AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

“มาลาลา ยูซาฟไซ” เหยื่อตาลีบัน(Taliban) ฉลองวันเกิดครบ 16 กล่าวสุนทรพจน์ที่ UN

มารู้จักกับ Malala Yousafzai  (มาลาลา ยูซาฟไซ)

Oneworld 28-03-56 เด็กหญิงมาลาลาเหยื่อตาลีบันจะออกหนังสือ

เผยแพร่เมื่อ 29 มี.ค. 2013   –  มาลาลา ซูซาฟไซ เด็กหญิงชาวปากีสถานวัย 15 ปีที่รอดตายราวปาฏิหารย์จากการถูกยิงศีรษะ เปิดเผยว่าจะเขียนหนังสือบันทึกความทรงจำเ­รื่อง I am Malala เพื่อบอกเล่าชีวิตของเธอ และเรื่องราวของเด็กอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอ­กาสได้เรียนหนังสือ

   Speech ภาษาอังกฤษอยู่ด้านล่างคะ

เอเจนซีส์ – มาลาลา ยูซาฟไซ   นักรณรงค์ด้านการศึกษาชาวปากีสถาน ซึ่งรอดตายจากการพยายามถูกสังหารของกลุ่มตอลิบาน โดยถูกยิงเข้าที่ศีรษะทางด้านซ้ายในขณะที่เธอและเพื่อนโดยสารรถรับส่งนักเรียนกลับบ้าน   ได้ฉลองอายุครบ 16 ปีของเธอ ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ในสมัชชาเยาวชนโลกที่ยูเอ็ เรียกร้องให้ผู้นำของชาติต่างๆ หันมาปกป้องสิทธิการเท่าเทียมและด้านการศึกษาให้กับเด็กผู้หญิงในปากีสถาน ในวันศุกร์ที่ผ่านมา

 มาลาลา ยูซาฟไซ วัย 16 ปี ขึ้นแสดงสุนทรพจน์ที่สมัชชาเยาวชนโลก ซึ่งเป็นการกล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นทางการ    หลังจากเธอรอดชีวิตจากการถูกยิงเข้าที่ศีรษะ   โดยมือปืนตอลิบานในปากีสถาน ขณะอยู่บนรถรับส่งนักเรียนที่ปากีสถานในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว  เป็นเพระเธอมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการเรียกร้องโอกาสให้เด็กผู้หญิงชาวปากีสถานได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม   มาลาลาได้ใช้โอกาสนี้ promote  มูลนิธิทางการศึกษาโลกของยูเอ็น โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และเลขาธิการยูเอ็น ขึ้นกล่าวก่อนหน้าเธอ
       
       บางส่วนของคำสุนทรพจน์ของมาลาลา แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะเรียกร้องสิทธิ์ให้กับเด็กและเยาวชนทั้งในด้านความปลอดภัย และโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กผู้หญิงทั่วโล 

   “เราเรียกร้องให้ทุกรัฐบาลในโลกนี้ต่อสู้กับผู้ก่อการร้าย    เพื่อที่จะปกป้องเด็กและเยาวชนจากอันตราย เราเรียกร้องให้ยูเอ็นขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กทุกคนในโลกนี้”
   

    “ความปราถนาของข้าพเจ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งความหวังและความฝันที่ข้าพเจ้ามียังคงเดิม”  

   

     “ข้าพเจ้าไม่เป็นปรปักษ์กับผู้ใด หรือการที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ไม่ได้ต้องการกล่าวเป็นปรปักษ์กับกลุ่มตอลิบานหรือกลุ่มก่อการร้ายอื่นแต่อย่างใด ข้าพเจ้ามายืนในที่นี้เพียงเพื่อต้องการพูดแทนเด็กทุกคนในโลกในการขอโอกาสทางการศึกษาให้กับทั้งเขาและเธอเหล่านั้น”
 

     “ในตอนที่พวกเราอยู่ในโรงเรียนที่ปากีสถาน พวกเรารู้ถึงความสำคัญของปากกาและสมุด” และ “กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงกลัวการที่เด็กๆ มุสลิมจะได้รับการศึกษา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม โรงเรียนที่นั่นถูกระเบิดทุกวัน พวกนั้นกลัวการเดินไปข้างหน้า กลัวการเปลี่ยนแปลง”

    “ถ้าหากผู้หญิงและเด็กลุกขึ้นเพื่อเรียกร้องในสิทธิ์ของพวกเธอ “ไม่มีใครที่สามารถจะหยุดพวกเธอได้” “และถ้าเราต้องการประสบความสำเร็จในสิ่งที่พวกเรามุ่งหวังแล้ว ให้พวกเราทำให้ตัวเองแข็งแกร่งด้วยความรู้และปกป้องตัวเองด้วยความเป็นหนึ่งเดียว” 

   

       ซึ่งในหลายส่วนของโลก ทั้งผู้หญิงและเด็กต่างตกเป็นเหยื่อของการถูกกดขี่  ถูกบังคับให้แต่งงานก่อนวัยอันควร  ดังนั้นทุกประเทศควรลุกขึ้นต่อต้านเพื่อสิทธิ์ของสตรีและเด็ก รวมถึงการให้โอกาสทางการศึกษากับเด็กอีกด้วย
       
       
       มาลาลากล่าวย้ำท้ายสุดว่า “ให้เราได้มีโอกาสหยิบสมุดและปากกาของพวกเราขึ้นมา  เพราะพวกมันเป็นอาวุธสำคัญที่พวกเรามี  เด็กหนึ่งคน ครูหนึ่งคน และหนังสือหนึ่งเล่ม  สามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้ การศึกษาเป็นคำตอบ การศึกษาต้องมาก่อน”
       
       ซึ่งในที่ประชุมในระหว่างที่มาลาลากล่าวสุนทรพจน์ ผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นผู้หญิงต่างต้องปาดน้ำตาเพราะประทับใจในสุนทรพจน์ของเธอ

 ที่มา  http://pantip.com/topic/30729980

มาลาลา ยูซาฟไซ วัยเพียง    

“เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุราว 20 ปีเศษ…อายุน้อยมาก…การมีปืนและฆ่าคนคงเป็นเรื่องลำบากยากเย็น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมือของเขาจึงสั่นเทา เขาอาจไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะทำงานสำเร็จหรือเปล่า” มาลาลา ยูซัฟซาย   กล่าวถึงคนที่ยิงปืนใส่หน้าผากด้านซ้ายของเธอ ระหว่างเดินทางกลับจากโรงเรียนในปากีสถานเมื่อหนึ่งปีที่แล้ว   เมื่อถามความรู้สึกเธอในวันนี้ เธอไม่รู้สึกโกรธเขา เพราะเธอรู้ว่าเขาถูกล้างสมองมา “ดิฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า จะแทงเขาด้วยเข็มสักเล่ม” เธอบอก 

 9 ต.ค. ครบรอบหนึ่งปีที่น้องมาลาลา ยูซัฟซาย (Malala Yousafzai) 16 ปี ถูกยิงที่หน้าผากด้านซ้าย อาการปางตาย เพียงเพราะที่ผ่านมาเธอเรียกสิทธิของเด็กผู้หญิงที่จะได้เรียนหนังสือ    เธอรู้ว่าคนที่ทำร้ายเธอถูกครอบด้วยอวิชชา                          

Send books not guns” มาลาลา กล่าวเช่นนี้ในที่ประชุมสหประชาชาติเมื่อเดือนที่แล้ว 

ในวิดีโอสั้น ๆ ของ Adam B. Ellick ที่ NYTimes นำมาเผยแพร่ น่าสนใจมากครับ เพราะเขาเป็นคนแรกๆ ที่ทำสารคดีเกี่ยวกับน้องมาลาลาตั้งแต่เมื่อปี 2008-2009 และสนิทสนมกับครอบครัวนี้อย่างมาก ได้เห็นเส้นทางชีวิต และอิทธิพลของ Ziauddin Yousafzai พ่อที่มีต่อมาลาลา แต่ก็ให้ภาพทั้งสองด้าน   (ดู VDO ด้านล่าง  ทำให้เห็นว่าพวกตาลีบันทำอะไรกับประชาชน )

แม้ “เซีย” จะเป็นเจ้าของโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิง และเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิด้านการศึกษาตัวยง แต่ภรรยาของเขาอ่านหนังสือไม่ได้เหมือนผู้หญิงมุสลิมทั่วไป เซียพูดชัดเจนว่าหน้าที่ของแม่ คือ งานในบ้าน ส่วนงานนอกบ้านทั้งหมด รวมทั้งการหารายได้เป็นของพ่อ และปฏิเสธไม่ให้ภรรยาตนเองเข้ากล้องหรือให้สัมภาษณ์ (ความจริงมีฉากหนึ่งที่เห็นด้านหลังของภรรยาเขา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอได้ปรากฏ“หลัง” ต่อสาธารณะ”) 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง “เซีย” เป็นพ่อที่ให้โอกาสลูกสาวที่จะเติบโต ก้าวหน้าด้านความคิด และบางครั้งเซียทำตัวเหมือนพ่อแม่ทั่วไปที่ผลักดันลูกให้เป็นดาราเทนนิส นางงาม ฯลฯ  ตอนนั้นเขาเชื่อว่าพวกฏอลีบันฆ่าเฉพาะผู้ชาย และไม่น่าจะทำร้ายเด็กผู้หญิง    มาลาลาจึงได้รับการสนับสนุนจากพ่อให้เขียนเล่าเรื่องชีวิตที่ถูกกดขี่ภายใต้ระบอบฏอลีบันครั้งแรกลงในเว็บบล็อกของ BBC   ต่อมามีการอภิปรายและเขียนโจมตีกลุ่มล้าหลังคลั่งจารีตเหล่านี้หนักข้อมากขึ้น จนทำให้เธอถูกขู่ฆ่า แต่พ่อของเธอยังคงเชื่อว่าพวกนี้จะไม่ทำร้ายเด็กผู้หญิง

ความเชื่อเช่นนั้นเกือบทำให้พ่อต้องสูญเสียมาลาลาไป แต่เมื่อเธอไม่ตาย เชื่อว่าเธอน่าจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก เพราะการพูดจาที่ฉะฉาน และการพูดจากประสบการณ์ของตนเอง 

Malala Yousafzai Story: The Pakistani Girl Shot in Taliban Attack

เผยแพร่เมื่อ 10 ต.ค. 2012

Subscribe on YouTube: http://bit.ly/U8Ys7n
Class Dismissed: A 2009 documentary by Adam B. Ellick profiled Malala Yousafzai, a Pakistani girl whose school was shut down by the Taliban. Ms. Yousafzai was shot by a gunman on Oct. 9, 2012.

ดูสารคดีที่ทำเมื่อปี 2009 (ฉบับเต็ม NY Times เอามาลงเป็นฉบับย่อ) และอ่านบางส่วนจากชีวประวัติของน้องมาลาลา ยูซัฟฟาย (Malala Yousafzai) แล้วสะท้อนใจนะครับ สำหรับพวกเราในหลายประเทศ การได้ใส่เครื่องแบบนักเรียน การมีโอกาสเรียนหนังสือเป็นสิทธิที่มีมาแต่กำเนิด เป็นสิ่งที่เรา take for granted แต่สำหรับเด็กนักเรียนหญิงในปากีสถาน ในจังหวัด Swat ซึ่งแม้มีทัศนยนีภาพงดงาม เป็นหุบเขาที่มีน้ำตกที่เกิดจากการหลอมละลายของน้ำแข็ง อยู่ห่างจากเมืองหลวงอย่างอิสลามมาบัดแต่ร้อยกว่าโล แต่เมื่อตกอยู่ใต้การปกครองของกลุ่มที่คลั่งจารีตจนสุดโต่งอย่างฏอลีบัน ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์แห่งนี้ก็กลายเป็น Paradise Lost ดังคำของเซียฮูดิน (Ziauddin) พ่อของมาลาลา ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนสำหรับเด็กผู้หญิง เป็นกวี และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิด้านการศึกษา

ช่วงต้นปี 2009 ฏอลีบันยึดครองเมืองมิงโกรา (Mingora) ที่เป็นเมืองเอกของจังหวัด จากนั้นก็เริ่มออกคำสั่งห้ามเด็กผู้หญิงทุกคนไปโรงเรียน พวกเขาเห็นว่าขัดกับจารีตดั้งเดิม ผู้หญิงในสังคมแบบนี้ไม่มีบทบาทในสังคมภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องทำงานนอกบ้านเพราะเป็นภาระหน้าที่ของผู้ชาย ไม่ต้องสังคมกับคนอื่น จึงไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือ คำสั่งนี้ยังความเสียใจให้กับเด็กผู้หญิงจำนวนมากรวมทั้งมาลาลา หลังจากนั้นไม่นาน เธอและครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน เธอกับแม่และน้องชายสองคนถูกส่งตัวไปอยู่กับป้าอีกเมืองหนึ่ง ส่วนพ่อแยกไปที่เปรชะวา (Peshawar) เพื่อหาทางรณรงค์กดดันรัฐบาลให้ส่งทหารเข้าไปปราบพวกฏอลีบัน สงครามดำเนินไปอย่างยืดเยื้อหลายเดือน

สุดท้ายมาลาลากับครอบครัวได้กลับบ้าน สิ่งแรกที่มาลาลาทำเมื่อกลับบ้านคือไปดูว่าไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นอย่างไรบ้าง หลังจากทิ้งบ้านไปหกเดือน ตายครับ เพราะไม่มีคนเลี้ยงดูมัน อย่างที่สองที่เธอทำคือไปดูว่าสมุดจดการบ้าน หนังสือเรียนเป็นอย่างไร เธอโล่งใจมากเมื่อพบว่าอุปกรณ์การเรียนเหล่านี้ยังอยู่ครบ แต่เมื่อเธอและพ่อไปสำรวจโรงเรียน Khushal ก็ต้องผิดหวัง เพราะปรากฏว่าระหว่างสงคราม ทหารของรัฐบาลได้เข้ามายึดโรงเรียน เปลี่ยนให้กลายเป็นบังเกอร์ เป็นหน่วยรบ มีการเจาะกำแพงทำเป็นช่องยิงปืน การเปลี่ยนให้โรงเรียนกลายเป็นสนามรบเป็นสิ่งที่มาลาลาเสียใจมาก (จะเหมือนที่ภาคใต้บ้านเราหรือไม่) ผลจากสงครามทำให้โรงเรียนกว่า 200 แห่งถูกทำลายไป

บัดนี้มาลาลา น้องชายสองคน แม่และพ่อต้องย้ายมาอยู่ที่เมืองเบอร์มิงแฮม อังกฤษ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา มาลาลาได้เข้าเรียนในโรงเรียนแถวนั้น สิ่งที่แปลกตาสำหรับสาวน้อยคนนี้คือ ภาพของผู้หญิงในอังกฤษที่ทำอะไรต่ออะไรได้ด้วยตัวเอง เวลาออกนอกบ้านไม่ต้องไปกับญาติที่เป็นฝ่ายชาย ถ้าเป็นในปากีสถานบ้านเกิดเธอ เวลาเธออกไปข้างนอกบ้าน อย่างน้อยต้องมีน้องชายอายุ 5 ขวบไปด้วย ไปไหนมาไหนตามลำพังไม่ได้ เธอยังแปลกตากับการได้เรียน “การแสดง” (drama) ได้เรียนวิชาพลศึกษา (physical education) เพราะทั้งสองวิชานี้ไม่มีสอนที่บ้านเกิดของเธอ

ชีวิตแอคติวิสต์ของมาลาลาเริ่มตั้งแต่อายุ 11 ขวบ พ่อพาไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าว ต่อมาเมื่ออายุได้ 12 ขวบ เธอเริ่มเขียนเล่าชีวิตของเด็กผู้หญิงภายใต้ระบอบฏอลีบันลงในเว็บบล็อกของ BBC (โดยใช้นามแฝง แต่ต่อมาเป็นที่รู้กันว่าเธอเป็นคนเขียน) เธอเริ่มได้รับเชิญไปพูดในที่ต่าง ๆ มากขึ้น และได้รางวัลในประเทศจากการรณรงค์เพื่อให้เด็กผู้หญิงมีสิทธิด้านการศึกษา จนกระทั่งมีโอกาสพบกับผู้แทนสหรัฐฯ ประจำปากีสถาน (Richard Holbrooke) เมื่อปี 2009 เรียนกว่าเป็นการพบกับผู้นำระดับสูงเป็นครั้งแรก ๆ ของเธอ เริ่มได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับรางวัลระดับนานาชาติ (Children’s Peace Prize of Kids Rights Foundation) และได้รับรางวัลระดับชาติจากมือนายกฯ เมื่ออายุได้ 13 ขวบ

การทำงานและรางวัลที่เธอได้ทั้งหมดจนถึงตอนนั้น เป็นผลมาจากการพูดและเขียนเพื่อสนับสนุนให้ตัวเธอเองและเด็กผู้หญิงกว่า 50,000 คนในจังหวัดสวัต และเด็กผู้หญิงทั่วโลกได้ไปเรียนหนังสือ แต่การรณรงค์ของเธอก็เป็นเหตุให้มีการตามมาไล่ยิงเธออย่างเลือดเย็นในช่วงบ่าย ๆ ของวันที่ 9 ตุลาคมปีที่แล้ว ระหว่างที่เธอนั่งรถโรงเรียนที่เป็นกระบะ ด้านหลังต่อที่นั่งเป็นสามแถว โชคร้ายที่วันนั้นเด็กผู้หญิงทุกคนคลุมหน้าหมด (ช่วงนั้นฏอลีบันยอมให้เด็กผู้หญิงไปโรงเรียนแล้ว แต่ต้องใส่ชุดแบบบุรกา (Burka) คลุมร่างกายจนมิดชิด) ชายคนหนึ่งสกัดให้รถหยุด อีกคนถามหาเธอ เมื่อเด็กผู้หญิงทุกคนมองมาที่เธอ เท่ากับการชี้เป้า หนุ่มที่มีผ้าคาดปิดปากยิงปืนใส่เธอสามนัด แค่นัดแรกก็ยิงใส่เบ้าตาซ้ายของเธอ กระสุนทะลุออกไปด้ายไหล่ซ้ายจนเธอคะมำไปข้างหน้า กระสุนที่เหลืออีกสองนัดจึงพลอยทำให้เพื่อนของเธอได้รับบาดเจ็บ เธอรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์หลังจากโคม่าอยู่เกือบสัปดาห์ เพราะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารของอังกฤษ

เธอเล่าในประวัติของเธอว่า (“I Am Malala” ตีพิมพ์แล้วครับ) ครั้งหนึ่งระหว่างเดินไปโรงเรียน ซึ่งเป็นเส้นทางเปลี่ยวและชัน เธอเคยจินตนาการว่าอาจมีคนร้ายโผล่ออกมาข้างทางเพื่อยิงเธอ “หนูสงสัยว่าหนูควรทำอย่างไรดี หนูอาจถอดรองเท้าแล้วเอารองเท้าตีเขา แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหนูทำแบบนั้น ระหว่างหนูกับคนร้ายก็ไม่ต่างอะไรกันนะสิ บางทีหนูควรจะขอร้องเขาดี ๆ ว่า “โอเค จะยิงฉันก็ได้ แต่โปรดฟังฉันเล่าหน่อย สิ่งที่เธอทำมันไม่ถูกต้องหรอก ฉันไม่ได้โกรธเธอเป็นการส่วนตัว ฉันแค่อยากให้เด็กผู้หญิงทุกคนได้ไปโรงเรียนเท่านั้นเอง”

“Maybe I’d take off my shoes and hit him. But then I’d think that if I did that, there would be no difference between me and a terrorist. It would be better to plead, “Okay, shoot me, but first listen to me. What you are doing is wrong. I’m not against you personally. I just want every girl to go to school.”

ครับ ผมว่าน้องคนมีความคิดแน่วแน่และบริสุทธิ์ และเชื่อว่าถ้าเธอได้รับการยอมรับมากขึ้น เธอจะสามารถทำงานต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยนสภาพการกดขี่ที่เลวร้ายเริ่มจากจังหวัดสวัตบ้านเกิดของเธอ ไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วโลกที่ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงยังถูกกดขี่อยู่ใต้จารีตประเพณีอันล้าหลัง เกี่ยวกับการได้รับเสนอชื่อรับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีนี้ มาลาลาบอกว่า “ถ้าหนูได้รางวัลโนเบล ก็นับเป็นโอกาสดีสำหรับหนู แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่สำคัญอะไร เพราะเป้าหมายหนูไม่ได้อยู่ที่รางวัลโนเบลสันติภาพ แต่เป้าหมายหนูคือการได้รับสันติภาพ และเป้าหมายหนูคือการสนับสนุนให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา”

‘If I win Nobel Peace Prize, it would be a great opportunity for me, but if I don’t get it, it’s not important because my goal is not to get Nobel Peace Prize, my goal is to get peace and my goal is to see education of every child.’

ที่มา และ comments จาก http://pantip.com/topic/30729980

  1. มาลาลากล่าวย้ำว่า “ในตอนที่พวกเราอยู่ในโรงเรียนที่ปากีสถาน พวกเรารู้ถึงความสำคัญของปากกาและสมุด” และ “กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงกลัวการที่เด็กๆ มุสลิมจะได้รับการศึกษา นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม โรงเรียนที่นั่นถูกระเบิดทุกวัน พวกนั้นกลัวการเดินไปข้างหน้า กลัวการเปลี่ยนแปลง”
  2. มาลาลา กล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าไม่เป็นปรปักษ์กับผู้ใด หรือการที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้ไม่ได้ต้องการกล่าวเป็นปรปักษ์กับกลุ่มตอลิบานหรือกลุ่มก่อการร้ายอื่นแต่อย่างใด ข้าพเจ้ามายืนในที่นี้เพียงเพื่อต้องการพูดแทนเด็กทุกคนในโลกในการขอโอกาสทางการศึกษาให้กับทั้งเขาและเธอเหล่านั้น”
  3. ไม่ได้มีเป้าหมายจะจู่โจมศาสนาใด แต่สิทธิในการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน เป็นสิ่งที่่ควรส่งเสริม และหากมีความเชื่อหรือคำสอนดั้งเดิมใด ที่อาจชักจูงให้เข้าใจผิดไปจากนี้ ก็หวังให้คนในหมู่ชนนั้น ช่วยทำการชี้แจงและเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือคำสอนดังกล่าวด้วยครับ
  4.  แสดงให้เห็นถึงการเจริญเติบโตทางสติปัญญาและความกล้าหาญในการแสดงออกของความคิดที่เสริมสร้าง,แก้ไขข้อบกพร่องของสังคมโดยพิจารณาการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาอีกสิ่งหนึ่งที่เธอกล่าวถึง ใน นาฑี 07:23 เธอกล่าวว่า ถึงแม้ว่าตอลิบันที่ยิงเธอมายืนอยู่ต่อหน้าเธอและเธอมีปืนอยู่ในมือเธอก็จะไม่ ฆ่า ตอลิบัน ผู้นั้น ทั้งนี้เนื่องจากว่าเธอได้เรียนรู้ถึงความมี เมตตากรุณาปราณีและความเห็นอกเห็นใจ จากคำสอน ท่านศาสดามูฮัมมัด, พระเยซู และ พระพุทธเจ้า, สิ่งนี้ผมจึงอยากชี้ให้เยาวชนมุสลิมโดยเฉพาะได้เข้าใจว่า การเรียนรู้คำสอนในด้านคุณธรรมจากการสอนของศาสดาต่างๆนั้น เป็นสิ่งสำคัญ และไม่ขัดกับหลักการของศาสนาอิสลาม  ศาสดาทถุกๆท่านไม่ว่าจะเป็นศาสดาของศาสนาใดก็ตาม มีฐานะเท่ากับครูบาอาจารย์ของมนุษย์ชาติ  เป็นบุคคลที่สมควรแก่การยกย่อง และให้ความนับถือ  ไม่สมควรอย่างยิ่งที่ผู้ใดจะหลบหลู่หรือดูหมิ่น

    เธอกล่าวอีกต่อไปว่า ความคิดอ่านในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสังคม และปรัชญาในการไม่ใช้ความรุนแรงเพื่อสันติภาพ เธอได้รับมรดกมาจากบุคคลต่างๆเช่น  มาตินลูเธ่อคิง(Martin Luther King Jr.),เนลสันมแนเดอล่า(Nelson Mandela),คานธีและ Mother Teresa และเธอเรียนรู้การให้อภัยจากคุณพ่อและคุณแม่ของเธอ

    แสดงให้เห็นว่าเด็กหญิงผู้นี้ไม่ได้เรียนหลักการศาสนาและปรัชญาแต่เพียงทฤษฎีเท่านั้น แต่เธอได้นำหลักการเหล่านั้นมาปฏิบัติในชีวิตจริงของเธอ ซึ่งเธอสามารถที่จะแสดงต่อสังคมของโลกให้เห็นว่า หลักคำสอนต่างๆนั้นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเราให้เหมาะสมกับเวลาและสถานที่

  5. ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้ใดก็ตาม ที่ปิดกั้นการศึกษา หรือ ทำลายแหล่งสถานศึกษาเพราะนั้นไม่ใช่วิถีทางของอิสลามค่ะ

    อิสลามให้ความสำคัญกับการศึกษา ส่งเสริม สนับสนุน ให้มุสลิมทั้งหญิง และ ชาย แสวงหาความรู้ เรียนรู้ ไม่ว่าจะทางโลก หรือ ทางธรรม

    ดิฉันจำได้ว่า มีฮาดิษหนึ่งได้กล่าวเอาไว้ว่า   การศึกษาหาความรู้นั้น เป็นหน้าที่จำเป็นของมุสลิมทุกคน

    และ อีกฮาดิษหนึ่ง กล่าวอีกไว้ว่า  จงศึกษาหาความรู้เถิด ถึงแม้ความรู้นั้น จะอยู่ไกลถึงเมืองจีนก็ตาม

    และอีกมากมาย ที่เป็นคำสอนของศาสนาอิสลามที่กล่าวถึง ความสำคัญของการศึกษา

    จึงขอตอบสรุปสั้นๆ คร่าวๆไปก่อน

คลิป  Speech ของมาลาลา  ที่ UN

Pakistani girl celebrates her 16th birthday on day she speaks to United Nations’ student delegates.

Honourable UN Secretary General Mr Ban  Ki-moon, respected president of the General Assembly  Vuk Jeremic,  honourable UN envoy for global education  Mr Gordon Brown, respected elders and my dear brothers and sisters: Assalamu alaikum.Today is it an honour for me to  be speaking again after a long time. Being here with such honourable people is a great moment in my life and it is an honour for me that today I am wearing a shawl of the late Benazir Bhutto. I don’t know where to begin my speech. I don’t know what people would be expecting me to say, but first of all thank you to God for whom we all are equal and thank you to every person who has prayed for my fast recovery and new life. I cannot believe how much love people have shown me. I have received thousands of good-wish cards and gifts from all over the world. Thank you to all of them. Thank you to the children whose innocent words encouraged me. Thank you to my elders whose prayers strengthened me. I would like to thank my nurses, doctors and the staff of the hospitals in Pakistan and the UK and the UAE government who have helped me to get better and recover my strength.

I fully support UN Secretary General Ban Ki-moon in his Global Education First Initiative and the work of UN Special Envoy for Global Education Gordon Brown and the respectful president of the UN General Assembly Vuk Jeremic. I thank them for the leadership they continue to give. They continue to inspire all of us to action. Dear brothers and sisters, do remember one thing: Malala Day is not my day. Today is the day of every woman, every boy and every girl who have raised their voice for their rights.

There are hundreds of human rights activists and social workers who are not only speaking for their rights, but who are struggling to achieve their goal of peace, education and equality. Thousands of people have been killed by the terrorists and millions have been injured. I am just one of them. So here I stand, one girl among many. I speak not for myself, but so those without a voice can be heard. Those who have fought for their rights. Their right to live in peace. Their right to be treated with dignity. Their right to equality of opportunity. Their right to be educated.

Dear friends, on 9 October 2012, the Taliban shot me on the left side of my forehead. They shot my friends, too. They thought that the bullets would silence us, but they failed. And out of that silence came thousands of voices. The terrorists thought they would change my aims and stop my ambitions. But nothing changed in my life except this: weakness, fear and hopelessness died. Strength, power and courage was born. I am the same Malala. My ambitions are the same. My hopes are the same. And my dreams are the same. Dear sisters and brothers, I am not against anyone. Neither am I here to speak in terms of personal revenge against the Taliban or any other terrorist group. I am here to speak for the right of education for every child. I want education for the sons and daughters of the Taliban and all the terrorists and extremists. I do not even hate the Talib who shot me.

Even if there was a gun in my hand and he was standing in front of me, I would not shoot him. This is the compassion I have learned from Mohamed, the prophet of mercy, Jesus Christ and Lord Buddha. This the legacy of change I have inherited from Martin Luther King, Nelson Mandela and Mohammed Ali Jinnah.

This is the philosophy of nonviolence that I have learned from Gandhi, Bacha Khan and Mother Teresa. And this is the forgiveness that I have learned from my father and from my mother. This is what my soul is telling me: be peaceful and love everyone.

Dear sisters and brothers, we realise the importance of light when we see darkness. We realise the importance of our voice when we are silenced. In the same way, when we were in Swat, the north of Pakistan, we realised the importance of pens and books when we saw the guns. The wise saying, “The pen is mightier than the sword.” It is true. The extremists are afraid of books and pens. The power of education frightens them. They are afraid of women. The power of the voice of women frightens them. This is why they killed 14 innocent students in the recent attack in Quetta. And that is why they kill female teachers. That is why they are blasting schools every day because they were and they are afraid of change and equality that we will bring to our society. And I remember that there was a boy in our school who was asked by a journalist: “Why are the Taliban against education?”He answered very simply by pointing to his book, he said: “A Talib doesn’t know what is written inside this book.”

They think that God is a tiny, little conservative being who would point guns at people’s heads just for going to school. These terrorists are misusing the name of Islam for their own personal benefit. Pakistan is a peace-loving, democratic country. Pashtuns want education for their daughters and sons. Islam is a religion of peace, humanity and brotherhood. It is the duty and responsibility to get education for each child, that is what it says. Peace is a necessity for education. In many parts of the world, especially Pakistan and Afghanistan, terrorism, war and conflicts stop children from going to schools. We are really tired of these wars. Women and children are suffering in many ways in many parts of the world.

In India, innocent and poor children are victims of child labour. Many schools have been destroyed in Nigeria. People in Afghanistan have been affected by extremism. Young girls have to do domestic child labour and are forced to get married at an early age. Poverty, ignorance, injustice, racism and the deprivation of basic rights are the main problems, faced by both men and women.

Today, I am focusing on women’s rights and girls’ education because they are suffering the most. There was a time when women activists asked men to stand up for their rights. But this time we will do it by ourselves. I am not telling men to step away from speaking for women’s rights, but I am focusing on women to be independent and fight for themselves. So dear sisters and brothers, now it’s time to speak up. So today, we call upon the world leaders to change their strategic policies in favour of peace and prosperity. We call upon the world leaders that all of these deals must protect women and children’s rights. A deal that goes against the rights of women is unacceptable.

We call upon all governments to ensure free, compulsory education all over the world for every child. We call upon all the governments to fight against terrorism and violence. To protect children from brutality and harm. We call upon the developed nations to support the expansion of education opportunities for girls in the developing world. We call upon all communities to be tolerant, to reject prejudice based on caste, creed, sect, colour, religion or agenda to ensure freedom and equality for women so they can flourish. We cannot all succeed when half of us are held back. We call upon our sisters around the world to be brave, to embrace the strength within themselves and realise their full potential.

Dear brothers and sisters, we want schools and education for every child’s bright future. We will continue our journey to our destination of peace and education. No one can stop us. We will speak up for our rights and we will bring change to our voice. We believe in the power and the strength of our words. Our words can change the whole world because we are all together, united for the cause of education. And if we want to achieve our goal, then let us empower ourselves with the weapon of knowledge and let us shield ourselves with unity and togetherness.

Dear brothers and sisters, we must not forget that millions of people are suffering from poverty and injustice and ignorance. We must not forget that millions of children are out of their schools. We must not forget that our sisters and brothers are waiting for a bright, peaceful future.

So let us wage a glorious struggle against illiteracy, poverty and terrorism, let us pick up our books and our pens, they are the most powerful weapons. One child, one teacher, one book and one pen can change the world. Education is the only solution. Education first. Thank you.

http://www.independent.co.uk/news/world/asia/the-full-text-malala-yousafzai-delivers-defiant-riposte-to-taliban-militants-with-speech-to-the-un-general-assembly-8706606.html

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 08/10/2013 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: