AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

4 หรือ 3 ถามจริง!

31

4 หรือ 3… ถามจริง!
ลองดูภาพนี้แล้วตอบไว้ในใจนะครับ
ว่ามีไม้อยู่ 4 หรือ 3 อัน แล้วตอนจบเราจะมาดู “เฉลย” กัน…

คนทุกคนเกิดมาพร้อมแผนที่คนละใบในหัวสมอง   เราใช้แผนที่นี้ในการทำทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การเจียวไข่ ไปจนถึงการเลี้ยงลูก ตั้งแต่การอ่านบทความหน้าจอคอมพิวเตอร์ตามลำพัง ไปจนถึงการเข้าร่วมชุมนุมประท้วงกับคนนับร้อยนับพัน     แผนที่ดังกล่าวนี้ ก็คือ ความเชื่อ ความรู้สึก ความนึกคิด และความทรงจำ ของเรานั่นเอง ซึ่งรวมแล้วเรียกว่า “แผนที่ชีวิต

ในทางพุทธ

ความเชื่อ” คือ สิ่งที่เรานับถือศรัทธาว่าเป็นความจริง

ความรู้สึก”คือ เวทนา หรือ อารมณ์

ความนึกคิด” คือ สังขาร หรือ การปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆในจินตนาการของเรา

และ “ความทรงจำ” คือ สัญญา จากอดีตของเรานั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่เคยเข้าครัวทำอาหารเองเลยในชีวิต แต่วันนี้เธอต้องเจียวไข่ให้แม่บุญธรรมที่เธอรักเหมือนแม่แท้ๆซึ่งนอนป่วยอยู่ เธอจึงมีความตั้งใจอย่างเปี่ยมล้น ถึงแม้ว่าแม่บุญธรรมจะเคยใจร้ายกับเธอก็ตาม เพราะเธอ  เชื่อว่า…คนเราเกิดมาต้องมีความกตัญญูต่อผู้มีอุปการะคุณ  เธอจึงรู้สึกดีที่ได้ทำอาหารให้แม่บุญธรรม  และเธอคิดว่าแม่บุญธรรมจะมีความสุขหากเธอประพฤติตัวเป็นลูกที่ดี   เธอจึงใช้ความทรงจำจากสมัยเด็กๆตอนที่แม่แท้ๆของเธอเคยเจียวไข่ให้ทานแล้วเธอก็จินตนาการเอาเองว่า รสชาติและหน้าตาของไข่เจียวควรจะออกมาเป็นอย่างไร

สุดท้ายเธอจึงทอดไข่เจียวให้แม่บุญธรรมได้สำเร็จ  โดยไข่เจียวจานนี้จะมีรูปร่าง ลักษณะ รสชาติ กลิ่น ฯลฯ ที่ไม่เหมือนไข่เจียวใบใดบนโลกนี้เลย   ถึงแม้ว่าไข่เจียวใบอื่นอาจมีหน้าตาและรสชาติคล้ายคลึงกัน แต่จะไม่มีไข่เจียวใบไหนเหมือนของเธอโดยสมบูรณ์

ตัวอย่างที่ว่ามานี้ดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ง่ายๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น  แต่…นักจิตวิทยาและนักปราชญ์ทุกคนทราบดีว่า เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ คือ หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของจักรวาล !

ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะ ทุกครั้งที่มนุษย์เลือกจะทำอะไรก็แล้วแต่  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดูเล็กน้อย หรือยิ่งใหญ่สักแค่ไหน  เราจะต้องใช้แผนที่ชีวิต  (ความเชื่อ ความรู้สึก ความนึกคิด และความทรงจำ) ในการนำทางเสมอ

แผนที่ชีวิตของเราจะถูก update (ปรับให้ทันสมัย)  ตามสิ่งที่เราประสบพบเจอในแต่ละวินาที  เช่น ถ้าเด็กผู้หญิงคนเดิม เติบโตขึ้นมาโดยมีความเชื่อเรื่องความกตัญญูเปลี่ยนไป เธอไม่รู้สึกดีต่อแม่บุญธรรมอีกต่อไปแล้ว  เธอคิดว่าคนเราไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยากเพื่อเอาใจคนที่ประพฤติไม่ดีต่อเรา  และเธอก็ลืมรสชาติของไข่เจียวที่แม่เคยทำให้ตอนเด็กๆไปแล้วด้วย ผลที่ตามมาก็คือ ไข่เจียวที่เธอทอดออกมาในครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิม

คนเราเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  และแผนที่ชีวิตของเราก็เปลี่ยนไปในทุกวินาที  ทีละเล็ก ทีละน้อย จนหลายครั้งเราไม่ได้สังเกตมันเลย

นอกจากนั้น มนุษย์ทุกคนก็มีแผนที่ชีวิตคนละใบที่ไม่เหมือนกัน  เพราะ

เรามีพันธุกรรมและการเลี้ยงดูมาต่างกัน เราจึงมองโลกต่างกัน

มีความเชื่อ ความรู้สึก ความนึกคิด และความทรงจำที่ไม่มีเหมือนกัน

เมื่อ “ปัจเจกบุคคล” มีแผนที่คนละใบ
แต่ต้องมาอาศัยอยู่ร่วมโลก ประเทศ สังคม หรือบ้านเดียวกัน
ความขัดแย้งก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

อย่าว่าแต่เรื่องของไข่เจียวเลยครับ แม้แต่สีของกุหลาบ  คุณอาจแน่ใจว่ามันเป็นสีแดง ทว่าคนตาบอดสีอาจเห็นเป็นสีเขียว   แล้วใครกันล่ะที่เห็นสีอย่าง “ถูกต้อง”

คุณอาจจะบอกว่า “ฉันสิที่เห็นถูก เพราะฉันไม่ได้ตาบอดสี”   แต่ถ้าในโลกนี้มีแต่คนตาบอดสี  คุณก็จะกลายเป็นฝ่ายฝ่ายที่ตอบ “ผิด” ไปทันที  เพียงเพราะคุณมองเห็นสีไม่เหมือนคนอื่น!

อีกตัวอย่างหนึ่ง คุณบอกว่า 1+1 = 2 เป็นคำตอบที่ถูกต้องใช่ไหมครับ
แต่เด็กคนหนึ่งเคยบอกผมว่า 1+1 = 3      เพราะ พ่อ + แม่ = พ่อ แม่ และตัวเขา!

ส่วนเด็กอีกคนหนึ่งเคยบอกผมว่า แต่ 1+1 = 1 นะ     เพราะตอนที่เขาเอาฟองสบู่ในอ่างน้ำสองอันมารวมกัน มันได้ฟองสบู่อันใหญ่เพียงอันเดียว!

เด็กทั้งสองคนนี้ตอบผิดหรือครับ ?

นี่แค่เรื่องสีของกุหลาบ และคณิตศาสตร์ระดับอนุบาลเท่านั้น    แล้วถ้าเป็นเรื่องของอุดมการณ์ล่ะ…
7 พันล้านคน 7 พันล้านอุดมการณ์
7 พันล้านคำตอบ 7 พันล้านแผนที่ชีวิต

ถามว่าเมื่อมีถึง 7 พันล้านแผนที่ชีวิตให้เลือก     แล้วแผนที่ของใครเป็นอันที่ “ถูกต้องที่สุด”…

คำถามนี้ ไม่มีคำตอบหรอกครับ เพราะถ้ามี  โลกของเราคงไม่เกิดสงครามโลกถึงสองครั้ง ซึ่งพรากชีวิตผู้คนไปกว่า 76 ล้านคน
สงครามระหว่างประเทศเป็นหมื่นครั้ง

สงครามกลางเมืองนับแสนครั้ง

สงครามครูเสดยาวนานเกือบพันปี
เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ วิกฤติสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เหตุการณ์ความขัดแย้งของคนต่างสี “เสื้อ”
และโศกนาฏกรรมในประเทศอียิปต์

แน่นอนครับว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้  มีความซับซ้อนเกินกว่าที่ปุถุชนธรรมดาจะเข้าใจได้
แต่สุดท้ายแล้วทุกเหตุการณ์  ก็สามารถสาวลงมาอยู่ที่ความขัดแย้งเดียวเท่านั้น คือ…

คำตอบที่ถูกคือ 4 หรือ  3… ถามจริง!

คนเราจะหาคำตอบที่ “ถูก” ได้อย่างไรล่ะครับ
ในเมื่อแต่ละคนก็มีมุมมองและแผนที่ชีวิตของตัวเอง
ซึ่งถูกต้องเสมอในมุมของคนๆนั้น ต่อให้คนสองคนในรูปข้างต้น
ถกเถียงกันจนจักรวาลสิ้นสุดและพระเจ้าเบื่อหน่าย ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปอยู่ดี
เพราะสุดท้ายคำตอบของใครจะ “ถูก” ก็อยู่ที่ว่าระหว่างสองคนนั้น
ใครจะโน้มน้าวผู้อื่นให้เชื่อ รู้สึก และนึกคิดได้คล้ายคลึงกับตัวเองมากกว่ากัน

ถ้าคนที่ยืนอยู่ทางซ้ายเป็นฝ่ายโน้มน้าวชนะ     “4” ก็คือคำตอบที่ถูกต้อง

ถ้าคนที่ยืนอยู่ทางขวาเป็นฝ่ายโน้มน้าวชนะ     “3” ก็คือคำตอบที่ถูกต้อง

นี่คือความจริงที่อยู่คู่มนุษยชาติเสมอมา

ทว่าหลายครั้งผู้ที่กำลังถกเถียงกัน  ก็ไม่ได้ “โน้มน้าว” ผู้คนด้วยพลังคำพูดเพียงอย่างเดียว
แต่…ด้วยการใช้กำลังคนอันมหาศาล หรือ ด้วยระเบิดปรมาณูเพียงลูกเดียว
ที่ทำให้ทุกอย่างดู “ถูกต้อง” ได้ราวกับเวทมนต์เนรมิต!

แม้แต่ 1+ 1 = 2 ก็เป็นคำตอบที่ “ถูกต้อง”   เพียงเพราะมันคือสิ่งที่ผู้ใหญ่โน้มน้าวให้เด็กเชื่อตาม
แต่ถ้าเด็กเป็นฝ่ายครองโลก    คำตอบที่ถูกต้องของ 1 + 1 อาจจะเท่ากับ 1 หรือ 3 ก็เป็นได้

แน่นอนครับว่า   วันนี้ผมไม่ได้กำลังจะมาถามคุณเรื่อง

วิธีการทำไข่เจียวให้อร่อยที่สุด
สีของกุหลาบ
คำตอบของ 1 +1
หรือซักถามเกี่ยวกับอุดมการณ์ใดๆทั้งสิ้น
แต่…. ผมจะมาถามอีกคำถามหนึ่งครับ…

      เมื่อย้อนกลับไปดูรูปอีกครั้ง
คุณอาจไม่รู้ว่าคำตอบที่ถูกคือ 4 หรือ 3 กันแน่
แต่คุณลองถามตัวเองดูนะครับว่า
คนฝั่งซ้ายของภาพ กับ คนฝั่งขวาของภาพ
จะสามารถเข้าใจกัน และมอบความรักให้แก่กัน
    ในฐานะเพื่อนมนุษย์ผู้อยู่ร่วมโลกใบเดียวกันได้หรือไม่
ถึงแม้ว่าเขาทั้งสองจะไม่มีวันเห็น ‘ความจริง’ ได้ตรงกันเลย

คำเฉลยสำหรับคำถามสุดท้ายนี้ ไม่มีอยู่ในบทความนะครับ
แต่ถ้าอยากพบคำตอบ
ก็ลองดำดิ่งลงไปค้นหาในก้นบึ้งของหัวใจคุณดูก็แล้วกัน…

 

 

ทำไมความรักจึงทำให้โลกเป็นสีชมพู

          love5

เราเคยได้เห็นศิลปินสร้างสรรค์งานศิลปะที่เกี่ยวกับความรักมาแล้ว
เราเคยได้ยินเหล่ากวีและนักดนตรีบรรเลงขับขานเรื่องราวเกี่ยวกับความรักมาแล้ว
แต่เราอาจยังไม่เคยลองปล่อยให้นักวิทยาศาสตร์พรรณาความรักอันแสนหวานให้คุณฟังดูบ้าง…
จนกระทั่งวันนี้! ;)

เราลองมาศึกษาความรักในแบบฉบับวิทยาศาสตร์กันบ้างว่ามันจะสามารถทำให้สมองของคุณตื่นตัว ได้มากกว่าหัวใจที่เต้นรัวหรือเปล่า…

หมายเหตุ: ความรักที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้เป็นความรักชื่นหวานของหนุ่มสาว ไม่ใช่ความรักแบบพ่อแม่ พี่น้อง รักเพื่อน รักชาติ หรือรักยาวนานแบบหลังโปรโมชั่น

ในทางวิทยาศาสตร์ การจะเข้าใจความรักต้องเจาะลึกลงไปที่สมอง เพราะแท้จริงแล้วความรักอยู่ในสมอง ไม่เช่นนั้นคนที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
คงไปหย่าร้างและเปลี่ยนคู่ชีวิตใหม่กันเป็นว่าเล่น  หรือคนที่อยู่ด้วยหัวใจเทียม คงรักใครไม่เป็นเลย!

นักจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่องความรัก ได้เชิญคู่รักหนุ่มสาวที่กำลังหัวใจพองโตมาเข้าเครื่องแสกนสมอง fMRI  โดยแยกให้คู่รักเข้าไปในเครื่องแสกนสมองทีละคน
จากนั้นนักวิจัยก็จะฉายภาพต่างๆเช่นภาพวิวทิวทัศน์ ภาพการ์ตูน ภาพดาราดัง  รวมทั้งภาพของหวานใจก็จะถูกปะปนเข้าไปในนั้นด้วย
โดยสิ่งที่นักวิจัยสนใจก็คือ  แบบแผนการทำงานของสมอง (brain pattern) ที่ปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์

ผลการวิจัยระบุว่า เมื่อคู่รักเห็นภาพคนรักของตน สมองของพวกเขาจะทำงานแตกต่างจากเวลาดูภาพอื่นๆอย่างชัดเจน
โดยสมองจะสั่งการให้ต่อมฮอร์โมน พิทูอิแทรี (pituitary gland) หลั่งฮอร์โมนออกมาสองตัวคือ เทสโทสเตโรน (testosterone) สำหรับผู้ชาย
และ เอสโตรเจน (estrogen) สำหรับผู้หญิง   ซึ่งฮอร์โมนนั้นจะไปกระตุ้นสารเคมีในสมองทั้งหมดสี่ตัวด้วยกัน

สารเคมีที่เราควรรู้จักมีอยู่สองตัวคือ ฟีโรโมน (pheromone)  ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นร่างกายให้พร้อมจะมีเพศสัมพันธ์
และ โดพามีน (dopamine) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นความอยากและทำให้เกิดความสุขในเวลาที่ได้อยู่ใกล้คนรัก
โดยแม้ว่าจะเห็นแค่รูปภาพของคนรัก โดพามีนก็ยังหลั่งออกมาอยู่ดี  เพราะสมองของเราไม่เก่งกาจในการแยกแยะระหว่างความจริงกับสิ่งลวงตา

จุดที่น่าสนใจที่สุดก็คือ  เจ้าสารโดพามีนนี่เองที่จะหลั่งออกมาอย่างมากมายเมื่อคนเราเสพยาเสพติด
นอกจากนั้น นักวิจัยยังพบว่า สมองของคนที่กำลังมีความรักอันชื่นฉ่ำ
ดันมีลักษณะเหมือนกับผู้ป่วยที่กำลังเสพติดโคเคนไม่มีผิด !

สารเคมีที่อยู่ในโคเคน  จะสร้างปฏิกิริยาที่ทำให้สมองของเราตอบสนองต่อโดพามีนได้อย่างดีขึ้นถึง 3 เท่า
ซึ่งก็หมายความว่า ตอนที่กำลังเสพโคเคนอยู่ เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้นถึง 3 เท่า!

จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมคนที่กำลังเสพยาถึงหัวเราะแทบตายไปกับมุขตลกฝืดๆ
ขำกลิ้งเมื่อเห็นจิ้งจกเดินเตาะแตะอยู่บนเพดาน ฮาก๊ากไปกับเรื่องเล่าแสนงี่เง่า
และยิ้มหวานยิ่งกว่านางสาวไทยอยู่ตลอดเวลา!
(แต่คนที่เสพแล้วเพี้ยน คือ คนที่เสพตอนกำลังเครียดจัด สมองจึงสร้างภาพหลอนขึ้นมาแทนจินตนาการอันแสนสุข)

โคเคนและความรักทำให้โลกเป็นสีชมพู   เพราะมันทำให้สมองของเราตอบสนองต่อสารโดพามีนได้ดีขึ้น
เราจึงมีความสุขได้ง่ายขึ้นไปกับทุกๆอย่าง

ตอนที่เรากำลังมีความรัก เพลงก็ฟังดูไพเราะขึ้น เสียงนกร้องก็ก้องกังวานขึ้น
ดอกไม้ก็สวยขึ้น น้ำหอมก็หอมขึ้น อาหารก็อร่อยขึ้น เตียงนอนก็นุ่มขึ้น
และหน้าของคนที่ไม่น่ารัก ก็แลดูน่ารักขึ้นมาได้!

ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อสมองกำลังเปิดรับสารโดพามีน
ศูนย์ควบคุมความเจ็บปวดในสมองด้านข้าง (parietal lobe)
และส่วนสมองส่วนลิมบิก (limbic system) ก็จะทำงานน้อยลงด้วย
ซึ่งก็หมายว่า เวลาเรากำลังมีความรัก (หรือกำลังติดยา!)
ความเจ็บปวดทางกายจะบรรเทาเบาบางลงไปได้มากโข

หลายคนจึงคิดถูกแล้วที่พาแฟนไปนั่งจับมือตอนฉีดยาหรือก่อนเข้าห้องผ่าตัด

นอกจากนั้น คุณจะสามารถเดินเท้าเปล่า ฝ่าแดด ฝ่าลม ฝ่าฝน
และฝ่าคนที่คอยขัดขวางไปหาคู่รักของคุณ (หรือไปหาสิ่งที่เสพติด) ได้
เพราะเวลาที่คุณกำลังมีความรัก คุณจะมีความ “ถึก” เป็นพิเศษ!

อย่างไรก็ตาม อย่างที่ทุกคนทราบว่ายาเสพติดเป็นสิ่งไม่ดี
ความรักที่ขาดสติก็ไม่ดีเช่นกัน
คนที่กำลังมีความรักจะรู้สึกกระวนกระวายเมื่อไม่ได้เจอคนรักนานๆ
หวงแหนไม่อยากให้คนอื่นมาแย่งคนรักไป
ต้องการอยู่ใกล้ๆคนรักเสมอ ขาดกันเหมือนจะขาดใจ ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านั้น คนอกหักก็มีอาการเหมือนคนที่เพิ่งหักดิบเลิกยาใหม่ๆไม่มีผิด
ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บหน้าอก ลงแดง ร้องไห้ ฟูมฟาย ทานข้าวไม่ลง
ร่างกายทรุดโทรม รู้สึกระทมทุกข์หาความสุขไม่ได้
หรือบางรายที่อาการหนักก็จะรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว

ความรักที่ขาดสติไม่ได้เป็นอันตรายแค่กับเฉพาะผู้ที่กำลังมีความรัก
แต่เป็นภัยอย่างมหันต์ต่อผู้อื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นสงครามเมืองทรอยตั้งแต่สมัยโบราณ
หรือข่าวฆาตกรรมหน้าหนึ่งซึ่งมีให้เห็นบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน
เหล่านี้คงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความรักที่ไร้สติปัญญา
สามารถทำให้คนฆ่ากันได้อย่างเลือดเย็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังจะมาสนับสนุนให้ทุกคนอยู่อย่างไร้รัก
แต่ผมกำลังจะมาสนับสนุนให้เรามีสติในการรัก รักอย่างรู้เนื้อรู้ตัว
ไม่ใช่รักอย่างตามืดตามัว และที่สำคัญคือต้องรักอย่างมีปัญญา

การรักอย่างมีปัญญา ไม่ใช่รักเพราะต้องการจะได้ความสุขจากเขา
แต่รักเพราะความรักในใจของคุณมันมีมากเสียจนล้นออกไปให้เขาได้
เป็นรักเพื่อมอบความรัก ไม่ใช่รักเพื่อขอความรัก

หลายครั้งคนเราชอบหลอกตัวเอง  บอกว่าเรารักเขาเหลือเกินจึงสามารถให้เขาได้มากมาย
แต่…แท้จริงเราให้สิ่งต่างๆไป เพียงเพื่อหวังจะได้ความรักเป็นการตอบแทน
เราทุ่มให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะแท้จริงใจของเราเองกลวงโบ๋
เราจึงอยากให้คนอื่นเติมความรักให้กับใจที่ว่างเปล่าของเรา
โดยเรายอมแม้ต้องเอาตัวเข้าแลก

เราชอบเอาความสุขไปฝากไว้กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นโคเคนหรือคนรัก
และเมื่อความสุขนั้นจากเราไป เราจึงร้องไห้จะเป็นจะตาย
เพราะแหล่งความสุขของเราได้หายไปแล้ว แต่ถ้าแหล่งความสุขอยู่ในใจเราเอง
เราจะไม่มีวันเสียใจจนดับดิ้น อกหักแทบสิ้น หรือเจ็บปวดจนทำร้ายคนอื่น
เพราะเราไม่ได้เอาหัวใจของตัวเอง ไปฝากไว้ให้ใครดูแล

เราต้องมองให้ลึกและนึกให้ดีว่า เรารักเพราะอยากให้ความรัก  หรือ รักเพราะอยากมีคนมารัก เพราะถ้าเป็นรักแบบที่สองแล้วล่ะก็
โลกที่เป็นสีชมพู ไม่นานก็จะแปรเปลี่ยนเป็นสีดำอำมหิต… อย่างแน่นอน!

หากผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยหรืออยากให้ผมตอบคำถามในเรื่องไหน
สามารถส่งข้อความมาหากันได้ทางอีเมลล์หรือทาง facebook ของผม
หรือถามคำถามในคอมเมนท์ทางด้านล่างได้เลยครับ

– See more at: http://www.dhamdee.com/?cat=25#sthash.Ncp5GvEC.k79OLTr7.dpuf

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 27/08/2013 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: