AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

เป็นหวัด เจ็บคอ หายได้ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ

ผมเห็นพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยแล้วใจหาย
ข้อดีของบ้านเราคือ กฎหมายอนุญาตให้จำหน่ายได้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบันทั่วไป
แต่ข้อเสียคือ ผู้บริโภคใช้ยาตามความเคยชิน ไม่รู้หลักการที่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดผลเสียในระยะยาวกับตัวเองและสังคม
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับคำว่า ยาปฏิชีวนะ กันก่อนนะครับ
ยาตัวนี้มักจะเรียกสับสนกันกับคำว่า ยาแก้อักเสบ
ถามว่ามันเหมือนกันหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่เหมือนกันครับ แต่คนจำนวนมากเข้าใจผิดและเรียกสับสน ทำให้ใช้ยาผิด
ยาแก้อักเสบ เป็นยาที่มีฤทธิ์ลดไข้ แก้ปวด ลดบวม แดง โดยไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแต่อย่างใด เช่น ที่เราคุ้นหูกันดีคือ แอสไพริน
ส่วนยาปฏิชีวนะ เรียกเป็นภาษาฝรั่งว่า Antibiotics เป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีฤทธิ์แก้อักเสบโดยตรง ที่เราคุ้นหูกันเช่น เพนนิซิลลิน
แล้วถ้าเป็นหวัด เจ็บคอ มีไข้ จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งถูกต้องหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ถูกต้อง เพราะอาการเจ็บคอเกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุคือ
1 เกิดจากการติดเชื้อไวรัส – ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ เพราะยาปฏิชีวนะมันฆ่าแต่แบคทีเรีย จำได้ไหมครับ
2 เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย – ต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ?
คำตอบคือ ดูที่ช่องปากและคอครับ

0
แต่ถ้าจะสังเกตจากอาการแสดงที่เห็นได้ชัดคือ
เจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่ไม่มีอาการไอ และมักไม่มีน้ำมูก
ส่วนเจ็บคอจากการติดเชื้อไวรัส หรือการเป็นหวัด ส่วนใหญ่มักมีน้ำมูกและไอ อาจมีเสียงแหบ และเจ็บคอร่วมด้วย ซึ่งเจ็บคอส่วนมาก 8 ใน 10 ราย เกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะก็หายได้
หวัดเจ็บคอจากเชื้อไวรัส รักษาอย่างไร ?
คำตอบ
ทุกคนมีภูมิต้านทานของร่างกายที่เอาชนะเชื้อไวรัสได้อยู่แล้ว แต่ในช่วงที่ไม่สบาย เราอาจมีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ไอ มีน้ำมูกหรือเสมหะ และรู้สึกเพลีย ในช่วงเวลานี้ “พระเอกภูมิต้านทาน”กำลังต่อสู้กับเชื้อไวรัสอยู่ ส่วนยาแก้คัดจมูก และยาลดไข้ คือ “ผู้ช่วยพระเอก” ที่จะทำให้เราทุเลาอาการเหล่านี้ จนกว่าพระเอกจะปราบผู้ร้ายเชื้อไวรัสได้หมด ซึ่งมักใช้เวลา 3 – 4 วัน เป็นอย่างน้อย
หวัดเจ็บคอจากเชื้อไวรัส หายเองได้จริงหรือ?
คำตอบ
ขณะที่ “พระเอกภูมิต้านทาน” กำลังสู้กับ “ผู้ร้ายเชื้อไวรัส” ตัวเราเองคือ “นางเอกคนสำคัญ” เพราะว่าจะต้องดูแลตนเองมากกว่าเวลาปกติ ด้วยการเช็ดตัวลดไข้ รักษาบริเวณลำคอของเราให้อบอุ่น และดื่มน้ำมาก ๆ
นอกจากนี้ การกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอหรือระคายเคืองในคอของเราได้ การทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้ภูมิต้านทานร่างกายของเราแข็งแกร่ง เพียงไม่กี่วันเชื้อไวรัสหวัดก็ต้องล่าถอยไปเอง
น้ำมูกหรือเสมหะสีเขียวเหลือง แปลว่า ต้องกินยาปฏิชีวนะใช่หรือเปล่า ?
คำตอบ
ไม่ใช่ เพราะการมีน้ำมูกหรือเสมหะข้นและเป็นสีเหลืองหรือเขียวเพียงประการเดียว ไม่ได้แปลว่าเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือมีอาการแย่ลง โรคหวัดในระยะใกล้หาย เราจะมีอาการดีขึ้น ปริมาณน้ำมูกจะลดลง แต่ลักษณะของน้ำมูกจะข้นขึ้นและอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวโดยเฉพาะในตอนเช้า ซึ่งไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เป็นลักษณะอาการของโรคหวัดตามปกติ จึงไม่ต้องให้ยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ คนที่เป็นหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน มักจะไอนานเป็นสัปดาห์ และมีเสมหะสีเขียวเหลืองได้ โดยไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้น การมีน้ำมูกหรือเสมหะสีเขียวเหลือง ไม่ได้แปลว่าต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งไป
กินยาปฏิชีวนะ “เผื่อ” ไว้ก่อน ไม่ดีหรือ ?
คำตอบ
ไม่ดีแน่นอน ไม่ควรทำเป็นอันขาด ถ้าเราเป็นหวัดจากเชื้อไวรัส แล้วไปกินยาปฏิชีวนะซึ่งมีไว้ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เราจะไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ เลย แต่จะได้รับโทษหรือเสี่ยงอันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะ อันตรายจากยาปฏิชีวนะอย่างแรก คือ การแพ้ยา อันตรายประการที่สอง คือ เชื้อดื้อยา
ผู้ที่แพ้ยาอาจมีผื่นขึ้น ถ้าแพ้ยารุนแรงอาจทำให้หายใจไม่ออก ผิวหนังหลุดลอกทั่วตัว เม็ดเลือดแดงแตก ตับอักเสบ เป็นต้น
เชื้อดื้อยา คืออะไร ?
คำตอบ
ทุกครั้งที่เรากินยาปฏิชีวนะ เชื้อแบคทีเรียที่อ่อนแอจะตายไป ส่วนที่เหลือก็จะก้าวร้าวขึ้น ดุขึ้น มีการกลายพันธุ์ หรือผลิตลูกหลานให้ทนต่อยาปฏิชีวนะ เรียกว่า เชื้อดื้อยา แปลว่า ยาปฏิชีวนะชนิดนี้ใช้กับแบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว เมื่อเกิดเชื้อดื้อยา ทำให้เราต้องเปลี่ยนไปใช้ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ไปเรื่อย ๆ ซึ่งยาใหม่เหล่านี้มักมีอันตรายมากกว่าและมีราคาแพงกว่ายาเดิม คนที่กินยาปฏิชีวนะบ่อยเกินไป เชื้อโรคก็เริ่มปรับตัวสู้กับยาได้ ต่อไปเวลาเจ็บป่วยก็ไม่มียาใดจัดการกับเชื้อโรคนั้น ๆ ได้
เราไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง หรือแบ่งยาปฏิชีวนะของเราให้ผู้อื่นกินอย่างเด็ดขาด เพราะมักมีข้อผิดพลาด เช่น
1. ใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น กินยาปฏิชีวนะรักษาโรคหวัดซึ่งเป็นเชื้อไวรัส
2. ใช้ยาที่ไม่เหมาะสมกับเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ เพราะเชื้อแบคทีเรียมีหลายชนิด จึงต้องเลือกใช้ยาปฏิชีวนะให้เหมาะกับเชื้อแต่ละชนิด
3. ใช้ยาในขนาดต่ำหรือสูงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะยาปฏิชีวนะ 1 ชนิด มีหลายขนาดความแรง
4. ใช้ยาด้วยความถี่ที่ไม่ถูกต้อง เช่น ยาที่ต้องกินวันละ 3 ครั้ง แต่กินแค่วันละ 2 ครั้ง
5. ใช้ยาด้วยระยะเวลาที่สั้นเกินไปหรือนานเกินไป (ส่วนใหญ่ที่พบ คือ สั้นเกินไป เช่น ยาที่ต้องกินติดต่อกัน 10 วัน แต่กินแค่ 2-3 วัน)
6. ที่สำคัญ เราไม่รู้ว่าคนอื่นแพ้ยาอะไร หรือมีโรคประจำตัวอะไร การแบ่งยาของเราให้เขากินจึงอันตรายมาก
สรุป
– หวัดเจ็บคอเกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
– หวัดหายได้ด้วยภูมิต้านทานร่างกายของเรา
– การกินยาปฏิชีวนะบ่อย ๆ เสี่ยงต่อการแพ้ยาและทำให้เชื้อดื้อยา
– ก่อนใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้ง ควรถามตัวเองก่อนว่า “จำเป็นหรือไม่”
http://kullajo.blogspot.com/2013/09/blog-post.html
B.Sc. in Pharmacy, M.Sc. Developmental Psychology

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 28/09/2013 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: