลับบ้านไปหาพ่อแม่    เธอคิดในใจว่า“หากไม่ตามมาง้อถึง 3 ครั้ง ฉันจะไม่ยอมกลับไปเด็ดขาด!”

เช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่สามีของเธอกำลังเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวาน  อยู่ๆภรรยาของเขาก็กลับมาเองโดยที่เขายังไม่ได้ไปง้ออะไร  แถมเธอยังซื้อของหวานและผลไม้มาฝากพ่อแม่ของเขาอีก ทำให้พ่อแม่ของเขาประหม่าจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี

คืนนั้น เธอเอาแต่นั่งร้องไห้  และก็ตำหนิตัวเองที่เมื่อวานทำสิ่งที่ไม่น่าให้อภัยลงไป   “ฉันมันบ้าไปแล้ว ฉันไม่น่าพูดอย่างนั้นกับคุณ   ไม่รู้ว่าพ่อแม่ของคุณจะชอกช้ำใจสักแค่ไหน    คุณให้อภัยฉันนะ!    ฉันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ฉันสัญญา ”

เมื่อสามีของเธอได้ฟังก็น้ำตาคลอเบ้ากอดภรรยาไว้แน่น    “ไม่เป็นไร พ่อแม่ของผมไม่ได้ติดใจอะไร คุณทำใจให้สบายเถอะ”

สามีของเธอไม่รู้ว่า เมื่อวานที่ภรรยาของเขากลับไปถึงบ้านแม่    พี่สะใภ้ของเธอก็กำลังทะเลาะกับพี่ชายเรื่องจะย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่ต่างหากไม่ต่างอะไรจากเธอเลย   เธอเห็นภาพที่พ่อและแม่ของเธอนั่งร้องไห้อยู่นอกบ้านอย่างน่าสงสาร   รุ่งเช้าเธอจึงตัดสินใจกลับมาโดยไม่ต้องให้สามีง้อแม้แต่เพียงครั้งเดียว

…………………………….

หากลูกชายรักและกตัญญูต่อพ่อแม่    ลูกสะใภ้ก็ต้องรักและกตัญญูต่อพ่อแม่สามีเช่นกัน
สังคมในปัจจุบัน   สาเหตุที่ลูกสะใภ้ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่สามี  ก็เพราะลูกชายรักภรรยามากกว่ารักพ่อแม่ของตน   เวลาเอาเงินให้พ่อแม่ใช้  ก็ให้ภรรยาเป็นผู้เอาให้ พ่อแม่จะได้เกรงใจภรรยา

คุณแม่บ้านทั้งหลาย หากคุณไม่อยากให้ลูกชายของคุณทำกับคุณอย่างนี้ในอนาคต   คุณต้องตักเตือนสามีให้รักและกตัญญูพ่อแม่ของเขาให้มาก  อย่าได้แอบดีใจที่เขารักคุณมากกว่าพ่อแม่    เพราะวันหนึ่งเขาก็จะรักใครคนอื่นได้มากกว่าที่เคยรักคุณ   สิ่งที่คุณเองควรรู้สึกก็คือ…ภูมิใจ เขารักและกตัญญูต่อพ่อแม่ของเขาได้ขนาดนี้    เขาย่อมรักและซื่อสัตย์ต่อคุณได้เท่านั้นเช่นกัน

และหากคุณไม่อยากให้ลูกของคุณทำกับคุณอย่างนี้ในอนาคต   คุณต้องตักเตือนสามีให้รักและกตัญญูพ่อแม่ของเขาให้มาก   ให้คุณและสามี ทำเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นถึงการแสดงความรัก ความกตัญญูต่อพ่อแม่ควรทำอย่างไร     อย่าได้แอบดีใจที่สามีรักคุณมากกว่าพ่อแม่  เพราะวันหนึ่ง คนก็ต้องแก่  ลูกคุณต้องมีครอบครัวและคุณก็จะเป็นพ่อผัวแม่ผัว พ่อสะใภ้แม่สะใภ้ เช่นกัน
นุสนธิ์บุคส์  https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/344615442373221/?type=1&theater

มีคนรักใหม่ จะทำอย่างไรกับคนรักเก่าดี

มาตรฐาน

สีกานางหนึ่ง มีปัญหาคั่งค้างในใจ เธอจึงตัดสินใจเข้าไปเรียนถามท่านอาจารย์เซ็น

สีกา : พระอาจารย์เจ้าคะ อิฉันแต่งงานแล้ว แต่ตอนนี้อิฉันรักผู้ชายอีกคนหนึ่งคะ วันไหน หากอิฉันไม่ได้เห็นหน้าเขา อิฉันรู้สึกอยู่ไม่เป็นสุข อิฉันไม่รู้จะทำยังไงดีเจ้าคะ!
อาจารย์เซ็น : โยมมั่นใจไหมว่าชายคนนี้จะเป็นคนรักคนสุดท้ายของชีวิตโยม?
สีกา : มั่นใจคะ หัวใจของอิฉันตายด้านมาหลายปีแล้ว พอมาเจอเขา อิฉันไม่อยากพลาดคะ
อาจารย์เซ็น : ถ้างั้นโยมก็ขอหย่ากับสามีคนปัจจุบัน แล้วก็ไปแต่งกับชายคนใหม่

สีกา : แต่ชายคนรักในปัจจุบันเขาเป็นคนดีมาก เป็นคนขยันขันแข็ง รับผิดชอบต่อหน้าที่ หากอิฉันทำกับเขาอย่างนี้ มันจะโหดร้ายกับเขาเกินไปหรือเปล่าคะ? ดิฉันรู้สึกผิดเจ้าคะ!
อาจารย์เซ็น : ชีวิตคู่ หากปราศจากความรักต่อกันต่างหากที่โหดร้าย ตอนนี้โยมก็มีรักใหม่ไม่ได้รักสามีของโยมแล้ว หากโยมหย่าขาดจากเขาแล้วไปแต่งงานใหม่มันก็สมควรแล้ว!

สีกา : แต่สามีของอิฉันรักอิฉันมากนะเจ้าคะ
อาจารย์เซ็น : ถ้าอย่างนั้น สามีของโยมก็เป็นคนโชคดีมากนะสิ!

สีกา : อิฉันจะหย่าขาดจากเขาแล้วไปอยู่กินกับคนใหม่ เขาควรจะเจ็บปวดมิใช่ดอกหรือเจ้าคะ จะโชคดีได้ยังไง!
อาจารย์เซ็น : ในชีวิตคู่ของโยมและเขา เขายังมีใจรักโยมอยู่ไม่เคยเปลี่ยน แต่โยมกลับสูญสิ้นรักเขา เพราะโยมไปรักคนอื่นแล้ว มีคำกล่าวว่า “ยังมี”คือโชคดี “สูญเสีย”คือโชคร้าย ดังนั้นคนที่เจ็บปวดคือโยมนั่นแหละ

สีกา : แต่อิฉันจะไปแต่งงานใหม่นะเจ้าคะ เขาต่างหากที่สูญเสียอิฉันไป เขานั่นแหละที่เจ็บปวด
อาจารย์เซ็น : โยมเข้าใจผิดแล้ว ฟังให้ดีนะ โยมเป็นเพียงอุปกรณ์ที่แสดงออกถึงรักจริงที่เขามีอยู่ เมื่ออุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่อยู่แล้ว รักจริงของเขายังคงดำรงอยู่ และจะมอบให้อุปกรณ์ชิ้นใหม่ที่เข้ามาในชีวิตเขาดังนั้น เขาจึงเป็นคนโชคดีและโยมคือคนที่โชคร้าย

สีกา : สามีของอิฉันเคยบอกอิฉันว่า ชาตินี้เขาจะรักเพียงอิฉันคนเดียว เขาจะไม่รักใครไหนอื่นอีก
อาจารย์เซ็น : คำพูดนี้ โยมก็เคยบอกเขาใช่ไหม?

สีกา : เอ่อ คือว่า อิฉัน…………..
อาจารย์เซ็น : โยมลองหันไปดูเทียนสามเล่มที่จุดอยู่ที่กระถางสิ โยมคิดว่าเทียนเล่มไหนสว่างกว่ากัน?
4
สีกา : อิฉันไม่ทราบจริงๆเจ้าคะ ดูมันก็เหมือนๆกันคะ
อาจารย์เซ็น :เทียนสามเล่มนี้เปรียบไปก็เหมือนกับชายสามคน หนึ่งในสามเล่มนั้นเป็นชายคนรักใหม่ของโยมในปัจจุบันนี้ ผู้ชายมากมายในโลกนี้มีเป็นแสนล้านคน เทียนแค่สามเล่มโยมยังบอกไม่ได้ว่าเล่มใดสว่างกว่ากัน โยมหาชายคนปัจจุบันยังไม่ได้ แล้วโยมจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาจะเป็นคนสุดท้ายในชีวิตของโยม?

สีกา : เอ่อ คือว่า อิฉัน..เอ่อ ………
อาจารย์เซ็น : โยมลองหยิบเทียนมาตรงหน้าสักหนึ่งเล่มสิ ตอนนี้บอกอาตมาสิว่าเล่มไหนสว่างที่สุด?

สีกา : เล่มที่อยู่ตรงหน้าของอิฉันตอนนี้เจ้าคะ

อาจารย์เซ็น : ตอนนี้โยมเอาไปวางไว้ที่เดิม แล้วลองพิจารณาดูสิว่าเล่มไหนสว่างที่สุด?
สีกา : อิฉันดูไม่ออกจริงๆเจ้าคะ ว่าเล่มไหนที่มันสว่างกว่ากัน

อาจารย์เซ็น : ความจริงก็คือ เทียนเล่มที่โยมถืออกมาเมื่อครู่นี้ก็คือชายคนที่โยมรักมากในปัจจุบัน เพราะรักเกิดจากใจ ในยามที่โยมรู้สึกรักเขา เขาจึงเป็นสิ่งที่สว่างที่สุดในชีวิตของโยม เมื่อโยมนำมันไปวางไว้ที่เดิม โยมจึงหาความสว่างที่สุดของเขาไม่เจอ ความรักที่โยมบอกว่า เขาจะเป็นคนรักคนสุดท้ายของโยม มันเป็นเพียงพระจันทร์บนผิวน้ำ เพราะสุดท้าย มันก็คือความว่างเปล่า

สีกา : อ่อ อิฉันเข้าใจแล้วเจ้าคะ ท่านอาจารย์ไม่ได้ต้องการให้อิฉันทิ้งสามีไปมีคนใหม่ ท่านกำลังชี้แนะอิฉันอยู่
อาจารย์เซ็น : เมื่อกระจ่างก็ดีแล้ว โยมจงกลับไปเถอะ

สีกา : ตอนนี้อิฉันเข้าใจแล้วเจ้าคะว่าอิฉันรักใคร เขาคือสามีของอิฉันในปัจจุบันนี้นี่เอง
อาจารย์เซ็น : อามิตาพุทธ ๆ

นุสนธิ์บุคส์

วิธีแก้รอยบุ๋มบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ ให้เรียบเนียนอีกครั้ง

มาตรฐาน

วิธีแก้รอยบุ๋มบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ ให้เรียบเนียนอีกครั้ง

0 - Copy

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Instructables

วิธีแก้รอยบุ๋มบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง วิธีแก้รอยบุ๋มบนเฟอร์นิเจอร์ไม้อาจฟังแล้วเป็นงานยาก แต่จริง ๆ ต้องบอกว่าง่ายเว่อร์นะจ๊ะ

หากเผลอทำโต๊ะไม้หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้อื่น ๆ เป็นรอยบุ๋ม เชื่อว่าทุกคนคงกุมขมับและคิดว่างานนี้ต้องปล่อยให้โต๊ะมีมลทินไปจนกว่าจะหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยนได้ แต่เอ๊ะ ! จะต้องเปลืองเงินไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทำไมกันล่ะ ในเมื่อเรามีวิธีแก้ปัญหารอยบุ๋มบนเฟอร์นิเจอร์ไม้อย่างง่าย ๆ จากเว็บไซต์ Instructables มาฝาก ว่าแล้วก็ไปจัดการเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ไม้มีรอยบุ๋มให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้งกันเถอะ !

 

 

 

0 - Copy

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม

เตารีด

กระดาษทิชชูแผ่นหนา หรือผ้าขนหนู 1 ผืน

น้ำสะอาด

วิธีทำ

 

 

 

 

1. เทน้ำลงไปตรงบริเวณที่เกิดรอยบุ๋มแต่ไม่ต้องเยอะมาก เพียงแค่ให้ครอบคลุมรอยบุ๋มก็พอ

 

0 - Copy

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2. นำผ้าหรือกระดาษทิชชูที่เตรียมไว้มาคลุมทับรอย ขั้นตอนนี้อาจเห็นว่าน้ำที่เทไว้ซึมลงในเนื้อไม้แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะไม่มีผลร้ายอะไรกับเฟอร์นิเจอร์ไม้แน่นอน

 

0 - Copy

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. เสียบปลั๊กเตารีด ตั้งระดับความร้อนไว้ที่อุณหภูมิสูงสุด รอจนร้อนได้ที่แล้วนำเตารีดไปรีดบนผ้าที่คลุมไว้ เน้นที่รอยบุ๋มโดยรีดเป็นวงกลมจนกว่าผ้าจะหายชื้นและแห้งสนิท

 

0

01.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

0 - Copy

 

 

 

 

 

 

 

 

4. เสร็จสิ้นกระบวนการบ่มด้วยความร้อนแล้ว เมื่อเปิดผ้าออกมาเราจะเห็นว่ารอยบุ๋มที่เคยมีกลับตื้นขึ้น แต่ในกรณีที่ยังมีรอยบุ๋มหลงเหลืออยู่ ให้ทำซ้ำวิธีเดิมตั้งแต่แรกจนกว่ารอยบุ๋มจะหายไป

5. ขั้นตอนสุดท้ายให้นำกระดาษทรายมาขัดพื้นไม้เพื่อความเรียบเสมอกัน จากนั้นอาจลงแว็กซ์เคลือบผิวไม้อีกครั้งก็แล้วแต่ความสะดวกจ้า

เพียงเท่านี้ก็ได้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดที่มีร่องรอยยุบตัว กลับมาเนียนเรียบเหมือนเดิมแล้ว คราวนี้ไม่ว่าจะกี่รอยบุ๋มก็หายห่วงได้เลยจ้า
ที่มา  http://home.kapook.com/view95266.html