วินาทีก่อนตาย มนุษย์จะเห็นอะไร

มาตรฐาน

วินาทีก่อนตาย
มนุษย์จะเห็นอะไร!!!

(คัดลอกจากหนังสือ อำนาจพลังจิต) วศิน อินทรวงค์

ในวินาทีที่บุคลหนึ่งบุคคลใดกำลังจะถึงแก่ความตาย ปกติแล้ว เมื่ออยู่ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย จิตของผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนการภาวนาเลยจะควบคุมได้ยากมาก

ก่อนที่จิตสุดท้ายจะดับไปสู่ความตาย จิตจะต้องเข้าภวังค์เสียก่อน ภวังค์จิตก่อนตายนี้ มีลักษณะพิเศษ คือประสาทสัมผัสจะดับ หูไม่ได้ยิน ตาไม่เห็น จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รู้รส กายไม่รู้สัมผัส พูดง่ายๆ ว่าร่างกายไม่ทำงานแล้ว แต่จิตยังทำงานอยู่ ในขณะนั้นเองจะมีนิมิตปรากฏขึ้นในภวังค์จิต ได้แก่

1.กรรมอารมณ์ปรากฏ
คือสิ่งที่ทำไว้ใน ชาตินี้ หรือชาติก่อน จะมาปรากฏในภวังค์จิต เป็นลักษณะเหตุการที่ดำเนินไปเรื่อยๆ คล้ายดูภาพยนต์ ไม่ได้เจาะจงจุดใดจุดหนึ่ง

2.กรรมนิมิตอารมณ์ปรากฏ
กรณีนี้จะไม่ปรากฏเป็นภาพในภวังค์จิต แต่จะปรากฏเป็นภาพ กุศล หรือ อกุศล ที่ตนเคยทำไว้ในชาตินี้แทน ซึ่งจะมีความชัดเจนมาก เช่นเห็นภาพตอนที่ตนเองไปทำบุญทำกุศล (สร้างกรรมดี) ไปช่วยสร้างวัดฯ หรือเห็นสัตว์ตัวที่เคยฆ่าไว้ ซึ่งจะทำให้ ไปเกิดทันที่ ด้วยผลกรรมที่รุนแรง

3.คตินิมิตอารมณ์ปรากฏ
คือเกิดนิมิตเป็นผล แห่งกรรม เช่นเห็นเป็นภพภูมิตามผลกรรมที่ตนกระทำไว้ เห็นเป็น นรก สวรรค์ เป็นวิมาน เป็นเทวดา นางฟ้า หรือเปรต อสุรกาย สัตว์เดรฉาน เป็นผลแห่ง กรรม จากการกระทำนั้นๆ เป็นต้น!!!

ซึ่งนิมิตทั้ง 3 นี้ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่า ก่อนเสียชีวิตจะเกิดนิมิตแบบไหนขึ้น บางคนอาจคิดว่า จะใช้ประโยชน์จากจิตสุดท้าย ซึ่งเคยได้ยินว่า ในชีวิตจะทำอะไรมาก็ตาม ถ้าจิตสุดท้ายคิดดี ก็เป็นอันว่า ได้ไปเสวยสุขอยู่แดนสวรรค์ ก็ต้องขอบอกว่า

“กฏแห่งกรรม”
มิได้มีความโง่เขล่าถึงเพียงนั้น ความคิดเช่นนี้ไม่ได้ทำได้ง่ายนัก เพราะจิตที่กำลังจะปฏิสนธิจิต เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ เป็นจิตที่มีความรุนแรง ควบคุมได้ยากมาก สมัยพุทธกาล มีสตรีผู้หนึ่ง กระทำความดีมาตลอดชีวิต อยู่ในศีลธรรมตลอด หากแต่วาระสุดท้าย จิตพลิกไปคิดถึงความผิดอันน้อยนิดที่เคยทำไว้ ยังบันดาลให้นางต้องไปชดใช้กรรมอยู่ในนรกภูมิชั่วระยะเวลาหนึ่ง

พลังจิตนี้เอง จะสามารถช่วยผู้ที่ฝึกจิตในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้ได้ เพราะผู้ฝึกจิตทุกคนจะมีความคุ้นเคยกับการเข้าภวังค์ ยิ่งมีพลังจิตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความสามารถควบคุมการทำงานของจิตในภวังค์

ซึ่งภวังค์ในสมาธิก็มีความคล้ายคลึงกับภวังค์ในจิตสุดท้ายมาก นักพลังจิตที่มีความรู้จะใช้โอกาสทองนี้ ยกจิตขึ้นสู่ฌานสมาธิ ส่งจิตไปสู่พรหมโลก หรือหากแม้ผู้ฝึกจิตมีความเชียวชาญในการทำวิปัสสนาอยู่แล้ว ก็อาจใช้ช่วงเวลาดังกล่าว พิจารณาธาตุขันธ์ จนเห็นความเกิดดับ ตัดตรงเข้าสู่นิพพานก็ยังได้ เรียกว่า เป็นการใช้ภวังค์แห่งความตาย ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นคือใช้เพื่อการบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในวินาทีสุดท้าย นั่นเอง

ฉะนั้น ผู้ที่หวังไปสู่ สุคติ ภูมิฯ ไปสู่ทีดีมีความสุขในภพภูมิ ต่อไปข้างหน้า ต้องหมั่น ทำแต่ความดี ซื่อสัตย์ มีคุณธรรม ทำบุญสร้างกุศลสร้างแต่กรรม ดี !!! และหมั่นฝึกฝนวิปัสสนาฯ ให้พร้อมอยู่เสมอ เพราะ เราไม่รู้ว่า เมื่อไหร่??? ที่เราหมดอายุขัย หมดเวลาในโลกนี้ !!!

เร่งสะสมบุญ สะสม กรรมดี กันดีกว่า !!! อนุโมทนาสาธุ

8 เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันฝึกนั่งสมาธิครบ 100 วัน

มาตรฐาน

4

Things That Happened After I Meditated For 100 Days

8 เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันฝึกนั่งสมาธิครบ 100 วัน

ฉันไม่ใช่โยคี ไม่ใช่ผู้เสริมสร้างพลังชีวิต หรือครูสอนโยคะใดๆทั้งสิ้น อันที่จริงไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณเรียกว่าโยคีเลยล่ะ ที่ผ่านมาฉันล้มเหลวมาเยอะ เช่น สอบตก ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ เคยเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดยาเสพติด แถมยังเคยถูกจับอีกต่างหาก แต่ในที่สุดฉันก็กลับใจจนได้มาเป็นทนายความและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ฉันก็อยากให้คนอื่นมีโอกาสที่ดีแบบนี้บ้าง

 

เชื่อไหมว่าการนั่งสมาธินำพาสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตของเราทุกคนได้ ไม่นานมานี้ฉันเริ่มเรียนรู้ถึงประโยชน์ของการนั่งสมาธิ แม้ที่ผ่านมาฉันไม่เคยนั่งสมาธิได้นานกว่า 5-10 นาทีเลย แต่มาวันนี้ฉันได้ตัดสินใจลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีติดต่อกันนานหนึ่งสัปดาห์เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

การทดลองนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี 2015 จากสัปดาห์แรกเป็นเดือน จากเดือนเป็นสามเดือน มารู้ตัวอีกทีก็ครบ 100 วันแล้ว

 

ฉันนั่งสมาธิทุกวันในตอนเช้า โดยไม่มีวันหยุดเลย  ตอนแรกที่นั่งสมาธิฉันนั่งอยู่นิ่งๆไม่ได้เลย ทั้งปวดหลังและเมื่อยขาสุดๆ  ฉันรู้สึกเหมือนกำลังพยายามปรับวิธีการนั่งมากกว่าที่จะทำสมาธิกับการกำหนดลมหายใจเข้าออก  ที่สำคัญฉันต้องฝืนตัวเองไม่ให้ลืมตา แต่ในที่สุดฉันก็ชินกับการกำหนดลมหายใจเข้าออก และร่างกายของฉันก็เริ่มปรับท่าทางให้เป็นไปตามธรรมชาติ

ยิ่งนั่งสมาธินานเท่าไร ฉันก็ยิ่งค้นพบวิธีนั่งสมาธิให้สบายมากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่นานนักการนั่งสมาธิก็กลายเป็นกิจวัตรในยามเช้าที่ขาดไม่ได้และสิ่งดีๆก็เริ่มทยอยเข้ามาในชีวิตของฉัน

 

นี่คือ 8 สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันนั่งสมาธิทุกวันจนครบ 100 วัน

1. ชีวิตมีความเป็นระเบียบ

ยิ่งหัวสมองปลอดโปร่งก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ  มีการจัดระเบียบความคิด  มีสมาธิกับการทำงานและพร้อมที่จะก้าวสู่งานชิ้นต่อไปได้ง่ายขึ้น  ฉันจะตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดแล้วค่อยทำงานอื่นต่อไป

2. เริ่มรู้จักคิดก่อนพูด

เดิมทีฉันปากไวหรือพูดทันทีที่ความคิดนั้นปรากฏขึ้นมาในหัว  แต่ตอนนี้ฉันต้องหยุดคิดก่อนว่าจะพูดอะไร แล้วค่อยตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง  การหยุดคิดจะช่วยให้ฉันเรียบเรียงคำพูดได้ชัดเจน  และเมื่อพูดออกไปแล้วฉันจะทบทวนว่าสิ่งที่พูดไปนั้นดีพอหรือยัง หรือคราวหน้ายังสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกไหม ซึ่งปกติฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

3. สุภาพและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ฉันกลายเป็นคนขี้รำคาญน้อยลง อดทนมากขึ้น ไม่เบื่อกับการต้องเข้าคิวนานๆ  ฉันเริ่มมองสถานการณ์ต่างๆในมุมมองของคนอื่น  ด้วยวิธีนี้เองทำให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กระทำต่อคนอื่นได้อย่างสิ้นเชิง

4. มีพลัง

ฉันสามารถนอนหลับได้สนิทกว่าเดิม และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นมีพลังพร้อมเริ่มวันใหม่  ขนาดหลังเลิกงานฉันก็ยังมีพลังเหลือเฟือที่จะออกไปวิ่งหรือออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆต่อได้เลย

5. รู้จักเลือกรับประทานอาหารได้ดีขึ้น

ฉันตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอาหาร  ฉันมักจะถามตัวเองก่อนเสมอว่า.. อาหารนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของฉันมากน้อยแค่ไหน

6. ดูโทรทัศน์น้อยลง

ความปรารถนาในการดูโทรทัศน์ของฉันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ  แต่ฉันกลับมีสมาธิกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย การออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือการทำงานบนเว็บไซต์ของตัวเอง

7. ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น

ฉันเริ่มรู้จักหยุดสังเกตและชื่นชมกับความสวยงามของธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือพระอาทิตย์ตกดิน นี่คือปรากฏการณ์มหัศจรรย์ชัดๆ ฉันจะพยายามดื่มด่ำกับช่วงเวลาเหล่านี้ให้มากที่สุด

8. ดีขึ้นทุกอย่าง

นี่อาจเป็นคุณประโยชน์ที่ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งของการนั่งสมาธิ  ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใครและสามารถทำอะไรได้บ้าง  ฉันกล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น  ฉันมีกำลังใจที่จะเป็นตัวของตัวเองและกล้าเสี่ยงเพื่อที่จะเติบโตต่อไปในวันข้างหน้า  ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญและสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการได้

และนี่คือการเปลี่ยนแปลงของฉันหลังจากที่เริ่มนั่งสมาธิ  แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นภายในวันเดียวหรือ 100 วัน แต่ฉันรู้ว่าทุกวันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว  ฉันมีความสุขมากขึ้นเพราะฉันได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ  ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่นั่งสมาธิผ่านไปเพียง 100 วัน ฉันก็อยากเห็นว่าอีก 200 วันหรือแม้แต่ 1,000 วันจะเป็นอย่างไร ลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีติดต่อกันสัก 100 วันดูสิ ฉันมั่นใจว่าคุณจะกลายเป็นคนใหม่อย่างแน่นอน

Blogger : Kyle V. Robinson

Source : mindbodygreen.com

ที่มา http://issue247.com/beauty/health/things-that-happened-after-i-meditated-for-100-days/

สูตรเด็ดกล้วยน้ำว้า สุดยอดยาอายุวัฒนะ

มาตรฐาน

ผมคัดลอกข้อความเดิมตามที่อ่านจากหนังสือมาเลยนะครับ

ตามนี้———————————–
เมื่อ พ.ศ.2510 ข้าพเจ้า (หมายถึงผู้เผยแพร่นะครับ) ได้ไปที่จังหวัดอุดรธานี ได้ไปพบพระยาอุดรฯ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ 82 ปี
ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อท่านมีอายุ 52 ปี สุขภาพทรุดโทรมมาก ถึงกับต้องลาออกจากราชการก่อนเกษียณ
แต่ปัจจุบันท่านสามารถเล่นกอล์ฟ แทงบิลเลียด และเต้นรำได้ดุจคนหนุ่มๆ  มิหนำซ้ำยังมีอนุภรรยาได้ด้วย

ข้าพเจ้าถามท่านว่าท่านมีอะไรดี ถ้าไม่สงวนขอได้ไหม ?
ท่านได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พระธุดงค์รูปหนึ่งเป็นผู้บอกตำรายานี้ให้กับท่าน   ท่านได้รับประทานยาขนานนี้มาเป็นเวลากว่า 30 ปี  และข้าพเจ้าก็ได้ทำยาขนานนี้รับประทานมา 8-9 ปีแล้ว รู้สึกว่าได้ผลดีมาก จึงได้แนะนำยานี้ไปทั่ว  จนบางคนถึงกับขนานนามข้าพเจ้าว่า “อาจารย์กล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้ง”  ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ถือ เพราะถือว่าเอาของดีมาเผยแพร่

–  เอากล้วยน้ำว้าชนิดงอมจัดๆ  คือ เปลือกกล้วยเริ่มมีจุดดำบ้างแล้วมาปอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ  ดุจหั่นแตงกวา ปริมาณ 10 ผล ต่อน้ำผึ้ง 1 ขวดกลม (750 ซีซี)  จะดองครั้งละกี่ขวดก็ได้ ตามส่วนที่ได้แจ้งมา
– ส่วนน้ำผึ้งนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นน้ำผึ้งแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยคงหายาก  (หาซื้อที่เค้าขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น น้ำผึ้งโครงการหลวง  ก็น่าจะใช้ได้ )
–  นำส่วนผสมมาใส่ขวดโหลดองเอาไว้  อย่าใส่ให้เต็มโหล ประเดี๋ยวจะฟูและล้นมานอกโหล
–  ต้องดองให้ครบ 3 เดือน จึงจะใช้ได้

–  ระหว่าง 3 สัปดาห์แรก กล้วยจะลอยอยู่ข้างบนและจะมีรา จงใช้ไม้ตะเกียบคนให้กล้วยข้างบนจมลงไปอยู่ด้านล่าง
–  ต่อไปก็จะมีราขึ้นอีก หมั่นคนจนไม่มีราเกิดขึ้นอีก
เมื่อครบ 3 เดือนแล้ว จงเอาผ้าบางมากรองโดยไม่ต้องคั้น    น้ำจะใส มีรสเปรี้ยวนิดๆ
–  เอากากกล้วยทิ้งไป กินแต่เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ
–  กินคืนละ 1 ถ้วยชาจีน หรือประมาณ 4 ช้อนคาว กินทุกคืนก่อนนอน  ถ้ารับประทานมากเกินไปจะร้อนจนทนไม่ไหว

เมื่อกินไปได้ 15 วัน ท่านจะรู้สึกตัวทันทีว่า ร่างกายอบอุ่นและกระชุ่มกระชวยผิดธรรมดา

     เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือ “รีดเดอร์ไดเจสต์” ของต่างประเทศ เขาก็มีอยู่บทหนึ่งที่กล่าวว่า  เมื่อเชื้อเห็ดราของผลไม้ผสมกับน้ำผึ้งแล้ว จะทำให้เกิดปฏิกิริยา คือ สามารถสร้างฮอร์โมนในร่างกายของคนเราได้  คือ เชื้อเห็ดราของกล้วยนั่นเอง มาตรงกับยาอายุวัฒนะของไทยเรา  เมื่อท่านลองแล้วท่านจะเห็นผลเอง

ยาขนานนี้ไม่แต่เป็นยาอายุวัฒนะเพียงอย่างเดียว ยังเป็นยาเตะปี๊บพังด้วย  คำพังเพยของไทยเรากล่าวว่า  “ตากแดดตากลม เพราะอ้ายนมสองเต้า ลำบากยากเข็ญ เพราะเอ็นอันเดียว” ก็คงเป็นจริงอยู่
คัดลอกมาครบถ้วนตามตำราทุกอย่างแล้วครับ
—————————
จากตำรับโบราณของแท้ เห็นเค้าว่าเจ๋งโคตร  รับประทานเป็นประจำ จะเกิดผลดีต่อสุขภาพ   กินได้ทั้งชายและหญิง รวมทั้งกลุ่มไม่สังกัดเพศจะใช้เป็นยาอายุวัฒนะหรือเสริมพลังในการเตะปี๊บ ก็แล้วแต่ถนัด
ส่วนสุภาพบุรุษท่านใดที่ยังคงเตะได้หนักหน่วงรุนแรง  และเตะได้อย่างไม่บันยะบันยัง (เตะปี๊บนะครับ ไม่ใช่เตะเมีย) ก็กินเพื่อวัตถุประสงค์อย่างแรก คือ ใช้เป็นยาอายุวัฒนะดังว่า
ส่วนบรรดาท่านสุภาพสตรี ก็ใช้กินเพื่อบำรุงร่างกาย ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ไร้โรคาพยาธิ หรือเป็นการเพิ่มพลังในการเตะก้านคอสามี ก็ถือเป็นผลพลอยได้
บอกเล่าเก้าสิบกันมา
ผม (คราวนี้ล่ะ “ผม”ถึงได้หมายถึง adul) พิมพ์มาตามตำรับดั้งเดิมทุกประการ
วัตถุดิบหาง่าย กรรมวิธีไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องใช้เวลานานหน่อย ถึง 3 เดือนและหากท่านใดได้ลองแล้ว ผลเป็นยังไงก็บอกต่อกันนะครับ  กุศลแรงเชียวนา ขอบอกส่วนสุภาพบุรุษท่านใด กินน้ำผึ้งดองกล้วยสูตรนี้เข้าไปแล้วถึงกับจะต้องมีกิ๊กกันละก้อ โปรดรับผิดชอบกันเองนะครับ ตัวใครตัวมัน   หากภรรยาจับได้แล้วอย่ามาโบ้ยใส่ผมก็แล้วกัน   ผมไม่เกี่ยวนะคร้าบ

NOTE :   เปิดฝาใว้อย่าปิดแน่นนะครับเดี๋ยวขวดจะระเบิดเพราะมีแก๊สภายในต้องคลายฝาให้อากาศผ่านได้บ้างแล้วก็เอาช้อนพลิกคว่ำ-หงาย…ผ่านไปสักเดือนลองชิมดูถ้ารสเปรียวหวานล่ะก็เริ่มใช้ได้.

ศิริราช360°ตอนเปิดห้องอาจารย์ใหญ่

มาตรฐาน

ศิริราช360°ตอน 2:เปิดห้องอาจารย์ใหญ่(1/3)

ศิริราช360°ตอน 2:เปิดห้องอาจารย์ใหญ่(2/3)

ศิริราช360°ตอน 2:เปิดห้องอาจารย์ใหญ่(3/3)

พิพิทธภัณฑ์

ศ.พิเศษ นพ.สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  ให้เกียรตินำชมพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง ที่แรกคือพิพิธภัณฑ์กายวิภาค-คองดอน  ณ ตึกกายวิภาคศาสตร์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์   สถานที่เก็บรวบรวมสิ่งแสดงของมนุษย์เพื่อการเรียนรู้ไว้มากมาย และที่นี่ยังมีสิ่งแสดงของมนุษย์ที่มีเพีย­งชิ้นเดียวในโลก โดยฝืมือแพทย์หญิงคนไทย (รศ. พญ. เพทาย ศิริการุณ) จัดแสดงอยู่ด้วย และอีกที่คือ พิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อน­ประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร ที่เริ่มต้นจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เกิดการสำรวจและรวบรวมจนได้เป็นแหล่ง­เรียนรู้เพื่อแสดงสิ่งที่ค้นพบ ทั้งโครงกระดูกของมนุษย์ หิน และวัตถุโบราณในยุคต่างๆ

ความโกรธ … รู้ทัน รับทันความโกรธ

มาตรฐาน

4

ความโกรธ ทำให้หัวใจ…ทำงานหนัก
ความรัก ทำให้หัวใจ….ทำงานดี
ความดีทำให้หัวใจนั้น…พองโต
ความโง่จะทำให้…เสียหาย
ความตายนั้นเป็นเรื่อง…ธรรมดา
บุคคลใดเข้าใจธรรม บุคคลนั้นย่อมเห็นทุกสิ่ง..เป็นธรรมดา

สิ่งที่สูงค่ากว่าเงิน มี 7 ประการคือ
(1)   การได้เกิดมาเป็นคน
(2)   การได้ยลพระพุทธศาสนา
(3)   การมีกัลยาณมิตร
(4)   การมีความสุจริตเป็นนิสัย
(5)   การมีใจปราศจากริษยา
(6)   การมีเวลาให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก
(7)   การรู้จักสะกดคำว่า..พอ

**  อ่านเรื่องตะปูและความโกรธ   http://wp.me/p16952-1IO

……………………………………………………….

รู้ทันรับทันความโกรธ

   รศ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ

                                                ที่ปรึกษาสาขาวิชาจิตวิทยาคลินิก
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 

Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

ความโกรธ

          ความหมาย ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติที่พบได้ในคนที่มีสุขภาพอารมณ์สมบูรณ์ แต่เมื่อควบคุมไม่ได้มันจะกลายเป็นพลังทำลาย ทำนายไม่ได้ และนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ปัญหาในที่ทำงาน และคุณภาพชีวิต

สัญญาณของความโกรธ

          หัวใจเต้นแรงและเร็ว หน้าอกกระเพื่อมมากขึ้นเพราะหายใจเร็วขึ้นเหมือนจะหายใจไม่พอ สิ่งที่ตามมาคือกล้ามเนื้อตึงตัวและเกร็งไปทั่วตัว ทำให้ความร้อนมากขึ้น ตัวร้อนขึ้นและเหงื่อออกมากมาย

          ธรรมชาติของความโกรธ เป็นภาวะอารมณ์ที่มีความเข้มข้นแตกต่างกันตั้งแต่โกรธน้อยๆ แค่มีความหงุดหงิด จนถึงรุนแรงมากถึงเถื่อน ตรงกันข้ามในกรณีที่มีนิสัยเก็บกดมากเกินไป ความโกรธที่สะสมอยู่อาจเปลี่ยนเป็นความเศร้า ล้า หมดเรี่ยวแรง และแยกตัวได้ ความโกรธนอกจากจะส่งผลถึงพฤติกรรมแสดงออกแล้วยังส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวะและสรีระ เช่นหัวใจเต้นแรงและเร็ว รู้สึกใจสั่น ความดันโลหิตสูงขึ้น หน้าแดง กล้ามเนื้อเกร็งถ้าเป็นมากๆอาจจะมีอารมณ์พลุ่งระเบิดคำพูดหรือการกระทำออกมาโดยขาดการควบคุม

  ความโกรธประกอบด้วย 5 ลักษณะใหญ่ๆ
Ø  โกรธคนอื่น
Ø  ถูกคนอื่นโกรธ
Ø  โกรธตัวเอง
Ø  ความโกรธที่ค้างจากอดีต ถ้ามีอะไรมาสะกิดก็จะออกมา
Ø  ความโกรธที่เป็นนามธรรม ที่มาที่ไปอาจจะซับซ้อนจนต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์

          สาเหตุ : เกิดได้จากทั้งภายในและภายนอกตัว เช่นความห่วงใย กังวล หรือวิตกกังวลกับปัญหาส่วนตัวบางอย่าง หรือการพบกับเหตุการณ์ที่กระตุ้นความทรงจำเก่าๆที่เจ็บปวด รวมทั้งความรู้สึกว่าถูกบีบให้จนมุม หรือไม่ได้รับความยุติธรรม

          การแสดงออก : ใช้กระบวนการทางจิตใจทั้งระดับรู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยที่กฎหมาย มาตรฐานสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และกาลเทศะ เป็นตัวกำหนดว่าเราจะปลดปล่อยความโกรธออกมาได้เท่าใดและอย่างไร การแสดงออกหลักๆของความโกรธได้แก่ ปล่อยออกมาตรงๆ หรือเก็บกดทำเป็นเฉย พฤติกรรมพื้นฐานที่สุดคือก้าวร้าว

การบริหารความโกรธ ทำโดยลดอารมณ์โกรธของตัวเองโดยสร้างความสามารถในการอดทนให้เข้มแข็งขึ้น หรือลดสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ ถ้าลดไม่ได้ก็เลี่ยงการเผชิญหน้าออกไปชั่วคราว

ทำไมแต่ละคนจึงมีความโกรธไม่เหมือนกัน

พันธุกรรม เป็นปัจจัยอันหนึ่ง คนที่มีความอดทนต่อความคับข้องใจได้น้อยมักเป็นคนโกรธง่าย การเลียนแบบบุคคลสำคัญหรือผู้ที่ใกล้ชิดก็มีผล ซึ่งปฏิกิริยาของความรู้สึกโกรธจะมากน้อยเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะปรับตัวและการมีที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยดูแลหรือไม่อย่างไรสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญ อิทธิพลจากสังคมวัฒนธรรม ค่านิยมของแต่ละสังคมเป็นตัวกำหนดการแสดงออกด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์ในการจัดการกับความโกรธ

          เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าอารมณ์โกรธกำลังเพิ่มพลัง ให้นึกถึงความจริงที่ว่าอารมณ์โกรธเป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นตัวที่บอกถึงการมีสุขภาพดี การที่ไม่รู้สึกโกรธเลยต่างหากเป็นเรื่องของความไม่ปกติ  ทั้งนี้เพราะความโกรธเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางกายและอารมณ์ ในช่วงชีวิตของคนเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับความไม่ถูกใจหรือผิดหวังในสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอารมณ์โกรธเลย แต่สิ่งที่ควรทำคือการเรียนรู้วิธีที่จะบริหาร ควบคุมหรือระบายความโกรธออกมาอย่างเหมาะสมต่างหาก เทคนิคต่างๆต่อไปนี้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล วิธีการหนึ่งอาจจะได้ผลในคนคนหนึ่งแต่อาจจะไม่ได้ผลในอีกคนก็ได้เป็นเรื่องปกติเพราะคนเรามีจริตต่างกัน
1.การสร้างความผ่อนคลาย  เมื่อความโกรธทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ สิ่งที่เป็นตัวแก้ก็คือภาวะที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือการคลายตัวของกล้ามเนื้อซึ่งทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ฝึกการหายใจที่ถูกต้อง การหายใจที่ถูกต้องจะได้ปริมาณออกซิเจนเหมาะสมเพียงพอต่อความผ่อนคลายของร่างกาย ทำได้โดยหลับตาลงเบาๆ หายใจเข้าออกลึกๆช้าๆสัก 5-10 นาที เทคนิคคือเมื่อหายใจเข้าช้าๆจนท้องป่องแล้วก็กลั้นไว้สักครู่โดยการนับ 1-5 ตามจังหวะวินาทีแล้วค่อยๆระบายลมหายใจออกมาช้าๆทางจมูกหรือทางปากก็ได้ตามสะดวก การหายใจที่ถูกต้องจะช่วยการเต้นของหัวใจให้ช้าลงและกล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งร่างกายจะส่งสัญญาณความสบายนี้ไปสมองทำให้อารมณ์เย็นลง
  • การผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการยืดหดเบาๆส่วนต่างๆของร่างกายไม่ให้เกิดความตึงเครียดทำได้หลายวิธีเช่นออกกำลังหรือเล่นกีฬาเบาๆ เดินเร็วๆ ทำให้ endorphins ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้สงบและมีความสุขหลั่งออกมา
  • การจินตนาการสั้นๆเรื่องที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจเพื่อได้เปลี่ยนสภาวะจากความเครียดมาให้ได้มีความสุขระยะหนึ่ง

ตัวอย่าง

ใช้เวลา 10 นาที ทำต่อไปนี้

หลับตาสร้างจินตนาการให้ไปอยู่ในสถานที่และเห็นสิ่งที่คุณชอบหรือรู้สึกดีๆด้วย เป็นอะไรที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีจริงก็ได้ ให้มีสมาธิรับรู้แต่สิ่งนั้นเท่านั้น แล้วอยู่กับสิ่งนั้นอย่างสงบ ไม่ต้องฟังเสียงจากที่อื่น ใช้อวัยวะสัมผัสของคุณทุกส่วนรับรู้บรรยากาศทั้งหมดทั้งเสียง กลิ่น ภาพ สัมผัสและรสชาติในสิ่งที่คุณจินตนาการถึงให้ชัดเจนเหมือนกับว่าคุณกำลังอยู่ที่นั่นจริงๆ เก็บความสุข ความสบายใจ ผ่อนคลายตัวเองให้มากที่สุด จนเมื่อรู้สึกสบายใจ อารมณ์ดีแล้วก็ให้มาสนใจอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายทีละส่วนตั้งแต่หน้าผากเรื่อยลงมาถึงนิ้วเท้า บอกให้อวัยวะแต่ละส่วนที่กำลังนึกถึงนั้นผ่อนคลายลง เมื่อครบทั่วตัวแล้วให้พูดกับตัวเองว่า ฉันรู้สึกผ่อนคลายทั่วตัว สบายใจ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และพร้อมจะปฏิบัติภารกิจต่างๆได้อย่างมีชีวิตชีวาและเต็มพละกำลัง หลังจากนั้นให้นับถอยหลังช้าๆจาก 6 ลงมาโดยขยับแขนขาเนื้อตัวเบาๆไปด้วยเพื่อให้รู้สึกตัว เตรียมกลับมาสู่ภาวะปกติ เมื่อนับถึง 1 ก็ค่อยๆ ลืมตา แล้วลุกขึ้นช้าๆ
1.      เทคนิคแก้ปัญหาด้วยตนเอง

บอกตัวเองว่าการต้องแก้ปัญหาให้สำเร็จทุกครั้งไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เพราะจะเป็นการกดดันตัวเองโดยไม่จำเป็น ควรให้ความสำคัญกับการจัดการและวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสมกับกาลเทศะ ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องโทษตัวเองถ้าได้ทำดีที่สุดแล้ว หรือลองมองสถานการณ์ที่ทำให้โกรธใหม่ว่ามันเป็นเรื่องที่ใครๆก็พบได้ในขณะที่คนอื่นๆเห็นเป็นเรื่องปกติหรือไม่กดดันทำไมคุณถึงรู้สึกรุนแรงกว่าคนอื่น แล้วแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น
2.      สร้างการสื่อสารที่ดี

ถ้าเริ่มรู้สึกมีอารมณ์โกรธขณะพูดคุยกัน ให้ทำตัวเองช้าลงเพื่อลดระดับอารมณ์ ระมัดระวังคำพูดมากขึ้น ฟังอย่างตั้งใจ และไม่ด่วนสรุป คิดก่อนตอบออกไป ถ้าเห็นว่าบรรยากาศไม่ดีให้พักและใช้เรื่องตลกเบาๆเบรกความตึงเครียด
3.      สร้างสมดุลอารมณ์

พยายามบอกตัวเองให้นิ่งก่อนโดยการหายใจเข้าออกช้าๆให้สมาธิไปอยู่ที่ลมหายใจ สักพักหนึ่งค่อยหายใจตามปกติ อย่าใจร้อนหรือใช้คำพูดเสียดสีแบบสะใจ เพราะจะสร้างปัญหาซ้อนขึ้นมา อาจจะใช้อารมณ์ขันเข้าช่วย แต่มีข้อที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องของกาลเทศะและอย่าพยายามฝืนหัวเราะเพราะจะรู้สึกแย่มากขึ้น
4.      เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

ถ้ารู้สึกว่าจะระเบิด ขอเวลานอกแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง 5 – 10 นาทีเพื่อสงบตัวเอง ควรจะไปนั่งที่อากาศปรอดโปร่ง หรือในห้องที่สบายๆ เปิดเพลงฟังให้ใจเย็นลง จิบน้ำให้สดชื่น หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ถ้าไม่ดีขึ้นอาจจะต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลดปล่อยแรงขับภายในออกมาเช่น ขุดดินปลูกต้นไม้ เล่นกีฬาที่ต้องออกแรงเหวี่ยงออกไป

  1. ยอมรับความจริงและหาตัวเลือกอื่น

บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถไปจากสิ่งเร้าที่ทำให้รู้สึกโกรธได้ด้วยข้อจำกัดส่วนตัว ดังนั้นควรยอมรับในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วพยามยามปรับตัวอยู่กับสิ่งนั้นอย่างเข้าใจ หรือหาทางเลือกอื่นๆที่มีโอกาสทำได้สำเร็จมากกว่าก็จะได้บางสิ่งบางอย่างเป็นการชดเชยแทน
6.      ระวังความคิดอัตโนมัติ

คนเราเวลาพบกับสิ่งที่ทำให้โกรธมักคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันไม่ควรเป็นอย่างนั้น ไม่ยุติธรรมเลย ความคิดแบบนี้จะกระตุ้นให้โกรธเร็วและแรงขึ้น และตัวเองก็ไม่คิดจะแก้ปัญหาเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม ตัวเองตกเป็นเหยื่อ หรือถูกกระทำ รู้สึกสงสารตัวเอง ผลที่เกิดขึ้นก็คือนอกจากจะไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นแล้วยังเป็นการผลักใสคนที่อยากช่วยออกไปทางอ้อมอีกด้วย
7.      ขอคำปรึกษาผู้ที่ไว้วางใจหรือผู้เชี่ยวชาญ

ให้ทำทันทีเมื่อรู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้จนมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเรื่องสำคัญในชีวิต หรือเมื่อคุณไม่เข้าใจคำพูดที่ว่า “ คนเรามีความผิดหวัง เจ็บปวด และเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอซึ่งเราเปลี่ยนมันไม่ได้ แต่เราก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรหรืออยู่กับมันได้ ”

ความโกรธกับการใช้สารเสพติด

คนบางคนไม่รู้จะจัดการกับความโกรธอย่างไรก็เลยใช้วิธีแช่แข็งมันโดยผลักไปเก็บไว้ในใจที่บางคนเรียกว่าเก็บกด ให้ดูเหมือนไม่มีมันอยู่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะมันคือระเบิดที่รอวันปะทุ  ผู้ที่มีโอกาสติดสารเสพติดไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาด้านความโกรธ และไม่ได้คิดว่าปัญหาความโกรธเกี่ยวข้องกับการติดเหล้า ยา หรือสารเสพติด เพราะเหล้า ยาหรือสารเสพติดอื่นๆจะช่วยหลอกว่าใช้แล้วสบาย ผ่อนคลาย แม้ว่าเมื่อหมดฤทธิ์ยาปัญหาก็คงยังอยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่สบายใจก็กลับจำได้ว่าเมื่อใช้ยาหรือสารเสพติดนั้นแล้วจะสบายใจขึ้นจึงวนเวียนกลับไปใช้อยู่ จนเกิดการดื้อยาทำให้ต้องเพิ่มขนาดขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปและในที่สุดก็ขาดมันไม่ได้ ซึ่งเมื่ออยู่ในภาวะเสพติดจนขาดสติสัมปชัญญะอารมณ์รุนแรงก็จะระเบิดออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ความโกรธกับโรคซึมเศร้า

          เรามักจะคิดว่ามันคนละเรื่อง เพราะดูเหมือนแตกต่างกันอย่างสุดโต่ง เพราะคิดว่าถ้าได้ระบายความโกรธออกมาแล้วจะโล่งใจและมันน่าจะมีความสุขมากกว่า แต่ในความเป็นจริงลองกลับไปดูอารมณ์จริงๆหลังจากระบายออกไป จะเห็นได้ว่ามันโล่งก็จริงแต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยคือความรู้สึกผิด และเสียใจ บางคนกลับมาโกรธตัวเองว่าไม่รู้จักระงับอารมณ์ เสียภาพลักษณ์ ขาดวุฒิภาวะฯ และที่ร้ายที่สุดคืออาจจะทำให้เสียโอกาสดีๆในชีวิตไป

ตรงกันข้ามคือการที่ไม่แสดงอารมณ์โกรธเลยเพราะคิดว่าดูไม่ดีหรือกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น ดังนั้นเมื่อมีเรื่องที่ทำให้โกรธก็จะเก็บกดตลอดเวลาใบหน้าจะเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าอมทุกข์อยู่ภายใน ความโกรธไม่ได้หายไปไหนจะสะสมพอกพูนอยู่ในตัวรอวันระเบิดเมื่อหมดแรงกดหรือเมื่อมันเต็มล้น เหมือนกาน้ำที่ปิดฝาสนิทตั้งอยู่บนเตาไฟตลอดเวลา

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างบนล้วนทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ทั้งคู่ ทั้งนี้เพราะความคิดที่สุดโต่งทั้งสองด้านคือด้านหนึ่งก็โพล่งออกมาตรงๆแล้วเสียใจภายหลัง แต่อีกด้านหนึ่งคือเก็บกดเอาไว้จนมันระเบิดออกมาอย่างรุนแรงและจบลงด้วยความเสียใจของตนเองและคนที่เกี่ยวข้อง

ความสัมพันธ์ระหว่างความเศร้าและอารมณ์โกรธ

          ความรู้สึกเบื่อ เหงา หดหู่ใจ ท้อแท้ หมดหวัง รู้สึกไม่มีคุณค่า รู้สึกผิด ไม่สามารถควบคุมความคิดในแง่ร้ายของตัวเองได้แม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม สมาธิไม่ดี ความจำเสีย อะไรที่เคยทำได้ง่ายๆกลับเป็นเรื่องยาก น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ การนอนหลับผิดปกติ อาจจะตื่นกลางดึกและไม่สามารถหลับต่อได้หรือนอนหลับมากเกินไป มีอาการปวดตามที่ต่างๆในร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหล่านี้เป็นอาการที่พบทั่วไปในผู้ป่วยซึมเศร้า แต่คนที่ความโกรธและเป็นแรงขับให้เกิดความเศร้าจะไม่เหมือนการโกรธทั่วๆไป แต่จะเป็นความโกรธที่ผสมความเกลียดทั้งต่อตัวเอง คนอื่น หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี พฤติกรรมที่เห็นได้ตั้งแต่แรกคือการปลีกตัวหรือแยกตัวไปจากครอบครัว เพื่อนฝูง มีผลการทำงานหรือการเรียนแย่ลง ขาดแรงจูงใจ นอนไม่หลับ ท้อแท้ หมดหวัง รู้สึกผิด ความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการเหล่านี้มาจากความรู้สึกโดดเดี่ยว ปัญหาเศรษฐกิจ การงาน ปัญหาครอบครัว การขาดการสนับสนุนทางสังคม การใช้สุราและสารเสพติด หรือแม้แต่การได้รับประสบการณ์ไม่ดีในวัยเด็กและกรรมพันธุ์

ลักษณะที่แสดงออกของความเศร้า

          พฤติกรรมการแสดงออกของความเศร้ามีความแตกต่างไปตามเพศและวัย วัยรุ่นอาจจะแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว โผงผาง ตรงไปตรงมา ส่วนคนหนุ่มสาวจะออกทางอาการเจ็บปวดส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกทางจิตใจที่จะบอกถึงความไม่พึงพอใจในสภาวะที่เป็นอยู่และเป็นการร้องขอความช่วยเหลืออ้อมๆ สำหรับผู้สูงอายุความเศร้ามักมาจากการสูญเสีย เช่นการตายจากของคู่สมรส การเกษียณจากงาน อิสระที่จะทำอะไรต่างๆด้วยตนเองลดลงตามสภาพร่างกายและสุขภาพ ดังนั้นการแสดงออกก็มักเป็นการบ่นถึงสิ่งต่างๆดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเสียทำให้เกิดการพูดหรือถามซ้ำๆถึงเรื่องที่แม้จะเพิ่งผ่านไปทำให้ลูกหลานอาจจะแสดงความรำคาญหรือมีปฏิกิริยาจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความน้อยใจหรือโกรธพลุ่งออกมาได้

ผู้ชายมักแสดงออกออกด้วยการบ่นถึงความล้า หงุดหงิด มีปัญหาการนอนหลับ ขาดความสนใจในเรื่องรอบๆตัว และใช้สุราหรือสารเสพติดเป็นทางออก ในขณะที่ผู้หญิงมักแสดงออกด้วยความรู้สึกผิด กินมากนอนมากน้ำหนักเพิ่ม หรือตรงกันข้ามกินไม่ได้นอนไม่หลับน้ำหนักลด อัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่าเนื่องจากฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้จะมีประจำเดือน บางคนจะมีอาการ Premenstrual syndrome (PMS) หรือหลังคลอดบุตรอาจจะมีอาการ Postpartum blue ให้เห็น

สัญญาณเตือนการคิดฆ่าตัวตายหรือสัญญาณการร้องขอความช่วยเหลือทางอ้อม

  1. พูดออกมาว่าจะฆ่าตัวตาย หรือพูดทำนองว่าคนอื่นคงจะดีขึ้นถ้าตัวเองตายไปซะ หรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าหมดหวังหรือถึงทางตัน
  2. หมกมุ่นกับเรื่องความตายผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆซึ่งมีแรงขับมาจากความรู้สึกอยากตาย
  3. ไปพบคนคุ้นเคยหรือคนที่ไม่ได้พบกันมานานเพื่อล่ำลา
  4. เปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็วจากเศร้ามาสู่ความสงบ นิ่ง และดูเหมือนมีความสุข สิ่งนี้อาจจะบอกทางอ้อมว่าเขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะฆ่าตัวตาย

          สรุป     การที่มีอารมณ์โกรธเป็นครั้งคราวเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่ถ้าเป็นบ่อยและเป็นอยู่นานไม่ค่อยหายไปอาจจะเป็นเรื่องของความเศร้าที่อยู่เบื้องหลังก็ได้ ฉะนั้นอารมณ์โกรธจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ถ้าสามารถรับรู้ได้เร็วถูกต้องและสามารถตั้งรับได้เหมาะสมก็เป็นเรื่องปกติ อาจจะเป็นแรงผลักให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ต่างๆได้ เช่นโกรธที่ไม่ได้เกิดมาสบายเหมือนคนอื่นก็อาจจะพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถ อดทนจนสร้างเนื้อสร้างตัวให้ดีกว่าเดิมได้ แต่ตรงกันข้ามถ้ามีอะไรไม่พอใจแล้วกลับท้อแท้ สงสารตัวเอง จมปลักกับความคิดนั้นๆความเศร้าก็จะตามมา ที่ร้ายก็คืออาจจะเปลี่ยนไปเป็นแค้นและทำเรื่องไม่เหมาะสมจนเดือดร้อนทั้งตัวเองและสังคม ดังนั้นถ้าพบว่าตนเองเศร้าอาจจะต้องลงไปสำรวจจริงๆจังๆว่ามีเรื่องของความโกรธซ่อนและผลักดันอยู่ภายในหรือไม่ จะได้แก้ไขให้ตรงประเด็น

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=870

ผู้นำ 5 ระดับ

มาตรฐาน

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 

ถ้าเปรียบการบริหารองค์กรเสมือนกับการทำสงคราม “ผู้นำ” ก็ปรียบเสมือน “แม่ทัพ” ที่จะต้องวางแผน วางกลยุทธ์ให้ลูกทัพปฏิบัติตาม หากวางแผน หรือบริหารงานผิดพลาดจะส่งผลกระทบกับองค์กรและบุคคลากรในองค์กร

 ท่ามกลางความหลากหลายขององค์กรในปัจจุบัน “ผู้นำ”ควรมีรูปแบบเป็นอย่างไร จึงจะนำพาองค์กรให้ก้าวต่อไปในโลกอันกว้างใหญ่ได้

 เมื่อเร็วๆ นี้มีนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง “ภาวะผู้นำแบบตะวันออก” ผมอยากนำเอาคำตอบในวันนั้นมาแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับคนที่เป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่จะเป็นผู้นำในวันข้างหน้า

  

ข้อคิดคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ พูดเรื่อง”ผู้นำ”  ให้ได้คิด

ระดับล่างสุด คือ ผู้นำที่เฉลียวฉลาด  มีไหวพริบ  รู้เท่าทันคน มียุทธวิธีและกลยุทธ์ที่แหลมคม  มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  เป็นผู้นำที่ลูกทีมมั่นใจว่าจะพาทีมไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่เก่งฉลาด

ระดับที่สอง คือ ผู้นำเก่งฉลาด บวกด้วยประสบการณ์ชีวิต รวมทั้งมีบทเรียนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว และแน่นอนต้องผ่านการทำงานอย่างโชกโชนเพียงพอ  เขาจะได้เข้าใจถึงกาลเทศะ เรื่องอะไรควรหนัก เรื่องอะไรควรเบา  สิ่งใดควรรีบเร่ง สิ่งใดควรรั้งรอไว้ก่อน ประเด็นใดสำคัญมาก  ประเด็นใดสำคัญน้อยกว่า ผู้นำระดับนี้ก็จะสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่า  จะไม่บุ่มบ่าม หุนหันพลันแล่น แต่จะมีวิธีแก้ปัญหาที่ยืดหยุ่น นุ่มนวล ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น  เท่ากับนำพาให้ทีมงานลดความเสี่ยงที่จะต้องพบเจอกับภาวะวิกฤตโดยไม่จำเป็น ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีปัญญา

ระดับที่สาม คือ ผู้นำที่มีปัญญาแล้วยังสามารถเป็นที่พึ่งของลูกน้องได้ มีความเมตตากรุณาที่ใครเดือดร้อนก็จะมาพึ่งพาขอความช่วยเหลือ ลูกทีมที่อยู่ร่วมกันก็จะมีความรู้สึกผูกพัน อบอุ่น มั่นคง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีน้ำใจ

ระดับที่สี่ คือ ผู้นำที่เปิดทางสนับสนุนให้ลูกทีมได้ประสบความสำเร็จ บุคคลเหล่านั้นจะเคารพนับถือผู้นำชนิดนี้อย่างสุดจิตสุดใจ เพราะความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาได้มาจากผู้นำคนนี้ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่สร้างคน

ระดับสูงสุด คือผู้นำที่ไม่ได้อยากเป็นผู้นำ แต่เป็นคนที่มีความสามารถนำพาองค์กรทั้งทีมฝ่าฟันผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยไม่มีกิเลสตัณหาคิดจะเป็นใหญ่ จึงทำทุกอย่างโดยไม่มีอะไรแอบแฝง โปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกด้าน ดังเช่นปูชนียบุคคลที่ผมเคยเขียนแนะนำประวัติไว้สองท่าน คือ จอร์จ วอชิงตัน(1) และ เติ้งเสียวผิง(2) ซึ่งล้วนถูกเคี่ยวเข็ญให้ขึ้นมาเป็นใหญ่เพื่อกอบกู้วิกฤต และ พยายามขอถอนตัวจากไปอย่างเงียบๆ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่”

กล่าวโดยสรุป ผู้นำระดับที่หนึ่งและสองใช้ “สมอง” เป็นหลัก    แต่….ผู้นำที่สูงขึ้นมาในระดับสาม สี่ ห้า ต้องใช้ “หัวใจ” เป็นกลไกขับเคลื่อน      แนวทางการบริหารจัดการแบบตะวันออกเน้นเรื่องหัวใจมากกว่าสมอง  โดยยึดปรัชญาที่ว่า “คนจะใหญ่ หัวใจต้องใหญ่พอ

ดังนั้น บุคคลที่ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นมากที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่มีภาวะจิตใจอยู่ในระดับสาม สี่ ห้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงมักจะอยู่ในตำแหน่งระดับสูงขององค์กรใหญ่ๆ ที่บริหารตามแนวทางตะวันออก เพราะ……..องค์กรเหล่านี้ไม่ได้ยึดผลประโยชน์เป็นใหญ่ แต่…...ให้น้ำหนักกับเรื่องความสุขของทุกคนในทีมเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

เชิงอรรถ
1 จอร์จ วอชิงตัน เข้าร่วมขบวนการปลดแอกจากอังกฤษจนสำเร็จ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ก็กลับบ้านไปทำไร่ตามเดิม จนถูกพรรคพวกที่เคารพนับถือไปรบเร้าเชื้อเชิญให้กลับมาเป็นประธานาธิบดี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัย พรรคพวกก็จะแก้กฎหมายเป็นกรณีพิเศษให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ จอร์จ วอชิงตัน กล่าวขอบคุณพร้อมตอบปฏิเสธไป

2 เติ้งเสี่ยวผิง เป็นผู้กอบกู้วิกฤตของสังคมจีนที่ถูกย่ำยีจนย่อยยับด้วยน้ำมือของ “แก๊งสี่คน” จนประเทศอ่อนแอและอับอายไปทั่วโลก เติ้งเสี่ยวผิงผลักดันให้เกิดการพัฒนาประเทศทุกๆ ด้านด้วยนโยบาย “สี่ทันสมัย” จนประเทศจีนเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาผงาดอยู่ในแถวหน้าของมหาอำนาจโลก แต่หลังจากปี ค.ศ.1978 จนถึง ค.ศ. 1997 ที่เขาเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงไม่ยอมรับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประธานพรรค ยอมรับเพียงแค่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารเพียงตำแหน่งเดียว และหลังจากเขาเสียชีวิตมาจนถึงปัจจุบันปี ค.ศ. 2013 ยังไม่ปรากฎว่า เติ้งเสี่ยวผิงและลูกหลานร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้

โดย…นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373885879&grpid=03&catid=&subcatid=

ความรู้เรื่อง เบาหวาน

มาตรฐาน

0100-1
เบาหวาน เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม

โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย

ชนิดและสาเหตุ     เบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

โรคเบาหวานชนิดที่ 1    เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว

โรคเบาหวานชนิดที่ 2   สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม  นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้้ำหนักตัวมาก  การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น  เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีการสร้างอินซูลิน   แต่ทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
อาการ     ถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์

– ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
– ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
– หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มาก ๆ
– เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
– น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
– ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
– สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
– เป็นแผลหายช้า
โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย
อาการแทรกซ้อน

– ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)
เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง

ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)
พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 2- 3 ปี นับเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
-ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)
หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด

-โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
-โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
-โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
-แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)

การดูแลป้องกันโรคเบาหวาน

– ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ การรักษาจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ ผู้ให้คำแนะนำเรื่องโรคเบาหวาน โภชนาการและยา การรักษานี้จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยารักษา

– ควรเจาะระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ ให้ปรึกษาแพทย์ว่าควรเจาะช่วงใด และบ่อยแค่ไหนถึงจะดีที่สุด

– ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพรอาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด จะต้องตรวจสอบกับแพทย์และเภสัชกรก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ยาเหล่านี้

การรักษา   การรักษาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุมีเป้าหมาย คือ
1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดชีวิต คือประมาณ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด แต่อย่างไรก้ตามปัจจุบันเราได้ใช้ค่าน้ำตาลแบบฮีโมโกลบินเอวันซีในการประเมินผู้ป่วยเบาหวาน ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี ที่เหมาะสมคือต่ำกว่าร้อยละ 7

2. ป้องกันหรือชะลอโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น (สมอง ใจ ไต ตา ชา แผล)

3. เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย คือให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพ

4.นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องควบคุมระดับความดันโลหิต โดยระดับความดันโลหิจที่เหมาะสม คือ น้อยกว่า 130/90 มิลลิเมตร ปรอท และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย โดยดูจากระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ ต้องน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานจะต้องอาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา  ซึ่งทั้งนี้ต้องการกำลังใจของผู้สูงอายุและความร่วมมือจากญาติพี่น้องหรือผู้ดูแล การใช้ยารักษาจะเริ่มเมื่อผู้ป่วยสูงอายุไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้บรรลุเป้าหมายด้วยการควบคุมอาหาร   และการออกกำลังกาย    การใช้ยาจึงมีความสำคัญมากต่อชีวิตผู้ป่วยเบาหวาน

ในปัจจุบันซึ่งมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากในอดีต โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสม คือ ออกฤทธิ์ไม่แรงและหมดฤทธิ์เร็ว เริ่มจากขนาดยาต่ำๆ ก่อน    มีวิธีการใช้ยาที่ง่ายและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ใช้ยาจะต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วยเสมอ    ผู้จะต้องใช้ยาตลอดชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและอาการของโรคเบาหวานตามเป้าหมายที่กำหนด ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรผู้ป่วยสูงอายุจึงจะอยู่กับโรคเบาหวานและการใช้ยาอย่างมีความสุข

http://maiyarab.blogspot.com/

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=174553172733288&set=a.167921110063161.1073741828.163975673791038&type=1&theater

…………………………………………………………

ยาเบาหวาน กินอย่างไรให้ถูกต้อง
อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/119/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/

…………………………………………………………

ผู้ป่วยเบาหวานควรทานอะไรดี

กลุ่มที่รับประทานได้..แต่จำกัดจำนวน

  • อาหารพวกแป้ง ข้าว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง มักโรนี
  • ลดอาหารไขมัน เช่น ขาหมู ข้าวมันไก่ หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ   ไขมัน   มาก ๆ
  • ตลอดจนไขมันจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมัน   ข้าวโพด น้ำมันมะกอก
  • อาหารสำเร็จรูป  หรืออาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น น้ำตาลเทียม น้ำตาล   จากผลไม้
  • ผักประเภทที่มีแป้งมาก เช่น ฟักทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ่ ผลไม้บางชนิด เช่น ฝรั่ง กล้วย เงาะ มะละกอ
  • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์ หรือโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เต้าหู้ ให้รับประทานปกติ หลีกเลี่ยงเนื้อติดมัน ไก่ติดหนัง
  • นมจืดพร่องไขมัน ควรหลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง

กลุ่มที่รับประทานได้ไม่จำกัด
ผักใบเขียว เช่น ผักกาด ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วงอก

ข้อควรปฏิบัติในการควบคุมอาหาร

  • เลือกรับประทานอาหารโดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้ตามประเภทของอาหาร คือ พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) ประมาณ 50-60%
    พลังงานจากโปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20% พลังงานจากไขมัน ประมาณ 25%
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินต้องลดปริมาณลงอาจจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทานห้ามน้ำตาลและของหวานทุกชนิด
    รวมทั้งอาหารมันและของทอดเลือกรับประทานอาหารที่มีใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทผักต่าง ๆ หรือ เม็ดแมงลัก ซึ่งจะช่วยระบายอ่อนๆ
  • อย่ารับประทานอาหารจุกจิกและไม่ตรงเวลาถ้าพลาดมื้ออาหารไปอาจเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปรับประทานในปริมาณ
    ที่สม่ำเสมอคงที่ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หรือน้อยเกินไป    ในบางมื้อจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ยาก
  • ผู้ที่เป็นความดันเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรรับประทานอาหารรสเค็มจัด ควรจะ ลดอาหารเค็ม
  • ผู้ที่ฉีดอินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาวในตอนเช้า เช่น Insulatard หรือ Monotard ฤทธิ์ยา อยู่ ได้นาน 24 ชม. และออกฤทธิ์สูงสุดในตอนเย็นหรือกลางคืน อาจต้องจัดแบ่งอาหารเป็น 4-6 มื้อ โดยเพิ่มอาหารว่างตอนบ่าย และมื้อกลางคืน ควรจัดแบ่งปริมาณให้เหมาะสม ไม่ให้บางมื้อมากเกินไป
  • ถึงแม้ระดับน้ำตาลปกติดีแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ

   ” อาหารเบาหวาน ” ไม่ใช่อาหารที่พิเศษพิสดารอะไร ขอให้ฝึกจนเป็นนิสัย แล้วท่านจะรู้สึกว่าไม่ใช่ เรื่องยากในการควบคุมอาหาร
ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานอาหารเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ในชนิดและปริมาณของอาหารเท่านั้น

กลุ่มอาหารที่ห้ามรับประทาน

  • น้ำตาลทุกชนิดรวมทั้งน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม้
  • ขนมหวานและขนมเชื่อมต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดช่อง ฯลฯ
  • ผลไม้กวน เช่น มะม่วงกวน ทุเรียนกวน สับปะรดกวน ฯลฯ
  • น้ำหวานต่าง ๆ น้ำผลไม้ ยกเว้น น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ
  • เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ (ถ้าดื่มกาแฟควรดื่มกาแฟดำไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม แต่สามารถใช้น้ำตาลเทียมได้บ้าง)
  • ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน องุ่น ลำใย มะม่วงสุก ขนุน ละมุด น้อยหน่า ลิ้นจี่ อ้อย สับปะรด ผลไม้แช่อิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล
  • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแป้งทอดต่างๆ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ข้าวเม่าทอด

http://www.ram-hosp.co.th/dmfood.htm
http://www.stou.ac.th/study/sumrit/4-56%28500%29/page2-4-56%28500%29.html

…………………………………………………………

2

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี โรคเบาหวาน ยังคงเป็นโรคยอดฮิตของคนไทย ความน่ากลัวของ โรคเบาหวาน อยู่ที่โรคนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ได้อีกหลายสิบโรค 

ในเรื่องความเชื่อและความจริงของโรค อยากชวนทุกท่าน ไปค้นหาคำตอบที่ถูกต้องด้วยกัน เพราะไม่แน่ว่า ความเชื่อ (ผิด ๆ) ต่อไปนี้  อาจเป็นสิ่งที่หลายคนอ่านแล้วต้องบอกว่า “ไม่น่าเชื่อ” ก็เป็นได้…


ความเชื่อลำดับที่ 1 : แป้งและน้ำตาลเท่านั้นที่ก่อเบาหวาน

เนื่องจากโรคนี้มีชื่อว่า “เบาหวาน” ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ปัจจัยก่อโรคเกิดจากการกินแป้งหรือน้ำตาลเป็นหลัก แต่นักวิจัยจากโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health: HSPH) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์ใหญ่จำพวกเนื้อแดง (Red Meat) ช่น เนื้อวัว เนื้อหมู รวมทั้งเนื้อที่ผ่านการปรุงแต่งเช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และอื่นๆ ก็เป็นตัวการก่อโรคเบาหวานเช่นกัน


จากการศึกษาพบว่า นอกจากแป้งและน้ำตาลแล้ว 
ไขมันอิ่มตัวซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ กลับเป็นอีกตัวการหนึ่ง

ที่ก่อโรคเบาหวาน เพราะไขมันอิ่มตัวจะไปยับยั้งให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง  ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ช้า และเมื่อน้ำตาลไม่ลด ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมาเพิ่มเกินกว่าปกติ เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง


นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเกินไป 
และเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

เหมือนตอนที่ตับอ่อนยังทำงานเป็นปกติ ซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด   ความคิดที่ว่า หากเรากินเนื้อสัตว์ใหญ่เต็มที่ แต่ควบคุมการกินแป้งและน้ำตาล ให้อยู่ในปริมาณไม่มาก จะไม่มีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน จึงอาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ  ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่


แม้เนื้อสัตว์ใหญ่จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแต่การกินอาหารประเภทโปรตีนและไขมันนั้น
ถือเป็นสิ่งที่ร่างกายเราขาดไม่ได้ดังนั้น เราจึงควรปรับเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารประเภทอื่นๆ แทน ได้แก่ กินโปรตีนจากพืชและปลาเป็นหลัก วอลเตอร์ วิลเลตต์ (Walter Willett) 

นักโภชนาการชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ดูแลงานวิจัยข้างต้น แนะนำว่า คนที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อแดงรวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อแดง แล้วหันมากินโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น โปรตีนจากเมล็ดธัญพืช หรือโฮลเกรน ถั่ว เต้าหู้ รวมทั้งเนื้อปลาที่มีไขมันต่ำ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่จำเป็น โดยไม่ต้องรับไขมันปริมาณมากเข้าไปด้วย  กินไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวคือปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน  ทางเลี่ยงที่จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันโดยไม่ทำร้ายสุขภาพ จึงเป็นการเลือกกินไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันชนิดร้ายในร่างกายได้  เช่น ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด


อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ดร.วินัย ดะห์ลัน 
ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล แนะนำว่า ถึงเป็นไขมันชนิดดี แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป เพราะจะเป็นโทษต่อระบบทางเดินอาหาร


ความเชื่อลำดับที่ 2 : ผู้ป่วยเบาหวานกินผักได้ไม่อั้น

แน่นอนว่าการกินผักนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่สำหรับใครที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่   แม้แต่การกินผักก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังไม่ต่างจากการควบคุมอาหารอื่นๆ เลยค่ะ  

คำจำกัดความของคำว่า “ผัก” ที่กว้างเกินไป อาจทำให้เราเลือกกินผักอย่างผิดๆได้ เพราะในผักบางชนิด โดยเฉพาะผักประเภทหัวหรือรากถือเป็นผักที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง  หากกินมากๆ จึงอาจให้ผลไม่ต่างจากการกินแป้ง ซึ่งผักแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน  คือ

ผักประเภท ก เป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ให้พลังงานน้อย  ซึ่งได้แก่ ผักใบเขียวต่างๆ อาทิ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาด กะหล่ำปลี ใบโหระพา ใบกะเพรา บวบ แตงกวา มะเขือเทศ

แต่สำหรับ ผักประเภท ข เป็นผักที่ให้พลังงานมากกว่า และไม่ควรชะล่าใจในการกิน โดยผักกลุ่มนี้ อาทิ ฟักทอง แครอต บรอกโคลี มะละกอดิบ หน่อไม้ มะระ หอมหัวใหญ่ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว ถั่วงอก ดังนั้น ผักที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้ ไม่จำกัดจึงเป็นผักประเภท ก เท่านั้น ส่วนผักประเภท ข  นับเป็นผักในกลุ่มที่ควรควบคุมปริมาณ เพราะหากกินมากไปอาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่  การกินผักให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทำได้ดังนี้ ปรับลดปริมาณผักให้สมดุล ในการปรับปริมาณผักให้สมดุลนั้น  
 อาจารย์รุ้งระวีบอกไว้ว่า หากผู้ป่วยเบาหวานบางคนต้องการกินผักประเภท ข  ก็สามารถกินได้ แต่ต้องลดการกินอาหารในหมวดอื่นๆทดแทนกินผักสดแทนผักทอด 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์ ที่ปรึกษาศูนย์เบาหวาน ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า หากหิวระหว่างวัน แนะนำให้กินผักแก้หิวได้ แต่ควรเป็นผักใบ จะนำไปต้มหรือกินสดๆ ก็ได้ แต่ไม่ควรนำไปทอด เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้


กล่าวคือ แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะได้รับคำแนะนำให้กินผักเป็นอาหารยืนพื้น 
 แต่ก็ต้องเลือกให้ถูกประเภทด้วย ไม่อย่างนั้น  อาหารที่มีประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้ค่ะ


ผลไม้
ความเชื่อลำดับที่ 3 : น้ำตาลจากผลไม้คือน้ำตาลที่ปลอดภัย

ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนจำต้องตัดใจจากขนมหวานของโปรด 
เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผลไม้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะใครๆ ต่างก็คิดว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังให้แคลอรีต่ำกว่าขนมหวานอีกด้วย แต่ในความเป็นจริง  อาจารย์สุระภี เสริมพณิชกิจ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย  และที่ปรึกษาด้านโภชนบำบัด ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยกล่าวไว้ว่า พฤติกรรมการกินผลไม้ของผู้ป่วยเบาหวานกลับกลายเป็นตัวการหนึ่ง ที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิม เนื่องจากในผลไม้มีน้ำตาลฟรักโทส (Fructose) ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้


ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง โภชนาการกับผลไม้ ระบุถึงข้อควรระวังในการกินผลไม้  สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเติมว่า “สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถึงแม้จะมีรายงานว่า   ผลไม้ส่วนใหญ่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลของผลไม้ ยังมีไม่ครบถ้วน ดังนั้นถึงแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถเลือกรับประทานผลไม้ ได้หลากหลายชนิด แต่ควรระมัดระวังเรื่องปริมาณและชนิดของผลไม้ที่บริโภคด้วย”


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่ อ่านข้อมูลด้านบนแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจจนไม่กล้ากินผลไม้ค่ะ  
เพราะน้ำตาลในผลไม้ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด เพียงแค่เรารู้จักปรับวิธีกิน ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมก็เป็นอันใช้ได้เริ่มจากปฏิบัติตามคำแนะนำ ของอาจารย์สุระภี ที่กล่าวถึงหลักการกินผลไม้ในหนึ่งมื้อสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือ…


ผลไม้รสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก กล้วยหอม กินได้ 6 คำ

ผลไม้รสหวานปานกลาง เช่น ลิ้นจี่ องุ่น สับปะรดกินได้ 8 – 10 คำ

ผลไม้รสหวานน้อย เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร กินได้ 10 – 15 คำ

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกกินผลไม้เพียงมื้อละ 1 ชนิด วันละ 2 – 3 ครั้งหลังอาหาร เพราะการกินผลไม้ครั้งละมาก ๆ แม้จะเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน ก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงได้ นอกจากนั้นควรเลี่ยงผลไม้ตากแห้ง   ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม และผลไม้กระป๋อง ควรกินผลไม้สด เพราะจะช่วยควบคุมอาการเบาหวานได้ดี โดยก่อนจะเลือกกินผลไม้ ลองดูปริมาณน้ำตาลดังตารางต่อไปนี้ก่อนค่ะ”


ความเชื่อลำดับที่ 4 : เบาหวาน เป็นโรคของคนอ้วน

เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน คำจำกัดความของโรคนี้มักจะมาพร้อมกับภาพของคนอ้วน เนื่องจากคนเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงวัยสูงอายุ และส่วนมากคนที่เป็นจะมีรูปร่างค่อนไปทางเจ้าเนื้อ

ประกอบกับโรคเบาหวานนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินเป็นหลักสำคัญ หลาย ๆ คนจึงอาจคิดว่า หากเราเป็นคนรูปร่างผอมคงไม่มีทางเป็นโรคนี้ได้


แต่หากถามต่อว่า ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่เด็ก  
และไม่ได้อ้วนแต่อย่างใด จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้หรือไม่   คำตอบคือ “คนไม่อ้วนมีความเสี่ยงน้อยกว่า”

 อย่างไรก็ตาม สำหรับคนผอมเอง หากไม่ควบคุมอาหาร หรือเลือกกินอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย วันหนึ่งโรคเบาหวานก็อาจมาเยือนได้เหมือนกันค่ะ


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่  สำหรับการดูแลโรคเบาหวานจากสาเหตุนี้ อาจมีความแตกต่างออกไปจากข้ออื่นๆ  
โดยจะพูดถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม   สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้ลูกเกิดมาเป็นเบาหวาน  รวมทั้งการดูแลตัวเองสำหรับคนผอมที่ไม่อยากเป็นเบาหวาน ดังเช่นดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เริ่มจากคุณหมอไกรสิทธิ์  ที่แนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ด้วย เพื่อให้ทารกไม่เกิดภาวะขาดอาหาร มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือประมาณ 3,000 กิโลกรั กินอาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ


ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในหลักการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกโรค  โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับการรับพลังงานจากอาหาร   ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญกลูโคสในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมลุกขึ้นมา ขยับตัวกันวันละนิดวันละหน่อยโรคเบาหวานจะได้ไม่มากวนใจค่ะ


ดูทีวีนาน ได้เบาหวานเป็นของแถม…

การดูทีวีเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้คนไม่ออกกำลังกายและทำให้อ้วน   ดังนั้น การลดเวลาดูทีวีลงแล้วลุกไปทำอย่างอื่นให้มากขึ้น   จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้ค่ะ


กรรมพันธุ์

ความเชื่อลำดับที่ 5 : คนที่บ้านเป็นเบาหวาน ลูกหลานต้องเป็นด้วย

อย่างที่ทราบกันว่า ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ก่อโรคเบาหวานคือพันธุกรรม และด้วยตัวเลขสถิติผู้ป่วยเบาหวานทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงพุ่งขึ้นสูง   นั่นจึงหมายความว่า บนโลกใบนี้มีบุคคลที่มียีนเบาหวานในร่างกาย หลายร้อยล้านคนเลยทีเดียว


อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารวิชาชีพ 
ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กินอย่างไรไม่อ้วน ไม่มีโรค อธิบายว่า   “ลักษณะพันธุกรรมของชาวเอเชียถือว่ามียีนประหยัด (Thrifty Gene) ซึ่งทำหน้าที่สะสมอาหารที่กินอย่างเหลือเฟือไว้ในรูปของไขมันที่หน้าท้อง เพื่อใช้ในยามที่ขาดแคลนอาหาร” ลักษณะแบบนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนเอเชียอ้วนลงพุงได้ง่าย ยิ่งคนที่กินอาหารมาก แต่ไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน ก็จะเกิดปัญหาการดื้ออินซูลินและเป็นเบาหวานตามมา


อาจารย์วรรณี ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เบาหวาน กล่าวว่า  
พันธุกรรมไม่ได้มีส่วนก่อโรคเบาหวานมากเท่าไรเพราะคนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยอื่นๆ มากกว่า   ฉะนั้น ความเชื่อที่ว่า หากคนในครอบครัวเป็นเบาหวานแล้ว เราจะเป็นโรคนี้ด้วย จึงไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เพิ่งพบว่าตนเองเป็นเบาหวานตอนอายุมากแล้วค่ะ


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่  ในเมื่อเรื่องของพันธุกรรม คือเรื่องเกี่ยวกับการสืบทอดเชื้อสาย 
รวมทั้งยีนก่อโรคไปยังคนรุ่นหลังๆ  จุดเริ่มต้นที่ดีจึงเป็นการป้องกันตัวเองจากโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้

ปลูกฝังให้ลูกกินอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะคุณพ่อหรือคุณแม่  ที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรปลูกฝังให้ลูกเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตน ตั้งแต่เด็ก เพื่อป้องกันปัญหาโรคเบาหวานที่อาจตามมา 


วิธีง่ายๆ คือ ปรับอาหารสำหรับคนในครอบครัวให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพทุกๆ มื้อ 
 โดยพยายามเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งใดๆ  ไม่ปรุงรสให้หวานมัน เค็ม แต่อาจจะกินรสเผ็ดและเปรี้ยวได้บ้างเล็กน้อย  

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนความเชื่อให้ถูกต้องแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากเบาหวานได้ คือการลงมือปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต

# Rama Channal

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=poungchompoo&date=15-03-2014&group=47&gblog=38

ผู้สูงวัย

มาตรฐาน

5

วันที่ 13 เมษายนทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2557 ไทยมีผู้สูงอายุ 10,014,699 คน และมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 500,000 คน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 มีโรคเรื้อรังประจำตัว โรคที่เกิดจากความชรา หรือปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะโรคซึมเศร้า และคาดการณ์ว่าในปี 2568 ไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Ageing Society) มีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งประเทศ

 

โรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

โรคทางสมอง พบมากในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ เครียด ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่ คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคสมอง และการเสื่อมของเซลล์สมองส่วนใหญ่จะพบในคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยโรคสมองที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ อัลไซเมอร์ สมองเสื่อม และอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น

 

โรคเบาหวาน เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน ก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปัสสาวะและกระหายน้ำบ่อย ดื่มน้ำในปริมาณมากต่อครั้ง อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดโดยไม่มีสาเหตุ และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ตาพร่ามัว หรือตาบอด ไตเสื่อม ชาตามปลายมือปลายเท้าและอาจติดเชื้อได้ง่าย

 

โรคความดันโลหิตสูง คนปกติจะมีความดันโลหิต 120/80-139/89 มิลลิเมตรปรอท หากมีค่าความดันมากกว่านี้จัดว่าเป็นผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งโรคนี้ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดง แต่บางครั้งจะมีอาการใจสั่น ปวดศีรษะ หน้ามืด ตาพร่า ถ้าไม่รักษาตั้งแต่เบื้องต้นอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น อัมพฤกษ์ ตาบอด ไตวาย หัวใจวาย เป็นต้น

 

โรคหัวใจขาดเลือด สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคนี้ มาจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้พบมากในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ อ้วนลงพุง ขาดการออกกำลังกาย หรือคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ยิ่งทำให้โอกาสเป็นโรคสูงขึ้น อาการสำคัญคือ เจ็บแน่นหน้าอกระหว่างราวนม ลิ้นปี่ คล้ายมีอะไรมากดทับ หายใจไม่สะดวก อาจร้าวไปที่คอ กราม แขนซ้ายด้านใน และมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก ตัวเย็น เย็นศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ ใจสั่น ดังนั้น เมื่อเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก ควรรีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

 

คล็ดลับดูแลสุขภาพเบื้องต้นเมื่อก้าวสู่วัยสูงอายุ

– ควบคุมโภชนาการ ให้เหมาะสมกับร่างกาย ควรหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รสเค็มจัด และอาหารรสหวาน

– หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

– ดื่มน้ำมากๆ ให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

– ออกกำลังกาย ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3วัน ครั้งละ 30นาที

– ควบคุมน้ำหนักตัว ให้อยู่ในระดับมาตรฐาน

– ทำจิตใจให้แจ่มใส พักผ่อนอย่างเพียงพอ

– หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย เมื่อเกิดอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์

– หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม หรือซื้อยากินเอง

– ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ และให้ข้อมูลต่างๆกับหมออย่างละเอียดและเป็นจริง เพราะการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง มาจากการให้ข้อมูลที่เป็นจริงทุกอย่างละเอียด (หมอไม่ใช่เทวดา หรือ ร่างทรง ที่รู้ว่าคุณเป็นอะไร หากให้ข้อมูลบิดเบือน โรคอาจไม่หาย หรือ กลายเป็นเพิ่มอีกโรคจากการให้ยาผิด วินิจฉัยโรคผิดจากข้อมูลที่ให้มาผิดๆ)

– ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ทุก 6-12 เดือน

แต่ทั้งนี้หากมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถโทรแจ้งได้ที่ #สายด่วน 1669

ขอบคุณข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข และ สสส.

ยาแก้ไอ จากสมุนไพรในครัว

มาตรฐาน

2

สุดยอด ยาแก้ไอ จากสมุนไพรในครัว

ตำรับยาจาก อ.หมอสมพร โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

  1. ขิงแก่
  2. หอมแดง
  3. กระเทียม
  4. มะนาว 1 ผล
  5. เกลือป่น(เล็กน้อย)
  • นำขิง หอมแดง กระเทียม ปริมาณเท่าๆกัน (เสมอกัน) มาปอกเปลือก ล้างให้สะอาด
  • หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • บีบมะนาว ๑ ผล ตามลงไป
  • แต่งรสด้วยเกลือป่นเล็กน้อย
  • แซมด้วยเปลือกมะนาวตามชอบ…
  • ทานบ่อยๆ ทีละน้อย ตามด้วยน้ำอุ่น

สรรพคุณ

  • บรรเทา…อาการ ไอเรื้อรัง ไอหอบ ไอมีเสลด หรือ ไอแห้งๆ ให้รำคาญ..
  • ทานบ่อยๆ ทีละน้อย ตามด้วยน้ำอุ่น อาการไอจะชะงัก
  • ชุ่มคอ บำรุงเสียงดีนักแล…
  • ความเผ็ดร้อน ของขิง ยังแก้จุกเสียดได้ดี บำรุงธาตุ แก้คลื่นไส้ และยังช่วยระบบย่อยอาหารได้อย่างดีอีกเช่นกัน
  • หอม กระเทียม ช่วยทำให้หลอดลม ทางเดินหายใจโล่ง ลดเสลด กระตุ้นทางเดินหายใจให้โล่ง ลดน้ำมูก
  • เกลือ ช่วยกวาดคอ ลดเมือกมัน ในขั้วบอด ในหลอดลม
  • มะนาว เปลือกมะนาว รักษาอาการไอ ขับเสมหะ..

ท่านที่ไอมานาน ทานยาเท่าไหร่ ไม่หายสักที ทดลองวิธีนี้ดูสะดวก ประหยัด ปลอดภัย ทำได้ง่าย..ไม่เปลืองเวลา..สรรพคุณ “สุดยอด” ทดลองแล้ว..รับรองผล

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.prachatalk.com/webboard/

2

“กินอาหารเป็นยา” ดีกว่า “กินยาเป็นอาหาร” 

พี่ๆ น้องๆ ในแวดวงสุขภาพยังคงมีน้ำใจและเอ็นดูอย่างเสมอมา ล่าสุดเมื่อมีอาการไอ ก็ได้เรียนสอบถามไปยัง “พี่สอง” เภสัชกรหญิงผกากรอง ขวัญข้าว หมอยาคนเก่งแห่งโรงพยาบาลอภัยภูเบศร และได้รับคำแนะนำให้ “ซื้อขิงแก่มาต้มดื่มแทนน้ำ” ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อครับ อันนี้รับรองได้เพราะลองมาด้วยตัวเองหมาดๆ หลังจากต้มดื่มในคืนนั้น ดื่มไปสามแก้วโตๆ อาการไอลดลงกว่าร้อยละ 60 ขอบพระคุณคำแนะนำจากพี่สาวที่น่ารักไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ทีนี้ มาถึงส่วนที่เป็นวิชาการกันสักหน่อย นอกจากการทดลองกับตัวเองว่าดื่มน้ำขิงร้อนๆ ช่วยให้หายไอได้นั้น ผมก็ไปหาคำอธิบายเชิงวิชาการมาฝากคุณๆ ด้วยล่ะครับ

อาการไอ เป็นส่วนหนึ่งของกลไกของปอด ที่ใช้ในการสกัดสิ่งที่บุกรุกเข้ามา โดยทั่วไป อาการไอ เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น สูดดมควันต่างๆ ฝุ่นละออง หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ แต่สาเหตุสำคัญ คือ การติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไวรัส หากมีอาการเจ็บคอ ไอแห้งๆ หรือมี เสมหะเล็กน้อย มักเป็นอาการร่วมของโรคหวัด ได้แก่ ไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เสมหะอุดตันที่คอ ไข้หวัดใหญ่ หรือติดเชื้อไวรัสอื่นๆ ส่วนสาเหตุที่อาจเป็นไปได้แต่พบได้น้อยได้แก่ หัด ไอกรน คออักเสบ กล่องเสียงอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ หรือปอดบวม เป็นต้น

วิธีรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การรักษาที่ต้นเหตุของการไอ แต่ไม่ใช่การกดอาการไว้ เพราะการไอจะช่วยขับเอาเสมหะ และฝุ่นละอองที่ สูดหายใจเข้าไปออกจากปอด หลอดลม และหลอดคอออกมา

ขิงเป็นสมุนไพรที่เรียกได้ว่าเป็นพืชผักคู่ครัว เพราะเมนูอาหารไทยจำนวนไม่น้อยที่มีขิงเป็นส่วนประกอบของความอร่อย ในขิงมีคุณสมบัติที่ดีหลายประการ ทั้ง ขับลม แก้ท้องอืด จุกเสียด แน่นเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน และน้ำมันหอมระเหยในขิง ช่วยลดอาการหอบ ไอ ขับเสมหะได้ดีมากๆ เลยครับ

 

วิธีการต้มน้ำขิงบรรเทาอาการไอ ไม่ยากครับ เลือกขิงแก่แง่งโตๆ หน่อย ปอกเปลือก ล้างให้สะอาด ทุบพอช้ำๆ แตกๆ ตั้งน้ำให้ร้อน เอาขิงลงไปต้มจนเดือด ดื่มอุ่นๆ แทนน้ำเปล่า รับรอง 2-3 วัน เห็นผล (ผมดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลยต้มเฉยๆ แต่ถ้าเผ็ดหรือไม่คุ้นก็เติมน้ำตาลนิดหน่อยก็ได้ครับ หากจะให้ดีไม่ควรเติมน้ำตาล เพราะน้ำตาลเป็นอาหารของเชื้อโรค หากดื่มแล้วไม่ได้บ้วนปากหรือแปรงฟัน มันจะไปช่วยทำให้เชื้อโรคในคอเติบโตได้ดีครับ) หรืออีกแบบหนึ่ง ใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาว แทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ ก็ช่วยได้ครับ

ที่มา http://travel.truelife.com/detail/2091618#sthash.t4c6h29a.dpuf

กดจุดลดอ้วน

มาตรฐาน

“กดจุด ลดน้ำหนัก”


จุดที่ 1 หลังกระเพาะอาหาร      ส่วนมากวิธีการกดจุดลดน้ำหนั ก จะไม่ใช่การกดปุ๊บแล้วน้ำหนักลดลงไปทันตาเห็น  แต่จะเป็นการกด  เพื่อ… ผ่อน ลดความอยากรับประทานอาหารเกินความจำเป็นมากกว่า โดยเฉพาะเวลากลางคืนเป็นต้น

วิธีปฏิบัติ

– เริ่มแรกให้ใช้หลังมือ เคาะจุดด้านหลังของกระเพาะอาหาร จุดที่ว่าอยู่แถวๆ เส้นตรงกลางหลังบริเวณขอบเอวเรานั่นเองค่ะ เคาะซักประมาณ 1 นาที

– จากนั้นให้ใช้ปลายนิ้วทั้ง 2 มือกดลงไปเบาๆ แถวท้องตรงจุดกึ่งกลางระหว่างลิ้นปี่และสะดือ ค้าง 3 วินาที พัก 3 วินาที กดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซัก 10 ครั้ง แค่นี้ก็จะช่วยลดความอยากอาหารได้แล้ว

 

จุดที่ 2 ใต้ไหปลาร้า     จุดต่อมาก็ยังคงเป็นจุดที่ช่วยลดความอยากอาหารอีกเช่นเคย
วิธีปฏิบัติ

– ค่อยๆ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบริเวณกระดูกใต้ไหปลาร้าไปเบาๆ นะคะ ให้กดไล่ลงไปเรื่อยๆ ตามความยาวของไหปลาร้า ค่อยๆ นวดคลึงไปเรื่อยๆ

– แล้วมาเปลี่ยนเป็นใช้การเคาะด้วยหลังมือเบาๆ คะ สลับกันเคาะระหว่างซ้ายขวา

– กรอกตาไปเรื่อยๆ ตามแขนข้างที่เคาะ   ถ้าซ้ายก็กรอกไปทางซ้าย ขวาก็กรอกไปทางขวานะคะ ทำซักประมาณ 10 ครั้ง

 


จุดที่ 3 กระดูกใต้ตาและใบหู    จุดสุดท้ายเป็นกดจุดที่ใกล้ๆ กันสลับกันไปมา 2 จุดนะคะ

วิธีปฏิบัติ

– เริ่มแรกด้วยการนวดคลึงกระดูกบริเวณใต้ตาเบาๆ ซักประมาณ 10 วินาที

– จากนั้นให้สลับไปนวดคลึงกระดูกเล็กๆ ในใบหูทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กันอีกประมาณ 10 วินาที

– เสร็จแล้วสลับไปมาแบบนี้ซัก 5 ครั้ง

เป็นไงบ้างคะกับเคล็ดลับวิธีสกัดความอ้วนด้วยการกดจุดง่ายๆ ที่เรามาแนะนำในวันนี้ วิธีที่ว่าทั้งหมดถึงแม้ดูแล้วอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันจะไปช่วยยังไงแต่ จากผลการทดลองผู้ที่ใช้วิธีนี้มาแล้วกว่า 70% ปรากฏว่าน้ำหนักตัวลดลงนะคะ เอาเป็นว่าสิบปากว่าไม้เท่าตาเห็น ของแบบนี้ต้องลองเองค่ะ

Credit by : http://www.chicministry.com/