AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

รพ.อุ้มผาง: โค้งสุดท้ายมนุษยธรรม

"ณาตยา แวววีรคุปต์" และทีมงานฉายภาพให้เห็น แม้ว่าโรงพยาบาลอุ้มผางจะมีมาตรการพึ่งพาต­นเองและลดค่าใช้จ่ายอย่างเต็มกำลัง แต่ภาระการดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลเองและก­ารสนับสนุนหน่วยงานปฐมภูมิ เป็นภาระหนักอึ้งที่ต้องแบกรับและดำเนินกา­รอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตลอดไป สวนทางกับงบประมาณที่สามารถเบิกจ่ายได้จาก­ส่วนราชการ เส้นทางสายมนุษยธรรมกับเส้นทางแห่งความอยู­่รอดขององค์กรเอง ดูจะเหมือนเป็นเส้นทางคู่ขนานที่ไม่อาจมีว­ันมาบรรจบกันได้

การก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเชื่อมโยงเ­ส้นทางทั้งสอง มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางไม่มีวัตถุประสงค์­จะปลดเปลื้องหนี้สินที่โรงพยาบาลมีอยู่ หากแต่จะทำให้โรงพยาบาลสามารถให้การช่วยเห­ลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล­จากกองทุนใด ๆ ได้ และใช้จ่ายในส่วนที่เกินจากการสนับสนุนงบป­ระมาณของส่วนราชการ อาทิ ค่าตอบแทนลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเป็นอัตรากำลังสำคัญที่เป็นหัวใจของกา­รดำเนินกิจการโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

ผู้ที่มีจิตศรัทธาจะเป็นส่วนหนึ่งของมูลนิ­ธิฯ สามารถร่วมบริจาคได้ที่


ธนาคารออมสิน สาขาอุ้มผาง


เลขที่บัญชี 020044702783


ชื่อบัญชี “กองทุนก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง”


 


ช่องทางการบริจาคสิ่งของ


ท่านสามารถนำมามอบเอง – ส่งตามที่อยู่ไปรษณีย์ – บริการขนส่งเอกชน  ได้ที่


มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางเพื่อมนุษยธรรม


เลขที่ 159 หมู่ 1 ตำบลอุ้มผาง


อำเภออุ้มผาง


จังหวัดตาก 63170


 


สอบถาม ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  


ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์โทรศัพท์  081-950-0080


เบอร์โทรของหมอวรวิทย์ ผ่านฝ่ายธุรการ เบอร์ 055-561270-2 ต่อ 155


E-mail : umh@umh-foundation.com


Facebook : มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางเพื่อมนุษยธรรม

 

“บางครั้งงานสาธารณสุขก็สร้างสันติภาพได้” 

   ‘คุณหมอวรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ‘ 22 ปี  ที่ รพ.อุ้มผาง

หลักในการทำงานนักศึกษาแพทย์ควรยึดหลักพรหมวิหาร 4 คือ ถ้าเห็นคนอื่นแล้วสงสารจะเกิด “เมตตา” หากได้ช่วยเขาให้พ้นทุกข์เป็น “กรุณา” เมื่อเขาหายทุกข์และมีความสุข เรียก “มุทิตา” แต่เมื่อใดที่ช่วยเขาไม่ได้ก็ต้อง ไม่ทุกข์ไม่เจ็บไปด้วย นี่คือ “อุเบกขา” ที่สำคัญการรักษาคนไข้ต้องพิจารณาที่ความต้องการทางการแพทย์ หรือ Medical need ของเขา 

นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ “หมอตุ่ย” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จ.ตาก 

แม้จะเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ กินเนื้อที่กว่า 4,325 ตารางกิโลเมตร แต่ว่ากันว่า ถ้าไม่มีเพชรเม็ดงามอย่าง “น้ำตกทีลอซู” อยู่ อุ้มผางก็คงไม่ได้เป็นจุดหมายปลายทางของใครหลายๆ คน เพราะการเดินทางนั้นยากลำบากมาก ขณะเดียวกันพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอนี้ก็ยังคงไม่มีถนน และเป็นพื้นที่ป่าดิบชื้นเสียส่วนใหญ่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ก็มีมาก เพราะมีทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือทั้งศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอิสลาม ขณะที่บางชาติพันธุ์ก็ยังนับถือผี

อาจจะแปลกสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับ “คุณหมอตุ่ย” นั้นคุ้นชินแล้ว จนถึงตอนนี้เป็นปีที่ 22 ที่เขาเข้ามาเป็นหมอที่นี่ เพราะตั้งแต่เรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) รุ่น 1 ตั้งแต่ปี 2534 หมอซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ที่ จ.ฉะเชิงเทรา คนนี้ไม่เคยย้ายไปไหน แต่ยังคงก้มหน้าก้มตารักษาคนไข้ทุกคนตั้งแต่เช้าจรดค่ำไปจนถึงดึก และเต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่มากมาย จนทำให้เขาได้รับรางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นมาแล้วถึง 4 รางวัล

หมอวรวิทย์ บอกว่า เขาไม่ได้มีอุดมการณ์ความเป็นแพทย์ชนบทเป็นพิเศษ แต่ที่เลือกอยู่ที่นี่เพราะมีโจทย์ใหม่ให้เขาต้องขบคิด และหาทางแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา อีกส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะคุณหมอวัย 46 คนนี้ยังโสด ไม่มีครอบครัว และไม่มีภาระอะไรมากมาย เพราะฉะนั้นชีวิตที่อยู่ที่อุ้มผางจึงอุทิศให้การทำบุญและช่วยเหลือคนได้เต็มที่

ที่นี่ผมผลิตน้ำมันไบโอดีเซลเพื่อใช้กับรถยนต์ของโรงพยาบาลเอง เพื่อลดค่าใช้จ่าย” หมอวรวิทย์พูด พร้อมกับพาเดินสำรวจโรงผลิตไบโอดีเซลขนาดย่อม ซึ่งตั้งอยู่หลังโรงพยาบาล ภายในมีแกลลอนจำนวนมากสำหรับแยกชนิดของน้ำมัน ว่าชนิดใดสามารถใช้กับรถยนต์กระบะ หรือชนิดใดใช้สำหรับเครื่องปั่นไฟและรถอีต๊อกซึ่งเป็นรถสำหรับส่งต่อคนไข้ที่อยู่ในป่าลึก

ถัดไปไม่ไกล ก็จะพบกับถังหมักก๊าซชีวภาพ สำหรับหมักเศษซากอาหารและขยะภายในโรงพยาบาล เพื่อนำก๊าซที่ได้ไปใช้สำหรับประกอบอาหารในโรงครัว ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อก๊าซของโรงพยาบาล      ขณะเดียวกันกลีเซอรีนจาก ไบโอดีเซลที่โรงพยาบาลผลิตนั้น ก็สามารถนำมาทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาขัดห้องน้ำ และน้ำยาถูพื้น ภายในโรงพยาบาลได้อีกด้วย  ขณะที่ฟากตรงข้ามของโรงผลิตไบโอดีเซลนั้น เป็นอู่ซ่อมรถที่มีเครื่องมือเพียบพร้อมไม่แพ้อู่ขนาดใหญ่ในเขตจ.ตาก เลยทีเดียว โดยรวมๆ แล้ว คุณหมอบอกว่า ในแต่ละปีน่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลไปได้เป็นหลักแสนบาท

หมอวรวิทย์ เฉลยว่า แท้จริงแล้วอาชีพที่เขาใฝ่ฝันจะทำอีกอย่างหนึ่งนอกเหนือจากการเป็นหมอก็คือ การเป็น “วิศวกร” เพราะฉะนั้นโจทย์ยากๆ ที่โรงพยาบาลจึงเป็นบ่อเกิด ทำให้เขาได้คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ เพื่อแก้ปัญหาให้คนอื่นและให้โรงพยาบาลได้ทุกวันงานที่นี่จึงเป็นงานที่ไม่น่าเบื่อเลยแม้แต่วันเดียว

ดูแลทุกคน ทุกเชื้อชาติด้วยมาตรฐานเดียว

ทว่า โจทย์ใหญ่ของการผลิตสิ่งละอันพันละน้อยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งก็คือ ความต้องการที่จะลดค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลจะต้องแบกรับเองในแต่ละปี เพราะงบประมาณที่ลงมาจาก สธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นั้น ไม่เคยเพียงพอสำหรับโรงพยาบาลอุ้มผาง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระหนี้สะสมอยู่ราว 30-40 ล้านบาท

เหตุที่ไม่เพียงพอ ก็ยังเป็นเหตุผลเดียวกับที่หมอวรวิทย์เรียกร้องกับ รมต.จุรินทร์ เมื่อ3 ปีก่อน นั่นคือ สิทธิในการเข้ารับการรักษา โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายนั้น จำกัดเฉพาะคน”สัญชาติไทย” เท่านั้น แม้จะมีการแก้ด้วยมติ ครม.ที่ให้สิทธิกับผู้ที่มีปัญหาด้านสัญชาติเพิ่ม ทว่า คนที่ยังขาดโอกาสก็ยังมีอยู่มากและยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากอัตราการเกิดที่สูงลิบ ขณะเดียวกันชายแดนระหว่าง อ.อุ้มผาง และประเทศพม่านั้น ก็ยังคงมีการสู้รบกันประปราย ทำให้ยังมีผู้ป่วยหน้าใหม่ๆ ข้ามมารักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผางอยู่เสมอ

ด้วยเหตุนี้คนไข้ของคุณหมอวรวิทย์ จึงมีตั้งแต่กะเหรี่ยงที่เป็นวัณโรค เป็นมาลาเรีย หรือ ชาวบ้านที่เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด 2 ข้าง ซึ่งด้วยหลักมนุษยธรรมแล้ว ก็ไม่สามารถจะปฏิเสธผู้ป่วยเหล่านี้ได้

คุณหมอ บอกว่า นี่อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องชดใช้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่กระแส”การพัฒนา” หลั่งไหลเข้าไปในเขตป่าหรือในเขตชนบท ซึ่งเป็นที่พำนักของคนเหล่านี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะให้กลับด้วยการรักษาคนกลุ่มนี้อย่างสุดความสามารถ แม้ว่าจะเบิกค่ารักษาพยาบาลจากรัฐไม่ได้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขของอุ้มผางก็ถือว่าไม่แพ้ใคร เพราะคุณหมอวรวิทย์สามารถผลักดันให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 7 แห่ง สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) 6 แห่ง สุขศาลาพระราชทาน 2 แห่ง และสุขศาลาประจำหมู่บ้าน 13 แห่ง ในฐานะแม่ข่าย สามารถดูแลชาวบ้านจำนวนมหาศาลเขตนี้ได้ นอกจากนี้เขายังข้ามไปสร้างสุขศาลาในประเทศพม่า เพื่อควบคุมป้องกันโรคไม่ให้ข้ามชายแดนมายังเขตของเขาได้อีกด้วย

“ที่นี่อาจจะปฏิบัติต่างจากคนไข้คนละแบบกับโรงพยาบาลอำเภออื่นๆที่เน้นส่งต่อคนไข้เข้าไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลจังหวัด เพราะด้วยความยากลำบากของการเดินทาง ทำให้ผมและทีมแพทย์ที่นี่ทุกคนผ่าตัดเล็กและผ่าตัดใหญ่ด้วยตัวเองทั้งหมด ขณะเดียวกันก็ต้องผลัดเปลี่ยนกันไปดูแลสุขศาลาที่เราสร้างไว้ เพื่อป้องกันโรคให้คนในพื้นที่ห่างไกลด้วย” คุณหมอวรวิทย์ เล่าให้ฟัง

ขณะเดียวกันเมื่อปัญหาเรื่องสัญชาติเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้คนในแถบนี้เข้าไม่ถึงการรับบริการสาธารณสุข โดยตลอด 22 ปีที่ผ่านมา คุณหมอวรวิทย์ เล่าให้ฟังว่า เจอเรื่อง”ดราม่า” เกี่ยวกับสัญชาติจำนวนมาก เช่น อยู่ในไทยมาหลายชั่วอายุคน แต่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ หรือป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้ายแล้ว แต่เพิ่งได้สัญชาติ ทำให้รับการรักษาไม่ทัน หรือไม่กล้าข้ามไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัด เพราะกลัวจะถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม จนอาจไม่มีเงินจ่าย ทำให้หลายรายสุดท้ายต้องเสียชีวิตอยู่ที่ อ.อุ้มผาง นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ คุณหมอวรวิทย์จึงได้มีแนวคิดก่อตั้งคลินิกกฎหมายอุ้มผางเพื่อผู้มีปัญหาสถานะและสิทธิภายใต้ความร่วมมือของสถาบันวิจัยและเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐกับโรงพยาบาลอุ้มผาง โดยมี รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เป็นที่ปรึกษาโครงการ เพื่อลดเรื่องปวดใจเหล่านี้

“เมื่อใดก็ตามที่’เงิน’ และ ‘กฎหมาย’ ยังอยู่เหนือเรื่องของ’มนุษยธรรม’ เมื่อนั้นก็ไม่สามารถเรียกว่า’ระบบสาธารณสุข’ ได้แล้ว หากเราต้องการระบบที่สมบูรณ์แบบ ก็ต้องทลายกำแพงตรงนี้ลงให้ได้มากที่สุด” หมอวรวิทย์ สรุปให้ฟัง

 เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายต่อชีวิตให้คนอื่น

หลายๆ คนที่อาจกำลังถกเถียงเรื่องค่าตอบแทนแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (P4P) ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ แต่สำหรับคุณหมอวรวิทย์แล้ว เรื่องค่าตอบแทนแทบจะไม่มีอุปสรรคอะไรกับเขาเลย เพราะเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่เขาได้รับ ถูกแบ่งออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อให้เด็กในเขตอ.อุ้มผาง มีการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นถึง 10 คน โดยคุณหมอตุ่ยให้ค่ากินอยู่สำหรับเด็กถึงเดือนละ 4,000 บาท

ทั้งนี้ อุ้มผางถือเป็นพื้นที่ทุรกันดารระดับที่ 2 โดยแพทย์ที่อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่ปีที่ 21 ขึ้นไปอย่างคุณหมอวรวิทย์จะได้ค่าตอบแทนไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นบาทและเมื่อเปลี่ยนระบบเป็นP4P แล้ว ก็ยังมีเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเป็นฐานอยู่ราว 6 หมื่นบาทแต่คุณหมอบอกว่า สำหรับคนโสด ไม่มีภาระอะไร เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายก็มากเกินความจำเป็น ยิ่งอยู่ในพื้นที่อย่าง อ.อุ้มผาง ซึ่งอยู่ห่างไกลขนาดนี้แล้ว ยิ่งไม่รู้จะไปใช้ทำอะไร สู้นำไปต่อโอกาสชีวิตให้คนอื่นดีกว่า

คนใกล้ชิดคุณหมอ เล่าให้ฟังว่า ทุกวันนี้แม้ว่าที่ อ.แม่สอด จะมีสนามบิน และมีเที่ยวบินขึ้นลงวันละหลายเที่ยว แต่คุณหมอวรวิทย์ก็ยังเลือกใช้บริการ “รถทัวร์” หากมีภารกิจจำเป็นต้องลงไปที่กรุงเทพฯ เพื่อประหยัดงบประมาณของโรงพยาบาล และจะพูดเสมอว่า โรงพยาบาลอุ้มผางยังมีภาระอีกมาก หากประหยัดได้ ก็ควรจะประหยัด

“มองย้อนกลับไป 22 ปีที่ผ่านมา เรารู้สึกว่าตัวเรามีประโยชน์กับคนอื่นได้ทำให้คนอื่นมีความสุขแค่นี้ชีวิตเราก็ไม่ไร้สาระแล้ว ถ้าคิดแบบนี้ ก็จะทำให้เราทำงานอยู่ในพื้นที่ได้นานขึ้น และยิ่งมีปัญหาให้เราแก้ทุกวัน เราก็มีความสุข คนอื่นๆก็มีความสุข แค่นี้เราก็พอใจ” นพ.วรวิทย์ ทิ้งท้าย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 29 มิถุนายน 2556

ที่มา http://www.hfocus.org/content/2013/06/3723

——————————————————-

โรงพยาบาลอุ้มผาง มนุษยธรรมหรือความอยู่รอดขององค์กร : เส้นขนานที่ยากจะบรรจบ

 (ฉบับเผยแพร่ครั้งแรกในชื่อ “ที่นี่ รพ.อุ้มผาง” จุดประกาย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 สิงหาคม 2554,http://daily.bangkokbiznews.com/detail/20901 )

จันทราภา จินดาทอง
นักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลอุ้มผาง
นักเขียนประจำ Stateless Watch Review

      “ฉะมื่อไม่นึกไม่ฝันว่าแม่จะมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาลเมื่อสองเดือนก่อน แม่สั่งเสียพ่อกับลูกทุกคนเอาไว้แล้ว”

“พวกเราไม่กล้าพาแม่ไปหาหมอตอนมีอาการใหม่ ๆ เพราะแม่เป็นคนไม่มีบัตร แต่แม่ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ฉะมื่อรู้สึกขอบคุณทุกคนที่โรงพยาบาลอุ้มผางค่ะ” คำพูดที่พรั่งพรูด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและแววตาซาบซึ้งของฉะมื่อ เป็นเหมือนแรงผลักดันให้คนทำงานในโรงพยาบาลชายแดนแห่งนี้มุ่งมั่นทำงานกันต่อไป

ฉะมื่อ เป็นบุตรสาวคนที่สองของนางชิชะพอ หญิงปกาเกอญอ(กะเหรี่ยง)อายุ 48 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคไตระยะสุดท้าย เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลอุ้มผางตั้งแต่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 เธอเป็นบุคคลที่กำลังอยู่ระหว่างการสำรวจเพื่อขึ้นทะเบียนบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน (คนเลข 0) จึงไม่ได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลจากกองทุนใด ๆ ทางโรงพยาบาลอุ้มผางทำได้เพียงให้การรักษาทางยา เพราะการฟอกล้างไตมีค่าใช้จ่ายสูงมากกระทั่งวันที่ 23 พฤษภาคม2554 อาการของชิชะพอทรุดหนักจนแพทย์ผู้ดูแลต้องทำการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่สอด เพื่อรับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโรคไต

นายแพทย์พิสิฐ ลิมปธนโชติ แพทย์เฉพาะทางประจำหน่วยไตเทียมของโรงพยาบาลแม่สอด ให้ชิชะพอพักฟื้นเป็นผู้ป่วยในของโรงพยาบาลแม่สอดเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอยู่ราวสองสัปดาห์ จึงทำการเจาะเส้นเลือดบริเวณต้นคอเพื่อฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemodialysis-HD) จากนั้นจึงส่งกลับมารักษาและต้องเดินทางมารับบริการฟอกเลือดที่หน่วยบริการที่มีเครื่องไตเทียมของโรงพยาบาลอุ้มผาง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งๆ ละ 4-5 ชั่วโมง

ในส่วนของค่าใช้จ่ายการเจาะเส้นเลือด ทางโรงพยาบาลแม่สอดแจ้งว่า ไม่สามารถให้การอนุเคราะห์ผู้ป่วยกรณีนางชิชะพอได้ทางโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงยินยอมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว โดยให้เป็นหนี้สิ้นเรียกเก็บมายังโรงพยาบาลแต่ด้วยภาระปัจจุบันของโรงพยาบาลอุ้มผางจึงยังไม่สามารถชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป ราวสามแสนบาทต่อปี

ชิชะพอ เป็นเพียงตัวอย่างเดียวของคนไข้จำนวนสามหมื่นกว่าคนที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุ้มผาง โดยไม่มีหน่วยงานใดเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ปี 2534 แพทยศาสตร์บัณฑิตหนุ่ม รุ่นที่ 1 จากคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เดินทางละทิ้งความเจริญในเมือง เพื่อมาเป็นแพทย์ใช้ทุน งานเวชปฏิบัติทั่วไปที่โรงพยาบาลอุ้มผาง ซึ่งขณะนั้นเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง

นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ เล่าถึงเรื่องราวครั้งนั้นว่า “แพทย์รุ่นพี่ ๆ ที่อยู่มาก่อน และกำลังจะไปเรียนและผมมาอยู่แทนบอกว่า อุ้มผางอยู่แล้วเหงาเพราะมันเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงหญ้างอก แล้วก็จริงซะด้วย สองสามเดือนแรก เหงาและทุกข์มาก อยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในเมือง”

“แต่พอเลี้ยวไปอีกทาง ทำให้เจอกับความสงบ มีสติ คิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัว เงยหน้าจากเรื่องราวของตนเองหันไปมองผู้อื่น จึงได้เห็นว่า คนไข้ เขาเจ็บป่วย ทุกข์ทรมานกว่าเรามากมาย เขาด้อยโอกาสทุก ๆ ด้าน เราช่วยเขาได้แค่รักษาจากโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น ผมก็เลยทำงานต่อมาเรื่อย ๆ จากตอนนั้นจนถึงวันนี้ก็ยี่สิบปีมาแล้วครับ”

ด้วยวิสัยทัศน์ดังกล่าวของนายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ หมอตุ่ย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง ทำให้การดำเนินกิจการของโรงพยาบาล มีนโยบายชัดเจนว่า ต้องให้บริการแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่ได้เลือกว่าเขาจะเป็นคนสัญชาติใด เชื้อชาติไหนอย่างเท่าเทียมกัน

แม้กระทั่งการดูแลด้านการศึกษาของเด็กและเยาวชนอุ้มผาง หมอตุ่ยเองก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่ง จึงนำรายรับของตนเองที่นอกเหนือจากเงินเดือน อาทิ เงินเหมาจ่าย เงินประจำตำแหน่ง จัดตั้งเป็นเงินทุนการศึกษาสำหรับเด็ก ปัจจุบันมีเด็กที่จบการศึกษาไปแล้วจำนวน 8 คน และกำลังศึกษาอยู่อีก 8 คน

3

 ภารกิจทางมนุษยธรรมของโรงพยาบาลอุ้มผาง ยังคงดำเนินต่อเนื่องมา ในขณะที่ประชากรของทั้งอำเภอตามทะเบียนราษฎรมีเพียง 28,000 คนเศษ แต่ด้วยความที่อำเภออุ้มผางมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศพม่ายาวถึง 180 กิโลเมตร ทำให้มีพี่น้องชาติพันธุ์ คนไทยเสมือนไร้สัญชาติ ที่รอการพิสูจน์จุดเกาะเกี่ยวกับรัฐไทยกลายเป็นประชากรแฝงซึ่งไม่มีเลขประจำตัวประชาชน  รวมถึงราษฎรในหมู่บ้านตามตะเข็บชายแดน  ตลอดจนประชากรในศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านอุ้มเปี้ยม และศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านนุโพ มาเข้ารับบริการจากโรงพยาบาลอุ้มผาง ทำให้การรับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล แม้มีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2544 และ ความพยายามในการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขตามหลักนโยบายหลักประกันสุขภาพ โดยมีกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ ตามมติครม. เดือนมีนาคม 2553 เข้ามาช่วย คนเหล่านี้ซึ่งจำนวนมากเป็นกระเหรี่ยงดั้งเดิมติดพื้นที่มาเนิ่นนาน เมื่อยังไม่สามารถพิสูจน์จุดเกาะเกี่ยวได้ก็ยังคงรอดหลุดไปใน “ช่องว่าง” นั้น ส่งผลให้รายรับของโรงพยาบาลอุ้มผางสวนทางกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้น จนกระทั่งประสบภาวะหนี้สินและค่าใช้จ่ายสังคมสงเคราะห์สูงขึ้นสะสมเรื่อยมาจนยอดล่าสุดในปี 2553 อยู่ที่ราว 36,000,000 บาทเศษ

ค่าใช้จ่ายหลักอีกส่วนที่จำต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ของสถานบริการสาธารณสุขก็คือ ค่ายาและเวชภัณฑ์ ซึ่งไม่เพียงใช้ในโรงพยาบาล แต่ยังสนับสนุนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) 7 แห่ง สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) 6 แห่ง สุขศาลาพระราชทาน 2 แห่งและสุขศาลาประจำหมู่บ้าน 13 แห่งในฐานะแม่ข่าย ทำให้โรงพยาบาลอุ้มผางมีค่าใช้จ่ายด้านยาและเวชภัณฑ์ในปีงบประมาณ 2552 อยู่ที่ 9,273,567.05.- บาท ปีงบประมาณ 2553 11,808,275.07.- บาท และ ปีงบประมาณ 2554 (ยังไม่หมดปีงบฯ) 10,035,139.03.- บาท ตามลำดับ

นายเทวฤทธิ์ ประเพชร เภสัชกรชำนาญการ หัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน กล่าวถึงความพยายามที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลด้วยการรณรงค์ให้ผู้ป่วย โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด นำยาเดิมที่แพทย์สั่งกลับมาที่โรงพยาบาลทุกครั้งที่มีการนัดหมาย เพื่อลดการจ่ายยามากเกินไปเพราะยาที่ผู้ป่วยได้รับคราวก่อนแต่ยังใช้ไม่หมด ซึ่งหากเก็บไว้นานจะหมดอายุการใช้งานกลายเป็นยาขยะ

แม้จะมีมาตรการลดค่าใช้จ่ายด้านยาและเวชภัณฑ์ลงดังกล่าว งบประมาณค่ายาก็ยังคงสูงและไม่สามารถหาเงินมาชำระแก่บริษัทยาได้โดยเฉพาะในช่วงใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณเกือบทุกปี นางวิภาดา ดิษฐ์เย็น นักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลงบประมาณในส่วนนี้กล่าวถึงภาระที่ต้องผ่อนผันกับบริษัทยาว่า “เกือบทุกปีเราจะมีหนี้สินกับบริษัทยา พอจำนวนหนี้สินเพิ่มขึ้น ทางบริษัทจะโทรศัพท์มาเตือนให้ชำระหนี้คงค้างเสียก่อน แล้วค่อยสั่งยาล็อตใหม่” “ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เราจะรีบทำการเคลียร์ให้หลังจากตัดหนี้สินพวกค่าตอบแทนเพื่อให้มีคนทำงานต่อไปเรียบร้อยแล้ว” “บางทีก็เหนื่อยและท้อมากเหมือนกันค่ะ แต่พอคิดถึงว่าคุณหมอตุ่ยเหนื่อยกว่าพวกเรามาก ก็เลยยังคงทำหน้าที่ต่อไป”

4

ด้วยความที่อำเภออุ้มผางเป็นอำเภอที่อยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอเมืองมากที่สุดในประเทศไทย คือมีระยะห่างถึง 247กิเมตร ความห่างไกลเชิงคมนาคมดังกล่าว ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อำเภออุ้มผางมีราคาขายสูงกว่าที่อื่น ๆ เมื่อรวมค่าขนส่งแล้ว

การพึ่งพาตนเองจึงเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในการบริหารงาน แขกที่มาเยือนโรงพยาบาลอุ้มผางแล้วมีโอกาสไปเยี่ยมชมการทำงานของฝ่ายยานพาหนะ หลายคนจะรู้สึกแปลกใจที่บรรยากาศของโรงจอดรถที่นี้แตกต่างจากโรงจอดรถของโรงพยาบาลทั่วไป

สภาพรถทั้งเก่าและใหม่ที่จอดเรียงราย ทุกคันล้วนแต่มีพนักงานขับรถของโรงพยาบาลอุ้มผางดูแลรับผิดชอบ นอกเหนือจากบำรุงดูแลตามปกติ เช่น เติมลมยาง เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เป่ากรอง ฯลฯ รถบางคันยังจอดซ่อม ปะ ผุ พ่นสี โดยไม่ต้องพึ่งพาอู่ซ่อมรถภายนอกซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง

บริเวณใกล้กับห้องพักเวรของฝ่ายยานพาหนะ กั้นเป็นห้องติดตั้งเครื่องจักรสำหรับผลิตน้ำมันไบโอดีเซล จากน้ำมันพืชใช้แล้ว น้ำมันไบโอดีเซลที่ได้มา ใช้สำหรับเติมเครื่องปั่นไฟในยามที่มีการออกพื้นที่นอกโรงพยาบาลของฝ่ายทันตกรรมชุมชน ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพชุมชน รวมทั้งใช้เติมรถอีต๊อก (เครื่องรถไถยนต์ดัดแปลงต่อตัวถังสำหรับบรรทุกคนไข้) เพื่อใช้รับส่งผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลซึ่งรถยนต์ไม่สามารถเข้าถึง โดย ผู้ทำการรวบรวมน้ำมันเหลือจากการทำกับข้าวของโรงครัวโรงพยาบาล รวมทั้งติดต่อขอซื้อและรับบริจาคน้ำมันใช้แล้วจากแม่ค้าในตลาดเพื่อเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันไบโอดีเซล คือ นางสาวจีรนันท์ เวชกิจ นักโภชนากรประจำโรงพยาบาล ซึ่งกล่าวว่า “รู้สึกภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไข้ที่อยู่ห่างไกล แม้จะไม่ได้ช่วยรักษาพยาบาล ดูแลเหมือนหมอหรือพยาบาล แต่ก็เป็นการช่วยเหลือทางอ้อม”

5

แนวคิดเรื่องการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถานบริการปฐมภูมิในพื้นที่อุ้มผางเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ ที่ดำเนินการด้วยความเชื่อมั่นว่า หากสถานบริการปฐมภูมิที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดอยู่ในสถานะอันเป็นที่พึ่งพาให้กับคนป่วยที่อาการไม่หนัก รวมถึงงานส่งเสริมสุขภาพ เช่น ฉีดวัคซีนงานดูแลหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอด งานดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ก็จะช่วยลดภาระการดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวของโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี

โรงพยาบาลอุ้มผางจึงให้การสนับสนุนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) 7 แห่ง สถานบริการสาธารณสุขชุมชน (สสช.) 6 แห่ง สุขศาลาพระราชทาน 2 แห่งและสุขศาลาประจำหมู่บ้าน 13 แห่ง ในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นนอกเหนือจากงบประมาณของราชการ สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์ การซ่อมบำรุงยานพาหนะและน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนระบบการติดต่อสื่อสารซึ่งจำเป็นมากในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก ปัจจุบันระบบโครงสร้างพื้นฐานและการสื่อสารดำเนินการอย่างครอบคลุมทุกสถานบริการทั่วทั้งพื้นที่อำเภออุ้มผาง

6

นอกเหนือจากมาตรการพึ่งพาตนเองดังที่กล่าวมาแล้ว โรงพยาบาลอุ้มผางยังมีความร่วมมือกับภาคประชาสังคมอื่น ๆ เช่น โครงการอุ้มผางศึกษา เพื่อสำรวจปัญหาสถานะและสิทธิของคนในพื้นที่อำเภอออุ้มผางและพัฒนาไปสู่การเป็นคลินิกกฎหมายอุ้มผาง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ,คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้านสิทธิและสถานะบุคคลของผู้ไร้สัญชาติ ไทยพลัดถิ่น ผู้อพยพ และชนพื้นเมือง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก, สถาบันวิจัยและพัฒนาเพื่อเฝ้าระวังสภาวะไร้รัฐ และโครงการบางกอกคลินิกเพื่อให้คำปรึกษากฎหมายด้านสถานะและสิทธิบุคคล

การร่วมเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลนำร่องโครงการจดทะเบียนการเกิดแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักบริหารการทะเบียนราษฎร สนับสนุนโดยองค์การยูนิเซฟ เพื่อติดตามการจัดทำสูติบัตรอันเป็นต้นทางของปัญหาความไร้สถานะของบุคคล เมื่อทราบสถานะบุคคลที่ชัดเจนของคนไข้ โรงพยาบาลจะได้ติดตามสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องต่อไป

ถึงแม้ว่าโรงพยาบาลอุ้มผางจะมีมาตรการพึ่งพาตนเองและลดค่าใช้จ่ายอย่างเต็มกำลัง แต่ภาระการดูแลผู้ป่วยของโรงพยาบาลเองและการสนับสนุนหน่วยงานปฐมภูมิ เป็นภาระหนักอึ้งที่ต้องแบกรับและดำเนินการอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ตลอดไป สวนทางกับงบประมาณที่สามารถเบิกจ่ายได้จากส่วนราชการ เส้นทางสายมนุษยธรรมกับเส้นทางแห่งความอยู่รอดขององค์กรเอง ดูจะเหมือนเป็นเส้นทางคู่ขนานที่ไม่อาจมีวันมาบรรจบกันได้

การก่อตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง จึงน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะเชื่อมโยงเส้นทางทั้งสอง มูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผางไม่มีวัตถุประสงค์จะปลดเปลื้องหนี้สินที่โรงพยาบาลมีอยู่ หากแต่จะทำให้โรงพยาบาลสามารถให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนใด ๆ ได้ และใช้จ่ายในส่วนที่เกินจากการสนับสนุนงบประมาณของส่วนราชการ อาทิ ค่าตอบแทนลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งเป็นอัตรากำลังสำคัญที่เป็นหัวใจของการดำเนินกิจการโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

http://www.statelesswatch.org/autopagev4/show_page.php?topic_id=358&auto_id=2&TopicPk

 

One comment on “รพ.อุ้มผาง: โค้งสุดท้ายมนุษยธรรม

  1. Pranee
    18/11/2015

    ชีวิตที่เหลืออายุราชการอีก 10 ปี..อยากไปทำงานที่ร.พ.อุ้มผางและใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ทำงานกับชีวิตที่แตกต่างกว่าในเมืองและหลีกลีความสับสนในเมืองไปอยู่กับการทำงานมากๆและใช้ชีวิตเงียบๆสงบๆห่างจากสิ่งแวดล้อมเก่าบ้าง.เผือจะลืมและชีวิตอาจจะมีพลังการทำงานมากกว่าสิ่งแวดล้อมเดิมๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 26/09/2013 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: