ศาสตร์แห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ

มาตรฐาน

5ศาสตร์แห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ พร้อมกับสร้างความสมดุลให้กับชีวิต ดูแลได้ทุกโรคและทุกคน

เป็นการจัดสมดุลความเป็นอยู่และชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด เพราะอาหารจะทำหน้าที่เป็นทั้งอาหารและยาธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยขับพิษที่สะสม ตกค้างในร่างกายมานานให้ค่อย ๆ หมดไป และธรรมชาติที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นองค์ประกอบของ คน สัตว์ และ พืช ดังนั้น อาหารที่สด ปรุงใหม่ สะอาด จะเป็นอาหารที่มีพลังงานที่เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้ร่างกายสามารถกลับมามีพลังที่จะเยียวยาตัวเองได้อย่างมหัศจรรย์ อีกทั้งประกอบกับการฝึกโยคะและการออกกำลังที่ถูกต้องเหมาะสม ทั้งร่างกายและจิตใจก็จะแข็งแรงและสดชื่นไปพร้อม ๆ กัน
ร่างกายของเรามีช่องทางที่จะขับพิษออก 5 ช่องทางด้วยกัน ดังนี้

  1. ทางลมหายใจ
  2. ทางเหงื่อ
  3. ทางอุจจาระ
  4. ทางปัสสาวะ
  5. ทางประจำเดือน

นอกจากการขับพิษหลักใหญ่ ๆ 5 ช่องทางแล้ว ยังมีขบวนการปลีกย่อยอื่น ๆ ที่แสดงถึงการขับพิษได้อีกหลากหลาย อาทิเช่น

  1. การไอ จาม น้ำมูกไหล
  2. การอาเจียน
  3. ท้องร่วง
  4. การเป็นไข้
  5. อาการอื่นๆ เช่น สิว ผื่นคัน ฝี ตกขาว ฯลฯ

การรับประทานอาหารแต่ละชนิด มีความหมายอย่างไร ควรมีระยะเวลาห่างกันหรือไม่ มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เพราะขบวนการย่อยภายในร่างกาย จะเรียนรู้และปรับเป็นการสร้างพลังต่อร่างกายอีกหนึ่งรูปแบบ

อาหารที่ส่งเสริมพลังและเป็นประโยชน์สูงสุด

  1. มะพร้าว
  2. ผลไม้
  3. ผักสด
  4. ข้าวกล้อง
  5. ธัญญพืช,ถั่วต่างๆ
  6. รากไม้ (หัวเผือก , หัวมัน)

มาเรียนรู้ว่าระบบการย่อยภายในร่างกาย จะใช้ระยะเวลาในการย่อยนานเพียงไร ต่ออาหาร 1 ชนิด

  • น้ำมะพร้าว ใช้เวลาย่อย 5 นาที
  • ผลไม้สด ใช้เวลาย่อย 1 ชั่วโมง
  • ข้าว ใช้เวลาย่อย 3-4 ชั่วโมง
  • ผักสด ใช้เวลาย่อย 3 ชั่วโมง
  • เนื้อสัตว์ ใช้เวลาย่อย 3 วัน

เราควรประมาณการรับประทาน การพักผ่อนนอนหลับ อย่างชาญฉลาดอย่างไร เพื่อจัดเวลาให้ร่างกายได้มีพลังอย่างเต็มที่

  • ตื่นนอนเวลา 06:00น.
  • รับประทานอาหารเช้าเวลา 08:00น.
  • รับประทานอาหารกลางวันเวลา 11:30-12:30 น. (น้ำย่อยออกเยอะที่สุด)
  • รับประทานอาหารเย็นเวลา 16:00-18:00 น.
  • เข้านอนเวลา 21:00-22:00 น.

* สำคัญที่สุด ไม่ควรรับประทานอาหารก่อน 06:00 น. และหลังเวลา 22:00 น.

ร่างกายของเราเป็นหมอใหญ่ ซึ่งจะแสดงอาการให้เราได้รู้ว่าร่างกายเราเป็นปกติดีได้ ดังนี้

  • นอนหลับดี
  • เจริญอาหาร
  • ระบบขับถ่ายดี (รวมถึงสีและกลิ่นของอุจจาระ)
  • กลิ่นตัวไม่มี
  • ไม่มีผื่นคัน
  • สีและกลิ่นของอุจจาระ-ปัสสาวะ ใส ไม่มีกลิ่นฉุน
  • ตา ลิ้น เล็บ เป็นสีชมพู สะอาดใส

หลักการจำง่าย ๆ
– อาหารที่มีอายุยืนยาว จะทำให้อายุเราสั้น (หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง)
– อาหารที่มีอายุสั้น อายุเราจะยืนยาว (เช่น ผักสด,ผลไม้สด ยกเว้นทุเรียน)

ที่มา http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php/2010-09-04-06-22-07/2010-09-04-10-27-29/180-2010-09-21-09-25-57


 

ธรรมชาติบำบัด…เพื่อชีวิตเป็นสุข

          โลก คือ กายและใจของเรา หากเรามองโลกอย่างที่โลกเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล เราจะเห็นว่าไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ใจของเราจะไม่ทุกข์ และถ้าเราอยู่กับโลกอย่างเหนือโลก เราจะพบกับอิสระอย่างแท้จริง

 โรค คือ กายและใจของเรา หากเรามองโรคอย่างที่โรคเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล ร่ายกายที่เจ็บป่วยจะไม่ใช่ปัญหาของเรา และจิตของเราก็จะเป็นอิสระ แต่วิธีการนี้ต้องควบคู่ไปกับการเยียวยาร่างกายของเราด้วย และธรรมชาติบำบัดก็เป็นหนึ่งในทางเลือก

ธรรมะจากท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่พูดกับผู้ที่เข้ามาอบรมคอร์ส “ธรรมชาติบำบัด…เพื่อชีวิตเป็นสุข” ในเสถียรธรรมสถาน

 

          ธรรมชาติบำบัด คือ ศิลปะแห่งการเยียวยา การดูแลตนเอง และความเป็นอยู่ให้เกิดความสมดุล ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ คนเราทุกคนพึงใช้ปัญญา จิตสำนึกในการสังเกตตัวเองและควรเปิดโอกาสให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเอง ด้วยการเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว คือ การบริโภค โดยเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด และมีพลังชีวิต เพื่อให้ร่างกายกลับมามีพลังในการเยียวยาตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่แสวงหาหรือเปิดโอกาสให้พิษที่มีผลไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจเข้าสู่ร่างกาย หมั่นออกกำลังกาย ฝึกโยคะ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ และอาศัยความเพียรในการปรับวิถีชีวิตความเคยชินเก่าๆ เพื่อชีวิตใหม่ที่สดใส แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

ที่สำคัญ…จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่า ร่างกายของเราเป็นหมอที่เก่งที่สุด

ทุกคนต้องเคยได้ยินธรรมะบทนี้ อโร คยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ   การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมชาติที่ทุกคนต้องพบเจอ หนีไม่พ้น ดังพระพุทธปัจฉิมวาจา…”วย ธมฺมา สงฺขารา อุปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา จงทำกิจทั้งปวงให้ถึงพรอันด้วยความไม่ประมาท ความไม่ประมาทจะทำให้เราทุกคนระมัดระวัง จะทำให้ทุกข์น้อยลง การดูแลกายและจิตของตัวเองเป็นสิ่งที่ต้องไปคู่กัน เนื่องจากกายและจิตเป็นของคู่ที่แยกกันไม่ออก

เมื่อกาย                  สบาย                จิต          สบาย

เมื่อกาย                  ป่วย                  จิต          ป่วย

เมื่อจิต                   สบาย                กาย         สบาย

เมื่อจิต                   ป่วย                  กาย         ป่วย

เสถียรธรรมสถานเป็นชุมชน เป็นสถานที่ที่มีปณิธานการทำงานด้วยความกตัญญู เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติ โดยมีพุทธธรรมเป็นรากฐาน ทำงานสร้างชีวิตตั้งแต่ปฏิสนธิจิต จนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ โดยการสร้างธรรมชาติให้สัปปายะ เกื้อกูลให้คนทุกเพศ ทุกวัยได้มีโอกาสศักยภาพปฏิบัติธรรม รู้ธรรม อันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ที่ทำให้เกิดพุทธิภาวะ “รู้ ตื่น เบิกบาน” ทุกคนมีโอกาสอยู่บนเส้นทางแห่ง “อริยะ” ธรรมชาติบำบัด “ธรรมาศรม” เป็นหนึ่งในวิถีชีวิต ที่ทุกคนควรมีโอกาส เฝ้าระวัง ดูแล “กาย” ด้วยขบวนการของธรรมชาติ อย่างไม่ประมาท ร่างกายมนุษย์เป็นแหล่งธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีองค์ประกอบของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

ดิน ของแข็งในร่างกายตลอดจนกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ เป็นธาตุดิน

น้ำ  ของเหลวทุกชนิดภายในร่างกาย  เป็นธาตุน้ำ

ไฟ อุณหภูมิ ความร้อน เป็นธาตุไฟ

ลม ลมหายใจ แก๊สตามช่องว่างในร่างกาย เป็นธาตุลม

เมื่อมีความสมดุลของธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย จะพบว่าร่างกายก็จะไม่เจ็บป่วย แต่องค์ประกอบภายนอกก็มีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งรุมเร้าต่างๆ สิ่งประกอบภายนอก อาทิเช่น

อาหาร เป็นสิ่งที่จำเป็นในการให้พลัง การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พอเพียง จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่มพลังชีวิต

อากาศ อากาศที่บริสุทธิ์ จะช่วยให้ขบวนการทางระบบหายใจสะอาด สะดวก ระบบการสูบฉีด การฟอกของเสีย การขับถ่ายของเสีย

ออกกำลังกาย การออกกำลังกาย เป็นการปลดปล่อยของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อ เป็นการทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นการปรับขบวนการของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยะต่างๆ ในร่างกาย

อารมณ์ การมีอารมณ์ดี คิดสิ่งดี ทำสิ่งดี จิตใจจะอิ่มเอิบ สารสุขในร่างกายก็จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ จิตเป็นสุข กายก็สบาย

โดยธรรมชาติร่างกายของคนเรามีขบวนการ มีระบบที่เกื้อกูล มีการรับเข้า มีการถ่ายออก ถ้าขบวนการนั้นๆ สมดุล ทุกคนก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความพร้อมต่อการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่จะแทรกแซงสู่ร่างกาย แต่ถ้าเราประมาทไม่ระมัดระวัง ขาดการเฝ้าสังเกตร่างกายก็อาจจะได้รับผลกระทบ จากความไม่สมดุลภายในที่มีการสะสมสิ่งแปลกปลอมอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับอันตรายจากภายนอกได้

การนำธรรมะหรือธรรมชาติมาใช้ในชีวิตประจำวัน จึงควรเป็นเป้าหมายหลักที่ทุกคนพึงพิจารณาสำหรับตนเอง มาเรียนรู้ธรรมชาติของคนที่มีช่องทางการสื่อสาร ๖ ช่องทาง และก็มีช่องทางการถ่ายเทของเสียออกจากร่างกาย ๖ ช่องทางด้วย

ช่องทาง ทางตา ทำให้ได้รับรู้ ได้เห็น สิ่งที่ทั้งดีงามและสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ถูกขับออกทางตา คือ ขี้ตา

ช่องทาง ทางหู  ทำให้รับรู้ด้วยการได้ยิน สิ่งที่ถูกขับออกทางหู ได้แก่ ขี้หู

ช่องทาง ทางจมูก ทำให้รับรู้ด้วยการได้กลิ่น สิ่งที่ถูกขับออกทางจมูก ได้แก่ ขี้มูก (น้ำมูก)

ช่องทาง ทางลิ้น ทำให้ได้รับรู้รสต่างๆ ช่องทางการขับออกทางปาก ได้แก่ ขี้ฟัน อาเจียน เสมหะ

ช่องทาง ทางกาย ผิวหนังจะรับรู้ความรู้สึกหนาว ร้อน อ่อน ตึง การขับถ่ายทางกาย ได้แก่เหงื่อ ขี้ไคล

ช่องทาง ทางใจ การรับรู้ทุกช่องทางจะไปแสดงที่ใจทุกช่องทาง จึงมีคำที่กล่าวว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ร่างกายของมนุษย์ หนึ่งคนเป็นหมอที่มีความเก่ง ด้วยตัวของตัวเอง ด้วยความสมดุลของร่างกาย ตามธรรมชาติ มีอยู่ เป็นอยู่ แต่เมื่อไรที่ขาดความสมดุล  ก็จะพบกับทุกข์ทางกาย เป็นอาการทางกายที่แสดงให้คนต้องหันกับมาทบทวนขบวนการของตัวเอง  ถ้าเราปล่อยปละละเลย ก็จะเกิดการสะสมทำให้ภาวะอาการที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพึ่งพาการรักษาจากภายนอก จากขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ต่อไป (ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ราไม่ต้องพึ่งพาการรักษาทางการแพทย์) จะเห็นได้ว่า วิวัฒนาการของเชื้อโรคต่างๆ ก็เป็นเพราะความไม่สมดุล

ธรรมชาติบำบัด เป็นการดูแลตัวเองโดยขบวนการที่เฝ้าสังเกตทุกอย่าง อย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราจะนำหลักธรรมในโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นหัวใจสำคัญที่นำมาใช้กับธรรมชาติบำบัดได้ดังนี้

ประการแรก คือ การไม่ทำชั่วทั้งปวง หยุดอกุศลทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าเราประยุกต์กับธรรมชาติบำบัดนั้น หมายถึง การไม่นำสิ่งที่เป็นโทษหรือของไม่มีประโยชน์เข้าไปสู่ร่างกาย

ประการที่สอง คือ การเพียรทำความดีให้เพิ่มขึ้น โดยหลักธรรมชาติบำบัด หมายถึง การเพิ่มสิ่งดีเข้าไปสู่ร่างกาย

ประการที่สาม คือ การทำจิตให้ขาวรอบ การนำจิตให้สงบเย็น และเป็นประโยชน์

ธรรมะ ๓ ข้อแรกในโอวาทปาติโมกข์ สามารถนำมาประยุกต์กับพฤติกรรมการเป็นอยู่หลับนอนของคนๆ หนึ่ง ที่สามารถทำให้ทุกข์น้อยลง อยู่เป็นสุขขึ้น
ร่างกายเราเป็นเหมือนห้องทดลองทางธรรมชาติ ที่ดีที่สุด และมีตัวเราเองเป็นนักทดลอง เราลองมาทดลองเป็นนักทดลอง ขั้นพื้นฐานกันเลยดีไหมคะ คนเราต้อง กิน อยู่ หลับ นอน ขับถ่าย เมื่อหิว ก็ต้อง กิน กินเพื่ออิ่มพอดี ก็จะได้ประโยชน์   ถ้ากินแบบโลภ กินอย่างตามใจปาก กินจนมากเกิน ก็จะเป็นโทษ จะอึดอัด อวัยวะในระบบการย่อยก็ทำงานมากเกินเหตุ การทำงานมากเกินก็จะทำให้ล้า เพลีย นี่เป็นตัวอย่าง จากการกิน ถ้าเราเฝ้าสังเกต ระมัดระวังไม่ประมาท เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ อาหารสดมีพลังชีวิต ก็จะช่วยเสริมสร้างพลังชีวิตในตัวเราเป็นอย่างดี (เราจะได้ศึกษารายละเอียดในการรับประทานอาหารกันต่อๆ ไป)

จากบทสัมภาษณ์ ต้นกล้าอาสาสมัคร โดยถมทอง ทองนอกในนิตยสาร “สาวิกา” ฉบับที่ 87 พฤษภาคม ๒๕๕๒


 

5
น้ำมะพร้าว ช่วยได้ ชะลอวัย คลายเครียด

ในช่วงอากาศร้อนแม้จะเริ่มมีสายฝนโปรยปรายลงมาให้คลายร้อนบ้าง และด้วยอุณหภูมิที่พุ่งสูงของสถานการณ์บ้านเมืองก็อาจทำให้หลายคนเริ่มมองหน้ามองตากันแล้วสังเกตเห็นในกันและกันว่า ผิวพรรณที่เคยสวยใสกลับไม่ผุดผ่องดังเดิม ริ้วรอยและความหมองคล้ำก็กลับมามีบทบาทอีแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคงเป็นเพราะผลจากข่าวสารต่างๆ รอบตัวที่เราซึมซับเข้าไปทุกวันๆ มันได้บั่นทอนความงามในร่างกายและจิตใจไปทีละน้อยๆ อย่างช้าๆ แต่ไม่ต้องตกใจไปหรอกนะคะ พี่อู่มีวิธีรับมือง่ายๆ กันเรื่องเหล่านี้มาแนะนำในสไตล์ของธรรมชาติบำบัดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ไม่ยากเลย

ประการแรก ให้เริ่มต้นที่จิตใจกันก่อน แค่ลองเปิดใจให้กว้างและวางอคติลง ทำแบบนี้ให้ได้ตลอดวันรู้เท่าทันใจและความคิดอาจยากไปสักนิดแต่ให้พยายามฝึก รับรองว่าทำได้ทุกคนแน่นอนค่ะ กับอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่ควรทำคู่กันไปเพื่อช่วยชะลอวัยอย่างได้ผลดี นั่นคือ

ทุกเช้าที่เราตื่นนอนขึ้นมา ให้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ เช้าละ 1 ผล ทานลูกเขียวๆ สดๆ ไม่ต้องเติมน้ำตาลและไม่ต้องแช่เย็นนะคะ ดื่มแต่น้ำห้ามทานเนื้อมะพร้าวเด็ดขาด เพราะถ้าเราทานเนื้อด้วยจะเป็นแค่เพียงทานผลไม้เฉยๆ ซึ่งจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการเลยค่ะ เนื่องจากประโยชน์ของการดื่มน้ำมะพร้าวก็คือ เราได้ดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ที่แฝงฤทธิ์ของยาอายุวัฒนะตามธรรมชาติไว้ด้วย น้ำมะพร้าวช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความชรา และชะล้างสิ่งที่ตกค้างในร่างกายสรรพคุณเป็นฤทธิ์เย็นและช่วยขับพิษได้ดีทีเดียว

– น้ำมะพร้าว 1 ลูก เท่ากับข้าว 2 จานเชียว แต่จะขับออกไปภายใน 5 นาที จะเข้าเยียวยาร่างกายเราได้เร็วมาก
– ถ้าวันไหนเพลียมากๆ ก็ให้เติมน้ำผึ้งแท้ๆ สัก 1-2 ช้อนชา รับรองสดชื่นหายเพลีย ยิ่งกว่าได้เครื่องดื่มชูกำลังซะอีก (พวกติดกาแฟลองดูสูตรนี้นะคะ)
– ใช้หยอดตาแก้คันตา ภูมิแพ้ที่ตาได้ด้วย
– ใช้ทาหน้ายกกระชับใบหน้าได้ดีมาก…มาก (ทาทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกหน้าจะนุ่มเด่งดึงแต่ไม่ใช่ล้างหน้านะ ถ้าล้างหน้าก็…เอวัง…ตัวใครตัวมันก็แล้วกันจ้ะ)
– ผู้ป่วยเป็นโรคไต และเบาหวาน…ห้าม..ทานนะคะ

ไม่ต้องเชื่อพี่อู่หรอกนะแค่ขอให้ลองทำดู เราจะรู้ว่าของดีเป็นยังไงก็ต่อเมื่อเราได้ลองด้วยตัวเราเองจริงมั้ย…อย่าลืมนะเพียงดื่มให้ได้ทุกวัน จะได้เห็นพลังสด…และผลของยาอายุวัฒนะขนานนี้และจะได้รู้ว่าน้ำมะพร้าวเป็นยิ่งกว่าน้ำมะพร้าวได้ยังไง เพียงลองทำตามที่พี่อู่แนะนำดูนะคะ

โดย ชัญญา เศรษฐบุตร

ภาพ http://lookhealth.blogspot.com/2009/11/blog-post.html

http://xn--m3ciplly4ds5rf.blogspot.com/

จากหนังสือ healthy wealthy

ศาสตร์แห่งความสมดุล

มาตรฐาน
health.haijai.com

health.haijai.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 


” ศาสตร์แห่งความสมดุล”

ความสมดุล นำมาซึ่งความสำเร็จ เปรียบได้กับหลักธรรมทางพุทธศาสนา  “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติทางสายกลาง ด้วยความพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป

 

“ความภูมิใจ” ในตัวเองเป็นสิ่งที่ดี
แต่…ถ้าภูมิใจมากเกินไป
จนกลายเป็น “พูดข่ม” คนอื่นไปทั่ว
คุณจะกลายเป็นคน “คุยโว โอ้อวด”

ความมั่นใจ” ในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ
แต่…ถ้ามั่นใจมากเกินไป
จนกลายเป็นคน “ไม่ฟัง” ใคร
คุณจะกลายเป็นคน “หยิ่งยะโส”

ความรู้” เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จ
แต่..ถ้ามีความรู้มาก
จนคิดว่าตัวเอง “ถูกเสมอ”
คุณจะกลายเป็นคนมี “อัตตา” คือ ถือตัวเองเป็นสำคัญ

ความอ่อนน้อม” จะทำให้คุณเป็นคนน่ารัก
แต่..ถ้ามีมากเกินไป
จนกลายเป็น “ยอม” ทุกคน
คุณจะกลายเป็นคน “อ่อนแอ”

ความจริงจัง” จะทำให้คุณดูมุ่งมั่น
แต่…ถ้ามีมากเกินไป
จนกลายเป็น “หวังผลลัพธ์สูง”
คุณจะกลายเป็นคน “เครียด” ตลอดเวลา

ความนิ่ง” จะทำให้คุณดูสุขุม
แต่..ถ้ามีมากเกินไป
จนกลายเป็นความ “เฉื่อยแฉะ”
คุณจะกลายเป็นคน “ไร้น้ำยา”

“บริหารตัวเองให้สมดุล”
“ภูมิใจ แต่ เคารพผู้อื่น”
“มั่นใจ แต่ พร้อมรับฟัง”
“อ่อนน้อม แต่ แข็งแกร่ง”
“จริงจัง แต่ มีความสุข”
“นิ่ง แต่ มีพลัง”

จาก  Line

10 ทักษะยากที่จะเรียนรู้แต่คุ้มค่าที่คุณจะใช้ตลอดชีวิต

มาตรฐาน

image

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตคนเรานั่นก็คือ … “อิสรภาพ”  แต่การได้มาซึ่งอิสรภาพแล้วคุณนั่งๆนอนๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมไร้พลัง ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ไม่มีเป้าหมายชีวิต …เขาเรียกว่า “ซอมบี้ที่ยังมีลมหายใจ”

ถ้าคุณกำลังเป็นแบบนี้ …หรือกำลังเฉียดเข้าไปใกล้คำนี้ ผมว่าถึงเวลาที่คุณต้องเพิ่มทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต ในการทำงาน หรือการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อสร้างรายได้สำรองเป็นกระเป๋าเงินใบที่สอง เป็นโซฟานุ่มๆรองรับคุณในยามจำเป็นของชีวิต

10 ทักษะยากที่จะเรียนรู้ แต่คุ้มค่าที่คุณจะใช้ตลอดชีวิต

(1) . จัดการเวลา ก่อนเวลาจัดการเรา
ตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตเราผูกพันกับเวลา เรียกได้ว่า เวลาเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเลยก็ว่าได้ เวลาเป็นตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิต เริ่มตั้งแต่ – ตื่นนอน เดินทางไปทำงาน ตอกบัตรเข้างาน นั่งทำงาน ส่งงาน พักทานข้าวกลางวัน นำเสนองาน ประชุมงาน เลิกงาน กลับบ้าน เจอหน้าครอบครัว เล่นกับลูก อาบน้ำ ดูทีวี ทานข้าวเย็น เล่นหุ้น อ่านหนังสือ นอน

— ทุกกิจกรรมล้วนมีคำว่า “เวลา” นำหน้าเสมอ —

ทักษะแรกที่สำคัญและสามารถสร้างมูลค่าสูงที่สุดถ้าคุณทำได้นั่นก็คือ …”ทักษะการบริหารจัดการเวลา
แต่สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการบริหารจัดการเวลาก็คือ “การทำตามแผน”  บางคนรู้ว่าเวลาสำคัญ  เวลาเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ  แต่คนส่วนใหญ่วางแผนแล้วไม่ได้ดู  ดูแล้วไม่ได้ทำ  ทำแล้วไม่ต่อเนื่อง  วันนี้ผมมีตัวช่วยเพื่อให้คุณบริหารจัดการเวลาได้ง่ายยิ่งขึ้น…

10 วิธี จัดการตัวเขมือบเวลาของคุณ
1.  ตั้งเป้าหมาย – สะสางงานทันที – อย่ามัวจดๆจ้องๆ ลูกค้า หัวหน้า รออยู่ ให้ไว
2.  จัดโต๊ะทำงาน – เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ หยิบจับใช้สอยได้ง่าย
3.  Social Media , อีเมล , สร้างแลนด์มาร์ค – กำหนดเวลา – เล่น ติดตาม โต้ตอบข้อมูล
4.  อย่าเช็คมือถือบ่อย  –  อย่าขี้สงสัย ทำไมวันนี้เงียบจัง แบตหมดรึเปล่า ดูหน่อยดีกว่า
5.  ใช้ Post it ใช้แอพพลิเคชั่นช่วย เตือนความจำ – ในการทำงาน นัดหมายลูกค้า
6.  เม้าท์มอย ซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าให้น้อยลง – หาเงินให้เยอะขึ้น เว้นแต่เม้าท์แล้วเงินเพิ่ม
7.  ออกกำลังกาย – ลดน้ำหนัก เพราะความอ้วนทำให้คุณขี้เกียจขึ้น 20 % แต่ส่งผล 80 %
8.  ตื่นเช้าขึ้นอีกนิด – ไปถึงที่ทำงานเร็วอีกหน่อย ตั้งเวลาล่วงหน้าไว้ก่อน ดีกว่าไปถึงแบบฉิวเฉียด
9.  ตั้งใจทำอะไร – ให้ปิดหู เปิดตา พุ่งไปข้างหน้า อย่าเสียเวลาฟังคนที่ต้องการหักปีก ดับฝันคุณ
10. เขียน To Do List  ก่อนนอน 3 ข้อสำคัญ ที่ต้องทำวันพรุ่งนี้ –  ทำได้ครบให้รางวัลตัวเอง

สูตร 8 : 8 : 8 = 24 ชั่วโมงใน 1 วัน
8 ชั่วโมงแรก  – สำหรับการพักผ่อน นอนหลับ (Relax)
8 ชั่วโมงที่สอง – สำหรับการทำงาน เรียน เข้าสังคม เดินทาง (Work)
8 ชั่วโมงที่สาม – สำหรับการพัฒนาทักษะการเป็นนายตัวเอง – หารายได้ทางที่ 2 (Entrepreneur)
(ภาระหน้าที่ของคนเราไม่เหมือนกัน  คุณสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ตามความเหมาะสม
สิ่งสำคัญคือ …คุณต้องมีความสุขขึ้น เก่งขึ้น พัฒนาขึ้น รายได้มากขึ้น)


4 วิธี ลำดับความสำคัญของงาน
1. สำคัญ..เร่งด่วน = ทำทันที ณ บัด Now ไม่ทำกรูตาย !!!
เช่น ป่วยหนัก รถน้ำมันหมด เดินตกท่อ ไฟไหม้ หนีน้ำท่วม ส่งงานวันสุดท้าย จมน้ำ กระเป๋าตังค์หาย

2. สำคัญ แต่..ไม่เร่งด่วน = วางแผนทำล่วงหน้าได้ ไม่ต้องทำตอนนี้
เช่น มีคิวอบรมสัมมนาอาทิตย์หน้า นัดหมอขูดหินปูน มีคิวตรวจสุขภาพประจำปี จองคิวเอารถไปเช็คศูนย์

3. ไม่สำคัญ แต่..เร่งด่วน = ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เอาตามที่พี่สบายใจแล้วกัน
เช่น มีคนโทรมาขายประกันจะรับหรือไม่รับ เพื่อนนัดไปทานข้าวเย็นนี้จะไปหรือไม่ไป ฝรั่งถามทางจะบอกทางหรือจะยิ้มสยาม ใช้คูปองส่วนลดหรือไม่ใช้ จะซื้อมือถือใหม่ดีหรือไม่ดี

4. ไม่สำคัญ  ไม่เร่งด่วน = ใจสั่งมา จัดไป
เช่น นอนเล่น ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ เล่นเกมเศรษฐี เม้าท์มอยกับเพื่อน ออกไปช้อปปิ้ง รดน้ำต้นไม้ กินขนม 7-11 ขี่รถเล่น

 

(2).  เอาใจใส่ผู้อื่น
การเอาใจใส่ผู้อื่น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เป็นทักษะที่คุณควรเรียนรู้และให้ความสำคัญ คนส่วนใหญ่เอาใจใส่แต่ตัวเอง บางคนเอาใจใส่ตัวเองมากเกินไป จนถูกมองว่า …เป็นคนเห็นแก่ตัว การเอาใจใส่แบบพอดี – ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นยาบำรุงหัวใจของทุกคน…

เอาใจใส่..ธุรกิจ …ธุรกิจคุณก็เจริญก้าวหน้า
เอาใจใส่..ลูกค้า …สินค้าคุณก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เอาใจใส่..ทีมงาน …ทีมงานคุณก็มีแรงจูงใจ มีไฟในการทำงานมากขึ้น
เอาใจใส่..ครอบครัว …ครอบครัวก็แฮปปี้ มีความสุขมากขึ้น
เอาใจใส่..ตัวเอง …คุณก็ดูดีขึ้น สวยขึ้นหล่อขึ้น ฟิตแอนด์เฟิร์ม
เอาใจใส่..เพื่อนร่วมงาน …การทำงานเข้าขากันมากขึ้น งานลื่นขึ้น คล่องตัวยิ่งขึ้น
เอาใจใส่..สามี …สามีก็คิดว่า ภรรยาเราน่ารักที่สุดในโลก
เอาใจใส่..ภรรยา …ภรรยาก็รักและดูแลเอาใจใส่ครอบครัวดี  ไม่หงุดหงิดอารมร์เสียง่ายๆ
(3).  ชาร์จแบตชีวิต
หลายคนเก่งงาน แต่ไม่เก่งนอน แปลกแต่จริง …สาเหตุเป็นเพราะคุณยังคิดถึงเรื่องงานของวันพรุ่งนี้ งานวันนี้ก็ยังไม่เสร็จ พรุ่งนี้จะเจออะไรอีก เครียด คิดมาก กลุ้มใจ งานยังวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนคอมพิวเตอร์ฉายหนังวนซ้ำ 1 รอบ 2 รอบ 3 รอบ ตลอดทั้งคืน

อาการแบบนี้เรียก “ตาหลับสมองตื่น” ตื่นเช้ามาคุณเลยรู้สึกว่า ไม่สดชื่น อ่อนเพลีย เหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน ทั้งที่หลับทั้งคืน

สิ่งที่ยากที่สุดของการนอน คือ การไม่ได้นอนตามเวลาที่ควรจะนอน คุณควรเรียนรู้ทักษะการนอน เพื่อการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้คุณหลับง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น ตื่นมาพร้อมกับเช้าวันใหม่ที่สดใส

ทางแก้คือ …คุณต้อง …“สร้างกิจกรรมก่อนนอน” ตัวอย่างเช่น…
1.  อ่านหนังสือก่อนนอน 1 ชั่วโมง
2.  นั่งสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอน 30 นาที
3.  นอนฟังเพลงบรรเลงเบาๆ เปิดแอร์เย็นๆ
4.  หาหมอนข้างมานอนกอด หมอนคนก็ได้ ถ้าคุณหาได้
5.  ดูทีวี ดูหนังตลก ก่อนนอน ผ่อนคลายสมอง
6.  สำรวจดูว่า หมอนแข็งไป นุ่มไป ถึงเวลาเปลี่ยนใหม่แล้วรึยัง
7.  ออกกำลังกายก่อนนอน (วิธีนี้ …หลับดีนักแล)

ถ้า 7 วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล …คุณต้องเรียนรู้ทักษะ “การสับสวิทช์สมอง” คือ …ล้มตัวลง หัวถึงหมอนปุ๊บ ปิดสวิทช์เรื่องงานทันที หยุดคิด หยุดสนใจ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ (กรณีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผล กับงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้แล้วคืนนี้ยังไม่เสร็จ) …คุณอาจจะบอกว่า พูดง่ายแต่ทำยาก แต่เชื่อเถอะผมทำมาแล้ว มันได้ผล คุณลองทำดูนะครับ

(4).  เปล่งวาจาประกาศิตบวก
ไม่สำคัญว่า คนอื่นคิดยังไงกับคุณ  มันสำคัญที่ว่า “คุณคิดยังไงกับตัวเอง” คำพูดของคุณเป็นดั่งคำอวยพรจากสวรรค์ …กฎแรงดึงดูดจะทำงานทันทีที่คุณพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

พูดลบ –  ดึงดูดพลังลบ เรื่องเลวร้าย คนไม่ดี ซวยซ้ำซวยซ้อน เข้ามาในชีวิต
พูดบวก –  ดึงดูดพลังบวก เรื่องดีๆ คนดีๆ โอกาสดีๆ เงินดีๆ งานดีๆ เข้ามาในชีวิต
ต่อไปนี้ …ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน คุณต้องพูดเชิงบวกกับตัวเองเสมอ …ทักษะการพูดเชิงบวกเป็นทักษะจำเป็นที่คุณสามารถปรับใช้ได้ตลอดชีวิต  อาจจะมีบางวันที่หลุดบ้าง ลืมบ้างไม่เป็นไร แต่เมื่อเราตั้งสติได้ ให้พูดบวกกับตัวเองทันที …ผลลัพธ์คือ …คุณจะดึงดูดโอกาสดีๆ งานดีๆ คนดีๆ เข้ามาในชีวิตมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคุณต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง แล้วความมั่นใจจะดึงดูดความสำเร็จมาหาคุณ

ตัวอย่างการพูด Positive self-talk โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ – นักสร้างแรงบันดาลใจหญิงคนแรกของเมืองไทย
ฉันมีสมองเงินล้าน
ฉันเห็นโอกาสทำเงิน ทุกหนทุกแห่ง
ที่ไหนมีปัญหาที่นั่นมีเงิน
ฉันคือสุดยอดนักขาย
ฉันคือนักการตลาดที่เก่งที่สุด
ลูกค้าและเงินทองหลั่งไหลมาหาฉันมากมายและง่ายดาย
ฉันร่ำรวย มั่งคั่ง เกินใจใฝ่ฝัน
ฉันมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา
ฉันมีความสุขกับชีวิตทุกวัน
ฉันรักตัวเอง ฉันรักตัวเอง ฉันรักตัวเอง
(เทคนิคนี้คุณควรพูดดังๆ พูดทุกวัน พูดด้วยความมั่นใจ เชื่อว่ามันเป็นไปได้ เมื่อคุณเชื่อมากพอ ผลลัพธ์จะปรากฏ)
(5).  ความต่อเนื่อง
ไม่ว่าคุณจะลงมือทำอะไรก็ตาม …ขี่จักรยาน ออกกำลังกาย ชกมวย เรียนทำเค้ก โยคะ ฝึกภาษาอังกฤษ สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่า คุณจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั่นก็คือ “ความต่อเนื่อง”

กฎ 10,000 ชั่วโมง บอกไว้ว่า…   ถ้าคุณอยู่กับสิ่งไหนได้นานถึง 10,000 ชั่วโมง คุณจะเป็น กูรู ผู้เชี่ยวชาญ

แต่ในความเป็นจริง  ยุคนี้ผู้คนเร่งรีบ หาเงิน ทำงาน แข่งขันกัน ไม่มีเวลามากขนาดที่มานั่งฝึกให้ตัวเองเก่งระดับกูรูขนาดนั้น

ผมขอแนะนำ …กฎ 30 นาที ต่อวัน
คุณจะฝึกฝน เรียนรู้ หรือพัฒนาเรื่องใดก็ตาม ขอแค่คุณใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด แค่วันละไม่เกิน 30 นาทีต่อวัน …เมื่อคุณผ่าน 30 นาทีแรกไปได้ ถ้าคุณรู้สึกสนุก มีความสุขกับสิ่งที่ทำ คุณก็ต่ออีก 30 นาที …ผมใช้กฎ 30 นาที  ‘กินทีละคำ ทำทีละอย่าง’  มันได้ผลเสมอ สะสมชั่วโมงบินไปเรื่อยๆ แม้คุณไม่ได้เป็นนักบิน แต่คุณจะบินไปให้ถึงฝั่งฝันให้ได้ ถ้าความฝันนั้นมันใหญ่พอที่คุณจะฝัน

อย่าลืม …กฎ 30 นาทีแรก จัดไป !!!
(6).  ขอความช่วยเหลือ
มีใครสงสัยอะไรไหม เกี่ยวกับเรื่องที่สอนไป ? …ทั้งห้องเงียบกริบ ถ้าไม่มีใครสงสัยอะไรครูจะให้ทำข้อสอบนะ !! …ผมนึกถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วเด็กไทยสมัยก่อน น้อยคนจะกล้าถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ หรือไม่เข้าใจ กลัวถูกมองว่าโง่ อายเพื่อน กลัวเป็นตัวประหลาด แตกต่างจากนักศึกษาต่างประเทศ เขาจะกล้าถาม กล้าโต้ตอบกับอาจารย์ที่สอน เหตุผลคือ…

เพื่อคลายปมปัญหาที่สงสัย และไม่ต้องการเป็นคนที่เข้าใจอะไรผิดๆไปชั่วชีวิต รวมถึงการพิสูจน์ว่าอาจารย์คนนี้เจ๋งจริงที่จะเป็นอาจารย์ของเขาหรือไม่?  หรืออีกนัยหนึ่งคือการมีความคิดที่แตกต่างจากอาจารย์ผู้สอน และค้นคว้าหาคำตอบนั้นด้วยตนเอง และพบว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันถูกต้อง

ทักษะนี้ผมกำลังจะบอกคุณว่า ถ้าคุณสงสัยหรือไม่เข้าใจเรื่องอะไร ยกมือถามไปเลยครับ ถามผู้รู้ ถามอาจารย์ ถามคนที่เขามีประสบการณ์ (ขอความช่วยเหลือจากเขาเลย) ไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นคนโง่

เพราะถ้าคุณไม่รู้ แล้วเอาไปทำแบบผิดๆ ผลคือ …“เสียหายหนักกว่าเดิม หรือทำให้คุณ เสียเวลา”

แต่คุณต้องเรียนรู้ศิลปะในการถาม ไม่ใช่คุณไปสัมมนาขายของออนไลน์ เรียนจบ เดินดุ่มๆเข้าไปถามว่า …อาจารย์ครับ! ผมจะขายอะไรดีครับ แล้วใครจะไปรู้กับคุณ จริงไหม ??? คุณควรถามว่า …อาจารย์ครับ ผมจะขายเจลฟอกฟันขาว ผมมีงบเริ่มต้นเท่านี้ ตลาดเป็นแบบนี้ คู่แข่งเป็นแบบนี้ ขอคำแนะนำจากอาจารย์ด้วยครับ แบบนี้ค่อยดูเป็นคนมีความคิด น่าให้คำปรึกษาขึ้นมาหน่อย…

“ฉลาดขอความช่วยเหลือแล้ว จงฉลาดถามด้วย”

 

(7).   รู้ว่าเมื่อไหร่ควร “เงียบ”   เมื่อไหร่ควร “พูด”
เวลาใครนินทา หรือพูดให้ร้ายคุณ คุณไม่พอใจ ตวาดโวยวาย ส่งเสียงดังราวกับแม่ค้าปากตลาด ยอมไม่ได้เรื่องแบบนี้ ไม่เป็นความจริง เอาอะไรมาพูด ตบกันเลยดีกว่าพูดหมาๆแบบนี้ บลาๆๆ …ผมพิมพ์เองยังอารมณ์ขึ้นเลย แล้วถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์จริงน่าจะอินมากกว่านี้แน่นอน…

คุณต้องเรียนรู้จังหวะไหนควรเงียบ จังหวะไหนควรพูด เพราะถ้าคุณหลุดพูดอะไรไม่ดีออกไป ส่งผลเสียทั้งภาพลักษณ์ ชื่อเสียง หน้าที่การงาน ระวังคลิปหลุดประจานไม่รู้ตัว แล้วคุณก็มานั่งเสียใจทีหลังว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำเลย”

การโต้ตอบที่ดีที่สุดคือ การเงียบ …เดี๋ยวนี้กระแส “ดราม่า” เกิดขึ้นได้ง่าย คุณไม่ควรเอาตัวเองเขาไปอยู่ในกระแสเหล่านั้น

ทางแก้คือ …จงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น นั่นเป็นวิธีโต้ตอบที่ยอดเยี่ยมที่สุด สุดท้ายมะเร็งร้ายสายพันธุ์อิจฉา ริษยา โกหก ตอแหลจะย้อนกลับไปฆ่าตัวเขาเอง ทักษะนี้เป็นทักษะที่ยากที่สุด ถ้าคุณทำได้มันจะมีมูลค่าสูงที่สุดเช่นกัน

“สงครามน้ำลาย ใครเงียบก่อนเป็นผู้ชนะเสมอ”

(8).  ฟัง ฟัง ฟัง
เมื่อไหร่ที่คุณหยุดพูด  หูคุณจะฟังได้มากขึ้น …ทักษะการฟังจึงเป็นทักษะสำคัญนำมาซึ่งความสำเร็จในชีิวิต ยิ่งคุณฟังมากเท่าไหร่ คุณยิ่งจับใจความสำคัญได้มากเท่านั้น …การเป็นผู้ฟังที่ดี คุณควรสบตาผู้พูดเสมอ ไม่พูดแทรกหรือขัดจังหวะ ขณะที่ผู้พูด ยังพูดไม่จบ คุณควรฝึกฝนการจับประเด็น จับใจความสำคัญตามไปด้วย จะทำให้การฟังมีคุณค่ามากยิ่งขึ้้น…

ตัวอย่างเช่น…

ฟัง..ลูกค้าพูด …ค้นพบ ความต้องการของลูกค้า
ฟัง..เจ้านายพูด …ค้นพบ จุดประสงค์ของเจ้านาย
ฟัง..ลูกน้องพูด …ค้นพบ ความในใจของลูกน้อง
ฟัง..คนขายพูด …ค้นพบ ความต้องการของตัวเอง
ฟัง..ภรรยาพูด …ค้นพบ ความรัก ความห่วงใย
ฟัง..ตัวเองพูด …ค้นพบความชัดเจนในสิ่งที่ทำ
การฟังที่เข้าใจ คือ การตอบสนองความต้องการของผู้พูดได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด ชัดเจน
เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือ ฟังและพูดทวนซ้ำเพื่อทบทวนความเข้าใจกับคนที่คุณสื่อสารด้วย เพื่อให้การฟังมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

(9).  ดูแลธุรกิจคุณให้ดี
ใครจะดูแลธุรกิจของคุณ ได้ดีกว่าตัวคุณเอง  การเริ่มต้นธุรกิจในช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ สร้างระบบ ลองผิดลองถูก คัดเลือกคนที่เหมาะสม ใช้เวลานานกว่าคุณจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินต่อไปได้ หลายครั้งผมเคยสัมภาษณ์พนักงาน แต่กลับพบว่า…

“เก่งสัมภาษณ์ แต่ทำงานไม่ได้เรื่อง แถมไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อลูกค้า ต่อองค์กร” เขาเหมาะจะทำงานที่อื่นมากกว่า การรับคนที่เป็นเชื้อโรคร้ายเข้ามาในองค์กรเหมือนเป็นไวรัสลามไปติดพนักงานคนอื่น ทำให้ผลงานออกมาแย่ ห่วย ไม่ได้เรื่อง สุดท้ายพากันลงเหว เพราะทุจริต ทำผิดกฎระเบียบขององค์กร โดยฟ้อง โดยจับ ไล่ออก เสียโอกาสทำงานไปก็หลายคน

เอาใจใส่ธุรกิจของคุณให้ดี โดยเฉพาะเรื่องเงิน  ผมมีเพื่อนทำธุรกิจแล้วเจ๊ง ปิดกิจการไปหลายคน เพราะไว้ใจพนักงานที่ทำงานมานาน 5 ปี 10 ปี  แต่โกงเงินบริษัทไปจนหมด จนต้องปิดกิจการ โดนฟ้องล้มละลาย ขายรถ ขายบ้าน ยังไม่พอใช้หนี้ จนต้องกลับไปทำงานประจำ

“ทำธุรกิจอย่าประมาทเรื่องเงิน เพราะเงินทำให้คนร้อนเงิน เปลี่ยนจากคนซื่อสัตย์เป็นคนร้าย คุณต้องระวัง !!”
(10).  ปรมาจารย์ความคิดของตัวคุณเอง
ความคิดทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่พัฒนาได้ ทักษะนี้คุณต้องเรียนรู้การควบคุมความคิดของตัวคุณเอง …ก่อนที่มันจะควบคุมคุณ

ตัวอย่างเช่น…

คุณไปเที่ยวทะเลกับแฟน จองห้องพักล่วงหน้าเรียบร้อย พอไปถึงปรากฏห้องเต็ม ห้องที่จองไว้มีคนอื่นพักไปแล้ว คุณหงุดหงิด หัวเสีย โวยวาย ไม่พอใจพนักงาน ทั้งๆที่ผู้จัดการโรงแรมได้ออกมาขอโทษคุณแล้ว และยินดีที่จะเปิดห้องใหม่ให้คุณ แต่มีข้อแม้ว่า คุณต้องรออีก 1 ชั่วโมง คุณจะออกไปตลาดนัดข้างนอก รถโรงแรมก็ยังไม่มา คุณบอกกับแฟนว่าคอยดูนะ คราวหน้าจะไม่มาที่นี้อีก แฟนคุณได้แต่บอกให้คุณใจเย็นๆ พนักงานเดินมาเสิร์ฟน้ำส้ม แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณใจเย็นลงได้ แถมคุณยังถ่ายคลิป แชร์ว่อนโซเชียลไปหมด พาดหัวข้อออกไปว่า …”โรงแรม 5 ดาวกับการบริการที่โคตรห่วยแตก”

Take แรก …คุณจะเห็นได้ว่า…  ความคิดมันกำลังควบคุมคุณ มันสั่งให้คุณโวยวาย หงุดหงิดไม่พอใจ ไม่ว่าใครจะทำอะไรให้มันดีขึ้น แต่คุณก็มองไม่เห็น เพราะคุณกำลังอารมณ์เสีย ไอ้เจ้าความคิดมันแอบกระหยิ่มยิ้มย่องคุณอยู่ในหัวว่า …คุณเสร็จมันอีกแล้ว อิอิ !!

Take สอง …คราวนี้ คุณได้เรียนรู้ทักษะการควบคุมความคิดของคุณแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นยังไงเราไปดูกัน

Take สอง กล้องพร้อม ดินน้ำลมไฟพร้อม นักแสดงพร้อม Action !!

คุณลงจากเครื่องบินไปถึงโรงแรม ปรากฏว่าห้องเต็ม !! …แทนที่คุณจะทำเหมือน Take แรก คุณกลับเห็นถึงความใส่ใจของผู้จัดการ ออกมาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ขอให้คุณให้โอกาสเขาได้ดูแลคุณโดยการ เปิดห้องใหม่ให้ และห้องจะพร้อมในอีก 1 ชั่วโมงคุณจึงพูดกับแฟนว่า เราไปเดินชายหาด ถ่ายรูปเล่นกันดีกว่าที่รัก ไหนๆก็มาถึงแล้ว แฟนคุณเห็นด้วย คุณกับแฟนเดินเล่นกันอย่างสนุกสนาน

มีความสุข นานๆจะได้ออกมาพักสมอง กินของอร่อย มาเที่ยวทะเล ดื่มด่ำความสุขจากธรรมชาติ ไม่นานก็มีพนักงานของโรงแรมเดินมาเสิร์ฟน้ำส้ม พร้อมกับบอกคุณว่า …”ห้องของคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงพร้อมแล้วคะ” …ความรู้สึกตอนนั้น มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก …ทันทีที่เดินไปถึงห้องกลับพบว่า …ทางโรงแรมได้เปิดห้อง Sweet ให้คุณ หรูหรา ไฮโซ ระดับ VIP พร้อมจดหมายบนโต๊ะว่า … “ขอให้คุณมีความสุขกับโรงแรมพาราไดซ์ของเรา”

คุณจะเห็นได้ว่า …ถ้าคุณมีทักษะในการเป็นเจ้านายความคิดของตัวคุณเอง มันเป็นทักษะที่ยอดเยี่ยมและมีมูลค่ามากแค่ไหน

จงเรียนรู้ ฝึกฝน 10 ทักษะยากที่จะเรียนรู้ แต่คุ้มค่าที่คุณจะใช้ตลอดชีวิต เพราะทักษะเหล่านี้เป็นทักษะสำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก คุณก็สำเร็จได้ ความยากไม่มีอยู่จริง …”จงควบคุมความคิดของคุณ ก่อนที่มันจะควบคุมคุณแบบเบ็ดเสร็จ”

==================
บทความโดย…  พชร พูลเพิ่ม (ป๊อป)
Content Creator
Leader Wings Co., Ltd.
==================

รักคืออะไร

มาตรฐาน

image

พี่น้อง…ให้อภัยแล้วให้โอกาส
สิ่งนี้เรียกว่า “รัก”

เมื่อเด็กน้อย ออกแรงนวดศีรษะให้พ่อ อย่างตั้งใจ
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อภรรยา…ชงชากาแฟให้สามี….ยามเขาเหนื่อยล้า…
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อแม่…แบ่งชิ้นเค้กที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด…เพื่อลูก
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อเพื่อนนั่งอยู่ข้างๆให้กำลังใจ ในยามเราท้อแท้ สิ้นหวัง
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อพี่ชายโทรหาน้องสาว และถามว่าใกล้ถึงบ้านหรือยัง
สิ่งนี้เรียกว่า “รัก”

เพื่อนในไลน์ที่สวัสดี Good Morning ให้ทุกเช้า ให้สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

รัก..ไม่ใช่เพียงภาพผู้ชายและผู้หญิงกุมมือกัน..

รัก..ไม่ใช่ความหวานชื่น ความสุขในวัยหนุ่มสาว ..เท่านั้น

แต่…แท้จริงแล้ว “รัก” คือ….การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำให้คนที่เรารักอยู่ตลอดเวลา…โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และอยากทำให้เรื่อยๆไม่รู้เบื่อ.. ที่จะทำ

ที่แท้แล้ว….ชื่อจริงของ…ความรัก คือ “การใส่ใจ”

สุดยอดของความรัก คือ ความใส่ใจ (ในกันและกัน)

เยื่อไผ่ ไม่ได้มาจากไผ่

มาตรฐาน

2

เยื่อไผ่ในแกงจืดทำมาจากอะไร และมีประโยชน์ต่อร่างกายไหมเยื่อไผ่ มิได้มาจากต้นไผ่ เข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะเยื่อไผ่นั้นหรือก็คือเห็ดชนิดหนึ่ง มีข้อมูลจากสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความกระจ่างว่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเรียกอีกชื่อว่าเห็ดร่างแห ด้วยมีลักษณะคล้ายร่างแห ตาข่าย มีก้านคล้ายฟองน้ำ เป็นอาหารยอดนิยม โดยมักนำมาปรุงเป็นส่วนผสมในแกงจืด เรียกแกงจืดเยื่อไผ่ ลักษณะของเห็ดเยื่อไผ่ เมื่อยังอ่อนมีลักษณะก้อนกลมสีขาวคล้ายฟองไข่นก เมื่อโตขึ้นลำต้นและหมวกเห็ดจะยืดตัวแทรกออกจากเปลือก มักขึ้นเป็นดอกเดี่ยวๆ และเมื่อโตเต็มที่มีลักษณะเด่นคือหมวกเห็ดมีรูปร่างเหมือนตา ข่ายหรือแห หรือกระโปรงลูกไม้ของสุภาพสตรี ก้านเห็ดเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ ส่วนบนสุดของดอกมักมีสีเข้ม ทำหน้าที่ผลิตสปอร์และกลิ่นที่เหม็นล่อแมลงเพื่อการขยายพันธุ์ เห็ดชนิดนี้มีหลายสี เช่น สีส้ม แดง ขาว เหลือง ชมพู มักขึ้นในป่าที่มีฝนชุกหรือป่าช่วงฤดูฝน

3

54

 

 

 

 

ในธรรมชาติ เห็ดเยื่อไผ่ขยายพันธุ์โดยสปอร์ซึ่งมีแมลงเป็น ตัวช่วย แต่ก็มีการเพาะเลี้ยงทั่วไปเพื่อการค้า เช่น ในประเทศจีนมีการเพาะเลี้ยง 2 ชนิด คือ ชนิดกระโปรงยาวสีขาว และกระโปรงสีแดง โดยเพาะเลี้ยงกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว มีราคากิโลกรัมละประมาณ 3,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเห็ด บางแห่งเพาะเลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บ ใช้เวลาประมาณ 60 วัน

 

เห็ดชนิดนี้มีหลายชื่อ เช่น ประเทศไทยเรียกเห็ดร่างแห เห็ดเยื่อไผ่ เยื่อไผ่ ภาคอีสานเรียกเห็ดคางแห เพราะหมวกเห็ดคล้ายแหจับปลา ส่วนต่างประเทศมีหลายชื่อเช่นกัน ทั้ง Bamboo mushroom, Long net stinkhorn, Basket stinkhorn, Veiled lady, King of mushroom, Netted stinkhorn, Dancing mushroom ที่มาของชื่อน่าสนใจเพราะตั้งตามลักษณะเด่น เช่น เห็ดเต้นรำ (Dancing mushroom) ที่มาจากการสังเกตตรงส่วนที่เป็นหมวกเห็ดมีลักษณะคล้ายกระโปรงลูกไม้ดังกล่าว เมื่อโดนลมพัดดูไปคล้ายผู้หญิงเต้นระบำ หรือในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า เห็ดราชา (King of mushroom) ส่วนที่ใช้คำว่า เจ้าแตรเหม็น “stinkhorn”ต่อท้ายชื่อ เพราะตรงส่วนบนสุดของเห็ดเป็นแหล่งผลิตสปอร์และมีกลิ่นเหม็นเพราะต้องการล่อแมลงให้มาดูดกินเพื่อการขยายพันธุ์ ดังที่บอกมาแล้ว

ในประเทศจีนมีเห็ดชนิดนี้ 9 ชนิด รับประทานได้เพียง 4 ชนิด ขณะที่ในประเทศไทย ภาคอีสานพบ 4 ชนิด คือเห็ดกระโปรงยาว สีขาว กระโปรงสั้นสีขาว กระโปรงสีส้ม และกระโปรงสีแดง ที่นิยมนำมารับประทานคือชนิดกระโปรงยาวสีขาวและกระโปรงสั้นสีขาว สำหรับสารอาหาร ประเทศที่จำหน่ายเห็ดระบุว่า เห็ดเยื่อไผ่แห้งจำนวน 100 กรัม ประกอบด้วยโปรตีน 26.3 กรัม ไขมัน 4.2 กรัม คาร์โบ ไฮเดรต 44.9 กรัม กาก 6.4 กรัม กรดอะมิโน 16 ชนิด และวิตามินอีกหลายชนิด

ชาวจีนนำเห็ดชนิดนี้มา ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่เมื่อประมาณ 3,000 ปีแล้ว โดยจัดเป็นส่วนผสมในยา รวมถึงปรุงเป็นอาหาร ด้วยความเชื่อว่าสามารถลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต บำรุงร่างกายเมื่ออ่อนแอ บรรเทาโรคที่เกี่ยวกับไต ตา ปอด ตับอักเสบ หวัด ช่วยระบบขับลม ลดความอ้วน แต่จากการศึกษาและมีรายงานระบุว่า นำมาเป็นส่วนผสมน้ำมันนวดแก้โรคเกาต์และรูมาติซึมได้ ส่วนประเทศแถบเอเชียนิยมรับประทานเห็ดที่ตากแห้ง โดยนำมาเติมน้ำร้อนและสามารถดื่มได้ทันที สำหรับประเทศไทยนิยมนำมาประกอบเป็นอาหาร เช่น ซุปเยื่อไผ่ แกงจืดเยื่อไผ่

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเยื่อไผ่จะสามารถนำมาปรุงอาหารอร่อยได้มากมาย   แต่ก็ไม่ควรรับประทานมาก หรือ บ่อยเกินไป เพราะมีการตรวจพบสารฟอกขาวในเยื่อไผ่ หากรับประทานบ่อยๆ อาจมีผลกระทบต่อร่างกายของเรา

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakF6TURRMU5RPT0

คุณคนดียวก็สามารถเปลี่ยนโลกได้

มาตรฐาน

น่าอ่านมากๆ
สุนทรพจน์ “คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกได้บ้าง?”
…………………..

นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.ปักกิ่ง คนหนึ่ง ไปพูดประกวดสุนทรพจน์ในรายการทีวีสั้นๆ 3 นาที ในหัวข้อใหญ่โตว่า คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกได้บ้าง กลายเป็นคลิปที่แชร์กันมากในโซเชียลมีเดียของจีน ผมลองแปลแบบจับใจความดู แชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน
_______________________________________________

ฉันเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ทุกคนของฉัน เคยพูดว่า “กฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติในชีวิตความเป็นจริง…”

ชีวิตความเป็นจริงเป็นโลกที่น่าพิศวง ในชีวิตความเป็นจริง คนซื่อๆ ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด มักใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม, ส่วนคนที่มากเล่ห์เพทุบาย สุดท้ายกลับมีทั้งชื่อเสียงมีลาภสมบัติ

เพราะฉะนั้น เด็กไร้เดียงสาอย่างฉัน จึงมักมีรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์ มาตบไหล่ฉันเบาๆ ด้วยความเอ็นดู และบอกฉันว่า “เด็กน้อย รอจนเธอเข้าใจโลกเสียก่อน”

สิ่งที่ฉันอยากถาม ก็คือ คนหนุ่มสาวอย่างฉัน สามารถทำอะไรให้กับโลกได้บ้าง

วันหนึ่งข้างหน้า ผู้ว่าแบงค์ชาติ จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

นักธุรกิจชั้นนำจะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

แม้กระทั่งประธานาธิบดี ก็จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

ในวันที่ทั้งสังคมเป็นที่ยืนของคนที่เกิดยุคหลังปี 1990

ฉันอยากถามเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนว่า พวกเราอยากให้สังคมเป็นเช่นไร

ฉันรู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนสามารถก้าวขึ้นมา ฝันฝ่าพายุและคลื่นลม จนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ

ฉันและคุณ ล้วนเป็นคนเล็กๆ ธรรมดาๆ ภายในกลไกเครื่องจักรสังคมอันมหึมา พวกเราเป็นเพียงหมุดตะปูตัวเล็กๆ

– สมัยเรียนหนังสือ พ่อแม่พูดทุกวันว่า ให้ตั้งใจเรียนเป็นอันดับแรกอย่าเพิ่งสนใจอย่างอื่น

– พอถึงวันจบการศึกษา พวกเราก็เที่ยวเอาจดหมายสมัครงานหว่านไปทั่วด้วยความหวังว่าจะมีบริษัทรับเข้าทำงาน

– ผ่านไปไม่กี่ปี ก็ถูกกดดันให้แต่งงาน ซื้อบ้าน แล้วก็ใช้เวลาอีกประมาณ 20 ปีแรกของชีวิตการทำงานช่วงที่มีกำลังเต็มที่ หาเงินมาใช้หนี้

– จนทำให้คนหนุ่มสาวยุ่งกับการใช้ชีวิต จนไม่เหลือความฝัน

ไม่มีเวลาสนใจการเมือง

ไม่มีเวลาสนใจสิ่งแวดล้อม

ไม่มีเวลาสนใจชะตากรรมบ้านเมือง

แล้วจะยังเหลือกำลังวังชา ทำอะไรให้แก่สังคมส่วนรวมได้อีก

……. แต่ภายหลังฉันพบว่า มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันและคุณทำได้

……..สิ่งนี้ก็คือ คนรุ่นเรา ไม่ว่าจะเดินไปในเส้นทางใด ขอ…อย่าได้ทำชั่ว……

**** ขอแค่อย่าเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเคยรังเกียจในสมัยเด็ก ****

ถ้าต่อไปเราเป็นคนขายของแผงลอย ก็อย่าเอาน้ำมันทิ้งแล้วมาทอดของขาย

ถ้าขายผลไม้ ก็อย่าโกงน้ำหนักตราชั่ง

ถ้าเปิดโรงงาน เป็นเจ้านายคน ก็อย่ากดค่าแรง ลดคุณภาพวัตถุดิบ ผลิตของด้อยคุณภาพ

คนธรรมดาหนึ่งคน ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่แสนธรรมดา ถ้าทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

…. เพราะเราทุกคน ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา ก็มีผลเปลี่ยนแปลงโลก

ฉันเป็นนักศึกษากฎหมาย ถ้าในภายภาคหน้า ฉันสามารถเป็นผู้พิพากษาที่มีความยุติธรรม สังคมของเรา ก็จะมีผู้พิพากษาที่ดีเพิ่มขึ้นอีก 1 คน

และย่อมเป็นสังคมที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็นิดนึง

ฉันหวังว่า ทุกคนจะตระหนักว่า…….. แม้จะมีเหตุผลอันน่าเห็นใจแสนอย่างรองรับการทำชั่ว ตัวเราก็ต้องรักษามาตรฐานศีลธรรมของเราไว้ ด้วยเหตุผลเดียว นั่นก็คือ……  เราไม่ใช่สัตว์ป่าผู้โหยหิว แต่เป็นมนุษย์ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี

****** เพื่อนร่วมรุ่นหนุ่มสาวของฉัน พวกเราสามารถเป็นคนหนุ่มสาวที่มีคุณภาพ ตลอดชีวิตเกลียดชังความชั่ว ไม่ปล่อยตัวตามกระแสแห่งคลื่นลม ไม่รับใช้ผู้มีอำนาจอย่างหลับหูหลับตา ไม่ลืมหลักการ ไม่ลืมความเป็นมนุษย์

ดังนั้น ฉันขอฝากถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่รักทุกคน ถ้าในอนาคต มีคนพูดกับคุณว่า เธออย่าสะเออะมาเป็นนักศีลธรรม รู้จักปรับตัวเข้าสังคมบ้าง

เมื่อเวลานั้น เธอก็ควรมีความกล้าหาญเพียงพอ ที่จะตอบว่า ก็ฉันไม่เหมือนคุณนี่

ฉันไม่ได้มาเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าสังคม

ฉันมามีส่วนเปลี่ยนแปลงสังคม

http://v.youku.com/v_show/id_XODQ2NTY0Nzg0.html?from=s1.8-1-1.2

Credit : อ.อาร์ม ตั้งนิรันดร

อ. อาร์ม ตั้งนิรันทร์
เป็นอาจารย์ประจำที่คณะนิติศาสตร์จุฬา
จบตรีกฎหมายจาก ม.ปักกิ่ง โทกฎหมายจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ปัจจุบันกำลังทำปริญญาเอกทางกฎหมายที่ ม.ฮาร์วาร์ด

—————————

ส่งต่อความดี ( Pay it forward) ทฤษฏีเปลี่ยนโลก

https://ac127.wordpress.com/2014/12/10/ส่งต่อความดี-หรือ-ลูกโซ/

ไตลูก ไตแม่

มาตรฐาน

เด็กชายคนนี้กำลังจะตาย และเขาร้องขอสัญญาข้อหนึ่งที่ทำให้แม่น้ำตาไหล

ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็ล้วนรักลูกดั่งดวงใจ แต่บนโลกใบนี้จะมีลูกสักกี่คนที่รักพ่อแม่มากกว่า แม้กระทั่งชีวิตตนเอง และนั่น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนูน้อยชาวจีนคนนี้ที่ได้ทำสัญญาข้อหนึ่งกับแม่ก่อนตาย ซึ่งสิ่งที่เขาร้องขอจะทำให้คุณสะเทือนลึกถึงขั้วหัวใจ!!!

A 7-year-old boy dying of cancer has had his wish to save the life of his mother fulfilled. Brave Chen Xiaotian passed away on Wednesday after a long battle with brain cancer. In the months before his death, Chen insisted his kidney be donated to his mother who is battling uremia. Doctors successfully performed the transplant just hours after the youngster’s death.

Read the rest of this entry

ขั้นตอนการสอบใบขับขี่

มาตรฐาน

  โดยมาตรการการทดสอบเพื่อขอรับใบขับขี่ใหม่นั้น จะมุ่งเน้นไปยังการสอบข้อเขียน ซึ่งจากเดิมที่มีการรวบรวมไว้ในระบบ 300 ข้อ และเลือกคำถามมาทดสอบ 35 ข้อนั้น จะถูกปรับให้เพิ่มคำถามไว้ในระบบเป็น 1,000 ข้อ และเลือกคำถามมาทดสอบเป็น 50 ข้อ

     นอกจากนั้น เกณฑ์การวัดผลยังถูกปรับเปลี่ยนจาก 75% มาเป็น 90% ซึ่งหมายความว่าจากเดิม ที่ต้องตอบคำถามให้ถูกต้องมากกว่า 23 ข้อจาก 35 ข้อ มาเป็นตอบถูกมากกว่า 45 ข้อจาก 50 ข้อ ทำให้เหลือโอกาสตอบผิดเพียงแค่ 5 ข้อเท่านั้น ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดีที่จะทำให้ผู้สอบ มีความรู้ความเข้าใจในกฎจราจรมากขึ้นนั่นเอง

     ส่วนการอบรมการจราจร 4 ชั่วโมงก่อนเข้าทดสอบข้อเขียนนั้น กรมการขนส่งเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ขอรับใบขับขี่เป็นจำนวนมาก ต้องมีการจองคิว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ กทม. จึงเตรียมให้ใช้พื้นที่สถาบันการศึกษา เพื่อการอบรมทดสอบผู้ที่ต้องการสอบใบขับขี่แทน แล้วนำมาสอบใบขับขี่ได้ทันที โดยไม่ต้องเข้าอบรมที่กรมการขนส่ง

     ส่วนการทดสอบทดสอบขับรถนั้น ยังคงใช้มาตรการเดิมอยู่ต่อไป

5

ขั้นตอนการสอบขับรถยนต์แบบใหม่ ปี 2557

ขั้นตอนการอบรมและทดสอบของขนส่ง

วันแรก : ยื่นเอกสารเพื่อจองวันอบรม (ยื่นเอกสารได้ตั้งแต่เวลา 7.00-15.00 น.)

วันอบรม :

8.00 น. – 9.00 น.      รับเรื่องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

9.30  น.                    รายงานตัวเข้าห้องอบรม

10.00 น. – 12.00 น.   อบรมช่วงที่หนึ่ง  2 ชั่วโมง

12.00 น. – 13.00 น.   พักเที่ยง

13.00 น.                    อบรมช่วงที่สอง 2 ชั่วโมง

15.00 น. – 16.30 น.   ทดสอบข้อเขียน   50  ข้อ

ทดสอบขับรถในวันทำการถัดไป แต่…ไม่เกิน 90 วัน จากวันที่ยื่นเรื่องวันแรก

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่

– ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

– ต้องไม่มีใบอนุญาตขับรถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว

– ต้องเป็นผู้ที่ไม่อยู่ระหว่างการถูกยึดหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่มีร่างกายพิการ ดังต่อไปนี้ เช่น แขนขาดข้างเดียว ขาขาดข้างเดียว ตาบอดข้างเดียว ลำตัวพิการ หูหนวก เมื่อต้องการมีใบอนุญาตขับขี่ ต้องขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ก่อน จึงจะทำได้


หลักฐานประกอบคำขอการสอบเพื่อขออนุญาตมีใบขับขี่

1. บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมใบสำเนา (หรือบัตรประจำตัวข้าราชการพร้อมใบสำเนาที่ใช้แทนบัตรประชาชน)

2. ใบรับรองแพทย์ตัวจริง ไม่เกิน 1 เดือน ที่รับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ


ขั้นตอนการยื่นหลักฐานและการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่

1. ยื่นเอกสารและหลักฐานในการขอรับใบอนุญาตขับขี่

2. สอบสมรรถภาพทางร่างกาย (ทดสอบสายตาบอดสี /ทดสอบสายตาทางลึก / ทดสอบสายตาทางกว้าง

ทดสอบการใช้เท้า)

3. ทดสอบข้อเขียนหรือตอบคำถามจากโจทย์ (คำถามมี 50 ข้อ ต้องตอบให้ถูก 45 ข้อขึ้นไป)


วันสอบปฏิบัติขับรถ :

4.1 การขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบทางเท้า
….1. ด้านซ้ายของรถต้องขนานขอบทางและห่างจากขอบทางไม่เกิน 25 เซนติเมตร
….2. กันชนหน้า หรือ ล้อหน้าสุด หรื อขอบล้อสำหรับที่ไม่มีกันชนหน้า ต้องไม่ล้ำเกินจุดหยุดรถข้างทาง และ ต้องอยู่ห่างจากจุดหยุดรถนั้น ไม่เกิน 1 เมตร
….3. ต้องไม่ขับรถปีนทางเท้าหรือขอบทาง

4.2การขับรถเดินหน้าและถอยหลังในทางตรง ให้เลือกทดสอบแบบใดแบบหนึ่ง ดังนี้
แบบที่ 1 ให้ขับรถเดินหน้าและถอยหลังออกโดยตลอดช่องเดินรถ ซึ่งประกอบด้วยหลักที่ตั้งไว้ในแนวตรงขนานกัน 2 แถว มีความยาวประมาณ 10 – 12 เมตร หลักแต่ละหลักในแถวเดียวกัน มีระยะห่าง 1.5 เมตร ส่วนความกว้างของช่องเดินรถเท่ากับความกว้างสุดของตัวรถบวกกับอีก 50 เซนติเมตร ต้องไม่ขับรถชนหรือเบียดหลัก
แบบที่ 2 ให้ขับรถเดินหน้าถอยหลังเข้าช่องทางที่กำหนดซึ่งมีขนาดความกว้าง 2.50 เมตร ล้อรถต้องไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง ไม่ชน หรือปีนขอบทาง

4.3 การขับรถถอยหลังเข้าจอด
นำรถถอยหลังเข้าจอด โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อรถต้องไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง ไม่ปีน หรือไม่ตกขอบทาง แต่ให้ชนหรือเบียบขอบทางได้


การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถตามพ.ร.บ.รถยนต์

ชนิดของใบอนุญาตขับรถตามพ.ร.บ.รถยนต์ 2522 แบ่งออกเป็น 10 ชนิดดังนี้

ชนิดที่ 1     ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว มีอายุ 1 ปี ได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
– ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว
– ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวชนิดที่ 2     ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล มีอายุ 1 ปี
– ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพชนิดที่ 3     ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีอายุ 1 ปี
– ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ

ชนิดที่ 4     ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ มีอายุ 1 ปี

ชนิดที่ 5     ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ มีอายุ 1 ปี

ชนิดที่
6     ใบอนุญาตขับรถจักรยนต์ ได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์   มีอายุ 1 ปี
– ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ตลอดชีพ

ชนิดที่ 7     ใบอนุญาตขับรถบดถนน มีอายุ 3 ปี

ชนิดที่ 8     ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ มีอายุ 3 ปี

ชนิดที่ 9     ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก(1) ถึง (8) เช่น รถใช้งานเกษตรกรรม มีอายุ 1 ปี

ชนิดที่10    ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถจักรยานยนต์ มีอายุ 1 ปี

 

การขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราวและใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

     ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ (ยกเว้นสำหรับรถจักรยานยนต์ความจุ กระบอกสูบขนาดไม่เกิน 90 ซีซีต้องมีอายุไม่ต่ำ กว่า 15 ปี บริบูรณ์)และต้องไม่เป็นผู้มีร่างกาย บกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก

การยื่นคำขอรับใบอนุญาตสำหรับผู้มีลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนและภาษีรถ กรมการขนส่งทางบก
สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1, 2, 3 และ 4 ส่วนผู้มีลำเนาอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นคำขอที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขาแล้วแต่กรณี

หลักฐานประกอบคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบสำคัญ ประจำตัวคนต่างด้าวพร้อมภาพถ่าย
2. สำเนาทะเบียนบ้านหรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่พร้อมภาพถ่าย
3. ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
4. รูปถ่าย ขนาด 3 x 4 ซ.ม.   ซึ่งถ่ายไม่เกินหกเดือนจำนวน 2 รูป

** กรณีที่เป็นชาวต่างประเทศ ให้ใช้หนังสือเดินทางที่ได้รับ VISA ประเภท NON – IMMIGRANT แทนบัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย จากสถานทูต หรือหน่วยราชการ แทนสำเนาทะเบียนบ้าน **

** ถ้าผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถมีใบอนุญาตขับรถดังต่อไปนี้ให้นำมาด้วย พร้อมภาพถ่าย เพื่อจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นการทดสอบบางประการ     ดังนี้
– ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกซึ่งยังไม่สิ้นอายุพร้อมภาพถ่าย จะได้รับยกเว้นไม่ต้องทดสอบใด ๆ
– ใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร
– ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถจักรยานยนต์ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนนทำ ณ นครเจนิวา ค.ศ.1949
– ใบอนุญาตขับรถซึ่งต่างประเทศออกให้และยังไม่สิ้นอายุ พร้อมภาพถ่าย โดยใบอนุญาตขับรถต่างประเทศดังกล่าวต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งรับรองคำแปลโดยสถานทูตมาด้วย จะได้รับยกเว้นไม่ต้องทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถ

ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐานประกอบคำขอ
2. ทดสอบสายตาบอดสี
3. เข้ารับการอบรมโดยใช้เวลาอบรม 2 ชั่วโมงเพื่อให้ความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายจราจรทางบก
รอบเช้า 8.00-9.00 น.
รอบบ่าย 13.00 น.
4. เข้ารับการทดสอบสายตาบอดสีโดยให้อ่านสีในแผ่นทดสอบ
5. เข้ารับการทดสอบข้อเขียนเกี่ยวกับข้อบังคับในการเดินรถ
6. เข้ารับการทดสอบขับรถ
7. เสียค่าธรรมเนียมคำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถ
8. รอรับใบอนุญาต

4

การขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือรถยนต์สามล้อสาธารณะพร้อมบัตรประจำตัวผู้ขับรถ

ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ ์และต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวหรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราวมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปีหรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ แล้วแต่กรณีอยู่แล้วตลอดจนต้องไม่เป็นผู้มีร่างกายบกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก

การยื่นคำขอรับใบอนุญาตสำหรับผู้มีลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯให้ยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนและภาษีรถ กรมการขนส่งทางบก  สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1, 2, 3 และ 4 ส่วนผู้มีลำเนาอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นคำขอที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขาแล้วแต่กรณี

หลักฐานประกอบคำขอ
1. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราวซึ่งมีอายุไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปีหรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพหรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ แล้วแต่กรณี พร้อมภาพถ่าย
2. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมภาพถ่าย
3. สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมภาพถ่าย
4. ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ ไม่เป็นผู้มีโรคติดต่อที่น่ารังเกียจตามที่กำหนดในกฏกระทรวง ไม่เป็นผู้ติดสุรายาเมา หรือยาเสพติดให้โทษ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
5. รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป และขนาด 3 นิ้ว จำนวน 3 รูป ถ่ายไม่เกินหกเดือน

ขั้นตอนดำเนินการ
1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐานประกอบคำขอ
2. เข้ารับการทดสอบข้อเขียนเกี่ยวกับข้อบังคับในการเดินรถ
3. รับหนังสือตรวจสอบความประพฤติและประวัติอาชญากร แล้วนำไปยื่นยัง สถานีตำรวจท้องที่ ที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาอยู่  เพื่อจัดพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจสอบประวัติต่อไป
4. กรณีผู้ขอรับเป็นข้าราชการ ลูกจ้าง หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้ใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งผู้รับรองต้องมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าโดยรับรองว่า ผู้ขอเป็นผู้มีความประพฤติดี ไม่เคยต้องโทษทางคดีอาญามาก่อนแทนการพิมพ์ลายนิ้วมือได้
ผู้มีหนังสือรับรองความประพฤติมาแสดง สามารถเสียค่าธรรมเนียมคำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและรับใบอนุญาตได้โดยทันที แต่สำหรับผู้ที่พิมพ์ลายนิ้วมือสอบประวัติและเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ จะต้องรอผลการตรวจสอบประวัติว่า ไม่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย แล้วจึงจะชำระค่าธรรมเนียมและออกใบอนุญาตขับรถให้ ส่วนกรณีผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพฯ ให้เสียค่าธรรมเนียม และออกใบอนุญาตไปก่อนโดยไม่ต้องรอผล การตรวจสอบประวัติ แต่ต้องทราบผลก่อนการต่ออายุใบอนุญาตในคราวต่อไป

หากผลการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นผู้มีประวัติ และขาดคุณสมบัติจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตโดยทันที กรณีที่ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ชั่วคราวหรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปี แล้วแต่กรณีที่นำมาประกอบคำขอ สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้อง ทดสอบสายตาบอดสี และทดสอบข้อเขียนก่อน แต่ถ้าสิ้นอายุแล้วเกินกว่า 3 ปี ต้องสอบขับรถในสนามทดสอบด้วย จึงจะออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะให้

โดยการทดสอบขับรถทุกชนิด (ยกเว้นรถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ รถบดถนน) ให้ทดสอบขับรถ จำนวน 3 ท่า จาก 7 ท่า  (ตามความเหมาะสมของสนามทดสอบ) เมื่อสอบผ่านให้ถือเอกสารกลับไปยื่นเรื่องที่ส่งเอกสารขอใบอนุญาตตอนแรก และรอคิวทำบัตรได้ทันที

 7

ที่มา http://www.bkkdriving.com/index.php?mo=59&action=page&id=263574



คนที่ถูกเพิกถอนใบขับขี่

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ( 27 เม.ย. 58 ) ออกมาเผยแพร่เกี่ยวกับเงื่อนไขการขอใบอนุญาตขับรถใหม่ โดยระบุว่า… ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบขับขี่นั้น ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถสามล้อ รถจักรยานยนต์ จะได้ใบขับขี่แบบชั่วคราว
นอกจากนี้ ต้องเข้าอบรมเสริมสร้างพฤติกรรมการขับขี่บนท้องถนนไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง โดยมีผลบังคับใช้ใน วันที่ 1 กันยายน 2558 นี้

 โดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2557 อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกําหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถ สําหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถไว้ ดังต่อไป

เงื่อนไข การสอบใบขับขี่ใหม่ กันยายน 2558 นี้

ข้อ 1 การขอรับใบอนุญาตขับรถสําหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ ซึ่งมิใช่จากเหตุขาดคุณสมบัติเรื่องอายุของผู้ขอใบอนุญาตขับรถ ต้องพ้นกําหนดสามปีไปแล้วนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

ข้อ 2
ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถดังต่อไปนี้ หากประสงค์จะขอรับใบอนุญาตขับรถครั้งใหม่ ต้องเริ่มจากการขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว แล้วแต่กรณี เว้นแต่การขอรับใบอนุญาตขับรถบดถนน ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ หรือใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นตามมาตรา 43 (9) ให้ขอรับใบอนุญาตขับรถชนิดเดิมที่เคยถูกเพิกถอน

(1) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
(2) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว
(3) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
(4) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
(5) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
(6) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
(7) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ
(8) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ
(9) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ
(10) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ
(11) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ
(12) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ

4

ข้อ 3 การขอรับใบอนุญาตขับรถตามข้อ 2 ให้ยื่นคําขอต่อนายทะเบียนตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกําหนด ณ สํานักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสํานักงานขนส่งจังหวัด แล้วแต่กรณีโดยผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถต้องเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสริมสร้างจิตสํานึกและปรับพฤติกรรมการขับรถ ณ ที่ทําการของนายทะเบียนที่ยื่นคําขอ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง

ข้อ 4 การออกใบอนุญาตขับรถสําหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ ให้ดําเนินการตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดําเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถและบัตรประจําตัวคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอรับบัตรประจําตัวคนขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ด้วย


ข้อ 5
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558
ธีระพงษ์ รอดประเสริฐ
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ที่มา http://www.tamsabye.com/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%82-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88/