AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

การสูบบารากุ เป็นอันตรายนะ (ยาวนิดนึงนะ)

ฮิตดูด “บารากู่” กลิ่นควันหอมหวานเคลือบยาพิษ

การสูบ “บารากู่” ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น โดยมักเสพในสถานบันเทิง ผับ บาร์ หรือตามชุมชนต่างๆ สาเหตุที่ทำให้บารากู่เป็นที่นิยม อาจเป็นเพราะมีรูปทรงที่แปลกตา แปลกใหม่ โดยเครื่องมือการสูบเป็นภาชนะเนื้อโลหะรูปทรงคล้ายตะเกียงอาหรับ ส่วนบนสุดใช้วางยาเส้นที่เรียกว่า “มาแอสเซล (MU’ASSEL)”

ซึ่งเจ้า มาแอสเซล นี้เองที่เป็นเสน่ห์ของบารากู่ทำให้คนหลงใหล และติดการสูบบารากู่อย่างงอมแงม เพราะมาแอสเซล เป็นส่วนผสมของใบยาสูบกับสารที่มีความหวานอย่างน้ำผึ้ง กากน้ำตาล ผลไม้ หรือดอกไม้ตากแห้ง ทำให้เกิดกลิ่นหอม ซึ่งมักจะห่อไว้ในกระดาษฟอยล์ โดยจะใช้ถ่านหรือความร้อนจากไฟฟ้าในการเผายาเส้น ควันจากการเผาไหม้จะผ่านมายังส่วนล่างสุด ซึ่งด้านล่างจะเป็นกระเปาะใส่น้ำ เมื่อมีการทำความร้อน ยาสูบจะเกิดควัน แล้วลอยผ่านมาทางน้ำ

สำหรับที่มาที่ไปของบารากู่ ก็มาจากดินแดนที่มีรูปทรงเดียวกับมัน ก็คือแดนอาหรับ ซึ่งนำเข้ามาจากอียิปต์และอินเดียว โดยเจ้าบารากู่ ชาวอาหรับจะเรียกว่า “ฮุกก้า” หรือ “ซีซ่า” นั่นเอง

แม้บารากู่จะมีกลิ่นหอมหวานชวนให้ลุ่มหลงในการสูบอย่างถอนตัวไม่ขึ้น แต่รู้หรือไม่จากการวิจัยได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บารากู่มีอันตรายมากกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไป เพราะมีสารทาร์และนิโคตินจำนวนมากกว่า อีกทั้งการสูบผ่านน้ำและการผสมกลิ่นผลไม้ต่างๆ จะทำให้ความเข้มข้นของควันจางลง แต่กลัทำให้ผู้สูบสูบได้ลึกขึ้นและจำนานมากขึ้น

เมื่อเทียบการสูบบารากู่นาน 45 นาที จะได้รับสารทาร์เป็น 36 เท่า คาร์บอนมอนอกไซด์เป็น 15 เท่า และนิโคตินเป็น 70 เท่า ของการสูบบุหรี่ 1 มวน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายมาก โดยผู้ที่สูบจะได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดแข็งตัว และโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจ ผู้สูบจะมีอาการปวดศีรษะ ตามองเห็นภาพไม่ชัด ใจสั่น เวียนศีรษะ และมีระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดมากกว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทั่วไป

อีกทั้งยังอาจกระตุ้นให้เกิดหลอดลมตีบตันในตัวผู้ป่วยโรคหอบหืด และเพิ่มการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ยังพบว่าทำให้เกิดการเจริญเติบโตผิดปกติของทารกในครรภ์อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจากคู่มือ “บุหรี่ภัยร้ายทำลายคุณ” โดยหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ โรงเรียนเวชนิทัศน์พัฒนา สถานเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่มา http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9560000105575

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

การสูบบารากุ เป็นอันตรายนะ (ยาวนิดนึงนะ)

เคยอ่านบทความจากหลายๆที่เค้าบอกว่า การสูบ บารากุ ไม่เป็นอันตรายหรืออันตราน้อยกว่าบุหรี่ เพราะไม่มีนิโคติน มีกลิ่นหอม และอื่นๆอีกมากมาย แถมยังช่วยรักษาโรคบางชนิดได้    พอไปเห็นบทความอันนี้เลยเอามาให้ทุกคนได้อ่านว่า ความเป็นจริงแล้วมันอันตรายแค่ไหน

บารากุ ดูเหมือนจะเป็นอันตรายกว่า การสูบบุหรี่เยอะเลยนะคะ เป็นห่วงทุกคนนะเอามาให้อ่านกัน

        

บารากุ หรือ บารากู่ คือ ชื่อเรียกอุปกรณ์การสูบยาอย่างหนึ่งที่มาจากอาหรับ มันมีรูปร่างเป็นเตาที่ดูคล้ายตะเกียงหลากสีต่อกับสายท่อที่ไว้ สำหรับสูบ ความจริงคนอาหรับเรียกสิ่งนี้ว่า มอระกู่ ก่อนที่จะเพี้ยนไปตามสำเนียงของแต่ละภาษา  การสูบบารากุนี้ถือว่าเป็นประเพณีอย่างหนึ่งของชาวอาหรับ ซึ่งใช้แทนการสูบบุหรี่  โดยจะเป็นการร่วมสังสรรรค์กันระหว่างเพื่อนฝูงและญาติมิต ร ซึ่งนอกจากชาวอาหรับแล้ว ชาวมุสลิมในบางประเทศ เช่น มาเลเซีย ก็นิยมสูบบารากุด้วยเช่นกัน
สำหรับตัวยาที่ใช้ในการสูบบารากุนั้น จะเป็นตัวยาชนิดหนึ่งที่มาจากการนำยาเส้นมาบดผสมกับเปลือกผลไม้ แต่ละชนิด ซึ่งจะส่งผลให้เวลาสูบ นอกจากจะได้ไอของยาเส้นแล้ว ก็จะมีไอหอมอ่อน ๆ ของเปลือกผลไม้นั้นผสมอยู่ด้วย ซึ่งมีหลายชนิดด้วยกันตามแต่เปลือกผลไม้ที่ผสมเข้าไป เช่น แอปเปิ้ล  มินต์  หรือองุ่น  ซึ่งตัวยาที่ใช้ในการสูบนั้นมีชื่อเรียกต่างกันในแต่ละท้องที่ เช่น ในอียิปต์และแถบเปอร์เซียจะเรียกยาสูบชนิดนี้ว่า ชิชา (shisha, shesha, shishah, sheesha, )    แต่ในปากีสถานจะเรียกว่า ฮูกาห์  (hookah, hooka, huka) นอกจากนี้ก็ยังมีชื่อเรียกอื่นอีก เช่น นาจิเล  (nargile,narghile,nargila) หรือ วอเตอร์ไพร์ (Water pipe) เป็นต้น
การสูบบารากุนั้น สามารถทำได้โดยเอาตัวยาไปใส่ในเตาตรงกลาง เอาฟอยล์หุ้มด้านบนแล้วเจาะรู จากนั้นเอาถ่านร้อน ๆ จุดไฟย่างบนฟอยล์ และจะต้องมีการวัดน้ำด้วย  จากนั้นก็ใส่ตัวยาด้านบนที่มีถ่านรองอยู่ พอเกิดควันก็ค่อยสูบผ่านท่อ โดยควันที่สูบนั้นจะลงไปผ่านน้ำก่อนที่จะเข้าปาก   ซึ่งต่างจากการสูบบุหรี่ทั่วไปตรงที่บุหรี่จะสูบตัวยาเข้าไปโดยตรง แต่สำหรับการสูบบารากุจะสูบจากกลิ่นควันที่ผ่านน้ำแทน
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าบารากุนั้น เริ่มเข้ามาในประเทศไทยสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเข้ามาพร้อมกับชาวอาหรับและชาวมุสลิมแถบมา เลเซีย   ซึ่งสมัยก่อนสำหรับประเทศไทยแล้ว บารากุ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจมากนัก เพราะจากความยุ่งยากในการสูบ และตัวยาที่ใช้สูบที่ต้องนำเข้ามา จึงหายากและมีไม่มากนัก

ดังนั้นทำให้การสูบบารากุในประเทศไทยจึงได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ด้วยเพราะรูปร่างและลวดลายของเตาบารากุที่ทำออกมาได้อย่างวิ จิตรงดงาม   จึงกลายเป็นของฝากที่คนท้องถิ่นหรือคนที่ไปท่องเที่ยว ณ สถานที่นั้น ชอบซื้อติดไม้ติดมือมาฝากคนทั่วไปกันอย่างแพร่หลาย

ในปัจจุบัน การสูบบารากุเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น ด้วยความเชื่อที่ว่า การสูบบารากุให้ผลเสียน้อยกว่าการสูบบุหรี่ และมีสรรพคุณบำรุงและรักษาร่างกายต่าง ๆ มากมายทำให้ใน 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มมีการนำเข้าเตาบารากุเข้ามาในประเทศไทยกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยราคาของเตาบารากุนั้นจะแตกต่างกันไปตามลวดลายและขนาด    โดยมีราคาตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักพัน  ซึ่งตอนแรกจะมีขายเตาบารากุในสถานที่เฉพาะเท่านั้น เช่น ถนนข้าวสาร ซอยนานา หรือตามร้านอาหารของชาวอาหรับ   ต่อมาการสูบบารากุก็ได้รับความนิยมถึงขนาดเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในผับ บาร์ ทั่วไป

จนมาถึงในปัจจุบันนี้ จากที่มีการนำเข้าเตาบารากุมาเป็นจำนวนมาก ประจวบกับตัวยาสูบที่หาได้ง่ายขึ้น ทำให้ค่านิยมการสูบบารากุของกลุ่มคนที่สนใจนั้นเริ่มเปลี่ยนไป  จากที่เคยออกไปสูบตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ ก็กลับกลายเป็นการซื้อเตามาไว้ในครอบครอง และหาสูบเองที่บ้าน
การสูบบารากุนั้นเป็นเรื่องที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่หรือยาสูบอื่น ๆ จริงหรือไม่?

ในเรื่องนี้  น.พ.หทัย ชิตานนท์ ประธานภาคีกฎหมายบุหรี่โลกและประธานสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย ได้ชี้แจงให้เห็นถึงการวิจัยที่พิสูจน์แล้วว่า

ยาเส้นประเภทสูบผ่านน้ำหรือฮูกาห์นั้นมีอันตรายมากกว่าการสูบบุหรี่ตามปกติ เพราะมีสารนิโคตินและสารทาร์มากกว่าบุหรี่ทั่วไป   รวมทั้งวิธีการสูบผ่านน้ำ และการปรุงแต่งรสของยาเส้นกับผลไม้หรือกลิ่นต่าง ๆ นั้น ทำให้ความเข้มข้นของควันจางลง ซึ่งส่งผลให้สามารถสูบได้ลึกมากขึ้น และสูบจำนวนมากนั้นก็ถือว่าเป็นการสูบที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย อย่างมาก 
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเวอร์จีเนียแห่งอังกฤษ ก็ได้ทำการวิจัยออกมาแล้วว่า การสูบบารากุ 45 นาที จะมีปริมาณฝุ่นละอองมากกว่า 36 เท่าคาร์บอนมอนอกไซด์ 15 เท่า และมีนิโคตินสูงขึ้น 70% เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่หนึ่งมวน

นอกจากนี้ ยังมีการพบว่าบาง ครั้งมีการใช้สารเคมีอันตรายบางตัวเพื่อให้ตัวทำความร้อนติดไฟไ ด้ง่ายขึ้นอีกด้วย 30% ของผู้ที่สูบบารากุ  มีโอกาสจะติดโรคร้ายแรงในช่องปาก ขณะที่ผู้สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคในช่องปาก 24% ส่วนคนที่ไม่สูบอะไรเลย 8 %   สามารถติดโรคทางช่องปากได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีนิโคตินหรือใบยาสูบอยู่เลย แต่ก็ยังมีสารพิษตัวอื่นทำร้ายเราได้   

 

แต่เป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างมากที่การสูบบารากุนั้นไม่ใช่เรื่ องที่ผิดกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่โทษของการสูบบารากุนั้นมีมากกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า

ซึ่ง นายอมรชัย ไตรคุณากรวงศ์ นักวิทยาศาสตร์ ของกองตรวจและพิสูจน์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) กล่าวว่า  จากที่เคยมีเจ้าหน้าที่นำชิ้นส่วนบารากุมาให้ตรวจพิสูจน์นั้น มีลักษณะคล้ายสมุนไพร จากการตรวจสอบพบว่าในบารากุนั้นมีส่วนผสมของสารนิโคตินคล้ายกับ ยาสูบ และยังพบสารคูมารีนที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม พร้อมกับกากผลไม้ต่าง ๆ จำนวนหนึ่ง และจากองค์ประกอบที่ตรวจพบนี้ ก็ไม่ได้มีการระบุในพระราชบัญญัติใด ๆ เลยว่า บารากุเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เพราะสิ่งที่พิสูจน์ไปนั้นไม่มีสารเสพติดใด ๆ ผสมอยู่    อย่างไรก็ตาม การที่พบสารนิโคตินในบารากุ ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า การสูบบารากุอาจจะทำให้เกิดอาการติดยาได้ ซึ่งมีผลไม่ต่างอะไรกับยาเสพติดเลย
แต่ด้วยการที่มันไม่เป็นของผิดกฎหมาย ทำให้การสูบบารากุในหมู่วัยรุ่นได้ความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าการสูบบารากุในวัยรุ่นนั้นจะแพร่หลายออกไปใน วงกว้าง  และด้วยความเข้าใจผิดของกลุ่มวัยรุ่นที่มองว่าการสูบบารา กุให้โทษน้อยกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า ก็น่าเป็นห่วงว่าการสูบบารากุจะกลายมาเป็นวัฒนธรรมที่ผิดของหมู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด
ถึงแม้ว่าบารากุจะเป็นแค่วิธีการหรือเครื่องมือในการสูบ แต่ถ้าตัวยาที่ใช้สูบนั้น เปลี่ยนไปเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดอื่น ๆ ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะส่งผลเสียต่อกลุ่มวัยรุ่นมากมายขนาดไหน

สิ่งที่น่ากลัวของการสูบบารากุในประเทศไทยนั้น ไม่ใช่การสูบบารากุ แต่เป็นผู้สูบบารากุ ที่จะเห็นได้ว่าเป็นกลุ่มวัยรุ่นและมีแนวโน้มว่าจะเป็นวัยเด็กลงเรื่อยๆ  ทั้งไม่ผิดกฎหมาย ปลอดภัยกว่าและหาซื้อได้ง่าย สามข้อนี้ก็สามารถจูงใจวัยรุ่นให้ทดลองเสพบารากุได้แล้ว ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจะเห็นว่ามันกำลังจะก ลายเป็นปัญหาใหญ่   หรือจะมองผ่านไปแบบเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังจนไม่อาจรับมือได้ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท่านเหล่านั้นที่จะดำเนินการเช่นไร

ที่มา  http://www.ladysquare.com/forum_posts.asp?TID=30257

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 21/11/2013 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: