AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

“จิตตนคร” นิยายเรื่องแรกเรื่องเดียวของสมเด็จพระสังฆราชฯ

 

1.2 จิตตนคร

คำสอนเรื่อง จิต นับเป็นคำสอนชั้นสูงในพระพุทธศาสนา ซึ่งสลับซับซ้อนและเข้าใจยากหากจะนำมาอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายนั้น ผู้สอนจะต้องมีความรู้เป็นอย่างมากในเรื่องของสภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจิตว่ามีอะไรบ้าง และจะยกตัวอย่างเช่นใดให้เข้าใจได้ง่าย หนังสือเล่มนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชทรงนำเอาเรื่องจิตและธรรมะที่เกี่ยวกับจิตในแง่มุมต่างๆ มาผูกเป็นเรื่องราวทำนองบุคคลาธิษฐาน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องจิตและการปฏิบัติทางจิตซึ่งสลับซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งทรงแนะวิธีปฏิบัติตนตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องไว้ด้วย ญาณสังวร,สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก,สมเด็จพระ. จิตตนคร. กรุงเทพฯ : กองทุน 21 เมษายน. 2553. 334 หน้า 294.35 ญ211จ.

วิดิทัศน์จิตกรรมเล่าเรื่อง “จิตตนคร”  แรงบันดาลใจจากพระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปรินายก วาดภาพโดย ธีรโพธิ์ภิกขุ (อาจารย์ธีรพันธ์ ลอไพบูลย์) วิดิทัศน์นี้ได้มีการฉายเปิดตัวในงานนิทรรศการ 100 ปี สดุดีสังฆราชา เป็นคร้ังแรก พร้อมกับหนังสือการ์ตูนลายเส้น จิตตนคร แต่การทำเป็นวิดิทัศน์ทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น เนืองจากผมเห็นว่าวิดิทัศน์ชุดนี้น่าสนใจ จึงได้ขออนุญาติจากพระครูสังฆสิทธิกร วัดบวรนิเวศน์วิหาร ในการลงประชาสัมพันธ์ในสื่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถรับชมได้สะดวกจากทั่วโลก บทสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับ จิตตนคร จากท่านธีรโพธิ์ภิกขุในเมืองทุกเมืองจะมีผู้บริหารเมืองหรือที่ปรึกษาเจ้าเมือง อย่างในปัจจุบันก็คือฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล แต่ในพระนิพนธ์ไม่ได้เรียกเช่นนั้น แต่เรียกว่า ฝ่าย สมุทัย กับ ฝ่าย บารมี โดยฝ่ายสมุทัย ซึ่งทุกคนรู้จักกันดีว่า คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์ แต่สมุทัยโอ้อวดตัวเองว่า ไม่ใช่ แต่ฉันเป็นเหตุของความสุข ที่เธอมีรถ มีบ้าน มีทรัพย์สินเงินทอง มีทุกสิ่งทุกอย่างก็เพราะฉันเป็นคนบันดาล ส่วนฝ่ายบารมี จะคอยห้ามปรามตักเตือนไม่ให้ทำในสิ่งไม่ดี ก็กระซิบกับพระเจ้าจิตราชว่า ไม่จริง ความสุขเหล่านั้นสุดท้ายก็จะทุกข์ ไม่ใช่สุขที่แท้จริง  โดยสมุทัยจะมีทหารเอก ชื่อว่า โลโภ โมโห และ โทโส   ส่วนบารมีต้องเตรียมที่จะต่อสู้กับสมุทัยก็จะมีขุนพล คือ ศีล หิริ และ โอตัปปะ” —————————————————————————————————————————- ชื่อหนังสือ : จิตตนคร นครหลวงของโลก บทพระนิพนธ์โดย : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ธรรมดา เนื้อหาบางส่วน : จิตตนคร นครหลวงของโลก อันลักษณะแห่งจิตตนครนั้น ก็เช่นเดียวกับนครโบราณทั้งหลาย กล่าวคือ มีป้อมปราการ มีประตู ๖ ประตู มีถนน ๔ แพร่ง มีนครสามีคือเจ้าเมือง เจ้าเมืองแห่งจิตตนครสถิตอยู่ตรงที่รวมของถนน ๔ แพร่ง และมีนามว่า “วิญญาณ” หรือ “จิตต” มีประชาชนชาติต่าง ๆ ไปมาหาสู่เมืองนี้ก็มาก พากันอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่ในเมืองนี้ก็มี มาพักอยู่ชั่วคราวก็มี มาเที่ยวทัศนาจรแล้วไปก็มี เพราะประตูเมืองทั้ง ๖ มักจะเปิดอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน จะปิดก็เมื่อเจ้าเมืองหลับ เมื่อเจ้าเมืองยังไม่หลับก็เปิดประตูรับอยู่เสมอ ไม่ว่าจะดึกดื่นเที่ยงคืนเพียงไร ถึงจะค่ำมืดก็จุดไฟสว่างไสว ไม่ยอมแพ้ความมืด เหมือนอย่างกรุงเทพพระมหานครในยามราตรีนั่นเอง จิตตนคร จึงเป็นเมืองที่พร้อมพรั่งด้วยผู้คนและสิ่งต่าง ๆ หลายหลากมากประการ เป็นต้นว่าพรั่งพร้อมไปด้วยรูปหลากหลาย อยากจะดูอะไรก็มักจะมีให้ดู พรั่งพร้อมไปด้วยเสียงหลากหลาย อยากจะฟังอะไรก็มักจะมีให้ฟัง พรั่งพร้อมไปด้วยกลิ่นหลากหลาย อยากจะดม จะลิ้ม หรือจะบริโภครสเช่นไร ถ้าร่างกายไม่เป็นอัมพาต เป็นร่างกายที่สมประกอบอยู่ ก็มักจะสมประสงค์ ทั้งพรั่งพร้อมไปด้วยเรื่องราวต่าง ๆ สำหรับบำรุงบำเรอใจหลากหลาย ไม่มีหมดสิ้น เมื่อเข้ามาถึงเมืองนี้ จะมีเรื่องเสนอสนองทางใจตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงหลับไปใหม่ ไม่มีเวลาว่างเว้น ดูก็น่าจะเหน็ดเหนื่อย หรือจะกลุ้มใจตาย หรือจะกลุ้มเป็นบ้า เพราะต้องพบเรื่องต่าง ๆ มากมาย ก็เหน็ดเหนื่อยกันจริงอยู่เหมือนกัน แต่เหนื่อยแล้วก็พักก็นอน ที่กลุ้มใจตายหรือที่กลุ้มเป็นบ้าไปก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะจิตตนครมีสิ่งต่าง ๆ พรั่งพร้อม ประชาชนชาติต่าง ๆ จึงพากันมาจากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก และจิตตนครนี้แม้จะมีลักษณะเป็นอย่างเมืองโบราณ ก็หาเป็นเมืองโบราณหรือเป็นเมืองล้าสมัยไม่ แต่เป็นเมืองที่ทันสมัย มีไฟฟ้า มีวิทยุ มีโทรทัศน์ มีสิ่งต่าง ๆ เหมือนอย่างเมืองที่ทันสมัยทั้งหลาย รวมความว่า เมืองในปัจจุบันนี้มีอะไร จิตตนครก็มีสิ่งเหล่านั้นครบถ้วน และอันที่จริงจะมีมากกว่าเมืองอื่น ๆ เสียอีก เพราะยังมีสิ่งวิเศษต่าง ๆ อยู่ในจิตตนครอีกมากที่คนทั่วไปยังไม่รู้ไม่เห็น เว้นไว้แต่พระพุทธเจ้าและพระพุทธสาวกผู้รู้ผู้เห็นทั้งหลาย ตามที่พรรณนาถึงความพรั่งพร้อมต่าง ๆ ของจิตตนครนี้ น่าจะเห็นว่า จิตตนครเป็นนครที่น่าเป็นสุขสบาย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น คือเป็นสุขสนุกสบายอยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังเป็นเมืองที่มีทุกข์ร้อนภัยพิบัติอยู่มาก ทั้งโดยเปิดเผย ทั้งโดยซ่อนเร้น อันเกิดจากภัยธรรมชาติก็มี เกิดจากภัยพลเมืองของจิตตนครนั้นก่อขึ้นก็มี ทั้งเจ้าเมืองเองบางคราวก็มีความหลงเข้าใจผิด คบคนผิด ใช้คนผิด ก็ยิ่งทำให้เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนระส่ำระสาย และจะเป็นดังนี้จนกว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาโปรด นั่นก็คือจนกว่าจะรับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเข้าไประงับดับความวุ่นวายเดือดร้อนทั้งหลาย ที่ย่อมมีอยู่ประจำจิตตนครทุกแห่ง อันพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งเดียวที่สามารถใช้เป็นเครื่องปราบ เครื่องขับไล่ เครื่องกำจัดบรรดาเหตุแห่งความเดือดร้อนวุ่นวายของจิตตนครทั้งหลายได้ เราทุกคนเป็นเจ้าของจิตตนครด้วยกันทั้งนั้น เราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องนำธรรมของพระพุทธเจ้าไปปราบ ไปไล่ ไปกำจัดเหตุแห่งความเดือดร้อนไม่สงบสุขในนครของเรา บรรดาผู้มาบริหารจิตทั้งหลายล้วนเป็นผู้เป็นเจ้าของจิตตนคร ที่กำลังพยายามจะทำนครของตนให้เป็นนครแห่งความร่มเย็นเป็นสุข แม้ยังมีความเดือดร้อนวุ่นวายบ้าง ก็ไม่มากมายเท่านครของบรรดาผู้ยังไม่สนใจกับการบริหารจิตเสียเลย สมทบทุนเล่มละ : ๑๖๕ บาท ค่าจัดส่ง ๔๐ บาท รายละเอียดในการร่วมสมทบ https://www.facebook.com/bookclub.bia/app_117531781690494

—————————————————————————————————————————-


เพลงจิตตนคร   (นครแห่งใจ )
คำร้อง : ฐิตวํโสภิกขุ วัดปทุมวนาราม
ทำนอง : เจษฎา สุขทรามร / รัชพงษ์ สมศรี (ภู ศิษย์มาวิตต์)
เรียบเรียง : เจษฎา สุขทรามร
ศิลปิน : ธนพร แวกประยูร

จากพุทธวัจนะของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้เมื่อสมัยพุทธกาลว่า”พึงรู้ว่ากายนี้มีอุปมาแตกง่ายเปรียบด้วยหม้อดิน พึงกั้นจิตที่มีอุปมาด้วยนครที่มีป้อมปราการสร้างไว้ดีแล้ว พึงรบชนะมารด้วยใช้ปัญญาเป็นอาวุธ” ได้ก่อให้เกิดเป็นหนังสือ “จิตตนคร” บทพระนิพนธ์ใน “สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ)” ขึ้นเมื่อ 42 ปีก่อน (2513) เพื่ออธิบายและขยาย

ความพุทธวัจนะข้างต้นให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น ด้วยการนำเรื่องราวของ “จิต” และ “ธรรมะ” ในแง่มุมต่าง ๆ มาผูกเป็นเรื่องราวทำนองบุคลาธิษฐานคล้ายนิยายธรรมที่ลึกล้ำพิสดาร จนกระทั่งปัจจุบันในปี 2555 อันเป็นปีมงคลสำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทย เนื่องจากเป็นปีที่สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงเจริญพระชันษา 99 ปี และก้าวย่างสู่พระชันษา 100 ปี “อาจารย์กวง-ธีระพันธุ์ ลอไพบูลย์” ประธานชมรมธุลีไท และเจ้าของผลงานหนังสือภาพชุดทศชาติแห่งพระบารมี เพื่อทูลเกล้าฯถวาย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสทรงมีพระชนมายุครบ 48 พรรษา และนิทรรศการศิลปะยาตรา “ภาพพระภูมิฟ้า น้อมโน้มโลมดิน” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา ตัดสินใจทำหนังสือขออนุญาตไปยังสำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เพื่อนำบทพระนิพนธ์ “จิตตนคร” มานำเสนอใหม่ในรูปแบบของ “นิยายภาพ” เพื่อเฉลิมฉลองปีมงคลแห่งสังฆราชาไทย ภายใต้ชื่อ “จิตตกรรมเล่าเรื่องจิตตนคร แรงบันดาลใจจากบทพระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” “ผลงานในครั้งนี้แม้จะทำออกมาในรูปแบบของนิยายภาพ แต่โดยส่วนตัวแล้วอยากให้เรียกว่า “จิตตกรรม” มากกว่า เพื่อให้สอดคล้องกับคำว่า “จิตตนคร” ที่พระสังฆราชได้นิพนธ์เอาไว้ อีกทั้งยังเพื่อให้มีความหมายว่าเป็นการกระทำของจิต เพราะครั้งนี้ไม่ใช่การวาดรูปปกติ แต่เป็นการวาดรูปโดยใช้ภาวะจิตในการตีความบทธรรมคำสอนในเรื่องให้ออกมาเป็นภาพที่สื่อความหมายไม่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิม” สำหรับบทใหญ่ใจความของพระนิพนธ์ในสมเด็จพระสังฆราชชิ้นนี้เป็นการอุปมา “กาย” ของมนุษย์ให้เป็นดั่งเมืองหนึ่งเมืองที่มีชื่อว่า “จิตตนคร” โดยมี “จิต” เป็นเจ้าเมือง อันมีบริวารคนสนิทอยู่ 2 คน คนแรกเป็นฝ่ายสีขาวมีชื่อว่า “คู่บารมี” เป็นเหมือนกับ ที่ปรึกษาของเจ้าเมืองที่คอยห้ามปรามตักเตือนในสิ่งที่ไม่ดี และชี้แนะหนทางที่ถูกต้อง บริวารอีกคนมีชื่อว่า “สมุทัย (ต้นเหตุแห่งทุกข์)” ผู้อยู่ในด้านสีดำที่คอยสนับสนุนให้เจ้าเมืองทำตามกิเลสหรือความต้องการของตน ในเรื่องนี้สมุทัยไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว แต่ยังมีลูกน้องอยู่อีก 3 คนที่คอยทำงานรับใช้เกื้อหนุนความต้องการของสมุทัยนั่น คือ โลโภ โมโห และโทโส “ผมคิดว่าพระนิพนธ์เรื่องนี้มีความเท่อยู่ในตัวเองสูงมาก เพราะนอกจากมีการนำหลักธรรมมาเปรียบให้เป็นตัวบุคคลแล้ว การดำเนินเรื่องยังเต็มไปด้วยการทับซ้อนของวิธีคิด รวมทั้งกิเลสต่าง ๆ ที่อยู่ในตัวเราอย่างมีเหตุมีผล ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องสนุกน่าติดตาม และสิ่งสำคัญคือเนื้อหาของเรื่องที่เขียนขึ้นเมื่อปี 2513 ไม่ได้เชยลงแม้แต่น้อย” ยิ่งเมื่อบวกเข้ากับงานภาพที่ผ่านการออกแบบและตีความอย่างถี่ถ้วนของ อ.กวง จนตัวละครและบ้านเรือนในจิตตนครมีความวิจิตรสวยงาม สะท้อนความหมายทางตัวอักษรได้อย่างชัดเจน ยิ่งทำให้จิตตนครในร่างจิตตกรรมเต็มไปด้วยเสน่ห์ให้คนรุ่นใหม่และคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธอยากหยิบขึ้นมาอ่านมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว ผลงานชิ้นนี้หากมองแบบผิวเผินแล้วอาจรู้สึกว่ามีกลิ่นอายผสมผสานกันระหว่างเกมสุดคลาสสิกอย่าง “เดียโบ” “ก็อด ออฟ วอร์” และภาพยนตร์มหากาพย์เช่น “ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์” “เดอะ เมทริกซ์” หรือแม้แต่ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” เอาไว้เพื่อดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้สนใจในพระธรรมอย่างไม่ได้ตั้งใจ เมื่อพูดคุยกันมาจนถึงตรงนี้ทำให้รู้สึกสงสัยว่าถ้าวันหนึ่งจิตตนครฉบับนิยายภาพถูกนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือพลิกแพลงให้กลายเป็นเรื่องอื่นไปคนละมุมมอง เช่นเดียวกับที่ “2 พี่น้องวาชอฟสกี้” นำเรื่องราวคำสอนในพระพุทธศาสนามาตีความและสร้างเป็นภาพยนตร์ไตรภาคอันโด่งดังเรื่อง “เดอะ เมทริกซ์” หรือถูกปรับให้กลายเป็นเกมโหดติดเรตขึ้นมาซึ่งด้วยภาพก็อำนวยให้เป็น อาจารย์กวงยิ้มก่อนจะกล่าวว่า “ไม่กลัวครับ ยิ่งพลิกมากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะของทุกอย่างในโลกมันต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ขณะนั้น ผมกล้าพูดแบบไม่กลัวคนด่าเลยว่า สาเหตุที่ศาสนาพุทธไม่เจริญงอกงามเท่าที่ควร เป็นเพราะถูกบังคับให้อยู่แต่ในกรอบ ไม่มีโอกาสเติบโตตามธรรมชาติที่ควรจะเป็น การตีความพระไตรปิฎกบางครั้งต้องปล่อยให้เขาทำไป เรื่องของความเชื่อมั่นไม่มีผิดมีถูก อย่ายึดมั่นถือมั่นมากจนเกินไป ไม่เช่นนั้นศาสนาจะกลายเป็นของล้าสมัย” อาจารย์กวงได้ยกหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสเตือนเอาไว้ตอนหนึ่งในกาลามสูตรว่า”อย่าเชื่อที่คนบอก อย่าเชื่อเพราะเขาเป็นครู อย่าเชื่อเพราะเป็นหนังสือ อย่าเชื่อเพราะมันเป็นอะไร แต่จงเชื่อเมื่อเธอได้ปฏิบัติ” ว่านี่คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ศาสนาหรือแม้แต่ความเชื่อต่าง ๆ ยังอยู่ในความสนใจของผู้คน และไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา “หลายคนอาจมองว่าผมเป็นพวกพุทธตะแบงหรือเปล่าถึงได้มีความคิดแบบนี้ ซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเป็นชาวพุทธแบบไหน เพียงแต่รู้อย่างเดียวว่าเรานับถือพระพุทธเจ้าองค์นี้ มีความหวังดีในศาสนาพุทธ เช่นเดียวกับคนไทยที่รักในหลวง รักแผ่นดินไทย แต่เราไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนไทยแบบไหน รู้เพียงแค่ว่ามีความปรารถนาดีต่อประเทศเท่านั้น” ศิลปินผู้วาดจิตตกรรมเล่าเรื่องจิตตนครเตือนต่อว่าในความปรารถนาดีดังกล่าวต้องระวังให้หนัก เพราะโลโภลูกสมุนของสมุทัย มือขวาเจ้าเมืองจิตตนครจะกระตุ้นให้เราปรารถนาดีจนเกิดเหตุ เช่น ออกไปร้องแรกแหกกระเชอจนบ้านเมืองวุ่นวาย ถ้ามีจิตวิเคราะห์หรือตัวเองเป็นเจ้าแห่งจิตตนครของตัวเองได้แล้ว คุณจะไม่ออกไปร้องแรกแหกกระเชอ ไม่เบียดเบียนคนอื่น เป็นต้น อ.กวงได้ทิ้งท้ายถึงผู้อ่านที่มีโอกาสได้อ่าน “จิตตนคร” ทั้งฉบับ “จิตตกรรม” ที่จะมีการรวมเล่มในปีหน้าช่วงระหว่างการฉลองพระชันษา 100 ปีของสมเด็จพระสังฆราช และฉบับ “วรรณกรรม” ที่วางขายทั่วไปตามแผงหนังสือว่า “สิ่งที่อยากจะให้ทราบกันคือ ทุกคนเป็นเจ้าแห่งจิตตนครอยู่แล้ว โปรดดูแลนครของตัวเองให้เป็นนครที่มีคุณค่า แล้วเมื่อใดก็แล้วแต่ที่ทุกนครได้มารวมตัวกันหรือสัมพันธ์กัน จงสัมพันธ์ให้เกิดประโยชน์ต่อมวลรวม อย่าสัมพันธ์ให้เกิดโทษกับมวลรวม” http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1351139386

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 03/06/2014 by in ลบทิ้งได้.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: