AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

บริจาคร่างกาย

 

ถาม – เพื่อนชวนไปบริจาคร่างกายเป็นการกุศลแก่โรงพยาบาล ใจก็เห็นดีงามไปกับเพื่อน แต่พี่ชายท้วงติงว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์ อยากทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร

ตอบ – (โดย ว.วชิรเมธี) การบริจาคอวัยวะเป็นทานถือว่าได้บุญมาก เพราะเป็นการทำบุญขั้นสูงอย่างหนึ่งเรียกว่าเป็นการบำเพ็ญ “บารมี” (คุณธรรมอันยิ่งยวดที่จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่พึงประสงค์) ในพระพุทธศาสนาจัดการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน “บารมี 10 ประการ” คือ เป็น ทานบารมี ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้

การบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมี มีอยู่ 3 ขั้น 1) ขั้นสามัญ เช่น ให้วัตถุหรือปัจจัยสี่เป็นทาน 2) ขั้นปานกลาง เช่น ให้อวัยวะเป็นทาน 3) ขั้นสูงสุด เช่น ให้ชีวิตเป็นทาน

ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติหนึ่งจะมีอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็คงมีพระลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องเพราะขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เสวยพระชาติเป็น “สิวิราชกุมาร” ทรงควักพระเนตรทั้งสองข้างให้เป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน

ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทานจัดว่าได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละที่หาได้ยาก ถือว่าเป็นผู้ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระมหาโพธิสัตว์ เขาเสียสละสิ่งสามัญเพื่อจักได้เสวยผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก ไม่ใช่สละอวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้าก็หาไม่

ถ้าผลแห่งมหาทานบารมีเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์จะทรงสอนให้คนสละอวัยวะเป็นทานไปเพื่ออะไร ใครที่เข้าใจอย่างนี้ควรรู้ไว้เสียด้วยว่าตนกำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของคนอื่นเขาอีกต่างหาก

ที่มา – ธรรมะทำไม โดย ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ 23 มกราคม 2553 หน้า 77-80 สรุปย่อความโดย ณัชร สยามวาลา
————————————————
**ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้สนใจบริจาคอวัยวะ** สำหรับบริจาค หัวใจ ลิ้นหัวใจ ปอด ตับ และ ไต หรือ อวัยวะทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นประโยชน์ได้เพื่อนำไปรักษาช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะ โปรดติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยhttp://www.organdonate.in.th/ หรือ โทรศัพท์ 0-2256-4045-6 odc-trcs@redcross.or.th

และสามารถบริจาคดวงตาได้ที่ ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0-2252-8131-9 , 0-2258-8181-9, 0-2256-4039 และ 0-2256-4040 ต่อศูนย์ดวงตา ตลอด 24 ชั่งโมง eyebank@redcross.or.th

นอกจากนี้ท่านยังสามารถบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อชีวภาพเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วย ได้ที่ ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพ ที่รพ.ศิริราชhttp://www.si.mahidol.ac.th/th/Tissue001.asp
โทรศัพท์ 0 2419 7000 # 4501, 4545 – 7 Siyvj@mahidol.ac.th

โดยทั้งหมดนี้เมื่อท่านเสียชีวิตท่านสามารถให้ญาติโทร.ไปที่ศูนย์ใดศูนย์หนึ่งเพื่อแจ้งว่าท่านได้บริจาคอวัยวะไว้ให้กับศูนย์ทั้ง 3 แห่ง เจ้าหน้าที่เขาจะประสานงานมารับอวัยวะต่าง ๆ ของท่านไปด้วยกันค่ะ แอ๊ดมินได้บริจาคไว้ครบทั้ง 3 ที่แล้ว ขอให้ทุกท่านได้รับบุญไปด้วยกันนะคะ

……………………………………………………………………………….

บริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์
                 การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาสร้างกุศลทานอันยิ่งใหญ่ ด้วยการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาการให้ หรือ การบริจาคย่อมทำให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้ให้มีความสุข มีความภาคภูมิใจในความเป็นผู้เสียสละ ผู้รับมีความสุข ที่ได้รับสิ่งจำเป็นที่สุดที่ตนเองยังขาดแคลน
การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา ผู้บริจาคเป็นผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ ยอมสละร่างกายของตนเอง ให้ผู้ที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อนได้ศึกษาโดยเพียงแต่มุ่งหวังว่า ผู้ที่ศึกษาร่างของตนจะนำความรู้ที่ได้รับนั้นไปช่วยมวลมนุษย์ชาติต่อไป ผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาได้สร้างกุศลทานครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยได้แต่หวังว่า ผู้อยู่เบื้องหลังจะไม่ต้องทนทุกข์จากอาการเจ็บป่วย ตนเองมิได้หวังสิ่งตอบแทนใดใด นอกจากได้เป็นผู้”ให้”เท่านั้น

คุณประโยชน์
                 การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา เป็นการสร้างประโยชน์ทั้งด้านวิชาการ ด้านสาธารณสุข ด้านจริยธรรมและการเสริมสร้างสังคมอันจะนำไปสู่พัฒนาการที่ดีต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในการศึกษาทางการแพทย์บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากร่างกายของมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาผู้ป่วยต่อไปในอนาคต
การศึกษาจากร่างกายผู้อุทิศร่างกาย ใช้ประโยชน์หลายกรณี อาทิเช่น
1. เพื่อใช้ในการศึกษาของนิสิตแพทย์
2. เพื่อใช้ในการศึกษาของแพทย์เฉพาะทาง
3. เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษาพยาบาล
4. เพื่อใช้ในการศึกษาของนิสิตเทคนิคการแพทย์
5. เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษารังสีเทคนิค
6. เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์
7. เพื่อใช้ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์
วิธีการ
                 ผู้มีความประสงค์อุทิศร่างกายสามารถยื่นความจำนงได้ 2 แบบ คือ
1. ยื่นความจำนงโดยตรงที่ ศาลาทินฑัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยกรอกข้อความ
ลงในแบบฟอร์มของโรงพยาลบาล 1 ฉบับ เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายให้ไว้เป็นหลักฐาน
2. ยื่นความจำนงทางไปรษณีย์ โดยกรอกข้อความลงในแบบฟอร์ม แล้วส่งมา
ทางไปรษณีย์ 1 ฉบับ เจ้าหน้าที่จะส่ง
บัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายให้ภายหลัง
เมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม ทายาท มีสิทธิ์คัดค้านไม่มอบศพให้กับโรงพยาบาลได้โดยต้องแจ้ง
การคัดค้านไม่มอบศพกับโรงพยาบาลฯภายใน 24 ชั่วโมง
เมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับมรดกยินยอมพร้อมใจกันจะมอบศพให้โรงพยาบาลฯ
ขอให้ติดต่อโรงพยาบาลฯเพื่อจัดเจ้าหน้าที่ไปรับศพ โดยเจ้าหน้าที่จะให้กรอกใบสำคัญยินยอมมอบศพให้
โรงพยาบาลเพื่อการศึกษาไว้เป็นหลักฐาน โดยติดต่อแจ้งการรับศพได้ที่
1. ในเวลาราชการติดต่อที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หมายเลขโทรศัพท์
02-256-4281 หรือ 02-2527-028 หรือ 02-256-4000 ต่อ 3247
2. นอกเวลาราชการติดต่อที่ ตึกห้องพักศพ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการรับศพ หมายเลขโทรศัพท์
2564317
โรงพยาบาลจะสามารถรับร่างของผู้อุทิศร่างกายได้ก็ต่อเมื่อ มีใบมรณบัตรซึ่งออกโดย นายทะเบียน
ท้องถิ่นที่ผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรมแล้วเท่านั้น
โรงพยาบาลจะจัดเจ้าหน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกายเฉพาะที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
เมื่อโรงพยาบาลรับร่างผู้อุทิศร่างกายมาแล้ว ไม่สามารถอนุญาตให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศล
ก่อน เพราะจะทำให้ไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับการศึกษา
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกาย ทายาทควรให้ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดไว้กับเจ้าหน้าที่
เพื่อให้สามารถติดต่อได้เมื่อนิสิตศึกษาร่างผู้อุทิศร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้วและหากมีการเปลี่ยนแปลงที่
อยู่ต้องแจ้งให้ทราบ
ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ จะจัดให้มีการศึกษาร่างของผู้อุทิศร่างกายในกรณีต่างๆต่อไปนี้ ตามความ
เหมาะสม
1. เพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน
2. เพื่อการฝึกอบรมหัตถการต่างๆ และงานวิจัยทางการแพทย์
เมื่อฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศึกษาร่างผู้อุทิศฯศึกษาเรียบร้อยแล้ว
จะมีคณะกรรมการดำเนินการจัดงานฌาปนกิจ และขอพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ)

คุณสมบัติของผู้บริจาค
                 ผู้มีความประสงค์อุทิศร่างกายต้องมีอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป กรณีที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความ
ยินยอมจากผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร
โรงพยาบาลจะไม่รับศพผู้อุทิศร่างกายในกรณีดังนี้
– ถึงแก่กรรมเกิน 24 ชั่วโมง ยกเว้นได้เก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาล
– ผู้อุทิศร่างกายที่ได้รับการผ่าตัด หรือมีรอยเสียหายจากอุบัติเหตุ บริเวณศีรษะและ
สมอง
– ผู้อุทิศร่างกายที่ถึงแก่กรรมจากสาเหตุจากโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและ สมอง หรือติดเชื้อ โรคร้ายแรงเช่น เอดส์ ไวรัสลงตับ และวัณโรค
– ผู้อุทิศร่างกายที่มีคดี เกี่ยวข้องกับคดี หรือมีการผ่าพิสูจน์ ยกเว้นการผ่าพิสูจน์บริเวณช่องท้องที่แพทย์นำไปใช้ในทางการศึกษาทางการแพทย์เท่านั้น
– ผู้อุทิศฯที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาด้วยน้ำยาแล้ว
ในกรณีที่รับร่างผู้อุทิศฯมาแล้ว มีการตรวจพบว่าอยู่ในกรณีดังกล่าวข้างต้น โรงพยาบาลจะติดต่อญาติให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

สถานที่ติดต่อ
                 ศาลาทินฑัต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
ในวัน เวลาราชการ

หลักฐานที่ต้องเตรียมมามีดังนี้
                 1. รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป
2. สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ 1 ฉบับ

ดาวโหลดเอกสารที่เกี่ยวข้อง http://www.redcross.or.th/donation/self_donation.php4
                  1. หัวข้อถามตอบอุทิศร่างกาย
                  2. แผ่นพับประชาสัมพันธ์
                  3. เกณฑ์การรับร่างกาย
                  4. แบบฟอร์มอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาใหม่
                  5. ระเบียบการรับร่างผู้อุทิศร่างกาย
                  6. เอกสารรับแจ้งข้อมูล


จุฬาฯ เชิญชวนผู้สนใจบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่”

 

          จุฬาฯ เชิญชวนผู้สนใจบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่” เพื่อทำบุญครั้งใหญ่ ครั้งสุดท้ายในชีวิต ระบุแม้ขณะนี้ไม่ถึงกับขลาดแคลน แต่อนาคตไม่แน่ เพราะต้องเร่งศึกษาและพัฒนาให้ทันเทคโนโลยี

          รศ.นพ.ธันวา ตันสถิตย์ หัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสถานการณ์การรับบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ หรือการอุทิศร่างเป็นอาจารย์ใหญ่” ให้กับโรงพยาบาลจุฬาฯ ว่า แม้ปัจจุบันโรงพยาบาลจุฬาฯ จะยังคงมีอาจารย์ใหญ่” ให้กับนิสิตคณะแพทยศาสตร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์อย่างพอเพียง

แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นในทุกวันนี้ ทำให้ความจำเป็นในการใช้ร่างอาจารย์ใหญ่” เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปี คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ จำเป็นต้องใช้อาจารย์ใหญ่” มากถึงกว่า 200 ท่าน และอาจไม่เพียงพอในอนาคต เพราะผู้ที่บริจาคในวันนี้อาจต้องใช้เวลาอีก 50-60 ปี กว่าที่จะเสียชีวิต ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ โดยร่างของผู้ที่บริจาคจะได้รับการทำพีธีทางศาสนา หลังผ่านการเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยมีพิธีพระราชทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติ

ผู้ที่จะบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่” เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ สามารถนำไปเป็นอาจารย์ใหญ่ได้ ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ หรือแม้แต่เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ก็สามารถบริจาคได้ ไม่เหมือนการบริจาคอวัยวะ ที่ผู้บริจาคต้องเสียชีวิตจากภาวะสมองตายเท่านั้น จึงจะสามารถนำอวัยวะบางส่วนมาใช้ประโยชน์ ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้ร่วมกันบริจาคร่างกาย เพราะถือเป็นการทำบุญใหญ่ครั้งสุดท้ายในชีวิต” รศ.นพ.ธันวา กล่าว

อนึ่ง ผู้สนใจสามารถติดต่อที่แผนกอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ศาลาทินฑัต โรงพยาบาลจุฬาฯ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2256-4628 ในเวลาราชการ หรือสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการบริจาคร่างกายจาก http://www.chula.ac.th/chula/th/main.html แล้วกรอกข้อความส่งมาที่แผนกอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ศาลาทินฑัต โรงพยาบาลจุฬาฯ สภากาชาดไทย เขตปทุมวัน กทม. 10330 ได้ทุกวัน

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y8075834/Y8075834.html


 ตายอย่างมีคุณค่า

          สัจจธรรมสี่ข้อที่มนุษย์มิอาจหลีกเลี่ยงได้ คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตราบจนนาทีสุดท้ายของชีวิตสิ้นสุดลง ความเป็นมนุษย์ย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย คงเหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณซึ่งเราเรียกว่า ศพรอวันเน่าเปื่อยเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา สิ่งที่คงเหลือไว้แก่ปุถุชนรุ่นหลังให้ระลึกถึง คือ ความดีที่ผู้เสียชีวิตได้กระทำไว้


          แนวทางการทำความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนอย่างหนึ่งคือ การให้ทาน เป็นสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ การให้มิใช่จำกัดเพียงสิ่งที่เป็นสิ่งของหรือทรัพย์สินเท่านั้น ร่างกายที่ปราศจากลมหายใจของเราก็สามารถบริจาคเป็นทานเพื่อคนอื่นได้ใช้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเพื่อการศึกษาส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ หัวใจ หลอดเลือด และเส้นประสาท เพื่อประโยชน์ทางวิชาการต่อไปได้


          เนื่องจากการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีการสำคัญประการหนึ่งในการช่วยชีวิตให้กับผู้ป่วย โรคตับ ไต และหัวใจ ประเทศต่างๆ จึงมีการรณรงค์ให้มีการบริจาคอวัยวะเพื่อประโยชน์ดังกล่าว แต่ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาขาดแคลนผู้บริจาคอวัยวะ นอกจากในประเทศจีนและอินเดียที่มีปัญหาในด้านนี้น้อยมาก ในจีนมีการปลูกถ่ายอวัยวะปีละประมาณ 3,000 ราย อวัยวะที่ใช้ปลูกถ่ายส่วนใหญ่จะได้รับจากนักโทษประหาร ส่วนในอินเดียนอกจากจะได้รับอวัยวะจากนักโทษประหารแล้ว ยังมีประชาชนบางกลุ่มลักลอบขายอวัยวะเพราะความยากจน แม้จะมีกฎหมายห้ามการซื้อขายอวัยวะ แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงกฎหมายไปได้เสมอ ( บัญญัติ, 2543)

          สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการปลูกถ่ายอวัยวะมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน โดยมีการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2532 จนปัจจุบันได้มีผู้เปลี่ยนหัวใจแล้วประมาณ 90 ราย แต่ก็ยังมีผู้รอการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจอีกเป็นจำนวนมาก และประเทศไทยก็มีกฎหมายห้ามการซื้อขายอวัยวะเช่นกัน ดังนั้นการเปลี่ยนอวัยวะให้กับผู้ป่วยจึงทำได้โดยการบริจาคเท่านั้น ในขณะนี้มีปัญหาเรื่องการบริจาคอวัยวะเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีผู้บริจาคน้อยมาก ทำให้มีผู้ป่วยที่รอรับความช่วยเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก แม้จะมีการรณรงค์เพื่อการบริจาคอวัยวะแล้วก็ตาม แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเพราะคนไทยส่วนมากไม่เห็นความสำคัญของการบริจาคอวัยวะเพื่อนำไปเปลี่ยนให้กับผู้ป่วย สำหรับอวัยวะที่จะนำไปใช้เปลี่ยนให้กับผู้ป่วยนั้นจะได้จากผู้บริจาคที่ประสบอุบัติเหตุและสมองตายแล้ว แต่ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่ยานพาหนะมากขึ้น เช่น การรณรงค์สวมหมวกนิรภัย การคาดเข็มขัดนิรภัย และการรณรงค์เมาไม่ขับ ฯลฯ มีผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุลดลง การได้อวัยวะบริจาคเพื่อการปลูกถ่ายก็ลดลงด้วย

          ในเอเชียไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัจจัยเรื่องแนวความคิดที่เชื่อว่า หากบริจาคอวัยวะไปแล้วจะทำให้ไปเกิดในภพหน้าในสภาพที่มีอวัยวะไม่สมบูรณ์ และเป็นผู้พิการ ความเชื่อนี้จึงขัดต่อแนวปฏิบัติในการรณรงค์เพื่อการบริจาคอวัยวะ แต่อย่างไรก็พบว่าตามแนวความคิดของคนอีสานในเรื่องความเชื่อนี้กำลังเปลี่ยนแปลงไป(นักศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ, 2544) ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคนทั่วไปสามารถได้รับข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วจนเห็นความสำคัญของการบริจาคร่างกาย หรืออวัยวะ จึงทำให้มีผู้บริจาคอวัยวะ และบริจาคร่างกายเป็นจำนวนมากขึ้น ปัจจัยอื่นที่ส่งเสริมอีกคือความสำเร็จของงานพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษให้แก่ผู้บริจาคร่างกาย(ครูใหญ่)หลังจากเสร็จสิ้นการศึกษาแล้ว ซึ่งจัดโดยนักศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ญาติและผู้มาร่วมงานรู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งและผู้ที่ได้มาร่วมงานจำนวนมากรู้สึกประทับใจและแจ้งความจำนงในการบริจาคร่างกายเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ต้องใช้การประชาสัมพันธ์ หรือใช้สื่ออื่นๆ แต่ประการใด


          โดยทั่วไปแล้วคนส่วนมากยังสับสนในแนวทางการบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย และการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาของหน่วยงานโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งสองหน่วยงานมีความแตกต่างกันในด้านการทำงาน วิธีการ และวัตถุประสงค์ กล่าวโดยสรุปคือ หน่วยบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่ายจะใช้อวัยวะของผู้ที่มีภาวะสมองตายแล้ว เช่น ตับ ไต หัวใจ ดวงตา เพื่อเปลี่ยนให้ผู้อื่น แต่การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ต้องการให้อวัยวะต่างๆ อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์มากที่สุด เพื่อศึกษาภาวะที่เป็นปกติของร่างกาย อย่างไรก็ตามหากต้องการบริจาคอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย และบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาไปพร้อมๆ กันก็สามารถกระทำได้ เช่น บริจาคเฉพาะดวงตา หรือหากบริจาคร่างกายเพื่อทำโครงกระดูกก็สามารถบริจาคอวัยวะต่างๆ ให้แก่หน่วยปลูกถ่ายอวัยวะได้

          การเรียนการสอนของวิชากายวิภาคศาสตร์ (anatomy) เป็นการศึกษาระบบและโครงสร้างต่างๆ ของร่างกายในภาวะที่เป็นปกติ โดยใช้ศพเป็นสื่อการสอนวิชานี้เป็นพื้นฐานความรู้ที่จะนำไปประยุกต์กับสาขาวิชาอื่นๆ ของนักศึกษาในศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้แก่ นักศึกษาแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ เทคนิคการแพทย์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ในแต่ละปีจะมีนักศึกษามาเรียนทั้งจากมหาวิทยาลัยฯ และต่างสถาบันไม่น้อยกว่า 600 คน ศพไม่เพียงเป็นสื่อการสอนที่ดีเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังใช้ฝึกปฏิบัติสำหรับแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศัลยแพทย์ ทันตแพทย์ นอกจากนั้นยังใช้ประโยชน์ในด้านการวิจัยเพื่อหาค่ามาตรฐานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเพื่อการใช้อุปกรณ์การแพทย์ที่เหมาะสมสำหรับคนไทย

 

ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าศพนับว่าเป็นสื่อการสอนที่ดีเยี่ยมที่สุด แต่ก็ยังมีข้อจำกัดและแตกต่างจากสื่อการสอนอย่างอื่น คือการใช้สื่อการสอนอื่นๆ สามารถที่จะกำหนดกฎเกณฑ์จำนวนและอายุการใช้งานได้อย่างคร่าวๆ และสามารถเตรียมการจัดหาทดแทนได้ แต่การใช้ศพเพื่อเป็นสื่อการสอนนั้น ไม่สามารถที่จะคาดเดาจำนวนผู้เสียชีวิตได้แน่นอน กระบวนการผลิตใช้เวลาค่อนข้างนาน และไม่สามารถเก็บศพไว้ใช้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากหมดสภาพการใช้งาน ดังนั้นการประสบปัญหาขาดแคลนศพเพื่อการเรียนการสอนจึงอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ หากจำนวนนักศึกษาศูนย์วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ผาสุก, 2542)

          ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ ได้เปิดการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา 2 รูปแบบ คือแบบที่ 1 เพื่อทำโครงกระดูก และแบบที่ 2 เพื่อการฉีดยาไว้ชำแหละ ผู้ที่มีความประสงค์ในการบริจาคร่างกายต้องผ่านกฎเกณฑ์และมีคุณสมบัติตามที่ภาควิชากำหนดไว้ กฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ ที่กำหนดขึ้นใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การใช้ร่างผู้บริจาคร่างกายเป็นไปอย่างเต็มที่สมดังเจตนารมณ์ของผู้บริจาคร่างกาย อย่างไรก็ตามเหตุผลในเชิงการแพทย์ยังไม่ได้อธิบายลงไปในแบบฟอร์มนั้นด้วย ซึ่งจะได้นำมากล่าวถึงขั้นตอน กระบวนการ และคุณสมบัติของผู้บริจาคร่างกายอย่างคร่าวๆ ณ ที่นี้

 

การบริจาคร่างกายเพื่อทำโครงกระดูก
กระบวนการทำโครงกระดูก เริ่มโดยการรับศพบริจาคร่างกายมาชำแหละเอาอวัยวะและโครงสร้างต่างๆออก ศพนั้นจะต้องไม่ผ่านการฉีดยาน้ำยาใดๆ เพื่อให้ง่ายต่อการชำแหละเอาเนื้อเยื่อส่วนอื่นออก จากนั้นจึงนำโครงกระดูกที่เลาะเสร็จแล้วเข้าสู่กระบวนหมัก ซึ่งกระทำได้ 2 วิธี คือ การหมักด้วยทรายกลบ และการหมักด้วยน้ำ ทั้ง 2 วิธีมีขั้นตอน วิธีการ และระยะเวลาที่แตกต่างกันไป คุณภาพของของโครงกระดูกที่ได้ก็แตกต่างกันด้วย คือ การหมักด้วยทรายใช้เวลานาน กระดูกที่ได้เป็นคราบสกปรก บางชิ้นผุกร่อน ส่วนการหมักด้วยน้ำได้กระดูกที่ขาวสะอาด ครบทุกชิ้น แต่มีคราบไขมันในโพรงกระดูก ภายหลังการหมักแล้วจึงนำโครงกระดูกไปต้มน้ำเพื่อกำจัดเศษเนื้อ เอ็นรั้งกระดูก เมื่อโครงกระดูกผ่านการทำความสะอาดเรียบร้อย จึงนำไปตากแดดและผึ่งลมให้แห้ง จากนั้นจึงนำกระดูกมาประกอบเป็นโครงและอาจพ่นด้วยสารเคลือบเงาเพื่อความสวยงาม

ผู้ที่มีความประสงค์ในการบริจาคร่างกายแบบทำโครงกระดูกนี้ควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ

1. ปราศจากโรคติดต่อร้ายแรง เช่น โรคตับอักเสบบี วัณโรค และโรคเอดส์ เป็นต้น เนื่องจากกระบวนการขั้นแรกของการทำโครงกระดูกคือ การเลาะเอาส่วนต่างๆ ที่ไม่ใช่กระดูกออก ซึ่งจะทำให้ผู้ปฏิบัติมีภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากชิ้นเนื้อ เลือด น้ำเหลืองของผู้เสียชีวิตได้ และควรปราศจากโรคที่มีผลต่อกระดูก เช่น มะเร็ง ซึ่งจะทำให้กระดูกผิดรูปร่างและขาดความคงทนถาวร

2. อายุไม่เกิน 55 ปีในวันที่เสียชีวิต ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ายิ่งสูงอายุมากขึ้นก็ยิ่งเกิดการผุกร่อน(osteoporosis) ของกระดูกร่วมกับการเกิดภาวะกระดูกเสื่อม และกระดูกงอก (osteophyte) เมื่อนำโครงกระดูกเหล่านี้มาเข้ากระบวนการหมักจะทำให้เกิดการผุกร่อนของกระดูกมากขึ้นจากสภาพความเป็นกรดที่เกิดจากการเน่าสลายของเนื้อเยื่อต่างๆ สำหรับเพศชายแล้วมีความแข็งแรงของโครงกระดูกมากกว่าเพศหญิง และมักเกิดอาการกระดูกเสื่อมเมื่ออายุ 65 ปี (จันทรา, 2542) เนื่องจากเพศหญิงในช่วงอายุ 40-45 ปีจะเป็นช่วงวัยหมดระดู (menopause) รังไข่ของผู้หญิงวัยนี้จะไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นโดยฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ทำให้ฮอร์โมนเพศที่ผลิตจากรังไข่ 2 ชนิดคือ เอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) มีปริมาณลดลง เมื่อเวลาผ่านไปผลจากการขาดฮอร์โมนจะทำให้กระดูกสูญเสียแคลเซียม จนทำให้โครงสร้างของกระดูกบางลง กระดูกจึงเปราะแตกง่ายมากขึ้น (ชุมศักดิ์, 2542) และยากต่อการนำมาประกอบเข้าด้วยกัน

การอุทิศร่างกายเพื่อฉีดยาไว้ชำแหละศึกษา
การบริจาคร่างกายด้วยวิธีการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ศึกษาทุกระบบของร่างกายที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น หลอดเลือด เส้นประสาท หัวใจ ปอด และอื่นๆ การศึกษาด้วยวิธีการนี้ต้องมีการชำแหละเพื่อศึกษาดูความสัมพันธ์ของโครงสร้างต่างๆ กระบวนการผลิตศพเพื่อให้เป็นครูใหญ่นั้น เริ่มจากการฉีดยาศพเข้าหลอดเลือดแดงใหญ่ บริเวณขาหนีบ (femoral artery) น้ำยาที่ใช้ฉีดมีความแตกต่างจากน้ำยาฉีดศพทั่วไป โดยมีส่วนผสมของฟอร์มาลิน (formalin) และแอลกอฮอล์ (alcohol) เพื่อทำให้อยู่ในสภาพที่ไม่ย่อยสลาย (fixation) อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคและป้องกันเชื้อราอีกด้วย สำหรับสารอื่นอีกได้แก่ คาร์บอลิก แอซิดหรือ ฟีนอล (carbolic acid or phenol) เพื่อป้องกันเชื้อราและฆ่าเชื้อโรค (Nichols, 1995) กลีเซอรีน (glycerine) เพื่อทำให้ศพชุ่มชื้นและอ่อนนุ่ม ดินปะสิวหรือโปแทสเซียมไนเตรท (potassium nitrate) เพื่อทำให้กล้ามเนื้อมีสีแดง และไม่ซีดจาง หลังจากฉีดน้ำยาแล้วญาติสามารถประกอบพิธีทางศาสนาได้ จากนั้นจะไปรับศพมาแช่ไว้ในอ่างดอง น้ำยาที่ใช้สำหรับดองศพมีส่วนผสมของน้ำฟีนอล และกลีเซอรีนเป็นสำคัญ เมื่อดองได้ระยะเวลาเหมาะสมจึงนำมาจัดลำดับเพื่อนำขึ้นชำแหละศึกษาต่อไป ผู้ที่มีความประสงค์ในการบริจาคเพื่อฉีดยาศพควรมีสมบัติดังนี้คือ

1. ปราศจากโรคติดเชื้อร้ายแรง เช่นเดียวกับผู้ประสงค์บริจาคเพื่อทำโครงกระดูก เนื่องจากต้องเปิดหลอดเลือดเพื่อฉีดน้ำยาซึ่งอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังควรปราศจาคโรคมะเร็ง โรคไต เบาหวาน ซึ่งทั้งสามโรคนี้มีผลต่อการฉีดน้ำยาเข้าร่างกาย กล่าวคือ โรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งในช่องท้องจะมีการลุกลามไปอวัยวะต่างๆ ทำให้อวัยวะมีรูปทรงที่ผิดปกติไปจากเดิม โรคตับและไตจะพบว่ามีการบวมเกิดขึ้นทั่วร่างกาย เนื่องจากตับจะสร้างโปรตีนอัลบูมิน (albumin) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างน้ำในเนื้อเยื่อและน้ำในหลอดเลือด และไตจะทำหน้าที่ในการขับน้ำปัสสาวะเมื่อเกิดพยาธิสภาพกับตับและไตจะทำให้เกิดอาการบวมขึ้น สำหรับโรคเบาหวานมักมีการทำลายและการเสื่อมของหลอดเลือดและอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะไต อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวานส่วนหนึ่งมักมีรูปร่างอ้วน (Mc Phee, Lingappa R, Ganong F and Lange D, 1995) ปัจจัยทั้งหลายดังกล่าวที่เป็นผลมาจากโรคประจำตัวทำให้การฉีดยารักษาศพไม่ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ เมื่อนำไปดองในอ่างจะมีการเน่าสลายบางส่วน ทำให้น้ำยาดองศพเสื่อมคุณภาพและส่งผลเสียต่อศพอื่นๆ อีกด้วย

2. อายุไม่เกิน 80 ปี ผู้สูงอายุย่อมมีการเสื่อมของอวัยวะและโครงสร้างต่างๆ ไปตามกาลเวลา เช่น กล้ามเนื้อมักฝ่อลีบ ทำให้ขาดความสมบูรณ์และไม่เหมาะสมในการนำมาศึกษา

 

 

          เนื่องจากการบริจาคอวัยวะหรือการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษานั้น มีประโยชน์และทรงคุณค่ายิ่ง อีกทั้งยังเป็นการกระทำ ทานบารมีของตนเอง จึงขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่านได้ ร่วมกันบริจาคอวัยวะให้กับหน่วยปลูกถ่ายอวัยวะของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ หรือบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาได้ที่ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทุกวันในเวลาราชการ โทรศัพท์ 043-348360-9 ต่อ 3158 (หน่วยปลูกถ่ายอวัยวะ) หรือ 3173 (หน่วยบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา)

 


แบบฟอร์ม บริจาคดวงตา+บริจาคอวัยวะ+บริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์

1)ใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตา (ผ่านระบบเครือข่าย)
http://www.redcross.or.th/donation/eye_donate_form.php4

ใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตา (PDF)
http://www.redcross.or.th/donation/eye_donation_form.pdf

แบบฟอร์มใบสำคัญแสดงการยินยอมมอบดวงตาให้สภากาชาดไทย (PDF)
http://www.redcross.or.th/donation/eye_donate_agreement_form.pdf

บริจาคดวงตา
คุณประโยชน์
ช่วยผู้ป่วยกระจกตาพิการ ซึ่งอาจแบ่งเป็น
กระจกตาขุ่นเป็นฝ้าขาว เช่น เป็นแผลเป็น หรือกระจกตาบวมจากอุบัติเหตุสารเคมี การติดเชื้อ โรคกระจกตาที่เป็นแต่กำเนิด เป็นต้น
กระจกตามีความโค้งนูนผิดปกติ
กรณีฉุกเฉิน เช่น เป็นโรคติดเชื้อรุนแรง ไม่สามารถควบคุมด้วยการใช้ยารักษาได้ หรือรายที่กระจกตากำลังทะลุ หรือทะลุแล้ว สาเหตุใดก็ตาม ต้องรีบตัดกระจกตาส่วนที่ติดเชื้อ แล้วใส่กระจกตาบริจาคแทนที่เพื่อรักษาดวงตาไว้ก่อน
ทำเพื่อความสวยงามเป็นการทำให้ฝ้าขาวที่ตาดำหายไปโดยไม่คำนึงว่ามองเห็นหรือไม่ วิธีนี้ไม่นิยมทำในเมืองไทย เพราะดวงตาบริจาคมีน้อย จำเป็นต้องเก็บไว้ทำการผ่าตัดให้ผู้ที่ทำแล้วจะทำให้เห็นดีขึ้นเท่านั้น

วิธีการ
ภายหลังถึงแก่กรรม ดวงตาจะเริ่มเสื่อมคุณภาพและเน่าเปื่อยเหมือนอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย ดังนั้นจำเป็นต้องรีบเก็บดวงตาให้เร็วที่สุด อย่างช้าไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมง ถ้าช้าเกินไปดวงตาจะใช้ไม่ได้ และไม่ควรอนุญาตให้ฉีดน้ำยากันเน่าเปื่อยของศพ ก่อนที่จะผ่าตัดเก็บดวงตา
ขั้นตอนการแสดงความจำนงอุทิศดวงตา
1. กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาให้ชัดเจน
2. เมื่อศูนย์ดวงตา สภากาชาดไทย ได้รับใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตาจากท่านแล้ว ศูนย์ฯจะส่งบัตรประจำตัวให้ตามที่อยู่ที่ระบุไว้
3. หากย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนสถานภาพใดๆ กรุณาแจ้งศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
ข้อควรปฏิบัติภายหลังการอุทิศดวงตา
1. แจ้งสมาชิกในครอบครัวหรือญาติใกล้ชิดให้รับทราบ
2. เก็บบัตรอุทิศดวงตาไว้กับตัวหรือในที่หาง่าย
3. ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับดวงตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์

สถานที่ติดต่อ
ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) ชั้น 7
ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 0-2252-8131-9 , 0-2258-8181-9, 0-2256-4039 และ 0-2256-4040
ต่อศูนย์ดวงตา ตลอด 24 ชั่งโมง
E-mail: eyebank@redcross.or.th
**************************************************

2)ใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ (PDF)
http://www.organdonate.in.th/asp/donate.asp( ลิงค์นี้ใช้ได้ครับ)

บริจาคอวัยวะ
คุณประโยชน์
ปัจจุบันมีผู้ป่วยในระยะสุดท้ายอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ทุกข์ทรมานจากการที่อวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ, ตับ, ไต, ปอด ฯลฯ ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ วิธีรักษาทางการแพทย์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ คือ การปลูกถ่ายอวัยวะใหม่ ด้วยอวัยวะของผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งได้แสดงเจตนารมณ์ในการบริจาคอวัยวะ หรือได้จากญาติที่มีความประสงค์จะบริจาคอวัยวะของบุคคลนั้น เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นมาปลูกถ่าย จึงจะช่วยให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายมีชีวิตอยู่เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวและสังคมต่อไปได้
อวัยวะใหม่ที่สามารถนำมาปลูกถ่าย ได้แก่ หัวใจ, ตับ, ไต, ปอด, ตับอ่อน, กระดูก ฯลฯ ซึ่งได้มาจากการนำอวัยวะใหม่เปลี่ยนแทนอวัยวะเดิมที่เสื่อมสภาพ จนไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ และการผ่าตัดนั้นจะเป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เพื่อให้อวัยวะใหม่นั้นทำงานแทนอวัยวะเดิม

ขั้นตอนการบริจาค
1. กรอกรายละเอียดในใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะให้ชัดเจน ที่อยู่ควรจะตรงกับทะเบียนบ้าน (หากต้องการให้ส่งบัตรประจำตัวไปยังสถานที่อื่น กรุณาระบุ)
2. พิมพ์ใบแสดงความจำนงบริจาค ส่งเอกสารมายังศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย ตามที่อยู่ด้านล่าง และเมื่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ ได้รับใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะของท่านแล้ว ศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ จะส่งบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะให้ตามที่อยู่ที่ได้ระบุไว้
3. หลังจากที่ท่านได้รับบัตรประจำตัวผู้มีความจำนงบริจาคอวัยวะจากศูนย์รับบริจาคอวัยวะฯ แล้ว อย่าลืมกรอกชื่อ และรายละเอียดการบริจาคลงในบัตร
4. กรุณาเก็บบัตรประจำตัวผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้กับตัวท่าน หากสูญหาย

กรุณาติดต่อกับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย

คุณสมบัติของผู้บริจาคอวัยวะ
1. ผู้บริจาคอวัยวะต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี
2. เสียชีวิตจากสภาวะสมองตายด้วยสาเหตุต่าง ๆ
3. ปราศจากโรคติดเชื้อ และโรคมะเร็ง
4. ไม่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน, หัวใจ, โรคไต, ความดันโลหิตสูง, โรคตับ และไม่ติดสุรา
5. อวัยวะที่จะนำไปปลูกถ่ายต้องทำงานได้ดี
6. ปราศจากเชื้อที่ถ่ายทอดทางการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสเอดส์ ฯลฯ
7. กรุณาแจ้งเรื่องการบริจาคอวัยวะแก่บุคคลในครอบครัวหรือญาติให้รับทราบด้วย

สถานที่ติดต่อ
ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5
ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน
กรุงเทพฯ 10330
โทร. 1666
**************************************************

3)ใบแสดงความจำนงบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์ (PDF)
http://www.redcross.or.th/donation/self_donation_form.pdf

บริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์
การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาสร้างกุศลทานอันยิ่งใหญ่ ด้วยการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาการให้ หรือ การบริจาคย่อมทำให้เกิดความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ ผู้ให้มีความสุข มีความภาคภูมิใจในความเป็นผู้เสียสละ ผู้รับมีความสุข ที่ได้รับสิ่งจำเป็นที่สุดที่ตนเองยังขาดแคลน
การบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา ผู้บริจาคเป็นผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ ยอมสละร่างกายของตนเอง ให้ผู้ที่ไม่เคยได้รู้จักมาก่อนได้ศึกษาโดยเพียงแต่มุ่งหวังว่า ผู้ที่ศึกษาร่างของตนจะนำความรู้ที่ได้รับนั้นไปช่วยมวลมนุษย์ชาติต่อไป ผู้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาได้สร้างกุศลทานครั้งสุดท้ายของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยได้แต่หวังว่า ผู้อยู่เบื้องหลังจะไม่ต้องทนทุกข์จากอาการเจ็บป่วย ตนเองมิได้หวังสิ่งตอบแทนใดใด นอกจากได้เป็นผู้”ให้”เท่านั้น

คุณประโยชน์
การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา เป็นการสร้างประโยชน์ทั้งด้านวิชาการ ด้านสาธารณสุข ด้านจริยธรรมและการเสริมสร้างสังคมอันจะนำไปสู่พัฒนาการที่ดีต่อไปในอนาคต โดยเฉพาะในการศึกษาทางการแพทย์บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากร่างกายของมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาผู้ป่วยต่อไปในอนาคต
การศึกษาจากร่างกายผู้อุทิศร่างกาย ใช้ประโยชน์หลายกรณี อาทิเช่น
1. เพื่อใช้ในการศึกษาของนิสิตแพทย์
2. เพื่อใช้ในการศึกษาของแพทย์เฉพาะทาง
3. เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษาพยาบาล
4. เพื่อใช้ในการศึกษาของนิสิตเทคนิคการแพทย์
5. เพื่อใช้ในการศึกษาของนักศึกษารังสีเทคนิค
6. เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์
7. เพื่อใช้ในการจัดทำพิพิธภัณฑ์กายวิภาคศาสตร์

วิธีการ
ผู้มีความประสงค์อุทิศร่างกายสามารถยื่นความจำนงได้ 2 แบบ คือ
1. ยื่นความจำนงโดยตรงที่ ฝ่ายอุทิศร่างกาย แผนกเลขานุการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
โดยกรอกข้อความ ตามแบบฟอร์ม ทั้ง 3 ฉบับ เก็บไว้ที่ผู้อุทิศร่างกาย 1 ฉบับพร้อมทั้ง ใบประกาศของโรง
พยาบาล 1 ฉบับ และให้เจ้าหน้าที่เก็บไว้ 2 ฉบับ เจ้าหน้าที่จะออกบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายให้ไว้เป็นหลักฐาน
2. ยื่นความจำนงทางไปรษณีย์ โดยกรอกข้อความในใบอุทิศร่างกายทั้ง 3 ฉบับ แล้วส่งมา
ทางไปรษณีย์ 2 ฉบับ เจ้าหน้าที่จะส่งบัตรประจำตัวผู้อุทิศร่างกายให้ภายหลัง
เมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม ทายาท มีสิทธิ์คัดค้านไม่มอบศพให้กับโรงพยาบาลได้โดยต้องแจ้ง
การคัดค้านไม่มอบศพกับโรงพยาบาลฯภายใน 24 ชั่วโมง
เมื่อผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรม และทายาทผู้รับมรดกยินยอมพร้อมใจกันจะมอบศพให้โรงพยาบาลฯ
ขอให้ติดต่อโรงพยาบาลฯเพื่อจัดเจ้าหน้าที่ไปรับศพ โดยเจ้าหน้าที่จะให้กรอกใบสำคัญยินยอมมอบศพให้
โรงพยาบาลเพื่อการศึกษาไว้เป็นหลักฐาน

โดยติดต่อแจ้งการรับศพได้ที่
1. ในเวลาราชการติดต่อที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ หมายเลขโทรศัพท์
2564281 หรือ 2527028 หรือ 2528181-9 ต่อ 3247
2. นอกเวลาราชการติดต่อที่ ตึกห้องพักศพ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการรับศพ หมายเลขโทรศัพท์
2564317
โรงพยาบาลจะสามารถรับร่างของผู้อุทิศร่างกายได้ก็ต่อเมื่อ มีใบมรณบัตรซึ่งออกโดย นายทะเบียน
ท้องถิ่นที่ผู้อุทิศร่างกายถึงแก่กรรมแล้วเท่านั้น
โรงพยาบาลจะจัดเจ้าหน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกายเฉพาะที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
เมื่อโรงพยาบาลรับร่างผู้อุทิศร่างกายมาแล้ว ไม่สามารถอนุญาตให้ญาตินำกลับไปบำเพ็ญกุศล
ก่อน เพราะจะทำให้ไม่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมสำหรับการศึกษา
เมื่อเจ้าหน้าที่ไปรับร่างผู้อุทิศร่างกาย ทายาทควรให้ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดไว้กับเจ้าหน้าที่
เพื่อให้สามารถติดต่อได้เมื่อนิสิตศึกษาร่างผู้อุทิศร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้วและหากมีการเปลี่ยนแปลงที่
อยู่ต้องแจ้งให้ทราบ

ฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ จะจัดให้มีการศึกษาร่างของผู้อุทิศร่างกายในกรณีต่างๆต่อไปนี้ ตามความเหมาะสม
1. เพื่อการศึกษาของนิสิตแพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน
2. เพื่อการฝึกอบรมหัตถการต่างๆ และงานวิจัยทางการแพทย์
เมื่อฝ่ายกายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ศึกษาร่างผู้อุทิศฯศึกษาเรียบร้อยแล้ว
จะมีคณะกรรมการดำเนินการจัดงานฌาปนกิจ และขอพระราชทานเพลิงศพ (เป็นกรณีพิเศษ)

คุณสมบัติของผู้บริจาค
ผู้มีความประสงค์อุทิศร่างกายต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป กรณีที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความ
ยินยอมจากผู้ปกครองเป็นลายลักษณ์อักษร
โรงพยาบาลจะไม่รับศพผู้อุทิศร่างกายในกรณีดังนี้
ถึงแก่กรรมเกิน 24 ชั่วโมง ยกเว้นได้เก็บไว้ในห้องเย็นของโรงพยาบาล
ผู้อุทิศร่างกายที่ได้รับการผ่าตัด หรือมีรอยเสียหายจากอุบัติเหตุ บริเวณศีรษะและสมอง
ผู้อุทิศร่างกายที่ถึงแก่กรรมจากสาเหตุจากโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและ สมอง หรือติดเชื้อ โรคร้ายแรงเช่น เอดส์ ไวรัสลงตับ และวัณโรค
ผู้อุทิศร่างกายที่มีคดี เกี่ยวข้องกับคดี หรือมีการผ่าพิสูจน์ ยกเว้นการผ่าพิสูจน์บริเวณช่องท้องที่แพทย์นำไปใช้ในทางการศึกษาทางการแพทย์เท่านั้น
ผู้อุทิศฯที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาด้วยน้ำยาแล้ว
ในกรณีที่รับร่างผู้อุทิศฯมาแล้ว มีการตรวจพบว่าอยู่ในกรณีดังกว่าวข้างต้น โรงพยาบาลจะติดต่อญาติให้นำกลับไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

สถานที่ติดต่อ
ฝ่ายเลขานุการ ตึกอำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
เขตปทุมวัน กทม. 10330 ในวัน เวลาราชการ
หลักฐานที่ต้องเตรียมมามีดังนี้
1. รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 3 รูป
2. สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ
3. สำเนาทะเบียนบ้าน
**************************************************

  

ขอผลบุญรักษานะคะ สาธุ สาธุ สาธุ…

คัดลอกมาจาก http://www.budpage.com/budboard/show_content.pl?b=1&t=14827

 

3 comments on “บริจาคร่างกาย

  1. baby
    07/06/2010

    สิ่งที่ดีๆและมีประโยชน์ที่เราสามารถทำได้ครั้งสุดท้ายของชีวิต เชิญมาร่วมกันนะครับ

    • AC127
      07/02/2011

      ยุ้ยได้บริจาคร่างกายเรียบร้อยแล้วคะ อยากชวนเพื่อนๆ มาร่วมก้น “ให้” ครั้งสุดท้ายในชีวิตกับนักศึกษาแพทย์คะ

  2. มาร่วมบริจาคร่างกายให้กับนักศึกษาแพทย์กันเถอะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 20/08/2009 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: