AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

โรค SLE คือ โรคอะไร?

SLE หรือ   โรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus = SLE)

ผื่นโรคลูปัส

โรค SLE        

กาญจนา คนสู้โรค SLE  ตอนที่   1  

กาญจนา คนสู้โรค SLE  ตอนที่   2 

กาญจนา คนสู้โรค SLE  ตอนที่   3 

SLE  โดยหมอเขียว แพทย์วิถีธรรม      

 

โรคลูปัส (Systemic Lupus Erythematosus)

โรคลูปัส (Systemic lupus erythematosus, SLE) เป็นโรคภูมิต้านทานตนเองทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ที่พบได้บ่อย โดยลักษณะพิเศษที่พบในโรคนี้คือการตรวจพบมีแอนติบอดีต่อส่วนประกอบในนิวเคลียสของเซลล์ (antinuclear antibody, ANA) โรคนี้จะมีอาการแสดงของความผิดปกติหลายระบบในร่างกายร่วมกัน เช่นผื่นโรคลูปัส

  • ระบบผิวหนัง
  • ระบบประสาท
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • กล้ามเนื้อและข้อ
  • เม็ดเลือด
  • ไต
  • ระบบทางเดินหายใจ ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ป่วยโรคลูปัส จึงมีอาการแสดงทางคลินิกที่หลากหลาย ผู้ป่วยแต่ละรายจะมีความรุนแรง และพยากรณ์โรคที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับจำนวนอวัยวะ และชนิดของอวัยวะที่มีความผิดปกติ อาการที่ไม่รุนแรง เช่น อาการผื่น ปวดข้อ ไปจนถึงอาการแสดงที่มีความรุนแรงถึงชีวิต เช่น ไตอักเสบ การดำเนินโรคในโรคลูปัสนั้น ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลาที่โรคกำเริบ และช่วงเวลาที่โรคสงบสลับกัน โดยอาการขระกำเริบนั้นมีความแตกต่างกันระหว่างบุคคล การให้การดูแลรักษาผู้ป่วยแต่ละรายขณะที่มีอาการกำเริบแตกต่างกัน นอกจากนี้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลูปัสไม่ได้จำกัดเพียงการรักษาขณะที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการวางแผนการรักษาโรคในระยะยาวเพื่อป้องกันการกำเริบ และภาวะแทรกซ้อนทั้งจากตัวโรคและจากการรักษาโรคร่วมกับการติดตามผู้ป่วยที่เหมาะสม

ผู้ป่วย SLE รักษาไม่หายแต่สามารถมีคุณภาพีชีวิตใกล้เคียงคนปกติ ผู้ป่วยต้องทราบว่าโรคนี้จะมีบางช่วงที่ปราศจากอาการเรียก remission บางช่วงก็มีระยะที่เกิดโรคกำเริบเรียก flares ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรคกำเริบและรู้วิธีรักษาโรคนี้มักจะเป็นในผู้หญิงแต่ไม่เป็นกรรมพันธุ์ โรค SLE มีได้หลายลักษณะดังนี้

  • Systemic lupus erythematosus (SLE) หมายถึงโรคที่มีการทำอักเสบและมีการทำลายเนื้อเยื่อหลายอวัยวะ เช่น ผิวหนัง ไต ข้อ หัวใจ
  • Discoid lupus erythematosus โรคที่เป็นเฉพาะผิวหนังโดยเฉพาะบริเวณหน้า หนังศีรษะ ผู้ป่วยจำนวนไม่มากที่เปลี่ยนไปเป็น SLE
  • Drug-induced lupus เป็นกลุ่มโรคที่มีอาการเหมือน SLE เช่น มีผื่น ข้ออักเสบ มีไข้ แต่ไม่เป็นโรคไต เมื่อหยุดยาอาการต่างๆจะหายไป
  • Neonatal lupus ทารกที่เกิดจากแม่ที่เป็น SLE พบน้อยมาก

สาเหตุของโรคลูปัส SLE

แพ้แดดสาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบ แต่เชื่อมีปัจจัยทางพันธุกรรมส่งเสริม ซึ่งมีหลักฐานจากการเกิดโรคลูปัสในแฝดที่มาจากไข่ใบเดียวกัน มีการเกิดโรคลูปัสสูงกว่าแฝดที่มาจากไข่คนละใบ นอกจากนั้นยังพบยีนที่เอื้อต่อการเกิดโรค ปัจจัยสำคัญคือสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการทำให้เกิดโรค เช่น การติดเชื้อ ยา แสงแดด สาเคมีในสิ่งแวดล้อม

สาเหตุของการเกิดโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี SLE

สาเหตุของโรคลูปัส

สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบแต่เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุเช่นพันธ์กรรม สิ่งแวดล้อมและระบบภูมิคุ้มกัน มักพบโรค  SLE ในคู่แผดจากไข่ใบเดียวกัน มากกว่าแผดจากไข่คนละใบ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า แสงแดด ความเครียด ยาบางชนิด การติดเชื้อบางชนิด เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคในผู้ป่วยที่มีแนวโน้มโรคนี้ไม่สามารถติดต่อจากผู้ป่วยสู่คนอื่น ภูมิคุ้มกัน antibodies ของโรค SLE จะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองเรียก autoantibodies ทำให้เกิดการอักเสบของหลายอวัยวะ เกิดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน ที่อวัยวะนั้น autoantibodiesบางส่วนจับกับสารในร่างกายเกิดเป็น immune complexes ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบตามอวัยวะต่างๆ

ปัจจัยทางพันธุกรรม

  • จากการศึกษาพบมีหลักฐานสนับสนุนปัจจัยทางพันธุกรรมที่เอื้อต่อการเกิดโรคลูปัสมากขึ้น โดยพบอัตราการเกิดโรคลุปัสในฝาแฝดที่เป็นแฝดชนิดไข่ใบเดียวกันจะมีโอกาศเกิดโรคสูงถึง 14- 57 ในขณะที่แฝดจากไข่คนละใบจะมีโอกาศเกิดโรคลูปัสประมาณ 2 -12
  • ในปัจจุบันมีการค้นพบยีนที่เอื้อต่อการเกิดโรคลูปัส (lupus susceptibility gene) มากมาย ซึ่งยีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นยีนที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทานในร่างกาย
    อย่างไรก็ตามจากการศึกษาในผู้ป่วยโรคลูปัสที่มีเชื้อชาติแตกต่างกัน เช่น กลุ่มประชากรที่สืบเชื้อสายมาจากยุโรป ประชากรที่สืบเชื้อสายมาจากแอฟริกา ประชากรที่สืบเชื้อสายมาจากเอเชีย ฯลฯ พบว่ายีนที่เอื้อต่อการเกิดโรคลูปัสบางยีนมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคลูปัสเหมือนกัน ในความถี่ที่เท่ากันในทุกเชื้อชาติ บางยีนมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคลูปัสเหมือนกัน แต่ในความถี่ที่ต่างกันระหว่างเชื้อชาติ บางยีนมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคลูปัสต่างกันระหว่างเชื้อชาติ

ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม

ในปัจจุบันมีการศึกษาปัจจัยต่อการแสดงออกของยีน (epigenetic study) ในโรคลุปัสดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าถึงแม้จะพบว่ายีนที่เอื้อต่อการเกิดโรคลูปัสเป็นปัจจัยของการเกิดโรคลูปัส แต่คนที่มียีนที่เอื้อต่อการเกิดโรคลุปัสมีการแสดงออกของการเกิดโรคลุปัสที่แตกต่างกันระหว่างเชื้อชาติ ระหว่างพี่น้อง และแม้กระทั่งระหว่างฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันซึ่งน่าจะมีลำดับของสารพันธุกรรมที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีปัจจัยอื่นที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคลูปัส หรือมีผลต่อการแสดงออกของยีนที่เอื้อต่อการเกิดโรคลูปัส จากการศึกษาในอดีตถึงปัจจุบันเชื่อว่าปัจจัยที่อาจทำให้เกิดโรคได้แก่

  • ภาวะขาดคอมพลีเมนท์ (complement deficiency) โดยเฉพาะคอมพลีเมนท์ ในช่วงแรกของระบบการทำงานของคอมพลีเมนท์ เช่น การขาด C1q, C2, หรือ C4 เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคลุปัส
  • ฮอร์โมนเพศหญิง เช่น estrogen เนื่องจากพบโรคลูปัสในเพศหญิงมากกว่าเพศชายหลายเท่าดังกล่าวข้างต้น และยังมีข้อมูลสนับสนุนจากการติดตามกลุ่มพยาบาลหญิงที่ได้รับฮอร์โทน estrogen ทั้งจากการกินยาคุมกำเนิด และจากการใช้ฮอร์โมนเสริมในวัยหมดประจำเดือนพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับ ฮอร์โมน estrogen เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคลูปัส 1.5-2.1 เท่า
  • Chromosome X ได้มีการศึกษาความชุกของ Klinefelter’s syndrome (47, XXY) ในผู้ป่วยโรคลุปัสเพศชาย พบว่าผู้ป่วยโรคลูปัสเพศชายมีความชุกของการเกิด Klinefelter’s syndrome สูงกว่าผู้ชายทั่วไปถึง 14 เท่า จึงอาจเป็นไปได้ว่าการมีปริมาณของ Chromosome X ที่เพิ่มขึ้นนั้นเพิ่มโอกาสการเกิดโรคลูปัสมากขึ้น
  • แสงแดด พบว่าผู้ป่วยโรคลุปัสมักมีอาการกำเริบของโรคหลังสัมผัสแสงแดด นอกากนี้ยังมีรายงานพบว่าแสงแดดสามารถกระตุ้นการสร้าง interferon เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผิวหนังบริเวณที่มีรอยโรค
  • การติดเชื้อ มีการศึกษาการติดเชื้อไวรัส เช่น Epstein-Barr virus (EBV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิด DNA พบว่าสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อนิวเคลียสได้ โดยมีการศึกษาในเด็กและวัยรุ่นพบมีการตรวจพบแอนติบอดีต่อ EBV ร้อยละ 99 และตรวจพบ EBV ร้อยละ 100 นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคลุปัส เช่น cytomegalovirus หรือ herpes zoster ฯลฯ
  • ยา หลังจากการใช้ยาเป็นระยะเวลาหนึ่ง พบว่ายาบางชนิดก่อให้เกิดการสร้างภูมิต้านทานต่อต้านตนเอง แต่มิได้ก่อให้เกิดอาการแสดงใด ๆ เรียก drug-induce autoimmunity (DIA) ซึ่งในปัจจุบันมีการรายงานยาที่ก่อให้เกิด DIA มากมาย แต่ยาที่ก่อให้เกิดการสร้างภูมิต้านทานต่อต้านตนเองและก่อให้เกิดอาการแสดงทางคลินิกคล้ายกับโรคลูปัสร่วมด้วย เรียก drug-induce lupus (DIL) ในปัจจุบันยาที่มีการศึกษาสนับสนุนและเป็นที่ยอมรับว่าเป็น DIL ได้แก่ hydralazine, procainamide และ quinidine ส่วนยาที่ได้รับความสนใจ และมีการศึกษามากขึ้นของโอกาสการเกิด DIL ได้แก่ สารชีวะภาพในกลุ่มต้านไซโตคายส์ ชนิด TNF-α
  • สารเคมีในสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ฝุ่นซิลิกา สีย้อมผม การสุบบุหรี่ และยาฆ่าแมลง ฯลฯ มีการรายงานประปรายในการเพิ่มโอกาสการเกิดโรคลูปัส แต่ยังต้องรอการศึกษาสนับสุนต่อไป

อาการของโรคลูปัส SLE

แพ้แสงแดดโรคลูปัสมีความรุนแรงแต่ละคนไม่เท่ากัน และสามารถเกิดอวัยวะได้หลายอวัยวะ เช่น

  • อาการทางข้อ
  • อาการทางผิวหนัง
  • อาการทางระบบประสาท
  • อาการทางโรคเลือด
  • อาการทางโรคไต
  • อาการทางโรคหัวใจ

อาการของโรคลูปัส

ผู้ป่วย SLE แต่ละคนจะมีอาการต่างกัน อาการมีตั้งแต่เป็นมาก บางรายเป็นน้อย อาการที่พบบ่อยได้แก่ อาการทางผิวหนังและอาการปวดข้อ อาการทางผิวหนังได้แก่มีผื่นโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงเรียกว่าแพ้แสงแดด Photosensitivityผื่นมักจะเกิดมากบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่นผื่นที่หน้าบริเวณโหนกแก้มและจมูกทำให้มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อเรียกbutterfly or malar rash นอกจากนั้นยังพบว่ามีอาการผมร่วงด้วย ส่วนอาการทางข้อได้แก่ ปวดข้อ บางครั้งอาจจะมีอาการข้ออักเสบ ข้อบวมและปวด ไข้สูง มีผื่น อาการอื่นที่พบได้แก่ แน่นหน้าอก ผมร่วง ถูกแสงแล้วมีผื่นที่ผิวหนัง ซีด ปลายนิ้วจะมีสีม่วงอ่อน บางรายปวดหัว ซึม ชัก

อาการที่พบบ่อย

ผู้ป่วย SLE บางรายอาจมีการอักเสบเพียงระบบเดียว บางรายมีการอักเสบหลายระบบได้แก่

  • ร้อยละ 90 จะมีอาการทั่วไป ได้แก่ไข้ อ่อนเพลีย ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ
  • ผู้ป่วยร้อยละ 90 จะมีอาการทางกล้ามเนื้อและข้อ จะมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ข้อที่ปวดมักจะเป็นข้อนิ้วมือ proximal interphalangeal, metacarpophalangeal ข้อมือ ข้อเข่า อาการทางข้อของผู้ป่วยลูปัส
  • อากทาทางผิวหนังและเยื่อบุ ร้อยละ 30 ของผู้ป่วยจะมีแผลที่เพดานปาก แผลจะไม่เจ็บปวด แต่หากมีการติดเชื้อก็อาจจะทำให้เจ็บได้ แผลนี้ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัว อาการทางผิวหนังของผู้ป่วยโรคลูปัส ผื่นตามผิวหนังจะมีผื่นแพ้แสงแดดและผื่นที่หน้าดังได้กล่าวมาแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการผมร่วงซึ่งพบได้ร้อยละ 50 ผมจะร่วงช่วงที่โรคกำลังดำเนินงานแต่เมื่อโรคถูกควบคุมผมจะกลับสู่ปกติ นอกจากนั้นก็อาจจะมีอาการทางผิวหนังอื่น เช่น ลมพิษ Raynaud phenomenon
  • ไต มีการอักเสบของไต nephritis ทำให้ไตไม่สามารถเก็บไข่ขาวผู้ป่วยจะมีอาการบวม ในรายที่เป็นมากจะมีไตเสื่อมผู้ป่วยจะบวม ความดันโลหิตสูงขึ้นเนื่องจากผู้ป่วยที่ไตอักเสบเริ่มต้นจะไม่มีอาการ เราทราบได้จากการตรวจปัสสาวะพบไข่ขาวและเม็ดเลือดขาว อาการทางไตของผู้ป่วยลูปัส
  • ระบบประสาท ผู้ป่วย SLEอาจมีอาการปวดศีรษะ ซึมอัมพาตชักปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น เส้นเลือดมีการอักเสบอาจจะทำให้เกิดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อาการทางระบบประสาทของผู้ป่วยโรคเอสแอลอี
  • ระบบไหลเวียน มีการอักเสบของหลอดเลือด vasculitis
  • เม็ดเลือด ผู้ป่วยจะมีจำนวณเม็ดเลือดลดลงเม็ดเลือดขาวต่ำลงเกล็ดเลือดต่ำลง ภูมิคุ้มกันทาลเม็ดเลือด
  • ระบบหายใจ จะมีเยื่อหุ้มปอดอักเสบ เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้า
  • หัวใจ หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการอักเสบทำให้เกิด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ myocarditisเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ pericarditisลิ้นหัวใจอักเสบ endocarditis
  • อาการทางตา อาจจะมีตาอักเสบanterior uveitis or iridocyclitisหรือเส้นเลือดไปเลี้ยงตาอุดตันทำให้ตาบอด
  • ระบบทางเดินอาหารมีเยื่อบุช่องท้องอักเสบทำให้เกิดอาการปวดท้อง หรือต่อมน้ำเหลืองในท้องรวมท้องลำไส้อักเสบ

ดูอาการเพิ่มอย่างละเอียดที่ http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/SLE/symtom1.html#.Uoy-EsRBKSo

การวินิจฉัยโรค SLE

เนื่องจากความรุนแรงของโรคในแต่ละคนไม่เท่ากัน และอาการแต่ละระบบก็มีความรุนแรงต่างกันและอาการแสดงไม่พร้อมกัน ทำให้การวินิจฉัยโรคมีความไม่แน่นอน จึงต้องวินิจฉายตามเกณฑ์ซึ่งต้องอาศัยประวัติ การตรวจร่างกายพบผื่น ข้ออักเสบ แพ้แสง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การวินิจฉัยโรคลูปัส

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยผู้ป่วยโรคลุปัสในปัจจุบันจะอิงตามเกณฑ์ของ American College of Rheumatology ซึ่งเกณฑ์นี้ประกอบไปด้วยอาการทางคลินิก และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์โดยผู้ป่วยควรมีจำนวนข้อที่เข้าได้อย่างน้อย 4 ข้อหรือมากกว่าจากจำนวนทั้งหมด 11 ข้อ เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในหลายระบบ เกณฑ์วินิจฉัยดังกล่าว ให้ความไวในการวินิจฉัยโรค SLE ร้อยละ 96 และมีความแม่นยำร้อยละ 96
ในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีจำนวนข้อที่เข้าได้ตามเกณฑ์น้อยกว่า 4 ข้อ เนื่องจากบางครั้งอาการ และอาการแสดงต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน ดังนั้นหากผู้ป่วยมีอาการค่อนข้างมาก และมีอาการโน้มเอียงทาง โรคSLEแพทย์อาจต้องพิจารณาให้การรักษาก่อน เช่น ผู้ป่วยมีโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 1 กรัมร่วมกับมีเม็ดเลือดแดง แคสเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ร่วมกับมี ANA ให้ผลบวกในระดับสูง anti-ds DNA ให้ผลบวก การตัดตรวจเนื้อไตเข้าได้กับภาวะไตอักเสบSLE ถึงแม้ผู้ป่วยรายนี้จะมีเพียง 3 ข้อก็ตาม ก็ควรได้รับการรักษาในทันทีการวินิจฉัยโรค SLE ไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากอาการของโรคซับซ้อน การวินิจฉัยต้องอาศัยประวัติการเจ็บป่วยที่ค่อยข้างละเอียด และแพทย์ต้องระลึกถึงโรคนี้อยู่เสมอ การตรวจร่างกายถ้าพบลักษณะเฉพาะก็สามารถวินิจฉัยได้ นอกจากนั้นแพทย์จะเจาะเลือดเพื่อวินิฉัยดังนี้

  1. Antinuclear antibody คือตรวจหาว่ามีภูมิคุ้มกันของร่างกาย antibody ทำลาย nucleus ตัวเองหรือไม่ วิธีการโดยการหยด serum ของผู้ป่วยบนเซลล์ของตับหนู แล้วใช้ antihuman IgG ซึ่งฉาบสารเรืองแสงส่องกล้องจุลทรรศน์เรืองแสงจะพบความผิดปกติได้ ถ้าการตรวจให้ผลบวกแสดงว่าเป็น SLE
  2. การตัดชิ้นเนื้อ biopsy ที่ผิวหนังและไตเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันที่เกาะติดอวัยวะดังกล่าว
  3. การตรวจหา VDRL ให้ผลบวกหลอก
  4. การตรวจ CBC อาจจะพบว่าซีด หรือเม็ดเลือดขาวต่ำ หรือเกล็ดเลือดต่ำ
  5. การตรวจปัสสาวะพบว่ามีไข่ขาวรั่วมากกว่า 0.5กรัม ต่อวันและบางรายอาจจะพบเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวในปัสสาวะด้วย
  6. ตรวจพบ LE cell ในเลือด
  7. ตรวจ Erythrocyte sedimentation rate (ESR) ถ้ามีการอักเสบมากค่า ESR จะสูงค่าตัวนี้ใช้ติดตามการรักษา
  8. เจาะหา Complement levels คือสารเคมีในร่างกายถ้าโรคเป็นมากค่านี้จะต่ำ

การเจาะเลือดตรวจ

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคSLE Systemic Lupus Erythematosus (SLE)

  1. มีผื่นที่แก้ม
  2. มีผื่น Discoid rash
  3. มีผื่นอาการแพ้แสง
  4. แพทย์ตรวจพบแผลในปาก
  5. มีข้ออักเสบ พบข้อมีอาการปวด บวม แดง ร้อนมากกว่า 2 ข้อ
  6. เยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ
  7. ตรวจปัสสาวะพบโปรตีนหรือพบ cellular casts
  8. มีอาการทางระบบประสาท เช่น ชัก อาการทางจิต
  9. มีความผิดปกติทางโรคเลือดได้แก่โลหิตจางจาก Hemolytic anemia หรือเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 4000/L หรือเซลล์ lymphopeniaน้อยกว่า 1500/L หรือเกล็ดเลือดขาวต่ำกว่า thrombocytopenia 100,000/L
  10. ตรวจเลือดระบบภูมิพบ Anti-dsDNA, anti-Sm,และหรือ anti-phospholipid
  11. ตรวจพบ Antinuclear antibodies

ดูอย่างละเอียดได้ที่ http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/SLE/fluorescent_antinuclear_antibodi.htm#.Uoy-l8RBKSo

การรักษาโรคลูปัส

โรคลูปัสจะเป็นๆหายๆ และมีการกำเริบ หลักสำคัญการรักษาโรคลูปัสคือการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นการชักนำเพื่อให้โรคสงลโดยเร็วเพื่อป้องกันไตเสื่อม เมื่อโรคสงบแล้วจะต้องป้องกันมิให้โรคกำเริบ การรักษาแบ่งออกเป็นการดูแลตัวเอง และการใช้ยา

การรักษาโรคลูปัส

หลังจากวินิจฉัยโรคได้แล้วแพทย์จะทำการรักษาซึ่งอาจจะใช้แพทย์เปลือง เนื่องจากต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เช่น แพทย์โรคข้อrheumatologist แพทย์เชี่ยวชาญผิวหนังdermatologists แพทย์เชี่ยวชาญโรคไตnephrologists แพทย์เชี่ยวโรคภูมิคุ้มกันimmunologists การรักษาผู้ป่วย SLE ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละคนเนื่องจากแต่ละคนเจ็บป่วยไม่เหมือนกัน ยาที่แพทย์มักจะเลือกใช้

NSAIDs Used To Treat Lupus*Generic Name

  • Ibuprofen
  • Naproxen
  • Sulindac
  • Diclofenac
  • Piroxicam
  • Ketoprofen
  • Diflunisal
  • Nabumetone
  • Etodolac
  • Oxaprozin
  • Indomethacin
  • Nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDs) เป็นยาลดการอักเสบใช้รักษาไข้ ข้ออักเสบ ปวดข้อ ข้อบวม อาจใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น ผลข้างเคียงของยาคือ โรคกระเพาะอาหาร ท้องเสีย และบวม
  • ยารักษามาลาเรีย มีการนำยารักษามาลาเรียมาใช้รักษา SLE โดยเฉพาะรักษาอากรเพลีย ปวดข้อ ผื่น และปอดอักเสบจาก SLE ได้แก่ยา hydrochloroquine, chloroquine (Aralen), and quinacrine (Atabrine) ผลข้างเคียงคือแน่นท้อง ตามัวลง
  • Steroid อาจเป็นยากิน ยาทาหรือยาฉีดขึ้นกับความรุนแรงของโรค เนื่องจากยามีผลข้างเคียงจึงนิยมใช้ยาให้มีขนาดน้อยที่สุด ที่สามารถรักษาคนไข้ ผลข้างเคียงในระยะสั้นได้แก่ เจริญอาหาร บวม ไม่ควรหยุดยากลุ่มนี้ทันทีเพราะจะเกิดอันตราย หากกินยานี้เป็นเวลานานจะเกิดผลข้างเคียงคือ กระดูกพรุน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ต้อกระจก ติดเชื้อได้ง่าย ผู้ป่วยที่ได้ยา steroid ควรได้รับ แคลเซี่ยมและวิตามินดีเสริมเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน
  • immunosuppressive หากไม่สามารถควบคุมโรคได้แพทย์จะใช้ยากลุ่มนี้เพื่อกดภูมิคุ้มกันได้แก่ยาazathioprine (Imuran) and cyclophosphamide (Cytoxan) ,methotrexate

เนื่องจากยามีผลข้างเคียงมากดั้งนั้นไม่ควรซื้อยารับประทานเองหรือหยุดยาเองเพราะอาจเกิดผลเสียได้

การรักษาในโรคลูปัส

การให้การรักษาในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน เนื่องจากความหลากหลายทางอาการทางคลินิกดังกล่าวข้างต้น การรักษาในผู้ป่วยโรคลูปัสไม่ได้จำกัดเพียงแค่การรักษาขณะที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางแผนการรักษาโรคในระยะยาว เพื่อป้องกันอาการของโรคกำเริบภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาและการติดตามผลการรักษาที่เหมาะสม
จุดประสงค์ในการรักษาโรคลูปัสที่สำคัญคือ ควบคุมอาการแสดงของโรคขณะที่มีอาการรุนแรงให้เข้าสู่ภาวะโรคสงบ รักษาป้องกันไม่ให้อาการของโรคกำเริบ หรือควบคุมให้มีอาการแสดงของโรคน้อยที่สุด ป้องกันไม่ให้อวัยวะสูญเสียการทำงานอันเนื่องมาจากโรค และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาในระยาว

การรักษาที่ไม่ใช้ยา

  • การให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาการของโรค
  • การดำเนินโรคต่อผู้ป่วย ให้เข้าใจว่าโรคลูปัสนั้นถึงแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาให้โรคสงบ และอยู่ในระยะที่ควบคุมได้
  • ผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญต่อการรับการติดตามการรักษาจากแพทย์เพื่อเฝ้าระวังการกลับซ้ำของโรค
  • กินยาตามที่แพทย์แนะนำไม่เพิ่มหรือลดยาเอง
  • ไม่ควรซื้อยากินเอง
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้โรคกำเริบ เช่น แสงแดด การขาดการพักผ่อน การติดเชื้อ และการขาดยา

หากผู้ป่วยเข้าใจและยอมรับผู้ป่วยจะสามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง และมารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ควรแนะนำการปฏิบัติตัวอื่น ๆ ได้แก่ การป้องกันการสัมผัสแสงแดด โดยการหลีกเลี่ยงการถูกแดด หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงควรสวมหมวก และเสื้อแขนยาว ใช้ครีมกันแดด เนื่องจากการสัมผัสรังสี ultraviolet นั้นไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดผื่นตามผิวหนังที่สัมผัสแสงแดดเท่านั้น ยังทำให้อาการโดยรวมของโรคกำเริบด้วย ควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ในผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ควรรับประทานอาการที่สุกสะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อของทางเดินอาหาร รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำเพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดอุดตันในอนาคต รับปรัทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุน หยุดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงที่ชุมชนแออัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อของทางเดินหายใจ ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง

ในปัจจุบันมีการแบ่งการรักษาออกเป็น 2 ระยะ คือ การรักษาระยะชักนำโรคเข้าสู่ระยะสงบ (induction to remission) และการรักษาระยะรักษาป้องกันการกลับซ้ำของโรค (maintenance of remission)

การรักษาระยะชักนำโรคเข้าสู่ระยะสงบ

ในระยะที่อาการของไตอักเสบนั้น จะมีการให้ยากดภูมิต้านทานในขนาดสูงเพื่อชักนำให้โรคเข้าสู่ระยะสงบให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันการเกิดภาวะไตวาย

  • โดยให้ยา prednisolone 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
  • ร่วมกับยากดภูมิต้านทานที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ได้แก่ยา cyclophosphamide ซึ่งมีวิธีการให้หลายแบบที่ได้รับการยอมรับคือการให้ยา cyclophosphamideซึ่งมีวิธีการให้ยาได้หลายวิธี
  • ชนิดรับประทานทุกวัน วันละ 1-2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/ วัน) แต่เนื่องจากการให้ยาชนิดรับประทานทุกวัน ผู้ป่วยจะได้รับยาสะสมในปริมาณมาก ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่นการกดการทำงานของไขกระดูก การติดเชื้อ รังไข่ฝ่อก่อนวัยอันควร มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • จึงมีการศึกษาวิธีการให้ยา เพื่อลดปริมาณการสะสมของยาโดยให้ยา cyclophosphamide ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งพบว่าให้ผลดีให้ยา cyclophosphamide 0.5-0.75 กรัมต่อ 1 ตารางพื้นที่ผิวทุก 1 เดือนโดยมีการตรวจวัดเม็ดเลือดขาวที่ 2 สัปดาห์หลังให้ยา หากจำนวนเม็ดเลือดขาวมากกว่า 4000 เซลล์/ล.บ.มิลลิลิตร สามารถเพิ่มขนาดยาขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึง 1 กรัมต่อ 1 ตารางพื้นที่ผิวต่อเดือน แต่หากจำนวนเม็ดเลือดขาวน้อยกว่า 4000 เซลล์/ล.บ.มิลลิลิตร ควรลดระดับยาลง 0.25 ม.ก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อเดือน การรักษาระยะชักนำโรคเข้าสู่ระยะสงบนี้จะให้ยา cyclophosphamide ทางหลอดเลือดทุกหนึ่งเดือนติดต่อกันนาน 6 เดือน
  • ตามด้วยการรัการะยะรักษาป้องกันการกลับซ้ำ หรืออาจพิจารณาการให้ยาตามคำแนะนำจากแพทย์ทางยุโรป คือ ยาเมททิลเพรดนิโซโลนขนาดสูง 750 ม.ก. ทางหลอดเลือดใน 3 วันแรก ตามด้วยการให้ยา cyclophosphamide ทางหลอดเลือด 500 ม.ก.ต่อครั้งทุก 2 สัปดาห์รวม 6 ครั้ง ตามด้วยการรักษาระยะรักษาป้องกันการกลับซ้ำ

การให้ยา cyclophosphamide ทางหลอดเลือดควรลดขนาดยาลงร้อยละ 25-50 ในผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตลดลง นอกจากนี้เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงในระยะสั้นและระยะยาวของยา cyclophosphamide ในปัจจุบันได้มีการศึกาการใช้ยา mycophenolate mofetil (MMF) พบว่าให้ผลการรักษาที่ดีใกล้เคียงกับผลการรักาด้วยยา cyclophosphamide ดังนั้น ยา MMF จึงเป็นยาที่ได้รับการยอมรับอีกชนิดหนึ่งในการใช้รักษาผู้ป่วย PLN โดยการให้ 2 กรัมต่อวัน หากหลังการรักษา 3 เดือนอาการยังไม่ดีขึ้นอาจปรับขนาดของยาขึ้นเป็น 3 กรัมต่อวัน ยาชนิดนี้อาจกดการทำงานของไขกระดูก และมีผลข้างเคียง คือ อาการถ่ายเหลวจึงควรเริ่มยาในขนาดต่ำก่อน และพิจารณาเพิ่มขนาดยาสูงขึ้นเมื่อผู้ป่วยไม่มีอาการข้างเคียง
กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไตอักเสบรุนแรง มีการทำงานของไตลดลง หรือการตรวจเนื้อเยื่อเป็น rapidly progressive glomerulonephritis (RPGN) ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ผู้ป่วยควรได้รับยา methylprednisolone ขนาดสูง (1000 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 3-5 วัน) และ/หรือการทำการเปลี่ยนพลาสม่าร่วมด้วย

การรักษาระยะรักษาป้องกันการกลับซ้ำ

ในผู้ป่วยที่อาการของโรคเข้าสู่ระยะสงบแล้วนั้นพบว่า 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 4 ของผู้ป่วย มีการกำเริบ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยากดภูมิต้านทานที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ต่ออีกระยะหนึ่ง เพื่อป้องกันการกำเริบของโรค โดยผู้ป่วยที่ได้รับยา cyclophosphamide ทางหลอดเลือดทุกเดือนอยู่แล้วการรักษาเพื่อป้องกันการกลับซ้ำด้วยยา

  • อาจให้ยา cyclophosphamide ทางหลอดเลือดต่อทุก 3 เดือน นาน 18 เดือน
  • การรักษาระยะรักาป้องกันการกลับซ้ำด้วย azathioprine หรือยา MMF สามารถป้องกันการกำเริบของโรคได้ดีกว่ายา cyclophosphamide และมีผลข้างเคียงเรื่องการติดเชื้อ และการหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควรน้อยกว่า มีการศึกาเปรียบเทียบระหว่างยา MMF กับยา azathioprine ในการป้องกันกลับซ้ำของโรคไตอักเสบลูปัส

ดังนั้นในปัจจุบันการรักษาในช่วงการป้องกันการกลับเป็นซ้ำจึงอาจเลือกใช้ได้ทั้งยา MMF หรือยา azathioprine
ผู้ป่วยไตอักเสบลูปัสระดับที่ V (membranous lupus nephritis; MLN) นั้นจะมีโปรตีนออกมาทางปัสสาวะมาก อาจมากกว่า 3 กรัมต่อวัน มีเม็ดเลือดออกทางปัสสาวะได้บ้าง อาจมีความดันโลหิตสูงร่วมด้วยได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้การทำงานของไตจะลดลงอย่างช้า ๆ แต่มักไม่ค่อยตอบสนองต่อการให้คอร์ติโคสเตียรอยด์ และยากดภูมิต้านทานที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ดังนั้นแพทย์จึงควรเลือกใช้ยาตามความเหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับระยะเวลาการให้ยากดภูมิต้านทานนั้นยังไม่มีการศึกษาที่แน่ชัด แต่ควรให้ยากดภูมิต้านทานจนโรคเข้าสู่ระยะสงบ และให้ต่อไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ในปัจจุบันการรักษาไตอักเสบระดับที่ V เน้นการรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดสูง และให้ยาที่ช่วยลดการขับโปรตีนออกทางปัสสาวะ เช่น ยากลุ่ม ACEI (Angiotensin converting enzyme inhibitor) หรือ ARB (Angiotensin receptor antagonist) ส่วนผู้ป่วย MLN ร่วมกับ PLN นั้นให้การรักษาเหมือนการรักษา PLNในทางปฏิบัตินั้นไม่ได้มีการตัดชิ้นเนื้อไตเพื่อตรวจระดับการอักเสบของเนื้อไตในผู้ป่วยที่มีไตอักเสบลูปัสทุกราย ดังนั้นการพิจารณาการเริ่มรักษาจึงอาศัยอาการ อาการแสดง ผลการตรวจปัสสาวะและผลการตรวจเลือดเป็นหลักเพื่อคะเนระดับการอักเสบของไตในการประกอบการพิจารณาการรักษา หากผู้ป่วยม่ตอบสนองต่อการรักษาหรือตอบสนองไม่ดีเท่าที่ควรจึงจะพิจารณาการทำการตรวจเนื้อเยื่อไตต่อไป

การรักษาทางยา

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคลูปัสที่ใช้บ่อย ได้แก่ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาต้านมาลาเรีย ยอคอร์ติโคสเตียรอยด์ และยากดภูมิต้านทานที่ไม่ใช่สเตียรอยด์การพิจารณาการให้ยาชนิดไหน อย่างไร ขึ้นอยู่กับจำนวนอวัยวะ หรือระบบที่มีความผิดปกติและความรุนแรงของการอักเสบของอวัยวะนั้น ๆ โดยจะต้องพิจารณาการให้ยาครอบคลุมอาการของอวัยวะที่สำคัญแก่ชีวิต หรือมีอาการแสดงที่รุนแรงมากที่สุด เพราะการรักษาจะสามารถครอบคลุมอาการเล็ก ๆ น้อยอื่น ๆ ร่วมด้วยอยู่แล้วเนื่องจากอาการแสดงของบางอวัยวะในโรคลูปัสพบได้ไม่บ่อยนัก รูปแบบการศึกษาที่สนับสนุนวิธีการรักษาจึงเป็นแบบการรายงานกลุ่มผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ มีการศึกษาแบบสุ่มควบคุมน้อย ดังนั้นในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดแนวทางในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการแสดงเฉพาะอวัยวะที่ชัดเจน แนวทางการรักษาอิงตามข้อมูลการศึกษาเท่าที่มีอยู่ และตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเป็นส่วนใหญ่

การรักษาอาการผื่นผิวหนัง

การรักษาอาการทางข้อ

การรักษาอาการทางโลหิต

การรักษาอาการทางระบบประสาท  อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/SLE/sle_treatment1.html#.Uoy_FMRBKSo

อ่านรายละเอียดเรื่องการรักษาโรคลูปัส การรักษาโรคลูปัสในกรณีพิเศษ ที่ http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/SLE/sle_treatment2.html#.Uoy-8cRBKSo

โรคแทรกซ้อนของโรคลูปัส

โรคลูปัสเป็นโรคที่กระทบกับอวัยวะหลายอวัยวะและหลายระบบ การป้องกันโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากตัวโรคเอง เช่นไตวาย ซีด เกล็ดเลือดต่ำ โรคทางระบบประสาท รวมทั้งโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากยากดภูมิ เช่นการติดเชื้อฉวยโอกาศ เช่น วัณโรค โรคพยาธิ์ นอกจากนั้นยังต้องป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค

การรักษาโรคแทรกซ้อน

การติดตามการรักษา

ควรมีการติดตามผู้ป่วยเป็นระยะซึ่งขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค โดยทั่วไปหากโรคอยู่ในระยะสงบควรติดตามอย่างน้อยทุก ๆ 3 เดือน โดยในแต่ละครั้งที่พบผู้ป่วยแพทย์ควรประเมินว่าอาการเดิมที่ผู้ป่วยเคยเป็นอยู่นั้นดีขึ้น คงเดิมหรือเป็นมากขึ้น หรือมีอาการแสดงใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนและต้องการการตรวจเพิ่มเติม
การตรวจทางห้องปฏิบัติการควรมีการตรวจปัสสาวะ ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด ตรวจการทำงานของไต และตับ เนื่องจากผู้ป่วยได้รับยาหลายชนิดอาจมีผลต่อไขกระดูก การทำงานของไตและตับ การตรวจดังกล่าวยังช่วยประเมินอาการกำเริบของโรคของระบบเม็ดเลือด และไต ซึ่งเป็นอวัยวะที่พบมีการกำเริบของโรคได้บ่อย นอกจากนี้อาจตรวจตัวชี้วัดการอักเสบ เช่น ESR (erythrocyte sedimentation rate) ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการกำเริบอาจพบมีค่า ESR ที่สูงขึ้น เมื่อมีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่ามีโรคกำเริบจึงจะส่งตรวจอย่างอื่นต่อไป เช่น เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีระดับฮีโมโกลบินที่ลดลงสงสัยมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจากภูมิต้านทาน ควรส่งตรวจดู Coombs test ตรวจเลือดในอุจจาระเพื่อหาสาเหตุของภาวะโลหิตจางต่อไป หรือหากพบว่ามีระดับโปรตีน และเม็ดเลือดในปัสสาวะมากขึ้นอาจส่งตรวจหาปริมาณโปรตีนจากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง ระดับคอมพลีเมนท์หรือ anti-ds DNA antibody ต่อไปเพื่อช่วยสนับสนุนนภาวะโรคกำเริบ เป็นต้น

การรักษาป้องกันภาวะแทรกซ้อน

การดูแลผู้ป่วยโรคSLEควรคำนึงถึงภาวะแทรกซ้อนทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว และให้การรักษาเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนนั้น

การป้องกันภาวะติดเชื้อ

เนื่องจากผู้ป่วยโรคSLEต้องได้รับยากดภูมิต้านทาน เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ในขนาดสูงและในผู้ป่วยบางรายต้องได้รับยากดภูมิต้านทานที่ไม่ใช้สเตียรอยด์ ดังนั้นจึงเพิ่มโอกาสการติดเชื้อทั้งเชื้อแบคทีเรียปกติ และเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค ปอดบวมจาก Pneumocystis carinii (PCP) หรือมีการกระจายของ Strongyloides Stercoralis
ดังนั้น ก่อนการใช้ยากดภูมิต้านทาน ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจประเมินว่าไม่มีภาวะติดเชื้อ ตรวจอุจจาระหาพยาธิ ตรวจภาพรังสีทรวงอกในรายที่มีประวัติที่สงสัยภาวะติดเชื้อวัณโรค ในผู้ป่วยที่ได้รับยา cyclophosphamide นั้นมีการแนะนำการให้ยา cotrimoxazole เพื่อป้องกัน PCP แต่ในโรคSLEอาจไม่ได้พิจารณาให้ยา cotrimoxazole ในผู้ป่วยทุกรายเนื่องจากเหตุผลคือ ขนาดของยา cyclophosphamide ที่ให้ในการรักาโรคSLEไม่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดยา cyclophosphamide ที่ให้ในการรักษาโรคSLEไม่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดของยา cyclophosphamide ที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง และเนื่องจากยา cotrimoxazole มีส่วนประกอบของยากลุ่มซัลฟา ซึ่งอาจกระตุ้นทำให้โรคกำเริบได้ ดังนั้นจึงควรพิจารณาเป็นราย ๆ ไป
การฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนั้น การฉีดวัคซีนเชื้อไม่มีชีวิต (inactivated vaccines) นั้นค่อนข้างปลอดภัย ยังไม่มีการศึกษาที่พบการกำเริบของโรคชัดเจนหลังการรับวัคซีน แต่การฉีดวัคซีนจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคหรือไม่อาจพยากรณ์ได้ยากในผู้ป่วยมีอาการของโรคกำเริบ และได้รับยากดภูมิต้านทานขนาดสูง คำแนะนำของ EULAR recommendations for vaccination in adult patients with autoimmune inflammatory rheumatic diseases 2011 แนะนำการฉีดวัคซีนในขณะที่โรคสงบ ควรพิจารณาฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันเชื้อ Streptococcus pneumonia ควรฉีดซ้ำทุก 5-10 ปี การฉีดวัคซีนชนิดอื่น เช่น วัคซีนป้องกันโรค Human papilloma viruses วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี แนะนำให้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโดยพิจารณาเป็นราย ๆ ไป การฉีดวัคซีนที่เป็นเชื้อมีชีพ (live vaccine) เช่น วัคซีนป้องกันโรคสุกใสและงูสวัด ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยที่ได้รับยาเพรตนิโซโลนในขนาดสูงกว่า 10 มิลลิกรัมต่อวัน หรือกำลังได้รับยากดภูมิต้านทาน

การป้องกันภาวะหัวใจและหลอดเลือดผิดปกติ

จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงโรคลุปัสอายุระหว่าง 35-50 ปีเกิดหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบสูงกว่าคนในช่วงอายุเดียวกันที่ไม่เป็นโรคSLEถึง 50 เท่า เนื่องจากผู้ป่วยโรคSLEมีปัจจัยที่ส่งเสริมภาวะหลอดเลือดแข็ง (atherosclerosis) หลายปัจจัยอันได้แก่ ปัจจัยจากตัวโรคเอง ได้แก่ ภาวะอักเสบโดยทั่วไป ภาวะไตอักเสบซึ่งทำให้มีความดันโลหิตสูง การมีโปรตีนในปัสสาวะทำให้มีระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น จากยาที่ใช้ในการรักษาโรค เช่น นาคอร์ติโคสเตียรอยด์
เพื่อป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งในผู้ป่วยโรคSLE จึงควรควบคุมอาการของโรคที่กำเริบให้เร็วที่สุด และใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ ในขนาดที่ต่ำที่สุดที่จะสามารถควบคุมโรคได้ บางการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับยาต้านมาลาเรีย มีการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาต้านมาลาเรีย ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรคSLEบางกลุ่มจึงแนะนำให้พิจารณายาต้านมาลาเรียในรายที่มีข้อบ่งชี้ นอกจากนี้แพทย์ควรให้การรักษาควบคุมปัจจัยที่ส่งเสริมการเกิดหลอดเลือดแข็งอื่น ๆ อันได้แก่ ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ตรวจหาโรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูงเป็นระยะเมื่อพบว่ามีความผิดปกติ พยายามให้การรักษาจนระดับน้ำตาลในเลือดและระดับไขมันอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และปรับเปลี่ยนปัจจัยอื่น ๆ เช่น งดการสูบบุหรี่ เพิ่มการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก

การป้องกันภาวะกระดูกพรุน

ในผู้ป่วยโรคSLEนั้นการป้องกันภาวะกระดูกพรุนมีความสำคัญมาก เนื่องจากผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนจากหลายปัจจัย เช่น จากโรคSLEเองซึ่งผู้ป่วยจะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแดด การออกกำลังกายที่ลดลงเนื่องจากภาวะเจ็บป่วย จากภาวะแทรกซ้อนของยารักษาโรคSLE เช่น การใช้ยา cyclophosphamide อาจทำให้มีประจำเดือนหมดก่อนวัยอันควร อันเนื่องมาจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน และการให้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานานซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
แนะนำให้ผู้ป่วยที่ได้รับยา prednisolone (หรือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดอื่นที่มีขนาดยาเท่ากัน) มากกว่า 7.5 มิลลิกรัมต่อวัน โดยได้รับยามานานหรือมีการวางแผนที่จะได้รับยานานกว่า 3 เดือนควรได้รับการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต ได้แก่ งดสูบบุหรี่ งดดื่มสุรา ออกกำลังกายชนิดลงน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ และควรได้รับแคลเซียม 1200-1500 มิลลิกรัมต่อวัน และวิตามินดี 800-1000 ยูนิตต่อวัน ในผู้ป่วยที่หมดประจำเดือนแล้วการใช้ฮอร์โมนเพศพิจารณาในรายที่มีความจำเป็น เช่น มีอาการของวัยหมดประจำเดือนร่วมด้วย แต่ต้องระมัดระวังการกำเริบของโรคและหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยที่มีภาวะแอนติฟอสโฟไลปิด การพิจารณาใหยากลุ่ม bisphosphonate จะพิจารณาเมื่อค่าจากการคำนวณโดย fracture risk assessment tool (FRAX) ตกอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกระดูกหัก ส่วนราชวิทยาลัยแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษแนะนำการใหยากลุ่ม    bisphosphonate ในผู้ป่วยที่ได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่การตรวจวัดมวลกระดูกต่ำกว่า -1.5 โดยผู้ป่วยที่ต้องได้รับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระยะยาวนั้นควรไดรับการตรวจมวลกระดูกทุก 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนอื่น ๆ ที่มีร่วมกัน

คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย SLE

แม้ว่าอาการของโรค SLE จะมีมากและผลข้างเคียงของยาจะมีมากแต่ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอย่างมีความสุขได้ หากเรียนรู้ถึงอาการเตือนของการกำเริบของโรค  และสามารถรู้ถึงวิธีป้องกันโรค ผู้ป่วยควรไดัรับการตรวจจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอโดยการตรวจร่างกาย และตรวจเลือด ไม่ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการเนื่องจากการรักษาแต่เริ่มแรก จะให้ผลการรักษาได้ผลดีกว่าการรักษาเมื่อโรคเป็นมากแล้ว

ผู้ป่วย SLE ควรได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีเช่น การตรวจเต้านม การตรวจภายใน การตรวจสุขภาพช่องปาก และการฉีดวัคซีน ผู้ป่วยที่รับประทานยา steroid หรือยารักษามาลาเรียควรได้รับการตรวจตาทุกปี

สัญญาณเตือนภัย

  • อ่อนเพลีย Increased fatigue
  • ปวดข้อ Pain
  • ผื่น Rash
  • ไข้ Fever
  • แน่นท้อง Stomach discomfort
  •  ปวดศีรษะ Headache
  •  มึนงง Dizziness

การป้องกันการกำเริบ

  • ต้องเรียนรู้สัญญาณเตือนภัย
  • ต้องตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ตั้งเป้าหมายการรักษา
  • ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด
  • รักษาสุขภาพให้ดีและคุมอาหาร
  • หลีกเลี่ยงความเครียด
  • ต้องมีเวลาผักผ่อนเพียงพอ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สรุป

โรคลูปัสนั้นเป็นโรคเรื้อรังที่มีความหลากหลายของอาการ และอาการแสดง แพทย์ควรมีความรู้ ความเข้าใจในการวินิจฉัย การประเมินอวัยวะที่มีอาการ ระดับการกำเริบของโรค อวัยวะที่สูญเสียหน้าที่ไปแล้ว ภาวะแทรกซ้อนในระยะสั้น ภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวเพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกชนิดการรักษา โดยคำนึงถึงการรักษาที่พอเพียงที่จะควบคุมโรคได้ มีผลแทรกซ้อนในระยะสั้นและระยะยาวน้อยที่สุด เนื่องจากการรักษาโรคลูปัสมีระยะการรักษาโรคยาวนาน ดังนั้น นอกจากการรักษาตัวโรคแล้วยังควรให้การรักษาป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว และควรให้ความสำคัญต่อการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยถึงแนวทางการรักษา แนวทางการปฏิบัติตนซึ่งจะนำไปสู่ผลการรักษาที่ดีในระยะยาว

ที่มา  http://www.siamhealth.net/public_html/Health/Photo_teaching/SLE/sle_definition.htm#.Uoy9bMRBKSo

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ทำเนียบแพทย์  http://www.thairheumatology.org/list_bkk.php

เวปอื่นๆ http://www.108healths.com/1117

5 อาการบ่งบอกสัญญาณโรคพุ่มพวง หรือ SLE

5 อาการบ่งบอกสัญญาณโรคพุ่มพวง…3 ปัจจัยเสี่ยงกระตุ้นอาการกำเริบ (Be Well)
โดย อ.มงคลศิลป์ บุญเย็น ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์การแพทย์ทางเลือกเพื่อบำบัดมะเร็ง และผู้อำนวยการมูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็ง

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี หรือโรคพุ่มพวง แต่ละคนจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะ หรือหลายระบบของร่างกาย บางรายจะเกิดอาการขึ้นพร้อม ๆ กัน หรือแสดงออกเพียงอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หากมีไข้ต่ำ ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเวลานาน มีอาการปวดตามข้อ มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า หรือมีผื่นคันบริเวณที่ถูกแสงแดด ผมร่วงมากผิดปกติ มีอาการบวมตามขา หน้าหรือหนังตา และโดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนขาด หรือไม่มา เหล่านี้อาจสงสัยได้ว่าจะป่วยเป็นเอสแอลอี

ข้อสังเกตอาการของโรคที่สัมพันธ์กับอวัยวะ

อาการทางผิวหนัง

ผู้ป่วยมักมีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณใบหน้า บริเวณสันจมูก และโหนกแก้ม 2 ข้าง เป็นรูปคล้ายผีเสื้อ หรือมีผื่นแดงคันบริเวณนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด หรือมีผื่นขึ้นเป็นวง เป็นแผลเป็นตามใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณใบหู มีแผลในปาก โดยเฉพาะบริเวณเพดานปาก นอกจากนี้ยังมีผมร่วงมากขึ้น

อาการทางข้อและกล้ามเนื้อ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการปวดข้อ มักเป็นที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อไหล่ ข้อเข่า หรือข้อเท้า บางครั้งมีบวมแดงร้อนร่วมด้วย

อาการทางไต

ผู้ป่วยมักมีอาการบวมบริเวณเท้า 2 ข้าง ขา หน้า หนังตา เนื่องจากมีอาการอักเสบที่ไต รายที่มีอาการรุนแรงจะมีความดันเลือดสูงขึ้น ปัสสาวะออกน้อยลง ไปจนถึงขั้นไตวายได้ในระยะเวลาอันสั้น

อาการทางระบบเลือด

ผู้ป่วยอาจมีเลือดจาง มีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดลง ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย มีภาวะติดเชื้อง่าย หรือมีจุดเลือดออกตามตัวได้

อาการทางระบบประสาท

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการชัก หรือมีอาการพูดเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่อง หรือคล้ายคนโรคจิตจำญาติพี่น้องไม่ได้ เนื่องจากมีการอักเสบของสมอง หรือหลอดเลือดในสมอง

ปกติแพทย์จะแบ่งความรุนแรงของโรคเอสแอลอี ออกเป็นระดับความรุนแรงน้อย ระดับปานกลาง และมาก ตามระบบของอวัยวะที่เกิดมีอาการ และตามชนิดของอาการที่เกิดขึ้นกับอวัยวะนั้น ๆ เช่น อาการทางผิวหนังมีผื่น หรืออาการทางข้อ มีข้ออักเสบ จัดเป็นความรุนแรงน้อยถึงระดับปานกลาง ยกเว้นอาการบางชนิด เช่น เส้นเลือดอักเสบของผิวหนัง ส่วนอาการที่ระบบไต ระบบเลือดและสมอง จัดเป็นอาการขั้นรุนแรง

อาการ ของโรคเหล่านี้ มักจะแสดงความรุนแรงมาก หรือน้อยภายในระยะเวลา 1-2 ปีแรกจากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นมักจะเบาลงเรื่อย ๆ แต่อาจมีอาการกำเริบรุนแรงได้เป็นครั้งคราว

วิธีการรักษาโรค

ผู้ป่วยโรคเอสแอลอีควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค และอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ถ้าผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง การใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล หรือแอสไพริน หรือยาลดการอักเสบก็ควบคุมอาการได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ (ยาเพร็ดนิโซโลน) หรือยากดภูมิคุ้มกันในขนาดต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับความรุนแรงและระบบอวัยวะที่มีการอักเสบ ยาเหล่านี้เป็นยาอันตราย อาจทำให้ผมร่วงหรือหัวล้านได้ เมื่อหยุดยาผมจะงอกขึ้นมาใหม่

แต่การใช้ยาเป็นเพียงการระงับอาการชั่วคราว ผู้ป่วยอาจต้องกินยาตลอดชีวิต ผมเคยเจอคนไข้รายหนึ่งก่อนที่จะมารักษากับผม เขากินยาเป็นเวลานานถึง 28 ปี ส่วนอีกรายกินยามา 22 ปีแล้ว แต่พอมารักษาด้วยสมุนไพรก็หายในระยะเวลา 6 เดือน แพทย์บางท่านอาจใช้ยาคีโมในการรักษาเอสแอลอี ซึ่งก็เป็นการรักษาแบบประคับประคอง แต่อาจไม่หายขาด คนไข้ส่วนใหญ่แทบทุกรายที่มาหาผม ล้วนผ่านการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันมาก่อน และมีอาการที่เห็นเด่นชัด ตั้งแต่ผมร่วง ใบหน้ามีรอยช้ำ เป็นรอยเหมือนผีเสื้อ ประจำเดือนขาด มีรอยช้ำจ้ำ ๆ บริเวณแขนขา ซึ่งคนเป็นโรคเอสแอสอีจะเกิดรอยช้ำได้ง่ายที่สุด

รักษาเอสแอลอีแบบแพทย์ทางเลือก

ผมอยากให้คนไข้หาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า แพทย์แผนอื่นรักษาโรคเอสแอลอีได้หรือไม่ สำหรับคนไข้ที่มาหาผม แทบจะไม่ต้องซักประวัติเพิ่มเติม บางคนขอรักษา 2 ทาง ผมก็จะแนะนำว่า ไปหาหมอแผนปัจจุบันได้ แต่ให้เก็บยาไว้ก่อน จากนั้น จึงกินยาสมุนไพรของผมซึ่งมีตัวหลักคือ เห็ดหลินจือ กับยาปรับธาตุที่ปรับสภาพฮอร์โมนผู้หญิงให้ปกติ หรือ ถ้าเป็นผู้ชาย ก็จะเป็นยาบำรุงร่างกาย

3 ปัจจัยเสี่ยงพึงระวัง เพื่อเลี่ยงอาการกำเริบ

นอกจากนี้คนไข้ต้องระวังในการรับประทานอาหาร เช่น อาหารต้องห้ามประเภทข้าวเหนียว ที่มีกลูเตน (โปรตีนที่สกัดจากแป้งสาลี ใช้ทำหมี่กึง ขนมปัง หรือส่วนผสมในพิซซ่า) ซึ่งจะไปเร่งให้อาการกำเริบ

และอีกประการที่คนไข้ต้องระวัง คือ แสงแดด หรือ แม้จะเป็นแสงไฟก็ตาม เพราะจะทำให้เกิดอาการผื่นแดง คัน ตามบริเวณมือ และหน้า ได้ จึงควรใส่เสื้อแขนยาวที่ปกปิดแขน ขา และลำตัวได้มิดชิด ใส่หมวกปีกกว้าง ทายาป้องกันแสงแดด และสวมเสื้อสีอ่อนที่ไม่ดูดซับความร้อน

อีกประการที่อาจคิดไม่ถึง คือ ความร้อนจากการปรุงอาหารที่มีรังสีอินฟาเรดถูกปล่อยออกมา ถ้าได้รับความร้อนมาก ๆ ก็เป็นการกระตุ้นให้โรคเอสแอลอีกำเริบได้เช่นกัน

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยอย่างถูกต้อง เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้การรักษามีประสิทธิภาพ และต้องไม่ปฏิบัติตัวที่จะเป็นการกระตุ้นให้โรคกำเริบขึ้นมาใหม่ เช่น การโดนแสงแดด ตรากตรำทำงานหนัก และอดนอน ถึงแม้ว่าโรคจะสงบลงแล้วเป็นเวลาหลายปี ก็อาจยังมีโอกาสกำเริบใหม่อีกได้ ดัง นั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมของร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รักษาสุขอนามัยให้ดี ทำจิตใจให้สดชื่น ไม่เครียด พักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะเป็นเกราะป้องกันโรคร้ายสู่ตัวเรา

http://health.kapook.com/view21467.html

2 comments on “โรค SLE คือ โรคอะไร?

  1. AC127Mum
    20/11/2013
  2. AC127Mum
    20/11/2013

    น.พ. กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ร.พ. รามาธิบดี ร.พ. พญาไท 2 และ ร.พ. วิชัยยุทธ
    หมอกิติอยุ่ที่ รพ.รามาฯ มีคลินิคพิเศษตอนเย็น(17.00-21.00 น) ครั้งแรกไม่ต้องนัดคุณหมอก่อนหรอก แต่ถ้าคุณเจาะจงคุณหมอท่านใด
    คงต้องโทรถามเพื่อจะไปรักษาได้ตรงวันที่คุณหมอท่านนั้นตรวจ แต่คุณควรจะเอาประวัติการรักษาที่เดิมมาด้วย เพราะคุณหมอจะได้รู้ว่าคุณได้รับ
    ยาต่างๆ มานานเท่าใด และปริมาณเท่าใด เพื่อประโยชน์ในการักษา
    ถ้าคลินิกพิเศษของ อ. กิตติ มีวัน จันทร์ อังคาร ศุกร์ 16.30-19.00 น. เสาร์ 8.00-11.00 น
    ถ้ามีบัตรคนไข้รามาแล้วก็สามารถโทร.นัดได้เลยที่เบอร์ 02-2011682 บอกเขาว่าโทรมานัดตรวจคลินิกพิเศษนอกเวลา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 20/11/2013 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: