AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

โรคถุงลมโป่งพอง

1
ถุงลมโป่งพอง

โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease, COPD)

ปอดเป็นอวัยวะสำคัญของระบบทางเดินหายใจที่มีหน้าที่หลักในการแลกเปลี่ยนก๊าซ ของเลือด   คือรักษาระดับของออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะ สม  ส่วนประกอบที่สำคัญของปอดคือ  ทางเดินหายใจ (Airway) เป็นส่วนที่อากาศลงไปยังถุงลมปอด เนื้อเยื่อปอด (lung parenchyma) เป็นส่วนที่มีถุงลมปอดและเส้นเลือดปอดมาอยู่รวมกัน และมีการแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้น

โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังคืออะไร
โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง คือ  ภาวะที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างถาวร  ทำให้อากาศไม่สามารถเข้าหรือออกจากถุงลมปอดได้ตามปกติ   ประกอบด้วย
1.โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)
2.โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง  (Chronic bronchitis)

สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดโรค COPD ได้แก่ การสูบบุหรี่ โดยพบว่าสารในควันบุหรี่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในหลอดลมและเนื้อ ปอด โดยจะมีเซลล์อักเสบเข้ามาสะสมอยู่ในปอด  และหลั่งสารต่างๆที่ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อปอด (protease)  ทำให้ถุงลมปอดถูกทำลาย  เกิดภาวะถุงลมโป่งพองและหลอดลมตีบตัว  เนื่องจากมีการอักเสบและบวมของเยื่อบุผิว ทำให้เกิดภาวะหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังตามมา  นอกจากบุหรี่แล้ว  สาเหตุเสริมอื่นที่อาจเป็นสาเหตุของโรค  COPD  ได้แก่ ภาวะมลพิษในอากาศ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ  และการขาดสารบางชนิดแต่กำเนิดที่มีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ  (ส่วนมากพบเฉพาะในชาวตะวันตก)

อาการแสดงของโรค

มักจะพบในผู้ป่วยสูงอายุที่มีประวัติการสูบบุหรี่มานาน  ผู้ป่วยมักมีอาการไอเรื้อรัง  มีเสมหะมาก  มีอาการเหนื่อยง่ายขึ้น  ไม่สามารถทำกิจการต่างๆ  ที่เคยทำได้  โดยอาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ  จนในที่สุดผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยตลอดเวลา  เกิดภาวะหายใจวายเรื้อรัง  นอกจากนี้เวลาที่ผู้ป่วยเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ  ก็อาจเกิดภาวะหายใจวายเฉียบพลันได้ง่าย

 

โรคถุงลมโป่งพอง มีการดำเนินโรคอยู่ 4 ขั้น คือ

ขั้นที่ 1 เป็นขั้นที่มีปัจจัยเสี่ยงและเริ่มมีการอุดกั้นของหลอดลมเล็ก ๆ ซึ่งเป็นระยะที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ และพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในหลอดลมเล็ก ๆ เหล่านั้น สามารถกลับคืนสู่ปกติได้เมื่อหยุดบุหรี่สำเร็จ

ขั้นที่ 2 มีการอุดกั้นของหลอดลมและความเสื่อมของถุงลมชัดเจน โดยทราบได้จากการตรวจสมรรถภาพปอด ในขั้นนี้ผู้ป่วยจะมีอาการไอและเหนื่อยไม่มาก

ขั้นที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการไอและเหนื่อยมากขึ้น ผลการตรวจสมรรถภาพปอดเสื่อมลงอีก

ขั้นที่ 4 ผู้ป่วย โรคถุงลมโป่งพอง จะมีการเสื่อมของหลอดลมและถุงลมมาก มีภาวะการหายใจวายและหัวใจวายเกิดขึ้น ระยะนี้ผู้ป่วย โรคถุงลมโป่งพอง จำเป็นต้องพึ่งออกซิเจน

 

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคอาศัยประวัติการสูบบุหรี่  อาการแสดงทางคลินิกการตรวจร่างกายอาจพบว่ามีลักษณะของหลอดลมตีบ  และการตรวจสมรรถภาพปอดจะพบว่ามีการลดลงของการทำงานของปอดข้อที่ควรระลึกเสมอ คือ  ปอดของเราทุกคนมีความสามารถในการทำงานสำรองไว้มาก  กล่าวคือ ถึงแม้จะสูญเสียการทำงานของปอดไปแล้วส่วนหนึ่ง  ผู้ป่วยยังอาจจะไม่มีอาการผิดปกติ      ดังนั้นเมื่อไหร่ที่เริ่มมีอาการหอบเหนื่อย  แสดงว่าการทำงานของปอดได้เสียไปเป็นปริมาณค่อนข้างมากแล้ว และจะไม่สามารถกลับเป็นปกติได้
แนวทางการรักษา

แนวทางการรักษาโรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรังที่สำคัญประกอบด้วย

1.การชะลอการเสื่อมของปอด ปัจจุบันพบว่ามีวิธีเดียวที่สามารถชะลอการเสื่อมของปอดอย่างได้ผลคือ การหยุดสูบบุหรี่ ดังนั้นการป้องกันและรักษาโรคนี้ที่ดีที่สุดคือการหยุดสูบบุหรี่

2.การแก้ไขภาวะอุดกั้นของหลอดลม อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในโรคนี้จะมีการอุดกั้นของหลอดลมอย่างถาวร ซึ่งต่างจากโรคหอบหืด ที่มีการอุดกั้นเป็น ๆ หาย ๆ ดังนั้นการใช้ยาขยายหลอดลมจึงมักจะได้ผลที่ไม่ค่อยดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรจะได้รับยาขยายหลอดลมแบบพ่น และประเมินว่ามีการตอบสนองหรือไม่
การรักษาภาวะหอบเฉียบพลัน เมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบและมีอาการหอบมากขึ้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เช่น การใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาการติดเชื้อ การใช้ยาต้านการอักเสบและใช้ออกซิเจน เพื่อป้องกันภาวะหายใจวายที่อาจเกิดขึ้น

การดูแลสุขภาพทั่วไป

การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นได้ส่วนหนึ่ง ผู้ป่วยโรคนี้จึงควรหมั่นออกกำลังกายเท่าที่พอจะทำไหวอย่างสม่ำเสมอ

อาการของโรคถุงลมโป่งพอง

ในระยะแรก มักไม่ค่อยมีอาการมาก อาจเป็นอาการทั่วๆไปคือ ไอเรื้อรัง มีเสมหะ เป็นหวัด เจ็บคอ คออักเสบง่าย หายยาก หลอดลม

ระยะที่สอง มีอาการหอบเหนื่อย เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ หน้าอกบวม หายใจมีเสียง ต้องใช้   กล้ามเนื้ออก และบริเวณไหล่มากเวลาหายใจ หายใจลำบากเพราะหลอดลมตีบเล็กลง ถุงลมเล็กแตกรวมกันทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอากาศไม่ได้
ส่วนในระยะที่เป็นมากแล้ว จะหอบเหนื่อยมากทำงานไม่ได้ เดินหรือดำรงชีวิตประจำวันไม่ได้เพราะเหนื่อยมาก ทำงานตามปกติไม่ได้ ต้องนอนพักเพราะร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ต้องได้รับออกซิเจนช่วยตลอดเวลา เนื่องจากปอดถูกทำลายหมดและการให้ออกซิเจนก็ต้องให้ด้วยความระมัดระวังกว่า คนปกติ เพราะหากให้ออกซิเจนในปริมาณสูงอาจทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจได้

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใด ที่สามารถทำให้โรคถุงลมโป่งพองหายได้ แต่การใช้ยาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น และปอดถูกทำลายช้าลง

การนำวิตามินซีมาใช้ มีอยู่ในผักและผลไม้ เช่น ส้มชนิดต่าง ๆ ฝรั่ง มะนาว ผักต่าง ๆ

วิตามินซีขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มอัศวินที่ทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิ แดนท์ให้กับร่างกายของเราปลอดภัยจากอนุมูลอิสระ โดยสภาพแวดล้อม และอาหารการกินที่เผชิญอยู่ทุกวันนี้

เราก็ได้รับมลพิษมากมายพออยู่แล้ว แต่ด้วยพฤติกรรมที่เพิ่มขึ้นของบางคน เช่น สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์ ยิ่งทำให้ปริมาณวิตามินซีในร่างกายนั้นลดต่ำลงกว่าปกติ จนอาจทำให้อวัยวะ และระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายอ่อนแอลง เปิดโอกาสให้โรคต่างๆ รุมกันเข้าหาก็เป็นได้

จะว่าไปแล้วมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความเหนือกว่าสัตว์อื่นใดทั้งปวง แต่ยังกลับมีความน่าแปลกอยู่อย่างหนึ่ง เห็นจะเป็นความที่ไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นใช้เองได้ในร่างกาย ทั้งที่เป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการ ในขณะที่สัตว์ส่วนใหญ่ในโลกนี้สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง ทั้งนั้น นอกจากมนุษย์แล้วก็ยังมีสัตว์อีกบางชนิดที่ต้องอาศัยวิตามินจากอาหาร เช่น ลิง และหนูตะเภา เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตร้อนที่อุดมไปด้วยพืช ผัก ผลไม้ คนเราจะได้วิตามินซีเข้าไปใช้ในร่างกายอย่างพอเพียงต้องได้จากการกินอาหาร จำพวกผักสด ผลไม้ต่างๆ ให้มากพอและสม่ำเสมอ

วิตามินซีกับมลพิษในร่างกาย

วิตามินซีมีความ สำคัญต่อร่างกายคนเราหลายอย่าง เช่น ช่วยสร้าง และเสริมคอลลาเจน หรือเนื้อเยื่อเซลล์นับล้านๆ เซลล์ทั่วร่างกาย ดังนั้นถ้าขาดวิตามินซีก็จะทำให้คอลลาเจนไม่สมบูรณ์แข็งแรง กระดูก เอ็น และผนังหลอดเลือดก็จะอ่อนแอลงด้วย มีผลให้แบคทีเรีย และไวรัสแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมา ซึ่งตราบใดที่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายแข็งแรง ก็จะเป็นปราการหรือด่านชั้นดีที่คอยสกัดกั้น และต่อต้านสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้ามาในร่างกาย มีรายงานวิจัยทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาพบว่าการได้รับวิตามินซีปริมาณสูง นอกจากจะช่วยบำรุงเนื้อเยื่อเส้นเลือดแดงให้แข็งแรงแล้ว ยังมีส่วนในการลดระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือดด้วย โดยช่วยเปลี่ยนโคเลสเตอรอลให้เป็นกรดน้ำดีที่ตับแล้วกำจัดทิ้งไป โดยเพิ่มระดับสารไลโปโปรตีนชนิด High Density Lipoprotein (HDL) ในเลือด ทำให้ไขมัน Low Density Lipoprotein (LDL) ที่สะสมตามเส้นเลือดถูกกำจัดมากขึ้น อันเป็นต้นเหตุทำให้เส้นเลือดอุดตัน จึงช่วยลดความเสี่ยงของเส้นเลือดหัวใจตีบได้  วิตามินซีจะถูกใช้ไปในหลายๆ ระบบการทำงานของร่างกาย ซึ่งบางครั้งอาจมีปัจจัยแปรที่ทำให้วิตามินซีถูกดึงออกมาใช้มากผิดปกติจน เหลือปริมาณต่ำได้ โดยเฉพาะในคนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ เพราะวิตามินซีทำหน้าที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์ จะถูกดึงมาใช้ต่อต้านอนุมูลอิสระที่มากับควันบุหรี่จำนวนมากจนเหลือปริมาณ วิตามินซีต่ำผิดปกติ อาจทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดวิตามินซีได้ อะเซ็ตตอลดีไฮด์ เป็นสารพิษที่ก่อตัวขึ้นในร่างกายจากควันบุหรี่และแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ทำลายวิตามินในร่างกาย คุณลองคิดดูสิว่าบุหรี่ 1 มวนสามารถทำลายวิตามินซีถึง 25 มิลลิกรัมเลยทีเดียว

สารพิษจากบุหรี่ไม่ว่าจะเป็นนิโคติน คาร์บอนมอน็อกไซด์ ทาร์ ไซยาไนต์ ฯลฯ ล้วนเป็นสาเหตุก่อโรคต่างๆ เช่น โรคปอด โรคมะเร็ง ระบบสมองเสื่อมถอย สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอย ผิวพรรณแห้งเหี่ยวย่นก่อนวัย ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะ และโรคหัวใจ บุหรี่นอกจากจะเป็นปัจจัยทำให้สารแอนตี้ออกซิแดนท์ในร่างกายไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี หรือเซลิเนียม ถูกดึงมาใช้มากจนลดจำนวนลงแล้ว ควันบุหรี่ยังเพิ่มระดับพลาสมาในเลือดให้สูงขึ้น และยังทำให้การออกซิเดชั่นโคเลสเตอรอลไม่ดีพอ กระทบต่อหลอดเลือดแดงทำให้แข็งตัว ดังนั้นร่างกายของคนสูบบุหรี่เป็นประจำส่วนใหญ่จึงต้องการวิตามินซีมากกว่า ปกติ

วิตามินซียังมีประสิทธิภาพเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และทำลายเชื้อไวรัสชนิดต่างๆ เช่น เริม ไวรัสตับอักเสบ โปลิโอ หัด วัณโรค และทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตสารอินเตอร์เฟียรอน ในการผลิตเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่โจมตีเชื้อโรคที่หลุดเข้ามาในร่างกายด้วย บางครั้งที่คุณเป็นไข้สูง อาจจะเพราะเป็นไข้หวัด หลังจากเจาะเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติ คุณหมออาจจะไม่ได้สั่งยาใดๆ ให้คุณเลยก็ได้ เพียงแต่บอกให้คุณทานผัก ผลไม้ ที่มีวิตามินสูงมากเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ พักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ ความไม่สบายนั้นก็จะหายไปได้เอง

แม้ว่าวิตามินซีจะเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณเพียงไหน แต่ถ้าหากรักตัว กลัวโรคภัยแล้วล่ะก็ ต้องเลือกที่จะละ และเลิก สูบ หรือเสพย์ มลพิษต่างๆ เข้าสู่ร่างกายเสียที แต่ถ้ากลัวเหงาปากล่ะก็ลองเลือกผลไม้สดๆ มาเคี้ยวแทน หรือดื่มน้ำผักผลไม้ก็น่าจะดีกว่าเป็นไหนๆ

การดูแลรักษาปอดให้แข็งแรง

– การดูแลสุขภาพทั่วไป การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหายใจ การรับประทานอาหารที่เหมาะสม จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นได้ส่วนหนึ่ง ผู้ป่วยโรคนี้จึงควรหมั่นออกกำลังกายเท่าที่พอจะทำไหวอย่างสม่ำเสมอ

– ไม่สูบบุหรี่ หลีกเหลี่ยงจากการสูดดมฝุ่นละออง กลิ่นบุหรี่ ไม่ให้ปอดที่มีสภาพดีอยู่ต้องทำงานหนัก และเป็นการรักษาสภาพปอดให้แข็งแรง

– หลีกเหลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อระบบการหายใจ เช่น สถานที่ที่มีฝุ่นละออง กลุ่มควัน

– หลีกเหลี่ยงสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น เช่น สถานที่มีฝุ่นละออง ก๊าซ ควัน จำนวนมาก

– นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

– สวมเสื้อผ้าให้หนา เพื่อความอบอุ่นต่อร่างกาย เวลานอนควรห่มผ้าปิดหน้าอกให้มิดชิด ในรายของผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ระบบหายใจจะทำงานหนักและเป็นไปได้ไม่ดีนักในสภาพอากาศหนาวเย็น ควรทำให้ร่ายกายอบอุ่นอยู่เสมอ

– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่ควรหลีกเหลี่ยงการออกกำลังกายแบบหนัก ๆ ควรใช้การออกกำลังกายแบบกายภาพบำบัด การเดินช้า ๆ และควรหลีกเหลี่ยงการทำงานแบบหนัก ๆ เพราะผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองจะเหนื่อยง่าย การออกกำลังกายแบบที่เหมาะสมเป็นสิ่งจำเป็นเพราะผู้ป่วยต้องใช้อวัยวะหลาย ส่วนที่เกี่ยวข้องในการหายใจ และกล้ามเนื้อต่าง ๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การออกกำลังแบบเบา ๆ จะช่วยให้อวัยวะในการหายใจแข็งแรงและทำงานได้ดียิ่งขึ้น

– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่าง กาย  ในผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และถูกสุขลักษณะ เพราะคนที่เป็นผู้ป่วยถุงลมนี้ จะต้องใช้พลังงานในร่างกายในการหายใจมากกว่าคนปกติ 3-4 เท่าหรือมากกว่านั้น เพราะฉะนั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำหรับสภาพร่างกายผู้ป่วยผอม และน้ำหนักลดลง อาหารที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย เป็นอาหารย่อยง่ายและไม่แข็งจนเกินไป เพราะถ้าอาหารแข็งเกินไป ผู้ป่วยจะต้องสูญเสียพลังงานในการเคี้ยวอาหาร นั้นด้วย

– ส่วนปริมาณในการรับประทานอาหารเป็น สิ่งจำเป็นที่ควรคำนึงถึง ในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง ควรรับประทานอาหารในปริมาณไม่มากจนเกินไปในแต่ละมื้อ แต่ควรเพิ่มจำนวนมื้อที่รับประทานให้บ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะในตอนเช้าควรรับประทานอาหารในปริมาณที่มากพอ เพราะร่างกายขาดอาหารมาตลอดคืน ควรได้รับปริมาณอาหารที่เพียงพอในตอนเช้า แต่ไม่ใช่ในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจำทำให้ระบบหายใจทำงานหนัก เพราะฉะนั้น การรับประทานอาหารควรคำนึงถึง จำนวนมื้อ ชนิดของอาหาร และปริมาณ

– อาหารที่ควรหลีกเหลี่ยง มักจะเป็นอาหารจำพวก

ที่ทำให้เกิดแก๊ส และมีกลิ่นฉุน เช่นกระเทียม ขึ้นช่าย หอมแดง เป็นต้น ไม่ใช่เพียงแค่อาหารที่ควรคำนึง

ส่วนผสมและเครื่องปรุงเป็นสิ่งจำเป็น มาก โดยเฉพาะ เกลือ และ เครื่องปรุงรสที่มีรสเค็ม เนื่องจาก รสเค็ม หรือ โซเดียม จะมีผลทำให้ร่างกายมีการสะสมของน้ำใจปริมาณมาก และหัวใจทำงานหนัก รวมไปถึงระบบการหายใจเป็นไปค่อยข้างลำบาก

– หลีกเหลี่ยงอาหารกระป๋อง และอาหารสำเร็จรูป เนื่องจากมีส่วนผสมของโซเดียมเป็นจำนวนมาก

– งดเครื่องดื่มที่เป็นคาเฟอีน อาหารประเภท ชา กาแฟ

– โปรตีน มีส่วนเสริมสร้างกล้ามเนื้อในการหายใจ แหล่งที่มาของโปรตีนได้แก่ นม เนื้อหมู เนื้อปลา ถั่ว

– น้ำผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เป็นสิ่งจำเป็น เพราะ ในวิตามินซีจะมีสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างเม๊ดเลือดแดง เช่นน้ำส้ม น้ำแครอท

– ผักและผลไม้ที่ทานง่าย และย่อยง่าย เป็นสิ่งจำเป็นอุดมไปด้วยวิตามิน และ แร่ธาตุสำหรับร่างกาย

– การดื่มน้ำบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญ ในการช่วยลดเสมหะที่ข้น และ เหนียวในลำคอให้เหลว และขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้เสมหะ เหนียวข้น ทำให้มีผลต่อการหายใจได้ลำบากมากขึ้น

– การฝึกการหายใจเป็นสิ่งสำคัญ ควรแบ่งเวลาในการฝึกหายใจ โดยนั่งในสถานที่โล่ง โปร่งสบาย มีอากาศถ่ายเท ฝึกหายใจโดยการฝึกหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ และค่อย ๆ ผ่อนหายใจออก พยายามให้ปอดส่วนล่างขยายตัวด้วยการสูดอากาศเข้าจนซี่โครงส่วนล่าง ๆ ขยายออกเต็มที่หน้าท้องออก  ควรฝึกครั้งละ 10-15 นาที ให้เป็นกิจวัตรทุกวัน ช่วยให้ปอดแข็งแรง และระบบหายใจทำงานเป็นปกติขึ้น

– การหายใจเข้า และ ออก เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วย เพราะการหายใจเข้าหมายถึงการนำออกซิเจนเข้าไปทางปอด และนำเข้าสู่ระบบหายใจของร่ายกายและระบบต่าง ๆ ส่วนการหายใจออก หมายถึงการ นำอากาศเสียภายในปอด เช่น คาร์บอน ในปอด ออกสู่ภายนอก เพราะฉะนั้นในผู้ป่วยถุงลมโป่งพองจะมีปัญหาการไม่สามารถหายใจเข้านำออกซิเจน ไปใช้ได้รวมถึงการนำคาร์บอนออกจากระบบหายใจด้วย เพราะฉะนั้นการฝึกหายใจเข้า และ ออก เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับผู้ป่วย

– การบริหารร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อ ช่วยการหายใจแข็งแรงขึ้น และการหายใจอย่างถูกวิธี จะช่วยทำให้อาการเหนื่อยนั้นลดน้อยลงได้ เพราะฉะนั้นการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเท่าที่ผู้ป่วยทำไหว และสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญ

– หลีกเหลี่ยงการใกล้ชิดกับบุคคลที่มี ปัญหาทางด้านระบบหายใจ เช่น คนเป็นหวัด เป็นไข้ หรือบุคคลที่เราสงสัยว่าจะสามารถเป็นตัวพาหนะนำเชื้อโรคเข้าสู่ปอด

– หลีกเหลี่ยงสภาวะอากาศที่เย็นมาก เพราะอากาศเย็นทำให้หลอดลม ลีบ และเล็กลงทำให้หายใจลำบาก
อากาศร้อนมาก ทำให้ปอดและหัวใจทำงานหนัก ทำให้เหนื่อยง่าย เพราะฉะนั้นในหน้าร้อน อากาศในห้องแอร์ที่อุณหภูมิเหมาะสม สำหรับผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้น
สถานที่ที่อยู่สูงมากจนเกินไป เช่น บนเขา เพราะบนเขา ออกซิเจนต่ำกว่าปกติ ทำให้หายใจได้ไม่สะดวกและต้องใช้พลังงานมากในการหายใจ หรือระหว่างการเดินทางบนเครื่องบน ถ้าจำเป็นควรปรึกษาแพทย์เรื่องการนำออกซิเจนสำรองมาใช้

– หลีกเหลี่ยงสภาพอากาศที่เต็มไปด้วยสิ่งกระตุ้น เช่น สถานที่มีฝุ่นละออง ก๊าซ ควัน จำนวนมาก

– ฝึกการผ่อนคลาย และวิธีอื่นในการกำจัดความเครียด เพราะความเครียดจะทำให้ระบบการหายใจผิดปกติและลำบาก
– การฝึกจิตให้คิดแต่ในแง่บวก จะช่วยให้อารมณ์แจ่มใส ระบบหายใจทำงานเป็นปกติ พระพุทธองค์กล่าวว่า จิตอยู่ที่ไหน พลังอยู่ที่นั่น ไอน์สไตน์มีความเชื่อว่า พลังที่รุนแรงที่สุด สู้พลังจิตไม่ได้

– การฝึกคิดแบบตรงกันข้าม จะช่วยแก้เครียด เสริมสร้างให้อารมณ์แจ่มใส เพราะอารมณ์มีผลต่อภาวะการเป็นกรด ด่างในเลือด พอเครียด ร่างกายจะเกิดกรด จะมีคาร์บอนสูงมาก

– การแก้เลือดเป็นกรด แก้ได้สองอย่าง กินพืชผักผลไม้ให้มาก ๆ เพื่อเพิ่มโปแตสเซียม อีกอย่างคือหายใจเอาออกซิเจนเข้ามามาก ๆ เพราะยิ่งออกซิเจนเข้าไปในเลือดมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เลือดเราเป็นด่าง แต่ถ้าเราไม่ฝึกหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป เลือดเราเป็นกรด เพราะเลือดเราจะมีคาร์บอนไดออกไซด์สูงมาก พวกนี้จะปวดเมื่อยร่างกายมาก เขาจึงให้ฝึกหายใจเพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป แล้วเอาออกซิเจนเข้ามา มันถึงจะหายปวดเมื่อย

– เรื่องน้ำหนักตัว เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ควรมีน้ำหนักมากเกินไปจะเป็นผลเสียต่อผู้ป่วยเพราะต้องออกแรงมากขึ้น เนื่องจากต้องแบกรับน้ำหนักตัวเองในขณะทำงาน และกล้ามเนื้อช่วยในการหายใจจะมีประสิทธิภาพน้อยลงในคนอ้วน หรือถ้าผู้ป่วยมีน้ำหนัก น้อยเกินไป ร่างกายก็จะอ่อนแอ ความต้านทานต่อการเกิด โรคลดลง เมื่อเกิดการติดเชื้อหรือป่วย ทำให้การฟื้นตัวช้า และ ร่างกายก็จะไม่มีพลังงานมากพอในการใช้ในการหายใจ เพราะ ผู้ป่วยต้องใช้พลังงานมากกว่าคนปกติในการหายใจ เพราะฉะนั้น การรับประทานอาหารเป็นสิ่งสำคัญ ต้องทานอาหารให้มีประโยชน์ ย่อยง่าย เพราะอาหารที่ย่อยง่ายผู้ป่วยไม่ต้องเสียพลังงานในการเผาผลาญอาหาร อาหารจะถูกนำไปใช้ได้เลยในระบบร่างกาย

สรุปหัวข้อในการดูแลรักษา

• หลีกเลี่ยงการหายใจเอาสารมลภาวะเป็นพิษเข้าไป โดยเฉพาะการงดสูบบุหรี่ หรือสูดดม
• การประเมินความรุนแรงของโรคเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมด้วยแพทย์
• การตรวจและรักษาโรคร่วมอื่นๆที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ
• โภชนาการและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
• สุขภาพทางจิตใจของผู้ป่วย
• การฟื้นฟูสมรรถภาพของปอดและของร่างกายทั้งหมด
• การป้องกันและรักษาอาการกำเริบของโรคแต่เนิ่นๆ
• การสอนผู้ป่วยให้เข้าใจถึงโรคและการช่วยเหลือตัวเองได้
• การสอนญาติให้เข้าใจเพื่อช่วยเหลือดูแลอาการของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
• การศึกษาและเข้าใจลักษณะอาการของโรคเป็นสิ่งสำคัญ จะทำให้ผู้ป่วยรู้ถึงสาเหตุของโรคและวิธีการรักษาสุขภาพได้อย่างถูกต้อง

ฝึกการหายใจในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังอันได้แก่โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคถุงลมโป่งพอง มักจะมีการระคายเคืองต่อผนังหลอดลม และถุงลม มีเสมหะมากมีการอักเสบเรื้อรัง เป็นผลให้การทำงานของปอดลดลง รู้สึกเหนื่อยง่าย ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มที่ และสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ คนที่ป่วยด้วยโรคนี้จึงต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์ พร้อมกับรับคำแนะนำในการฝึกวิธีหายใจที่ถูกต้อง การออกกำลังกายเพื่อสร้างความต้านทานโรค รวมถึงการปฏิบัติตัว

1. การหายใจด้วยกระบังลม

กระบังลมเป็นกล้ามเนื้อหลักที่ใช้ในการ หายใจ คนที่มีปัญหาโรคปอดมักจะมีรูปแบบการหายใจที่ผิดจากคนปกติทั่วไป คือมีแนวโน้มที่จะใช้กล้ามเนื้อหน้าอก คอและไหล่ในการหายใจ ซึ่งจะสิ้นเปลืองแรงมาก และทำให้อาการหอบทุเลาช้ายิ่งขึ้น หากท่านสังเกตดูเด็กทารกหรือคนปกติเวลาหลับสนิท จะพบว่าท้องจะป่องออกขณะหายใจเข้าเพราะว่ากระบังลมหดตัวลงมา ทำให้กระเพาะอาหาร และสำไส้ถูกดันออกมา ขณะหายใจออกกระบังลมจะคลายตัวกลับขึ้นไปทำให้ท้องยุบลง การหายใจด้วยกระบังลมจะเป็นเช่นนี้โดยธรรมชาติ ดังนั้นขอให้ท่านมั่นใจได้เลยว่าท่านจะสามารถทำได้แน่

• นั่งลง วางมือหนึ่งไว้บนหน้าอก อีกมือวางบนท้องใต้กระดูกอกผ่อนคลาย
• หายใจเข้าตามปกติสบาย ๆ จะรู้สึกว่าท้องป่องออก มือที่วางบนอกจะไม่เคลื่อนไหวมากนัก และการดูแลตัวเอง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
การหายใจเป็นกลไกปกติที่มีมาตั้งแต่กำเนิด แต่ท่านจะทราบได้อย่างไรว่าขณะนี้ท่านหายใจได้ถูกต้องมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพียงใด หลักการของการฝึกการหายใจ ก็เพื่อที่จะเพิ่มปริมาณอากาศบริสุทธิ์ให้เข้าสู่ปอด และมีการแลกเปลี่ยนของออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
• หายใจออกทางปากช้า ๆ ท้องจะยุบ ทำครั้งละ 5 นาที
• ต่อจากนั้นอาจทะในท่ายืน 5 นาที ท่านอนอีก 5 นาที ดังรูป
ควรฝึกหายใจด้วยกระบังลมวันละ 3 ครั้ง ควรใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ หรือคลายเข็มขัดก่อน จำไว้เสมอว่าถ้าท่านฝึกแล้วรู้สึกเหนื่อย อาจเป็นเพราะท่านทำไม่ถูกต้อง ให้พยายามผ่อนคลาย แล้วลองทำใหม่เมื่อหาย

2. การหายใจแบบเป่าปาก จะช่วยระบายอากาศที่คั่งค้างอยู่ในถุงลม ทำให้อากาศใหม่มีโอกาสเข้าไปในปอด

• ผ่อนคลายหายใจเข้าทางจมูก นับหนึ่ง–สอง ไม่ควรสูดลมเข้าแรง ๆ
• ห่อริมฝีปากคล้ายจะผิวปาก ระบายลมหายใจออกช้า ๆ อย่าพ่นแรง นับหนึ่ง-สอง-สาม-สี่ ฝึกอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง ๆ ละ 5 นาที ในท่านั่ง นอน หรือยืนก็ได้

การหายใจทั้ง 2 แบบนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ยากเลยเมื่อเทียบกับประโยชน์มหาศาลที่ท่านจะได้รับ จึงควรฝึกบ่อย ๆ จนกระทั่งทำได้เป็นนิสัย ท่านก็จะทำได้โดยอัตโนมัติไม่ว่าท่านกำลังทำกิจกรรมใด ๆ อยู่ เรียกว่าทำให้กลายเป็นธรรมชาติของตัวท่านเอง

รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหอบเหนื่อย

โดยทั่วไปแล้ว ภายหลังจากการที่ทำการ ระบายเสมหะออกมาแล้วซึ่งอาจจะโดยการไอหรือ การดูดเสมหะ ผู้ป่วยมักจะมีอาการหอบเหนื่อย โดย เฉพาะในผู้ป่วยประเภทถุงลมโป่งพอง (COPD; Chronic Obstructive Pulmonary Disease) ทาง กายภาพบำบัดจะให้การรักษาโดยการฝึกหายใจ เพื่อ ลดอาการเกร็งตัวของหลอดลม, ลดภาวะการณ์หายใจ สั้นรวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจให้ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด ซึ่งวิธีการหายใจที่ใช้โดยทั่วไปจะ เรียกว่า การหายใจแบบห่อปาก (pursed lip breathing)

ภาพแสดงการหายใจแบบห่อปาก (pursed lip breathing) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหอบหนื่อย

วิธีการหายใจแบบห่อปาก ( Pursed lip breathing)

เริ่มจากจัดให้ผู้ป่วยนั่งโน้มตัวมาด้านหน้า เล็กน้อยผู้ป่วยหายใจเข้าทางจมูกให้ลึกมากที่สุด ค้าง ไว้ประมาณ 3-4 วินาที จากนั้นหายใจออกทางปาก โดยผู้ป่วยต้องทำการห่อปากให้เล็กมากที่สุดและ เป่าลมออกให้ช้าและยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้  เมื่อหายใจออกจนหมดลมแล้ว ให้ทำการหายใจเข้าทาง จมูกอีกครั้งและหายใจออกทางปากโดยการห่อปาก เหมือนเดิม โดยการฝึกหายใจโดยการห่อปากนี้ควร จะทำประมาณ 6-8 ครั้ง ต่อรอบ และพักประมาณ 1-2 นาที แล้วจึงทำซ้ำอีก 2รอบ การหายใจแบบนี้ผู้ป่วย สามารถ ทำได้ทุกครั้งเมื่อมีอาการหอบเหนื่อย

จากนั้นจะเป็นการฝึกให้ผู้ป่วยมีความทนทาน ในการทำกิจวัตรประจำวันให้ดีขึ้นโดยไม่มีการจำกัด จากการหอบเหนื่อย ซึ่งวิธีการนั้นมักจะเป็นการ ออกกำลังกายแบบแอโรบิค ถ้าผู้ป่วยมีอาการเหนื่อย มากจะเริ่มจากการหมุนไหล่ประมาณ 20 ครั้ง และถ้าไม่มี อาการเหนื่อย สามารถเพิ่มเป็น 40 ครั้ง จากนั้นหาก ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมได้อีก จะทำการเปลี่ยนเป็น
ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวให้พร้อมเมื่อไปพบแพทย์

– สมุดโน้ต สำหรับผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อบันทึกข้อมูลและคำแนะนำจากแพทย์
– คำถามที่ควรถามแพทย์ประจำตัว
* ขอคำปรึกษาเรื่องอาหาร อาหารที่ควรทาน และไม่ควรทาน
* มีวิตามินใดบ้างที่ควรทานเพิ่มเติม เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
* ความรู้เรื่องยาที่ได้รับ ปริมาณการใช้ยาในแต่ละอาการ ระยะห่างในการใช้ยา รวมถึงผลข้างเคียงในการใช้ยา
*อาการ หรือ ลักษณะการหายใจแบบใดที่ไม่ควรละเลย และควรพบแพทย์ทันที
– ควรบันทึกชื่อยา และปริมาณยาที่ใช้ เพื่อบันทึกไว้เป็นข้อมูลสำหรับการรักษา
– ควรบันทึกรายละเอียดของอาการ ระยะห่างของการเกิดอาการ ปริมาณยาที่ใช้แต่ละครั้ง
– ควรบันทึกการใช้ยาและปริมาณยาที่ควรใช้ในแต่ละชนิดให้ละเอียด เพื่อที่ญาติของผู้ป่วยจะช่วยเหลือได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

เอกสารประกอบความเข้าใจโรค

นายแพทย์คณิน คุรุรัตน์พันธ์

สาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเหนื่อยง่าย หรือการหอบในคนสูงอายุ คือ “โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจาก การมีถุงลมโป่งพอง ทางเดินหายในประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

1. ทางเดินหายใจส่วนต้น เริ่มจากจมูก, หลอดลม (Trachea) และแขนงย่อยของหลอดลม (Bronchus) ทางหายใจส่วนต้นนี้โตและแข็ง แรงกว่าส่วนปลายเพราะมีกระดูกเป็นโครง ทำให้เป็นท่อหลอดลม ซึ่งไม่แฟบง่าย

2. ทางเดินหายใจส่วนปลาย เริ่มจากหลอดลมขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อจากแขนงหลอดลมส่วนต้น แต่ทางเดินหายใจส่วนนี้เป็นท่อ เล็กและค่อนข้างบางไม่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อเรียบ เป็นโครงประกอบทำให้ขยายเข้าและออกขณะหายใจ ปลายสุดของหลอดลมขนาดเล็กนี้ จะมีถุงลม (Alveolus) ซึ่งเป็นส่วนที่ปอดเก็บลมไว้สำหรับการแลกเปลี่ยนหรือฟอกเลือด โดยที่หัวใจจะสูบเลือดเสียมาที่ปอดเพื่อขับถ่าย คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ทางการหายใจออกและรับอ๊อกซิเจนจากปอดทางการหายใจเข้า

ดังนั้น เมื่อมีโรคหรือพยาธิสภาพจากสาเหตุใดก็ตาม (เช่นที่กล่าวไว้ใน “สาเหตุ” ข้างล่างนี้) จะทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซเป็นไปไม่ได้ ดี ร่างกายจะมีการขาดอ๊อกซิเจนและมีการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ถ้าโรคหรือพยาธิสภาพอยู่นานและเป็นที่หลอดลมก็ทำให้เกิด โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
และถ้าพยาธิสภาพเกิดที่ถุงลมปอด จะทำให้เป็น โรคถุงลมโป่งพอง และถ้ารุนแรงจะทำให้มีการทำลายผนังกั้นระหว่างถุงลมปอด ถุงลมปอดหลายๆ ถุงกลายเป็นถุงเดียวกันและมีขนาดโตขึ้น แต่การแลกเปลี่ยนก๊าซจะผิดปกติอย่างรุนแรง เพราะไม่มีพื้นผิวการแลกเปลี่ยน ที่ดี โรคทั้งสองอย่างข้างต้นดังกล่าวนี้ มีสาเหตุ และการเกิดพยาธิสภาพเหมือนๆ กัน และมักเป็นร่วมกัน โดยจะแยกออกจากกันว่า เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ยาก ทางการแพทย์เรียกรวมๆ ว่า โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง

อาการของโรค

อาการของโรคนี้คือ เหนื่อยง่าย, ไอเรื้อรัง, มีเสมหะ อาการจะมากน้อยขึ้นอยู่กับการทำลายของถุงลมและหลอดลม ถ้าเป็นน้อย ผู้ป่วย อาจมีอาการเพียงเหนือยง่าย เมื่อขึ้นบันไดหรือที่ลาดสูงเดินเร็วหรือวิ่ง ถ้าพยาธิสภาพมากขึ้นอาการรุนแรงมากจนแม้จะอยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย เนื่องจากมีหลอดลมตีบตันและถุงลมโป่งพอง การแลกเปลี่ยนของก๊าซเป็นไปไม่ได้ดี ผู้ที่เป็นโรคนี้แล้ว อาการมักจะค่อย ๆ มากขึ้น อาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการเหนื่อย แม้อยู่เฉย ๆ เพราะร่างกายมีการปรับตัว ได้ดีพอสมควรตามธรรมชาติ

สาเหตุที่ทำให้เป็นโรค

1. การสูบบุหรี่ เพราะในควันบุหรี่มีสารเคมีหลายอย่างที่เป็นพิษต่อหลอดลมและถุงลมอย่างมาก มาย เมื่อสัมผัสกับควันอยู่นานๆ จะทำให้ผนังของหลอดลมและถุงลมถูกทำลายไปเกิดอุดกั้นของทางเดินหายใจขึ้น

2. มลภาวะอากาศเป็นพิษ ผู้คนที่อาศัยในเมืองอุตสาหกรรมมักสูดหายใจเอาควันเสีย เช่น ซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์เข้าไปในปอด ทำให้มี โอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนในชนบท ถ้าสิ่งระคายเคืองหลอดลมลดลงหรือหายไป เช่น เลิกสูบบุหรี่ พยาธิสภาพในหลอดลมก็จะลดลงด้วย แต่มักจะไม่กลับเป็นปกติทีเดียว เพราะบางส่วนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรไปแล้ว

3. เชื่อว่าการติดเชื้อในหลอดลมจากไวรัสอาจมีบทบาทในการทำให้เกิดโรคได้

การตรวจและการรักษา

เมื่อเกิดอาการเหนื่อย ไอมีเสมหะ และไปหาแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจร่างกายที่สำคัญคือใช้เครื่องฟังลักษณะหายใจ หรือใช้นิ้วเคาะ ดูความโป่งของทรวงอก ซึ่งบางครั้งก็ตรวจยากอาจไม่พบสิ่งปกติได้ แพทย์ก็จะทำเอ็กซเรย์ทรวงอก ซึ่งอาจเห็นฟิล์มมีเงาปอดสีดำกว่าธรรมดา หลอดเลือดในปอดลดลง หัวใจเล็กกะบังลมแบนและต่ำลง หรือส่งตรวจสมรรถภาพปอด โดยการให้คนไข้สูดหายใจ เข้าออก แล้ววัดค่าต่างๆ ประกอบการพิจารณาประสิทธิภาพของปอดว่า มีการอุดตัน หรือจำกัดการนำส่งอากาศภายในหลอดลมมากน้อยเพียงใดหรือไม่ อาจต้องเจาะเลือดแดงหาระดับแรงดันของอ๊อกซิเจน และคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ซึ่งอ๊อกซิเจนอาจต่ำและคาร์บอนไดอ๊อกไซด์อาจสูง แสดงถึงผิดปกติในการ “ฟอกโลหิต” ของปอดที่เกิดจากโรคนี้ นอกจากนี้อาจตรวจคลื่นหัวใจไฟฟ้า เพื่อดูว่าหัวใจซีกขวาโตหรือไม่ ถ้าโตอาจแสดงถึงความรุนแรงของโรคที่มีภาวะแซกซ้อนทาง หัวใจเกิดขึ้น
สำหรับการรักษานั้นแพทย์จะให้ยากำจัดเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาปฏิชีวนะ สเตียรอยด์ อ๊อกซิเจน แต่ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยต้องช่วย ตัวเองโดย

1. หลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่อทางเดินหายใจ โดยการหยุดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด แม้จะไม่ทำให้สมรรถภาพของปอดดีขึ้น แต่ก็จะทำให้ เสื่อมช้าลงและไอน้อยลงได้

2. ออกกำลังกายเบาๆ โดยสม่ำเสมอ เช่นการเดินหรือว่ายน้ำ จะทำให้เหนื่อยน้อยลง เพราะกล้ามเนื้อต่างๆ ทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เสมหะจะได้ไม่ข้นมาก ง่ายแก่การขับออกมา

4. ฝึกการหายใจ โดยหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ พยายามให้ปอดส่วนล่างขยายตัวด้วยการสูดอากาศเข้าจนซี่โครงล่าง ๆ ขยายออกเต็มที่ หน้าท้องออก

5. ปรึกษาแพทย์เมื่อเสมหะมีสีเหลืองหรือเขียวเลือดปน เหนื่อยหอบมากขึ้น เล็บมือเขียวหรือเท้าบวม เป็นต้น

ศ.นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ

แม้ว่าการสูบบุหรี่จะทำให้เกิดโรคมากมายนับสิบโรค แต่มีสามโรคที่พบบ่อยกว่าโรคอื่น คือ มะเร็งปอด   เส้นเลือดหัวใจตีบ และถุงลมโป่งพอง

ในสามโรคนี้ ถุงลมโป่งพองเป็นโรคที่นักสูบบุหรี่เกรงกลัวที่สุด เพราะโรคนี้มีผู้เป็นกันมาก จริงๆ แล้ว โรคถุงลมโป่งพอง ไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่แต่เพียงอย่างเดียว การได้รับสารเคมีชนิดอื่นๆ จากการหายใจเป็นเวลานานๆ ก็ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองได้เช่นเดียวกัน แต่บุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดโดยร้อยละ 70 ของโรคนี้ เกิดจากการสูบบุหรี่
ปอดของคนประกอบด้วย ถุงลมเล็กๆ เป็นจำนวนนับล้านๆ ถุงลม ถุงลมเหล่านี้มีขนาดเล็กมากกว่าปลายเข็ม ผนังถุงลมจะบางมาก และจะมีเส้นเลือดฝอยบุอยู่ตามผนังถุงลม เวลาคนเราหายใจเข้าสู่ปอด อากาศที่มีอ๊อกซิเจนจะเข้ามาถึงถุงลมเล็ก ๆ เหล่านี้ ซึ่งจะเป็นที่ที่อ๊อกซิเจนซึมผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอย เพื่อไปเลี้ยงร่างกาย ขณะเดียวกันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเสียจะถูกขับออกจากเส้นเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลม และถูกขับออกจากร่างกายโดยการหายใจออก ในการสูบบุหรี่ ควันบุหรี่จะถูกสูดเข้าสู่ทางเดินหายใจจนไปถึงถุงลมปอด ซึ่งนิโคติน และสารเคมีอื่น ๆ ในควันบุหรี่จะถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยที่บุตามถุงลม หลังจากนั้นนิโคตินจึงถูกพาไปตามกระแสเลือดไปสู่สมองนิโคตินจะกระตุ้นสมอง และเป็นสารเสพติดที่ทำให้ผู้สูบเสพติดบุหรี่ สารเคมีในควันบุหรี่เมื่อสัมผัสกับความชื้นของผนังถุงลม จะมีทั้งที่เกิดเป็นกรด และเกิดเป็นด่าง ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยี่อบุหลอดลม เม็ดเลือดขาวในเส้นเลือดฝอยจะออกมาอยู่ที่ผนังถุงลม เพื่อขับสารออกมาต่อสู้กับสารเคมีในควันบุหรี่ เพื่อปกป้องผนังถุงลม
เพื่อนึกภาพให้ง่ายเข้า ปฏิกริยาที่เกิดขึ้นที่ผนังถุงลมก็เหมือนกับปฏิกริยาที่เกิดขึ้น เมื่อควันบุหรี่ปะทะกับเยื่อบุนัยตา เราจะรู้สึกแสบตา และน้ำตาไหล น้ำตาที่ไหลออกมาก็เป็นกลไกของร่างกายในการเจือจางกรดที่เกิดจากควันบุหรี่ เพื่อลดอันตรายต่อเยื่อบุตา ถ้าใครลองให้ควันบุหรี่เข้าตานานๆ ตาจะอักเสบจนแดง สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อควันบุหรี่เข้าตา เกิดขึ้นที่ถุงลมปอดทุกครั้งที่สูดควันบุหรี่เข้าปอด

คนที่สูบบุหรี่ตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จะยังไม่มีอาการอะไร แต่หากตัดเนื้อปอดออกมาตรวจดู จะพบว่าถุงลมเล็กๆ ถูกทำลายไปแล้ว มากน้อยแล้วแต่จำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน ผนังถุงลมเล็กๆ หลายๆ ถุงลมที่ถูกทำลายจะรวมกันเข้าเป็นถุงลมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า นอกจากถุงลมจะมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว ความยืดหยุ่นของผนังถุงลมทั่วปอดก็จะเสียไปด้วย จากการที่ถูกสารเคมีจากควันบุหรี่กัดกร่อนทุกวันทุกวัน เหมือนลูกโป่งที่ถูกรมควันทุกวันทุกวัน ความยืดหยุ่นของลูกโป่งจะเสียไป
อาการของโรคนี้ เกิดขึ้นจากถุงลมในปอด ถูกทำลายไปโดยควันบุหรี่ เวลาออกกำลังกาย ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนมากขึ้น เมื่อถุงลมมีน้อยลงก็ต้องหายใจมากครั้งขึ้น นั่นก็คือเกิดอาการเหนื่อย ระยะแรกของโรคนี้จะเหนื่อยเวลาออกกำลังกาย เมื่อโรคเป็นมากขึ้นจะเหนื่อยเวลาเดิน ขั้นที่สามของโรคจะเหนื่อยแม้ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การถูฟัน เข้าห้องน้ำ ระยะสุดท้ายอยู่เฉย ๆ ก็เหนื่อย
การรักษาโรคนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งจะชะลอการเสื่อมของปอดลง ยาอื่นๆ ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นยาขยายหลอดลม ยาขับเสมหะ เพราะคนที่สูบบุหรี่จนเกิดโรคถุงลมโป่งพองแล้ว หลอดลมเล็กๆ ก็มักจะถูกควันบุหรี่รมจนตีบด้วย เยื่อบุหลอดลมก็ถูกทำลาย ทำให้หลอดลมหดเกร็ง ซึ่งยิ่งทำให้อาการเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องออกแรงหายใจมากขึ้น ยาขยายหลอดลมจึงช่วยลดอาการเหนื่อยได้บ้าง แม้จะไม่ทุกคน ในคนที่โรคเป็นมากแล้วต้องให้ออกซิเจนจึงจะทุเลาอาการเหนื่อยได้บ้าง
http://www.orkanma.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539180236

 

สำหรับใครที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับเรื่อง โรคถุงลมโป่งพอง

สามารถติดต่อ มูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทยและชมรมถุงลมโป่งพอง เลขที่ 1281 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. 10400 โทร.  0 2617 0649

_______________________________

 

 

 


ข้อน่ารู้

1. ถุงลมปอด (alveoli) เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ส่วนปลายสุดของปอด มีลักษณะเป็นถุงอากาศเล็กๆ อยู่ต่อกับหลอดลมฝอยแขนงต่างๆ นับจำนวนเป็นล้านๆ ถุง (เปรียบเหมือนใบไม้ที่เกาะติดอยู่กับปลายของกิ่งไม้กิ่งต่างๆ) และโดยรอบของถุงลมจะมีหลอดเลือดฝอยห่อหุ้มถุงลมปอดจึงเป็นที่ที่มีการแลกเปลี่ยนอากาศ กล่าวคือ ก๊าซออกซิเจน (อากาศดี) ที่มากับลมหายใจเข้าเมื่อเข้ามาอยู่ในถุงลม ก็จะซึมผ่านผนังของถุงลมและผนังหลอดเลือดฝอยเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งจะไหลเวียนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (อากาศเสีย) ที่เกิดจากการเผาผลาญของร่างกายจะไหลเวียนมาตามกระแสเลือด เมื่อผ่านมาที่หลอดเลือดฝอยที่ห่อหุ้มถุงลมอยู่ ก็จะซึมผ่านผนังหลอดเลือดฝอยและผนังถุงลมเข้ามาในถุงลมแล้วถูกขับออกมาตามลมหายใจออก ดังนั้น ถุงลมปอดจึงมีความสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนอากาศเป็นอย่างยิ่ง ถ้าถุงลมปอดเสื่อมสมรรถภาพหรือมีพื้นผิวในการแลกเปลี่ยนอากาศลดลง ก็จะทำให้การแลกเปลี่ยนอากาศไม่อาจเป็นไปอย่างปกติ ทำให้ปริมาณของออกซิเจนที่ไปเลี้ยงร่างกายลดลง เป็นเหตุให้เกิดอาการหอบเหนื่อยง่ายได้

2. โดยปกติเมื่อย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ ถุงลมปอดของคนเราก็อาจมีการเสื่อมสมรรถภาพขึ้นได้เป็นธรรมดา เช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่นๆ จึงอาจทำให้ผู้สูงอายุเวลาทำอะไรจะรู้สึกเหนื่อยง่ายได้บ้างในบางครั้งบางคราว แต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณของถุงลมปอดที่เสื่อมสภาพนั้นจะมีไม่มาก จึงไม่เกิดอาการผิดปกติมากนัก และไม่ถือว่าเป็นอาการเจ็บป่วยหรือเป็นโรค แต่ถือเป็นธรรมดาของสังขารมากกว่า จึงไม่จำเป็นต้องให้การรักษาแต่อย่างใด

3. คนที่สูบบุหรี่จัด ถุงลมปอดจะมีการเสื่อมสภาพเร็วกว่าวัยอันควรและในปริมาณที่มาก จึงเกิดเป็นโรคที่เรียกว่า “ถุงลมปอดโป่งพอง” (Emphysema หรือ COPD) ทั้งนี้เป็นเพราะว่าบุหรี่ทำให้หลอดลมเกิดการระคายเคือง และมีการอักเสบอย่างเรื้อรัง มีอาการไอ มีเสลดเป็นประจำ เรียกว่า“หลอดลมอักเสบเรื้อรัง” (Chronic bronchitis) มีผลทำให้ผนังถุงลมปอดขาดความยืดหยุ่นและเปราะง่าย และมีการแตกทะลุทำให้ถุงลมขนาดเล็กๆ หลายๆ อันรวมตัวเป็นถุงลมขนาดใหญ่ (โป่งพอง) ทำให้จำนวนถุงลมปอดทั้งหมดลดลง และปริมาณพื้นผิวของถุงลมที่ยังทำหน้าที่ได้ทั้งหมดลดน้อยลงด้วย เป็นเหตุให้การแลกเปลี่ยนอากาศทำได้น้อยลง จึงเกิดอาการหอบเหนื่อยง่าย กลายเป็น “โรคถุงลมปอดโป่งพอง”

4. คนที่สูบบุหรี่กว่าจะเกิดอาการของโรคถุงลมปอดโป่งพอง อาจใช้เวลานาน 10-20ปีขึ้นไป ดังนั้น โรคนี้จึงมักจะปรากฏอาการเมื่อย่างเข้าวัยกลางคน ทั้งนี้ขึ้นกับปริมาณบุหรี่ที่สูบ ถ้าสูบมาก ก็จะกินเวลาในการเกิดโรคสั้นลง เนื่องจากในบ้านเราผู้ชายมีอัตราการสูบบุหรี่มากกว่าผู้หญิงมากๆ โรคนี้จึงแทบจะเรียกว่าผูกขาดยู่ในหมู่ผู้ชายก็ว่าได้ ยกเว้นในบางพื้นที่ที่ผู้หญิงนิยมสูบบุหรี่ ก็อาจพบโรคนี้ในผู้หญิงได้

5. ถุงลมปอดที่โป่งพองหรือเสื่อมสภาพไปแล้วจะเกิดขึ้นอย่างถาวร ไม่มีหนทางใดเลยที่จะช่วยให้กลับฟื้นตัวขึ้นได้ ดังนั้น โรคนี้จึงจัดว่าเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาด มีแต่ทรงกับทรุด แต่จะเป็นเรื้อรังนานสิบๆปี กว่าจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ คนที่เป็นโรคนี้จะต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการหอบเหนื่อยง่าย และอาจจะต้องลาออกจากงานอาชีพ ทำให้เสียโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพและหน้าที่การงาน

6. การป้องกันอยู่ที่อย่าสูบบุหรี่ ถ้าสูบอยู่ ก็ควรหาทางเลิกเสียก่อนที่จะปรากฏอาการของโรค ส่วนคนที่มีอาการหอบเหนื่อยจากโรคนี้อยู่แล้วก็ควรจะเลิกสูบบุหรี่เสีย จะช่วยให้ถุงลมปอดส่วนที่ยังดีอยู่ไม่ถูกทำลายต่อไป อาจช่วยให้โรคที่เป็นอยู่ทรงอยู่ ไม่ทรุดหนักลงไปอีก

รู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นอื่น

คนที่เป็นโรคถุงลมปอดโป่งพองจะมีอาการหอบเหนื่อยง่ายเวลาออกแรง เช่น ยกของ เดินขึ้นที่สูง เดินไกลๆ เวลานั่งหรือนอนอยู่เฉยๆจะหายเหนื่อย ร่วมกับมีอาการไอมีเสลดอยู่เป็นประจำ บางครั้งอาจมีไข้สูง และไอมีเสลดเป็นหนอง ซึ่งเป็นการติดเชื้อแทรกซ้อน เมื่อกินยาปฏิชีวนะก็จะดีขึ้น อาจมีอาการแบบนี้เป็นครั้งคราว อาการหอบเหนื่อยง่ายจะเป็นอยู่ประจำนานเป็นแรมปี และถ้าคนไข้ยังสูบบุหรี่ต่อไป ถุงลมปอดมีการทำลายมากขึ้น ก็จะมีอาการหอบเหนื่อยที่รุนแรงขึ้น จนในที่สุดแม้แต่เวลาพูดหรือเคี้ยวข้าวก็เหนื่อยจนแทบจะจำอะไรไม่ได้ ได้แต่นอนให้ออกซิเจนอยู่บนเตียง บางครั้งอาจมีอาการหายใจหอบดังวี้ดๆ แบบโรคหืด จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ในช่วงท้ายของโรค คนไข้มักมีอาการหายใจหอบหรือปอดอักเสบ (ปอดบวม) แทรกซ้อน จนต้องเข้าๆ ออกๆโรงพยาบาลเป็นประจำ ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม อาการหอบเหนื่อยง่าย อาจเกิดจากสาเหตุอื่นก็ได้ เช่น

1. โรคหืด จะมีอาการหายใจหอบดังวี้ดๆ เป็นครั้งคราว เช่น เวลาแพ้อากาศ แพ้ฝุ่น หรือเป็นไข้หวัด เมื่อได้รับยารักษาอาการก็ดีขึ้นได้ สามารถทำงานต่างๆได้โดยไม่มีอาการเหนื่อยง่าย มักเป็นเมื่ออายุไม่มาก อาจเริ่มเป็นตั้งแต่วัยเด็ก อาจมีประวัติญาติพี่น้องเป็นโรคหืดหรือโรคภูมิแพ้ (เช่น หวัดแพ้อากาศ ลมพิษผื่นคัน) ร่วมด้วย

2. ภาวะหัวใจล้มเหลว เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไม่ได้ จะทำให้มีอาการเท้าบวมทั้ง 2 ข้าง และหายใจหอบเหนื่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานอนราบ (หนุนหมอนใบเดียว) ทำให้นอนไม่ได้ ต้องลุกขึ้นนั่งจะค่อยยังชั่ว ถือเป็นภาวะร้ายแรงที่ต้องพบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อไรควรไปหาหมอ

ถ้ามีอาการไอเรื้อรังและรู้สึกหอบเหนื่อยง่าย ควรปรึกษาหมอเพื่อค้นหาสาเหตุให้แน่ใจ ควรไปหาหมอที่โรงพยาบาลโดยเร็ว ถ้ามีอาการหายใจหอบถี่ เท้าบวมทั้งสองข้าง นอนราบไม่ได้ ไอมีเสลดออกเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว หรือมีไข้สูง

แพทย์จะทำอะไรให้

แพทย์จะซักถาม (โดยเฉพาะประวัติการสูบบุหรี่) และตรวจร่างกาย (รวมทั้งเคาะปอด ฟังปอด) ถ้าไม่แน่ใจ อาจต้องเอกซเรย์ปอด ตรวจเสมหะ ใช้กล้องส่องตรวจหลอดลม (bronchoscope) หรือทำการตรวจพิเศษอื่นๆ ถ้าแน่ใจว่าเป็นโรคถุงลมปอดโป่งพอง ก็จะแนะนำให้คนไข้ปฏิบัติตัวดังกล่าวและให้ยารักษา เช่น ให้ยาขยายหลอดลม (ทีโอฟิลลิน, อะมิโนฟิลลีน, เทอร์บูทาลีน, หรือซาลบูทามอล ) ในรายที่มีอาการหอบมากอาจต้องให้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่น ในรายที่มีการติดเชื้อ เช่น มีไข้ ไอมีเสลดเหลืองหรือเขียว จะให้ยาปฏิชีวนะ (อะม็อกซีซิลลีน อีริโทรมัยซิน หรือเตตราซัยคลีน) แพทย์จะนัดคนไข้มาตรวจเป็นระยะๆ (ทุก 1-3 เดือน) ถ้ามีโรคปอดอักเสบแทรกซ้อน หรือภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง อาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นครั้งคราว ถ้าเป็นถึงระยะท้าย มีอาการหายใจหอบเหนื่อยจากปอดทำงานไม่ได้ อาจต้องเจาะคอและใช้เครื่องช่วยหายใจประทังชีวิตไประยะหนึ่ง

โดยสรุป โรคถุงลมปอดโป่งพอง มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่เป็นสำคัญ เมื่อเป็นแล้วคนไข้จะมีอาการหอบเหนื่อยง่าย ทนทุกข์ทรมานนับเป็นสิบๆ ปี โรคนี้ไม่มีวิธีการเยียวยาให้หายขาด มีแต่ทรงกับทรุดลงช้าๆ ดังนั้น ทางที่ดีควรหาทางป้องกันด้วยการอย่าสูบบุหรี่

การดูแลรักษาตนเอง

คนที่มีอาการไอเรื้อรัง และทำอะไรรู้สึกหอบเหนื่อยง่าย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ  หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคถุงลมปอดโป่งพอง ควรปฏิบัติตัว ดังนี้

1. เลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด รวมทั้งหลีกเลี่ยงการรับควันบุหรี่จากผู้อื่น จะช่วยป้องกันมิให้อาการเป็นมากขึ้น

2. ไปหาแพทย์ตามนัด และกินยาตามที่แพทย์แนะนำ ควรเลือกรักษากับแพทย์ที่รู้จักมักคุ้น

3. ศึกษาให้เข้าใจถึงโรคนี้อย่างถ่องแท้ โดยการอ่านหนังสือหรือพูดคุยกับแพทย์ผู้ให้การรักษา ทำใจยอมรับว่าโรคนี้จะเป็นเรื้อรังตลอดชีวิต และอย่าดิ้นรนเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลให้สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

4. ถ้ามีเสลด ให้ดื่มน้ำมากๆ

5. กินอาหารพวกเนื้อ นม ไข่ เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง

6. ฝึกหายใจเข้าออกยาวๆ ลึกๆ เป็นประจำ

7. ออกกำลังกายเบาๆ เช่น ฝึกกายบริหาร เดินหรือว่ายน้ำช้าๆ ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องออกแรงจนรู้สึกหอบเหนื่อย

ข้อมูลสื่อ

ชื่อไฟล์: 161-006

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 161

เดือน/ปี: กันยายน 2535
คอลัมน์: แนะยา-แจงโรค

นักเขียนหมอชาวบ้าน: รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

 

“““““““““““““““““““`
การเจาะคอใส่ท่อหายใจ   https://www.gotoknow.org/posts/233228

10 comments on “โรคถุงลมโป่งพอง

  1. ข้อมูลนี้ดีมากเลย

  2. กุ้ง
    04/07/2011

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะค่ะ

  3. อณุภา เจิมจันทร์
    11/02/2012

    ขอบคุณมากค่่ะ

  4. ต่าย
    08/05/2012

    เป็นความรู้ได้มากเลยค่ะ

  5. ณัฏกมณฑ์ เกียรติกุลธรรม
    10/08/2013

    เป็นข้อมูลที่ดีมากค่ะ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพองระยะสุดท้าย โดยที่สาเหตุที่เป็นไม่ได้เกิดจากการสูบบุหรี่ ปัจจุบันแม้แต่การทำกิจวัตรประจำวันก็ลำบากมากๆ ใช้ออกซิเจนตลอดเวลา ควบคู่กับยาขยายหลอดลม ที่มีทั้งกินและพ่น และบางครั้งก็มีอาการของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นร่วมด้วย ทำให้หายใจไม่ออก ความหวังสุดท้ายของดิฉันในการรักษาคือ รอการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเท่านั้น

    • AC127Mum
      13/08/2013

      สวัสดีคะ คุณณัฏกมณฑ์
      ขอบคุณสำหรับคำติชมคะ และจะรู้สึกยินดีมากหากคุณจะให้ข้อมูลหรือคำแนะนำสำหรับท่านอื่นๆ คะ

      ยุ้ย – อัมพิกา ศิริสุวัฒน์
      https://www.facebook.com/AC127Mum

  6. ศิริวรรณ
    29/08/2013

    ตอนนี้พ่อนอนอยู่ icu หมอบอกว่าเป็นขั้นที่ 4 แต่รู้สึกตัวดีทุกอย่าง ปอดมีการติดเชื้อ ไแต่อย่างอื่นไม่มีค่ะไม่ทราบมีคำแนะนำไม๊ค่ะ อยากให้พ่อได้กลับบ้านค่ะ มีหมอแนะนำไม๊คะ ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูลข้างต้นค่ะ ^^

    • AC127Mum
      15/09/2013

      สูตรน้ำผักผลำม้ของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์

      น้ำด่าง

  7. 0981957814
    15/06/2016

    พ่อของผมเป็นโรคถุงลมโป่งพอง นอนห้องicu ตอนนี้ เจาะคอแล้ว แต่ท่านหายใจช่วยตัวเองไม่ได้แต่การรับรู้ยังดีทุกอย่าง ครับ พอมีวิธีไหมครับ เจาะคอได้10วันแล้วครับ แล้วต้องทำอย่างไรบ้างครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 05/03/2011 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: