AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ไขมันในช่องท้อง อันตรายที่สุด!

https://www.youtube.com/watch?v=hH8Sr0uoZcA

ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามกันได้อีกต่อไปแล้ว สำหรับคนที่อ้วนลงพุง หรือผู้ซึ่งมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป เนื่องจากไขมันช่องท้องสามารถละลายเข้าสู่กระแสเลือดและไปสะสมที่อวัยวะต่าง ๆ นับเป็นอันตรายมาก

 

ภาพที่ 1: ภาพตัดขวางคนหันหน้าไปทางซ้าย แสดงไขมัน (แต้มสีเหลือง) 3 กลุ่มได้แก่ ไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous), ไขมันในช่องท้อง (visceral), และไขมันหลังช่องท้อง (retroperitoneal) [ NIH ] 

ไขมันอ้วนลงพุง = ไขมันในช่องท้อง + ไขมันหลังช่องท้อง, มีอันตรายมากกว่าไขมันใต้ผิวหนังหลายเท่า

ภาพที่ 2: ภาพตัดขวางคนหันหน้าไปทางขวา แสดงไขมัน (แต้มสีเหลือง) 3 กลุ่มได้แก่ ไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat) ที่ล้อมรอบพุงด้านนอก, ชั้นกล้ามเนื้อผนังช่องท้อง (abdominal muscle layer), และไขมันในช่องท้อง (visceral fat) [ umich.edu ] 

การศึกษาใหม่พบว่า ไขมัในช่องท้อง (visceral / intra-abdominal fat) มีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าไขมันใต้ผิวหนัง (subcutaneous fat)

คน ส่วนใหญ่สะสมกำลังงานส่วนเกิน ทั้งจากอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต (ข้าว-แป้ง-น้ำตาล), ไขมัน (น้ำมัน), และโปรตีน (เนื้อ ไข่ นม ถั่ว โปรตีนเกษตร งา ฯลฯ) ไว้ในรูปไขมันใต้ผิวหนัง 90%
ไขมันใต้ผิวหนังมีมาก 5 ตำแหน่ง ซึ่งมีส่วนช่วยกระจายน้ำหนัก คล้ายเป็นเบาะรองรับน้ำหนักร่างกาย ป้องกันแผลกดทับ โดยเฉพาะคนไข้ที่นอนท่าเดิมนานๆ ได้แก่
(1)   แขนด้านหลัง (ไขมันใต้ผิวหนังด้านหลังมีมากกว่าด้านหน้า เพื่อช่วยรับน้ำหนักในท่านอนหงาย)
(2). หลัง ใต้ต่อด้านหลังกระดูกสะบัก (shoulder-blade)
(3)  เอว
(4)  ท้อง
(5)  ส่วนบนสุดของขาท่อนบน
ภาพที่ 3: แสดงตับ (liver/L) ในช่องท้องส่วนบนด้านขวา, กระเพาะอาหาร (stomach/S) ในช่องท้องส่วนบนด้านซ้าย, แผ่นเยื่อยึดโยงลำไส้ (omentum) ซึ่งมีหลอดเลือด+ไขมันเกาะ (สีเหลือง) วางตัวในแนวคล้ายผ้ากันเปื้อนของพ่อครัว, ลำไส้ใหญ่เป็นขดอยู่ด้านนอก,ไส้ติ่งด้านขวาล่าง   แผ่นเยื่อยึดโยงลำไส้เป็นผังผืดที่ช่วยยึดโยงกระเพาะฯ-ลำไส้เล็ก(ยาว 7 เมตร)-ลำไส้ใหญ่(ยาว 1.5 เมตร) ให้อยู่กับที่-ไม่ให้พันกันแบบปมเชือกจนอาจขาดเลือดหรือเน่าได้ (volvulus), ช่วยดูดซึมแรงกระแทก-ไม่ให้ไส้แตกง่าย     ไขมันอีก 10%  สะสมไว้ในช่องท้อง (visceral fat), ส่วนใหญ่จะเกาะอยู่กับเยื่อยึดลำไส้ (omentum; บาลี = อันตคุนัง; อันตะ = ไส้; คุนัง = สาย แผ่นรัด; รวม = เยื่อยึด-แผ่นยึดโยงลำไส้) ในช่องท้อง และล้อมรอบอวัยวะในช่องท้อง (เกาะที่ผังผืดรอบอวัยวะ; บาลี = กิโลมกัง = พังผืด)

ไขมันในช่องท้องหรือไขมันลงพุงเป็นแหล่งพลังงานสำรอง ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ก่อนไขมันใต้ผิวหนัง, การออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำให้มากพอ และไม่นั่งนานเกิน 1-1.5 ชั่วโมง/ครั้ง มีส่วนช่วยลดได้ดี
ไขมันใต้ผิวหนัง (90%) มีลักษณะคล้ายถ่านที่ยังไม่ติดไฟ, ส่วนไขมันในช้องท้อง (10%) เป็นไฟคุกรุ่น คล้ายถ่านที่ติดไฟแล้วดับไม่สนิท คุกรุ่น

ไขมันในช่องท้องปล่อยสารก่อการอักเสบ ทำให้ธาตุไฟในร่างกายกำเริบ เพิ่มเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2 (พบมากในผู้ใหญ่+เด็กอ้วน), โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอีกหลายชนิด เช่น
(1)   เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด > เพิ่มเสี่ยงไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันเกาะตับ ตับอักเสบ ตับแข็ง (ตับแข็งเพิ่มเสี่ยงมะเร็งตับ), เพิ่มเสี่ยงเบาหวาน
(2)   เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) > เพิ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดตีบตัน เช่น โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต สมองเสื่อมจากการขาดเลือด ฯลฯ
(3)    เพิ่มความดันเลือด > เพิ่มเสี่ยงโรคความดันเลือดสูง ไตเสื่อม-ไตวาย
(4)    สมองเสื่อม  การศึกษาเร็วๆ นี้พบว่า คนในช่วง early 40s = 40-44 ปี ที่มีไขมันช่องท้องสูงเพิ่มเสี่ยงสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ ฯลฯ ในช่วงอายุ 74-84 ปี = เกือบ 3 เท่า
(5)   หอบหืด
(6)    มะเร็งลำไส้ใหญ่ > เพิ่มเสี่ยงติ่งเนื้อกลาย (precancerous polyps) ซึ่งส่วนหนึ่งจะโตเป็นมะเร็ง 3 เท่า

ภาพที่ 4: ภาพตัดขวางผู้หญิงหันหน้าไปทางซ้าย แสดงกะบังลมรูปโค้งคว่ำที่กั้นช่องอกกับช่องท้อง, ใต้ลงมาเป็นตับ (liver; แรเงาสีดำเป็นจุดประ)   แผ่นโยงยึดลำไส้ใหญ่ (omentum; บาลี = อันตคุนัง) ยึดกะบังลม-กะรเพาะอาหาร(stomach)-ลำไส้ใหญ่ส่วนบน(transverse colon) เป็นส่วนที่ไขมันช่องท้องชอบเกาะหนึบมาก   ลำไส้เล็กก็มีแผ่นโยงยึดลำไส้ (mesentery; บาลี = อันตคุนัง) ที่ไขมันช่องท้องชอบเกาะหนึบเช่นกัน

 
ไขมันในช่องท้องที่เหลือจะเกาะหนึบที่เยื่อหุ้มอวัยวะภายในจนเต็มช่องท้องส่วนที่ระบายสีชมพูในคนอ้วนลงพุง

การศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การวัดเส้นรอบเอวช่วยบอกปริมาณไขมันในช่องท้องได้ดี (ซม. = เซนติเมตร)

  • ค่าปกติในผู้ชายเอเชีย = 90 ซม.(35.4 นิ้ว), ผู้หญิงเอเชีย = 80 ซม.(31.5 นิ้ว)
  • ค่าปกติในผู้ชายฝรั่ง = 101.6 ซม.(40 นิ้ว), ผู้หญิงฝรั่ง = 89 ซม.(35 นิ้ว)
วิธีวัดที่ดี คือ  ให้ท้าวสะเอว คลำส่วนสูงสุดของกระดูกเอวด้านหลัง (ilium) ขีดเส้นไว้, วางเทปวัดให้ด้านล่างอยู่ตรงเส้นนั้น (ให้คนอื่นวัดจะดีกว่าวัดเอง)
 
การศึกษาหนึ่งพบว่า ปริมาณไขมันในช่องท้อง หรือไขมันลงพุงจะเปลี่ยนแปลงตามปริมาณ (มาก-น้อย) และความแรง (หนัก-เบา) ของการออกแรง-ออกกำลังได้แก่
(1)  ผู้ใหญ่ที่นั่งๆ นอนๆ 6 เดือน > เพิ่มขึ้นเกือบ 9%
(2)  ออกกำลังปานกลาง เทียบเท่าเดิน-วิ่ง 12 ไมล์/สัปดาห์ = 19.31 กม./สัปดาห์ > ไม่เพิ่ม  
(3)  ออกกำลังแบบหนัก = วิ่ง 20 ไมล์/สัปดาห์ = 32.19 กม./สัปดาห์ > ลดไขมันช่องท้อง+ใต้ผิวหนัง
การศึกษาหนึ่ง ทำในผู้หญิงอายุ 24 – 44 ปี ติดตามไป 2 ปี พบว่า คนที่ออกกำลังต้านแรง เช่น ยกน้ำหนัก เล่นเวท ขึ้นลงบันได ฯลฯ 1 ชั่วโมง 2 ครั้ง/สัปดาห์ > ลดไขมันช่องท้องเกือบ 4%
การปรับเปลี่ยนอาหารที่มีส่วนช่วยลดไขมันช่องท้องได้แก่

(1)  เปลี่ยน “ข้าวขาว-แป้งขาว-น้ำตาล” เป็นธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังเติมรำ(โฮลวีท) ฯลฯ, ลดเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เช่น ชาเขียวรสหวาน-กาแฟเย็น ฯลฯ
(2)  กินโปรตีน (ถั่ว เต้าหู้ โปรตีนเกษตร งา ไข่ เนื้อ นม) ที่ไม่ผ่านการทอด ลดเนื้อสำเร็จรูป ลดเนื้อติดมัน ลดอาหารทอด
(3)  ลดไขมันอิ่มตัว เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว ฯลฯ
(4)  ลดไขมันทรานส์ หรือไขมันแปรรูปในโรงงาน เช่น เบเกอรี่ คุกกี้ เค้ก ขนมใส่ถุง ฟาสต์ฟูด ฯลฯ
(5)  ไม่ลดน้ำหนักเร็วเกิน 1/2 กก./สัปดาห์ เนื่องจากร่างกายอาจปรับตัวเข้าสู่ภาวะขาดอาหาร ซึ่งจะเพิ่มการสะสมไขมันช่องท้องได้ (การลดน้ำหนักเร็วเพิ่มเสี่ยงหนังเหี่ยว หน้าแก่ได้เช่นกัน)
สรุป คือ
(1) ไขมันในช่องท้อง – หลังช่องท้อง = ไขมันลงพุง > อันตรายมากกว่าไขมันใต้ผิวหนัง
(2) การออกแรง – ออกกำลังเป็นประจำ และ ไม่นั่งนิ่งนาน > ช่วยลดไขมันลงพุง   ตรงนี้ช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมคนอ้วนฟิต(ที่ไม่อ้วนลงพุง) มีแนวโน้มจะอายุยืนมากกว่าคนผอมไม่ฟิต  ไม่ว่าท่านจะอ้วนหรือผอม, ขอให้รีบเปลี่ยนเป็นอ้วนฟิต หรือผอมฟิต เพื่อเพิ่มโอกาสอายุยืนอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
(3) การควบคุมอาหาร > ช่วยลดไขมันใต้ผิวหนัง    การน้ำหนักเร็วมากๆ (เกิน 1/2 กก./สัปดาห์) อาจทำให้ร่างกายปรับตัวเข้าสู่ภาวะขาดอาหาร สะสมไขมันลงพุงเพิ่ม และอาจเพิ่มเสี่ยงไขมันเกาะตับ (เสี่ยงตับอักเสบ ตับแข็ง เบาหวานเพิ่ม)
(4) การออกแรง-ออกกำลัง + ควบคุมอาหารร่วมกัน > ช่วยลดไขมันลงพุง + ไขมันใต้ผิวหนัง
ถึงตรงนี้… ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
    ท่าบริหารกล้ามเนื้อโครงสร้าง ทำได้ง่ายๆ สบายๆ ที่บ้าน [ indulgy ] 
ที่มา   นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์      http://health2u.exteen.com/20130210/entry
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

6 วิธีผิดในการลดไขมัน

1.  ซิทอัพ
เราคงเคยได้ยินได้อ่านมาบ่อย อย่างเช่นบางคนถามเรื่องวิธีการลดหน้าท้องลดเอวหรือพุงนั้นแหละ แลัจะมีหลายๆคนให้ความเห็นว่า ซิทอัพสิ บ้างก็ว่า 100 ครั้งต่อวันบ้าง 200 บ้าง แต่อันที่จริงแล้วการซิทอัพแทบไม่ได้ช่วยให้ไขมันลดลงแม้แต่น้อย  แล้วการซิทอัพได้ประโยชน์อันใด ??  สิ่งที่ได้จากการซิทอัพคือ ความแข็งแรงของกล้ามท้องและขนาดของกล้ามท้อง หรือที่เค้าเรียกกันว่า Six Pack นั้นเอง ไม่มีส่วนช่วยในการลดไขมันลงเลย แถมหากท่านเป็นคนมีหน้าท้องเยอะอยู่เเล้วไปซิทอัพเพื่อสร้างกล้ามท้องก็จะทำให้มันป่องยิ่งกว่าเดิมซะอีก เพราะกล้ามท้องถูกสร้องให้นูนขึ้นแต่ไขมันยังอยู่เท่าเดิมเมื่อปริมาณไขมันเดิมบวกกับปริมาณกล้ามท้องจึงทำให้ท้องของท่านดูป่องเข้าไปอีก (กรณีผู้หญิงจะไม่ค่อยมีผลเพราะสร้างกล้ามท้องได้ยากมากเพราะไม่มีฮอร์โมนเพศชาย) และถึงแม้ว่าท่านจะสร้างกล้ามท้อง ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะซิทอัพอย่างเดียว เพราะถึงมีกล้ามท้องท่านก็จะไม่เห็นมันอยู่ดีหากมีไขมันปกคลุมอยู่เต็มท้อง วิธีที่ดีที่สุดคือ คาดิโอกับควบคุมอาหารครับที่จะช่วยให้ไขมันลดลงและเห็นกล้ามท้องแบบชัดๆ
2.  เครื่องสั่นหน้าท้อง
เราจะเห็นว่าในสถานที่ฟิทเนสมักมีเครื่องชนิดนี้อยู่ ที่เอาสายคาดเอวเเล้วกดให้สายมันสั่น เครื่องนี้ไม่มีส่วนช่วยในการสลายไขมันแม้แต่น้อย แต่ก็ยังมีคนเข้าใจผิดอยู่เยอะครับ จะเห็นได้จากสาวเจ้าเนื้อมักจะต่อคิวกันใช้เครื่องนี้อย่างไม่ขาดช่วง อันที่จริงเเล้วไขมันไม่ได้เอาออกง่ายถึงเพียงนั้น แค่สั่นๆเเล้วมันจะหายไปอย่างนั้นเหรอ ไม่มีทาง และเครื่องเหล้านั้นหน้าที่หลักของมันคือเอาไว้คลายกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายจากการออกกำลังกายครับ ส่วนเรื่องลดไขมันเป็นเรื่องที่คิดไปเองครับ3.  ซาวน่
ซาวน่าไม่ได้ช่วยลดไขมันเลยเช่นกัน แต่ลดน้ำหนักได้บ้าง งงไหมครับ ก็คือว่าที่มันลดออกไปน่ะคือน้ำในร่างกายเราครับก็คือเหงื่อนั้นเอง พอเราออกมาเรากินน้ำตามปกติน้ำหนักก็กลับขึ้นมาดังเดิมอีกครั้ง ประโยชน์ของการเข้าซาวน่าคือช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน อย่างโรคหวัด โรคแพ้อากาศ โรคเกี่ยวกับระบบทงเดินหายใจบางอย่าง แต่ไม่ช่วยลดไขมันครับ4.  ผ้าหรือยางรัดหน้าท้อง
ผ้าหรือยางรัดนี่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยในการสลายไขมัน ไขมันมันยังอยู่ในร่างกายไปรัดมัน มันก็ยังเท่าเดิมแหละครับ ไม่ใช่ไปบีบมันแรงๆเเล้วมันกระฉูดออกมาทางรูขุมขนนะครับ แต่มันก็ดีอย่างตรงที่ทำให้คนไม่ค่อยทานอาหารเกินเพราะไปรัดมันซะแน่น พอทานเยอะท้องเต็มมันเลยอึดอัด พอทานน้อยๆน้ำหนักมันเลยลดไปเอง เลยดูเหมือนมันลดไขมันได้ ไม่จริงหรอกครับ

5. เจลร้อน
เจลร้อนเองก็ไม่ได้ช่วยลดไขมันครับ ไม่งั้นคงไม่เห็นคนอ้วนกันเเล้วเพราะวิธีนี้ค่อนข้างสะดวกสำหรับคนขี้เกียจเพราะแค่ทาเเล้วก็รอให้มันลด แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้นสิครับ ไขมันก็ยังอยู่เท่าเดิมแถมทำให้เราทรมานไปกับความร้อนที่ผิวหนังเปล่าๆมันไม่ได้เข้าไปทำปฏิกิริยาอะไรกับไขมันเลย หากเจลร้อนได้ผลจริง ยาทาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อหรือน้ำมันมวยก็คงได้ผลสำหรับการลดไขมันแหละครับ

6.  ฮูลาฮูป
จะว่าช่วยได้ก็ช่วยได้ จะว่าช่วยไม่ได้ก็ไม่ได้ คือการออกกำลังกายที่ดีคือออกกำลังอย่างต่อเนื่อง และทำให้ร่างกายเกิดความเหนื่อยระดับหนึ่ง ทีนี้เจ้าตัวนี้ผมเห็นบางคนแกร่งไม่ถึง 5 นาที หยุดเพราะมันหล่น แบบนี้ไม่ช่วยในการลดไขมันเท่าไหร่ครับเพราะขาดความต่อเนื่อง และอยู่ที่ความเหนื่อยด้วย หากเล่นเเล้วไม่มีอาการเหนื่อยหรือเหงื่อซึมเลย เล่นไปร้องเพลงไปไม่ติดขัด ก็ไม่ช่วยอะไรเลย เพราะงั้นลดได้ไม่ได้อยู่ที่คนครับ หากเล่นได้ต่อเนื่องถึง 30 นาที มีอาการเหนื่อยนิดๆถึงปานกลาง ก็โอเคครับช่วยได้ แต่คนมักเข้าใจผิดว่ามันลดได้เพราะห่วงมันเบียดเสียดกับเอวตลอดเวลาทำให้ไขมันสลายอันนี้เข้าใจผิดครับ มันลดได้เพราะมันได้เผาผลาญตอนเราออกกำลังครับ

ในเมื่อวิธีทั้งหมดที่กล่าวมา ที่จะทำให้คนขี้เกียจแต่อยากผอม ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ เเล้ววิธีใดล่ะที่มันได้ผล ??

วิธีที่ดีที่สุดคือ ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ใช้เครื่องคาดิโอ บวกกับการควบคุมอาหารครับ

วิธีดังกล่าวคือ การทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญเกิดการใช้พลังงาน ไขมันก็คือพลังชนิดหนึ่งซึ่งสำรองไว้กันภาวะขาดแคลนอาหาร ในเมื่อมันเป็นพลังงานพอเราทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมันก็จะต้องถูกนำไปใช้อย่างไม่มีข้อยกเว้นครับ เพียงแต่มันจะถูกใช้เป็นช่วงหลังครับ แรกๆ จะใช้พลังงานหลักคือพลังงานจากคาโบไฮเดตรที่เราทานเข้าไปก่อนเเล้วค่อยใช้ไขมัน จึงเป็นที่มาว่าทำไมต้องออกกำลังอย่างน้อย 30 นาทีครับ

สรุปว่า  ไขมันเอาออกได้ 2 วิธีครับ คือ ทำให้มันถูกใช้งานและควบคุมปริมาณการกิน    ส่วนการใช้ความร้อน การสั่น การรัด ไม่ช่วยให้มันถูกใช้งานครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 08/10/2013 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: