AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

สร้าง “กรรม” ด้วย “วาจา”

 

กรรมด้านวาจา
โดย : โจโฉ www.jozho.net
***หมายเหตุ : บทความเน้นเพื่อคนรุ่นใหม่ ดังนั้นภาษาจำเป็นต้องตรงและแรง เพื่อให้กระแทกใจเห็นภาพชัด ภาพประกอบจากงานทดลองของ ดร.มาซารุ เอโมโต๊ะ // ทุกท่านสามารถทดลองด้วยตนเองได้ด้วยการเพาะถั่วงอกจะเห็นการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างต้นที่ด่า กับต้นที่ชมหรือพูดเพราะๆ ยังมีผลอีกมากที่เมื่อพูดคำหยาบหรือด่ากันแล้วส่งผลต่อภาวะของเลือดและการหลั่งฮอร์โมนในร่างกาย นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งของกรรมด้านวาจาที่ส่งผลให้เห็นทางวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้ ยังไม่นับกับวิบากกรรมที่สะสมในจิตใต้สำนึกและส่งผลได้อีกมากมาย บทความเขียนลงนิตยสารเปิดร้าน มีเนื้อที่จำกัด ดังนั้นอาจอธิบายอะไรได้แค่ระดับหนึ่งนะครับ ขอบพระคุณทีร่วมกันเผยแพร่และแชร์ให้คนที่คุณรัก ^^

เทคโนโลยีสื่อสารฉับไว ส่งให้ก่อกรรมด้านวาจาได้ง่าย คำไม่กี่คำอาจทำให้ฆ่าตัวตายหรือมีกำลังใจสู้ชีวิตต่อ อาจทำให้คนรักหรือเกลียดกัน (อย่างที่ปลุกระดมให้คนแบ่งสีแบ่งข้าง เกลียดกันได้อย่างทุกวันนี้ การทำให้คนทุกหมู่เหล่าแตกแยก อาจถือเป็นบาปร้ายแรงเทียบการทำอนัตริยกรรมได้เลย) คำพูดที่ถูกต้อง ถูกเวลา ถูกบุคคล ทำให้บางคนสำเร็จอริยะหรือเปลี่ยนเส้นทางชีวิตมาแล้ว ทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้นกลับคืนเสมอไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทำอะไรกับใครไว้ ไม่ใช่คนนั้นต้องย้อนมาทำเราคืน แต่ทุกข์ที่คนอื่นได้รับทางใจเท่าใด จะดึงไปเจอใครก็ได้ที่เลวพอจะทำความทุกข์ทางใจให้เราได้สมกับที่เราทำไว้ในอดีต

บทหนึ่งที่พระให้พร คือ “อะภิวาทะนะสีลิสสะฯ… อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง” แปลว่า.. “บุคคลผู้มีปรกติกราบไหว้ อ่อนน้อมเป็นนิตย์ ย่อมเจริญด้วยธรรมสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ” ที่เข้าใจว่าพระให้พร ความจริงท่านสอนธรรมะให้นำไปปฏิบัติ ไม่ใช่พนมมือก้มรับแล้วคิดว่าเป็นมนต์ขลังที่เสกให้ใครโชคดีได้   พระพุทธเจ้าทรงฤทธิ์มาก แต่ไม่เคยปรากฏว่าทรงเสกเป่าให้ใครรวยหรือโชคดี ทรงแนะให้ทำสิ่งนี้แล้วจะได้สิ่งนี้ ใครทำอะไรย่อมได้รับผลนั้น จะโชคดีขึ้นอยู่กับความดีที่สั่งสมไว้ จะเรียนเก่งต้องขยัน จะร่ำรวยต้องทำเหตุให้พร้อม ไม่ใช่การเปลี่ยนชื่อ ใช้เบอร์โทรเลขสวยหรือเที่ยวเอาของไปเซ่นไหว้ใคร

มีคนถามว่าใช้เบอร์โทรเลขอะไรจะเรียนเก่ง?? ตอบว่า.. ถ้าอยากฉลาดเรียนเก่งต้องหยุดเชื่อเรื่องปัญญาอ่อนพวกนี้ให้ได้ก่อนนะครับ!! อยากให้ระลึกถึงคำของพระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ว่า..“คนเขลามักคำนวณดวงดาวอยู่” และสำหรับป้าย “บ้านนี้อยู่แล้วรวย” ก็เหมือนกัน เป็นป้ายประจานตัวเองได้ชัดที่สุด ว่านับถือศาสนาพุทธด้วยจิตที่เต็มด้วยโลภะ หรือประกอบด้วยปัญญาและเข้าใจศาสนาอย่างถูกทาง

ความอ่อนน้อม คือ สมบัติผู้ดีและมารยาท รู้จักเคารพกราบไหว้ผู้ใหญ่ ให้เกียรติผู้อื่นแม้ด้อยกว่า เคารพความเห็นแตกต่าง ว่านอนสอนง่าย เป็นผู้ฟังที่ดี มีน้ำใจเป็นมิตรกับคนทุกเพศวัย เด็กคนหนึ่งเจอผู้ใหญ่ไม่ไหว้ หน้าบึ้ง กับเด็กอีกคนไหว้สวยงาม ยิ้มแย้มพูดจาน่ารัก เราจะเอ็นดูอยากช่วยเหลือใครมากกว่ากัน เจ้าของร้านหน้าบึ้งหรือยิ้มแย้มจริงใจต่อลูกค้า เราอยากซื้อของใครมากกว่ากัน สังคมไทยในอดีตปลูกฝังการอ่อนน้อมในชีวิตประจำวันด้วยให้ระลึกคณแม้สิ่งมองไม่เห็น เช่น ผีบ้านผีเรือน พระแม่โพสพ ฯลฯ เป็นจุดเริ่มให้กตัญญูรู้คุณส่งเสริมความอ่อนน้อมในใจลูกหลาน กินข้าวต้องสำนึกบุญคุณชาวนา เด็กเสิร์ฟยกอาหารมาให้ คนขับแท็กซี่ แม่ค้าขายข้าว ต้องสอนลูกให้สำนึกบุญคุณ พูดขอบคุณคนเหล่านี้ให้ได้ทุกครั้ง ความอ่อนน้อมจะติดตัวเป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักและเจริญในทุกด้านอย่างที่พระท่านอวยพร

ผู้สรรเสริญความดีผู้อื่นย่อมได้รับการสรรเสริญจากคนทั้งโลก ทุกคนล้วนมีความดีอยู่ในตัว ไม่มีใครชั่วจนหาความดีไม่ได้ คนฉลาดจะรู้จักสะสมบุญด้วยพยายามหาข้อดีคนอื่นมาชื่นชม แยกแยะด้วยว่าเป็นการชื่นชมจากใจจริงหรือประจบสอพลอ หรืออวยเกินเหตุจนเสียคน (อยากเห็นการอวยเกินเหตุเปิดดูทีวีประกวดร้องเพลงได้แทบทุกรายการของไทย และลองเทียบรายการเมืองนอกดู จะเห็นความแตกต่างชัดเจนว่า การติเพื่อก่อส่งผลดีมากกว่าอวยแบบไม่ลืมหูลืมตาอย่างไร)

บุญเกิดได้ทุกเวลาที่ชื่นชมความดีคนอื่นแม้ทำในใจ เป็นวิบากสะสมในจิตส่งให้อนาคตมีโอกาสทำดีได้ง่าย มีพลังจิตด้านดีสะสมไว้มาก เดินไปไหนคนเข้าใกล้จะรู้สึกเป็นมิตร มองเราแต่แง่ดี ซึ่งคุณอาจเคยเจอใครครั้งแรกแล้วรู้สึกเกลียดหรือรักอย่างไม่มีเหตุผล มีหลักว่าคนประเภทเดียวกันจะชื่นชมกัน การถูกชื่นชมสำหรับบางคนอาจเพราะเลวพอกัน การถูกรังเกียจอาจเพราะธรรมชาติของคนเลวจะรู้สึกเกลียดคนดีได้ง่าย

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เทศน์ไว้ว่า.. “การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริงก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์ จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย” (ต้องแยกแยะด้วยว่า การตำหนิจับผิด หาข้อผิดแม้จะมีเล็กน้อยมาตำหนิหรือมาคัดค้าน กับการติเพื่อก่อด้วยความรู้จริง และสามารถแนะนำใด้ถูกระดับกับแต่ละคน เป็นสิ่งที่แตกต่างกันสิ้นเชิง)

คนส่วนใหญ่สะสมบาปจากการด่าสาปแช่งคนเลว (ซึ่งมีให้เห็นทุกวันจากข่าว) เมื่อทำบ่อยจะเกิดเป็นพลังงานไม่ดีสะสมในตัว ดึงดูดเอาคนไม่ดี สิ่งไม่ดีเข้าหาได้ง่าย ส่งให้หงุดหงิดทุกข์ใจ จิตไหลลงต่ำง่ายขึ้นกว่าเดิม มีผลต่อสุขภาพจากการทดลองเรื่องคลื่นความรู้สึกโกรธที่กลั่นมาเป็นคำหยาบแม้แต่คิดในใจ สามารถทำผลึกน้ำบิดเบี้ยวได้ ทำให้ร่างกายหลั่งสารพิษและระบบภายในเสียสมดุล ยิ่งโกรธยิ่งด่าคนอื่นจึงยิ่งทำร้ายตัวเอง 

ครูบาอาจารย์สอนว่า ความโกรธเป็นอาหารของยักษ์ คนขาดบุญหรือศีลคุ้ม จังหวะกรรมให้ผล คนขาดสติก็ทำให้วิญญาณร้ายเข้าสิงได้ ยักษ์ทางศาสนาไม่ได้หมายถึงสัตว์ ประหลาดตัวโต แต่เป็นอมนุษย์โทสะแรงมีหลายรูปแบบ การขาดสติจากความโกรธหรือการเมา(ผิดศีล) จะเป็นช่วงที่วิญญาณร้ายแทรกแทรงความคิดได้ ลองสังเกตบางคนเวลาโกรธหรือขาดสติ อาจแปลกใจว่าทำไมนิสัยเปลี่ยนเป็นคนละคน ซึ่งในพระวินัยมีบันทึกไว้ว่า.. พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้พระฉันเนื้อดิบเลือดสดได้เฉพาะเวลาที่พระอาพาธจากการถูกอมนุษย์เข้าสิงเท่านั้น เป็นข้อพิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านี้มีอยู่จริง

การด่าสาปแช่งแม้คนทำเลว เท่ากับผูกกรรมเวรกับเขา จิตที่อยากให้เขาถูกลงโทษให้สาสม อาจส่งไปเกิดเป็นนายนิรบาลเพื่อลงโทษสัตว์นรกได้เต็มที่ มีบุญจะเป็นเทวดาสุขสบาย กลับต้องไปอยู่ในนรก การสะใจที่ได้ลงโทษแม้แต่ความคิด อาจนำสู่ภพหน้าให้เกิดเป็นนายจ้างใจร้ายลงโทษลูกจ้างแบบรุนแรงอย่างที่เห็นในข่าวก็เป็นได้ วิธีที่ดีเมื่อเห็นคนทำผิด ต้องคิดถึงกฎแห่งกรรมว่าจะสนองคืนคนชั่วอย่างสาสมเอง ใครที่โดนทำร้ายต้องเคยทำคนอื่นไว้ก่อน ถ้าระลึกชาติได้จนเห็นผู้ชายใจเหี้ยมฆ่าข่มขืนร้อยศพ แต่ปัจจุบันกลายเป็นเด็กน้อยน่าสงสารถูกกระทำคืน เราคงไม่โกรธใครเลย แต่จะรู้สึกสลดและสงสารเขาทั้งคู่แทน

มีวิธีสร้างเกราะป้องกันเบื้องต้นด้วยการอธิฐานทันทีที่เห็นคนทำชั่วหรือเมื่อเห็นคนเจอเรื่องร้ายว่า “ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าทำไว้ดีแล้ว ขออย่าได้มีโอกาสทำผิดแบบนี้ หรือได้ทำกรรมที่ต้องเกิดมาเป็น มาเจอเหตุการณ์แบบนี้เลย” ตามด้วย….“การแผ่กุศลส่งให้พวกเขาทั้งหมด ขอให้ไปดีมีสุข ได้เกิดในภพภูมิที่ดีในวันหน้า กลับตัวกลับใจ อย่าได้ทำผิดบาปอย่าจองเวรกันอีกเลย”   การให้อภัยก็เรื่องหนึ่งแต่การลงโทษตามกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องทำตามสมควรนะครับ

คนส่วนใหญ่มักด่าทอกันด้วยความโกรธ ใครเชื่อไม่เหมือนตนกลายเป็นคนเลวคนโง่ทั้งหมด อาหารว่าง คือ การหาข้อเสียคนอื่นมาตำหนิ พยายามสั่งสอนลูกหลานชาวบ้านให้เป็นอย่างที่ตนต้องการ แต่กลับไม่สามารถขัดเกลาคนใกล้ตัวหรือลูกหลานตนเองได้เลย การตำหนิด้วยเจตนาจ้องจับผิดหรือตั้งใจยกตนข่มท่านล้วนเป็นความเลวทั้งนั้น แม้แต่การด่าแบบสุภาพด้วยการยกคำพระมาอ้างเพื่อตำหนิคนอื่นก็มีเห็นทั่วไป ควรพิจารณาตนให้มาก ดูแลลูกหลานและคนใกล้ตัวให้ดีก่อน จึงค่อยเผื่อแผ่มาตักเตือนแนะนำผู้อื่นด้วยความหวังดี แต่ต้องมั่นใจว่าเรารู้ลึกรู้จริง กล่าวได้ถูกเวลา ถูกบุคคล อธิบายได้ถูกระดับสติปัญญาของเขา ต้องดูว่าเขายอมรับศรัทธาในตัวเราหรือไม่ ควรทำด้วยเจตนาแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกัน เพื่อรักษาความจริงหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องเคารพความคิดของอีกฝ่ายด้วย

ถ้ายังไม่สำเร็จเป็นพระอริยะ ก็อย่ามั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองรู้จะถูกต้องที่สุด ที่เห็นเขาโง่กว่าเรา บางทีเขาอาจจะฉลาดล้ำลึกกว่ามากก็ได้ แค่การอธิบายธรรมสำหรับตนเองปฏิบัติ กับธรรมะที่สำหรับเผยแพร่ไปสู่คนแต่ละกลุ่ม บางทีแง่มุม การอธิบาย การเปรียบเทียบอาจต้องมีกุศโลบายและแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่ นสอนเด็กอนุบาลไม่ให้เล่นซ่อนแอบกลางคืนอาจเอาเรื่องผีมาขู่ให้กลัว ไม่มาเสียเวลาอธิบายเหตุผลแบบผู้ใหญ่ให้เข้าใจ คน(โง่กว่า)ผ่านมาเห็นก็ถากถางว่า สอนเด็กแบบนี้ปัญญาอ่อนไร้สาระ ไม่ถูกต้องไม่ถูกหลักการ ฯลฯ ตัวอย่างคนที่ฉลาดจนดูเป็นคนโง่คือ ไอสไตน์ ที่ฉลาดกว่าครูหลายเท่า คิดซ้อนลึกกว่าคนทั่วไปหลายชั้น จนตอนเด็กถูกครูมองว่าโง่ และสมองทึบ!!

สังคมไทยเราเสื่อมลงทุกวันเพราะสุดโต่งไปสองด้าน ด่าตำหนิด้วยความโกรธ ไม่สามารถอธิบายในระดับที่เหมาะสมกับบุคคลนั้นได้ ขาดคำแนะนำหาทางออกให้คนทำผิดได้แก้ตัว เน้นต้องลงโทษรุนแรง ต้องกำจัดคนคิดไม่เหมือนเรา ฯลฯ อีกพวกคือ นิ่งเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อน ใครจะแนะนำด้วยความหวังดีอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาก็ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ยอมฟัง แถมตำหนิออกมาห้าม เหมือนเห็นเด็กทำผิดแทนที่จะช่วยกันตักเตือนสั่งสอน กลับบอกว่าอย่าสนใจให้ดูแต่ตัวเอง เราเป็นคนดีก็พอ กลายเป็น “ลัทธิอุเบกขาสากกะเบือ” เมืองไทยนี่อวยกันจนเหลิง วางเฉยกันจนชิน แต่ครั้นจะหาคนติเพื่อก่อที่รู้จริงและมีวาทศิลป์ในการอธิบาย ก็แทบเหมือน.. งมหาควายในมหาสมุทร!! (ฮา&ยิ้ม)

วจีกรรมเป็นบาปที่ทำง่ายและบ่อยสุด ไม่จำกัดแค่การพูดแต่รวมถึงเขียนด้วย โลกออนไลน์รุ่งเรือง ทำให้เกิดนักเลงคีย์บอร์ดที่พยายามสำเร็จความใคร่ทางตัวอักษรด้วยการด่ากราดหรือโชว์พราวไปทั่ว ผลพวงจากระบบศึกษาไทยที่กดจินตนาการและบังคับเด็กสุดโต่งตั้งแต่เล็ก คนญี่ปุ่นมีวินัยติดอันดับโลก แต่ทำไมไม่เข้มงวดกับทรงผมและไม่ให้ใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาล ความเก็บกดในวัยของชีวิตที่อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากเด่นเหนือผู้อื่น ฯลฯ ถูกกดไว้มากต้องระบายออกด้วยโลกสมมุติที่สร้างตัวตนขึ้นใหม่หลายรูปแบบ ประเภทหนึ่งคือ ขอด่าให้สะใจเพราะถูกกดขี่ไม่มีอิสระเลยสักด้าน ตอบสนองสิ่งที่ขาดหายและทำไม่ได้ในชีวิตจริง หรือแม้ในประเทศที่เจริญแล้ว คนที่ชีวิตจริงถูกกดขี่หรือไร้ความโดดเด่น ก็จะมาแสดงออกก้าวร้าวลับหลังบนอินเตอร์เน็ตเช่นกัน

การกร่างในเน็ตอาจมีผลเสียมากกว่าทำต่อหน้า เพราะอาจมีคนได้อ่านเป็นพัน อ่านแล้วเสียใจ หงุดหงิด ความรู้สึกในใจทุกคนจะส่งกลับหาให้จิตเรากลายเป็นศูนย์รวมอัปมงคล สร้างกระแสพลังงานลบดึงดูดสิ่งไม่ดีคนไม่ดีเข้าหา ทำให้เครียดหงุดหงิดทุกข์ใจง่าย คนได้พบรู้สึกรังเกียจหมั่นไส้ง่ายขึ้น (และส่วนใหญ่หน้าตาจะดูเหมือนคนโรคจิต หรือจิตไม่ปกติมากขึ้นเรื่อยๆ) ในทางตรงข้ามถ้าเขียนสิ่งดีมีประโยชน์ พลังดีก็สะท้อนกลับหาเรามากเช่นกัน การกดถูกใจก็มีอานิสงส์

หากเขาทำดีแล้วกดไม่ชอบ ผลจะคืนสนองเวลาเราทำดีอาจไม่มีคนชื่นชม  เขาทำไม่ดีแต่เรากดชอบเท่ากับส่งเสริมคนทำชั่ว เขาแสดงความเห็นหรือความสามารถพิเศษอาจไม่ดีมากแต่กดชอบเพื่อให้กำลังใจ เพื่อบอกให้รู้ว่าเรายังใส่ใจเขาอยู่ ถึงเวลาบุญจะสะท้อนกลับให้มีกำลังใจกลับมา ผลที่เกิดทางใจและประโยชน์ที่ตามมากับจำนวนคน คือตัวตัดสินว่าสิ่งที่ทำลงไปจะส่งกลับมาให้เราอย่างไรในวันข้างหน้า (ในทางปฏิบัติการกดไลค์หรือถูกใจ ไม่ได้หมายถึงชอบสิ่งนั้นทั้งหมด แต่หมายถึง คุณกำลังใส่ใจ ติดตาม สนใจ ให้กำลังใจ และให้ความสำคัญกับบุคคลนั้นอยู่นะครับ)

การพูดเล่นพูดเพ้อเจ้อบ่อย จะทำให้ใบหน้าดูโง่ ดูไม่น่าเชื่อถือ พูดเล่นผิดที่ตายฟรีได้อย่างข่าวล่าสุด สั่งต้มเลือดหมูแล้วเลือดหมด ดันบอกเดี๋ยวเอาเลือดจากโต๊ะข้างๆ เลยโดนแทงตายแบบไม่มีใครสงสารเห็นใจ คำหยาบเคยถูกสงวนไว้พูดที่ลับหรือเฉพาะบุคคลที่.. “ถ่อยจัด”เท่านั้น  คนปกติหรือแม้แต่โสเภณีบางคนยังไม่กล้าพูดในที่สาธารณะ แต่ปัจจุบันกระแสดาราดังพูดคำหยาบในภาพยนตร์/ทอล์คโชว์ มีผลให้วัยรุ่นจำนวนมากพูดคำหยาบติดปากจนไม่คิดว่ามันผิดศีลและส่งให้ตัวเองดูต่ำแค่ไหน

ชื่อเล่นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ได้ยินประจำคือ.. อีเหี้ย อีดอก อีสัตว์ สามคำยอดฮิตที่พูดกันติดปากโดยหารู้ไม่ว่า ผู้ชายมีศีล มีชาติตระกูลดี เขามองคนพูดแบบนี้เป็นสถุลหรือเป็นขนมยอดฮิตของสระบุรีเท่านั้น…. (กะหรี่ปั๊บ!!) ไม่มีทางอยากได้เป็นแม่ของลูก ยกเว้นคนชั่วที่เอาไม่เลือก หาคนดีทำแฟนไม่ได้ ลองคิดดูว่าคนดีมีศีลหรือคนชั่วปากหมา จะทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขมากกว่ากัน ถ้าอยากได้แฟนดีมีศีลต้องเริ่มที่ตัวเองต้องมีศีลก่อนเท่านั้น “กู-มึง” แม้ไม่หยาบมาก แต่สำหรับคู่รักก็ควรเลี่ยง เปลี่ยนมาใช้.. “ฉัน เรา แก เธอ” ลดระดับความสถุลลงนิดชีวิตรักก็มีความสุขเป็นมงคลทันทีแล้วครับ (อาจมียกเว้นคนที่มีวิบากพูดคำหยาบติดมาจนชิน เวลาโกรธจัดอาจค่อนข้างทำได้ยากที่จะประคองสติไม่ให้ใช้คำหยาบได้ และบางครั้งพูดติดปากแต่ใจไม่ได้คิดอะไร บางคนแอ๊บผู้ดีไม่ด่าออกมา แต่กลับคิดด่าอัดแน่นอยู่ในใจ คนพวกนี้บางทีจิตใจอาจเลวกว่าคนที่เราเห็นด่าแว๊ดๆซะอีก)

จากหลักการทดลองเรื่องอารมณ์เป็นคลื่นพลังงานมีผลต่อเซลล์และการหลั่งฮอร์โมนในร่างกาย เด็กช่วงร่างกายเปลี่ยนโครงสร้าง ถ้าหมั่นพูดจาเพราะสร้างกระแสจิตดี  ร่างกายจะถูกพัฒนาไปทางที่ดีผิวละเอียดสวย  แต่ถ้าพูดคำหยาบหรือมีความเครียด สูง มักจะเตี้ยแคระอ้วนดำผิวทรามได้ง่าย ยกเว้นคนบุญเก่าเยอะมากแม้ปากเสียก็มีโอกาสโตมาหน้าตาดีแต่ก็ขาดเสน่ห์ สวยหล่อแบบไม่น่าคบหาเท่าไหร่ ครูอาจารย์ต่างยืนยันว่าแค่รักษาศีลบริสุทธิ์ให้ได้สักปีผิวพรรณหน้าตาก็เปลี่ยนดูดีขึ้นได้แล้ว คนปากเหม็นหรือมีปัญหาในช่องปาก (แล้วหาสาเหตุไม่ได้หรือรักษาหายยาก) ก็เกิดจากกรรมเรื่องวาจา ด่าพระด่าเจ้านี่เห็นชาตินี้เลย อย่าลืมว่าการไม่รักษาความสะอาด การใช้เสียงมาก และมีปัจจัยอื่นอีกมากที่ทำให้มีปัญหาในช่องปากได้เช่นกัน

เรื่องคำหยาบต้องพูดด้วยจิตที่หยาบด้วยถึงผิดศีล ในพระไตรปิฎกมีพระอรหันต์พูดคำหยาบบางคำจนติดปากมาแต่ชาติก่อน พระพุทธองค์ทรงชี้ขาดว่าไม่อาบัติหรือผิดศีล แต่สำหรับปุถุชนพูดคำหยาบมักมาจากจิตหยาบเสมอ จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แม้พูดด้วยใจไม่คิด แต่อาจทำร้ายจิตใจผู้ฟังหรือส่งให้เด็กรุ่นหลังทำตาม ถ้าเป็นสิ่งดีจริง ลองพูดคำหยาบเวลาไปจีบหญิง ไปสมัครงานหรือขายของ ก็จะรู้ว่าส่งผลเสียหรือผลดีมากกว่ากัน ตัวอย่างทดลองได้นะครับ “เฮ้ย..มึงซื้อไรว่ะ ไอ้หน้าเหี้ย ของกูโคตรแจ่มเลยนะมึง ” คิดว่าจะขายของได้หรือเปล่า?? หรือ “อีห่า สวยฉิบหาย มาเป็นแฟนกูมั๊ย อีสัด!!” คิดว่าจะมีโอกาสจะได้แฟนหรือจะได้ส้นทีนมากินแก้เหงา?? (แต่ผู้หญิงแปลกที่ชอบของแปลกแบบนี้ก็มีนะ กรรมชั่วมันพาให้ชอบของต่ำๆ)

ความเจริญในหลายอาชีพต้องใช้น้ำเสียงที่น่าฟัง เสียงจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก หมั่นสวดมนต์เป็นประจำ ทำบุญด้วยเสียงเช่นอัดเสียงหนังสือธรรม พูดแต่เรื่องดีเรื่องจริงเป็นมงคลจะทำให้ปากศักดิ์สิทธิ์มีพลัง เสียงจะน่าฟังน่าเชื่อถือดึงดูดใจคน(ดีๆ) แถมอ้างสัจจะเพื่ออธิฐานจิตแก้ปัญหาให้ตนเองได้ง่ายขึ้น ทิ้งท้ายด้วย “คาถามหามงคล” เมื่อทำผิดให้สวดทันทีว่า “ขอโทษ” เมื่อมีคนทำอะไรให้แม้เล็กน้อยให้สวดทันทีว่า “ขอบคุณ” เห็นคนทำอะไรอยู่ให้ท่องให้เคยชินว่า “มีอะไรให้ช่วยไหม” เจอใครหรือแม้แต่เขียนเมล์ก็ให้เริ่มต้นด้วย “สวัสดี” แถมด้วย 

“คาถาเมตตามหานิยม” ที่ใช้ท่องให้คนสองคนเท่านั้นคือ.. พ่อแม่ครับ(ค่ะ) เหนื่อยไหม?? มีอะไรเรียกใช้ได้นะครับ(ค่ะ) อยากกินอะไรหรือเปล่าครับ(ค่ะ) ?? ผม(หนู)จะทำแต่ความดี รักพ่อแม่ที่สุดในโลก (จุ๊บๆ) หัวใจของคาถาทั้งสองคือ คำอะไรก็ได้ที่พูดแล้วคนฟัง (โดยเฉพาะพ่อแม่และผู้มีพระคุณ) ฟังแล้วจิตเป็นกุศล ชื่นใจ สบายใจ ปลื้มปีติ สองคาถานี้ยืนยันความเจริญในทุกด้านได้จริงกว่าการท่องบาลีที่คิดว่าสวดแล้วขลังแต่ดันแปลไม่ออกสักคำ!!

ทิ้งท้ายอยากรณรงค์ให้เลิกใช้คำว่า “ขอบใจ” ให้ใช้คำว่า “ขอบคุณ” ให้เคยชิน มันคือการปลูกฝังความอ่อนน้อมในใจเราเอง และเป็นตัวอย่างให้ลูกหลาน หรือลูกศิษย์ หากเราพูด “ขอบคุณ” กับทุกคนแม้แต่เด็กห้าขวบได้ จิตเราจะอ่อนโยนลง ไม่แบ่งแยกถือตัว ส่งผลให้คนใกล้ชิดซึมซับสิ่งเหล่านี้ไปด้วย แม้เขาจะจนกว่า จะเป็นแม่บ้าน จะเป็นคนขับแท็กซี่ จะเป็นขี้ข้าเราก็ตาม การพูดขอบคุณจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีกว่าคำว่าขอบใจ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ซึ่งคนที่จิตละเอียดเท่านั้นที่จะเห็นตามได้โดยง่าย

แต่ในทีวีเองเราก็มักจะเห็นบทที่แม้จะเป็นเด็กวัยรุ่น แต่กลับใช้คำว่า ขอบใจ กับแม่ค้า กับคนใช้ กับหลายคนที่ทำอะไรให้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควร หากอยากให้คนรอบข้างซึมซึมความดี ซึมซับความอ่อนน้อม ซึ่งส่งผลให้นำมาซึ่งความสุขดังคำพระอวยพร ก็เปลี่ยนมาใช้คำว่าขอบคุณให้ติดปากนะครับ มันเป็นการสลายอัตตาของตัวเราเองด้วย ตราบใดที่เรายังรู้สึกว่าต้องใช้คำว่า”ขอบใจ” ซึ่งมีผลลึกๆว่า เป็นคำที่แบ่งแยกชนชั้นและลดระดับของคำว่าขอบคุณลงมา ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีของคนที่อยากฝึกตนและอยากกล่อมเกลาคนรอบข้างไปพร้อมกัน

มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งก็น่าดีใจที่ท่านเห็นตรงด้วยและทำแบบนี้มานานแล้ว ลองปรับเปลี่ยนดูนะครับ “ขอบคุณ” คำสั้นๆ ที่มีแต่ได้กับได้ ยิ่งพูดยิ่งเจริญ ยิ่งพูดจิตใจยิ่งสูงขึ้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันพูดไม่ได้ แต่มันยังทำท่าทางให้ได้รับรู้ว่า มันขอบคุณพวกเราได้เหมือนกันนะครับ

สำหรับเชื้อพระวงศ์ พระ หรือบุคคลระดับสูง ก็อาจจำเป็นต้องใช้คำว่า “ขอบใจ” เพื่อให้เหมาะสมกับพระเกียรติ เหมาะสมกับสถานะอันสูงส่งของท่าน ไม่ใช่ว่าท่านมีอัตตา แต่ก็เหมือนกับการที่เราไม่ควรยืนสูงกว่าพวกท่านนั่นแหละครับ การวางตัวให้เหมาะสมก็จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมในสังคม เพราะคนบางจำพวกพอลดตัวลงไป พอไม่ถือตัว มันก็ลามปามได้อย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกัน

ติดตามบทความของโจโฉทั้งหมดย้อนหลังได้ที่ http://www.jozho.net/index.php?mo=14&newsid=335403

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 25/06/2013 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: