AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน – สอนจริยธรรมให้ลูก

จริยธรรมสร้างได้ตั้งแต่แรกเกิด..

ดร.โรเบิร์ต โคลส์ (Dr. Robert Coles) จิตแพทย์เด็กแห่งมหาวิทยาลัยฮารNวาร์ด กล่าวว่า”แม่สามารถปลูกฝังให้ลูกเป็นคนมีจริยธรรมได้ตั้งแต่แรกเกิด แต่ไม่ใช่ด้วยการพูดสั่งสอนเพราะเด็กยังไม่รู้เรื่อง แต่เด็กจะซึมซับจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน จากการกระทำของพ่อแม่ เพราะฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี

บางครั้งพ่อแม่ก็สอนเรื่องจริยธรรมให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่าง แม่คนหนึ่งสังเกตว่าลูกวัย 6 เดือน พอกินนมเสร็จก็ขว้างขวดนมทิ้ง แรก ๆ แม่คิดว่าลูกยังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ แต่หลังจากนั้นแม่ก็เริ่มรู้สึกว่าลูกกำลังสนุกกับการโยนของทิ้ง แม่จึงหาวิธีแก้ไขด้วยการพยายามเล่นกับลูก เบี่ยงเบนความสนใจเมื่อลูกกินนมเสร็จเอาของเล่นอย่างอื่นให้ แล้วค่อยเก็บขวดนมเปล่าออกไป เจ้าหนูก็หมดความสนใจที่จะขว้างขวดนมอีกต่อไป   สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เองเป็นการสอนระเบียบวินัย จริยธรรม การแยกแยะสิ่งดีไม่ดีให้กับลูก

การที่เด็กได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก ความเอาใจใส่จากผู้ใหญ่ เด็กก็จะพัฒนาบุคลิกลักษณะนิสัยของตัวเองโดยเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ทำให้เด็กเป็นคนที่มีความรู้สึกใส่ใจผู้อื่น 

ในช่วง 2 – 3 ปีแรกเริ่มของชีวิตลูก เราสามารถปลูกฝังให้ลูกเป็นเด็กดีหรือเป็นเด็กเหลวไหลได้พอๆ กัน เพราะเด็กเล็กไม่สามารถจะแยกตัวเองออกจากสิ่งแวดล้อม ถ้าเด็กแรกเกิดได้ยินเด็กคนอื่นร้องเขาก็จะร้องด้วย แสดงว่าเด็กมีความสามารถที่จะมีความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนได้บอกว่าจริยธรรมมีอยู่แล้วในสมองของเด็ก มีเครือข่ายเส้นใยประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับจริยธรรมมาตั้งแต่เกิด

…………………………

เมล็ดพันธ์

จริยธรรมของลูกพัฒนาได้ด้วยสองมือพ่อแม่ 

แคโรลีน ซาห์น-แวกซ์เลอร์ (Carolyn Zahn-Waxler) นักจิตวิทยาจากสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ไม่คิดว่าจะมียีนที่เป็นยีนดีหรือยีนไม่ดี แต่คิดว่ายีนเหล่านี้จะมีผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรม ร่วมกับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ด้วย

เด็กที่พ่อแม่เป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะเป็นคนที่เห็นใจผู้อื่นด้วยเช่นกัน มีการทดลองในเด็กฝาแฝดเหมือน ที่มีบุคลิกชอบช่วยเหลือผู้อื่นเหมือน ๆ กัน เปรียบเทียบกับแฝดไม่เหมือน อธิบายได้ว่าเพราะแฝดเหมือนมียีนเหมือนกันค่อนข้างมากและพิสูจน์ให้เห็นว่าพันธุกรรมหรือธรรมชาติเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กเป็นคนมีจริยธรรม ไม่ใช่การเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ในตอนแรกสุดของ พัฒนาการเรื่องจริยธรรมนี้ยังเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัวก่อน

เด็กจะนึกถึงตัวเองก่อน (Ego Centric) คือ นึกถึงตัวเองเป็นใหญ่ และคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการเป็นสิ่งถูกต้อง

ฉะนั้น จำเป็นที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีเสียก่อน 

และเมื่อลูกเริ่มเข้าใจมากขึ้น พ่อแม่สามารถช่วยพัฒนาเรื่องจริยธรรมให้เกิดขึ้นได้ ด้วยการสอนลูกให้มีสัมพันธภาพที่ดีกับเด็กอื่น เช่น ถ้าหากว่าลูกไปแย่งของเล่นคนอื่นก็ต้องสอนเด็กว่า “ถ้าคนอื่นเขามาแย่งของเล่นหนูไป หนูจะโกรธไหม” ถ้าหากเด็กมีความรู้สึกที่ดีหรือใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น ก็ต้องพยายามชมเชยให้เด็กรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งดี เช่น “หนูน่ารักจังเลย ที่แบ่งของเล่นให้เพื่อนด้วย”

การฝึกระเบียบวินัยเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะสร้างให้เด็กพัฒนาในเรื่องของจริยธรรม ในวัยที่เด็กเริ่มคลาน เริ่มเดิน เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในโลกกว้าง เด็กพยายามที่จะเรียนรู้กฎเกณฑ์ของสังคม พ่อแม่ควรจะชี้แนะสิ่งที่ถูกที่ควรให้ลูกตั้งแต่วัยเด็กเล็ก

comments :

  • แนวคิดของทฤษฎีกระจกเงาครับ เด็กมีเซลล์ในสมองที่จะจดจำสรรพสิ่งต่างๆ รอบตัว ทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดี เช่น ถ้าพ่อแม่พูดคุยกันด้วยความนิ่มนวลใช้เหตุผลลูกจะจดจำเป็นนิสัย ในทางตรงข้ามถ้าพ่อแม่ทะเลาะกันอยู่เสมอลูกก็จะจำเป็นมาตรฐานในการดำรงชีวิตเมื่อโตโดยมีการกระทำที่กร้าวร้าว เขาจึงบอกว่าพ่อแม่อย่าทะเลาะถกเถียงกันอย่างรุนแรงให้ลูกเห็นครับ
  • จริงค่ะ ดังนั้น การเลือกสถานที่ และคนที่แวดล้อมเด็ก เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ที่จะช่วยปลูกฝังให้ลูกเดินในเส้นทางของการเป็นคนดี และทำสิ่งที่ถูกต้อง

………………………………………….

4 คำไทย เคล็ดลับฝึกธรรมให้ลูก

………………..
ภิกษุณีธัมมนันทาหรือหลวงแม่ (รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) เปรียบเทียบการเลี้ยงลูกผ่านคำไทย 4 คำ “ฝึกฝน อบรม บ่มเพาะ ขัดเกลา”

ฝึก / ฝน     คำว่าฝึก คือ ต้องให้ลูกได้ฝึกสิ่งดีๆ เช่น เรื่องวินัยก็ต้องฝึก สิ่งไหนดีก็ปลูกฝังซ้ำๆ บ่อยๆ     คำว่าฝนก็คือ ฝนออกไป เช่น เหลี่ยมมุมต่างๆ ก็ต้องฝนออกไป เปรียบเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็ต้องฝนออกไป
อบ / รม      เด็กต้องได้รับการอบ   การอบคือ การอยู่ในพื้นที่จำกัด หมายความว่า การเลี้ยงดูลูกของเรา ก็ต้องมีการจำกัดพื้นที่ มีขอบเขต พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ก็ต้องบอก ต้องสอน ไม่ใช่ปล่อยให้อิสระ อยากทำอะไรก็ทำ ถึงแม้จะอิสระก็ต้องมีข้อจำกัด และการรม คือเรื่องของกลิ่น      เมื่อมีการอบ ก็ต้องมีการรม เปรียบเหมือนการทำขนมไทยที่ต้องผ่านกระบวนการอบและรม สุดท้ายจะเป็นขนมไทยที่อร่อยและหอมด้วย
บ่ม / เพาะ     เรื่องการบ่ม ก็เปรียบกับมะม่วงก็ต้องรอให้ผลมันสุกเสียก่อน จึงกินได้ ดั่งประโยคที่ว่า “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะขั้นตอนของมันควรจะรอให้ห่ามก่อนแล้วค่อยสุก ถ้าไปชิงสุกก่อนห่าม ก็เป็นวัยที่ไม่เหมาะเพราะยังไม่ถึงเวลา เพราะฉะนั้น เรื่องวัยเป็นเรื่องสำคัญ จะทำอะไรก็ต้องเหมาะกับวัยของลูกด้วย          ส่วนเรื่องการเพาะ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการเพาะสิ่งต่างๆ เช่น เพาะเมล็ดพันธุ์ เราก็ต้องดูแล รดน้ำพรวนดิน และรอดูการเจริญเติบโตของมัน จะให้รวดเร็วทันใจไปหมดก็ไม่ได้ ต้องรอให้ผลของมันสุกพอดี เปรียบเป็นเด็กก็ต้องบ่มเพาะด้วยเช่นกัน

ขัด /เกลา      ขัดเป็นเรื่องที่มีความหมายอยู่ในตัว หรือแม้แต่เกลา เป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องผ่านขบวนการเหล่านี้ก็จะทำให้เราเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกได้อย่างเหมาะสม เด็กต้องได้รับการขัดเกลาให้เป็นคนดี ให้มีกิริยามารยาทที่ดี ได้รับการขัดเกลาจนกลายเป็นนิสัยติดตัว

…………………………………………

สอนให้ลูกรู้จักละอายต่อการทำผิด

งานวิจัยของ ดร.เอมด์ (Dr. Emde) จิตแพทย์ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Science Center) มหาวิทยาลัยโคโลราโด กล่าวว่า เด็กน้อยวัย 2-3 ขวบจะหันมามองหน้าแม่ ดูว่าแม่จะอนุญาตหรือไม่ ถ้าเขาเดินเข้าไปใกล้ของเล่น เป็นการมองหาคำอนุญาตจากแม่ อากัปกิริยาของพ่อแม่เป็นส่วนหนึ่งที่บอกให้เด็กรู้ว่าเขาทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่พ่อแม่สอนเด็ก จะช่วยให้เด็กมีจริยธรรมมีความภูมิใจในตัวเอง ถ้าทำสิ่งที่ถูกต้อง    
ขณะเดียวกันถ้าทำผิดก็จะมีความละอายเพราะทำสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของพ่อแม่ 

ความละอายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตเป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี เช่น ถ้าเด็กแกล้งรังแกสัตว์เลี้ยงในบ้านซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ พ่อแม่ก็จะต้องสอนให้เด็กรู้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นสิ่งไม่ดี

เด็กเรียนรู้เรื่องจริยธรรมตลอดเวลา  แม้กระทั่งจากการพูดจาของคนในบ้าน เด็กจะได้แบบอย่างจากพ่อแม่ ลองคิดดูว่าจะมีผลต่อเด็กอย่างไรถ้าแม่ไม่อยากรับโทรศัพท์แล้วให้ลูกบอกว่าแม่ไม่อยู่ นั่นเท่ากับทำให้เด็กได้เรียนรู้การโกหก เขาก็จะเลียนแบบ

ในทางตรงข้ามถ้าเขาหรือเธอตัวน้อยได้ยินผู้ใหญ่ในบ้านพูดจาไพเราะ มีคำว่า “ขอบคุณ”, “ขอโทษ” อยู่บ่อย ๆ เด็กก็ย่อมจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นไปด้วย

พ่อแม่ควรนึกอยู่เสมอว่าลูกเรียนรู้เรื่องจริยธรรมจากพ่อแม่ในการใช้ชีวิตประจำวันทุกเวลาทุกนาที

ที่มา  https://www.facebook.com/sruangmon.sidhisamarn?fref=ts

รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 05/08/2013 by in การเลี้ยงลูก.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: