AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ตุ๊บปอง “นกอินทรีเลี้ยงลูก”

เมื่อ 2 – 3 ปีก่อน ได้คุยกับแม่..ถึงเรื่องที่มีโอกาสได้ทำงานถวายท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ซึ่งเป็นงานที่ทำแล้วประทับใจ จนค้างความรู้สึกสำนึกดีมาจนวันนี้..ท่านแม่ชีขอให้เขียนนิทาน เรื่อง นกอินทรีเลี้ยงลูก โดยได้เค้าโครงเรื่องจากอุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง

เขียนเสร็จเอามาอ่านให้แม่ฟัง..แม่ลูบหัวเบา ๆ แล้วบอกว่า.. “แกนี่เก่งนะ..ไอ้หนู แม่ชอบ แม่นกพ่อนกอินทรีก็เหมือนพ่อแม่นี่แหละ รักลูกมากเหมือนกัน”   จำได้แม่นว่า..วันนั้นกอดแม่แล้วน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันใจในคำชมของแม่และซาบซึ้งในความรักที่แม่มีต่อลูก

เรื่องมีอยู่ว่า..

กาลครั้งนานมาแล้ว…ในป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ สัตว์น้อยใหญ่อยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพิงอิงกัน ป่าจึงมีแต่ความสงบ ร่มเย็นและเป็นสุข บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีนกอินทรี 2 ตัว ที่ก่อร่างสร้างรังอยู่ร่วมกันด้วยความรัก จนถึงวันที่จะมีอินทรีน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ในชีวิต..ใกล้ชิดในรังรวง นกอินทรีหนุ่มดีอกดีใจ เฝ้าถนอมกาย ถนอมใจเมียรักเป็นอย่างดี

พ่อแม่นกอินทรีมือใหม่ ตั้งอกตั้งใจเตรียมอะไรต่อมิอะไร มากมายไว้ให้ลูกน้อย เริ่มจากพ่อนกอินทรี บินรี่หาที่หาทางใหม่ จนมาได้ต้นไม้ใหญ่ใบหนาเขียวครึ้ม ลำต้นใหญ่แข็งแรง อยู่กลางใจป่า ..ทำเลดี บินไปไหนมาไหนสะดวก เมื่อสร้างรังเสร็จแล้ว ก็บินออกไปหาหินแผ่น ๆ บ้าง กลม ๆ บ้าง จิก แล้วคาบเอามารองเป็นพื้นรังชั้นล่าง คาบกิ่งไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างมาวางลงบนหิน คาบหนามแหลมๆ คมๆ มาวางลงทับกิ่งไม้ คาบใบไม้เรียวบ้างรีบ้างมาวางทับหนามคม ๆ ปูเป็นพื้นชั้นต่อ ๆ มา จากนั้น ทั้งคู่ก็ตั้งอกตั้งใจสลัดขนใต้ปีกของตนที่อ่อนนุ่มและเป็นปุยหนา นำมาวางลงบนใบไม้ทีละเส้นๆ ปูเป็นพื้นชั้นบนจนเหมาะใจ ..นี่ไงที่นอนอันอ่อนนุ่มของลูกน้อยจนถึงวันที่ ปากน้อยๆ แหลม ๆ เจาะเปลือกไข่โผล่หัวออกมาเป็นนกอินทรีตัวอ่อน นอนให้แม่กก

พ่อนกแม่นกอินทรีสุขใจเหลือเกิน
นับแต่วันที่ลูกลืมตามองโลก ความรักไม่รู้ว่าเกิดมาจากไหน เกิดมาได้อย่างไร ช่างมากมายจนล้น พร้อมที่จะหลั่งไหลให้ลูกอย่างไม่ขาดสาย พ่อนกแม่นกอินทรีเฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกนกตัวน้อยด้วยความทะนุถนอม ทุ่มแรงกาย เทแรงใจฟูมฟักลูกรักด้วยความเสียสละ

ในช่วงแรก พ่อนกอินทรีรับหน้าที่บินออกไปหาอาหาร ครั้นพอฟื้นตัว แม่นกอินทรีจึงบินออกไปช่วยคาบข้าวมาเผื่อ คาบเหยื่อมาป้อน ชิ้นแล้วชิ้นเล่า วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า

กระทั่ง..ลูกนกอินทรีโตขึ้นมาหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกขนอันอ่อนนุ่มที่ปูไว้ให้ลูกน้อยได้นอนอย่างอบอุ่น นุ่มสบาย จิกทิ้งทีละเส้น..ทีละเส้นจนหมด หลังของลูกนกอินทรีตัวน้อยจึงสัมผัสกับใบไม้ ซึ่งตอนนี้แห้งกรอบไปหมดแล้ว พอลูกนกอินทรีขยับตัวแต่ละที จะมีเสียงดังกราก ๆ แกรก ๆ คล้ายเสียงดนตรีเบา ๆ คลอไม่ขาด

ลูกนกตัวน้อยต้องนอนบนใบไม้แห้งกรอบที่ไม่อ่อนนุ่มละมุนตัวเหมือนขนใต้ปีกของพ่อแม่ ขยับตัวแต่ละครั้งต้องระมัดระวัง จะเกลือกกลิ้งทิ้งตัวแต่ละทีต้องค่อย ๆ เพราะมีเสียงดังกรากๆ แกรกๆ เตือนสติอยู่ตลอดเวลา

ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกใบไม้ที่แห้งกรอบนั้นทิ้ง หลังของลูกนกอินทรีจึงสัมผัสกับหนามแหลมคมที่แห้งแข็ง ขยับซ้ายก็ถูกทิ่ม ขยับขวาก็ถูกแทง จะดิ้นไปทางใดก็ถูกหนามเกี่ยว ยามมีสติ ขยับตัวเบาๆ ก็จะถูกหนามทิ่มแทงเบาๆ เจ็บแปลบๆ ไม่นานก็หาย  หากยามใดที่ประมาทขาดสติ ขยับตัวแรงไปหน่อย หนามแหลมคมก็จะทิ่มแทงแรงตามไปด้วย ลูกนกอินทรีจึงได้เรียน และรู้ว่า เคลื่อนไหวหรือใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเจ็บปวดน้อยที่สุด

ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย คุ้นชินกับการใช้ชีวิตท่ามกลางขวากหนามแล้ว แม่นกอินทรีจึงจิกหนามอันแหลมคมนั้นออกทิ้ง หลังของลูกนกอินทรีตัวน้อยจึงสัมผัสกับกิ่งไม้ ที่ตอนนี้กลายเป็นกิ่งไม้ที่แห้งกรอบไปหมดแล้ว ขยับตัวแต่ละที จะได้ยินเสียงดังกรอบๆ แกรบๆ ที่แม้ไม่สบายเท่าใบไม้แห้ง ไม่นุ่มละมุนเหมือนขนปุย ๆ ของพ่อแม่ แต่ก็ยังดีกว่านอนอยู่บนขวากหนามอันแหลมคมมากนัก

ลูกนกอินทรีเริ่มหัดเดินบนกิ่งไม้แห้ง เดินตรงบ้าง เซบ้าง ยืนได้บ้าง ล้มบ้าง เพียรฝึก เพียรทำซ้ำแล้วซ้ำอีก

ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย คุ้นชินกับสุขและทุกข์จากการใช้ชีวิตท่ามกลางความนุ่มละมุนที่สบายคลายตัว ความแหลมคมที่เจ็บปวด และการเดินที่ล้มลุกคลุกคลานแล้ว แม่นกอินทรีจึงจิกกิ่งไม้ทิ้งจนหมด หลังของลูกนกอินทรีตัวน้อยจึงสัมผัสกับแผ่นหินที่แข็งกระด้าง ยามเมื่อแสงแดดแผดจ้า ช่างร้อนเหมือนไฟไหม้ผลาญผิว ยามเมื่อลมพัดแรง ฝนมา พายุกระหน่ำทำให้เปียกฉ่ำปีก ยามกลางคืน อากาศเยียบเย็น ยะเยือกก็หนาว สะท้านสั่น

เมื่อผ่านการฝึกใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทขาดสติแล้ว พ่อแม่นกอินทรีจึงเริ่มสอนลูกบิน วิธีการน่ะเหรอ..แม่นกอินทรีจะคาบลูกบินขึ้นไปบนท้องฟ้า สูงที่สุด สูงลิบ..สุดแรงบิน แล้วปล่อยลูกน้อยให้หล่น เคว้งคว้าง ลงมาจากกลางอากาศ ใช่ว่าจะปล่อยให้ลูกน้อยร่วงไปตามบุญตามกรรมนะ ขณะที่ลูกลอยดิ่งทิ้งตัว จนเกือบจะถึงพื้น แม่ก็จะโฉบลูกโดยเร็ว คาบขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง แล้วปล่อยลงมาลงมาอีกหน..ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนในที่สุดลูกนกอินทรีบินได้เองอย่างเหมาะเจาะ ท่วงท่าเข้าที จนเหมาะใจ. เมื่อมั่นใจในการบินของลูกว่าเข้มแข็งแล้ว  จึงสอนลูกหาอาหารจนแน่ใจว่าสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว ก็จะบินไปลับ ไม่กลับมาให้ลูกได้เห็นหน้าอีกเลย…เพราะถือว่าหมดหน้าที่ของพ่อแม่แล้ว

การใช้ชีวิตต่อจากนี้ไป เป็นหน้าที่ของลูกนกอินทรีที่จะต้องดูแลและเลี้ยงตัวเองให้เติบใหญ่เป็นนกอินทรีที่สง่างามและแข็งแกร่งในภายภาคหน้าและในวันที่เติบใหญ่กลายเป็นพ่อเป็นแม่ ก็จะนำวิธีเลี้ยง ด้วยวิถีรักเช่นนี้ ไปเป็นวิธีเลี้ยงดูชูชุบลูกของตน..สืบทอดกันต่อ ๆ มา

วิถีที่พ่อแม่นกอินทรีเลี้ยงลูกนั้น ไม่ต่างกับพ่อแม่คนหรอก เพราะต่างก็รัก และฟูมฟักจนลูกแข็งแรง แต่ที่ต่างกันอย่างลิบลับเลยก็คือ พ่อแม่นกอินทรีเลี้ยงลูกจนได้ดีแล้วปล่อยดี..ลูกจึงเลยโตใหญ่ไปใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

แต่พ่อคนแม่คนนี่ซี มีไม่มากหรอกที่เลี้ยงจนแข็งแรงแล้วปล่อย  มีแต่เลี้ยงกันจนตายกันไปข้างหนึ่ง จึงจะถือว่าหมดหน้าที่

แม่บอกว่า..
ถ้าพ่อคนแม่คนอย่างเราๆ นำเอาวิถีบางอย่างของพ่อแม่นกอินทรีมาเลี้ยงลูกบ้าง ..ก็น่าจะดีไม่น้อย เด็ก ๆ จะได้เติบใหญ่ไปใช้ชีวิตให้ดี..กว่าที่เป็นอยู่

ลูกได้สติและมีปัญญาเพราะแม่ชี้นำและทำให้เห็น เป็นให้ดู
รักแม่เป็นที่สุด

ที่มา FB ตุ๊บปอง ตุ๊บปอง

Photo: เมื่อ 2 - 3 ปีก่อน ได้คุยกับแม่..
ถึงเรื่องที่มีโอกาสได้ทำงานถวายท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ซึ่งเป็นงานที่ทำแล้วประทับใจ จนค้างความรู้สึกสำนึกดีมาจนวันนี้..ท่านแม่ชีขอให้เขียนนิทาน เรื่อง นกอินทรีเลี้ยงลูก โดยได้เค้าโครงเรื่องจากอุบาสิกา คุณรัญจวน  อินทรกำแหง

เขียนเสร็จเอามาอ่านให้แม่ฟัง..แม่ลูบหัวเบา ๆ แล้วบอกว่า..

"แกนี่เก่งนะ..ไอ้หนู แม่ชอบ แม่นกพ่อนกอินทรีก็เหมือนพ่อแม่นี่แหละ รักลูกมากเหมือนกัน"

จำได้แม่นว่า..วันนั้นกอดแม่แล้วน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันใจในคำชมของแม่และซาบซึ้งในความรักที่แม่มีต่อลูก

เรื่องมีอยู่ว่า..กาลครั้งนานมาแล้ว...
ในป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์  สัตว์น้อยใหญ่อยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยพึ่งพิงอิงกัน  ป่าจึงมีแต่ความสงบ  ร่มเย็นและเป็นสุข บนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีนกอินทรี 2 ตัว ที่ก่อร่างสร้างรังอยู่ร่วมกันด้วยความรัก จนถึงวันที่จะมีอินทรีน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ในชีวิต..ใกล้ชิดในรังรวง นกอินทรีหนุ่มดีอกดีใจ  เฝ้าถนอมกาย ถนอมใจเมียรักเป็นอย่างดี  

พ่อแม่นกอินทรีมือใหม่ ตั้งอกตั้งใจเตรียมอะไรต่อมิอะไร มากมายไว้ให้ลูกน้อย เริ่มจากพ่อนกอินทรี บินรี่หาที่หาทางใหม่ จนมาได้ต้นไม้ใหญ่ใบหนาเขียวครึ้ม  ลำต้นใหญ่แข็งแรง  อยู่กลางใจป่า ..ทำเลดี บินไปไหนมาไหนสะดวก เมื่อสร้างรังเสร็จแล้ว  ก็บินออกไปหาหินแผ่น ๆ บ้าง กลม ๆ  บ้าง  จิก แล้วคาบเอามารองเป็นพื้นรังชั้นล่าง  คาบกิ่งไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างมาวางลงบนหิน คาบหนามแหลมๆ คมๆ มาวางลงทับกิ่งไม้ คาบใบไม้เรียวบ้างรีบ้างมาวางทับหนามคม ๆ ปูเป็นพื้นชั้นต่อ ๆ มา จากนั้น ทั้งคู่ก็ตั้งอกตั้งใจสลัดขนใต้ปีกของตนที่อ่อนนุ่มและเป็นปุยหนา นำมาวางลงบนใบไม้ทีละเส้นๆ ปูเป็นพื้นชั้นบนจนเหมาะใจ ..นี่ไงที่นอนอันอ่อนนุ่มของลูกน้อยจนถึงวันที่ ปากน้อยๆ แหลม ๆ เจาะเปลือกไข่โผล่หัวออกมาเป็นนกอินทรีตัวอ่อน นอนให้แม่กก

พ่อนกแม่นกอินทรีสุขใจเหลือเกิน
นับแต่วันที่ลูกลืมตามองโลก ความรักไม่รู้ว่าเกิดมาจากไหน เกิดมาได้อย่างไร ช่างมากมายจนล้น พร้อมที่จะหลั่งไหลให้ลูกอย่างไม่ขาดสาย พ่อนกแม่นกอินทรีเฝ้ากล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูลูกนกตัวน้อยด้วยความทะนุถนอม ทุ่มแรงกาย เทแรงใจฟูมฟักลูกรักด้วยความเสียสละ   

ในช่วงแรก พ่อนกอินทรีรับหน้าที่บินออกไปหาอาหาร ครั้นพอฟื้นตัว  แม่นกอินทรีจึงบินออกไปช่วยคาบข้าวมาเผื่อ คาบเหยื่อมาป้อน  ชิ้นแล้วชิ้นเล่า วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า กระทั่ง..ลูกนกอินทรีโตขึ้นมาหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกขนอันอ่อนนุ่มที่ปูไว้ให้ลูกน้อยได้นอนอย่างอบอุ่น นุ่มสบาย  จิกทิ้งทีละเส้น..ทีละเส้นจนหมด  หลังของลูกนกอินทรีตัวน้อยจึงสัมผัสกับใบไม้ ซึ่งตอนนี้แห้งกรอบไปหมดแล้ว  พอลูกนกอินทรีขยับตัวแต่ละที จะมีเสียงดังกราก ๆ แกรก ๆ คล้ายเสียงดนตรีเบา ๆ คลอไม่ขาด

ลูกนกตัวน้อยต้องนอนบนใบไม้แห้งกรอบที่ไม่อ่อนนุ่มละมุนตัวเหมือนขนใต้ปีกของพ่อแม่   ขยับตัวแต่ละครั้งต้องระมัดระวัง  จะเกลือกกลิ้งทิ้งตัวแต่ละทีต้องค่อย ๆ เพราะมีเสียงดังกราก ๆ แกรก ๆ เตือนสติอยู่ตลอดเวลา ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาหน่อย แม่นกอินทรีจึงจิกใบไม้ที่แห้งกรอบนั้นทิ้ง หลังของลูกนกอินทรีจึงสัมผัสกับหนามแหลมคมที่แห้งแข็ง  ขยับซ้ายก็ถูกทิ่ม ขยับขวาก็ถูกแทง จะดิ้นไปทางใดก็ถูกหนามเกี่ยว ยามมีสติ ขยับตัวเบา ๆ ก็จะถูกหนามทิ่มแทงเบา ๆ เจ็บแปลบ ๆ ไม่นานก็หาย  หากยามใดที่ประมาทขาดสติ ขยับตัวแรงไปหน่อย หนามแหลมคมก็จะทิ่มแทงแรงตามไปด้วย  ลูกนกอินทรีจึงได้เรียน  และรู้ว่า เคลื่อนไหวหรือใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเจ็บปวดน้อยที่สุด ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย คุ้นชินกับการใช้ชีวิตท่ามกลางขวากหนามแล้ว แม่นกอินทรีจึงจิกหนามอันแหลมคมนั้นออกทิ้ง หลังของลูกนกอินทรีตัวน้อยจึงสัมผัสกับกิ่งไม้ ที่ตอนนี้กลายเป็นกิ่งไม้ที่แห้งกรอบไปหมดแล้ว  ขยับตัวแต่ละที จะได้ยินเสียงดังกรอบ ๆ แกรบ ๆ  ที่แม้ไม่สบายเท่าใบไม้แห้ง  ไม่นุ่มละมุนเหมือนขนปุย ๆ ของพ่อแม่   แต่ก็ยังดีกว่านอนอยู่บนขวากหนามอันแหลมคมมากนัก 

ลูกนกอินทรีเริ่มหัดเดินบนกิ่งไม้แห้ง เดินตรงบ้าง เซบ้าง ยืนได้บ้าง ล้มบ้าง เพียรฝึก เพียรทำซ้ำแล้วซ้ำอีก  

ครั้นเมื่อลูกนกอินทรีโตขึ้นมาอีกหน่อย   คุ้นชินกับสุขและทุกข์จากการใช้ชีวิตท่ามกลางความนุ่มละมุนที่สบายคลายตัว   ความแหลมคมที่เจ็บปวด และการเดินที่ล้มลุกคลุกคลานแล้ว แม่นกอินทรีจึงจิกกิ่งไม้ทิ้งจนหมด   หลังของลูกนกอินทรีตัวน้อยจึงสัมผัสกับแผ่นหินที่แข็งกระด้าง   ยามเมื่อแสงแดดแผดจ้า   ช่างร้อนเหมือนไฟไหม้ผลาญผิว  ยามเมื่อลมพัดแรง ฝนมา พายุกระหน่ำทำให้เปียกฉ่ำปีก  ยามกลางคืน อากาศเยียบเย็น ยะเยือกก็หนาว สะท้านสั่น

เมื่อผ่านการฝึกใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทขาดสติแล้ว พ่อแม่นกอินทรีจึงเริ่มสอนลูกบิน วิธีการน่ะเหรอ..แม่นกอินทรีจะคาบลูกบินขึ้นไปบนท้องฟ้า สูงที่สุด  สูงลิบ..สุดแรงบิน  แล้วปล่อยลูกน้อยให้หล่น เคว้งคว้าง ลงมาจากกลางอากาศ ใช่ว่าจะปล่อยให้ลูกน้อยร่วงไปตามบุญตามกรรมนะ   ขณะที่ลูกลอยดิ่งทิ้งตัว จนเกือบจะถึงพื้น  แม่ก็จะโฉบลูกโดยเร็ว  คาบขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง แล้วปล่อยลงมาลงมาอีกหน..ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนในที่สุดลูกนกอินทรีบินได้เองอย่างเหมาะเจาะ ท่วงท่าเข้าที  จนเหมาะใจ. เมื่อมั่นใจในการบินของลูกว่าเข้มแข็งแล้ว  จึงสอนลูกหาอาหารจนแน่ใจว่าสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว ก็จะบินไปลับ ไม่กลับมาให้ลูกได้เห็นหน้าอีกเลย...เพราะถือว่าหมดหน้าที่ของพ่อแม่แล้ว 

การใช้ชีวิตต่อจากนี้ไป เป็นหน้าที่ของลูกนกอินทรีที่จะต้องดูแลและเลี้ยงตัวเองให้เติบใหญ่เป็นนกอินทรีที่สง่างามและแข็งแกร่งในภายภาคหน้าและในวันที่เติบใหญ่กลายเป็นพ่อเป็นแม่  ก็จะนำวิธีเลี้ยง ด้วยวิถีรักเช่นนี้ ไปเป็นวิธีเลี้ยงดูชูชุบลูกของตน..สืบทอดกันต่อ ๆ มา

วิถีที่พ่อแม่นกอินทรีเลี้ยงลูกนั้น ไม่ต่างกับพ่อแม่คนหรอก เพราะต่างก็รัก และฟูมฟักจนลูกแข็งแรง แต่ที่ต่างกันอย่างลิบลับเลยก็คือ  พ่อแม่นกอินทรีเลี้ยงลูกจนได้ดีแล้วปล่อยดี..ลูกจึงเลยโตใหญ่ไปใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี

แต่พ่อคนแม่คนนี่ซี มีไม่มากหรอกที่เลี้ยงจนแข็งแรงแล้วปล่อย  มีแต่เลี้ยงกันจนตายกันไปข้างหนึ่ง จึงจะถือว่าหมดหน้าที่

แม่บอกว่า..
ถ้าพ่อคนแม่คนอย่างเรา ๆ นำเอาวิถีบางอย่างของพ่อแม่นกอินทรีมาเลี้ยงลูกบ้าง ..ก็น่าจะดีไม่น้อย
เด็ก ๆ จะได้เติบใหญ่ไปใช้ชีวิตให้ดี..กว่าที่เป็นอยู่

ลูกได้สติและมีปัญญาเพราะแม่ชี้นำและทำให้เห็น เป็นให้ดู
รักแม่เป็นที่สุด

ผุ้อ่าน –  มันไม่ใช่แค่นิทานสอนเด็กค่าพี่ปอง นี่มันนิทานสอนพ่อสอนแม่ชัดๆ

– เรื่องราวทั้งหลายที่พี่ตุ๊ปปองเขียน ลวนแล้วแต่มีคุณค่ามากมายทั้งในวันนี้และวันหน้า ผลงานทั้งหลายของพี่ตุ๊บปองบรรจงเขียน ทั้งนิทานเด็กๆที่อ่านให้ลูกฟังแล้วลูกยังจดจำได้จนทุกวันนี้ ด้วยแนวเขียน ตัวอักษรที่เล่นคำ จำง่าย และมีคติแฝงไว้สอนสิ่งดีดีให้เด็กๆเสมอ ลูกสาวอิ่มใจทุกครั้งที่ฟังนิทานก่อนนอนตั้งแต่ยังเป็นเบบี้ จนทุกวันนี้ 7 ขวบ ปี ขอบคุณพี่ตุ๊บปองที่สร้างสรรค์ผลงานดีดีอย่างตั้งใจเสมอมาค่ะ

– มะวานพึ่งได้หนังสือนิทานศีลห้ามา เด็กๆชอบมาก เอ๊าะอ๋า อิ๊อี๋ กันทั้งวัน เด๋ววันนี้จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง สงสัยได้ซึ้งกันทั้งแม่ลูกแน่ๆเลย ขอบคุณนะคะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,219,663 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,219,663 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,219,663 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: