AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระเจ้าพิมพิสาร

 0

พระสาลีบุตร     พระอัครสาวกฝ่ายขวา  ผู้เป็นเลิศทางปัญญา

 

พระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธองค์ เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อ….วังคันตะ… และ… ….มารดาชื่อนางสารี.. จึงได้ชื่อว่า…สารีบุตร… แต่ชื่อจริงของท่านชื่อ….อุปติสสะ…..

 

            อุปติสสะมาณพเกิดในตำบลบ้านชื่อ….นาลกะ… หรือนาลันทะ อยู่ใกล้กับกรุงราชคฤห์  อุปติสสมาณพ…เป็นผู้เฉลียวฉลาด ได้ร่ำเรียนศิลปศาสตร์กว้างขวาง  

 

            อุปติสสะมาณพมีเพื่อนสนิทชื่อ…..โกลิตมาณพ  สกุล……โมคคัลลาน ……ทั้งสองเมื่อหนุ่มเกิดคิดที่จะแสวงหาความรู้ เพื่อหลุดพ้น จึงไปบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก ทั้งสองเรียนได้รวดเร็วจนอาจารย์ขอให้อยู่ช่วยเป็นครูสอนด้วยแต่ ทั้งสองปฏิเสธ และออกไปแสวงหาโมกขธรรมต่อไป

            วันหนึ่งอุปปติสสะ เห็น…..พระอัสสชิ ……. ซึ่งเข้าไปบิณฑบาตรในกรุงราชคฤห์มีจริยวัตรงดงามน่าเลื่อมใส จึงไปขอสมัครป็นศิษย์ … พระอัสสชิตอบว่า ตนเองยังมีความรู้ไม่มาก ขอให้ไปเรียนกับ …………พระพุทธองค์…… อุปปติสสะจึงถามว่าพระพุทธองค์สอนว่าอย่างไร  พระอัสสชิจึงตอบว่า พระพุทธองค์แสดงถึงความเกิดแห่ง…… …..ธรรม…. เพราะเป็นไปแห่งเหตุ และความดับแห่งธรรมเพราะดับแห่ง…… ……เหตุ….. .. อุปปติสสะได้ฟังก็เกิดดวงตาเห็นธรรม อุปปติสสะจึงรีบไปบอกโกลิตมาณพแล้วชวนกันไปเฝ้า พระพุทธองค์และ……ขออุปสมบท ….

            พระโมคัลลานะหรือโกลิตมาณพอุปสมบทแล้ว 7 วันจึงสำเร็จอรหัน……….แต่…. พระสารีบุตรหรืออุปติสสะมาณพอุปสมบทแล้ว….ครึ่งเดือน…….. จึงสำเร็จอรหันผล

            พระสารีบุตรได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็น……เอกทัคคะในการอธิบายธรรม พระสารีบุตรได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความ…….กตัญญูสูง…..พระสารีบุตรมีความนับถือพระอัสสชิเป็น…..ครู….. ที่ทำให้ได้พบพระพุทธศาสนา ดังนั้นทุกคืนก่อนนอนพระสารีบุตร จึงหันศีรษะไปทางทิศที่พระอัสสชิอยู่ทุกครั้ง   เมื่อพระสารีบุตรจะนิพพานก็ได้ไปโปรดมารดา …..นางสารี…..มารดาของท่านไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และ นางเสียใจที่พระสารีบุตรมาชักชวนพาน้องๆทั้งหมดออกบวช เมื่อพระสารีบุตรรู้ว่าจะนิพพานก็รีบกลับไปบ้านของมารดา และแสดงธรรมเทศนาให้แก่มารดาจนบรรลุ……..โสดาบัน……

 

สรุป  คุณธรรมที่ได้จากประวัติพระสาลีบุตร พระอัครสาวกฝ่ายขวา ผู้เป็นเลิศทางปัญญา คือ ความกตัญญูต่อบิดามารดาครูอาจารย์   เป็นผู้ถ่อมตน  และมีปัญญาเป็นเลิศ

 

 

พระโมคัลลานะ พระอัครสาวกฝ่ายซ้าย ผู้เป็นเลิศทางฤทธิ

 

            พระอัครสาวกฝ่ายขวาของพระพุทธองค์…. ท่านพระโมคคัลลานะ…. เป็นบุตรพราหมณ์…. ชื่อ….โกลิตะ…. มารดาชื่อว่นางโมคคัลลี ……เดิมท่านชื่อว่า…… โกลิตะ….

 

ท่านได้อุปสมบทในพระธรรมวินัยได้ ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ อ่อนใจนั่งโงกง่วงอยู่ พระบรมศาสดาเสด็จไปที่นั้น ทรงสั่งสอนและแสดงอุบายสำหรับระงับความง่วง มีประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1.       โมคคัลลานะ เมื่อท่านมีสัญญาอย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ ท่านควรทำในใจถึงสัญญานั้นให้มากฯ

2.       ท่านควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้ฟังแล้ว และได้เรียนแล้ว ด้วยใจของท่านเอง

3.       ท่านควรสาธยายธรรมตามที่ตัวได้ฟังแล้ว และได้เรียนแล้วโดยพิสดารฯ

4.       ท่านควรยอนหูทั้งสองข้าง และลูบด้วยฝ่ามือฯ

5.       ท่านควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักขัตรฤกษ์ฯ

6.       ท่านควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือ ความสำคัญในแสงสว่าง ตั้งความสำคัญว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน มีใจเปิดเผยฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิดฯ

7.       ท่านควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายว่า จักเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอกฯ

8.       ท่านควรสำเร็จสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในใจ พอท่านตื่นแล้ว ควรรีบลุกขึ้น

 

ครั้นตรัสสอนอุบายสำหรับระงับความง่วงอย่างนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้สำเหนียกในใจอีกต่อไปว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูล เราจักไม่พูดคำซึ่งเป็นเหตุให้เถียงกัน เข้าใจผิดต่อกัน และตรัสสอนให้ยินดีด้วยที่นอนที่นั่งอันเงียบสงัด และควรเป็นที่อยู่ตามสำพังสมณ

สรุปพระพุทธเจ้าให้โอวาท 3 ข้อ

  1. อย่าชูงวงเข้าไปในตระกูล
  2. อย่าพูดคำที่เป็นเหตุให้คนทะเลาะถกเถียงกัน
  3. อย่ายินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

 

            ครั้นพระโมคคัลลานะ ได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดา ในอันยังกิจที่พระบรมศาสดาทรงดำริไว้ให้สำเต็จ เพราะท่านเป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์ และทรงยกย่องว่าเป็นคู่กันกับพระสารีบุตร ในอันอุปการะภิกษุผู้เข้ามาบวชในพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้วในประวัติท่านพระสารีบุตรว่า สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ยังบุตรให้เกิด   โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว   สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล  โมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย พระธรรมเทศนาของพระโมคคัลลานะไม่ค่อยจะมี ที่เป็นโอวาทให้แก่ภิกษุสงฆ์ก็มีเพียงแต่ อนุมานสูตร ซึ่งว่าด้วยธรรมอันทำให้คนเป็นผู้ว่ายากหรือว่าง่าย ส่วนที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ร้อยกรองไว้ในมัชฌิมนิกายกล่าวว่า ท่านพระโมคคัลลานะนั้นเข้าใจในการนวกรรมด้วย (นวกรรม การก่อสร้าง) เพราะฉะนั้น เมื่อนางวิสาขา มหาอุบาสิกาสร้างบุพพารามในกรุงสาวัตถี พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านเป็นนวกัมมาธิฏฐายี คือ ผู้ควบคุมการก่อสร้างฯ

 

นิพพาน

            ท่านพระโมคคัลลานะ ปรินิพพานก่อนพระบรมศาสดา มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านพำนักอยู่ ณ ตำบลกาฬศิลา แคว้นมคธ พวกเดียรถีย์ปรึกษากันว่า บรรดาลาภสักการะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่พระบรมศาสดาในครั้งนั้น ด้วยอาศัยพระโมคคัลลานะ เพราะท่านสามารถไปนำข่าวในสวรรค์และนรกมาแจ้งแก่มนุษย์ ชักนำให้ประชาชนเกิดความเลื่อมใส ถ้าพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะเสียได้แล้ว ลัทธิของพวกเราก็จะรุ่งเรืองขึ้น เมื่อปรึกษากันดังนั้นแล้ว จึงจ้างโจรผู้ร้ายให้ลอบฆ่าพระโมคคัลลานะ ตามตำนานท่านกล่าวว่า เมื่อโจรมา ท่านพระโมคคัลลานะทราบเหตุนั้นจึงหนีไปเสียสองครั้ง ครั้งที่สามท่านพิจารณาเห็นว่า กรรมตามทันจึงไม่หนี พวกโจรผู้ร้ายทุบตีจนร่างกายท่านแหลก ก็สำคัญว่าตายแล้ว จึงนำร่างกายของท่านไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไป ท่านพระโมคคัลลานะยังไม่มรณะ เยียวยาอัตภาพให้หายด้วยกำลังญาณ แล้วเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ทูลลากลับมาปรินิพพาน ณ ที่เดิมในวันดับเดือน ๑๒ ภายหลังพระสารีบุตรปักษ์หนึ่ง (๑๕ วัน) พระศาสดาได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้วรับสั่งให้นำอัฐิธาตุมาก่อนพระเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูแห่งเวฬุวนารามฯ..

สรุป    คุณธรรมที่ได้จากประวัติพระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกฝ่ายซ้าย  ผู้เป็นเลิศทางฤทธิ์  ทำงานอย่างจริงจังมุ่งมั่น , ใครทำสิ่งใดย่อมได้รับสิ่งนั้น ไม่มีใครหนี้พ้น(กรรมดี/กรรมชั่วให้ผลจริง), อยู่เบื้องหลังดีกว่าแย่งผลงานคนอื่น

 

 


 

พระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นเลิศในการประครอง

พระเจ้าพิมพิสาร เป็นกษัตริย์ครองเมืองราชคฤห์แคว้นมคธ สืบต่อจากพระราชบิดา เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชแล้วได้เสด็จไปประทับอยู่ที่ปัณฑวบรรพต แคว้นมคธ เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ข่าวจึงเสด็จไปนมัสการ และชักชวนให้สละเพศบรรพชิตมาครองราชย์ด้วยกัน เมื่อได้รับคำปฏิเสธจึงขอคำปฏิญญาว่าหากทรงค้นพบสิ่งที่แสวงหาเมื่อใด ขอให้มาสอนพระองค์เป็นคนแรก

     ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าเมื่อโปรดปัญจวัคคีย์โปรดพระยสะและสหายมีพระอรหันต์ จำนวน ๖๐ องค์ ทรงส่งไปประกาศพระศาสนายังแคว้นต่าง ๆ แล้วพระองค์จึงเสด็จมุ่งตรงไปยังเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อเปลื้องคำปฏิญญาที่ประทานให้กับพระเจ้าพิมพิสารนั้นเอง

     พระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่า พระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้นำแคว้นใหญ่ ถ้าพระเจ้าพิมพิสารทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว ประชาชนคนอื่น ๆ ก็จะดำเนินรอยตาม ทรงดำริเช่นนี้จึงเสด็จไปยังเมืองราชคฤห์

     สมัยนั้นพระเจ้าพิมพิสารและชาวเมืองทรงเคารพนับถือชฏิลสามพี่น้องอยู่ พระองค์จึงต้องไปโปรดสามพี่น้องก่อน

     เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดชฎิลสามพี่น้องสละลัทธิความเชื่อดังเดิมนั้นมาเป็นสาวกของพระองค์หมดแล้ว ก็พาสาวกใหม่จำนวนพันรูปไปพักยังสวนตาลหนุ่มใกล้เมืองราชคฤห์

     เมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้สดับข่าวนี้ จึงเสด็จพร้อมประชาชนจำนวนมากไปยังสวนตาลหนุ่ม ได้เห็นอาจารย์ของตนนั่งคุกเข่าคองอัญชลีต่อพระพุทธเจ้าประกาศเหตุผลที่สละลัทธิความเชื่อถือเดิมหันมานับถือพระพุทธศาสนา ก็หายสงสัย ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วนับถือพระรัตนตรัย และถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้า พร้อมภิกษุสงฆ์ที่พระราชวังในวันรุ่งขึ้น

     หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ถวายสวนไผ่นอกเมืองให้เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เรียกว่า วัดเวฬุวัน เวฬุวันนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กัลปทนิวาปสถาน คือสถานที่ให้เหยื่อแก่กระแต

เมื่อหันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว พระเจ้าพิมพิสารทรงนำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง จนแว่นแคว้นของพระองค์มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วว่าเป็นดินแดนแห่งพระธรรม

พระเจ้าพิมพิสารเป็นพระโสดาบัน มีพระอัครมเหสีพระนามว่า โกศลเทวี หรือ เวเทหิ เป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าปเสนทิโกศล พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ได้พระกนิษฐาของพระเจ้าพิมพิสารเป็นพระมเหสีเช่นกัน พระเจ้าพิมพิสารมีพระโอรสนามว่า อชาตศัตรู (ผู้เกิดมาไม่เป็นศัตรู) ในช่วยตั้งครรภ์พระนางเวเทหิทรงแพ้พระครรภ์ใคร่เสวยพระโลหิตของพระสวามี โหราจารย์ทำนายว่าพระโอรสองค์นี้จะทำปิตุฆาต แต่พระเจ้าพิมพิสารก็มิทรงแยแสต่อคำทำนาย

     เมื่อพระโอรสประสูติแล้ว ทรงให้การศึกษาอบรมเป็นอย่างดี เจ้าชายน้อยก็อยู่ในพระโอวาทเป็นอย่างดี แต่พอเจ้าชายน้อยได้รู้จักพระเทวทัต ถูกพระเทวทัตล้างสมองให้เห็นผิดเป็นชอบ จนจับพระเจ้าพิมพิสารขังคุกให้อดพระกระยาหารจนสิ้นพระชนม์

     พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จเดินจงกรมยังชีพอยู่ในคุกได้ด้วยพุทธานุสสติคือ มองลอดช่องหน้าต่างทอดพระเนตรดูพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นลงเขาคิชฌกูฏพร้อมภิกษุสงฆ์ทุกวัน

     เมื่อรู้ว่าเสด็จพ่อยังเดินอยู่ได้ กษัตริย์อกตัญญูก็สั่งให้เอามีดโกนเฉือนพระบาทเอาเกลือทา ย่างด้วยถ่านไฟร้อน พระเจ้าพิมพิสารทนทุกขเวทนาไม่ไหวก็สิ้นพระชนม์ ณ ที่คุมขังนั้นแล

     พระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ผู้ทรงธรรมทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทำให้พระพุทธศาสนาหยั่งรากลงในแคว้นมคธและเจริญแพร่หลายชั่วระยะเวลาอันรวดเร็ว ชาวพุทธจึงควรระลึกถึงพระคุณของพระองค์ในข้อนี้

สรุป  คุณธรรมที่ได้จากประวัติพระเจ้าพิมพิสาร คือ  การเป็นผู้นำประเทศที่ดี

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 22/07/2008 by in สังคมศึกษา.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: