AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

เตรียมลูกน้อยไปโรงเรียน

 

การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนให้กับเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องทำ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจมีความสำคัญมากที่สุด

เด็กที่เตรียมความพร้อมมาได้ดี จะปรับตัวได้เร็ว มีความสุขกับการไปโรงเรียน สนุกสนานกับกิจกรรม เล่นกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เด็กอาจจะปรับตัวได้ยาก งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่สนุกกับกิจกรรมใดๆ ดังนั้น ก่อนไปโรงเรียน เป็นช่วงสำคัญที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยเตรียมตัวความพร้อมก่อนไปโรงเรียน มีดังนี้

ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเอง ทำสิ่งง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ว่าครูจะคอยดูแล และพยายามฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่โรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมากที่ครูต้องดูแล เด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือจากครู

ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กทำได้หลายๆ อย่าง ดังนี้

การกินอาหาร

      • ฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการนั่งกินข้าวที่โต๊ะเป็นเวลา และร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ เด็กจะได้พยายามเลียนแบบ
      • ฝึกให้เด็กตักกินเอง แม้ว่าจะหกเลอะเทอะก็ต้องปล่อยให้ฝึกไป
      • หาจานช้อนชามที่มีสีสันน่ารักชวนกินและหยิบจับได้สะดวกเหมาะมือของเด็ก
      • ชมเชยให้กำลังใจ เด็กทุกครั้ง

เคล็ดลับฝึกลูกแต่งตัว

      • ฝึกให้เด็กแต่งตัวเองได้ อาจจะติดกระดุมได้บ้าง
      • ฝึกให้เด็กใส่รองเท้าเองได้
      • จัดตู้เสื้อผ้าให้หยิบง่าย สะดวก และให้เด็กหัดเลือกเสื้อผ้าใส่เอง
      • แนะนำการแต่งตัวไปตามลำดับ เช่น เริ่มจากเสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า

ฝึกการขับถ่าย ใช้ห้องน้ำ

      • เตือนให้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลา โดยต้องประมาณเวลาสัก 2 – 3 ชั่วโมงหลังจากดื่มนม-น้ำ
      • สอนเด็กว่า ค่อยกลับมาเล่นใหม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำให้ทัน
      • อธิบายให้ฟังถึงขั้นตอนการใช้ห้องน้ำ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำเอง ไปลำดับ เริ่มตั้งแต่กอดกางเกง นั่ง ทำความสะอาด สวมกางเกง กดน้ำ ล้างมือทุกครั้ง
      • สอนให้เด็ทำความสะอาดด้วยตัวเอง

อื่นๆ

      • ฝึกให้มีความคล่องแคล่วว่องไว สามารถวิ่งเล่นได้ เล่นเครื่องเล่นสนามได้
      • ฝึกให้เด็กรู้จักระมัดระวัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ

 

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเองให้เหมาะสมตามวัย เพราะการที่เด็กดูแลตัวเองได้ เด็กจะรู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้ นำไปสู่ความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุข และที่สำคัญในการฝึกพ่อแม่ต้องให้คำชมเชยแก่เด็ก ให้กำลังใจ ทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่ฝึกไป ตำหนิไป เด็กจะเบื่อ ไม่ชอบ ที่จะช่วยเหลือตัวเองไปเลย

kids_momypedia

ฝึกให้เด็กบอกความต้องการได้

พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กบอกถึงความต้องการของตัวเอง บอกความรู้สึกแบบง่ายๆ ได้ พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ไม่ทำอะไรให้โดยที่เด็กยังไม่ร้องขอ เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียนใหม่ๆ ครูจะยังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร ต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กรู้จักที่จะบอกความต้องการของตัวเอง


บอกความต้องการ

      • ต้องไม่ทำให้เด็กจนกว่า เด็กจะบอกว่าต้องการอะไร
      • ไม่เดาใจ ไม่พูดแทนเด็ก แต่ใช้วิธีตั้งคำถามกลับให้เด็กตอบ
      • ให้เด็กบอกความรู้สึกออกมาด้วยการค่อยๆ ถามไถ่ เพื่อให้ค่อยๆ พูดออกมา
      • ฝึกให้เด็กรู้จักพูด พูดบอกคนอื่นได้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หิวน้ำ หิวนม ถุงเท้าหาย เพื่อนแกล้ง
      • เมื่อเด็กพูดไม่ชัด พ่อแม่และคนในครอบครัวจะต้องพูดคำที่ถูกต้องกับเด็ก หัดให้เด็กพูดให้ชัด เพราะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีใครสามารถเดาคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กได้
      • ฝึกให้เด็กรู้จักฟังคนอื่นพูด จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน
      • ควรฝึกการออกคำสั่งที่ชัดเจนสั้นๆ ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำได้ก็ให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้น เช่น หยิบเสื้อ กระโปรง เอาไปวางบนโต๊ะแล้วหยิบรองเท้าถุงเท้ามาให้แม่
      • ฝึกการฟังด้วยการเล่านิทานก่อนนอน พ่อแม่ต้องตั้งคำถาม เพื่อฝึกการจับใจความ ฝึกการคิด ดังนั้น คำถามไม่ควรเป็นคำถามที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่
      • ฝึกให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่ารีบช่วยคิด หรือช่วยแก้ปัญหา พ่อแม่จะต้องดูจังหวะที่จะเข้าไปช่วย เพราะเด็กจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
      • เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้ใช้วิธีชี้แนะแต่ไม่ใช่ทำให้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กแก้ปัญหาได้เอง

ฝึกการรอคอย และการยอมรับกติกา

เมื่อไปอยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องรอคอยแน่นอน เพราะห้องในเรียนมีเด็กหลายคน ดังนั้นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การรอคอยระยะสั้นๆ ไม่นานนัก และเริ่มให้รอเพื่อทำสิ่งที่เด็กสนใจ

      • ต้องไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ
      • บอกให้รู้ว่าเมื่อรอ แล้วอีกไม่นานก็จะได้
      • ให้เด็กไปเล่นร่วมกับเด็กอื่นๆ ที่ต้องการการเข้าคิว ต่อแถว หรือชี้ให้เห็น เมื่อต้องมีการเข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน เพื่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างและเข้าใจชัดเจนขึ้น
      • ฝึกหัดรอแม่ทำอะไรบางอย่างให้ โดยที่แม่ตั้งเงื่อนไขที่จะให้รางวัลกับเด็ก หากเด็กรอด้วยความอดทน ไม่งอแง เช่น
      • “แม่เจียวไข่เสร็จแล้ว เราไปเล่นลูกบอลด้วยกัน” ซึ่งแม่ต้องรักษาสัญญา การฝึกนี้จึงจะได้ผล เพื่อให้เด็กไว้ใจในคำมั่นสัญญา
      • ฝึกให้เด็กรอได้มีความสำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการรอให้ถึงเวลากลับบ้านด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กเมื่อไปโรงเรียนใหม่ๆ การรักษาคำพูดของพ่อแม่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกมั่นใจได้
      • ผึกเตรียมใจสำหรับการจากกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบด้านจิตใจ ดังนั้นเมื่อพ่อแม่จะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหน จะต้องบอกเด็กว่าจะไปไหนและจะกลับเมื่อไหร่ แม้ว่าเด็กจะร้องตามหรือร้องไห้ แต่เมื่อทำจนคุ้นเคย เด็กจะเรียนรู้ว่า แม้จะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ต้องไป แต่พ่อแม่ก็จะกลับมาตามเวลาที่บอกไว้
      • ฝึกการยอมรับกติกา เมื่อออกคำสั่งให้เด็กทำอะไร จะต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร หรือทำเพราะอะไร ใช้คำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กรู้จักเหตุและผล และรู้ถึงผลของสิ่งที่จะปฏิบัติ และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็น และ ร่วมตั้งกติกาด้วยจะช่วยให้เด็กเต็มใจทำยิ่งขึ้น เมื่อฝึกให้เด็กได้เรียนรู้และยอมรับกฎกติกาอย่างเต็มใจ เมื่อไปโรงเรียนเด็กจะยอมรับในกฎ ข้อบังคับ ข้อห้ามของครูได้
      • หมั่นพาเด็กไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ปรับตัวกับสถานที่และกติกาของที่นั้นๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพบและเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสนามเด็กเล่น ไปบ้านเพื่อน บ้านญาติที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน
      • สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ โดยหาโอกาสพาเด็กไปเที่ยวโรงเรียนที่คาดว่าจะให้เด็กไปเรียน ให้รู้สึกเหมือนกับการไปเที่ยว เด็กๆ มักจะติดใจและอยากไปโรงเรียนอีก เพราะโรงเรียนมีสนามเด็กเล่นและมีของเล่นให้เล่นสนุก
      • พ่อแม่ควรจะพูดคุยกับถึงสิ่งที่จะได้พบที่โรงเรียน เช่น กิจกรรมสนุกสนาน ครู เพื่อน ของเล่น สนามเด็กเล่น และกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ทำที่โรงเรียน ทำไมจะต้องไปโรงเรียน

kids_momypedia

 

สร้างบรรยากาศ อยากไปโรงเรียน

      • ให้พี่หรือญาติเป็นตัวอย่าง พ่อแม่เพียงย้ำให้เด็กรู้ว่า อีกไม่นานก็จะได้ไปโรงเรียน ได้แต่งชุดนักเรียนสวยๆ หล่อๆ เหมือนกับพี่ๆ
      • หาหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับโรงเรียน หรือข้อเสียของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอ่านให้ฟัง
      • ชวนคุยถึงเรื่องการไปโรงเรียน อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปนั่งชิงช้าเล่นกับเพื่อนๆ อีกไหม หรือเล่นสมมติเป็นครูนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการโรงเรียน
      • ฝึกเด็กให้อยู่ร่วมกับแปลกหน้า เพราะการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ไปอยู่กับครูที่เด็กไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ย่อมจะทำให้เด็กกลัวการพลัดพราก โดยในขณะที่เด็กจะไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในบางครั้ง จะต้องบอกเด็กให้รู้ว่า พ่อแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่
      • ปรับเรื่องของเวลา กิน นอน การทำกิจวัตรประจำวัน ให้สอดคล้องกับช่วงเปิดเทอมของเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาเข้านอนและเวลาตื่น
      • จัดจำนวนมื้ออาหารให้ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนจะจัดให้
      • ชวนเด็กไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า กระติกน้ำ สีเทียน สีไม้ เครื่องเขียนประจำตัว และอื่นๆ ซึ่ง
      • ข้อสำคัญคือ ต้องวางแผนลางาน หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อให้เวลากับลูกในช่วงแรกของการไปโรงเรียน เพื่อคอยดูเด็กในช่วงแรก
      • ฝึกให้เด็กเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้สดใสพร้อมไปโรงเรียน
      • สำหรับวันไปโรงเรียนจริงๆ วางแผนการจัดเตรียมอาหาร เวลาอาบน้ำแต่งตัวของเด็ก และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง
      • พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สบายๆ ดูไม่กังวลหรือเครียด จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ และไม่น่ากลัวอะไร

 

จาก : นิตยสาร ModernMom : นิตยสาร Kids & School : หนังสือสำนักพิมพ์รักลูกบุ๊ค

*** เนื้อหาบทความได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อความถูกต้องตามหลักวิชาการ บุคคลทั่วไปไม่สามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมเนื้อหาเองได้ การนำเนื้อหาไปปฏิบัติจริงเป็นดุลยพินิจและวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ที่มา http://www.momypedia.com

 

……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

highline5

8 วิธี กล่อมลูกน้อยให้ยอมไปโรงเรียน

เปิดเทอมทีไร คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ๆ มักจะเจอฤทธิ์เดชสารพัดรูปแบบของเจ้าตัวเล็ก เพราะอาการ “กลัวโรงเรียน” น่ะสิคะ วางใจได้ค่ะ เพราะเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหาใหญ่อีกต่อไป ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองนำวิธีง่าย ๆ เหล่านี้ไปปรับใช้

1.       อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า โรงเรียนคืออะไร และทำไมถึงต้องไปโรงเรียน

2.       ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกซื้ออุปกรณ์การเรียนของเขาเอง ลูกจะได้อยากใช้อุปกรณ์นั้นที่โรงเรียน

3.       เตรียมความพร้อมโดยฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง เช่น ใส่เสื้อผ้า สวมถุงเท้า รองเท้า เมื่อเขาทำอะไร ๆ ได้ด้วยตัวเองแล้ว เขาก็จะไปโรงเรียนด้วยความมั่นใจ

4.       ให้ลูกดูรูปเก่า ๆ สมัยคุณเป็นเด็กอนุบาล พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์การไปโรงเรียนครั้งแรกของคุณให้เขาฟัง จะทำให้เขารู้สึกตื่นเต้น และกระตือรือร้นที่จะไปโรงเรียนมากขึ้น

5.       เด็กเล็ก ๆ มักจะกลัวที่ต้องห่างจากอ้อมอกแม่ เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีเวลาว่าง ควรพาลูกไปสำรวจโรงเรียน ทำความรู้จักกับคุณครูหรือพี่เลี้ยงก่อนก็จะยิ่งดี

6.       สำรวจละแวกบ้านของคุณว่ามีเด็กที่เรียนโรงเรียนเดียวกับลูกหรือไม่ ถ้ามี ก็ลองพาลูกไปโรงเรียนพร้อมกัน เจ้าตัวเล็กจะได้รู้สึกว่ามีเพื่อน

7.       ขออนุญาตคุณครู ให้ลูกนำตุ๊กตาตัวโปรดหรือของที่ลูกชอบพกติดตัวไปโรงเรียนด้วย

8.       ถ้าลูกยังร้องไห้โยเยหลังจากไปโรงเรียนแล้ว คุณต้องค่อย ๆ ปลอบโยน และฟังลูกเล่าว่าทำไมถึงไม่ชอบโรงเรียน บางครั้งอาจต้องล่อหลอกเขาบ้าง เช่น สัญญาว่าจะพาไปทานไอศกรีม หรือให้รางวัลที่ลูกยอมไปโรงเรียน แต่อย่าใช้วิธีนี้บ่อยนะคะ เพราะเด็กอาจติดนิสัยต่อรองเงื่อนไขและเรียกร้องรางวัลได้ค่ะ

วิธีเหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ดีก็ต่อเมื่อคุณพ่อคุณแม่หนักแน่นด้วยค่ะ หากเผลอแสดงอาการลังเลหรือไม่แน่ใจให้ลูกเห็นว่าไม่ไปโรงเรียนก็ได้แล้วล่ะก็ เจ้าตัวเล็กอาจจะโยเยต่อไปไม่เลิกได้เหมือนกัน

 

เพราะโรงเรียน คือ โลกใหม่ใบเล็กของเด็ก ๆ คุณจึงควรให้เวลาเขาปรับตัวสักนิดนะคะเพื่อไปเขาจะได้เรียนรู้และอยู่ในสังคมใหม่ ๆ ได้อย่างมีความสุข

ที่มา http://www.planforkids.com/homepage.php?maincat=parentall&id=31

 

วิธีช่วยให้ลูกไม่งอแงเวลาไปโรงเรียนอนุบาล

เขียนโดย theAsianparent Editorial Team

อาการกลัวเพราะต้องแยกจากพ่อแม่นั้นไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลยค่ะ เพราะอาการกลัวนี้เกิดขึ้นทั้งกับเด็กและพ่อแม่ด้วย แต่เราก็พอมีทางออกสำหรับการช่วยไม่ให้ลูกงอแงเวลาต้องไปโรงเรียนอนุบาลฝากกันค่ะ

พ่อแม่ที่เคยผ่านช่วงเวลาพาลูกไปโรงเรียนอนุบาลมักจะเล่าให้ฟังว่า เวลาได้ยินลูกแหกปากร้องไห้เวลาไปส่งลูกหน้าโรงเรียนอนุบาล หัวใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะสลาย แล้วเราพอจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยลดความกลัวให้แก่ลูกเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่เวลาที่ไปส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลใหม่ ๆ

พาลูกไปเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ในกิจกรรมเล่นกับเพื่อน (Play Group) พ่อแม่หลายคนลองใช้วิธีนี้เพื่อหัดให้ลูกเข้าสังคมกับเด็กคนอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากที่ลูกคุ้นเคย ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะยังคงอยู่ใกล้ ๆ คุณ และยังไม่กล้าไปเล่นกับเด็กคนอื่น แต่หากคุณอดทนและพยายามแนะให้ลูกลองเล่นกับเด็กคนอื่นดู ลูกก็จะค่อย ๆ ชินกับการเล่นกับเพื่อนใหม่

ลำดับต่อไปคือ การลองหากิจกรรมสั้น ๆ ให้ลูกทำโดยที่คุณไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้น แต่คุณสามารถดูแลลูกอยู่ห่าง ๆ จากนั้นค่อย ๆ ถอยออกมาให้ไกลจากลูกจนกว่าลูกจะรู้สึกมั่นใจและมีสมาธิอยู่กับกิจกรรม ไม่ใช่จดจ่ออยู่กับคุณ คุณมีหน้าที่เพียงแค่ให้กำลังใจลูกและทำให้ลูกมั่นใจในตัวเองโดยพยายามไม่ให้ลูกเห็นคุณ

เมื่อลูกเริ่มคุ้นกับการเล่นกับเด็กคนอื่นแล้ว ลองหากิจกรรมที่มีบรรยากาศคล้ายกับห้องเรียนให้ลูกทำดู เช่น เรียนศิลปะ เรียนดนตรี หรือลองเล่าให้ลูกฟังว่าบรรยากาศในห้องเรียนเป็นอย่างไร

หมั่นชมและให้รางวัลลูกเพื่อเป็นแรงผลักดันให้ลูกไม่งอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณ ยิ่งถ้าคุณให้รางวัลเป็นของที่ถูกใจลูกแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ลูกหยุดงอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณได้เร็วขึ้น

ถ้าลูกมีปัญหางอแงเวลาที่ต้องแยกจากคุณอยู่แล้ว ทีนี้คุณก็ต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อพูดคุยกับลูก ก่อนที่ลูกจะต้องเริ่มเข้าเรียนชั้นอนุบาล ใช้น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นจะได้ทำให้ลูกอยากไปโรงเรียน ลองขับรถผ่านหน้าโรงเรียนดูเสมือนว่าคุณจะพาลูกไปสมัครเรียน ลูกจะได้เห็นเด็กคนอื่น ๆ วิ่งเล่นกันสนุกสนานที่โรงเรียน

คุยกับครูใหญ่ของโรงเรียนก็เป็นเรื่องที่หลายคนแนะนำ เพราะครูใหญ่มีสารพัดเทคนิคการรับมือกับเด็กงอแงที่โรงเรียนเสมอ นอกจากนี้ครูใหญ่ยังมีวิธีโน้มน้าวใจให้ลูกอยากมาโรงเรียนอีกด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งที่ลูกร้องไห้งอแงเวลาต้องแยกจากคุณนั้นก็เนื่องเขากลัวว่าคุณจะทิ้งเขาอีกเหมือนที่ผ่านมา แม้ว่าคุณจะไม่ตั้งใจก็ตาม คุณอาจจะคิดว่าแป๊บเดียวเองไม่เป็นไรหรอก แต่สำหรับลูกแล้วนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ดังนั้นคุณต้องทำให้ลูกมั่นใจว่ายังไงคุณก็จะไปรับเขาหลังเลิกเรียนอย่างแน่นอน

ที่มา  http://th.theasianparent.com/
……………………………………………………………………………………………………………………………….

หนูไม่อยากไปโรงเรียน

เขียนโดย theAsianparent Editorial Team

นี่เป็นประโยคหนึ่งที่พ่อแม่หลายคนหน่าย แม้ว่าเด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะรู้สึกเฉย ๆ หรืออยากไปโรงเรียน แต่ก็มีเด็ก ๆ บางส่วนที่งอแงไม่อยากไปโรงเรียน ถึงขั้นต้องลากเข้าประตูโรงเรียนกันเลยก็มี

 หนูไม่อยากไปโรงเรียน

โรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตเด็ก ๆ และถ้าพวกเขาไม่อยากไปโรงเรียน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดตาม ก็อาจทำให้เกิดปัญหาได้ในหลาย ๆ ด้าน มีเหตุผลมากมายที่ทำให้เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน เช่น โดนรังแก รู้สึกไม่คุ้นเคย ไม่ปลอดภัย เบื่อ หรือบางครั้งอาจไม่มีเหตุผลแน่ชัด

ถ้าลูกคุณเคยไปโรงเรียนอย่างมีความสุข แล้วจู่ ๆ เกิดงอแงไม่อยากไปขึ้นมากระทันหัน เป็นไปได้ว่าอาจจะมีปัญหาอะไรบางอย่าง เด็กวัยประถมอาจไม่สามารถอธิบายต้นตอของปัญหาได้ ฉะนั้นคุณอาจจะต้องพยายามสืบหาเหตุผลด้วยตัวเอง เด็กบางคนอาจจะบอกคุณว่าเขาไม่อยากไปโรงเรียน แต่บางคนก็อาจจะเก็บไว้ในใจ พฤติกรรม เช่น ตีอกชกหัว นั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้ ไม่มีสมาธิ และไม่ยอมทำตามที่คุณบอก เป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกว่าเด็กอาจกำลังเครียด หรือมีปัญหาบางอย่าง ลองคุยกับคุณครูว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือไม่ หรืออาจมีสาเหตุมาจากการสูญเสียคนในครอบครัวหรือการหย่าร้าง

ทำยังไง?

อาจเป็นแค่ช่วงสั้นยังไม่ต้องทำอะไรมากในช่วงแรก

เด็กหลายคนอาจมีช่วงงอแง ไม่อยากไปโรงเรียนบ้างสองสามวัน โดยไม่ได้มีเหตุผลอะไรร้ายแรง คุณอาจจะปล่อยลูกไปบ้างโดยไม่ต้องสนใจอะไร ไม่ต้องทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

ถ้าเป็นปัญหารุนแรงเรื้อรังพยายามสืบจนรู้ต้นเหตุแน่ชัด

พยายามทำให้ลูกเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ในช่วงที่ทุกคนอารมณ์ดี ไม่ใช่บังคับให้ลูกพูดตอนที่กำลังจะไปโรงเรียนสาย และลูกกำลังร้องไห้ ถ้าลูกไม่ยอมพูดกับคุณ แกอาจจะพูดกับคนอื่น เช่นคุณปู่ คุณย่า คุณลุง คุณน้า หรือพี่เลี้ยง ลองให้คนอื่นช่วยถามดู เหตุผลส่วนใหญ่ที่เด็ก ๆ ไม่อยากไปโรงเรียน คือ โดนแกล้ง ทะเลาะกับเพื่อน ความเบื่อ เรียนไม่รู้เรื่อง และไม่ชอบคุณครู เด็กที่มีปัญหาเรื่องการได้ยิน หรือการมองเห็นก็อาจไม่ชอบโรงเรียนได้เหมือนกัน

คุยกับคุณครู

สอบถามคุณครูเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในโรงเรียน เช่น ลูกโดนรังแก ฯลฯ

ชี้แจงให้คุณครูฟัง

ถ้ามีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นในบ้าน เช่น การหย่าร้าง หรือคนใกล้ตัวเสียชีวิต คุณควรชี้แจงให้คุณครูทราบ เพื่อที่คุณครูจะได้ช่วยสังเกตและดูแลลูกด้วยความเข้าใจ คุณควรบอกลูกเสมอว่าคุณหรือใครสักคนจะอยู่บ้าน หรือไปรับเขาที่โรงเรียน เพื่อให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและไม่ว้าเหว่


ที่มา  http://th.theasianparent.com/

……………………………………………………………………………………………………………………………….

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 26/04/2014 by in การเลี้ยงลูก.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: