AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

กินเจ อย่างไรให้สุขภาพดี

กินเจ ต้องใส่ใจสุขภาพ

การกินเจในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากการกินเจในอดีต   โดยอาหารเจในปัจจุบันจะเน้นหนักอาหารเจที่มันๆ ทอด ๆ ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม และอาหารเจปรุงสำเร็จที่ขายกันอยู่ในท้องตลาด มักจะใช้ “หมี่กึง” ซึ่งเป็นแป้งทำเลียนแบบเนื้อสัตว์ทำให้หลายคนมีข้อสงสัยว่า   กินเจแล้วดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว หากเรากินเจอย่างถูกต้อง จะส่งผลดีต่อสุขภาพ เพราะการงดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ใช้โปรตีนจากถั่ว และอาหารธรรมชาติชนิดต่าง ๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากภารกิจการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำประจำอยู่ นอกจากนี้ อาหารเจ ซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้ ธัญพืช และอาหารจากธรรมชาติ ล้วนให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเรารู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม ก็จะทำให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุลมีคุณค่าทั้งเสริมสร้าง ส่งเสริม และซ่อมแซมสุขภาพกินเจอย่างไรไม่ให้เสียสุขภาพ

–  ระมัดระวังอาหารประเภทแป้งและไขมัน ควรเน้นผักผลไม้ให้มาก ๆ เพราะถ้าเผลอรับประทานอาหารที่ปรุงสำเร็จ ซึ่งมักจะใช้ “หมี่กึง” รับรองความอ้วนมาเยือนแน่ ๆ ควรเลือกอาหารที่ปรุงด้วยผัก เต้าหู้ และโปรตีนเกษตร

– ไม่ควรรับประทานอาหารเจที่มีรสเค็มเกินไป เพราะอาหารเจในปัจจุบันมีการนำเครื่องปรุงรส เช่น ซอส เต้าหู้ เต้าเจี้ยว เกลือ ที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบค่อนข้างมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้

– อาหารเจส่วนใหญ่เป็นประเภทผัดและทอด ซึ่งจะมีน้ำมันมาก ก็ไม่ควรรับประทานเยอะ ไม่อย่างนั้นพอหมดช่วงกินเจ รอบเอวจะเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ควรเลือกรับประทานอาหารเจประเภทต้มหรือนึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่าอาหารทอด ๆ ที่สำคัญอย่าลืมขยับกาย เคลื่อนไหวให้เหงื่อออกทุกวัน

 

กินเจอย่างไรให้ได้คุณค่าอาหารครบถ้วน ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน

   ถั่ว เป็นหนึ่งในเมนูสำคัญที่นำมาใช้ประกอบอาหารในช่วงกินเจ เพื่อให้ได้โปรตีนมาทดแทนเนื้อสัตว์ที่ขาดหายไป ซึ่งถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และไม่มีคอเลสเตอรอล

–  เห็ด ปัจจุบันเห็ดเป็นเมนูฮิตของทุกคนในครอบครัว เพราะนอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนูและมีรสชาติอร่อยถูก ปากแล้ว เห็ดถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์และถั่ว แม้ปริมาณจะไม่มากเท่าเนื้อสัตว์ แต่เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน เมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น และที่สำคัญเห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วย ซึ่งเห็ดที่นิยมนำมาปรุงอาหาร เช่น เห็ดออรินจิ เห็ดหอม เห็ดเข็มทอง เห็ดโคน เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู และสารพัดเห็ดต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งสิ้น โดยเมนูเห็ดยอดนิยม ได้แก่ ยำเห็ดญี่ปุ่น เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม สเต๊กเต้าหู้ราดซอสเห็ดเจ หรือ สปาเกตตีซอสเห็ด เป็นต้น

นอกจากเห็ดที่นำมาปรุงอาหารแล้ว ยังมีเห็ดบางชนิดที่ไม่ได้มีเพียงคุณค่าทางโภชนาการ แต่ยังมีประโยชน์ต่อการรักษาโรคและเสริมภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เห็ดทางการแพทย์ หรือ Medicinal Mushrooms ที่สามารถนำมาใช้เป็นสารแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันเซลล์ต่าง ๆ ไม่ให้ถูกทำลายหรือเสื่อมง่ายนอกจากนี้ยังมีสารบางตัวที่เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งปัจจุบันจึงถูกนำมาสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปเห็ดสกัดเข้มข้นเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ หรือแปรรูปเห็ดแห้งมาบริโภคในรูปชาหรือซุป หรือในรูปแคปซูล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้รักสุขภาพ สามารถเลือกนำมาบริโภคได้สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายในช่วงถือศีลกินเจ เช่น เห็ดไมตาเกะ เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดปุยฝ้าย) เห็ดมาเน็นตาเกะ เห็ดเรอิชิ (เห็ดหลินจือ) และเห็ดชิตาเกะ (เห็ดหอมญี่ปุ่น) เป็นต้น

–  ผักนานาชนิด เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการกินเจ แต่ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรกินเป็นผักสด หรือลวก มากกว่านำมาผัดที่ใช้น้ำมันราดจนเยิ้ม หรือผัดน้ำมันแต่น้อย และควรกินผักให้ครบ 5 สี คือ สีแดง-ส้ม จากมะเขือเทศ พริกสุก แครอท ช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนเกิน ลดอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ สีดำ-น้ำเงิน-ม่วง จากถั่วดำ เผือก มะเขือม่วง ช่วยในการบำรุงไต สีเหลือง จากฟักทอง ถั่วเหลือง มะม่วงสุก ข้าวโพด มีประโยชน์ในการบำรุงม้าม สีเขียว เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วฝักยาว ช่วยบำรุงตับ และ สีขาว จากลูกเดือย ผักกาดขาว ช่วยในการบำรุงปอด ควรกินสลับกันไปในแต่ละวันเพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารที่ครบถ้วน และต้องงดเว้น กระเทียม หัวหอม กุยช่าย หรือผักที่มีกลิ่นฉุน

–  ธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้    มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมาย เช่น วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี สารเฟลโวนอยด์และใยอาหาร ซึ่งผู้กินเจควรเลือกกินผลไม้ให้หลากหลาย เช่น ส้ม กล้วย แอปเปิ้ล ช่วยบำรุงสุขภาพผิวให้สดชื่น และเส้นใยอาหารจากผลไม้ ช่วยให้ระบบย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งผลไม้ที่สารต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน นอกจากนี้มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม ที่มีทั้งใยอาหารช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลได้ดี ป้องกันท้องผูก ส่วนบิลเบอรี่ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา เป็นต้น

เทศกาลถือศีลกินเจ ถือเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่ทุกคนจะได้มีโอกาสทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ฉะนั้น อย่าให้ช่วงเวลาดี ๆ นี้ ทำให้คุณเสียสุขภาพ เลือกรับประทานอาหารเจที่ได้จากอาหารจากธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธัญพืช ผัก ผลไม้ และเห็ดต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยในการล้างพิษในร่างกาย และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค ก็จะช่วยให้คุณอิ่มบุญ และอร่อยกับเมนูอาหารเจได้อย่างไม่เสียสุขภาพ

ที่มา : ผช.ศ. ดร. ชนิดา ปโชติการ /by สาระแห่งสุขภาพ

 

กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี

เทศกาลกินเจ บางแห่งอาจจะเรียก เทศกาลถือศีลกินผัก ช่วงเวลา 9 วัน ของเทศกาลกินเจ คนที่กินจนครบจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย ถึงขนาดที่ว่า ติดใจไม่กลับไปกินเนื้อสัตว์อีก แต่บางคนก็อดใจไม่ไหว กินได้ 2 วัน ก็เจแตก กลับไปกินเนื้อสัตว์เหมือนเดิม

หลายคนเป็นกังวลว่า กินเจ กินแต่ผัก ไม่ได้รับเนื้อสัตว์ จะไม่ได้ โปรตีนครบถ้วน อย่าลืมว่า มีผักจำนวนไม่น้อยที่อุดมไปด้วยโปรตีน โดยเฉพาะ อาหารประเภทถั่ว ธัญพืช โดยเฉพาะ ถั่วเหลืองต่าง ๆ หรือ นมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ มีโปรตีนที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ แต่ทั้งนี้คุณอาจต้องทานโปรตีนที่มาจากพืชมากกว่าปกติ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนอย่างครบถ้วน

วิธีการทานโปรตีนให้ครบ เพียงแค่หาถั่วลิสง หรือถั่วชนิดอื่นทานประกอบทุกมื้อ หรือบางมื้อ อาจเลือกอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นเต้าหู้ นอกจากนี้การดื่มน้ำนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ในตอนเช้า-เย็น ก็ช่วยเติมเต็มร่างกายไม่ให้ขาดโปรตีนได้

นอกจากเนื้อสัตว์ ที่ใครหลายคนกลัวขาดแล้ว อย่าลืม หมั่นทานอาหารจำพวกธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต หรือพวกถั่วชนิดต่าง ๆ ข้อดีของอาหารจำพวกธัญพืช อยู่ที่ได้รับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ประกอบไปด้วยใยอาหาร วิตามินและเกลือแร่ ดังนั้นการทานธัญพืชจึงช่วยเสริมเรื่องการย่อย และการขับถ่ายให้เป็นไปอย่างปกติด้วย

สำหรับ แคลเซียม ถือเป็นสารอาหารอีกประเภทที่หลายคนกังวล เพราะการขาดแคลเซียม ส่งผลให้เกิดประดูกพรุน เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยทอง และเมื่อการกินเจ เป็นการงดการทานเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสัตว์ทุกชนิด ดังนั้นแหล่งแคลเซียมที่สุดอย่าง นม จึงถูกห้ามไปด้วย

ความจริงแล้ว แคลเซียม ไม่ได้มีอยู่ในแค่ น้ำนมวัว เท่านั้น ในผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วอย่าง เต้าหู้ ถั่วหมัก ก็มีแคลเซียมเช่นกัน คุณสามารถดื่มน้ำเต้าหู้แทนได้ แต่ต้องการอาหารอื่นควบคู่ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ผักคะน้า บล็อกโคลี กะหล่ำปลี หรือจะเป็นผลไม้อย่าง กล้วย ผลกีวี ผลมะเดื่อ เมล็ดงา อาหารเหล่านี้ อุดมไปด้วยแคลเซียม ถ้าคุณทานเป็นประจำ คุณจะไม่ขาดแคลเซียมแน่นอน

แต่สารอาหารอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนมองข้าม หรือบางคนไม่รู้ คือ วิตามินบี 12 โดยปกติจะพบมากในเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่ นม เนยต่าง ๆ ไม่ค่อยพบในพืชมากนัก การขาดวิตามินบี 12 จะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เกิดโรคเลือดจาง ความจำเสื่อม สมาธิ หรือความสามารถในการใส่ใจการงานตกลง ผิวหนังอักเสบได้ง่าย แต่ถ้าหากทานถั่วหมัก เต้าเจียว ซีอิ๊ว ก็จะได้รับวิตามินบี 12 ได้อย่างเพียงพอ และยังได้จากการสังเคราะห์ของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ด้วย     นอกจากนี้ การทานวิตามินบีรวม ก็สามารถลดการขาดวิตามินบี 12 ได้อีกทางหนึ่ง

แม้การกินเจ จะมีข้อจำกัดในการทานมากมาย แต่เราสามารถเลือกอาหารมาทดแทนได้ อย่าลืมว่าในธรรมชาติ สร้างทุกสิ่งมาให้สมดุล สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ หรือ การกินมังสวิรัติเป็นปกติ ก็ไม่ต้องกังวลไปว่าจะขาดสารอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง หากเรารู้จักเลือกกินให้หลากหลาย ร่างกายเราก็จะได้รับประโยชน์จากสารอาหารอย่างครบถ้วน

ที่มา : sanook.com/by สาระแห่งสุขภาพ

 

 

การทานเจ  หมายถึง การละเว้นจากการบริโภคเนื้อสัตว์ ประกอบกับการถือศีล บำเพ็ญบุญ นุ่งขาวห่มขาวสำรวมกายวาจาใจ ฉะนั้น นอกจากผู้ทานเจจะได้อิ่มบุญจากการสร้างกุศลครั้งใหญ่นี้แล้ว ยังถือเป็นโอกาสอันดีของการ DETOX ล้างสารพิษในร่างกายด้วยการรับประทานอาหารจำพวกพืชผักธรรมชาติตลอดช่วงเทศกาลด้วย ซึ่งว่ากันว่า ผู้ที่พร้อมใจเข้าร่วมประเพณีถือศีลกินผักนั้น จะมีหน้าตาและผิวพรรณที่ผุดผ่อง นั่นก็เป็นเพราะ การที่เรามีจิตใจสงบ ประพฤติตนแต่สิ่งดีงาม พร้อมกับการรับประทานแต่อาหารที่ดี มีประโยชน์ ได้รับสารอาหารและวิตามินจากพืชผักที่รับประทานไปอย่างเต็มที่ ตรงกับคอนเซ็ปที่ว่า งดงามจากภายใน สวยใสสู่ภายนอก ยังไงล่ะคะ

แล้วการรับประทานอาหารเจ จะถือเป็นการ detox สารพิษในร่างกายได้อย่างไร ?

อาหารเจ เป็นอาหารที่ปรุงขึ้นมาจากวัตถุดิบธรรมชาติที่ปราศจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่ทำมาจากเนื้อสัตว์ทุกประเภท และเป็นอาหารที่ไม่มีที่มาจากเลือดและน้ำอสุจิ ซึ่งในทางสุขภาพของผู้ถือศีลกินผัก หรือผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ ว่ากันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่แฝงไว้ด้วยพิษภัยมากมาย และอีกนัยหนึ่งก็เพื่อเป็นการละเว้นจากการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ฉะนั้น อาหารเจ จึงเป็นอาหารที่ย่อยง่าย และมีไขมันอิ่มตัวในปริมาณที่ต่ำ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการปรุงด้วย อีกทั้งการรับประทานอาหารเจส่วนใหญ่นั้น เน้นการบริโภคผักและโปรตีนตลอดช่วงเทศกาล เราจึงได้รับสารอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน และเส้นใยไฟเบอร์ ซึ่งจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของเราทำงานได้ดี ระบบภายในของร่างกายก็จะขับของเสียออกมาได้ง่าย จึงถือได้ว่า ในช่วงเทศกาลถือศีลกินผัก เป็นการ detox สารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายไปในตัว ส่งผลให้หน้าตา ผิวพรรณ ดูผุดผ่องขึ้นตามไปด้วย รวมถึงร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันโรคภัยที่ดี จากอานิสงค์ของการร่วมถือศีลกินผักในเทศกาลนี้ 

การทานอาหารเจเพื่อรักษาสุขภาพ, ชำระร่างกายให้บริสุทธิ์, ละเว้นจากการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต, การสำรวมกายวาจาใจ, ดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ให้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งกายใจ…จิตสะอาด กายสบาย อย่างนี้สิ ถึงจะเรียกได้ว่าทานเจแล้ว สวยใส ทั้งกายใจ อย่างแท้จริงค่ะ

ที่มาข้อมูล phuketbulletin.co.th/ vegetaria

ข้อควรปฏิบัติ 10 ประการสำหรับผู้ถือศีลกินผัก

ตำนานการกินเจ

 

เทศกาลงานบุญที่จะทำให้เรา ได้ทำทานที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การให้ชีวิต งดรับประทานเนื้อสัตว์  กุศลอันยิ่งใหญ่ที่เราทุกคนจะได้ทำร่วมกัน เทศกาลกินเจ

เทศกาลกินเจ  จะใช้การกำหนดวันตามจันทรคติ นั่นคือ การเริ่มต้นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจันทรคติจีนทุก ๆ ปี โดยการกินเจ จะทำทั้งสิ้น 9 วัน 9 คืน  และประเพณีนี้มีจุดกำเนิดเริ่มต้นมาจากประเทศจีน ซึ่งมีสืบทอดกันมานานแล้ว และมีตำนานเล่าขานกันสืบมาต่าง ๆ นา ๆ กันออกไป

 

เทศกาลกินเจ มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนนานมาแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาหลายตำนาน ปัจจุบันเทศกาลกินเจจัดขึ้นในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย หมู่เกาะรีออในอินโดนีเซีย และบางประเทศในเอเชีย ได้แก่ ภูฏาน ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง

การกินเจนี้เชื่อกันว่า น่าจะเกิดขึ้นในราวพุทธศักราช 2170 ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา ซึ่งการถือศีลกินเจมาจากคำบอกเล่าที่เล่าต่อๆ กันมา เและมาจากคำสอน ความเชื่อทางศาสนาพุทธ นิกายมหายาน เป็นกุศโลบายให้คนทำความดี เหมือนเช่นเรื่องอื่นๆ แต่คนรุ่นหลังได้มีการเพิ่มเติมเสริมแต่งพิธีการเพื่อให้เกิดความขลังมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จึงทำให้กลายเป็นพิธีการที่ต้องใช้เงินใช้ทองมากมายในการประกอบพิธีให้ครบถ้วน และยังมีตำนานที่มาของการกินเจที่มีเรื่องเล่าอยู่ถึง 6เรื่อง

ตำนานที่ 1 เล่าว่าการกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักรบ “หงี่หั่วท้วง” ทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ โดยฝ่ายของแมนจูมีปืนไฟแต่ฝ่ายจีนไม่มี เหล่านักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จึงประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาว ไม่กินเนื้อสัตว์และผักที่มีกลิ่นฉุน รวมทั้งท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของชาวจีนที่เชื่อกันว่าสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผลทำให้จีนแพ้แมนจู จึงมีการรำลึกถึงเหล่านักรบหงี่หั่วท้วงด้วยสำนึกในบุญคุณ

ตำนานที่ 2 ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์ มีในพระสูตรปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรือเก้าอ๊อง ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงแบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 องค์ด้วยกัน ซึ่งทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่ทุกสารทิศ

ตำนานที่ 3 เชื่อว่ากินเจเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้อง ที่สิ้นพระชนม์โดยการอัตวินิบาตรกรรม เมื่อมีพระชนมายุได้ 9 พรรษา ในขณะที่เสด็จไปไต้หวันทางเรือ พิธีบูชานี้มีเฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นดินแดนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่

ตำนานที่ 4 เล่าว่าเมื่อ 1,500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊ ทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ จนวันหนึ่งชาวกังไสเกิดความแตกแยกกันเอง เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วย แต่ชาวบ้านจะพ้นภัยก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่า ควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญลีฮั๊วก่าย คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั๊วก่ายว่า มีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบ เศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศว่าให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน ผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีจึงปฏิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฏิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย

ตำนานที่ 5 เล่าว่า ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตายเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่มาเข้าฝันบอกว่าตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินเจ และตอนนี้อยู่บนเขาโพถ้อซัว เกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียง ถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น ครั้นพอถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็ง จึงขอตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ด้วย ซึ่งเพื่อนบ้านเห็นว่าเล่าเซ็งสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้ เพื่อนบ้านจึงหนีไป โชคดีมีหญิงสาวคนหนึ่งผ่านมาและต้องการจะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป เมื่อถึงเขาโพถ้อซัว ขณะที่เล่าเซ็งกราบไหว้พระโพธิสัตว์เขาเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูป ขณะเดินทางกลับเขาได้แยกกับหญิงสาวและได้พบเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่ เมื่อเข้าไปถามไถ่จึงทราบว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว จึงพากลับไปอยู่ด้วย วันหนึ่งหญิงสาวที่นำทางไปเขาโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วย ทั้งสามจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ซึ่งหญิงสาวคนนั้นเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ตัวว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดนั่งสักครู่ก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปของนางคล้ายแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกิดผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาว จึงเกิดเป็นประเพณีกินเจขึ้น

ถึงแม้จุดเริ่มต้นของการกินเจจะมีตำนานที่แตกต่างกันออกไป แต่ปัจจุบันจุดประสงค์ของการกินเจหลักๆ มี 3 ประการ ได้แก่ กินเพื่อสุขภาพ กินด้วยจิตเมตตา และกินเพื่อเว้นกรรม ซึ่งอาหารเจเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยไม่มีเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์และไม่ปรุงด้วยผักฉุน โดยอาหารเจเป็นอาหารที่ประกอบขึ้นตามวัฒนธรรมของชาวจีน มีหลากหลายชนิดตามแต่ละท้องถิ่น

เทศกาลเจ ไม่ใช่แค่การงดรับประทานเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียวแต่ยังถือเป็นช่วงเวลาแห่งการถือศีลและทำบุญเพื่อให้ร่างกายและจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังนั้นประโยชน์ของการร่วมเทศกาลกินเจนอกจากจะช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายแล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจให้สดชื่นและมีความสุขอีกด้วย

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 02/10/2013 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: