AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

สังคม- การตรวจสอบอำนาจรัฐ : ภาคประชาชน

วิชาสังคมศึกษา  ส 30102  หน่วยการเรียนรู้ เรื่องการตรวจสอบอำนาจรัฐ : ภาคประชาชน

วัตถุประสงค์  เพื่อให้นักเรียนฝึกกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณและนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เป็น

อำนาจของประชาชนตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ

มาตรา 58  บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน
 
 
มาตรา 62   บุคคลย่อมมีสิทธิติดตามและร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
                   บุคคลซึ่งให้ข้อมูลโดยสุจริตแก่องค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ  หรือหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  หน่วยงานของรัฐ  หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ย่อมได้รับความคุ้มครอง

 

เราเรียนรู้อะไรได้บ้างจากนโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น?  

ภาคภูมิ ทิพคุณ โครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) http://prp.trf.or.th กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    สกว.ชวนคิดขอสรุปประเด็นสำคัญ ที่ได้จากการประชุมเวที สกว. (TRF Forum) เรื่อง “การจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย” ซึ่งจัดขึ้น เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา โดยมีคุณชาญวิทย์ ชัยกันย์ (ข้าราชการศาลปกครอง) เป็นผู้นำเสนอผลงานวิจัยในหัวข้อดังกล่าว

ทำไมจึงต้องศึกษานโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น

ความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นนโยบายที่รัฐบาลไทยแทบทุกยุคทุกสมัยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในปัจจุบันความพยายามในการผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ได้เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีการประเมินว่าความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต ในขณะที่ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองในระดับต่ำเพียง 15-20% และส่วนมากยังเป็นการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก (ประมาณ 70%) ในการผลิต ในจำนวนนี้เป็นการพึ่งพาแหล่งก๊าซธรรมชาติจากประเทศพม่าถึง 20% นอกจากนี้ ยังมีการประเมินจากภาคอุตสาหกรรมว่าในปัจจุบัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าขยายตัวเร็วกว่าการเจริญเติบโตของ GDP ถึง 40% (ข้อมูลจาก http://www.nppdo.go.th/node/1938)

อย่างไรก็ตาม การผลักดันโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นไปอย่างง่ายดายนัก เนื่องจากได้รับการคัดค้านจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน NGOs หรือนักวิชาการ โดยเฉพาะในเรื่องของความคุ้มทุน และต้นทุนทางสังคมที่จะเกิดขึ้น

ประเทศญี่ปุ่น นับว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ในการผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงาน โดยจะเห็นได้จากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นสามารถผลักดันให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ได้ถึง 17 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ถึง 30% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้อยู่ในประเทศขณะนี้ และยังมีแผนที่จะเพิ่มพลังการผลิตกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็น 41% ภายในปี พ.ศ. 2558 ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้จากประสบการณ์ด้านนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น อาจมีนัยทางนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อไทย ซึ่งก็เป็นที่มาของโครงการวิจัยของคุณชาญวิทย์ ชัยกันย์ ที่ได้รับทุนวิจัยจาก สกว. ให้ศึกษาในประเด็นดังกล่าว

การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นจากอดีตถึงปัจจุบัน

ในช่วงของการฟื้นฟูประเทศภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2477-2497) ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐยังยึดครองญี่ปุ่นอยู่นั้น สหรัฐเห็นว่าญี่ปุ่นควรใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหลังสงคราม จึงสนับสนุนญี่ปุ่นให้ค้นคว้าเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ และยังเป็นแม่แบบของญี่ปุ่นในการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ ดังนั้น ช่วงนี้ญี่ปุ่นจึงเริ่มวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ (เริ่มในปี พ.ศ. 2497) โดยดำเนินการควบคู่กันไปกับการวางกรอบนโยบายพลังงานนิวเคลียร์และพัฒนากฎหมายด้านนิวเคลียร์ เพื่อมารองรับนโยบายดังกล่าว

เมื่อญี่ปุ่นมีการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด (ช่วง พ.ศ. 2498-2516) ก็มีความจำเป็นในการใช้พลังงานมากขึ้น พลังงานนิวเคลียร์ได้ถูกนำมาใช้ควบคู่กับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่การใช้พลังงานนิวเคลียร์ยังอยู่ในสัดส่วนที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับน้ำมัน อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ญี่ปุ่นเริ่มตระหนักว่า การพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากเกินไป อาจมีความไม่มั่นคงด้านพลังงานขึ้นในอนาคต เนื่องจากทรัพยากรเหล่านั้นต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ดังนั้น นับตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา รัฐบาลญี่ปุ่นจึงเห็นว่าควรผลักดันให้มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนที่มากขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็พยายามรณรงค์ให้ประชาชนญี่ปุ่นและประชาคมโลกยอมรับว่านิวเคลียร์เป็นพลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการสร้างระบบการจัดเก็บ และการกำจัดกากพลังงานนิวเคลียร์ให้มีประสิทธิภาพ และไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

   จะเห็นได้ว่าญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์มาโดยตลอดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้น เมื่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเริ่มร่อยหรอลง ทั้งนี้ ก็เพื่อประกันความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการพึ่งพิงพลังงานจากต่างประเทศ   ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างระบบกฎหมายเพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ กฎหมาย (และกลุ่มกฎหมาย) ที่สำคัญ ประกอบด้วย

1. กฎหมายพื้นฐานว่าด้วยพลังงานปรมาณู (Atomic Basic Law 1955) ถือเป็นกฎหมายแม่บทในการพัฒนา หรือใช้พลังงานปรมาณูของประเทศ

2. กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งและให้อำนาจหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริหารจัดการนโยบายพลังงานปรมาณู ได้แก่ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และกระทรวงที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้า

3. กลุ่มกฎหมายที่เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งวางกรอบในการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ โดยมีทั้งสถาบันภายใต้การกำกับของรัฐและหน่วยงานร่วมภาครัฐและเอกชน

4. กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับ/ควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐาน เช่น การนำกัมมันตภาพรังสีเข้ามาจะต้องทำอย่างไรบ้าง ควรจัดเก็บหรือถ่ายโอนอย่างไร เป็นต้น

5. กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายโดยรัฐ โดยในญี่ปุ่นถ้าเกิดภัยพิบัติทางนิวเคลียร์ ทางรัฐบาลรวมถึงบริษัทไฟฟ้าจะต้องร่วมกันรับผิดชอบอย่างไม่จำกัด ไม่ว่าจะเกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุ การระเบิดจากประชาชนหรือเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายโดยรัฐของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องนิวเคลียร์ถือว่าเข้มแข็งมาก ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นใจทั้งเรื่องความปลอดภัยและเรื่องเงินที่จะมาชดเชย แม้ว่าจะอยู่ใกล้แหล่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ตาม

6. กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับส่งเสริมและการพัฒนาการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ เช่น การนำเงินภาษีจากการใช้ไฟฟ้าของประชาชนมาพัฒนาท้องถิ่น/เมืองที่เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งตรงนี้ญี่ปุ่นให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังมาก

7. กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการกากของเสียจากนิวเคลียร์ ซึ่งระบุแนวทางในการกำจัดกากของเสีย เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

8. กลุ่มกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งวางกฎเกณฑ์เพื่อเป็นหลักประกันว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์จะไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม

   สกว. ชวนคิดพูดถึงเหตุผลว่า ทำไมเราต้องศึกษานโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น และได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นจากอดีตถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งนำเสนอกรอบกฎหมายสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ ฉบับนี้เราจะมาว่ากันต่อเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนญี่ปุ่น และข้อเสนอเชิงนโยบายจากงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนากฎหมายและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดการปัญหาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศญี่ปุ่น : บทเรียนต่อประเทศไทย”

 

 

แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนของญี่ปุ่น

การมีส่วนร่วมของประชาชนญี่ปุ่นในกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ อาจแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ การให้ข้อมูลและความคิดเห็น การมีส่วนในการตัดสินใจ และตรวจสอบควบคุมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้น ระดับการมีส่วนร่วมจะแตกต่างกันไป คือ ถ้าพื้นที่ใดประชาชนมีแนวโน้มเห็นด้วยกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์อยู่แล้ว ระดับการมีส่วนร่วมก็อาจจะไม่เข้มข้นนัก เช่น อาจมีส่วนร่วมเพียงการให้ข้อมูลและความคิดเห็น แต่หากพื้นที่ใดประชาชนมีแนวโน้มไม่เห็นด้วย รัฐบาลก็มักจะเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างเข้มข้น เช่น การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ ไปจนถึงให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบโรงไฟฟ้าว่าปลอดภัยหรือไม่

       ต่อไปนี้ เป็นตัวอย่างของการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์สองแห่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิคาริวะ

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์คาชิวาซากิคาริวะ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 1985 ถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวนทั้งหมด 7 เครื่อง และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 8,212 เมกะวัตต์ ที่น่าสนใจ คือ ในการที่จะสร้างหรือเปิดเดินเครื่องปฏิกรณ์แต่ละครั้ง จะต้องมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนเสมอ ซึ่งถ้าประชาชนเห็นด้วยจึงจะสามารถเปิดเดินเครื่องได้

ในช่วงของการสร้างโรงไฟฟ้านี้ มีทั้งประชาชนที่ต่อต้านและสนับสนุน ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ของตนผ่านทางรัฐบาลท้องถิ่น โดยในกรณีนี้ รัฐบาลท้องถิ่นทำหน้าที่เป็นผู้ประสานผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จนในที่สุด ประชาชนก็สามารถบรรลุความตกลงกับรัฐบาลท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องของการได้รับการชดเชยที่เหมาะสม ซึ่งจากกรณีนี้จะเห็นได้ว่า ข้อขัดแย้งและข้อเสนอแนะต่างๆ ถูกนำเสนอและเห็นชอบร่วมกันในระดับท้องถิ่น โดยรัฐบาลกลางทำหน้าที่เพียงออกกฎหมายรองรับการก่อสร้างและการบริหารจัดการตามความเห็นของประชาชนและข้อเสนอแนะของรัฐบาลท้องถิ่นเท่านั้น

2. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกนไค

    โรงไฟฟ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนเกาะคิวชู ในช่วงของการประชาพิจารณ์ ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า เนื่องจากเห็นว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าจะเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่ เพราะหากมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ประชาชนในคิวชูจะไม่จำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าบนเกาะฮอนชูอีกต่อไป นอกจากนี้ บริษัทที่สร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว ยังได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนนับตั้งแต่ก่อนการก่อสร้างไปจนถึงหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ เช่น การให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแก่ประชาชน การรับฟังความเห็นจากประชาชน การจัดหางานให้ทำในโรงไฟฟ้าหรือในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ แก่ประชาชน เป็นต้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่รู้สึกได้ว่ามีความใกล้ชิดกับบริษัท ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังเน้นการเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าให้ประชาชนได้รับทราบ ทำให้กระแสของการต่อต้านลดน้อยลงเรื่อยๆ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

  จากการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ในครั้งนี้ พบว่าปัจจัยของความสำเร็จของการผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นมีหลายประการ ได้แก่

๐ นโยบายด้านพลังงานของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเริ่มพัฒนาประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นอกจากนั้น รัฐบาลทุกยุคทุกสมัย และกลุ่มการเมืองทุกกลุ่มก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

๐ ญี่ปุ่นมีการพัฒนากฎหมายเกี่ยวพลังงานนิวเคลียร์อย่างครอบคลุมและรอบด้าน

๐ ในการสร้างโรงไฟฟ้าแต่ละครั้ง ญี่ปุ่นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง

๐ หน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงานนิวเคลียร์มีการประสานงานและการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี

๐ มีความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จากทั้งในและนอกประเทศ

๐ มีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา และการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์แก่สังคมอย่างเอาจริงเอาจัง  และจากข้อค้นพบของโครงการวิจัยนี้ นักวิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ดังต่อไปนี้

๐ รัฐบาลควรสานต่อนโยบายพลังงานนิวเคลียร์ โดยควรดำเนินการในระดับ “วาระแห่งชาติ”

๐ ควรเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดด้านนิวเคลียร์

๐ ควรพัฒนาการปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้มแข็ง เพื่อให้เป็นกลไกในการประสานผลประโยชน์ และเสียงเรียกร้องของประชาชนในพื้นที่

๐ เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ รวมทั้งให้ข้อมูลแก่ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องของประโยชน์ที่จะได้รับต้นทุนที่จะเกิดขึ้น และระบบการชดเชยต่างๆ

๐ ควรมีการพัฒนาบุคลากรด้านนิวเคลียร์อย่างเป็นระบบ

๐ ควรแสวงหาความร่วมมือกับต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ให้มากขึ้น

………………………………………….

ที่มา : http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2010q4/2010_November18p2.htm

……………………………………………………………………………………………………………………………..

คำถามชวนคิดสักนิด

1. อำนาจรัฐ – นโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่แท้จริงเป็นของใคร ?

2. ถ้ารัฐบาลไทยมีนโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์  ต้องทำอย่างไรบ้าง

3. ถ้ารัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์  ประชาชนจะต้องทำอย่างไรบ้าง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ข้อมูล

This entry was posted on 12/02/2011 by in สังคมศึกษา.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 103 other followers

สถิติบล็อก

  • 4,742,436 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 103 other followers

สถิติบล็อก

  • 4,742,436 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 103 other followers

สถิติบล็อก

  • 4,742,436 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: