AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของ “แม่” เรื่องจริงจากรั้วอัสสัมชัญ

4

วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของ “แม่”

รักใดไหนเล่าเท่ารักของแม่แม่…ที่ลูกทุกคนต้องอ่าน!

เรื่องจริงจากรั้วอัสสัมชัญ

 

เรื่องนี้ที่ต้องยกความดีความชอบให้กับ “มิสอุไรพร นาคะเสถียร”  ครูผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้คู่ความดีให้กับนักเรียนอัสสัมชัญ  ครูผู้มีจิตวิทยาสูงในการสอนสั่งลูกศิษย์ของคุณครู

ตึกเซนต์หลุยส์มารี โรงเรียนอัสสัมชัญ   แผนกประถม ราวกลางปี พ.ศ.2539  โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์  “มิสอุไรพรคะ ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ”   ทำให้มิสอุไรพร นาคะเสถียร ครูสาวประจำระดับชั้น ป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย  เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่เพียงท่านเดียวในวันนี้

เอ…ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์ ครูสาวก็รับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสอง  หากก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว   อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรกเข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้

เมื่อคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง ภาพแรกที่ได้เห็นชัดๆทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย……. แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม

3

“คุณแม่มาปรึกษาเรื่อง การเรียนของลูก เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่า เขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม กลัวเพื่อนล้อ  แม่มาที เพื่อนก็ล้อว่า   “แม่แขนเดียว  แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ? อะไรนี่ละค่ะ เลยไม่ได้มา”   น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม  เมื่อได้ทราบความจริงทั้งหมด ครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการ เรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว   เพราะ….หากปล่อยเรื่องนี้ไปก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้าทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย 

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก มิสอุไรพร จึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียนเรื่องราวที่ว่านั้นมีดังนี้

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2536 หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน   ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล  ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายอีกสามคน

พวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ  โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน  ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ  ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25 ซม.   คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า

แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง  ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่ และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

“ถ้าเป็นพวกพวกเธอ น้องตกลงไปอย่างนี้พวกเธอจะทำอย่างไร”   มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม และมองหน้าเด็กนักเรียน ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะ “ลูกชาย”
ของคุณแม่ท่านนั้น

“ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย แต่นักเรียนรู้มั้ยว่า คุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร”

คุณแม่ไม่เสียเวลาคิด…  เพื่อช่วยลูก…  ท่านรีบใช้ มือขวายึดดึงตัวลูกไว้  แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างเข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ เพื่อไม่ให้กังหันหมุนดึงขาลูกของตน..

          ใบพัดหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที  แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อ….จนกระชากแขนซ้ายของคุณแม่ขาดสะบั้นลง! 

          คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส  สติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที…   ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด…เลือดของแม่…

  • ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็กจนกระดูกหัก.แต่ไม่ขาด .
  • ไม่ขาด  เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน…
  • ไม่ขาด.เพราะแม้จะตกใจ  ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ  แต่..ด้วยสัญชาติญานของแม่ที่รักลูกสุดหัวใจ  มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น.ไม่ยอมปล่อย… 

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงานพร้อมๆ กับเสียงกรีดร้องของคุณแม่ ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!  คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อย   แต่…มันสายเกินไปแล้ว!     สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ รีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที

ผลของการรักษา คือ

–      คุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป

–      ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหัก ต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องถามขึ้นอีกว่า “นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ”
กล้าหาญมาก” เด็กๆพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า  หลายๆคนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า

มิสมองหน้า “ลูกชาย” ของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า “นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้
เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง  ไหนใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ”   
เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้าน  มิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่า พวกเราชื่นชม และยกย่องท่านมาก  จริงมั้ยพวกเรา

จริงครับๆ ใช่ครับๆ” เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน

“มิสได้ทราบมาว่ามีหลายๆคนไปล้อเลียนเพื่อน ไหนคนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา  ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ”   มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด
มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า  “ดีมากนักเรียน  เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ”

เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าว “ขอโทษ” เพื่อนด้วยความจริงใจ

ครูสาวน้ำตาคลอ  ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดี  เดิมท่านก็หนักใจอยู่เหมือนกันว่า หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน…จะทำอย่างไร?  แต่..เธอภาคภูมิใจในความเป็นสุภาพบุรุษอัสสัม  เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียนอัสสัมชัญ และจน ณ เวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง
ใครเล่า…จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆ ของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด

หากบัดนี้…ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว  เหลือเพียง…ความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัว “ลูกชาย” เข้าไปคุยอีกครั้ง  “วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ”
เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า  “ผม…ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว…แล้วบอกคุณแม่ว่า..”ผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ”

1

หมายเหตุ :  เรื่องนี้มีในหนังสือนิยายเรื่อง  “ใต้ร่มธงแดงขาว”  ที่เขียนโดยนักเรียนอัสสัมชััญ
http://db.assump.net/webboard/view2.php?No=4320

กอดแม่ ก่อนไม่มีแม่ให้กอด
บอกรักแม่  ก่อนไม่มีแม่ให้บอกรัก

One comment on “วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของ “แม่” เรื่องจริงจากรั้วอัสสัมชัญ

  1. AC127Mum
    06/05/2015

    .
    HAPPY BIRTHDAY

    งานวันเกิด ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น
    ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง
    หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทะนง
    วันเกิดส่ง ชีพสั้น เร่งวันตาย

    อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้าแท้
    หญิงแก่ๆ นั่งหงอย และคอยหา
    โอ้วันนั้น เป็นวัน อันตราย
    แม่คลอดสาย โลหิต แทบปลิดชนม์

    วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่
    เจ็บท้องแท้ เท่าไหร่ ไม่เคยบ่น
    กว่าอุ้มท้อง กว่าจะคลอด รอดเป็นคน
    เติบโตจน บัดนี้ นี่เพราะใคร

    แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น
    กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
    ได้ชีวิต แล้วก็หลง ระเริงใจ
    ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา

    ไฉนจึง เรียกกัน ว่า “วันเกิด”
    “วันผู้ให้ กำเนิด” ประเสร็จกว่า
    คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา
    ให้มารดา เราเป็นสุข จึงถูกแท้

    เลิกจัดงาน วันเกิด เสียเกิดนะ
    ควรที่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่
    ระลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแท้
    อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว

    สำนึกใน “วันผู้ให้ กำเนิด”
    นักพตพเนจร พระธีรปญโญ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 11/02/2009 by in AC127, เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: