AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ตุ๊กติ๊ก ตุ๊บปอง —- เด็กหลังห้อง ( อ่านสักนิดนะครับ…คุณครู…)

 

“ลูกเป็นเด็กหลังห้อง”

 

แม่ที่น่ารักท่านหนึ่งปรึกษาว่า ลูกชายอายุ 6 ขวบกว่า เรียนอยู่ชั้น ป.1 ตอนเปิดภาคเรียนลูกนั่งเรียนอยู่กลางห้อง แต่เพราะลูกไปตีเพื่อน จึงถูกย้ายกลายเป็นเด็กหลังห้องมาโดยตลอด แม่ไม่อยากมีเรื่องราวจึงปล่อยไปเพราะคิดว่านั่งตรงไหนก็ได้..ไม่เป็นไร

แต่ที่เป็นปัญหา คือ..
ลูกไม่ยอมเขียน ไม่ยอมจดข้อความที่ครูเขียนบนกระดาน ทำงานที่ครูมอบหมายเสร็จหลังเพื่อนทุกครั้ง บางครั้งนั่งทำงานจนข้ามคาบเรียนไปวิชาอื่น ครูมาจี้พร้อมบอกว่าถ้าไม่ทำงานที่ครูสั่ง จะให้กลับไปเรียนอนุบาล 3 ลูกจึงยอมทำจนเสร็จ..เป็นอย่างนี้ประจำ

ตอนนี้..ลูกกลายเป็นคนผิดประจำห้อง บางครั้งเล่นกับเพื่อน ด้วยความซน ก็อาจมีกระทบกระทั่งเพื่อนบ้าง ตอนเย็นไปรับลูก จะมีเพื่อนๆ ของลูกมาฟ้องแม่ประจำว่า ลูกทำเพื่อนคนนี้บ้าง คนโน้น

ครูเล่าให้ฟังว่า..
เวลาอยู่ในห้องลูกจะชอบนั่งเหลาดินสอ หรือหั่นยางลบเป็นประจำ จนทำให้แม่เครียด เพราะตอนนี้ลูกกลายเป็นตัวตลกของห้องไปแล้ว..สงสารลูกมาก ตอนนี้กลุ้มมากเลย

แต่ตอนอยู่บ้าน ลูกชอบอ่านหนังสือ..อ่านได้ เขียนได้ พอแม่อ่านหนังสือนิทานลูกจะวิ่งเข้ามาหาทันที ให้เล่นเกมพวกเชาว์ปัญญา วาดรูประบายสีลูกก็จะนั่งได้เป็นชั่งโมงเลย บางครั้งจะมาขอเล่นเองด้วย ลูกชอบภาษาอังกฤษมาก..ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้น

เรื่องนี้..คนที่น่าเห็นใจที่สุด คือ ลูกชาย
ลูกกำลังส่งสัญญาณว่า “ขอที่คืน
การที่ลูกเคยเป็นเด็กกลางห้อง แต่ต้องกลายเป็นเด็กหลังห้อง..ลูกไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นหรอก อย่าลืมนะว่าลูกอายุแค่ 6 ปีเท่านั้น..จะให้มาเข้าใจอย่างที่ผู้ใหญ่เข้าใจ..ไม่ได้

เรื่องนี้ลูกยังเล็กจึงดูแล และปกป้องตัวเองไม่ได้
แม่ต้องเป็นคนดูแลและปกป้องลูก แต่ต้องทำอย่างไม่เสียกิริยา..เรียกร้องอย่างพอเหมาะ พอควร..ด้วยเหตุ ด้วยผล ที่สำคัญ คือ จะทำอะไรก็ตาม ต้องทำอย่างพ้นจากอารมณ์ขุ่น ปราศจากอารมณ์เคือง

เด็กทุกคนอยากเป็น “เด็กในสายตา” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะในสายตาครู หรือสายตาพ่อแม่
ยิ่งเด็กวัยประถม..อายุ 6 – 12 ปีนี่นะ “รักครู” มากๆ ครูให้ทำอะไร เด็กแทบจะถวายหัวทำให้ เพียงเพื่อเอาอกเอาใจครู อยากเป็นคนที่ครูรัก อยากเป็น “เด็กในสายตาครู” ..
การที่ครูให้เด็กไปอยู่หลังห้อง จึงเป็นการทำร้ายเด็กอย่างรุนแรงโดยที่ครูไม่รู้ตัว

จริง ๆ แล้ว..
ครูควรเป็น “ผู้จัดการห้องเรียน” เป็นคนดูแลกฏกติกาของห้องเรียน เป็นคนที่ต้องอบรมบ่มสอนเด็ก
เมื่อเด็กทำผิดคิดพลาด ครูต้องสอนด้วยท่าทีที่สุภาพ อย่างเข้าอกเข้าใจ ให้โอกาสและอยู่ข้างเด็กทุกคน ไม่ใช่ไล่เด็กที่ทำผิดคิดพลาดให้ไปไกลๆ ตัว

นี่คือจุดที่น่าห่วงใยครูไทยทั่วประเทศ
เด็กเรียนดี เด็กเรียบร้อยมักเป็น “เด็กในสายตา” ของครูตลอดมา เพราะครูส่วนใหญ่ รักเด็กที่เรียนดี รักเด็กที่เรียบร้อย..อยากสอนแต่เด็กเก่ง ๆ ที่มีทุนทางชีวิตดีอยู่แล้ว ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ ครูไม่จำเป็นต้องพะเน้าพนอมาก..เพียงให้ความสนใจในระยะที่พอสมควร เด็กกลุ่มนี้ก็ไปได้ เรียนได้ และเรียนดีแล้ว เพราะมีความพร้อมเป็นพื้น
และครูส่วนใหญ่นี่แหละ มักปฏิเสธที่จะสอนเด็กเรียนช้า เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม เมื่อปฏิเสธแล้วก็เลยดูแลอย่างห่างเหินเมินหมาง ทั้งๆ ที่ควรจะดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแลอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความเมตตา อย่างรักใคร่ ด้วยความใยดี ทำทุกวิถีทางในเชิงบวก ให้เด็กที่ทีความพร่อง ให้มีความพร้อม เพื่อที่จะสร้างทุนทางชีวิตให้เด็กมมากขึ้น และให้ดีพอ ๆ กับเด็กกลุ่มที่เก่ง กลุ่มที่ดี
เด็กที่ถูกหมายหัวว่า เรียนไม่ดี เกเร ขี้เกียจ และพฤติกรรมไม่ดีในสายตาครูจึงเป็น “เด็กนอกสายตา”ของครูตลอดมา..

แม่คงต้องขอพบและพูดคุยกับครู ว่า..

1.   “ขอที่คืนให้ลูกเถิด”..อย่าทำร้ายเด็กอย่างนี้เลย
ลูกส่งสัญญาณมานานแล้วว่า “ไม่ยอมรับการสูญเสีย” ที่นั่งของตน
สัญญาณที่ชัดเจนแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ “ไม่ธรรมดา” เช่น ไม่ยอมเขียน ไม่ยอมจดข้อความที่ครูเขียนบนกระดาน ทำงานที่ครูมอบหมายเสร็จหลังเพื่อน ทำงานช้า ชอบนั่งเหลาดินสอ หรือหั่นยางลบ

เรื่องอย่างนี้..
ครูแก้ไขได้โดยให้เด็กอยู่ใกล้ ๆ ตัว ไม่ใช่ผลักเด็กออกจากอก
ครูต้องให้เด็กอยู่ในสายตา ให้เด็กมาเป็นผู้ช่วยหยิบนั่น ทำนี่ ดูแลเพื่อนๆ ในบางเรื่อง..หรือทำอะไรก็ได้ที่ต้องอยู่ใกล้ๆ ครู

เมื่อเด็กได้ที่นั่งคืน ได้ใกล้ชิดครู ได้ช่วยเหลือครู ได้ดูแลเพื่อนและกลับมาเป็น “เด็กในสายตาครู” เด็กจะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

2.   ขอร้องครูอย่าขู่เด็กเป็นอันขาด
ลองนึกดูดีๆ นะว่า ถ้าคนที่เราไม่รู้จักมาบอกให้เราไปห่างๆ เราอาจจะแปล๊บๆ ที่ความรู้สึก แล้วก็จางคลายหายไป เพราะคนๆ นั้นมีค่าเพียง “คนที่ไม่รู้จัก”
แต่ถ้าคนที่เรารัก มาไล่ให้เราไปห่างๆ นี้ มันสุดแสนจะเจ็บปวดนะ เจ็บปวดมากด้วย เพราะเขามีค่าแห่งการเป็น “คนที่รัก”

ส่วนเรื่องแก้ไขพฤติกรรมที่เล่นกับเพื่อนแรงไปนั้น เชื่อว่า เมื่อเด็กกลับมาเป็นคนในสายตาครูเมื่อไหร่..เมื่อนั้นพฤติกรรมนี้จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป

โดยที่ครูต้องสร้างกติกาว่า เล่นกับเพื่อนได้..แต่ต้องทำตามกติกา 3 ข้อ คือ
1.  การเล่นนั้นต้องไม่ทำร้ายตัวเอง..ไม่ทำให้ตัวเองได้รับความเจ็บปวดหรือเสียหาย
2.  การเล่นนั้นต้องไม่ทำร้ายคนอื่น..ไม่ทำให้คนอื่นได้รับความเจ็บปวดหรือเสียหาย
3.  การเล่นนั้นต้องไม่ทำร้ายสิ่งของ..ไม่ทำให้สิ่งของได้รับความเสียหาย

ที่สำคัญที่สุด คือ..
ต้องรีบดึงพฤติกรรมของลูกออกจากการนั่งเหลาดินสอ หรือหั่นยางลบโดยเร็ว..อย่าให้ลูกอยู่ในภาวะอย่างนี้นาน ๆ ..มันไม่ดี

พฤติกรรมอย่างนี้ แสดงให้เห็นว่า ลูกกำลังเครียด ซึ่งความเครียดนอกจากจะทำให้สมองเด็กเรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้ไม่ได้แล้ว ยังทำร้ายจิตใจ และการสนใจใฝ่รู้ของเด็กอย่างรุนแรง แม่ต้องบอกให้ครูเบี่ยงเบน ดึงความสนใจของเด็กออกมาให้ได้ ให้ทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ที่ไม่ทำให้ลูกต้องมานั่งเจ่าจุก..เครียดและเคว้งคว้างทางความรู้สึกอยู่อย่างนี้

ขอย้ำว่า..
เด็กวัยนี้ “รักครู” มาก ดังนั้นครูจึงต้องใช้ความรักมาแก้ปัญหา ไม่ใช่ตำหนิ กล่าวโทษ หรือบ่นก่นว่าเด็ก เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกผิด..จึงแสดงออกด้วยการไม่ทำอะไรเลย..อย่างนี้ไง

แม่สอนเสมอว่า..
เมื่อลูกพบปัญหาและอุปสรรคใดๆ ก็ตาม แม่ต้องเป็นหลักใจให้ลูกได้ยึด
      เมื่อความรู้สึกของลูกล้มเหลว..แม่ต้องเป็คนกอบเกื้อเอื้อหนุนให้ลูกยืนขึ้นมาให้ได้
     ถ้าลูกปกป้องตัวเองไม่ได้..แม่ต้องชี้แนะแนว แล้วให้ลูกลองลุกขึ้นมาปกป้องตนเองก่อน

     ต่อเมื่อไม่ได้จริงๆ    แม่นั่นแหละที่จะเข้าไปจับมือลูก ให้ลงมือทำไปพร้อมๆ กัน จนกว่าความมั่นใจของลูกจะกลับฟื้นคืนมา

แม่สอนลูกจึงรู้
แม่ทำให้ดู  ลูกจึงเห็น..แล้วทำด้วยตัวเองเป็นอย่างคำแม่สอนสั่งให้อยู่อย่างมีความสุข
รักแม่เป็นที่สุด

  •  เห็นด้วยกับพี่ตุ๊บปอง แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องอย่าคิดเองเออเองด้วยนะครับ ไปพบครูแล้วฟังรายละเอียดจะได้เคลียร์กันไปและเริ่มใหม่ทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าครูยังไม่เคลียร์ เราต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงว่าลูกเราสมาธิสั้นหรือไม่ มิฉะนั้นจะมีปัญหาระยะยาวเพราะเคยพบมาแล้วกับพ่อแม่ที่มีลูกสมาธิสั้นแล้วไม่ยอมรับความจริง ส่งผลเสียให้ลูกในระยะยาวไปอย่างน่าเสียดาย    ไม่มีคำว่าเสียหน้าถ้าทำให้ลูกของเรากลับมาเป็นเด็กปกติ ใช้เวลาไม่มาก เด็กบางคนต้องใช้ยาช่วยบ้าง แต่ส่วนใหญ่ไม่นานเด็กสมาธิสั้นจะกลับมาเป็นปกติ    ถ้าไม่แน่ใจต้องพาไปพบผู้เชียวชาญก่อนนะครับ จะได้สบายใจทั้งสองฝ่าย เพราะเด็กสมาธิสั้นจะไม่รับรู้ถึงความผิดปกติของตัวเอง แก้ไขเองไม่ได้ครับ
  •  เรื่องเด็กใน-นอกสายตาครูนี่เป็นปัญหาของการศึกษาไทยจริงๆค่ะ ยิ่ง รร. ที่มีจำนวนเด็กต่อครูมาก ยิ่งพบปัญหาการดูแลไม่ทั่วถึง ทำให้ศักยภาพเด็กลดลงโดยที่ผู้ใหญ่อาจรู้ไม่เท่าทันด้วยซ้ำ สงสารเด็กจังค่ะ อยากให้ปรับระบบการศึกษาใหม่จริงๆ เอาใจช่วยแม่ๆลูกๆนะคะ
  • น่าสงสารเด็กน้อย จริงอย่างที่พี่ปองบอกค่ะว่าเด็กวัยนี้รักครูเป็นที่สุด ครูบอก ครูสั่งอะไร ต้องทำตามนั้นเป๊ะๆ เพื่อที่จะได้เป็นเด็กในสายตาครู เอาใจช่วยคุณแม่ท่านนี้นะคะ ขอให้แก้ไขปัญหานี้ให้น้องได้สำเร็จในเร็ววัน
  • เห็นด้วยอย่างที่สุดค่ะ..การผลักไสเด็กไม่ใช่การแก้ปัญหา…เคยเจอกับตัวเองเลยค่ะ น้องต่อต้านโดยไม่สนใจมากขึ้น แต่โชคดีที่ได้มีโอกาสคุยกับคุณครูผู้สอนและช่วยแก้ไขปัญหาโดยการชวนน้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น หลังจากนั่นน้องตั้งใจและสนใจมากขึ้นเลยค่ะ โชคดีที่คุณครูรับฟังและช่วยปรับแนวทางค่ะ
    เด็กในสายตาครู…เป็นเรื่องจริงเลยค่ะ ถ้าครูสนใจเด็กและเห็นเค้าอยู่ในสายตา เด็กจะมีความสุขมากเลยค่ะ
  • อ่านแล้วเจ็บปวดหัวใจแทนเด็กตัวน้อยที่มีหัวใจเปราะบางมากค่ะพี่ปอง ขอบพระคุณมากค่ะ ทำให้หัวใจของตัวเองอ่อนโยนและเข้าใจลูกมากขึ้นเลยค่ะ
  •  เด็กวัยนี้รักและเชื่อฟังคุณครูมากกว่าพ่อ-แม่ ยืนยันได้ว่าใช่เลย พี่เคยเป็นครูเด็กเล็ก ถ้าผู้ปกครองอยากให้เด็กทำอะไรหรือเป็นอย่างไรก็จะแอบบอกครูโดยไม่ให้เด็กรู้ ซึ่งผลก็เป็นไปตามทีาคาดหวัง ทั้งครูกับผู้ปกครองต้องมีวิธีและมีความรักเด็กเป็นสำคัญไม่ใช่เพียงเพราะหน้าที่ ยากนะคะ แต่เมื่อสำเร็จแล้วภูมิใจมาก
  • อ่านแล้วแอบน้ำตาซึม เพราะลูกสาวก็โดนมาแบบนี้เช่นกัน (ประถม 3) จากเด็กที่เรียนดี จากเด็กที่มีกิจกรรมร่วมกับโรงเรียน กลายเป็นเด็กที่ครูบอกว่า “มีปัญหา” บ้างล่ะ “พ่อแม่ไม่เอาใจใส่” บ้างล่ะ “ไม่มีความรับผิดชอบ” ซึ่งเหมือนครูหมายหัวไว้แล้ว พ่อแม่เองกำลังหาวิธีแก้ไข แต่ที่แย่คือ ครูไม่ได้ให่ความร่วมมือค่ะ ก็ยังไม่รู้ว่าการย้ายโรงเรียนจะเป็นทางออกที่ดีหรือไม่ค่ะพี่ปอง
  • เห็นด้วย ค่ะทั้งพ่อแม่ และครูต้องร่วมมือกัน เหนื่อยเบื้องต้นแต่สำเร็จงดงามค่ะ
  • ที่โรงเรียนลูกสาว คุณครูจะผลัดเปลี่ยนที่นั่งทุกอาทิตย์ค่ะ คนคุยเยอะโดนจับไปนั่งคู่คนคุยน้อยๆ จะได้ตั้งใจเรียนขึ้นหน่อย นักเรียนในห้องก็ไม่มากไป ไม่เกิน20คน คุณครูสังเกตเด้กได้ทั่วถึงค่ะ และมีเวลาสื่อสารกับผู้ปกครอง ช่วยกันทั้งทางรรและทางครอบครัวค่ะ    ส่วนของลูกชายวัยอนุบาล มีอยู่ช่วงนึงไม่ค่อยตั้งใจเรียน คุณครูให้นั่งแยกโต๊ะแต่ไม่ได้อยู่ไกลจากเพื่อนนะคะ ใกล้ๆกันแต่ไม่ติดเหมือนเดิม นั่งกลางห้องหน้ากระดานเลย แล้วคุณครูดูแลใกล้ชิดให้เรียนตามเพื่อนให้ทัน คุณครูคอยให้กำลังใจและชมตลอดเมื่อทำงานเสร็จ    ในห้องเรียน สำคัญอยู่ที่คุณครูเอาใจใส่นักเรียนจริงๆค่ะ คุณภาพบุคคลากรครูสำคัญจริงๆ
  •  ครูต้องเป็นผู้สร้าง เป็นเรือจ้าง ส่งผู้โดยสารโดยสวัสดิภาพ ไม่ใช่ผลักไส / เหยียบผู้โดยสารให้จม เห็นด้วยกับพี่ตุ๊บปองอย่างที่สุด ขอบคุณ ขออนุญาตแชร์ค่ะ
  •  น้องมีปัญหาสายตาสั้นด้วยรึเปล่าค่ะ เพราะเมื่อถูกย้ายเลยมองกระดานไม่เห็นแต่เด็กอาจไม่รู้จักว่าในโลกนี้มีอาการสายตาสั้นเลยไม่เข้าใจปัญหาตัวเอง พอดีเราเองเป็นคนสายตาสั้นแต่เด็กเหมือนกัน มองกระดานไม่เห็นค่ะ จนพ่อพาไปวัดสายตาถึงรู้
  •  แม่พาน้องไปตรวจสายตาแล้ว สายตาปกติจ้ะ..พี่ปองไม่ได้ใส่เรื่องนี้ลงไปในข้อคำถามน่ะ

แง่งามในความคิดจากแม่ของ “เด็กหลังห้อง”..

หลังจากได้ตอบคำถาม เรื่อง “เด็กหลังห้อง” ไปเมื่อวันพุธ มีคุณแม่ที่น่ารัก..น่ารักมาก ๆ ท่านหนึ่งเกิดติดใจ เลยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับลูกชาย ที่เรียนอยู่ชั้น ป.2 ที่เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกัน

ด้วยได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ยากจะบรรยาย..แต่คุณแม่ก็บรรยายจนเห็นภาพ ทำเอา ”ตุ๊บปอง” น้ำตาไหล ชื่นชมและศรัทธาในความคิดที่เป็นบวก และมีทัศนคติในการมองโลกที่ดีมาก ๆ ..ของแม่ ที่สามารถ
กอดลูก และสอนให้ลูกกอดตัวเอง แม่เป็นหลักใจให้ลูกได้ยึดเป็นร่มใจให้ลูกได้ “ร่มเย็น” จนสามารถ “เป็นสุข”ได้ในสถานการณ์ที่เลวร้าย

ต่อไปนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าจากคำของแม่..แต่มีคำและความคิดของ”ตุ๊บปอง”แทรกเป็นระยะ ๆ ..นะจ๊ะ

คุณแม่ท่านนี้เป็นคุณครู..จีงรู้และเข้าใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างเห็นอกเห็นใจ ครูที่กระทำลูก และลูกของตัวที่ถูกครูกระทำ
แม่เล่าว่า..
ลูกเรียนอยู่ชั้น ป.2 เป็นเด็กที่อารมณ์ดี มีเรื่องราวมาคุยให้เพื่อนฟังมากมาย จนครูทนไม่ไหว จึง “เนรเทศ” ลูกให้ไปอยู่หลังห้องข้างถังขยะเพราะเด็กนักเรียนในห้องนี่..แน่นเอี๊ยด มีถึง 45 คน

เรื่องยังไม่จบ..นี่เพียงแค่เริ่ม
ตั้งแต่วันนั้น..วันที่ลูกถูกเนรเทศไปเป็น “เด็กหลังห้อง” ครูก็กระแทกคำพูดที่กระทบให้ลูกกระเทือนใจทกวัน  เช่น..
“แม่เป็นครู ลูกเป็นควาย!!”
“แม่เอาแต่แต่งตัวรึไง ถึงไม่ดูแลลูก”
“แม่เป็นครูแท้ ๆ ขนาดลูกตัวเองยังสอนไม่ได้ แล้วจะไปสอนลูกใครได้”…
แม่ทำอะไรไม่ได้ เพราะตามกฎของโรงเรียน..เด็กต้องอยู่กับครูคนนี้ 2 ปี คือ ชั้น ป.1- ป.2..ห้ามย้ายห้อง โดยมีกฏเหล็กว่า ..”ถ้าอยู่ไม่ได้ให้ย้ายออกไปเลย”

แม่เล่าว่า..
ไม่รู้ว่าทำไมครูจึงแรงกับลูกอยางนี้ ทั้งๆ ที่แม่ไม่เคยแสดงตัวใด ๆ และมั่นใจว่ารักและเอาใจใส่ลูกเป็นอย่างดี..สอนอย่างดี
เพียงแต่ไม่เคยเอาใจครูของลูก เพราะในฐานะที่เป็นครูก็ไม่ชอบให้ผู้ปกครองมาเอาใจ เพราะเหมือนโดนบังคับให้ลำเอียง

แม่เล่าว่า..
ในฐานะของความเป็นครู กลับรักเด็กหลังห้อง(ของแม่) มากเหลือเกิน เพราะเด็กๆ พวกนี้มีอะไรสนุกๆ มากมายที่ทำให้ครูรักได้..จึงคิดไม่ถึงว่าจะมีครูที่ปฏิบัติต่อเด็กหลังห้องอย่างที่ “ตุ๊บปอง” ตอบคำถาม..และกลับมาเกิดกับลูกตัวเอง   แต่ครูของลูกรักเด็กที่เรียนเก่งเพราะสามารถทำผลงานและสร้างชื่อให้ทั้งครู ผู้บริหารและโรงเรียนได้

ลูกโดนครูกระแทก..กระทบ จนกระเทือนมาแทบทุกวัน
แม่ลูกได้คุยกันเสมอๆ ดูแลใจของกันและกันอย่างดี เพื่อประคองวัน ประคองคืน ให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากเย็นนี้ไปให้ได้

บอกกับตัวเองเสมอว่า..
แม่เลือกทุกอย่างให้ลูกไม่ได้ แต่แม่จะสอนให้ลูกรับมือกับสิ่งร้ายๆ นั้นให้จงได้..เพราะกว่าลูกจะโตลูกต้องเผชิญกับคนใจร้ายอีกเยอะ..

ลูกยังคงนั่งหลังห้องเหมือนเดิม  แต่..ไม่ได้นั่งข้างถังขยะแล้ว ลูกบอกแม่ว่า..
“เพราะเพื่อนย้ายออกไปคนนึง หนูก็เลยมานั่งแทน”
แม่ถามลูกว่า  “ อ้าว!!คุณครูไม่ว่าหรือลูก”
คำตอบของลูกทำเอาแม่สะอึก..  “โอ๊ยยย..ครูเค้าไม่สนใจหนูหรอกแม่”
แม่ถามลูกว่า  “เสียใจไหมที่ครูพูดแบบนี้”
คำตอบของลูกทำเอาแม่อึ้งและซึ้งใจ..น้ำตาซึม   “หนูอ่ะไม่เป็นไรหรอก..แต่หนูกลัวแม่เสียใจ”

แม่เล่าให้ฟังว่า..
ลูกชายอ่านหนังสือ ฟังแม่คุยด้วยมาตั้งกะอยู่ในท้อง อ่านหนังสือของลุง “ตุ๊บปอง” และของนักเขียนอื่นๆ มาตั้งแต่เล็ก กอร์ปกับแม่มีความเชื่อเรื่องงานวิจัยของลุง “ตุ๊บปอง” ที่บอกว่าการอ่านหนังสือให้ลูกฟังแต่เล็กทำให้เกิดอะไรดีๆ ในสมองของลูกบ้าง ซึ่งก็เป็นตามนั้น เพราะลูกมีทักษะการคิด ฟังและพูดจึงดีมาก ใคร ๆ ก็บอกว่าลูกนั้นคุยและคิดเหมือนเด็กโต..แต่ก็ซนและพลังเยอะเหลือกำลัง

เรื่องราวระหว่างลูกกับครูยังไม่จบ
วันหนึ่ง ลูกแอบโทรมาบอกแม่ว่า “ปวดหัว”…แม่จึงบอกลูกว่า.. “ไปบอกคุณครูและขอยานะลูก เดี๋ยวไม่ไหวแม่จะไปรับ”
ลูกตอบกลับมาว่า..  “หนูไม่กล้า กลัวครูว่า”
แม่ก็อธิบาย และให้กำลังใจมากมายจนลูกยอมไปหาครู..

แต่ขณะที่ลูกไปหาครู ลูกเอาโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง โดยที่ยังไม่กดปิดเครื่อง การสนทนาของลูกกับครูจึงกระแทกเต็มสองหูของแม่..
เสียงลูกบอกครูว่า..  “คุณครูครับ..ผมปวดหัว”
เสียงและคำที่ครูตอบลูกนั้นสะเทือนความรู้สึกแม่มาก..  “อ๊าวววว (เสียงสูงปรี๊ดด)..ชั้นเป็นพยาบาลรึไง หน้าชั้นเหมือนพยาบาลหรอ”
แล้วครูก็ถามเด็กทั้งห้องว่า  “ปวดหัวต้องไปที่ไหน”
เด็ก ๆ ตอบพร้อมกันว่า..”ห้องพยาบาล”..

เสียงลูกวิ่งตึก ๆ ..คงวิ่งไปห้องพยาบาล
หัวใจแม่เต้นตามเสียงรองเท้าลูกกระทบพื้น น้ำตาหยดไม่รู้ตัว..ลูกน้อยของแม่..แก้วตา ดวงใจของแม่

แม่ได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า..ก็รู้ว่าปวดหัวต้องไปห้องพยาบาล แต่เด็กควรต้องบอกให้คุณครูประจำชั้นรู้ก่อน..มิใช่หรือ?
เบื้องต้น..เมื่อมีเด็กมาบอกว่าไม่สบาย ครูน่าจะถามอาการสักนิด หรือจับหัวอย่างอ่อนโยนเพื่อเช็คอุณหภูมิในร่างกายของเด็ก ดูแลเด็กอย่างมีเมตตา เด็กจะได้เจ็บตัวแต่ไม่เจ็บใจ ป่วยกาย แต่ไม่ป่วยใจ

สักครู่..ลูกโทรกลับมาบอกว่า  “แม่จ๋า..หนูกินยาแล้วนะ แต่หนูไปห้องพยาบาลมา”
แม่กลืนก้อนสะอื้นลงคอ..ตอบลูกไปว่า   “จ้ะลูก..แม่จะรับลูกไปเดี๋ยวนี้นะจ๊ะ”
ลูกตอบกลับมาว่า..  “ไม่ต้องหรอกแม่ กินยาแล้วหนูน่าจะดีขึ้น ห่วงน้องๆ ที่โรงเรียนแม่ ใครจะดู” (ลูกห่วงน้องๆ ..นักเรียนของแม่)
“ไม่เป็นไร..ยังไงแม่ก็จะไป..แม่จะไป”

แม้เจอหลายเรื่องราว..หลายเหตุการณ์ แต่สภาพจิตใจของเรา..สองแม่ลูกสามารถปรับตัวได้
แม่สอนทั้งลูก พร้อม ๆ กับเตือนตนเองเสมอว่า..
เราเปลี่ยนคุณครูคนนั้นไม่ได้ แต่…เราเปลี่ยนตัวเราได้ จึงบอกลูกว่า ทำงานให้เสร็จ ทำงานให้เรียบร้อยพอประมาณ เรียนยังไงแม่ไม่ว่า..แต่ขอให้มีความสุขในทุกๆ วันที่ไปโรงเรียน ถ้ามีปัญหาให้คุยกับแม่..แม่ช่วยลูกได้ทุกเรื่องบนสถานการณ์ที่เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ แม่จะไม่เข้าข้างลูกในทุกเรื่อง แต่…แม่จะเคียงข้างลูกตลอดไป..เราแม่ลูกจะไม่มีวันทิ้งกัน

สุดท้ายแม่บอกว่า..
“น่าแปลกนะคะ..เด็กหลังห้องคนนี้ มักจะมีเซอร์ไพรซ์ให้แม่บ่อยๆ เมื่อได้รับใบแจ้งผลการเรียน ลูกเดินสายรับรางวัลจากคุณปู่ คุณย่า คุณยาย คุณน้า ให้จ้าละหวั่น”

ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับลูก..ลูกบอกเสมอว่า  “ทั้งหมดนี้คือ ผลงานของแม่ หนูต้องให้รางวัลแม่ตะหาก”..น่าชื่นใจจริง ๆ

เรื่องเด็กหลังห้องคนนี้..สะเทือนใจทั้งในฐานะครูและแม่..จนอดใจไม่ไหว
สิ่งที่ทำให้ผ่านเรื่องนี้มาได้คือ..หาแง่งามในสิ่งที่มันเกิดขึ้นให้ได้..สอนให้ลูกมองหาแง่ดีของคุณครูให้ได้

พลังของความเชื่อมั่นในตัวลูกที่แม่ถ่ายทอดผ่านความรักให้ลูกทุกวันได้เปลี่ยน….การกล่าวโทษ เป็นกล่าวถาม

เปลี่ยน….การซ้ำเติม เป็นปลอบโยน   ด้วยคำพูดดีๆ มีให้ลูกทุกวัน..นี่แหละคือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกรอดพ้นจากความกดดัน (ของครู)

ตอนหลัง..
แม่ซื้อของไปฝากครูบ้าง ตามคำแนะนำของคุณยาย..สถานการณ์เริ่มดีขึ้น
แม่บอกว่า..ชื่นใจจริง
แม่ตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะเอาเรื่องของลูกเป็นบทเรียนสอนใจตัวเองและเพื่อนครู..เพื่อเป็นกุศลให้แก่เด็กคนอื่น ๆ ต่อไป ถือเป็นกุศลร่วมกันที่จะได้คลายทุกข์ให้แม่ๆ คนอื่น..โดยมีลูกเป็นต้นบุญของแม่

เมื่อได้ฟังเรื่องราวดีๆ อย่างจึงขออนุญาตคุณแม่นำมาเล่าต่อ
เมื่อมีดี ต้องต่อดี อย่างคนไม่ยึดดี ถือดี

ลูกดีได้ถ้าแม่ดีนำ
รักแม่เป็นที่สุด

 

ที่มา และ comments จาก https://www.facebook.com/photo.php?fbid=432487066860560&set=a.109176522524951.15452.100002978123224&type=1&theater

  • น้ำตาไหลเลยค่ะ ในฐานะที่เป็นทั้งแม่และครูจะนำประสบการณ์เกี่ยวกับเด็กหลังห้องมาปรับใช้ค่ะ
  • คุณแม่คนนี้เธอมีครูดีอย่างพี่ปอง..
    เธอมีแผนที่นำทางในหน้าเพจนี้ทุกวัน..
    เธอมีไฟฉายส่วนตัวซ่อนในหนังสือนิทาน..
    เธอมีกำลังใจมากมายจากคนที่ไม่เคยรู้จักซึ่งล้วนแต่มีหัวใจของความเป็นแม่อย่างเต็มเปี่ยม……เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนค่ะ…^
  • น้าปองคะ แต่เด็กหลังห้องระดับอุดมศึกษาที่ลี่สอนนี่คนละแบบกับหนูน้อยประถมเลยนะคะ ของลี่นี่จะเป็นประเภทมาสาย คุยเสียงดัง เล่นไลน์ จนครูเบรคแตกจนต้องบอกว่าถ้าสำนึกมีขายตามเซเว่นครูจะซื้อแจก เหนื่อยค่ะ
  • ขอบคุณสำหรับการแชร์ประสบการณ์ ลูกเพิ่งครบสามขวบไปเมื่อวาน แต่คาดว่าในอนาคตคุณแม่คงมีโอกาสได้รับมือกับสถานการณ์แบบนี้เป็นแน่แท้..
  • ขอบคุณเรื่องราวดีๆ คุณแม่เป็นสุดยอดคุณแม่จริงๆ
  •  นับถือหัวใจคุณแม่และเด็กหลังห้องคนนี้มาก ~ เป็นเรื่องราวที่มีประโยชน์มากๆ ขอบคุณคร้าบ
  • พี่ตุ๊บปองคะ ขอบคุณที่เรียบเรียงเรื่องราวดีๆมาสอน มานำ ให้แม่ออมได้มีสิ่งดีๆไปสอนลูกสาวนะคะ และขอบคุณ “คุณแม่ของเด็กหลังห้อง” คุณครูท่านนั้นที่มีเรื่องราวดีๆมาแบ่งปัน มาเล่าให้ฟัง เด็กๆหลังห้องของห้องคุณครู รวมถึงเด็กๆของคุณครูทุกคน คงมีความสุขที่ได้เป็นลูกศิษย์ของคุณครูนะคะ ^^ ขอบคุณพี่ตุ๊บปองอีกครั้งค่ะ
  • น่าสงสารเด็กจังค่ะ ดีที่มีแม่เข้าใจ ครูโหดมาก
  • คุณแม่รู้จักโลก รู้จักคน ถึงอดทนและแก้ปัญหาได้นะคะ
  • ขอบคุณเรื่องราวดีๆ และวิธี ทีจะช่วยลูกจัดการกับชีวิตค่ะ ลูกชายก็เจอเหมือนกัน ครูที่เห็นลูกเราเป็นธาตุอากาศ ไม่อยู่ในสายตา ทั้งๆที่ลูกเรา ต้องการแค่ “ยิ้ม”จากครู
  • เศร้าจัง แม่พิมพ์ของชาติ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 28/09/2013 by in การเลี้ยงลูก.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: