AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

คลังประวัติศาสตร์ไทย — รัชกาลที่ 7

คำประกาศ “สละราชสมบัติ” เพื่อประชาชนของพระองค์

วันสุดท้ายในสยามของพระองค์ พสกนิกรมารอเฝ้าส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่7 ณ สถานีรถไฟหลวงเพื่อเสด็จไปประทับรักษาอาการพระประชวรที่ประเทศอังกฤษ เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นบนรถไฟ ทรงรีบพระดำเนินตรงไปที่หน้าต่าง พระองค์ทรงแย้มพระสรวล(ยิ้ม)พร้อมกับโบกพระหัตถ์ แต่ในแววตาของพระองค์ดูเศร้ายิ่งนัก ผูู้คนที่อยู่เหตุการต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พระองค์ทรงพระสรวลทั้งน้ำตาเหมือนพ่อที่ยังเป็นห่วงลูกๆ พระองค์ทอดพระเนตรโดยกวาดสายตาของพระองค์ไปจนทั่ว เพื่อจะมองพสกนิกรของท่านให้ทั่วถึง จนกระทั้งรถไฟวิ่งจากไปไกลแต่สายตาของพระองค์ก็ไม่ละจากพสกนิกรทุกหมู่เหล่าที่มารอเฝ่าส่งเสด็จเสมือนเป็นลางบอกว่า “พระองค์จะไม่กลับมาสยามอีกแล้ว”

ในระหว่างนี้พระองค์ยังทรงติดต่อราชการกับรัฐบาลผ่านทางผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งยังคงปรากฏข้อขัดแย้งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถหาข้อยุติกันได้ พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะสละราชสมบัติ รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นหนึ่งคณะโดยมีเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการ พร้อมกับหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และนายดิเรก ชัยนาม เดินทางมาเข้าเฝ้าฯ และไกล่เกลี่ยเพื่อกราบบังคมทูลให้เสด็จกลับประเทศไทย แต่การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จพระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ

คำประกาศสละราชสมบัติ

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร

— ประชาธิปก ปร.
จากภาพบน พระบรมฉายาลักษณ์สุดท้ายที่สถานีรถไฟหลวง
จากภาพล่าง คำประกาศสละราชสมบัติ

comment และที่มาจาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=331897036953923&set=a.120142734796022.30235.119437984866497&type=1&theater

  • ความพร้อมยังไม่มี คนส่วนใหญ่ในชาติยังไม่เข้าใจประชาธิปไตย ไม่เข้าใจสิทธิและหน้าที่ จึงเป็นโอกาสให้บุคคลหรือกลุ่มที่อ้างประชาธิปไตยบังหน้ากุมอำนาจและผลประโยช์นของประเทศชาติ คอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์ บังหลวง. แต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน
  • ควรดูเป็นอย่างยิ่ง   ประกาศ คณะราษฏร เมื่อยามเช้าวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
    จัดทำเป็น Full HD.1080 โดย สหาย บอด เก่งทุกเรื่อง

วันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ”กษัตริย์ผู้อาภัพ”(ภาคต่อจาก) คำประกาศ”สละราชสมบัติ”เพื่อประชาชนของพระองค์หลังจากที่พระองค์ประกาศสละราชสมบัติแล้ว ครั้นวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 ก็ได้มาถึงคือเป็นวันสุดท้ายของพระชนม์ชีพของพระมหากษัตริย์ผู้อาภัพของชาติไทย รุ่งอรุณของวันนั้นท้องฟ้าแจ่มใสแสงแดดจ้าอบอุ่นกว่าทุกๆวันจนในตอนเช้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลุกจากพระแท่นบรรทมเสด็จพระราชดำเนินไปตามระเบียงพระตำหนัก แสงแดดจ้า ท้องฟ้าแจ่มและลมเอื่อยๆ เป็นเช้าที่หาได้ค่อนข้างยากสำหรับเมืองอังกฤษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ที่เฉลียงทอดพระเนตรชมสวนเล็กๆที่พระองค์ทรงปลูกเองที่สบายพระทัยกับสมเด็จพระบรมราชินี ไม่มีวี่แววของอาการที่น่าวิตกแต่อย่าใด เมื่อได้เห็นพระอาการของพระเจ้าอยู่หัวสดชื่นกว่าทุกวัน สมเด็จพระบรมราชินีจึงมีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จไปเก็บดอกทิวลิปซึ่งเป็นดอกไม้ที่พระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดมาถวาย สวนดอกทิวลิปนี้อยู่ไกลออกไปจากพระตำหนักที่ประทับต้องเดินทางด้วยรถยนต์พระที่นั่ง

พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงอนุญาต ดังนั้นในเวลา 9.30น. ของวันนั้นสมเด็จพระราชินีและข้าหลวงจึงออกจากพระตำหนักโดยรถยนต์ส่วนพระองค์ที่ทางรัฐบาลอังกฤษจัดถวาย จึงมีเลขทะเบียนพิเศษซึ่งตำรวจจราจรทั้งเกาะอังกฤษจะรู้จักดี เวลานั้นในพระตำหนักมีนางพยาบาลชาวอังกฤษกับพระองค์เจ้าจีระศักดิ์เท่านั้น(พระโอรสบุญธรรม) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จขึ้นตำหนักเข้าบรรทมจนเวลาประมาณ 11 น.เศษ

ณ บัดนั้น อาการพระหทัยพิการของพระเจ้าอยู่หัวได้เริ่มแสดงอิทธิพลขึ้น ขณะพระองค์บรรทมอยู่แต่ลำพังภายในห้อง พระหทัยเต้นอ่อนลง อ่อนลงทุกขณะ และในที่สุดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการช็อค แต่อย่างไรก็ตามก่อนที่จะมีพระอาการช็อค พระองค์ได้ทรงพยายามรวบรวมพระกำลังกดกริ่งเรียกพยาบาลแต่ช้าไปเสียแล้ว พยาบาลได้รีบเข้าไปในห้องพระบรรทมเพื่อถวาย แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของพยาบาลก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้อาภัพของชาติไทยบรรทมหงายพระเนตร์ทั้งสองข้างปิดสนิท และเมื่อพยาบาลเข้าไปจับพระวรกายนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคตเสียแล้ว แต่พระวรกายยังอบอุ่นอยู่

วินาทีนั้นเองนางพยาบาลรีบวิ่งลงมาบอกพระองค์เจ้าจีระศักดิ์ฯ โทรศัพท์ถึง ดร.หลุย เวลเลนส์ นายแพทย์ประจำพระองค์ ความโกลาหลได้บังเกิดขึ้นในพระตำหนัก หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ พระองค์เจ้าจีระศักดิ์ฯ หม่อมมณี รีบรุดขึ้นสู่ห้องบรรทม และประมาณ 20 นาทีต่อมา นายแพทย์ประจำพระองค์ก็มาถึงแต่หมดหนทางที่จะทำการแก้รักษาใดๆ ได้แล้ว นายแพทย์ชราจึงได้แต่คำนับพระบรมศพแล้วก็ถอยห่างออกไปนางพยาบาลจึงจัดการหยิบผ้าคลุมพระพักตร์ ในทันทีนั้นท้องฟ้าก็เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ราวกับสวรรค์ไว้อาลัยต่อพระมหากษัตริย์ผุ้อาภัพ แดดที่สาดแสงจ้าอยู่ก็ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆหนาทึบลมที่โชยเอื่อยอยู่สดุดนิ่ง ในห้องบรรทมเต็มไปด้วยความเงียบสงัดวังเวงอย่างพิกล ในห้องนั้นมีแต่เสียงสะอื้น และธารน้ำตาพระประยูรญาติต่างเข้ากราบพระบาทและร่ำกรรแสง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ครองบัลลังก์เหนือประชาชนกว่าสิบล้านได้สิ้นพระชนม์ลงอย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้างในดินแดนนอกราชอาณาจักรที่พระองค์รักและจากมา

ที่มา  https://www.facebook.com/photo.php?fbid=333934370083523&set=a.120142734796022.30235.119437984866497&type=1&theater

ภาพบนซ้ายคือ พระตำหนัก Compton House ที่ประทับจนสวรรคต

ภาพล่างซ้ายและขวา พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีประทับทอด พระอิริยาบถในสวนหน้าพระตำหนัก

ขอบคุณที่มาจาก(บางส่วน) หนังสือ ชีวิตเหมือนฝัน

มรสุมแห่งชีวิต!..ของราชินี”นอกบัลลังก์”

(ภาคต่อจาก) วันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ”กษัตริย์ผู้อาภัพ”

เมื่อเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ครั้นได้สติจึงพากันรีบโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากตำรวจให้จัดการเรียกรถยนต์พระที่นั่งที่สมเด็จพระบรมราชินีประทับไปเก็บดอกทิวลิปมาถวายพระเจ้าอยู่หัวกลับพระตำหนักโดยด่วน โดยให้ทูลว่ามีเหตุสำคัญเกิดขึ้นแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ณ บัดนั้นเอง ตำรวจจราจรเมืองอังกฤษนายหนึ่งซึ่งเฝ้าคอยดูทะเบียนรถยนต์ พอเห็น Wolesley คันหมายเลข FYT 6 จอดอยู่ก็ปรี่เข้ามาทันที และแจ้งกับข้าหลวงว่าให้ทูลสมเด็จพระบรมราชินีว่าเกิดเหตุสำคัญที่พระตำหนัก ให้รีบเสด็จกลับโดยด่วน สมเด็จพระบรมราชินีพอได้ทรงทราบก็ทรงสังหรณ์พระทัย พระพักตร์ซีดเผือดลงในทันใด และทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่าคงจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพระเจ้าอยู่หัวเป็นแน่ พอกลับรถเรียบร้อยก็ย้อนสู่ทางเก่าฝนก็เทลงมาอย่างหนักสมเด็จพระบรมราชินีพระพักตร์ซีด ขอบพระเนตร์แดงก่ำตรัสอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว

และในที่สุดรถยนต์พระที่นั่งก็เลี้ยวเข้าสู่ประตูพระตำหนัก ณ ที่บันไดใหญ่นั้นเอง พระประยูรญาติได้ยืนรอรับสมเด็จพระบรมราชินีอยู่ ทุกพระองค์เงียบกริบ มีแต่ความเศร้าสลดละเลงอยู่ในพระพักตร์ของแต่ละองค์ ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงัดแม้แต่ลมก็เหมือนถูกสาปหลับนิ่งเงียบไปหมด ท้องฟ้าคงครึ้มลงทันทีทั้งๆที่เป็นเวลาเพียงบ่ายเศษๆ สมเด็จพระบรมราชินีทรงก้าวพระบาทลงจากรถด้วยความอ่อนพระทัย หม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์ฯ รีบเข้าประคองและนำสมเด็จขึ้นบันไดไปบนพระตำหนัก

พระองค์ก้าวพระบาทช้าๆพระพักต์ซีตเนื้อตัวสั่นไปทั้งองค์และเปิดประตูเข้าไป “ในห้องพระบรรทมทอดพระเนตรเห็นพระบรมศพบรรทมหงายอยู่บนเตียง สมเด็จพระบรมราชินีก็มีพระอาการซวนเซหมดพระกำลัง น้ำพระเนตรไหลนองออกมาเป็นสาย ทรงรวบรวมพระกำลังแข็งพระทัยเดินต่อไปให้ถึงเตียงและตรงเข้าทรุดพระองค์ลงกราบและจูบไปที่พระบาท(เท้า)ของพระเจ้าอยู่หัว กรรแสงออกมาดังเสมือนพระทัยของพระองค์จะสูญสิ้นตามพระเจ้าอยู่หัวไป

แต่หลังจากนั้นไม่ถึงสองนาที สมเด็จพระบรมราชินีทรงนิ่งไม่ปริปากตรัสอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว พระองค์ฝืนพระทัยข่มพระอารมณ์ได้อย่างน่าประหลาด ไม่มีคำพูอะไรหรือตัดพ้อใดๆ หลุดออกมาจากพระโอษฐ์เลยแม้แต่คำเดียว หลายท่านที่อยู่ภายในห้องนั้นต้องแอบร่ำไห้พยายามกลั่นใจไม่ให้ร้องออกมาเมื่อเห็นภาพพระราชินีก้มกราบลงกับพื้นและแหงนพระพักต์มองไปที่พระบรมศพ พระชะตากรรมและความขมขื่นที่ได้บังเกิดขึ้นกับพระองค์ครั้งนี้นับว่ายากที่จะอธิบายกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรได้

ภาพซ้ายคือ พระตำหนักที่ประทับและสวนดอกไม้ที่ทั้งสองพระองค์ช่วยกันปลูกและพักผ่อนพระอิริยาบถ

ภาพกลาง ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร

ภาพขวา สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

ขอบคุณที่มาจาก(บางส่วน) หนังสือ ชีวิตเหมือนฝัน

comments และที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=334182726725354&set=a.120142734796022.30235.119437984866497&type=1&theater

  •  สมเด็จพระนางเจ้าท่านทรงน่าเห็นพระทัยมากๆ กลับสู่มาตุภูมิ ก็ ทรงเป็นเพียงพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แม้ว่าจะดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินีก็ตามเนื่องด้วยตอนนั้นประเทศไทยก็ได้มีพระราชินีองค์ใหม่แล้ว
  •  เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ที่ผ่านมาพระองค์สามารถดำรงพระอิสริยยศในตำแหน่งพระราชินีได้อย่างสวยงาม
  • ขอบคุณที่นำความรู้ดีๆๆมาให้ชาวไทยได้รับรู้คะ
  •  อ่านแล้วเศร้ามากค่ะ ขอบคุณแอดมินที่นำความรู้ดีๆมาเผยแพร่ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ
  • ขอบคุณมากค่ะ … ที่นำเรื่องราวมาให้อ่าน ชอบมาก รอติดตามอ่านตอนต่อไปอยู่ค่ะ …
  • ขอบคุณครับ นี่ละชีวิตจริงที่เปรียบว่ายิ่งกว่านิยาย
  •  เศร้ามากคะ เป็นคนชอบประวัติศาสตร์มาก ขอบคุณคะ
  • สิ้นแล้วพระบาทแก้ว มิเห็นแล้วหทัยขวัญ
    สิ้นฟ้ามิเห็นกัน แต่เพียงฝันนิรันดรน์
    จำลาชะตาขาด สิ้นเพียงชาติพระพักต์หมอง
    สิ้นแสงที่เรืองรอง โอ้แสงทองของน้องยา
    ร้องไห้เป็นสายเลือด น้ำตาเหือดมิเห็นว่า
    หทัยแก้วจะกลับมา ร่วมชะตาดังวันวาน
    ส่งพระองค์สู่เมืองฝัน สถิตย์มั่นในเมืองฟ้า
    วันใดสิ้นลมลา จะไปหาพระแสงทอง
  • ท่านทั้งสองพระองค์มีพระคุณต่อปวงชนชาวไทยไม่ยิ่งหย่อนกว่าสมเด็จพระมหากษัตริย์แลสมเด็จพระราชินีพระองค์ใด ท่านเสียสละความสุขและเกือบทุกสิ่งที่ทั้งสองพระองค์ควรจะได้รับ เพียงเพื่อประทานระบอบประชาธิปไตยให้แก่ชาวไทย ขอทั้งสองพระองค์สถิต ณ สรวงสวรรค์ อยา่ได้มีทุกข์ใดกล้ำกราย เทอญ
  • ชีวิตของพระบรมวงศ์ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ละพระองค์มีเรื่องขมขื่นอยู่มากมายนัก ทั้งที่ทรงพระราชทานอำนาจอธิปไตยสู่ประชาชนคนไทยทุกคนตามที่คณะหนึ่งคณะใดเรียกร้อง แต่คณะหนึ่งคณะใดนั้นกลับใช้อำนาจนั้นแก่งแย่งชิงดีกันเองไม่รู้จบสิ้น เป็นเรื่องกัดกร่อนประเทศไทยจวบจนปัจจุบัน พระองค์คงไม่น่าน้อยเนื้อต่ำใจนักที่ต้องทรงสละราชสมบัติ เสด็จฯต่างประเทศอย่างสามัญชน แต่คงรู้สึกเศร้าพระทัยกับการได้ทอดพระเนตรเห็นบ้านเมืองขัดแย้งวุ่นวาย ประชาชนเดือดร้อนถึงเพียงนี้
  • น้ำตาไหลค่ะ…ทั้งสองพระองค์มิได้อาภัพ ทรงอยู่ในใจชาวไทยเสมอ..
  • อยากให้พระบรมราชินีกลับมาทันถวายดอกทิวลิปให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว…อ่านแล้วน้ำตาไหลอีกครั้ง
  • เคยได้อ่านพระราชประวัติพระองค์ท่านทั้ง 2 พระองค์จากหนังสือชีวิตเหมือนฝัน เขียนโดยพระชายาพระองค์ จี พระโอรสบุญธรรมของรัชการที่ 7 อ่านแล้วน้ำตาไหลที่พระองค์ท่านโดนกระทำจากพวกคนที่แสวงหาอำนาจ สิ่งหนึ่งที่ได้เห็นคือพระองค์ท่านทั้ง 2 พระองค์ ทรงมีขันติสูงมาก และทรงอภัยให้กับคนมี่กระทำกับพระองค์
  • เป็นความจริงที่น่าเศร้ามาก ทรงเป็นถึงพระประมุขของชาตแต่ในวาระสุดท้ายของพระชนชีพกลับทรงต้องประทับในที่ที่ไม่ใช่มาตุภูมิของพระองค์เอง
  • ทรงเป็นพระราชินีที่เช้มแช็งมาก !
แผ่นดินร้องไห้ “ถวายพระเพลิง ณ ต่างแดน”</p><br /><br />
<p>(ภาคต่อจาก)มรสุมแห่งชีวิต!..ของราชินี"นอกบัลลังก์"</p><br /><br />
<p>จากนั้นจึงเร่งจัดการกับพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวทันที  สมเด็จพระบรมราชินีจึงสั่งให้จัดการพระบรมศพตามประเพณีไทยเท่าที่จะทำได้  สรงพระบรมศพด้วยน้ำที่ผสมกับน้ำอบไทย  แล้วแต่งองค์พระบรมศพใหม่(ตามพระประสงค์ที่เคยให้ไว้)  โดยให้ฉลองพระองค์ด้วยผ้าสีแดง  และทรงเสื้อชั้นนอกคอปิดสีขาวและหวีพระเกศาให้เป็นวาระสุดท้าย  พระบรมศพอยู่ในท่าพระบรรทมปกติ เป็นงานพระศพที่เศร้าเกินจะบรรยาย ไม่มีการตราสังฆ์ ไม่มีพิธีทางศาสนา  ไม่มีพระบรมโกศ  และพระเศวตฉัตรตามที่พระองค์สมควรจะได้รับ  มีเพียงหีบศพไม้แบบยุโรปคลุมด้วยธงชาติแห่งราชอาณาจักรไทย ครั้นแล้วความมืดก็แผ่ครอบคลุมไปทั่วบริเวณและ พระตำหนักตกอยู่ในความวังเวงเงียบสงัด  ประดุจถูกตัดขาดออกจากโลกแล้ว  </p><br /><br />
<p>ครั้นเก็บพระบรมศพไว้ ณ พระตำหนัก ได้ 5 วัน ก็กำหนดถวายพระเพลิง ณ สุสาน Golders Green แห่งมหานครลอนดอน เวลา 9โมงเศษจึงได้ทำการอัญเชิญหีบพระบรมศพขึ้นสู่รถยนต์พระที่นั่ง มีขบวนรถติดตามเพียง3-4 คันเท่านั้น </p><br /><br />
<p>สมเด็จพระบรมราชินีนั่งน้ำตาคลอพระเนตร เฝ้ามองแต่เพียงรถคันแรกที่มีพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวโดยไม่ละสายพระเนตรไปทางอื่น ทุกคนที่ตามพระบรมศพเงียบงันและบรรยากาศรอบบริเวณนั้นก็สงบนิ่ง  บนท้องฟ้าครึ้มด้วยหมู่เมฆทุกอย่างเงียบสงัด รถแล่นช้าๆ ตามกันมุ่งสู่สุสาน Golders Green  อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเปลี่ยนสภาวะเป็นเถ้าถ่านไปตามกฎธรรมดาของโลก</p><br /><br />
<p>ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงถึงสุสาน Golders Green  ก็ยกหีบพระบรมศพลงจากรถขึ้นสู่เชิงตะกอน จากนั้นก็เริ่มพิธีถวายพระเพลิง  โดยสมเด็จพระบรมราชินีทรงวางดอกไม้ธูปเทียนหลังหีบพระบรมศพเป็นพระองค์แรก ต่อจากนั้นทุกคนก็ทยอยกันเข้าถวายบังคม  วางดอกไม้ธูปเทียน  พระบรมศพค่อยๆ เคลื่อนตามรางเข้าไปทีละน้อยๆ  สมเด็จพระบรมราชินีเฝ้ามองหีบพระศพโดยไม่ละสายตาตราบจนบานประตูหน้าเตาปิดสนิท สมเด็จพระราชินีรีบหลับพระเนตรกลั้นพระทัยไม่ให้กรรแสงแต่ก็เหมือนสายเกินไปเพราะน้ำพระเนตรที่สะสมอยู่ในพระทัยของพระองค์มันมากเกินจะเก็บไว้ได้จึงหลั่งไหลออกมาทันที ทุกคนใจหายหวิววาบไปชั่วขณะ  และน้ำตาที่คลอเบ้าตาอยู่ก็ล้นปรี่ออกมาตามกัน  </p><br /><br />
<p>จากวาระนั้นในพื้นพสุธานี้ก็ไม่มีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกต่อไปแล้ว  จะคงเหลืออยู่ก็แต่พระนามและพระเกียรติคุณเท่านั้นที่พระองค์มีต่อราษฎรของท่าน  และสิ่งสุดท้ายที่ทรงเหลืออีกอย่างหนึ่งก็คือ  พระบรมอัษฐิที่สมเด็จพระบรมราชินีทรงอัญเชิญเข้าสู่พระโกศเล็กๆ ไว้ที่ตำหนักในอังกฤษตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ไว้ว่า</p><br /><br />
<p>“ไม่ต้องเอากลับบ้าน แม้จะเหลือเพียงซากเถ่ากระดูกก็อย่าเอากลับไปให้เขาแสร้งอาลัย ตราบใดที่อำนาจทั้งหมดยังไม่ตกแก่ราษฎรของเรา”</p><br /><br />
<p>แล้วแอดมินจะนำภาคจบมาลงนะครับ เพื่อให้สมาชิกได้อ่านเข้าใจง่ายขึ้นแอดมินจึงขออนุญาติใช้คำสามัญเป็นบางส่วนและเรียบเรียงถ้อยคำเพื่อเพิ่มความสะดวกในการอ่านของสมาชิกครับ ขอบคุณสมาชิกทุกท่าน</p><br /><br />
<p>ภาพด้านซ้าย สุสาน Golders Green แห่งมหานครลอนดอน</p><br /><br />
<p>ภาพด้านขวา พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีประทับพักผ่อนพระอิริยาบถร่วมกัน</p><br /><br />
<p>ขอบคุณที่มาจาก(บางส่วน) หนังสือ ชีวิตเหมือนฝัน </p><br /><br />
<p>(มรสุมแห่งชีวิต!..ของราชินี"นอกบัลลังก์")<br /><br /><br />
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=334182726725354&set=a.120142734796022.30235.119437984866497&type=1&relevant_count=1   แผ่นดินร้องไห้ “ถวายพระเพลิง  ร.7  ณ ต่างแดน”
“ไม่ต้องเอากลับบ้าน แม้จะเหลือเพียงซากเถ่ากระดูกก็อย่าเอากลับไปให้เขาแสร้งอาลัย ตราบใดที่อำนาจทั้งหมดยังไม่ตกแก่ราษฎรของเรา”
ภาพต่อจาก มรสุมแห่งชีวิต!..ของราชินี”นอกบัลลังก์”จากนั้นจึงเร่งจัดการกับพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวทันที สมเด็จพระบรมราชินีจึงสั่งให้จัดการพระบรมศพตามประเพณีไทยเท่าที่จะทำได้ สรงพระบรมศพด้วยน้ำที่ผสมกับน้ำอบไทย แล้วแต่งองค์พระบรมศพใหม่(ตามพระประสงค์ที่เคยให้ไว้) โดยให้ฉลองพระองค์ด้วยผ้าสีแดง และทรงเสื้อชั้นนอกคอปิดสีขาวและหวีพระเกศาให้เป็นวาระสุดท้าย พระบรมศพอยู่ในท่าพระบรรทมปกติ เป็นงานพระศพที่เศร้าเกินจะบรรยาย ไม่มีการตราสังฆ์ ไม่มีพิธีทางศาสนา ไม่มีพระบรมโกศ และพระเศวตฉัตรตามที่พระองค์สมควรจะได้รับ มีเพียงหีบศพไม้แบบยุโรปคลุมด้วยธงชาติแห่งราชอาณาจักรไทย ครั้นแล้วความมืดก็แผ่ครอบคลุมไปทั่วบริเวณและ พระตำหนักตกอยู่ในความวังเวงเงียบสงัด ประดุจถูกตัดขาดออกจากโลกแล้วครั้นเก็บพระบรมศพไว้ ณ พระตำหนัก ได้ 5 วัน ก็กำหนดถวายพระเพลิง ณ สุสาน Golders Green แห่งมหานครลอนดอน เวลา 9โมงเศษจึงได้ทำการอัญเชิญหีบพระบรมศพขึ้นสู่รถยนต์พระที่นั่ง มีขบวนรถติดตามเพียง3-4 คันเท่านั้นสมเด็จพระบรมราชินีนั่งน้ำตาคลอพระเนตร เฝ้ามองแต่เพียงรถคันแรกที่มีพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวโดยไม่ละสายพระเนตรไปทางอื่น ทุกคนที่ตามพระบรมศพเงียบงันและบรรยากาศรอบบริเวณนั้นก็สงบนิ่ง บนท้องฟ้าครึ้มด้วยหมู่เมฆทุกอย่างเงียบสงัด รถแล่นช้าๆ ตามกันมุ่งสู่สุสาน Golders Green อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเปลี่ยนสภาวะเป็นเถ้าถ่านไปตามกฎธรรมดาของโลก

ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงถึงสุสาน Golders Green ก็ยกหีบพระบรมศพลงจากรถขึ้นสู่เชิงตะกอน จากนั้นก็เริ่มพิธีถวายพระเพลิง โดยสมเด็จพระบรมราชินีทรงวางดอกไม้ธูปเทียนหลังหีบพระบรมศพเป็นพระองค์แรก ต่อจากนั้นทุกคนก็ทยอยกันเข้าถวายบังคม วางดอกไม้ธูปเทียน พระบรมศพค่อยๆ เคลื่อนตามรางเข้าไปทีละน้อยๆ สมเด็จพระบรมราชินีเฝ้ามองหีบพระศพโดยไม่ละสายตาตราบจนบานประตูหน้าเตาปิดสนิท สมเด็จพระราชินีรีบหลับพระเนตรกลั้นพระทัยไม่ให้กรรแสงแต่ก็เหมือนสายเกินไปเพราะน้ำพระเนตรที่สะสมอยู่ในพระทัยของพระองค์มันมากเกินจะเก็บไว้ได้จึงหลั่งไหลออกมาทันที ทุกคนใจหายหวิววาบไปชั่วขณะ และน้ำตาที่คลอเบ้าตาอยู่ก็ล้นปรี่ออกมาตามกัน

จากวาระนั้นในพื้นพสุธานี้ก็ไม่มีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกต่อไปแล้ว จะคงเหลืออยู่ก็แต่พระนามและพระเกียรติคุณเท่านั้นที่พระองค์มีต่อราษฎรของท่าน และสิ่งสุดท้ายที่ทรงเหลืออีกอย่างหนึ่งก็คือ พระบรมอัษฐิที่สมเด็จพระบรมราชินีทรงอัญเชิญเข้าสู่พระโกศเล็กๆ ไว้ที่ตำหนักในอังกฤษตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ไว้ว่า

“ไม่ต้องเอากลับบ้าน แม้จะเหลือเพียงซากเถ่ากระดูกก็อย่าเอากลับไปให้เขาแสร้งอาลัย ตราบใดที่อำนาจทั้งหมดยังไม่ตกแก่ราษฎรของเรา”

ภาพด้านซ้าย สุสาน Golders Green แห่งมหานครลอนดอน

ภาพด้านขวา พระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีประทับพักผ่อนพระอิริยาบถร่วมกัน

ขอบคุณที่มาจาก(บางส่วน) หนังสือ ชีวิตเหมือนฝัน

(มรสุมแห่งชีวิต!..ของราชินี”นอกบัลลังก์”)
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=334182726725354&set=a.120142734796022.30235.119437984866497&type=1&relevant_count=1

น่าจะมีการบอกเล่าเรื่องราวของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณนีให้มากกว่านี้ คุณงามความดีของพระองค์ท่านมีมาก ไม่อยากให้คนรุ่นใหม่ลืมสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ ท่านหญิงนาของชาววังในสมัยนั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 24/09/2013 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,205,869 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: