วิธีบรรลุธรรมโดยเร็วที่สุด

Standard

Image004.1

วิธีการบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด

โยม : หลวงปู่ครับผมทำอย่างไรจะบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด

หลวงปู่ : ก็ ละความอยาก บรรลุธรรมของคุณให้เร็วที่สุด คุณละได้เร็วเท่าไหร่คุณก็จะบรรลุธรรมได้เร็วเท่านั้น

โยม : ไม่ใช่ครับผมหลวงปู่ ผมหมายถึงว่า ในการปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติของสายใดเป็นวิธีลัดให้เราบรรลุธรรมได้ง่ายๆและเร็วที่สุด

หลวงปู่ : เออ ก็อย่างนั้น แล้วคุณจะรีบไปไหนหล่ะ หรือ ทุกวันนี้คุณรีบไม่พอ เดินทางก็รีบ ทำมาหากินก็รีบ รีบไปหมด การปฏิบัติธรรมก็รีบ คุณดูนี่ (แล้วท่านก็ยกมือข้างซ้ายท่านขึ้นมา กางนิ้วมือทั้ง ห้านิ้วออก แล้วก็เริ่มโบกเร็วๆ) คุณว่าตอนนี้มีกี่นิ้ว

โยม : เห็นไม่ชัดครับผม หลวงปู่ต้องโบกช้าๆ ผมถึงจะเห็น

หลวงปู่ :  นั้นๆ นี่ไงหล่ะ ขนาดคุณยังอยากให้หลวงปู่โบกมือช้าๆเลย โบกมือเร็วๆไม่เห็นนิ้วมือใช่ไหม?  โบกช้าๆมันจึงจะเห็นชัด

การปฏิบัติธรรมหน่ะคุณเอ้ย มันไม่มีอะไรเร็วได้ดอก

รีบทำ รีบทำ มันไม่เห็นปัญญานะ ถึงเห็นมันก็ไม่แจ้ง

ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่…อย่าหยุด

เดินทุกวัน ทำทุกวัน ภาวนาทุกวัน

ขี้เกียจขี้คร้านก็ทำ

ขยันหมั่นเพียรก็ต้องทำ

อย่าหยุด ค่อยเป็นค่อยไป
พวกคุณใช้ชีวิตแบบเร่งๆรีบๆจนเคยตัว เลยคิดว่าการพ้นทุกข์นั้นก็รีบได้ ยิ่งพวกคุณอยาก พวกคุณรีบ ยิ่งพวกคุณปฏิบัติสุกเอาเผากิน ธรรมมะก็ยิ่งจะหนีห่างพวกคุณออกไปไกลเรื่อยๆ

ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ สังเกตุไปทุกระยะ ตั้งสติอย่าขาด อย่าวาดอนาคต อย่าผูกอดีต อย่าอยาก

การปฏิบัติธรรมให้เหมือนการเอามือกำนกตัวน้อยๆ กำแรงนกก็ตาย กำเบานกก็บินหนี กำให้มันพอดี อย่าเบาอย่าแรง อย่าเร่งอย่ารีบ อย่าอยากมุงหลังคาทั้งๆที่ยังไม่ตั้งเสายังไม่เทพื้นเทคาน

ทานเป็นเหตุ  ชำระกิเลสอย่างหยาบ  มีศีลเป็นผล

ศีลเป็นเหตุ   ชำระกิเลสอย่างกลาง   มีสมาธิเป็นผล

สมาธิเป็นเหตุ  ชำระกิเลสอย่างละเอียด   มีปัญญาเป็นผล

ปัญญาเป็นเหตุ   รู้รอบในกองสังขารทั้งปวง  มีวิมุติความหลุดพ้นเป็นผล
ทำไปตามขั้นตามตอน อย่าอยาก  อย่าเร่งอย่ารีบ ถ้ามันบ่มให้สุกได้อย่างกล้วย อย่างมะม่วง มันก็ดีน่ะสิ
แต่…ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ ไม่มีใครลัดได้ดอก
ดูความยากของการปฏิบัตินะ มันจะได้ละอยาก ละความห่วงในโลก อันนั้นหล่ะคุณจะได้ไวไว เข้าใจนะ

ธรรม..คำสอน..พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)

เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว)

ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์

ฮาร์วาร์ดแนะนำผู้บริหารให้….ฝึกการเจริญสติ วิปัสสนา

Standard

image  image

ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=395255900665655&id=100005437449824

ทำไมฮาร์วาร์ดแนะนำผู้บริหารให้ฝึกการเจริญสติวิปัสสนา?

วันนี้จะมาคุยถึงเรื่อง “การเจริญสติเปลี่ยนสมองได้

สัปดาห์นี้เรา “โดดเรียน” จากชั้นเรียน “ศาสตร์แห่งสุข” ในเบอร์คลีย์   ข้ามฟากไป Harvard Business School กัน
วารสารรชื่อดัง Harvard Business Review ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “Mindfulness Can Literally Change Your Brain”
ซึ่งจะขอแปลแบบสรุปมาฝากดังนี้ค่ะ

= เปิดประเด็น =
งานวิจัยล่าสุดมากมายพิสูจน์ให้เห็นว่า…. การเจริญสติสามารถเปลี่ยนสมองได้จริงๆ และเปลี่ยนได้ในแบบที่ทุกคนที่ทำธุรกิจโดยเฉพาะผู้นำองค์กรพลาดไม่ได้เด็ดขาด

ทีมวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำงานวิจัยลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2011 และพบว่า…. สมองส่วนเนื้อเทาของผู้เข้าร่วมการทดลองที่ฝึกเจริญสติติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากนั้นก็มีทีมวิจัยจากทั่วโลกศึกษาผลของการเจริญสติที่มีต่อสมองกันมาอย่างต่อเนื่อง   ล่าสุดทีมนักวิจัยจากม.บริติช โคลัมเบีย และ ม.เทคโนโลยีเคมนิทซ์  ได้รวบรวมข้อมูลมาจากงานวิจัยถึง 20 ชิ้นและพบว่า…… การเจริญสติมีผลดีต่อสมองถึง 8 บริเวณด้วยกัน!
ในบทความนี้จะเน้นไปยังผลดีต่อสมอง 2 บริเวณที่น่าจะเป็นประโยชน์เป็นพิเศษต่อนักธุรกิจและผู้บริหารค่ะ
= การเจริญสติส่งผลดีต่อสมองส่วน ACC =

บริเวณแรกที่การเจริญสติไปช่วยเสริมสร้างให้แข็งแรงและทำหน้าที่ได้ดีขึ้นคือ anterior cingulate cortex (ACC)  สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมตนเอง  ความสามารถที่จะตั้งใจมีสมาธิจดจ่อและควบคุมพฤติกรรม
ACC จะช่วยควบคุมการตอบสนองแบบอัตโนมัติ และ ช่วยให้การตัดสินใจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นค่ะ
ผู้ที่ ACC มีปัญหาในการติดต่อกับสมองส่วนอื่นๆ นั้น จะทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความสามารถในการปรับตัวได้ไม่ค่อยดีนัก คือ จะมีพฤติกรรมยึดติดกับกลยุทธการแก้ปัญหาที่ไม่ได้ผล แทนที่จะพยายามปรับตนเองให้มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
= ผู้เจริญสติภาวนา ทำคะแนนทดสอบได้ดีกว่า =

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้เจริญสติภาวนาทำคะแนนแบบทดสอบดังกล่าวออกมาได้ดีมาก   มีสมาธิจดจ่อ และ ตอบคำถามถูกต้องมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญสติ

นอกจากนี้การทำงานของ ACC ในหมู่ผู้เจริญสติภาวนายังคึกคักกว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญสติอีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ACC นั้นน่าจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือ มีความไม่แน่นอนนั่นเองค่ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจใช่ไหมคะ เพราะการเจริญสติภาวนานั้นทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ได้ดี
= การเจริญสติส่งผลดีต่อสมองส่วน Hippocampus =

สมองส่วนนี้ล่ะค่ะที่นักวิจัยพบว่า มีการเพิ่มของปริมาณเนื้อสีเทา ฮิปโปแคมปัสนั้นทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และความจำค่ะ
ด้านนอกของฮิปโปแคมปัสนั้นถูกครอบคลุมด้วย ปุ่มรับฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล  ถ้ามีความเครียดเรื้อรัง ฮิปโปแคมปัสจะเกิดความเสียหาย และส่งผลร้ายในรูปแบบของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทางร่างกายต่อไป

ที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ป่วยโรคหดหู่ซึมเศร้าและโรคเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ซึ่งจะมีขนาดของฮิปโปแคมปัสที่เล็กลง

นักวิจัยพบว่า  การที่การเจริญสติ ทำให้ฮิปโปแคมปัสแข็งแรงขึ้นนั้น ทำให้ผู้เจริญสติมีความสามารถที่จะฟื้นตัวจากสภาวะทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในวงการธุรกิจที่แข่งขันกันสูงทุกวันนี้
=  ผลดีต่อสมองส่วนอื่นๆ  =

นอกจากสมองทั้ง 2 ส่วนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นักประสาทวิทยายังพบกว่าการเจริญสติวิปัสสนาเป็นประจำส่งผลดีต่อ

1) การรับรู้

2) การตระหนักรู้ทางร่างกาย

3) ความสามารถในการทนอาการเจ็บปวด

4) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์

5) ความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของตนเอง

6) การคิดแบบลึกซึ้ง

7) การรู้จักตนเองค่ะ

= สรุป =
บรรดาคณาจารย์และนักวิจัยฮาร์วาร์ดทั้ง 3 ท่าน ที่เขียนบทความนี้สรุปว่า  เราไม่ควรมองว่าการเจริญสติวิปัสสนานั้นเป็นเรื่องที่ “ถ้าทำได้ก็ดี”  สำหรับผู้บริหารอีกต่อไป แต่มันเป็น… สิ่งที่ผู้บริหารทุกคน “ต้องทำ” ต่างหาก!

9 แนวคิดที่แตกต่างระหว่าง “คนมั่งมี” กับ “คนไม่มี”

Standard

image

9 แนวคิดที่แตกต่างระหว่าง “คนมั่งมี” กับ “คนไม่มี”

ทำไมถึง “จน” เพราะ…คุณยังมีความคิดแบบคนจนที่ยังไม่พัฒนา

คนจน กับ คนรวย ว่าคิดต่างออกไปอย่างไร ?
1. คิดลบทุกเรื่อง (Negative Thinking) ความคิดแง่ลบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดการดำเนินชีวิตให้ตกต่ำลง เพียงแค่แวบแรกที่คุณคิดลบ มันจะปิดกั้นการกระทำที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของคุณในทันที เพราะคุณก็จะหาวิธีการทำแต่อะไรที่แย่ๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ แตกต่างกับคนรวย ที่ความคิดส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะความคิดบวก (Positive Thinking) ยกตัวอย่างเช่น คำพูด “ไม่ได้ กับ ได้” คนที่คิดลบ ที่พูดว่า ไม่ได้ เหมือนเป็นการปิดกันทางความคิดและการกระทำของเราให้หยุดอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเราคิดว่า ได้ จะเป็นการเปิดรับความคิด การเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาตนเองไปอีกขั้นหนึ่ง ถึงแม้สิ่งที่เราทำจะไม่สำเร็จแต่อย่างน้อยเราได้ลองทำ ลองเรียนรู้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือประสบการณ์นั่นเอง
2. ไม่คว้าโอกาส “คนรวยมองหา โอกาสคนจนมองหา อุปสรรค” คำพูดนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ดีถึง การโฟกัสทางความคิดที่แตกต่างกันทำให้บางครั้งเราพลาดสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิตไปอย่างน่าเสีย บางครั้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาอาจจะไม่กลับมาให้อีกเป็นครั้งที่สอง เหตุผลที่เราไม่คว้าโอกาสนั้นไว้มีเพียงแค่เหตุผลเดียวคือ คือ “อุปสรรค” ที่ทำให้เรากลัวไม้กล้าที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ ถ้าเราเปลี่ยนความคิดให้เหมือนอย่างคนรวยที่มักจะไม่ปล่อยโอกาสที่เข้ามาถึงให้หลุดมือ ถึงแม้คนรวยเหล่านี้จะต้องเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆมากมาย แต่พวกเขามองอุปสรรคต่างๆเป็นเรื่องเล็กแล้วส่วนใหญ่อุปสรรคเหล่านั้นก็สามารถผ่านพ้นไปได้
3. มีรายได้เพียงช่องทางเดียว คนจนมักจะมีรายได้จากงานประจำเพียงช่องทางเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้คุณมั่งคั่งร่ำรวยได้ แตกต่างกับคนรวย คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่แล้วรายได้ไม่ได้มาจากการทำงานเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คนรวยส่วนใหญ่จะกระจายรายได้ในหลากหลายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี รายได้ไม่ได้มาจากธุรกิจน้ำเมาเพียงอย่างเดียว ยังมีรายได้มาจาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเครื่องดื่ม ของกินเล่น เป็นต้น ทำให้เวลาธุรกิจหนึ่งทรุดตัวลงก็ยังมีอีกธุรกิจหนึ่งคอยประคองรายได้ไม่ให้หายไปจนขาดมือซึ่งถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
4. คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะพยายามค้นคว้าหาความรู้เปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา ไม่ปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่และยอมรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น การวางตัวในลักษณะนี้จึงทำให้เกิดการพัฒนาเปิดรับมุมมองใหม่ๆตลอดเวลา แตกต่างกับคนจน ที่มักคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ฉลาดแล้ว อีโก้ไม่ยอมฟังผู้อื่น ความคิดลักษณะนี้จะเป็นการสั่งสมองไม่ให้รับฟังความคิดเห็น ไม่เรียนรู้เพิ่มเติม สุดท้ายจะทำให้เราไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอดีตเป็นอย่างไรปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
5. ไม่มีวินัย วินัยในที่นี้ หมายถึง วินัยในการทำงานและวินัยทางการเงินวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญของคนที่ต้องการรวยหรือต้องการที่จะประสบความสำเร็จ เราจึงฝึกวินัยให้ติดตัวเราไปตลอด วินัยจะช่วยให้เรามีระเบียบในการดำเนินชีวิตไม่ออกนอกลู่นอกทางและเป็นการสร้างโอกาสที่จะประสบความสำเร็จให้มีมากยิ่งขึ้นด้วย การฝึกให้ตัวเองมีวินัยในช่วงแรกอาจจะเป็นอะไรที่อึดอัด แต่เมื่อทำไปทุกวันแล้วจะติดตัวเราไปเอง เราจะสังเกตได้ว่า คนจน ทำไมถึงไม่รวยซักที เพราะไม่มีวินัยทางการเงิน ไม่รู้จักเก็บออม ใช้จ่ายเกินตัว ใช้เงินผ่อนยืมเงินอนาคตมาใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งไม่ก่อเกิดรายได้มาจุนเจือดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการขาดวินัยทั้งสิ้น ถ้าเป็นแบบนี้ทำอย่างไรก็ไม่รวยซักที ดังนั้นจึงต้องมองกลับมาทำไมคนรวยถึงรวยแล้วรวยขึ้นไปอีก เพราะคนเหล่านี้ มีแผนในการบริหารเงินที่ดี ทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปมีเหตุผลเสมอ และที่น่าสังเกตบุคคลเหล่านี้มักจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่อวดรวย ทำตัวเรียบเงียบในสังคม คำตอบก็คือคนเหล่านี้มี วินัยทางการเงิน วินัยด้านการทำงาน

ตัวอย่างบุคคลที่เป็นแบบอย่าง เช่น คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ประกอบอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ ถึงแม้จะเป็นทำธุรกิจกระทิงแดง จนประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐี แต่คุณเฉลียวก็ยังคงทำตัวเรียบง่าย ขับรถเบนซ์เก่าๆไปทำงาน ตรวจโรงงาน คุมงาน อย่างพนักงานทั่วไป และไม่มีลักษณะการจับจ่ายใช้สอยฟุ้งเฟ้อแม้แต่น้อย
6. อิจฉาผู้ที่ได้ดีกว่าตนเอง ผู้ที่อิจฉาผู้อื่นที่ได้ดีกว่ามักจะพลาดโอกาสดีๆที่จะได้เรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ สุดท้ายคนจนก็จะคบค้าสมาคมกับคนระดับเดียวกัน จนเหมือนกัน เพราะเราอิจฉาคนที่รวยกว่าเรา จึงต้องอยู่แบบจนๆต่อไป แต่กลับกัน คนรวยมักจะค้าสามาคมกับรวย และมักจะแลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โลกจะดูกว้างขึ้นและมีโอกาสดีๆเข้ามาเสมอๆ
7. คิดได้แต่ไม่ลงมือทำ ความแตกต่างของคนเราอยู่ที่เราจะเริ่มลงมือทำเมื่อไร คนจนมักจะคิดเล็กคิดน้อย จะเริ่มก็ไม่เริ่มเพราะแต่คิดถึงอุปสรรค ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่เริ่มไม่ลงมือทำ แต่คนที่จะประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่ไม่คิดคนรวยก็ต้องเผชิญกับอุปสรรค เผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน แล้วอะไรคือทำให้คนรวยกล้าที่จะลงทุนกล้าที่จะลงมือทำ นั้นก็คือ “การลดความเสี่ยง” ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงค่อยเริ่มที่จะทำมันให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
8. คิดเล็กไม่คิดใหญ่ คนจนมักจะคิดอะไรเล็กๆ แค่จะคิดให้ใหญ่ยังไม่กล้าคิด ขนาดของความสำเร็จถูกกำหนดจากขนาดของความเชื่อ ถ้าคิดอะไรเล็กๆก็จะได้แต่อะไรเล็กๆ เพราะสมองคุณถูกสั่งให้คิดที่จะได้เพียงแค่นั้น ถ้าคุณคิดใหญ่มันจะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามา จึงทำให้บุคคลผู้ที่จะประสบความสำเร็จ มักจะมีความเชื่อและมีความมั่นใจที่จะอะไรใหญ่ๆ และเชื่อว่าต้องประสบความสำเร็จและได้เตรียมแผนไว้สำหรับอนาคตว่าธุรกิจสามารถโตได้ขนาดไหนสามารถต่อยอดสิ่งที่กำลังทำได้มากน้อยเพียงใด
9. ทำงานเพื่อเงินไม่ได้ให้เงินทำงาน (วลีนี้ฮิตของผู้ที่ใฝ่หาความสำเร็จ) ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน คือ “การเก็บออมแล้วนำเงินนั้นไปสร้างรายได้” คนจนมักแต่คร่ำเคร่งที่จะทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำแต่สุดท้ายไม่มีเงินเก็บออมเพื่อสร้างรายได้กินดอกผลต่อไป (ทำงานเพื่อเงิน) แต่คนรวยคิดตรงกันข้ามกับคนจน เงินที่หามาได้ต้องรู้จักบริหารเก็บบางส่วนออมและส่วนที่เหลือเอาไว้สำหรับใช่จ่ายตามปกติ สิ่งที่ได้คือ เงินก้อนที่เติบโตจากการเก็บออมเอาไว้ลงทุนกินดอกผลต่อไป ไม่ว่าจะลงทุนใน สินทรัพย์มีค่า หุ้น ที่ดิน ทำธุรกิจ เป็นต้น (ให้เงินทำงาน) คนเริ่มออมก่อมักจะได้เปรียบกว่าคนที่ออมช้าหลายเท่าจากประโยชน์ของอัตราดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งเป็นเคล็ดลับด้านการลงทุนอย่างหนึ่ง

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุดคือ Warrant Buffet นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก Buffet ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี (เขารู้สึกเสียใจที่เริ่มต้นช้าไป) และปัจจุบันได้เป็นต้นแบบนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย ถึงแม้ Warrant Buffet จะร่ำรวยแล้วยังเป็นผู้ใจบุญบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ จำนวนกว่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 85 ของทรัพย์สินเพื่อการกุศล

TerraBKK ขอฝากทิ้งท้ายถึงผู้ที่อยากประสบความสำเร็จทุกท่านว่า จุดเริ่มต้นระหว่างความร่ำรวยและความยากจน มีจุดเล็กๆที่แตกต่างกันคือ ความคิด (Mind Set) จะเห็นว่า 9 ข้อคิดข้างต้นนั้นแตกต่างกันชัดเจน คนรวยกับคนจนมีความคิดที่ตรงกันข้ามกัน ถ้าสารตั้งต้น (ความคิด) ถูกต้อง ผลลัพธ์ (Result) ที่ได้ก็มีโอกาสถูกมากขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ท่านแล้วว่าอยากมีความคิดเหมือนกับคนประเภทไหนและจะแก้ไขความคิดหรือความเชื่อที่ไม่ดีนั้นเพื่อพัฒนาตนเองหรือไม่ – เทอร์ร่า บีเคเค

CR: อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com

ติดตาม เพจคุณภาพ ข้อมูลข่าวสาร โดนๆ ดังๆได้ที่>>> http://line.me/ti/p/%40donjung

น้ำมะพร้าว

Standard

image

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณดื่มน้ำมะพร้าวติดต่อกัน 7 วัน

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณดื่มน้ำมะพร้าวติดต่อกัน

น้ำมะพร้าวมีสรรพคุณวิเศษตามที่หลายคนกล่าวอ้างจริงหรือไม่? คุณอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับสารพัดประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว แต่คราวนี้คุณจะได้อ่านเกี่ยวกับข้อดีของน้ำมะพร้าวที่คุณอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน คุณอาจไม่รู้ว่าน้ำมะพร้าวมีโครงสร้างที่เข้ากันได้ดีกับพลาสม่าที่อยู่ในกระแสเลือดของมนุษย์เรา ยิ่งไปกว่านั้นน้ำมะพร้าวยังเคยถูกนำมาใช้ในยามสงครามเพื่อชดเชยเลือดที่สูญเสียไปและสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้อีกมากมาย

ปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์จากน้ำมะพร้าวอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก คุณสามารถหาซื้อได้ตามตลาดทั่วไปและคุณจะทึ่งกับประโยชน์อันมหาศาลของผลไม้ประเภทนี้ แม้น้ำมะพร้าวจะมีรสชาติไม่อร่อยอย่างที่คิด แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ดื่มสุดยอดน้ำล้างพิษชนิดนี้แน่นอน

จะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเราดื่มน้ำมะพร้าว?

ระบบภูมิคุ้มกันของเราก็จะแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังช่วยกำจัดแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ โรคหนองใน โรคเหงือก และไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัด โรคติดเชื้อต่างๆ และโรคไข้รากสาดใหญ่ได้อีกด้วย

นอกจากจะเสริมสร้างพลังงานแล้วน้ำมะพร้าวยังช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ แถมยังดีต่อผู้ที่ป่วยเป็นโรคไตเนื่องจากมันมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะโดยธรรมชาติ ทั้งทางเดินปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะจะได้รับการชำระล้างจากนั้นร่างกายจะขับสารพิษออกมา

ที่น่าทึ่งคือมันสามารถสลายก้อนนิ่วได้ด้วย และเนื่องด้วยมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงจึงดีต่อระบบย่อยอาหาร

หากคุณดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำมันจะไปกำจัดกรดในกระเพาะอาหาร ไม่ต้องห่วงเรื่องอ้วนด้วยเพราะน้ำมะพร้าวมีระดับไขมันที่ต่ำมากและช่วยลดความอยากอาหารของเรา

หากคุณมีสิวและผิวแห้งหรือผิวมัน เพียงใช้ผ้าชุบน้ำมะพร้าวและทาลงไปบนผิวหนัง น้ำมะพร้าวจะชำระล้างสิ่งสกปรกและทำให้ผิวหนังสดชื่น ที่สำคัญมันจะช่วยเปิดรูขุมขน หากดื่มน้ำมะพร้าวผสมกับน้ำมันมะกอกก็สามารถฆ่าเชื้อโรคและกำจัดปรสิตในลำไส้ได้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง หากดื่มวันละหนึ่งแก้วทุกเช้าจะช่วยรักษาระดับความสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และไม่ทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูง หากคุณดื่มแอลกอฮอล์ในตอนกลางคืนพอเช้ามาคุณอาจรู้สึกปวดศีรษะ ดังนั้นถ้าต้องการกำจัดอาการปวดศีรษะหรืออาการเมาค้างและชดเชยของเหลวที่สูญเสียไปคุณสามารถทำได้ด้วยการดื่มน้ำมะพร้าว ขณะเดียวกันถ้าคุณต้องการให้ผิวชุ่มชื่นและเปล่งปลั่งตลอดทั้งวัน การดื่มน้ำมะพร้าววันละแก้วก็เพียงพอแล้ว นอกจากนี้หลังจากที่ออกกำลังกายมาอย่างเหน็ดเหนื่อยคุณสามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อให้ร่างกายของคุณกลับมามีพลังอีกครั้ง ทั้งช่วยเพิ่มพลังงาน เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันแบคทีเรียและอาการติดเชื้อต่างๆ ตามด้วยน้ำหนักลด คุณยังต้องการอะไรอีกไหม?

_______________

‘น้ำมะพร้าว’ มีทั้งสรรพคุณทางยา และคุณค่าอาหารครบเซ็ต คนปกติดื่มก็ว่าดีแล้ว ส่วนคนที่สุขภาพกำลังมีปัญหาก็จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ‘น้ำมะพร้าว’ ตอบโจทย์คนกลุ่มใดบ้าง มาดูกัน…. อ่านต่อได้ที่ : http://health.spokedark.tv/?p=3827

ดื่มนมอย่างไรให้ได้แคลเซี่ยมสูงสุด

Standard

image

ดื่มนม ดื่มนมกันเถอะ…

ตั้งแต่เล็กๆ เราก็ได้ยินผู้ใหญ่ที่มักเน้นย้ำเรื่องการดื่มนมมาโดยตลอด ว่าเด็กๆ ควรดื่มนมเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างโปรตีน และ “แคลเซียม” ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็กๆ อย่างมาก แถมยังช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรงอีกด้วย
แคลเซียมเท่าใด จึงจะเพียงพอ

สำหรับน้องๆ อายุ 4 – 8 ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับนมวันละ 1 – 2 กล่อง ส่วนน้องอายุ 9 – 18 ปีที่โตขึ้นมาอีกหน่อย ควรได้รับแคลเซียมมากขึ้นเป็นประมาณ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือคิดเป็นปริมาณนมกล่องวันละ 2 – 3 กล่องนั่นเอง

ดื่มนมอย่างไรให้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด:

เคล็ดลับคือ…

ไม่ควร
-ดื่มนมขณะท้องว่าง เพราะกระเพาะอาหารจะไม่มีกรดช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
-ดื่มนมพร้อมกับรับประทานอาหารทันที เพราะกรดที่หลั่งออกมาในกระเพาะอาหารจะถูกนมที่มีฤทธิ์เป็นด่างลดความเป็น กรดลง ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไม่ได้เต็มที่
-ดื่มน้ำอัดลม เพราะไม่มีประโยชน์และทำให้ฟันผุ แล้วยังทำให้ร่างกายดูดซึม แคลเซียมได้น้อยลงด้วย
-ดื่มนมพร้อมรับประทานอาหารมันๆ เพราะทำให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ยากขึ้น

ควร
-ดื่มนมหลังมื้ออาหารประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง จะทำให้รู้สึกสบายท้องและย่อยง่ายขึ้น
-ได้รับแสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้า ช่วยเพิ่มวิตามินดีให้แก่ร่างกาย ทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น
-รับประทานถั่วหรือเต้าหู้ให้มากขึ้น เพราะมีแคลเซียมสูง และยังมีแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกาย ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้นอีกด้วย

ขอขอบคุณเนื้อหาดีดีจาก : Nestle’goodfoodgoodlife

ถั่วเขียว. ของดีราคาถูก

Standard

image

ไม่น่าเชื่อว่าถั่วเขียวดีขนาดนี้

สอดคล้องกันเศรษฐกิจพอเพียงของดี ราคาถูก !!!

สรรพคุณของถั่วเขียว 36 ข้อ

1. โพแทสเซียมช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในร่างกายให้แข็งแรง
2. ถั่วเขียวมีสารต้านเอนไซม์ โปรตีเอสในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสาร
ที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง
3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยป้องกันและรักษาไข้หวัด
4. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่ช่วยในการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ช่วยผลิตโปรตีนและการหดตัว ของ
กล้ามเนื้อ
5. ช่วยลดความดันโลหิต
6. ช่วยทำให้เจริญอาหาร
7. ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล  ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักได้ เพราะถั่วเขียวมีส่วนประกอบของไขมันที่ต่ำมากไม่มีคอเลสเตอรอลและยังอุดมไปด้วยโปรตีนกับเส้นใยอาหาร
8. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ
9. ถั่วเขียวมีฤทธิ์เย็น ออกฤทธิ์ตามเส้นลมปราณของหัวใจและม้าม
10. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งจำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงในร่างกาย
11. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและเบาหวานได้
12. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงและยังช่วยป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
13. ช่วยขับร้อนแก้อาการร้อนในและช่วยแก้พิษในฤดูร้อน
14. ถั่วเขียวมีประโยชน์ต่อลำคอและผิวหนัง และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำได้อีกด้วย
15. เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มกับเกลือ ใช้อมเพื่อรักษาโรคเลือดออกตามไรฟันได้
16. ช่วยถอนพิษในร่างกาย
17. ช่วยกระตุ้นประสาท ถั่วเขียวเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวมากขึ้น และยังอุดมไปด้วยฟอสฟอสรัส ที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาทและสมอง
18. ช่วยบำรุงสายตา ทำให้ตาสว่าง และรักษาตาอักเสบ (เปลือกสีเขียว) ช่วยแก้อาการตาพร่า ตาอักเสบ ด้วยการรับประทานถั่วเขียวต้มครั้งละ 15-20 กรัมเป็นประจำ
19. ช่วยรักษาคางทูมที่เป็นใหม่ๆ ด้วยการต้มถั่วเขียว70กรัม จนใกล้ สุกแล้วใส่แกนกะหล่ำปลีลงไป/หัว ต้มอีก15นาที กินเฉพาะน้ำ
วันละ2ครั้ง
20. ช่วยแก้อาการอาเจียนจากการดื่มเหล้า ด้วยการดื่มน้ำถั่วเขียวพอประมาณ
21. ช่วยขับของเหลวในร่างกาย
22. ในถั่วเขียวอุดมไปด้วยเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้ดี จึงช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ
23. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามิน B2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอกได้
24. ถั่วเขียวมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยในการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และยังส่งผลดีต่อระบบลำไส้โดยรวมอีกด้วย
25. เมล็ดถั่วเขียวนำมาต้มแล้วกินใช้เป็นยาขับปัสสาวะ
26. ช่วยแก้ลำไส้อักเสบ
27. ช่วยบำรุงตับ
28. ช่วยแก้อาการไตอักเสบ
29. ช่วยแก้ผดผื่นคัน
30. ช่วยลดบวม
31. ช่วยรักษาโรคข้อต่างๆ แก้ขัดข้อ
32. ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ถั่วเขียวดิบหรือต้มสุก นำมาใช้ตำแล้วพอกเป็นยารักษาภายนอก ช่วยในการบ่มหนองให้ ฝีสุกและยังใช้รักษาอาการอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น แก้ท้องร่วง การคลอดบุตรยาก และโรคท้องมาน
33. นำมาใช้ตำพอกแผล
34. ช่วยแก้พิษจากพืช พิษจากสารหนู และพิษอื่นๆ
35. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยวิตามิน B1 ที่ช่วยในการป้องกันโรคเหน็บชาได้เป็นอย่างดี
36. ถั่วเขียวอุดมไปด้วยโฟเลทสูง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้

ล้างถั่วเขียวให้สะอาด. แช่น้ำทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วนำไปต้มเพื่อประหยัดไฟและลดเวลาในการต้ม. ต้มจนถั่วบานจึงใส่น้ำตาล

DIPHYLLEIA GRAYI ดอกไม้ที่โปร่งใส่เมื่อโดนฝน น่าทึ่งที่สุดในโลก

Standard

https://m.youtube.com/watch?v=p87TVrtWmQMimage image image image

ดอกไม้ที่ว่านี้มีชื่อว่า Diphylleia Grayi พบได้ทั่วไปตามภูเขาในประเทศญี่ปุ่นและจีน ดูแล้วมันก็เป็นเพียงดอกไม้สีขาวธรรมดาเหมือนกับดอกไม้ทั่วๆ ไป แต่ความพิเศษนั้นกลับซ่อนเอาไว้ในกลีบดอกสีขาว เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่มีฝนโปรยปรายลงมา กลีบสีขาวของดอก Diphylleia Grayi จะแสดงความงดงามออกมาโดยมันจะค่อยๆ กลายเป็นสีที่โปร่งใส ราวกับกลีบดอกไม้แก้วอย่างนั้นเลยคะ

ด่านเถื่อน ด่านปลอม. ด่านลอย. ด่านรีดไถ

Standard

image

ด่านเถื่อน ด่านปลอม. ด่านลอย. ด่านรีดไถ

มักตั้งแบบกระชั้นชิด ไม่มีป้ายเครื่องหมายจราจรคำว่า “หยุด” หรือ “หยุดตรวจ” แถมบางครั้งตำรวจมายืน/เดินกลางถนนเพื่อดักจับรถ ทำให้รถติดเพราะต้องชะลอหลบตำรวจกลางถนน เป็นอันตรายต่อทั้งตำรวจและผู้ขับขี่บนท้องถนน และนำมาซึ่งความสูญเสีย

การตั้งด่านที่ถูกต้อง จะต้องไม่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน รวมทั้งการตั้งด่านต้องเน้นตรวจอาชญากรรมและความมั่นคง ไม่ใช่ตั้งด่านเพื่อหวังค่าปรับจราจรเป็นหลัก

http://news.mthai.com/hot-news/webmaster-talk/453688.html

image

Standard

image

https://m.youtube.com/watch?v=cRYhVCB7LeM&feature=youtu.be

ทำความรู้จัก.. ฟ.ฮีแลร์ ผู้แต่ง “ดรุณศึกษา” #Scoop 1 [ Official HD ]

https://m.youtube.com/watch?v=cRYhVCB7LeM&feature=youtu.be

ภาพยนตร์ “ฟ.ฮีแลร์” เรื่องเล่าชาวต่างชาติผู้แต่งแบบเรียนไทย “ดรุณศึกษา”

https://m.youtube.com/watch?feature=youtu.be&v=cRYhVCB7LeM

เพลง สายลม – วงนั่งเล่น OST. เพลงประกอบภาพยนตร์ ฟ.ฮีแลร์ [ Official HD ]