ซีรีส์ละครเด็กนานาชาติ Children from somewhere

มาตรฐาน

ซีรีส์ละครเด็กนานาชาติ Children from somewhere

จากความร่วมมือระหว่างสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสกับ Asia Pacific Broadcasting Union (ABU) ในการร่วมผลิตละครเด็ก ในโครงการ Children Drama Co-Production Series (ครั้งที่ 10)  ซึ่งเป็นการผลิตละครเด็กเพื่อการแลกเปลี่ยน ระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก ABU จำนวน 6 ตอน 11 เรื่องจากประเทศสมาชิกได้แก่ เกาหลีใต้, ฮ่องกง, บรูไน, มาเลเซีย, จีน, ญี่ปุ่น, สาธารณรัฐเช็ค และไทย

แนวคิด : สำหรับละครเด็กที่แต่ละประเทศสมาชิกผลิตขึ้นนั้น ประเด็นของเนื้อหาจะถูกกำหนดขึ้นโดยทาง ABU ซึ่งละครเด็กในชุดนี้จะมีเนื้อหาที่พูดถึงเรื่อง Mental Growth โดยละครแต่ละเรื่องต้องมีเนื้อหาหลักแสดงถึงประเด็น การเติบโตภายในจิตใจของเด็ก ๆ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีข้อกำหนดอื่น ๆ ที่ถือเป็นเงื่อนไขในการผลิตด้วย คือ
•   ใช้ภาษาพูดให้น้อยและใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น

•   ใช้ภาษาภาพในการเล่าเรื่องให้มากที่สุด

•   ตัวละครหลักเป็นเด็กและต้องเล่าเรื่องผ่านเด็ก
กลุ่มเป้าหมาย

•    เป้าหมายหลักคือกลุ่มเด็กที่เป็นเป้าหมายของโครงการ ซึ่งกำหนดไว้ที่เด็กอายุ 7-9 ปี

•    กลุ่มเป้าหมายรอง คือกลุ่ม เด็กอายุ 9-12 ปี และ ครอบครัว ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของสถานี

My Dad is a Fungus Man : พ่อฉันสิ..ฮีโร่
จากประเทศ เกาหลีใต้

รื่องย่อ : จุนและเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเขาต่างคลั่ง­ไคล้หนัง Super hero นาม X-ray Man ผู้ผดุงความยุติธรรมและช่วยเหลือผู้คน ในขณะที่พ่อของจุน ซึ่งก็เป็นนักแสดงในเรื่องเดียวกัน เพียงแต่…เขาคือ Fungus Man หรือเจ้ามนุษย์เชื้อรา ผู้เป็นฝ่ายอธรรม แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อจุนและเพื่อนๆ ของเขาได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูการถ่ายทำจร­ิงของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว พวกเขาก็เรียนรู้ว่า ความหมายของคำว่า Super Hero ในชีวิตจริงคืออะไร


Little Samurai : วิถี…ซามูไร
จาก ประเทศญี่ปุ่น

Intan : อินตาน
จาก ประเทศบรูไน

เรื่องย่อ : เรื่องราวของเด็กหญิง อินทาน เด็กหญิงแก่นแก้ว ที่มักเล่นซนแบบเด็กผู้ชาย จนครอบครัวระอาใจ แต่เมื่อถูกท้าทายจากกลุ่มเพื่อนชาย ให้ต้องแสดงการร่ายรำแบบเด็กผู้หญิง เธอก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน จนทำให้ทุกคนรวมทั้งครอบครัวของเธอเองยอมร­ับ ซึ่งอาจเป็นเพราะสายเลือดนางรำ จากแม่ผู้จากไปตลอดกาลของเธอก็เป็นได้

ความเห็นจากสมาชิกโดยรวม ทุกคนชอบเรื่องนี้ เพราะเป็นประเด็นที่เป็นสากล จังหวะในการเล่าเรื่องและตัดต่อดี สะท้อนภาพวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกล­ักษณ์ของบรูไน ได้เป็นอยางดี และมีตอนจบที่น่าประทับใจ คือ ถึงแม้อินทานจะมีแววเป็นนางรำที่ดี แต่ขณะเดียวกัน เธอก็ยังชอบเล่นอะไรที่ผาดโผนแบบเด็กผู้ชา­ยอยู่ดี

Our School : โรงเรียนของเรา
จาก ประเทศไทย

เรื่องราวของ มะเหมี่ยว เด็กหญิงตัวน้อยผู้พยายามทุกวิถีทาง ที่จะไม่ให้โรงเรียนของเธอถูกปิด เพราะมีนักเรียนน้อยกว่าเกณฑ์ กระทั่งต้องไปขอร้องเพื่อนเก่า คือ เต๋ากับลูกสมุน ให้กลับมาเรียน โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้าเธอชนะเต๋าได้ในการแข่งรถลากลงเขา

แต่เรื่องราวไม่เป็นแบบในอดีตที่เธอเคยชนะ­เต๋าได้ ความพ่ายแพ้ทำให้เธอหมดหวังที่จะรักษาโรงเ­รียนไว้ แต่เมื่อเต๋า ซึ่งมีความฝันอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ มาขอให้เธอช่วยเขียนบท ที่จะนำเสนอเจ้าหน้าที่ TPBS ที่จะมาเปิดค่ายสอนทำหนังสั้นที่โรงเรียน การพูดคุยและแลกเปลี่ยนของเด็กทั้งคู่ ทำให้ในที่สุด เต๋าเข้าใจได้ว่า ไม่ว่าเขาฝันอยากเป็นอะไรในอนาคต การศึกษานั้นสำคัญเสมอ

Lost & Found : เพื่อนกัน..วันติดเกาะ
จาก ประเทศ เกาหลี
เรื่องราวเกิดขึ้นที่ค่ายพักแรม เมื่อเด็กสามคนที่มีบุคลิกที่ต่างกันสุดขั­้ว ถูกทุกคนลืมไว้ที่ค่ายบนเกาะร้าง เพราะกำลังหนีพายุ พวกเขาเริ่มเรียนรู้และปรับตัวเข้าหากัน เพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้

The Best Melody : ท่วงทำนอง…ของสองเรา
จาก ประเทศจีน
เด็กชายและเด็กหญิงต่างสนใจในโปสเตอร์ชวนเ­ชิญให้แข่งขันเปียโน เพื่อผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวจะได้โอกาสโชว์­ฝีมือเปียโนริมหาด การฝึกซ้อมเพื่อแข่งขันอย่างเอาจริงเอาจัง­ของเด็กทั้งสองก็เริ่มขึ้น พร้อมๆ กับมิตรภาพที่มีให้กัน

ติดตามละครเรื่องที่เหลือได้ที่  http://program.thaipbs.or.th/entertainmentprogram/article659961.ece

การสวดมนต์

มาตรฐาน
ฟังเพลงสวดมนต์ให้ใจสงบ และอานเรื่องด้านล่างไปด้วย
ศาสนา
Dungtrin :   

คลายเครียดภายใน ๑๐ นาทีแบบพุทธ
เป็นไปได้ที่ความเครียดจัดจะบรรเทาเบาบางลง หรือสลายหายไปจนเกลี้ยงภายใน ๑๐ นาที โดยไม่ต้องลงทุนสักบาท ขอแค่รู้วิธีที่ถูกต้องต่างๆหนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุด และไม่จำเป็นต้องฝึกหัดกันนาน คือ  “การสวดมนต์”   คนส่วนใหญ่สวดกันไม่ถูก จึงไม่ได้ผล เช่น  สวดไปด้วยอธิษฐานขอพรพระไปด้วย  หรือ งึมงำสวดเบาไปจนแทบไม่มีเสียง หรือสวดไปด้วยฟุ้งซ่านเรื่องอื่นไปด้วย  สรุปแล้ว ในความจดจำของคนส่วนใหญ่  การสวดมนต์จึงเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า น่าเบื่อหน่ายก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ไม่ว่าจะตามแนวศรัทธาของศาสนาไหนๆ การสวดมนต์ที่แท้จริงจะเกี่ยวข้องกับการอาศัยคำและคลื่นเสียงที่เปล่งจากแก้วเสียงผู้สวดซึ่งจะรวมเอาการทำงานของร่างกายและจิตใจ  ไปในทางที่ก่อให้เกิดความสบายหายห่วง
ปัจจุบันแพทย์อธิบายโดยใช้เครื่อง MRI สแกนเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของสมอง และพบว่าสมองส่วนที่ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างรู้สึกทั้งหลาย มีการทำงานที่ต่างไปอย่างเห็นไดhชัด เหมือนสวดถึงจุดหนึ่ง สมองบอกตัวเองว่า ถึงเวลาที่ร่างกายทั้งหมดเป็นสุขได้แล้ว ไม่ต้องเกร็งแล้วอธิบายในแง่ของพุทธ คือ  การสวดมนต์ทำให้จิตผูกอยู่กับสิjงศักดิ์สิทธิ์ในทางดี จึงเกิดกุศลจิต ซึ่งมีธรรมชาติสว่าง ปรุงแต่งสภาพทางกายให้คลายจากปมเครียดเกร็ง
เข้าสู่จุดสมดุลทางความสุข สัมผัสถึงสันติภายในบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในศาสนาพุทธ    น่าจะมาจากบทสวดที่เป็นพุทธพจน์ คือ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ด้วยพระองค์เองบทสวดอิติปิ โส
อิติปโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปนโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะสาระถิ
สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปสสิโก โอปะนะยิโก ปจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญูหิติ
สุปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปนโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ
อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย
ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติคําแปลอิติปิโส
พระผูมีพระภาคเจาพระองคนัน้ เป็ นผูไกลจากกิเลส เป็ นผู ตรัสรูชอบโดยพระองคเอง เป็ นผูเพียบพรอมดวยความรูและ ความประพฤติ เป็นผูเสด็จไปดีแลว เป็นผูรูโลกอยางแจมแจง เป็นผูรู ผูต่ืน ผูเบิกบานดวยธรรม เป็นผูมีความเจริญ สามารถ จําแนกธรรมสัง่ สอนสัตว เป็ นครูของเทวดาและมนุษยทัง้ หลาย โดยไมมีใครยิ่งไปกวา
พระธรรมเป็ นสิ่งที่พระผูมีพระภาคเจาไดตรัสไวดีแลว เป็ น สิ่งที่ผูศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นไดดวยตนเอง เป็ นสิ่งที่ปฏิบัติได จริงไมจํากัดกาล เป็นสิ่งที่ควรกลาวแกใครๆวา ทานจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรนอมเขามาใสตน เป็นสิ่งที่รูไดเฉพาะตน
พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาผูปฏิบัติดีแลว พระ สงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาผูปฏิบัติตรงแลว พระสงฆสาวก ของพระผูมีพระภาคเจาผูปฏิบัติเพ่ือรูธรรมอันเป็นเคร่ืองออกจาก ทุกขแลว พระสงฆสาวกของพระผูมีพระภาคเจาผูปฏิบัติสมควร แลว ไดแกอริยบุคคล ๔ คู นับเรียงตัวบุรุษได ๘ บุรุษ พระสงฆ เหลานัน้แหละเป็นผูควรแกสักการะที่เขานํามาบูชาเป็นผูควรแก การตอนรับเป็นผูควรแกทักษณิาเป็นผูควรแกการทําอัญชลีเป็น เน้ือนาบุญของโลก ไมมีนาบุญอ่ืนยิ่งกวาท่ีมาของอิติปิ โส
สมัยโบราณผูคนจะร่ําลือถึงพระศาสดาที่ตนนับถือ ตลอดไป จนกระทัง่ ธรรมะของพระองค รวมทัง้ คุณลักษณของผูเป็ นสาวก แหงองคทาน
เพ่ือที่จะใหกิตติศัพทเป็ นที่กลาวขวัญขจรขจายตรงกัน ไมใชพูดอยางโน นทีอยางนีท้ ีกันตามอําเภอใจของแตละคน แบบ เห็นไมครบ รูไมจริง หรือขาดๆเกินๆดวยประการใด ก็จําเป็ นที่ องคศาสดาตองเป็นผูตรัสนําดวยพระองคเองกอน
ดังเชนเม่ือพระพุทธองคตรัสตอบพระเจาอชาตศัตรู ซ่ึงมี ที่มาใน “สามัญญผลสูตร” วาถาทําตามคําสอนของพระพุทธเจา แลวจะไดอะไร หรืออีกนัยคือพระองคเองมีดีอยางไรจะใหแกเหลา สาวก ทานก็จาระไนคุณลักษณะสามัญแหงความเป็ นพระพุทธเจา ไมวาอดีตหรือปัจจุบัน ซ่ึงเหมือนๆกันทุกพระองคอยางละเอียด กอนจะแสดงถึงผลที่สาวกปฏิบัติไดกันเป็นปกติ
หรืออยางเชนใน “ปุญญาภิสันทสูตร” ที่พระองคแสดงหวง กุศลอันเป็ นเหตุใหไปสูสวรรคและนิพพาน ทานก็ตรัสทิ้งทาย จาระไนความประเสริฐแหงธรรมะ ตลอดจนความเป็ นสาวกผู ปฏิบัติชอบ คือ ธรรมะเป็นสิ่งที่ผูบรรลุพึงเห็นเองไดไมจํากัดกาล อริยสงฆสาวกผูปฏิบัติตามอยางดีแลวยอมเป็นนาบุญแหงโลก เป็ นตน
สรุปวา การสวดอิติปิโสนัน้ ก็คือการทองในสิ่งที่คนยุค พุทธกาลพากันกลาวขาน สรรเสริญพระคุณลักษณแหงพระศาสดา ตลอดจนพรรณนาวาธรรมะกับพระภิกษุสงฆแหงพระองคควรแก การนอมปฏิบัติและตอนรับกราบไหวเพียงไร อานิสงสของการ พร่ําสวดอิติปิโสจึงเหมือนกับที่เหลาคนในสมัยพุทธกาลทานไดรับ
กัน นัน่ คือมีใจเปิ ดรับพุทธคุณ ธรรมคุณ ความสวาง ความช่ืนบานแกจิตใจไดไมจํากัด

การแผ่เมตตาและตัวอย่างการสวดเต็มเสียง soundcloud.com/dungtrin/02-1

ที่มา  https://www.facebook.com/dungtrin/posts/628803587176803
ภาพจากเน็ต

…………………………………………..

อีกเพจคะ

หลักการสวดมนต์ เราต้อง “สมาทานศีลห้า” ก่อนสวดบทอื่น เพราะ การสมาทานศีลห้าจะเป็นการ “กรองเสียงให้เป็นทิพย์” ก่อนแล้วเราจึงสวดบทอื่นได้หมดทุกบทเหมือนการจะออกไปติดต่อการงานกับใคร ถ้าเราอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาดสวยงาม เราจะได้รับการต้อนรับที่ดีเพราะเขาเห็นเรามีสง่าราศี ไม่ใช่มอมแมมเข้าไปใครเขาก็หนีครับ

หลักการอีกอย่างคือ การสวดด้วยเสียงที่ดังมีพลัง การสวดมนต์ไม่ใช่การภาวนา เราจึงต้อง เปล่งเสียงให้ดัง ฟังชัด  ให้เทวดา นางไม้ เจ้าที่ ฯลฯ ได้ยินและมาร่วมโมทนาบุญกับเรา เราต้องมั่นใจในพลังที่ออกจากน้ำเสียงของเรา เสียงที่เปล่งไปนั้นสามารถดังไปทั่วสวรรค์ครับ คำว่าดังมันเหลื่อมกันนิดนึงนะ ความดังของเสียงผมเกิดจากความศรัทธา มิได้เกิดจากเสียงผมดังเป็นนกแก้วนกขุนทอง กราบไหว้พระก็ต้องเบญจางคประดิษฐ์ให้สวยงามนิ้วโป้งแตะหว่างคิ้ว พอก้มหน้าผากให้แตะถึงพื้นไม่ใช่ทิ่มหัวลงไปเป็นคนไม่มีศรัทธา อย่างนี้บุญที่ได้จะไม่ละเอียดเท่าคนที่เขาทำอย่างประณีตครับ (ทำทั้งทีอย่ามองข้ามครับ คนเราต้องฝึกแต่เรื่องละเอียดอย่าหวังทำแต่สิ่งใหญ่ ๆ แต่มันหยาบครับ)

 

บทสมาทานศีลห้า ของอาจารย์แม่ชีใหญ่

คำบูชาพระ
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (สวดคนเดียวลงด้วย “มิ” แต่สวดหลายคนเปลี่ยนเป็น “มะ”)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ…ต้องกราบให้ประณีตศรีษะติดพื้นนะครับไม่ใช่รีบก้มรีบเงย)
สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ (กราบ)

คำอาราธนาศีล 5
อะหัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ (ถ้าสวดหลายคนเปลี่ยนจาก อะหัง เป็น มะยัง)
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ตะติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

ไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(หากใครจะสวดเพิ่มศีลข้ออื่นย่อมดีไม่มีปัญหาครับ)

คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่านได้โปรดงดเว้นโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง  (การที่เราจะแผ่เมตตาให้ใคร ให้จดจำเสมอว่า เราต้องให้เราก่อน เมื่อเรามีบุญเราจึงให้คนอื่นได้ครับ)
อะหัง สุขิโต โหมิ                  ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ              ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์
อะหัง อเวโร โหมิ                  ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ          ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก
อะหัง อะนีโฆ โหมิ                 ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ          จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น (พอขึ้นสัพเพ สัตตา วิญญาณของสัตว์ที่เรากินไปในแต่ละวันก็จะไปเกิดในทันทีไม่เกาะตามเนื้อตัวเราแล้วครับ)
สัพเพ สัตตา                  สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ                 จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ          จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ                 จงเป็นสุข เป็นสุขเถิดอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ    จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (สวด 3 จบ บทนี้ขอให้ปัญญาทางธรรมจงเกิดกับเรา ขาดไม่ได้เช่นกันครับ)

พอจบการสมาทานศีล 5 ก็เข้านอนได้เลย หรือใครอยากสวดมนต์บทใด ๆ นอกเหนือจากนี้ ให้สวดแทรกไปก่อนจะ “แผ่เมตตาให้ตัวเอง” พอสวดเสร็จก็แผ่เมตตาให้ตัวเองและแผ่ให้ผู้อื่น 

ที่มาและถามตอบใน http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=179.0

ถาม  ผมสวดแต่ไม้ได้ลำดับตามนี้และไม่ได้อาราธนาศีลด้วย   แล้วก็สวดบทพาหุง…และสวดของสมเด็จโตนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตา….  ผลจะต่างกันไหมครับ…สนใจครับยังไงช่วยอธิบายให้ด้วย….ขอบคุณครับ

ตอบ  ต่างครับ จากที่ผมได้เล่าไว้นะครับ การสวดมนต์บทใหญ่หรือบทใด ๆ ก็ตาม จำเป็นที่จะต้องมีการ “กรองเสียงของท่านให้เป็นทิพย์” เสียก่อน การกรองเสียงคือการต้องสมาทานศีลห้าทุกครั้ง ขาดไม่ได้เลยนะครับ หากท่าน ๆ ไม่ได้สมาทานศีลห้า บุญจากการสวดมนต์ของท่าน “ไม่หายไปไหนนะครับ” แต่เขาจะยังรอวันที่ท่านได้สมาทานศีลห้าและเบิกบุญมาใช้ คนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบตรงนี้ ถ้าว่ากันตามเหตุผลดูจะดีกว่า คือเมื่อท่านสมาทานศีลห้า เริ่มจากการกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วท่านสวดปาณา… นี่คือท่านพร้อมจะมีศีล พอท่านปาณาฯเสร็จ ท่านกลายเป็นผู้ทรงศีล ท่านบริสุทธิ์แล้ว และท่านจำเป็นต้องแผ่เมตตาให้ตัวเองก่อนแล้วจึงแผ่ให้ผู้อื่น ตรงนี้ให้ผู้อื่นก่อนไม่ได้เพราะเราต้องมีบุญก่อนที่จะแผ่ให้เขา เฉกเช่นพระพุทธเจ้าท่านจะสอนใครได้นั้น ท่านต้องรู้ด้วพระองค์เองก่อนครับ

สำหรับบทใหญ่ใด ๆ ก็ตามสวดตามหลังได้หมด ถ้าท่านอยากให้บุพการีของท่านมีอายุยืนนาน ท่านสวดบทพาหุงฯ แล้วขอพรเลย ไม่ต้องรอ “บุญจากการเจริญภาวนาในครั้งนี้ ข้าพเจ้าขออุทิศให้กับบิดา มารดา ครู อาจารย์ เทวดาทุกชั้นภูมิ พระภูมิเจ้าที่….” อะไรก็ว่าไป แต่…….

สำคัญมาก ๆ ๆ ๆ อย่าให้กับเจ้ากรรมนายเวร โดยไม่บอกให้เขาอโหสิกรรม ไม่งั้นเขารับอย่างเดียว เขาไม่อโหสิให้ อย่างนี้เสียเวลาเปล่า “….บุญจากการเจริญภาวนานี้ ขออุทิศให้กับเจ้ากรรมนายวรและขอให้ส่งผลเป็นอโหสิกรรม” ประมาณนี้ไม่ต้องใช้คำยากนะครับ

ถาม  ถ้าตามที่คุณเด็กวัดว่ามาก็หมายความว่าผมจะต้องสวดตามที่คุณเรียงมาเป็นลำดับ…แล้วค่อยสวดบทอื่นแล้วแต่เราต้องการ เช่น หากผมต้องการสวดบทพาหุงผมจะต้องสวดบูชาพระเรื่อยไปจนจบอิมานิฯ สุดท้ายแล้วจึงค่อยสวดพาหุงหรือบทอื่นตามแต่ต้องการใช้ไหมครับ  แต่หากสวดพาหุงแล้วเราสามารถแผ่เมตตาขอพรตามที่คุณเด็กวัดบอกได้เลยไม่ต้องรอถูกไหมครับ

ตอบ  ถูกต้องครับผม และขอเรียนว่าผมเองไม่ใช่ผู้วิเศษอะไรเลย แต่อาจารย์ของผมต่างหากที่ท่านไปไกลมากแล้ว ผมจึงได้นำเอาสิ่งที่อาจารย์ท่านสอนไว้มาเผยแพร่ครับ สวดตามนั้นแล้วขอพร ผมแนะนำว่า พอสวดพาหุงฯแล้ว ให้ขอพรให้พ่อแม่มีอายุยืนยาวมีสุขภาพี่ดี เราจะได้ตามนั้นครับ

………………………………………………………………….


เพลงสวดมนต์ไพเราะ


▶ บทสวดมนต์ ชินบัญชร 3 จบ (ทำนองไพเราะ) ควรหมั่นสวดเป็นประจำเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ – YouTube#t=66// // 1) {ytcfg.d()[a[0]] = a[1];} else {for (var k in a[0]) {ytcfg.d()[k] = a[0][k];}}}};
// ]]>// // <![CDATA[
(function(){var b={d:"content-snap-width-1",e:"content-snap-width-2",f:"content-snap-width-3",c:"content-snap-width-skinny-mode"};function g(){var a=[],c;for(c in b)a.push(b[c]);return a}function h(a){var c=g().concat(["guide-pinned","show-guide"]),e=c.length,f=[];a.replace(/\S+/g,function(a){for(var d=0;d<e;d++)if(a==c[d])return;f.push(a)});return f};function l(a,c,e){var f=document.getElementsByTagName("html")[0],k=h(f.className);a&&1251<=(window.innerWidth||document.documentElement.clientWidth)&&(k.push("guide-pinned"),c&&k.push("show-guide"));if(e){e=window.innerWidth||document.documentElement.clientWidth;var d=e-21-50;1251e?”content-snap-width-skinny-mode”:1262<=d?"content-snap-width-3":1056// //

บทสวดมนต์ ชินบัญชร 3 จบ (มีเนื้อให้ดู)

 

เพลง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แปล

เฉลียงชีวิต หลังอายุ 60

มาตรฐาน

60th4

เช้าตื่นขึ้นมา ได้อ่านบทความ “เฉลียงชีวิต” ของ เปลว สีเงิน แล้ว เหมาะกับพวกเรามาก จึงอยากจะแชร์

พ่อ-แม่ ยิ่งแก่ ยิ่งห่วง
ส่วนลูก ยิ่งโต ยิ่งห่าง

หลายวันก่อน มีคนส่งเมล์ที่แปลจากข้อความฝรั่ง เรื่อง Sixty plus and Going strong  เข้มแข็งหลัง ๖๐ มาให้อ่าน
อย่าไปกังวลว่า ถ้าคุณจากไป อะไรจะเกิดขึ้น…เพราะเมื่อกลายเป็นผงธุลีไปแล้ว ใครเขาจะยกย่องชื่นชมหรือตำหนิประณามอย่างไร คุณจะไปรู้สึกรู้สาอะไรได้
ลูกของคุณเขาจะเป็นอย่างไร…ก็อย่าเป็นห่วงให้มากนัก พวกเขาต่างก็มีจุดหมายและหนทางชีวิตของตนเอง
ตายไปแล้ว…คุณก็ยังไม่เลิกเป็นทาสของลูกๆ อีกหรือ ?

อย่าคาดหวังอะไรมากจากเด็กๆ ต่อให้คุณชุบเลี้ยงใครไว้ดูแลคุณยามแก่เฒ่า เขาก็ต้องวุ่นวายกับการงานและภาระผูกพันต่างๆ เกินกว่าจะมีเวลามาช่วยเหลือดูแลอะไรคุณได้มากนัก

ส่วนลูกจริงๆ นั้นก็อาจจะกำลังทะเลาะกัน เพื่อแย่งทรัพย์สมบัติของคุณอยู่ทั้งๆที่คุณยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ดีขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะแค่แอบภาวนาให้คุณอย่าใช้เงินให้มาก และรีบจากไปเสียเร็วๆ อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป

คุณไม่รู้หรอกหรือว่า..บรรดาลูกๆ เขาถือว่าทรัพย์สมบัติของคุณเป็นสิทธิ์ขาดของเขาไปแล้ว คุณจึงไม่มีสิทธิ์จะไปกำหนดอะไรได้เลย ในเงินที่เป็นของเขา…

เข้าใจไหม?

คนอายุเกิน ๖๐ อย่างคุณ ต้องเลิกเอาสุขภาพไปแลกกับความร่ำรวยได้แล้ว มีเงินเท่าไรก็ซื้อสุขภาพคืนมาไม่ได้

คุณตอบได้ไหมว่า จะหยุดหาเงินเมื่อใด…เท่าไหร่คุณถึงจะบอกว่า พอแล้ว…ร้อย พัน หมื่น ล้าน สิบล้าน…พอรึยังไม่ทราบ ?
ต่อให้คุณมีไร่นานับพันไร่  คุณก็กินข้าวได้แค่วันละสามจาน
แม้นมีคฤหาสน์นับพันหลัง คุณก็ต้องการพื้นที่หลับนอน ยามค่ำคืนเพียงแปดตารางเมตร

ดังนั้น..ตราบใดที่คุณยังมีข้าวปลาอาหารกินอย่างเพียงพอ มีเงินพอใช้สอยได้ทุกวัน เพียงเท่านี้ก็ดีเหลือหลายแล้ว

อายุเท่านี้แล้ว คุณควรอยู่อย่างเป็นสุข ทุกบ้านต่างก็มีปัญหาของตนเอง อย่ามัวไปคิดเปรียบเทียบ แก่งแย่งแข่งดีกัน ไม่ว่าชื่อเสียง ฐานะในสังคม หรือความก้าวหน้าของเด็กๆ ฯลฯ

*** สิ่งที่ควรจะแข่งกันทำกันจริงๆ นั้น คือ…….แข่งกันมีความสุข……แข่งกันมีสุขภาพดีและอายุยืนนาน
ส่วนอะไร ที่เราเปลี่ยนมันไม่ได้ ก็อย่าไปฝังอกฝังใจให้ป่วยการ และทำลายสุขภาพตัวเองเลย อายุป่านนี้แล้วก็ยังเปลี่ยนมันไม่ได้เลย

หลัง ๖๐ แล้วอย่างนี้ คุณต้องค้นหาหนทางของคุณเองที่จะสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ดีๆ และสุขสดใสขึ้นมาให้ได้
ตราบใดที่มันทำให้คุณอารมณ์ดี คิดถึงแต่สิ่งที่ทำให้เป็นสุข ทำอะไรก็สุขสนุกกับมันอยู่ทุกวัน นั่นก็หมายความว่า คุณได้ผ่านวันเวลาอย่างเป็นสุขแล้ว

*** ทุกวันวานที่ผ่านไป คุณจะสูญเสียไป ๑ วัน แต่ถ้ามันผ่านไปอย่างเป็นสุข วันนั้นคือ กำไรชัดๆ เลย

**** จิตใจที่ดีจะช่วยรักษาโรคภัยได้
ถ้าจิตใจเป็นสุขโรคก็จะหายเร็วขึ้น แต่ถ้าจิตใจทั้งดี ทั้งเป็นสุขด้วยแล้วล่ะก็ ความเจ็บป่วยจะไม่มีทางมาแผ้วพานได้
ด้วยอารมณ์ที่ดีแจ่มใสอยู่เป็นนิจ ออกกำลังกายให้เพียงพอ อยู่กลางแจ้งบ่อยๆ กินอาหารให้ครบหมู่ ได้วิตามินและแร่ธาตุ อย่างเพียงพอ เพียงเท่านี้ก็เชื่อได้แน่นอนว่า ชีวิตที่เป็นสุข อีก ๒๐ หรือ ๓๐ ปี จะเป็นของคุณแน่นอน

**** เหนือสิ่งอื่นใด…คุณต้องรู้จัก บ่มเพาะและเก็บเกี่ยวความสุขดีๆ จากการได้อยู่ ได้เที่ยว ได้คุยกับเพื่อนๆ เพราะเขาเหล่านี้จะช่วยให้คุณ รู้สึกเยาว์วัยและมีความหมายอยู่เสมอ ขาดพวกเขาเมื่อใด… คุณจะต้องรู้สึกสูญเสียอย่างแน่นอน

ขอบคุณทั้งเจ้าของความคิด ผู้เผยแพร่ และทั้งผู้ส่งให้อ่าน

และอยากบอกว่า….อายุเราเลือกไม่ได้ก็จริง แต่ชีวิตแต่ละช่วงชีวิต เราเลือกได้

เปลว สีเงิน

เด็กขัดรองเท้า

มาตรฐาน

23971

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

15 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมลงทุนทำธุรกิจ ผมต้องเดินทางไปดูงานที่เมืองหนึ่ง  หลังจากพูดคุยเรื่องธุรกิจเสร็จแล้ว ผมได้เข้าไปซื้อของขวัญในห้างสรรพสินค้า  ปกติเวลาเดินห้างฯ ผมชอบพกเหรียญติดตัวไปด้วย เพราะแถวนั้นมักมีขอทานอยู่ ผมให้เงินเขาเหล่านั้นทีละเหรียญสองเหรียญ แค่นี้ผมก็รู้สึกเป็นสุขใจแล้ว วันนี้ก็เหมือนกัน ในกระเป๋าของผมก็มีเศษเหรียญอยู่มากพอที่จะให้ขอทานได้หลายๆคน

หลังจากเดินดูของอยู่หลายร้านและได้ของขวัญที่ถูกใจแล้ว ผมก็เดินออกจากห้าง  จู่ๆ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่ง ในมือของแกถืออะไรสักอย่างและกำลังมองมาทางผมเช่นกัน  สายตาของเด็กดึงผมให้เดินเข้าไปหา เด็กคนนี้อายุน่าจะประมาณ 13-14ปี แกแต่งตัวดูสะอาดเรียบร้อย ผมเผ้าก็หวีเข้ารูปเข้าทรง แต่ที่แตกต่างจากเด็กอื่นๆก็คือ จากที่ในมือน่าจะถือไอศครีมแต่แกกลับถือป้ายแทน และป้ายที่แกถือนั้นวาดรูปเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังขัดรองเท้าอยู่ และมีข้อความเขียนว่า
ผมอยากได้อุปกรณ์ขัดรองเท้า

ในเมื่อยังพอมีเวลาอยู่ ผมก็เลยคุยกับเด็กชายคนนี้  “อุปกรณ์ขัดรองเท้าราคาเท่าไหร่เจ้าหนู?”
“125 เหรียญครับ” เด็กชายมองมาด้วยแววตาแบบมีความหวัง
“ฉันว่ามันแพงเกินไป” พูดเสร็จผมก็ส่ายหน้า
“ไม่เลยครับ ผมสอบถามร้านค้าส่งในตลาดมา 4 รอบแล้ว ไม่มีร้านไหนขายถูกกว่านี้แล้วครับ ”  เด็กชายเล่าอย่างตั้งใจ

ผมเห็นความตั้งใจของแก และพิจารณาแล้ว เด็กคนนี้ไม่น่าจะตั้งใจหลอกผมเป็นแน่ ผมก็เลยถามแกว่า “แล้วตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือเท่าไร่?”
เด็กน้อยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง  “35 เหรียญครับ ผมขาดเงินอยู่อีก 90 เหรียญ!”
ผมเปิดกระเป๋า แล้วหยิบเงินออกมา 90 เหรียญ แล้วก็บอกแกว่า   “เงิน 90 เหรียญนี้ฉันให้เธอ คิดซะว่าฉันร่วมลงทุนกับเธอก็แล้วกัน แต่ฉันมีข้อแม้อยู่ว่า เมื่อเธอเริ่มมีรายได้ เธอจะต้องหักออกมาคืนให้ฉัน ฉันจะอยู่ที่เมืองนี้อีก 5 วัน   ภายใน 5 วันนี้เธอต้องคืนเงินให้ฉันจนครบ  และฉันขอดอกเบี้ยจากเธอ 1 เหรียญ  หากเธอตกลง เงิน 90 เหรียญนี้ก็จะเป็นของเธอ!”
เด็กชายร้อง “เย้!” จากนั้นก็โค้งคำนับและกล่าวตกลงพร้อมกับขอบคุณผมเป็นการใหญ่

เด็กชายเล่าให้ผมฟังว่า แกเรียนอยู่ชั้นประถม 6 แต่ไปโรงเรียนเพียงแค่อาทิตย์ละ 3 วัน ส่วนวันอื่นๆนั้นต้องช่วยแม่เลี้ยงวัว และทำงานในนา แต่การเรียนไม่เคยตกจากอันดับที่ 3 เลย แถมยังอวดว่าตนเองเป็นคนเก่งที่สุดอีกด้วย

ผมถามแกว่าทำไมต้องซื้ออุปกรณ์ขัดรองเท้า เด็กชายบอกผมว่า  “บ้านผมยากจน ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม ผมก็เลยขอแม่เข้ามาอยู่ในตลาด เพื่อหาเงินให้แม่และเป็นค่าเล่าเรียนของผม”
ผมมองแกด้วยสายตาสุดทึ่งในความคิด จากนั้นจึงเป็นเพื่อนแกไปซื้ออุปกรณ์ขัดรองเท้า

เด็กชายแบกกล่องอุปกรณ์ขัดรองเท้าออกจากร้านค้าส่ง  เดินตรงไปที่ห้างฯที่แกยืนอยู่เมื่อครู่นี้
ผมเรียกแกไว้ และบอกกับแกว่า  “ในเมื่อตอนนี้เราร่วมธุรกิจกันแล้ว ฉันอยากเสนอแนะเธอว่า เธอไม่ควรอยู่หน้าห้าง เพราะในห้างมีบริการขัดรองเท้าฟรีอยู่แล้วซึ่งใครๆก็รู้”
“งั้นผมไปขัดแถวๆหน้าโรงแรมดีไหมครับ?” เด็กชายเอ่ยถาม
“เข้าท่าดีเหมือนกันนะ เพราะแถวนั้นมีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจเข้ามาพักเยอะ เมื่อเขาเห็นเธอรับขัดรองเท้า พวกเขาคงไม่อยากขัดรองเท้าเองหรอก เธอนี่รู้ทำเลทำธุรกิจเหมือนกันนะเนี่ย” พูดเสร็จผมก็ยกนิ้วให้กับแก

เด็กชายเดินไปแถวๆ บริเวณใกล้โรงแรม จากนั้นก็วางเก้าอี้พลาสติกและคว่ำกล่องขัดรองเท้าลงกับพื้น  เมื่อจัดสถานที่ของตัวเองเสร็จแล้ว เด็กชายก็มองซ้ายทีขวาที จากนั้นก็มองมาที่ผม  “ทำไมคุณไม่ให้ผมจ่ายดอกเบี้ยให้คุณก่อนละครับ คุณก็รู้ว่าผมบริการดีเพียงใด?”

ผมได้ฟังก็หัวเราะออกมา   “เจ้าเด็กเอ๋ย เธอจะขัดรองเท้าให้ฉันเป็นการแลกกับดอกเบี้ย 1 เหรียญเนี่ยนะ?” ผมรู้สึกทึ่งกับความคิดของแกเป็นครั้งที่ 2 ผมจึงนั่งลงที่เก้าอี้พลาสติก และยกเท้าขึ้นเหยียบกล่องเพื่อให้แกขัดรองเท้า

“หากเธอขัดไม่มันวาว นั่นแปลว่าเธอโกหก และฉันกำลังลงทุนกับคนที่ไม่มีความซื่อสัตย์ นั่นแปลว่าฉันล้มเหลวกับการทำธุรกิจนี้”

เด็กชายก้มหัวลงขัดรองเท้าให้ผม พร้อมกับบอกว่า แกเป็นคนเก่งที่สุดแล้ว  “คุณรู้หรือเปล่า ผมฝึกขัดรองเท้าหนังที่บ้านมาเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว คุณก็รู้แถวบ้านนอกมีรองเท้าหนังไม่กี่คู่หรอก ผมไปขอเขาขัดมาหมดแล้ว” พูดไปพลางขัดรองเท้าไปพลาง

ผ่านไปไม่กี่นาที แกก็ขัดรองเท้าให้ผมเสร็จ แกขัดได้มันเงาสมคำอวด ผมรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ผมหยิบพวงกุญแจรูปหมีแพนด้าออกมาแล้วเขียนคำว่า “เก่งมาก” ส่งให้แก แกรับเอาไปด้วยความดีใจ
ครู่หนึ่ง ก็มีรถนักท่องเที่ยวเข้ามาจอดหน้าโรงแรม เด็กน้อยยกกล่องอุปกรณ์และเก้าอี้วิ่งเข้าไปหานักท่องเที่ยว  “ขัดรองเท้าไหมครับ ผมสามารถขัดรองเท้าของคุณให้มันวาวเหมือนกระจกได้นะครับ ขัดรองเท้าไหมครับ..” และแล้วลูกค้าคนที่หนึ่งก็ยอมใช้บริการ

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมแวะมาเยี่ยมเด็กชายคนนี้ที่หน้าโรงแรม  เมื่อแกเห็นผมก็รีบเล่าด้วยอาการดีใจว่าเมื่อวานแกขัดรองเท้าได้เงิน 50 เหรียญ  แกหักไว้คืนให้ผม 18 เหรียญ ค่าอาหารของแก 3 เหรียญ  แกจึงเหลือเงินอยู่ 29 เหรียญ   ผมตบบ่าแกเพื่อให้กำลังใจ และชมแกไปว่า “เก่งมาก”

แกบอกว่า เมื่อวานได้นอนห้องรวมในโรงแรม ไม่ได้นอนใต้สะพานแล้ว แต่ไม่ต้องจ่ายค่าห้อง 5 เหรียญ
ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักรวม?
เด็กน้อยยิ้มอย่างพอใจและตอบว่า  “ผมช่วยขัดรองเท้าให้เจ้าของโรงแรมประมาณ 10 กว่าคู่ เย็นนี้ก็ได้นอนฟรีไม่ต้องจ่ายค่าห้องเหมือนเดิมครับ”

5 วันที่อยู่ที่นั่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และแล้วผมก็ต้องเดินทางกลับ เด็กชายคนนั้นคืนเงินให้ผมวันละ 18 เหรียญจนครบ 90 เหรียญในวันสุดท้าย   เมื่อเด็กชายรู้ว่าผมเป็นผู้จัดการบริษัทหนึ่งที่ปักกิ่ง แกบอกกับผมว่า เมื่อแกจบปริญญาตรีเมื่อไหร่จะไปหาผมที่ปักกิ่ง จากนั้นก็ยื่นมือดำๆของแกมาขอจับมือผม ผมจับมือของเด็กไว้แน่นเช่นกัน
ผมทำงานที่บริษัทนี้ได้หลายปี ต่อมาก็ลาออกมาเปิดบริษัทเทรดดิ้ง  วันนี้ ผมหัวยุ่งแต่เช้า บริษัทประสบปัญหาเกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก ผมบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆและขอกู้เงินจากหลายๆ ธนาคาร แต่ก็ไม่มีใครช่วยผมได้  ผมเพิ่งวางโทรศัพท์ เลขาก็เคาะประตูเข้ามารายงานว่า กลางวันนี้มีนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งขอนัดผมเพื่อทานกลางวัน ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอและไม่ได้ถามว่านักธุรกิจหนุ่มคนนั้นเป็นใคร ได้แต่ก้มหน้าดูบัญชีรายจ่ายที่จะต้องหาทางแก้ไข เลขาได้หยิบเอาพวงกุญแจวางไว้ที่โต๊ะของผม ผมมองพวงกุญแจและตะลึงไปครู่หนึ่ง พวงกุญแจที่คุ้นตาและมีตัวอักษรคำว่า “ผมเก่งมาก” อยู่บนตัวหมีแพนด้านั้น
ผมนึกออกแล้ว พวงกุญแจนี้ผมเป็นคนมอบให้เด็กชายขัดรองเท้าเมื่อ 15 ปีก่อน แต่ตอนนั้นผมเขียนแค่ว่า “เก่งมาก” เขาคงเป็นคนเติมคำว่า “ผม” ในภายหลัง
เมื่อถึงช่วงกลางวัน ผมเดินเข้าไปที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง โต๊ะที่ถูกจองไว้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมสูทลุกขึ้นยืนโค้งและยิ้มให้กับผม จากรอยยิ้มและสายตาอันมุ่งมั่นของเด็กหนุ่ม ทำให้ผมเห็นภาพของเด็กชายที่ผมพบเจอเมื่อ 15 ปีที่แล้ว   เรารับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างถูกคอ หลังจากทานข้าวและดื่มชากันไปคนละแก้ว เขาหยิบเช็คเงินสดจำนวน 5 ล้านเหรียญออกมาและพูดว่า   “ผมอยากร่วมลงทุนกับคุณ และภายใน 5 ปี ผมขอทุนคืน ”

“5 ล้านเหรียญ” ผมอุทานขึ้นในใจ มันมากมายและมาทันเวลาพอดี

เด็กหนุ่มเล่าต่อว่า  “15 ปีก่อน คุณสอนให้ผมอยู่รอด จากนั้นผมก็มุ่งมั่นที่จะสร้างฐานะ ผมเฝ้าเก็บหอมรอมริบ ตอนนี้ผมมีบริษัทเป็นของตัวเอง ส่วนเงินจำนวน 5 ล้านเหรียญที่ผมร่วมลงทุนกับคุณนี้  ผมขอดอกเบี้ยจำนวนหนึ่ง”

ผมเงยหน้ามองเด็กหนุ่มแล้วถามว่าเท่าไหร่?
เด็กหนุ่มตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า  “1 เหรียญครับ!”
ผมพิงพนักเก้าอี้ แล้วก็ยิ้มออกมา  90 เหรียญที่ผมลงทุนกับเด็กหนุ่มคนนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้วด้วยความไม่ตั้งใจ กลับมีผลตอบสนองในวันนี้ถึง 5 ล้านเหรียญ นี่คงเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมหาศาลที่สุดในชีวิตของผมเป็นแน่

ท่ีมา :  นุสนธิ์บุคส์

คุณจะรวยได้หากมีความมุ่งมั่น  ขยัน ซื่อสัตย์ กตัญญู  รู้จักมองตลาดและโอกาส

หมางับหาง

มาตรฐาน

1393945_604073266316952_81096960_n

มีพระองค์หนึ่งชอบทำอะไรแปลกๆ   วันหนึ่งญาติโยมจากกรุงเทพเอากฐินไปทอดที่วัด จัดงานกันใหญ่โตมีหนัง  ลิเก ดนตรี ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน

 

หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมาและให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง  แล้วเอาเชือกมาด้วย  จากนั้นหลวงพ่อเอาเนื้อผูกติดกับหลังหมา แล้วปล่อยหมาไป   หมาเห็นเนื้อก็ไล่งับ  พอโดดงับเนื้อที่อยู่บนตัวก็ขยับหนี เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง  ยิ่งโดดงับเร็ว…ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว  หมาพยายามกระโดดไม่หยุด…เนื้อก็หนีไม่หยุดดูน่าสงสารหมามาก   หมาโดดอยู่นานงับเท่าไหร่เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที   ผู้คนบนศาลาพากันหัวเราะขำ   บางคนก็หัวเราเยาะหมาว่า “ทำไมมันถึงโง่ยังงี้  ไล่งับจะกินเนื้อที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน”

 

หลวงพ่อมองดูด้วยพักใหญ่แล้วก็แก้เชือกออกมากหลังหมา  แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า…
มนุษย์เรา มีความรู้สึกว่า…ตัวเองพร่อง…ตัวเองยังไม่เต็ม…ต้องเติมตลอดเวลา…เติมไม่หยุด…เพื่อให้ตัวเองเต็ม…
อยากสวย  อยากทันสมัย ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด  ทันสมัยที่สุดใส่  ดีใจได้เดือนเดียวมีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว สวยกว่าทันสมัยกว่า
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่…ซื้อเสร็จ ๓ เดือน…รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว…
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด   พอ 2 เดือนต่อมา…มีรุ่นใหม่กว่าออกมา…ของเราก็ตกรุ่น…
ซื้อรถเบนซ์…ทันสมัยที่สุด…แพงมาก…ขับได้ 6 เดือน…มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว ทันสมัยกว่า แพงกว่า ของเรากลายเป็นเชย
เราต้องก้มหน้าก้มตา…ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน…หาเงินมา…เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย…
ซื้อเสื้อผ้าใหม่…มือถือใหม่…คอมพิวเตอร์ใหม่…รถยนต์คันใหม่…เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส…เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น…


ปัจจุบัน…

เรากำลังไล่งับความทันสมัย…เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน…ทั้งที่รู้ว่า…ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต…ก็ไม่มีทางตามทัน…น่าสงสารไหมโยม ?

คนเต็มศาลา…เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น…ด่าว่า…หมามันโง่…ตอนนี้เงียบสนิท…เหมือนไม่มีคนอยู่…ไม่รู้ว่า…กำลังสงสารหมา…หรือ…กำลังทบทวนความโง่…ตัวเอง

ที่มา http://www.love4home.com/

สมบัติน้ำแข็ง

มาตรฐาน

1

โอวาทของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ที่บอกว่า “ที่แกทำๆ ไปน่ะ มันสูญเปล่า ชีวิตจะมีค่าก็ตอนไหว้พระ สวดมนต์ ภาวนาเท่านั้น

บางคนคงแย้งท่านในใจว่า มันสูญเปล่าที่ไหนกัน เราทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ เราก็ได้ผลงาน ได้เงินได้ทองมาเลี้ยงชีวิตตัวเรา แถมยังเอาไปสงเคราะห์ญาติได้อีก

มาถึงตอนนี้ เมื่อเราอายุมากขึ้นประสบการณ์ชีวิต ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นๆ ว่า ที่ทำๆ ไป ไม่ว่าจะดูซับซ้อน วิจิตรเพียงใด มันก็แค่ “หาอยู่ หากิน” เลี้ยงอัตภาพร่างกายเท่านั้น อย่างมากก็เพิ่มความภาคภูมิใจในผลงาน พอหมดลมแล้วก็หมดกัน เอาติดตัวไปไม่ได้ ไม่เหมือนอย่างกิจกรรมการภาวนาเพื่อพัฒนายกระดับจิตใจ มันกินลึกและเอาติดตัวข้ามภพข้ามชาติไปได้

สมบัติทางโลกจะมากมายและวิจิตรประณีตขนาดไหน มันก็เป็นแค่ “สมบัติน้ำแข็ง” อยู่ดี เพราะมันจะค่อยๆ ละลาย เรากำมันไว้ได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

หลวงปู่เคยเล่าว่า “เด็กทารกทั่วไปเกิดมาก็กำมือมา บ่งบอกการเกิดมาพร้อมกับความยึดมั่นถือมั่น”

พวกเราลองพิจารณาดูเถิด สุดท้ายตอนตายทุกคนก็ต้องแบมือหมด แม้น้ำที่คนเขามารดน้ำศพ ก็ยังกำเอาไว้ไม่อยู่เลย

อาหารที่สุดแสนประณีตก็ได้แค่อิ่ม บ้านที่เป็นดุจคฤหาสน์ก็แค่ที่พักอาศัยหลับนอนไปคืนหนึ่งๆ

มนุษย์สร้างสมมติที่ซับซ้อนหลอกตัวเอง เสียจนหลงลืมความจริงพื้นฐานของชีวิต…

สมบัติน้ำแข็ง” คือ ข้อที่ควรคิดคำนึงเพื่อเตือนจิตเตือนใจตนเองไว้เสมอๆ เพื่อให้ตระหนักว่า…กิจกรรมชีวิตอันใดที่เราควรทุ่มเท กิจกรรมชีวิตอันใดที่ทำเพียงแค่พอเป็นเครื่องอาศัย

…หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ…
วัดสะแก จ.อยุธยา

อาเต๊า ผู้นำรุ่นที่่ 2 ของเล่าปี่

มาตรฐาน

23971

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย…นิติพันธ์ วิปะวิทย์

อาเต๊าคงเป็นฮ่องเต้ที่ถูกเรียกด้วยชื่อเล่นเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์จีน ชื่ออาเต๊าแปลได้ว่า ดาวจระเข้ ที่ได้ชื่ออาเต๊าเพราะแม่ฝันว่ากลืนดาวจระเข้ลงท้องในตอนตั้งครรภ์

ชื่อ อาเต๊า แปลเป็นภาษาไทยก็คงจะประมาณว่าน้องดาวจระเข้

ถึงน้องดาวจระเข้มีชื่อจริงเป็นทางการภาษาฮกเกี้ยนว่าเล่าเสี้ยน คนก็ยังติดปากเรียกอาเต๊าอยู่ดี คงเป็นเพราะมีวีรกรรมวิบากกรรมตั้งแต่แบเบาะ อย่างที่นักเรียนไทยรู้จักกันดีในบทเรียน “จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า” บทเรียนนี้พูดถึงเมื่อครั้งเล่าปี่ต้องหนีตายจากกองทัพโจโฉคู่อริ ระหว่างการหนีตาย ลูกเมียพลัดหลง จูล่งแม่ทัพหาญกล้าบุกเดี่ยวฝ่าทัพไปรับเอาเต๊าออกมาจากสมรภูมิที่รายล้อมไปด้วยทัพโจโฉจนจูล่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด

เล่าปี่ถึงขั้นทิ้งอาเต๊าลงบนพื้นแล้วบอกว่า “ไอ้ลูกอัปรีย์ เกือบทำให้เราต้องเสียจูล่งไป”

โชคดีที่อาเต๊ายังเป็นแค่เด็กแบเบาะไม่รู้ความ ไม่งั้นคงน้อยอกน้อยใจที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ แต่กลับดูด้อยความสำคัญกว่าคนนอก

โชคไม่ดีนักที่เรื่องนี้ก็คงเล่าต่อๆ กันมา อย่างน้อยก็เล่าต่อกันมานับพันปี สันนิษฐานได้ว่าอาเต๊ารู้ความแล้วต้องได้ยินเรื่องนี้อยู่แน่นอน

เล่าปี่ผงาดตั้งตัวเป็นฮ่องเต้ในเวลาต่อมา ก่อนเสียชีวิตได้ฝากฝังให้ขงเบ้งดูแลอาเต๊า ฮ่องเต้องค์ต่อไปให้ดี และให้อาเต๊าปฏิบัติต่อขงเบ้งประดุจเป็นพ่อตน ตอนอาเต๊าขึ้นครองราชย์ช่วงวัยรุ่น อาเต๊าก็รายล้อมไปด้วยขุนนางที่จงรักภักดีต่อพ่อของตนผู้บุกเบิกตั้งก๊กขึ้นมา

ที่จงรักภักดีที่สุดไม่พ้นกุนซือเอกของประวัติศาสตร์จีน “ขงเบ้ง”

ขงเบ้งพยายามผลักดันทุกวิถีทางด้วยความขยันขันแข็งเพื่อสืบสานปณิธานของเล่าปี่ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ขงเบ้งล้วนทุ่มเท ว่ากันว่าในก๊กที่มีพื้นที่ใหญ่เกินกว่าประเทศไทยทั้งประเทศ ความผิดที่ต้องลงโทษโบยเกิน 20 ไม้ขึ้นไป ขงเบ้งจะลงมาดูแลเอง ขงเบ้งได้รับคำชื่นชมในความซื่อสัตย์ ทุ่มเท

อาเต๊ากลับตรงข้ามไม่มีคุณงามความดีอะไรทางการเมืองให้กล่าวขวัญ หนำซ้ำยังดูเหมือนมีแต่บทบาทที่ทำให้ก๊กเสื่อมและล่มสลายไปในที่สุด เช่น เชื่อฟังขันทีขายชาติ ตัดสินใจยอมแพ้ยกประเทศชาติให้กับก๊กอื่นง่ายๆ โดยไม่คิดต่อสู้

ที่ร้ายที่สุดคือ หลังจากสิ้นชาติ ต้องถูกเรียกตัวเข้าเมืองหลวง
ท่ามกลางงานเลี้ยง ขณะชมระบำพื้นเมืองของจ๊กก๊ก (เสฉวน)
สุมาเจียวคิดลองใจถามอาเต๊าว่า “คิดถึงดินแดนเสฉวนไหม” อาเต๊าตอบว่า “ที่นี่สนุกออก ไม่คิดถึงเสฉวนเลย”

คนจีนมีคำนิยามอาเต๊าว่า “เจ้าดาวจระเข้ ผู้อุ้มชูไม่ขึ้น”

ภาพลักษณ์ทั้งหลายที่ดูเป็นเด็กไร้ความสามารถ ต้องการความช่วยเหลืออุ้มชูตลอดเวลา ไม่เอาไหน ไม่รักชาติ ไม่รักองค์กรของอาเต๊า คงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาเต๊าถูกเรียกในชื่อเล่นมากกว่าชื่อจริง

อาเต๊าคือผู้นำรุ่นสอง สิ่งที่อาเต๊าเจอะเจอ ผู้นำรุ่นสองน่าจะเข้าใจเป็นพิเศษ สภาพที่เข้ามาเป็นผู้นำเมื่อองค์กรเต็มไปด้วยบุคคลที่มีความสามารถและอาวุโส ความพร้อมขององค์กรรุ่นหนึ่ง อาจกลายเป็นอุปสรรคของผู้นำรุ่นสอง โดยเฉพาะผู้นำที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของบุคลากรรุ่นพ่อ

ขงเบ้งนั้นซื่อสัตย์และภักดีไม่เป็นสอง หากแต่ยังเล็งเห็นอาเต๊าเป็นเด็กที่ต้องกระชับพื้นที่ตลอดเวลา ขงเบ้งเคยเขียนฎีกาออกศึกถวายให้อาเต๊า เนื้อหาเพื่อแสดงความสัตย์ซื่อของตนต่อปณิธานรวบรวมชาติ แต่อ่านดูดีๆ แล้ว กลับเต็มไปด้วยคำสั่งสอนอบรมให้อาเต๊าอยู่ในจริยธรรมอันดี เนื้อหาสั้นๆ ก็เอาแต่อ้างถึงแต่ปณิธาน ความคิด ความดีของเล่าปี่

ทุกอย่างที่ขงเบ้งอ้างและตระเตรียมให้อาเต๊านั้นมาจากความภักดีแน่ และก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ขงเบ้งคิดได้ แต่ความอึดอัดทั้งหลาย ผู้นำรุ่นสองคงรู้ดี เมื่อผู้อาวุโสในองค์กรทั้งหลายเอาแต่อ้างว่าพ่อทำไว้ดีกว่า เก่งกว่า เข้าใจกว่า

ท่ามกลางชีวิตปัจจุบันเราต่างพบคนที่พ่อแม่มีกิจการใหญ่โต แต่กลับเลือกทำงานอื่นที่ไม่ใช่กิจการของพ่อแม่ หรือบางส่วนที่ต้องรับภาระสานต่อกิจการ ก็ต้องพบอุปสรรค เช่น ผู้ร่วมงานอาวุโสไม่เห็นหัว ความสามารถไม่สมตำแหน่ง บารมีไม่ถึง

ในชีวิตจริงผมพบตัวอย่างผู้นำรุ่นสองในองค์กรระดับเล็กๆ ที่อยากริเริ่มเอาระบบการจัดเก็บข้อมูลในคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ แต่พนักงานอาวุโสทั้งหลายกลับต่อต้าน คิดว่ายุ่งยาก ไม่จำเป็น ส่วนงานที่ตัวเองดูแลอยู่ ก็ไม่ยอมให้มีการตรวจสอบ โดยเฉพาะถ้าเป็นการขอตรวจสอบด้วยตัวผู้นำรุ่นสองเอง (เจตนาคือตรวจสอบเพื่อพัฒนาระบบระเบียบให้เข้าที่เข้าทาง) ก็กลับกลายเป็นปมขัดแย้งด้านอาวุโสเข้าแทนที่

ในประวัติศาสตร์มีทางเลือกให้ผู้นำรุ่นสองจัดการกับความขัดแย้งแบบนี้ไม่กี่ทาง

1.ผสานตัวเองเข้ากับองค์กรใหม่ให้ได้

2.สร้างบุคลากรของตนเองขึ้นมาภายในองค์กรเก่า ค่อยๆ ยักย้ายถ่ายเทอำนาจ

3.ล้างบางฉับพลัน

เมื่อทำ 3 ข้อข้างต้นไม่ได้สักข้อ ก็ต้องจบที่ข้อ 4.ร่ำลาจากตำแหน่งผู้นำในองค์กรเสีย

ตัวอย่างที่ผมยกมาข้างต้น ลงจังหวะที่ผู้อาวุโสก่อหวอดไม่พอใจเรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆ แล้วจบด้วยการล้างบาง หาเลือดใหม่เข้าแทนที่

อาเต๊าคงพยายามผสานตัวเองให้เข้ากับองค์กรใหม่ให้ได้ เพราะก็ดูเคารพเชื่อฟังขงเบ้งอยู่พอตัว แต่ผสานยังไงตัวเองก็กลายเป็นคนไม่เอาไหนขึ้นเรื่อยๆ เพราะบารมี ปัญญา และความขยันของขงเบ้ง ทำให้สิ่งที่ขงเบ้งทำนั้นดีที่สุดอยู่แล้วในสายตาทุกคน (ซึ่งรวมถึงอาเต๊าด้วย) เวทีของอาเต๊าจึงเล็กลงเรื่อยๆ ประสบการณ์อาเต๊าจึงโตไม่ทันอาวุโสของตน

อาเต๊าจะหาบุคลากรของตนเอง หันซ้ายก็เจอแต่คนของขงเบ้ง หันขวาไปเจออีกข้าง ก็มีแต่ขันทีที่เอาแต่ชวนสำมะเลเทเมา

อาเต๊าจะล้างบาง อาเต๊าไม่กล้า ทำไปก็ใช่จะสำเร็จ ไม่ใช่แค่อกตัญญู แต่ยังตัดกำลังตัวเองอีกต่างหาก

อาเต๊าจะลาออกจากตำแหน่งฮ่องเต้ ไปเปิดร้านกาแฟริมถนนคนเดินในจ๊กก๊ก อาเต๊าก็เกิดเร็วไป 1,800 ปี

อาเต๊าอยู่ในตำแหน่งฐานะที่ดูเหมือนมีความสุข ความสบาย
จากรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่บุกเบิกมา ก็แค่ “ดูเหมือน” มีความสุขเท่านั้น ความกดดันภายในจากสายตาคนภายนอกใครจะรู้ ยิ่งบวกกับอาเต๊าไม่ใช่คนมีปณิธานยิ่งใหญ่ ประเภทต้องเอาเลือดทาแผ่นดินเท่านั้นจึงสาแก่ใจ อาเต๊าผิดด้วยหรือ

อาเต๊าจะระบายลงเฟซบุ๊กก็หาได้ไม่ เพราะคนที่จะพอเข้าใจหัวอกฮ่องเต้แบบอาเต๊าได้ก็มีแต่ฮ่องเต้ก๊กศัตรูเท่านั้น

พอขงเบ้งตายไป อาเต๊าก็ยังได้แต่เดินตามแนวทางที่ขงเบ้งวางไว้ ว่าใครควรบริหารด้านใด ตำแหน่งไหน อาเต๊าทำได้ดีใช่ย่อย จ๊กก๊กมีอายุต่อมาได้อีกเกือบสามสิบปี จัดว่าไม่น้อย หรืออาจจะเป็นเพราะระบบที่ขงเบ้งวางไว้? ซึ่งก็อาจจะจริง แต่ประเด็นคือไม่ใช่ผมที่มองแบบนี้คนเดียว แม้แต่ในยุคนั้นเอง ประชาชนก็ยังยกความดีความชอบให้ขงเบ้งที่จากไปแล้วไม่ใช่อาเต๊า

ปีที่ 29 หลังสิ้นขงเบ้ง จ๊กก๊กล่มสลายในมือของอาเต๊า ล่มสลายโดยแทบไม่เสียเลือดเนื้อใคร จะมีก็แต่ตราบาปคำว่า “เจ้าดาวจระเข้ ผู้อุ้มชูไม่ขึ้น” ติดชื่ออาเต๊าไปก็เท่านั้น

อาเต๊าผู้ตอบสุมาเจียวหน้าระบำเสฉวนว่า “ที่นี่สนุกออก ไม่คิดถึงเสฉวนเลย”

ที่มา  http://m.posttoday.com/article/351795/5000

 

หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน

มาตรฐาน

Image004.1
ลู่เหยา กับ หม่าลี่

ลู่เหยา กับหม่าลี่ เป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ลู่เหยามีศักดิ์เป็นพี่ เขาแต่งงานมีครอบครัวแล้ว  หม่าลี่ เป็นผู้น้องยังไม่ได้แต่งงาน

ลู่เหยามีฐานะยากจน ขณะที่หม่าลี่ฐานะร่ำรวย  ด้วยเหตุนี้ ลู่เหยาจึงได้รับการอุดหนุนจุนเจือจากหม่าลี่เสมอ

วันหนึ่ง ลู่เหยาบอกหม่าลี่ว่า ตนเองต้องการไปแสวงโชคต่างเมือง อยากจะฝากให้หม่าลี่ช่วยดูแลภรรยาให้  หม่าลี่รับปาก บอกว่าเขาจะดูแลให้ ไม่ต้องเป็นกังวล
….

ตั้งแต่นั้นมา ทุกครึ่งเดือนหม่าลี่จะสั่งให้คนรับใช้ นำของกินของใช้ บรรทุกใส่รถม้าเต็มคันรถ นำไปให้กับภรรยาของลู่เหยา…
ภรรยาของลู่เหยา จึงคิดว่า เป็นเช่นนี้ก็นับว่าไม่เลว ได้รับการโอบอุ้มดูแล ยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับสามีเสียอีก ไม่ต้องทำงานก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าสวมใส่ ทำให้นางนึกขอบคุณสามีที่มีน้องร่วมสาบานที่ดีเช่นนี้
….

ครึ่งปีผ่านไป เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป คนรับใช้ของหม่าลี่ ไม่ได้นำของไปให้ภรรยาของลู่เหยาอีกแล้ว ครึ่งเดือนก็แล้ว หนึ่งเดือนก็แล้ว สองเดือนก็แล้ว ภรรยาของลู่เหยาจึงต้องขายข้าวของที่หม่าลี่เคยส่งไปให้ เพื่อประทังชีวิต ไม่ถึงครึ่งปี ข้าวของทุกอย่างถูกขายจนหมด
นางจึงคิดจะทำงานเพื่อหาเลี้ยงตนเอง เนื่องจากนางเคยเรียนเย็บปักถักร้อยมาตั้งแต่เด็ก นางจึงลองเย็บรองเท้าผ้าที่คนสวมใส่กันเป็นประจำขาย อาจเพราะว่า นางมีฝีมือดี หรือชาวบ้านต่างสงสารนาง ก็มิอาจทราบได้ ทำให้ชาวบ้านพากันแย่งซื้อรองเท้าของนาง จนขายหมดเกลี้ยงทุกวัน ไม่ว่านางจะตั้งราคาสูงเพียงใดก็ตาม
….

พริบตาเดียว 10 ปีผ่านไป ลู่เหยาก็กลับมาในคืนหนึ่ง เมื่อเขารู้ว่า ตั้งแต่เขาจากไป หม่าลี่ไม่เคยมาดูแลภรรยาของตน และส่งของกินของใช้ให้เพียงครึ่งปี หลังจากนั้น ก็ไม่ได้ส่งของกินของใช้มาให้ภรรยาของตนอีกเลย เขาทอดถอนใจ แล้วกล่าวว่า “คนอยู่น้ำใจอยู่ เมื่อคนจากไปทุกอย่างก็เปลี่ยนไป“
…..

เมื่อหม่าลี่ ทราบข่าวว่าลู่เหยากลับมา จึงส่งคนไปเชิญมาเลี้ยงต้อนรับ แต่ลู่เหยาปิดประตูไม่รับแขก หม่าลี่จึงไปเชิญลู่เหยาด้วยตนเอง เขาคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตู จนลู่เหยาจำใจต้องไปที่บ้านของหม่าลี่

ระหว่างกินเลี้ยงกัน ลู่เหยาต่อว่าหม่าลี่ที่ไม่ดูแลภรรยาของตน ซึ่งเปรียบเสมือนพี่สะใภ้ของหม่าลี่ก็ไม่ปาน หม่าลี่จึงพาลู่เหยาเข้าไปที่สวนดอกไม้หลังบ้าน เขาเปิดประตูห้องใหญ่ห้องหนึ่งออก และเชิญลู่เหยาเข้าไป ลู่เหยาตกตะลึงจนตาค้าง เขาเห็นรองเท้าผ้ากองเต็มห้องไปหมด ลู่เหยาเข้าใจทันที เขาจึงก้าวถอยออกจากประตูด้วยความละอายใจ และก้มลงคุกเข่าอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหม่าลี่

หม่าลี่รีบเข้าไปพยุงให้ลู่เหยาลุกขึ้น แล้วกล่าวว่า เรื่องที่พี่ใหญ่ฝากฝังให้ข้าดูแลพี่สะใภ้นั้น ข้าไม่เคยลืมเลย แต่นึกไม่ถึงว่า ครั้งนี้พี่ใหญ่จะไปเนิ่นนานถึงสิบปี เดิมทีข้าคิดจะอุดหนุนจุนเจือพี่สะใภ้ด้วยของกินของใช้บริบูรณ์ แต่อีกใจก็คิดว่า เมื่อนางได้มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไร อาจเป็นเหตุให้นางก่อเรื่องที่มิดีมิงามขึ้นได้ ครั้นข้าจะไปดูแลนาง ก็เกรงว่าจะเป็นที่ครหาให้นางเสียชื่อเสียง แล้วหากท่านกลับมา ข้าจะมาสู้หน้าท่านได้อย่างไร แต่ก้อน่านับถือที่พี่สะใภ้ รู้จักทำมาหากินด้วยความสามารถของนางเอง สมกับที่ข้าได้ตังใจไว้ ข้าจึงให้คนไปซื้อรองเท้าที่นางทำขายทุกครั้งไป

ลู่เหยาได้ฟังแล้วก็ซาบซึ้งยิ่งนัก เขายืนจ้องหน้าหม่าลี่อยู่นาน สักพักจึงกล่าวประโยคหนึ่งขึ้นมาว่า “ลู่เหยา (หนทางไกล) รู้ใจหม่าลี่(กำลังของม้า) กาลเวลาพิสูจน์ใจคน  คำกล่าวจีนที่ว่า “หนทาง พิสูจน์ม้า กาลเวลา พิสูจน์คน” จึงได้เผยแพร่สืบต่อกันเรื่อยมา โดยเราใช้คำพรรณานี้มองเห็นว่า “การที่เราจะรู้อุปนิสัยใจคอของใครอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อได้อยู่ร่วมกับเขามาเป็นเวลานานพอสมควรแล้วนั่นเอง”
…..

เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกชอบเรื่องราวของลู่เหยาและหม่าลี่ ทำให้มาคิดว่า…บางครั้งในชีวิตของคนเรานั้น การจะทำความดี ต้องทำอย่างอดทน ต้องทำอย่างลึกซึ้ง ต้องทำอย่างไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องหวังว่า ทำดีกับคนอื่นแล้ว เขาจะต้องดีตอบกับเรา มิเช่นนั้น เราจะทุกข์ใจหากไม่ได้การตอบแทนตามที่หวังไว้ แม้คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่า เราไม่ได้ทำอะไร เปรียบเสมือนผู้ที่ปิดทองหลังพระ แม้ไม่มีใครมองเห็น แต่ตัวเรามองเห็นตัวเราเอง มองเห็นความดีที่เราทำ… แค่นี้เราก็อิ่มเอิบใจและมีความสุขแล้ว

…..

หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เป็นสำนวนที่แปลมาจากสำนวนจีน. เดิมมีความหมายตามตัวอักษรว่า หนทางไกลทำให้รู้กำลังของม้า วันเวลาที่ยาวนานทำให้รู้จิตใจคน บางทีก็ใช้ว่า หนทางไกลทำให้รู้กำลังของม้า เรื่องราวที่ผ่านมานานทำให้รู้จิตใจคน

          หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน มีความหมายว่า บุคคลที่เรารู้จักหรือคบหาด้วยนั้น ยากนักที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนเช่นไร เราอาจได้ยินจากคนอื่นว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี แต่ในความเป็นจริง เขาอาจเป็นตรงกันข้ามกับคำล่ำลือของผู้คนในสังคม กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เราประจักษ์ว่า บุคคลนั้นเป็นคนเช่นไร เช่น เขาได้ตำแหน่งผู้จัดการต่อจากบิดา ใคร ๆ จึงพากันตั้งข้อรังเกียจ แต่หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน  ๕ ปีผ่านไป เขาได้ทำให้ทุกคนยอมรับว่าเขามีฝีมือบริหารอย่างแท้จริง.

          บางทีก็ตัดใช้แต่เพียงท่อนแรกว่า หนทางพิสูจน์ม้า หรือใช้แต่เพียงท่อนหลังว่า กาลเวลาพิสูจน์คน ก็ได้

ที่มา :  บทวิทยุรายการ “รู้ รัก ภาษาไทย” ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๗.๐๐-๗.๓๐ น.

ม้าดี ไม่กลัวทางไกล
คนดีไม่กลัวเวลา

8 ข้อที่ควร “ฝึก” เพื่อความสุข

มาตรฐาน

T130309_05C
1.  ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้
จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป
2.  ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม
การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ  มีเงินทองก็มีทุกข์และเป็นภาระกลัวโดนปล้นโดนขโมย   ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระ  ยกเว้นความดี  นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ
อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ  เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง  มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4.  ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือ ไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ
ถ้าอะไรไม่ดี ก็อย่าไปพูดมาก  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด    แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด  เพราะ… การพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว (ดูแลจิตของตนให้ดี)

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ
เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป      เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป     เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย   (เกิดขึ้น  ตั้งอยู่   ดับไป  ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนอยู่ได้)

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา
เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกากับคำนินทาคือ คนไม่รู้เท่าทันโลก    แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก   คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็น….ขี้ข้าของเงิน
เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่  รถยนต์ใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน(ก็แค่สิ่งที่พาเราเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)   นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน(ก็แค่เครื่องบอกเวลา)    เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน(แก่แค่สิ่งปกปิด/ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย)
การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้  ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน  เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ
การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น   ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้าคนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่าง  แต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมด เพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

แม่ลิงตากแห้ง

มาตรฐาน

23971
เศรษฐีคนหนึ่ง เป็นคนกรุงเทพฯและยังเป็นนักสะสม ซากสัตว์  เขาสัตว์ งาช้าง หนังเสือ เต็มบ้านไปหมด ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เขาจะออกไปล่าสัตว์ เมียของเศรษฐีผู้นี้ มีลูกเป็นเด็กทารกอายุประมาณ 3 เดือน

วันหนึ่ง ขณะออกล่าสัตว์ ก็เห็นลูกลิงตัวหนึ่ง สวย น่ารัก ขนสีขาว แปลกมาก จึงอยากได้มาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ ก็เลยปรึกษากับพรานป่าที่เป็นคนนำทางว่า..   ” ทำอย่างไร..จึงจะได้ลูกลิงมาเลี้ยง..? “

พรานป่าบอกว่า.  .”โดยสัญชาตญาณ ลิงจะรักลูกมาก รักสุดชีวิต ตราบใดที่แม่ลิงยังไม่ตาย ไม่มีใคร สามารถเอาลูกมันออกมาจากอกได้… มันจะสู้สุดชีวิต”

สุดท้าย… เศรษฐีตัดสินใจยิงแม่ลิงจนตาย  แล้วเอาลูกลิงสีขาวมาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ  เมื่อยิงแม่ลิงตาย ก็เอาเนื้อไปแกง  ให้ลูกน้องถลกหนังเพื่อเก็บหนังไว้ประดับบ้าน พอกลับถึงกรุงเทพฯ    ก็เอาลูกลิงเลี้ยงไว้ในบ้าน หยอกล้อวิ่งเล่นกับลูกลิงเป็นที่สนุกสนาน

ส่วนหนังของลิงตัวแม่ ซึ่งยังสดอยู่ ทำให้มีกลิ่นเหม็น  ก็เอาไปตากแดดที่ลานจอดรถหน้าบ้าน..

เช้าวันหนึ่ง ขณะเมียเศรษฐีกำลังให้นมลูกกินในห้องรับแขกหน้าบ้าน   อยู่ๆ เมียก็ร้องไห้โฮขึ้น  เศรษฐีตกใจจึงวิ่งลงมาจากชั้นบนโผเข้ากอดเมียและลูกเพื่อปลอบโยนทั้งตนก็รู้สึกตกใจ จึงพยายามถามเมียว่า…….”เกิดอะไรขึ้น.?”   เมียไม่ยอมตอบ เอาแต่ส่ายหน้า แล้วก็ร้องไห้ พร้อมกับหันไปมองหน้าลูกตัวเองที่กำลัง หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข…

เศรษฐีนั่งปลอบเมียอยู่สักครู่ พอเริ่มตั้งสติได้ก็ถามเมียว่า..   …..”เกิดอะไรขึ้น ตกใจเรื่องอะไร แล้วร้องไห้ทำไม..?”    เมียไม่ยอมพูด แต่ชี้มือไปที่ลานจอดรถหน้าบ้าน เศรษฐีมองตามมือที่เมียชี้ให้ดู เห็นภาพถึงกับผงะตกใจ น้ำตาไหลซึม

ไม่รู้ว่า..ลูกลิงที่เอามาเลี้ยงไว้ หลุดออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อไหร่   …….” มันออกไปดูดนมแม่ ที่เป็นหนังแห้ง ” …..  ซึ่งถูกถลกออกมาตากไว้ที่โรงรถ พอเจ้าลิงน้อยดูดเสร็จมันก็ก้มลงพยายามจะกอดแม่

เศรษฐีและเมียที่ดูอยู่ อดไม่ได้ที่จะร้องไห้  เมียเขาพูดขึ้นว่า    “ถ้ามีคนทำกับครอบครัวเราอย่างนี้บ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร จะเศร้าโศก เสียใจ ทุกข์ทรมานใจขนาดไหน..?”

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  เศรษฐีสั่งให้เอาซากสัตว์ที่สะสมทั้งหมดไปเผา  เอาลูกลิงไปปล่อยในป่า เลิกการ ออกล่าสัตว์  เข้าวัดทำบุญ อุทิศส่วนกุศลให้แม่ลิงตัวนั้น และขออโหสิกรรม

ทุกครั้งที่ทำบุญ จะขอพรทุกครั้งว่า……. “ขออย่าให้มีใครมาทำกับครอบครัวเรา เหมือนกับที่เราได้ทำกับครอบครัวลิงตัวนั้นเลย”

“ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความเมตตากรุณา เป็นสิ่งที่สรรพสัตว์ต้องการ   ขอให้เราทุกคน มอบความรัก ความเมตตาให้แก่เพื่อนร่วมโลกของเราด้วย ทั้งเพื่อนสัตว์ และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  อย่าพึงแต่จะยื้อแย่งแข่งขันแก่งแย่งชิงดี  ไล่ล่าฆ่าฟันเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนและพรรคพวก   ขอให้ย้อนมองผู้อื่น ที่จะต้องสูญเสีย ทนทุกข์ จากผลการกระทำของเรา ”