AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

การตักบาตร การใส่บาตร ที่หลายคนยังไม่ทราบ

1_Fotor_Collageการตักบาตร การใส่บาตร ที่หลายคนยังไม่ทราบ

ใส่บาตรกับตักบาตรมีความหมายต่าง กันอย่างไร?

     คำดั้งเดิมคือ ตักบาตร ซึ่งเป็นลักษณะ ของกิริยาตักข้าวใส่ลงในบาตร แต่หลัง ๆ มีคำว่า ใส่บาตร ขึ้นมา เรียกตามกิริยาที่เราเอาอาหารถุง ใส่บาตรโดยไม่ต้องตัก ก็เลยใช้คำว่าใส่บาตรแทน ทั้งคำว่าตักบาตรและใส่บาตรใช้ได้ทั้ง ๒ คำ เพราะ เราเข้าใจตรงกันว่าเป็นการนำอาหารไปถวายในบาตร พระที่ท่านมาบิณฑบาตตอนเช้า

บาตรพระมีมาตั้งแต่ยุคพุทธกาลหรือไม่ และวัสดุที่ใช้แตกต่างกับในปัจจุบันอย่างไร?

     บาตรมีใช้ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว พระทุกรูปจำเป็นต้องมีบาตร เพราะเวลาบวชจะต้องมีอัฐบริขาร ครบถึงจะบวชได้ ซึ่งเป็นพระวินัยที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ บาตรโดยทั่วไปทำจากดินเผาและเหล็ก ส่วนบาตรที่ทำจากวัสดุอื่น เช่น เงิน ทอง ทองแดง ทองเหลือง ดีบุก สังกะสี ไม้ แก้ว

     พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต เงินกับทอง มีค่ามากเกินไปไม่เหมาะที่จะนำมาทำบาตร อาจจะมี โจรมาขโมย ส่วนทองแดง ทองเหลือง ดีบุก หรือสังกะสี เมื่อเจอของที่มีรสเปรี้ยวก็จะถูกกัด และจะเป็นสนิม ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ บาตรไม้ก็ ไม่ทรงอนุญาต เพราะว่าอาหารซึมเข้าไปในเนื้อไม้ได้ เวลาล้างก็ล้างไม่เกลี้ยง จะเกิดการหมักหมมเป็นผลเสียต่อสุขภาพ ส่วนบาตรแก้วก็แตกง่ายเกินไป พอมีอะไรมากระทบ เศษแก้วอาจตกไปในอาหาร ฉันแล้วจะเป็นอันตราย ที่ทรงอนุญาตหลัก ๆ ก็คือ บาตรดินเผาและบาตรเหล็ก

วัตถุประสงค์ในการตักบาตรคืออะไร?

การตักบาตรเป็นการถวายกำลังแก่พระภิกษุในการสืบอายุพระพุทธศาสนา ถ้าญาติโยมใส่บาตร พระก็จะมีอาหารมาบำรุงหล่อเลี้ยงร่างกายให้มีกำลังในการบำเพ็ญสมณธรรมต่อไป

 

การใส่เงินลงในบาตรเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่?

ความจริงแล้วการบิณฑบาตมุ่งเน้นเรื่องอาหารเป็นหลัก การใส่อาหารจึงถูกต้องที่สุด ส่วนการใส่ปัจจัยก็ไม่ถึงกับบาป เหมือนที่เรานิมนต์พระไปงานบุญขึ้นบ้านใหม่หรืองานศพแล้วเราถวาย ปัจจัยท่าน กรณีใส่ปัจจัยในบาตรแทนอาหาร อาจเป็นเพราะไม่สะดวกที่จะเตรียมอาหาร จึงเอาปัจจัยใส่ซองแล้วใส่บาตรเลย

ตามพระวินัยให้ใส่เป็นใบปวารณา เพราะโดยธรรมเนียมสงฆ์พระจะไม่จับเงินจับทองโดยตรง แล้วเขียนว่าตั้งใจจะถวายจตุปัจจัยเป็นยอดค่าใช้จ่าย เท่าไร ถึงคราวพระท่านต้องการสิ่งใด ท่านก็จะไปบอกไวยาวัจกร จะได้ไม่ต้องจับเงินจับทองโดยตรง

 

ควรการเขียนรายละเอียดเรื่องเงินใส่ลงไปในบาตรหรือไม่ ?

ถ้าจะให้ถูกพระวินัยจริง ๆ ให้ถวายเป็น ใบปวารณา แล้วเขียนว่า ข้าพเจ้าคือใคร ชื่ออะไร มีความประสงค์จะถวายจตุปัจจัยเป็นจำนวนเงินเท่าไร หากพระคุณเจ้ามีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้เรียกหาปัจจัยได้จากไวยาวัจกร ทำอย่างนี้ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

แต่บางทีพระไปบิณฑบาตไม่มีลูกศิษย์วัดตามมา แล้วจะฝากปัจจัยไว้กับใคร ด้วยสภาพสังคมแบบนี้เลยใส่ซองถวายท่านไปเลย ที่จริงถ้าจะให้ถูกพระวินัย แม้แต่พระไปรับกิจนิมนต์ตามบ้านหรือตามที่ต่าง ๆ การถวายปัจจัยก็ต้องถวาย เป็นใบปวารณาเหมือนกัน แต่ในปัจจุบันไม่สะดวกหลายขั้นตอน ญาติโยมก็เลยเอาปัจจัยใส่ซองถวายตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ให้เราถือตามเจตนา ถ้าเจตนาเป็นกุศลบุญก็เกิด ไม่ต้องห่วงว่าจะเป็นบาปหรือเปล่า

การตักบาตรโดยไม่เฉพาะเจาะจง พระภิกษุรูปใดมีอานิสงส์แตกต่างจากสังฆทานหรือไม่?

คล้าย ๆ สังฆทานเหมือนกัน ถ้าตักบาตรโดยไม่เกี่ยงว่าเป็นพระรูปใด ไม่ใช่ว่าพระรูปนี้มา ไม่ตัก จะรอตักบาตรหลวงพ่อที่อายุเยอะ ๆ อย่างนี้ เป็นการตักบาตรแบบเฉพาะเจาะจง แต่ถ้าเรา ทำบุญถวายหมู่แห่งภิกษุที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน แม้พระองค์ปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เราขอทำบุญกับสงฆ์ ไม่เฉพาะเจาะจงผู้ใด แบบนี้บุญมากเป็นพิเศษ เพราะเป็นสังฆทาน

 

ตักบาตรทุกวันด้วยไทยธรรมตามอัตภาพกับตักบาตรเฉพาะโอกาสพิเศษด้วยไทยธรรมประณีตมีอานิสงส์ต่างกันอย่างไร?

พวกเราเคยสังเกตไหมว่า บางคนถึงคราวรวยบางทีรวยเป็นหมื่นเป็นแสนล้านเลย แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำครั้งเดียวเป็นหนี้เลย รวยไม่ตลอด เดี๋ยวรวย เดี๋ยวจน เพราะเวลาศรัทธาเขาก็ทำบุญ เยอะ พอบุญส่งผลก็รวย แต่บางทีเขามีศรัทธาไม่ตลอด บางช่วงชักเสียดายไม่อยากทำบุญก็เว้นห่าง ไป ตอนนั้นสายบุญก็เลยขาด สายสมบัติขาด พอสายบุญขาดก็จน พอฟิตก็ทำบุญอีก สมบัติก็เลยมาเป็นระลอก ๆ

กรณีนาน ๆ ทำครั้ง แต่ทำด้วยอาหารที่ประณีตก็จะรวยเป็นระยะ ๆ เวลารวยก็รวยมาก และมีทรัพย์สมบัติที่ประณีตทุกอย่าง ส่วนคนที่ทำสม่ำเสมอตามอัตภาพ ก็จะมีฐานะดีแบบสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้รวยหวือหวา ประกอบเหตุอย่างไร ผลก็จะเกิดอย่างนั้น

แต่ที่น่าสนใจคือ ทำบุญอย่างไรถึงจะได้บุญมาก การทำบุญให้ได้บุญมากมีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ

๑. วัตถุบริสุทธิ์ คือ ของที่เราให้ทาน ต้องได้มาด้วยความชอบธรรม ถ้าไปขโมยของเขามาทำบุญ บุญก็ได้นิดหน่อย เพราะวัตถุไม่บริสุทธิ์

๒. เจตนาบริสุทธิ์ คือ มีศรัทธาทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังจากให้    เราเคยสงสัยไหมว่าทำไมเศรษฐีบางคนรวยมากแต่ขี้เหนียว ไม่ค่อยยอมใช้ทรัพย์ของตัวเอง รวยมหาศาล แต่เวลาจะซื้อมะม่วง กินต้องเอาลูกที่เริ่มเน่า แล้วมาตัดที่เน่าออก กินที่เหลือ เสื้อผ้าดีๆ ไม่ยอมใช้ ใช้ปุๆ ปะๆ อย่างนี้ เป็นเพราะตอนมีศรัทธาก็ทำบุญ แต่พอทำเสร็จเรียบร้อย แล้วนึกเสียดาย แบบนี้ถึงเวลามีทรัพย์จะใช้ทรัพย์ไม่เต็มอิ่ม ทุกอย่างมีที่มาที่ไป เป็นเรื่อง ของเหตุกับผลตามกฎแห่งกรรม

๓. บุคคลบริสุทธิ์ หมายถึง ผู้รับเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ เช่น พระภิกษุมีศีล ๒๒๗ ข้อ ถ้าผู้รับเป็นคนธรรมดาแต่มีศีล ๘ ก็ยังดี ศีล ๕ ก็รองลงมา ไม่มีศีลรองลงมา ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานก็รองลงมาอีก

คุณธรรมของผู้รับยิ่งสูงเท่าไรบุญก็ยิ่งมากขึ้น ตามส่วน ตักบาตรพระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุญจะมากขึ้นตามส่วน เพราะเมื่อท่านรับวัตถุทานจากเราไปแล้ว ท่านเอากำลังเรี่ยวแรงที่เกิดขึ้นไปใช้ทำความดี ทำสิ่งที่เป็นกุศลได้มาก พระพุทธเจ้าทรงรับอาหารที่เราถวาย ไปแล้วเกิดบุญมหาศาล เพราะเมื่อพระองค์เสวยเสร็จ แค่ไปเทศน์สอนประชาชน หรือนั่งธรรมะทีหนึ่ง เราก็ได้ส่วนแห่งบุญมหาศาล เพราะพระองค์หมดกิเลสแล้ว และเป็นพระพุทธเจ้าด้วย

ส่วนผู้ให้ก็มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นก่อนจะ ทำบุญให้รับศีลก่อน พอรับศีลแล้วไปทำบุญอย่างน้อย ขณะนั้นศีล ๕ ครบบริบูรณ์ บุญจะได้มากขึ้นไปอีกส่วนหนึ่ง แต่สู้คนที่ถือศีลสม่ำเสมอไม่ได้ ผู้ให้มีศีลบริสุทธิ์มากเท่าไร บุญก็มากตามส่วนเช่นกัน

 

ทำบุญเสร็จแล้วทำไมต้องกรวดน้ำ ไม่กรวดได้หรือไม่?

เรากรวดน้ำเพื่ออาศัยสายน้ำที่ไหลลงมาทำให้ใจเป็นสมาธิ พอนึกเอาบุญไปให้ผู้ที่ละโลก บุญจะได้ไปแรงขึ้น ตัวเราเองเหมือนเครื่องส่ง ถ้าใจเป็นสมาธิสัญญาณจะแรง คลื่นแทรกไม่ค่อยมี บุญที่ส่ง ก็จะเต็มที่ แต่ถ้าคนอุทิศส่วนกุศลใจฟุ้งซ่าน ก็เหมือน กับเครื่องส่งที่กำลังไม่ค่อยดี ส่งได้ไม่เต็มที่ ใจที่จรด อยู่กับสายน้ำจะเป็นสมาธิ เมื่ออุทิศส่วนกุศลจะไปถึงผู้รับแรงขึ้น นี่คือวัตถุประสงค์ ส่วนที่เหยียดนิ้วออกไปเป็นการช่วยให้น้ำไหลตามนิ้ว ป้องกันน้ำหก ย้อยเลอะเทอะ

สำหรับคนที่ฝึกสมาธิเป็นประจำจนกระทั่งชำนาญแล้ว ไม่ต้องกรวดน้ำก็ได้ ทำใจนิ่ง ๆ ทำสมาธิแล้วนึกส่งบุญไปได้

 

ทำบุญแล้วไม่ได้ฟังพระให้พร จะได้บุญหรือไม่?

ได้สิ เพราะบุญเกิดตั้งแต่เราถวายทานแล้ว แม้ไม่ได้ฟังพระให้พรก็ได้บุญ ธรรมเนียมสงฆ์สมัยเริ่มต้นพุทธกาลพระไม่ได้ให้พร แต่มีผู้ไปกราบทูลขอพระพุทธเจ้าว่าอยากจะให้พระให้พรสักหน่อย ฟังแล้วชื่นใจ พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตเพื่อฉลอง ศรัทธาญาติโยม จึงมีธรรมเนียมให้พรตั้งแต่นั้นมา

บุญไม่ได้เกิดจากเสียงให้พร แต่เกิดจากการ ที่เรามีศรัทธาแล้วไปถวายทาน แต่ถ้าพระให้พรแล้ว เราตั้งใจฟังอย่างดี ใจก็จะปลื้มในบุญ บุญก็จะยิ่ง เพิ่มพูนทับทวีขึ้น การให้พรมีผลเหมือนกัน แต่หัวใจ หลักอยู่ที่เรามีศรัทธาแล้วถวายทานขาดจากใจ บุญ เกิดตอนนั้น

ที่มา : FB  พระณัฐพงษ์ ถาวโร

8 ชม. · 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 18/05/2014 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: