AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

กรณีตายหลังสวนลำไส้ สอนบทเรียนอะไรแก่สังคมไทย?

กรณีตายหลังสวนลำไส้ สอนบทเรียนอะไรแก่สังคมไทย?
โดย นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

ตามที่มีข่าวว่า พบหนุ่มป่วยด้วยมะเร็งลำไส้ใหญ่มาหลายปี เสียชีวิตโดยพบว่ามีเลือดออกปากและจมูก และมีหลักฐานว่ามีการสวนลำไส้ใหญ่ด้วยน้ำ ก่อนเสียชีวิต หลังจากนั้นเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ

เนื่องจากข่าวดังกล่าวเป็นประเด็นสาธารณะ ผู้เขียนในฐานะของแพทย์ผู้ทำงานด้านการแพทย์ทางเลือกมาหลายปี จึงขอถือโอกาสแชร์ความรู้ในเรื่อง “ดีท็อกซ์” และ “การสวนลำไส้” มาสู่สาธารณชนเพื่อความเข้าใจร่วมกัน
คำว่า “ดีท็อกซ์” มาจากคำว่า “Detoxification” แปลว่า “ล้างพิษ” ซึ่งก็คือ การลดสารพิษจากร่างกาย อันเป็นกระบวนการหนึ่งของร่างกายให้ฟื้นคืนตัวเอง มีประโยชน์ทั้งด้านส่งเสริมสุขภาพ รักษาโรค และฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยหลักปรัชญาของการแพทย์แผนธรรรมชาติที่ว่า “คนเรามีแพทย์ประจำกายของเราอยู่ คือ ระบบสรีรวิทยาของร่างกายเอง แพทย์คนนี้มีพลังที่จะรักษาเยียวยาตัวเราเองได้ ขอแต่ให้เราจัดสภาพที่เอื้อแก่การทำงานของเขา”

ในหลักปฏิบัติของการแพทย์ทางเลือกนั้น การล้างพิษเป็นการล้างพิษนับแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน เท่าที่ผู้เขียนศึกษาท่ามกลางการปฏิบัติมา น่าจะสรุปได้เป็น 5 วิธีการด้วยกันซึ่งสามารถประยุกต์ใช้สำหรับคนไทยได้ คือ:

1) กินเพื่อล้างพิษ ได้แก่ การกินอยู่อย่างไทย กินข้าวกล้อง กินผัก กินปลา ทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน สารผัก และสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอ ก็ช่วยป้องกันโรคเสื่อมของร่างกาย และลดสารพิษจากร่างกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป เหมาะสำหรับคนสุขภาพดี หรือคนที่กำลังฟื้นฟูสุขภาพ

2) อดเพื่อล้างพิษ เป็นการอดอาหารเพื่อสุขภาพทั้ถูกวิธี ได้แก่ การใช้ช่วงเวลาหนึ่ง งดกินเนื้อสัตว์ ไขมัน งดข้าว แต่…ให้กินแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวันเพื่อประทังท้องใน 1-2 วัน ถ้าจะอดนานกว่านั้นก็ให้กินผักผลไม้ชนิดต่างๆสลับกันไปอย่างมากไม่น่าจะเกิน 10 วัน  วิธีนี้เป็นหลักสำคัญอันดับต้นของกระบวนการล้างพิษ เป็นการใช้สัญชาตญาณธรรมชาติเวลาที่สัตว์ป่วย ซึ่งจะมีอาการเบื่ออาหาร เช่นหมา แมว เวลาที่มันไม่สบาย หรือคนเราเวลาไม่สบายก็จะเบื่ออาหารเหมือนกัน เพราะร่างกายต้องการละจากการกินการย่อย เพื่อเอาพลังงานไปซ่อมส่วนที่สึกหรอ เมื่ออดอาหารในระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายก็จะเอาพลังงานไปรักษาตนเอง พ้นจากนั้นแล้วค่อยกินใหม่
อย่างไรก็ตามการอดอาหารล้างพิษ มีข้อห้ามใช้ใน เด็กวัยเจริญเติบโต หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอ ผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็ง สำหรับผู้ป่วยเบาหวานถ้าจะอดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ฝ่ายธรรมชาติบำบัด เพราะต้องลดยาเบาหวานลง มิฉะนั้นจะเกิดภาวะน้ำตาลเลือดต่ำ อาจเกิดอันตรายได้ และต้องเน้นย้ำว่าผู้ป่วยมะเร็งห้ามอดล้างพิษวิธีนี้ เพราะเป็นการบั่นทอนร่างกายเกินไป

3) สวนลำไส้ล้างพิษ ซึ่งจะอธิบายต่อไป

4) ฝึกลมปราณล้างพิษทางลมหายใจ การฝึกปราณเป็นการรับพลังที่ดีและขับปราณเสีย ไอโรคออกไปจากตัวเองด้วย ได้แก่ การฝึกชี่กง โยคะ เป็นต้น เป็นการใช้กายประสานจิต ปัจจุบันชาติตะวันตกหันมาสนใจเรื่องนี้ เรียกกันติดปากว่า “Eastern learning” จนวิชาชี่กงและโยคะได้รับการพัฒนาไปอย่างมากมายทั่วโลก

5) ฝึกสมาธิ เจริญสติ แม้กระทั่งการสวดมนต์ เหล่านี้อาจจะเรียกว่าเป็นการล้างพิษทางจิตใจก็ได้ เพราะคนเราประกอบด้วยกายกับจิต  การฝึกให้มีสติ ควบคุมจิต เพิ่มความตระหนักรู้ และอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด เป็นหนทางหนึ่งของการอบรมจิตภาวนา อันนำไปสู่การขจัดกิเลส โลภ โกรธ หลง เห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง อันเป็นหนทางของการพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

ธรรมชาติบำบัดเรียกร้องให้ผู้คนดำเนินวิถีสุขภาพที่ดี ถ้ารู้จักล้างพิษให้ครบถ้วนกระบวนความทั้ง 5 วิธีก็น่าจะได้สุขภาพที่ดี การเจ็บป่วยทางร่างกายซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตก็อาจจะคลี่คลาย ถ้าเจ็บป่วยก็จะช่วยให้ผ่อนหนักเป็นเบา จากเบาเป็นหาย หรือถ้าเจ็บป่วยเกินเยียวยาก็อาจนำไปสู่การจากไปอย่างสงบ อันเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีเยี่ยม

การสวนลำไส้ มี 2 วิธีหลัก หนึ่งคือ การสวนลำไส้ใหญ่ส่วนบน สองคือการสวนลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง

1) การสวนลำไส้ใหญ่ส่วนบน เป็นการหมุนเวียนน้ำอุ่นหรือน้ำเกลือเข้าออกลำไส้ใหญ่ เพื่อขจัดตะกรันออกจากลำไส้ อันเป็นแหล่งหมักหมมของซากอุจจาระ ที่ปล่อยสารเสียซึมซ่านสู่ร่างกาย วิธีนี้นี้ต้องสวนภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือก  ก่อนทำ…..แพทย์ต้องมั่นใจว่าไม่มีการอุดตันของลำไส้ใหญ่

2) การสวนลำไส้ใหญ่ส่วนล่าง ที่ปฏิบัติกันมาก คือ การสวนด้วยน้ำกาแฟ   มีประโยชน์ คือ คาเฟอีนจะดูดซึมผ่านเส้นเลือดดำตับ  ไปกระตุ้นให้เซลล์ตับสลายสารพิษจากร่างกาย  ผู้จะสวนกาแฟต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์ทางเลือกให้เข้าใจทุกขั้นตอนของการทำเสียก่อน จึงจะสามารถไปปฏิบัติเองได้    เรื่องของการสอนให้สวนแล้วไปปฏิบัติเองให้ถูกวิธี  แม้กระทั่งแพทย์ทางเดินปัสสาวะก็อาจจะสอนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องสวนปัสสาวะเอง ให้รู้วิธีแล้วไปปฏิบัติเองที่บ้านได้ วิธีนี้ก็เช่นเดียวกัน

การสวนกาแฟไม่ใช่วิธีประหลาดพิศดาร แท้ที่จริงเป็นหลักของการบริหารยา ซึ่งเคยมีปฏิบัติอยู่ในการแพทย์แบบแผนด้วยซ้ำ แพทย์รุ่นอาวุโสที่ศึกษาแพทย์ที่ศิริราชเล่าว่า สมัยก่อนศิริราชก็ใช้การสวนกาแฟใช้รักษาผู้ป่วยหอบหืด เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ขยายหลอดลม ช่วยรักษาผู้ป่วยได้

อย่างไรก็ดี การสวนกาแฟอาศัยหลักการสลายพิษของเซลล์ตับ 2 ขั้นตอน

  1. ขั้นแรกเป็นการจับสารพิษ –  โดยเซลล์ตับจะใช้ co-enzyme P450 กระตุ้นให้โปรตีนในตับจับกับสารพิษ แล้วกลายเป็นสารพิษมากกว่าเดิม
  2. ขั้นสองเรียกว่า conjugation เป็นการสลายพิษ จะสลายสารพิษที่เกิดขึ้นจากขั้นที่หนึ่ง โดยการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว รวมทั้งเอนไซม์ glutathione ถ้าไม่มีการสลายพิษขั้นที่สองนี้ ร่างกายจะยิ่งมีสารพิษเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอาการเปลี้ย เพลีย หมดเรี่ยวแรง การจะลุล่วงผ่านขั้นที่สองได้ร่างกายจะต้องมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก
    ในทางปฏิบัติก่อนการสวนกาแฟจึงต้องกินขมิ้นชัน 5 เม็ด และ โสมสัก 1 เม็ด เพื่ออำนวนแก่กระบวนขั้นที่สองนี้

การสวนลำไส้ใหญ่ไม่ว่าส่วนบนหรือส่วนล่าง จึงถือว่าเป็นประโยชน์ถ้าปฏิบัติอย่างถูกวิธี เช่น สวนลำไส้ใหญ่ขจัดคราบตะกรันเพื่อลดการหมักหมมของซากอุจจาระ ลดความเสี่ยงต่อภูมิแพ้ต่อโรคมะเร็ง การสวนกาแฟช่วยลดอนุมูลอิสระ แก้ภูมิแพ้ ลดภูมิต้านทานไวเกิน ลดผลร้ายเฉียบพลันจากผงชูรส   โดยประสบการณ์ของผู้เขียนในการรักษามะเร็งอย่างองค์รวมการสวนกาแฟช่วย ลดอาการคลื่นไส้อาเจียนหลังเคมีหรือรังสีบำบัด ช่วยผู้ป่วยผ่านวิกฤตของชีวิตได้เป็นอย่างดี     แต่…..การสวนอาจจะเกิดโทษได้ถ้าทำไม่ถูกต้อง ก่อนอื่นต้องรู้

ข้อห้ามของการสวนลำไส้ใหญ่ คือ เด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีก้อนขัดขวางทางเดินลำไส้ ผู้ที่ผ่าตัดช่องท้องมาใหม่ๆ ผู้ที่ผ่าตัดเปิดให้ถ่ายทางหน้าท้อง ผู้ที่ร่างกายอ่อนเพลียมากหรือมีภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล ผู้ที่มีความดันเลือดสูงรุนแรง หรือผู้ที่แพ้กาแฟ   การสวนลำไส้ให้ถูกวิธี ภายใต้การดูแลแนะนำหรือได้รับความรู้ที่ถูกต้อง ถือว่ามีประโยชน์

ในทางปฏิบัติอาจมีการทำแบบไม่ถูกต้องที่พบบ่อย เช่น

1) ใช้ปริมาณกาแฟที่มากเกินไป

2) ใช้น้ำที่สวนร้อนจัดหรือเย็นเกินไป

3) ใช้อุปกรณ์สวนที่ไม่ปลอดภัย

4) ใช้น้ำปริมาณมากเกิน หรือผสมเกลือแร่เจือจาง หรือเข้มข่นเกินไป ก็อาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลเกลือแร่ได้

5) สวนกาแฟโดย… ไม่ได้กินขมิ้นชันก่อนสวน ทำให้เกิดการคั่งพิษ

6) สวนบ่อยเกินไป หรือใช้การสวนแทนการถ่ายอุจจาระด้วยตนเอง ทำให้เสียนิสัยการขับถ่าย เหล่านี้สมควรที่จะให้การดูแลอบรมให้ใช้การสวนอย่างถูกต้อง

 

ทีนี้กล่าวในกรณีผู้เสียชีวิตรายนี้ เมื่อมีข่าวขึ้นมา ผู้เขียนมาข้อคิดดังนี้คือ:
1) ก่อนอื่นต้องแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตครั้งนี้ สังคมควรมีความรู้สึกสำนึกร่วมกันว่า การดูแลซึ่งกันและกันในสังคมของเรายังไม่ดีพอ จนสุดท้ายปล่อยให้ชายผู้หนึ่ง ที่ป่วยด้วยมะเร็งมาช้านาน ต้องตายไปอย่างไร้ญาติขาดมิตร ขาดที่พึ่ง นี่เป็นปัญหาอันดับแรก ควรที่เราจะหาทางเยียวยาปัญหาร่วมกันนี้ของสังคม
2)  การมีเลือดออกปากและจมูก ที่น่าจะเป็นที่สุดคือ ภาวะการเจ็บป่วยระยะท้าย ที่การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ อาจมาจากมะเร็งที่อาจไปถึงตับ หรือระบบโลหิต จึงไม่น่าจะใช่การตายเพราะการสวนลำไส้ ในทางตรงกันข้ามที่น่าจะทราบก็คือ ผู้ตายเจ็บป่วยมานานแล้ว คงได้อาศัยการสวนลำไส้เพื่อประทะประทัง บรรเทาอาการอึดอัดในช่องท้องให้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง
3) ยิ่งไม่มีหลักฐานใดๆที่จะบอกว่า มีการตายเพราะไส้แตกจากการสวน อันเป็นการตีความเกินกว่าเหตุ
4) การที่มีคำแถลงจากผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงของกระทรวงสาธารณสุข ในเชิงเตือนถึงอันตรายของการสวนลำไส้ เนื้อหาเน้นย้ำผลร้ายของการสวนลำไส้ต่างๆมากมาย รวมไปถึงอันตรายของลำไส้แตก แถมท้ายว่า ไม่จำเป็นต้องสวนลำไส้ เพียงกินอาหาร ออกกำลังกายก็เพียงพอแล้ว นี่นับเป็นเรื่องโน้มเอียงของผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว นับเป็นเรื่องไม่สมควร เพราะท่านอาจจะลืมไปว่า ท่านกำลังทำหน้าที่ในนามของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลการแพทย์ทั้งการแพทย์แบบแผนและการแพทย์ทางเลือก ในศาสตร์การแพทย์ทางเลือกมีองค์ความรู้ต่างๆมากมายที่ยืนยันถึงผลดีของการสวนลำไส้ที่ทำอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงไม่เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขจะพึงละเลยได้

ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นโรคอันดับหนึ่งของคนไทย และต้องยอมรับว่าลำพังการแพทย์แบบแผนเองโดยเฉพาะโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข กำลังรักษาผู้ป่วยในฐานะที่ถูกกระทำมาตลอด มีผู้ป่วยมะเร็งล้นหลาม ผู้ป่วยแต่ละคนกว่านัดตรวจชิ้นเนื้อ นัดฟังผล นัดผ่าตัด นัดเคมี นัดรังสีบำบัด ก็กินเวลาเป็นเดือนๆ การรักษาจึงมักสายเกินแก้

ด้วยเหตุนี้แทนที่จะมีทรรศนะที่ใช้การแพทย์แบบแผนด้านเดียว และสุดท้ายรักษาไม่ไหวก็ปล่อยให้ผู้ป่วยกลับไปตายบ้านอย่างไม่ได้รับการเหลียวแล

ถ้าเราฉลาดที่จะใช้การแพทย์ผสมผสาน อาจขยายบริการที่มีการแพทย์ทางเลือก ไม่ว่าเรื่องการปรุงอาหารต้านมะเร็ง การใช้สมุนไพร การสวนลำไส้ มาช่วยบรรเทาความเจ็บป่วย และเสริมรักษามะเร็งให้ได้ผลยิ่งขึ้น จะดีกว่าหรือไม่?

ขอให้การเสียชีวิตของชายผู้น่าสงสารนี้ ได้ช่วยให้สังคมไทยเรา เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ส่งเสริมการแพทย์อย่างองค์รวม เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายอันเป็นส่วนรวม ด้วยเถิด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: