AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

พ่อแม่รังแกฉัน

 

ภาษิตว่าไว้ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี …..ดูเหมือนจะโหดร้ายในความรู้สึกของคนสมัยนี้ แต่บางครั้ง พฤติกรรมของพ่อแม่กับเป็นการทำร้ายลูก จนเจ็บหนักกว่าโดนตีเสียอีก

“พ่อแม่รังแกฉัน”

1. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการรักเขามากเกินไป 
……………………………………………………….
ผลก็คือเกิดภาวะรักจนหลง ลูกของตนถูกทุกอย่าง ลูกของตนดีกว่าคนอื่นเสมอ อันส่งผลให้ลูกกลายเป็นคนมีอัตตาสูง เชื่อมั่นตนเองในทางที่ผิด ชอบดูถูกคน เป็นตัวปัญหา แต่ไม่ยอมรับว่าตนเป็นคนสร้างปัญหา

2. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการตามใจเขามากเกินไป
…………………………………………………………….
ผลก็คือพ่อแม่กลายเป็นข้าช่วงใช้ของลูก ส่วนลูกกลายเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า” ที่พ่อแม่ต้องยอมให้เขาทุกอย่าง ที่หนักกว่านั้นก็คือ ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมตามที่ลูกต้องการลูกบางคนก็ถึงขั้นทุบตีทำร้ายพ่อแม่

3. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่กล้าห้ามปรามสั่งสอนเมื่อลูกทำผิด ทำเลว ทำบาป 
………………………………………………………………
ผลก็คือ ลูกสูญเสียสามัญสำนึก แยกแยะถูกผิดดีชั่วไม่เป็น มองไม่เห็นเส้นแบ่งทางจริยธรรมว่า ดีเป็นอย่างไร ชั่วเป็นอย่างไร จึงกลายเป็นนักเลงอันธพาล ระรานคนเขาไปทั่ว

4. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการให้เงินลูกเพียงอย่างเดียว 
………………………………………………………………..
ผลก็คือ ลูกไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ไม่เห็นคุณค่าของผู้ที่หา และให้เงิน ยิ่งได้เงินมาก ยิ่งผลาญเงินเก่ง มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ และทั้งๆที่ใช้จ่ายเงินสูง แต่กลับมีคุณภาพชีวิตต่ำ

5. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกเรียนรู้ที่จะพึ่งตนเอง เกรงว่าหากให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองแล้วเขาจะลำบาก 
………………………………………………………………..
ผลก็คือเมื่อโตขึ้นลูกกลายเป็นลูกแหง่ที่พึ่งตนเองไม่ได้ ทำอะไรด้วยตนเองไม่เป็น ยิ่งเติบโตยิ่งเป็นตัวปัญหาของสถาบันครอบครัว

6. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมส่งเสริมให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี มัวแต่สนใจลงทุนในการทำธุรกิจเป็นร้อยเป็นพันล้าน แต่ไม่รู้จักลงทุนในการสร้างลูกให้เป็นปัญญาชน 
…………………………………………………………………
ผลก็คือลูกเติบโตแต่ตัว แต่ทว่ามีสติปัญญาที่ต่ำต้อย ขาดทักษะการคิด การใช้เหตุผล การทำงาน การเข้าสังคม เขาไม่เพียงแต่ไม่สามารถร่วมเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมเท่านั้นแต่ยังสร้าง ปัญหาให้สังคมอีกต่างหาก

7. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการทำแต่งานสังคมสงเคราะห์นอกบ้าน โดยลืมไปว่าคนที่ตนต้องสงเคราะห์ก่อนดูแลก่อนต้องให้ความรักก่อนก็คือ ลูก 
………………………………………………………………..
ผลก็คือแม้จะกลายเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ประสบความสำเร็จนอกบ้าน สังคมสรรเสริญ แต่กลับเป็นพ่อแม่ที่ล้มเหลวในบ้าน และลูกกลายเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่น ไม่พร้อมจะแบ่งปันความรัก และความอบอุ่นให้ใคร

8. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักยกย่องชมเชยลูกเมื่อเขาประสบความสำเร็จในการเรียน ในการทำงาน หรือในการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม 
……………………………………………………………….
ผลก็คือลูกกลายเป็นคนใจคอคับแคบ ยกย่องชมเชยใครไม่เป็น เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสำเร็จ เขาจึงเป็นนักอิจฉาริษยาตัวฉกาจ ที่จ้องแต่จะหาทางทำลายคุณงามความดีของคนอื่น

9. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสอนเขาให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ 
…………………………………………………………………
ผลก็คือ เมื่อโตขึ้น เขาจึงพร้อมผละหนีพ่อแม่ไปอย่างไม่รู้สึกผิด ไม่เห็นความจำเป็นว่า การเป็นลูกที่ดีนั้น จะต้องกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของตนอย่างไร

10. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนลูกให้รู้จักการบำเพ็ญตนเป็นผู้ให้ 
…………………………………………………………………
ผลก็คือเมื่อโตขึ้นเขาจึงกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ คิดแต่จะกอบโกย คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น แทนที่จะถือหลัก “ยิ่งรวยยิ่งให้ ยิ่งได้ยิ่งแบ่ง”กลับถือหลัก “ยิ่งรวยยิ่งคอร์รัปชั่น ยิ่งแบ่งปันยิ่งสูญเสียเปล่า”

11. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่ยอมให้ลูกรู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง 
………………………………………………………………..
ผลก็คือ ลูกกลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำอะไร ส่งผลให้ไร้ภาวะผู้นำ ต้องเดินตามคนอื่นโดยดุษฎี

12. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่สอนให้ลูกรู้จักสมบัติของผู้ดี 
…………………………………………………………………
ผลก็คือเขากลายเป็นคนหยาบกระด้างทั้งทางกาย ทางใจ ใจคอโหดหินทมิฬชาติ ขาดความสุภาพอ่อนน้อม ขาดสัมมาคาราวะ ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักประมาณตน ครองตน ครองงานไม่เป็น ไม่เห็นคุณค่าของระเบียบประเพณี กฎหมาย จรรยาจารีตของสังคม ไม่เคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนดีของเพื่อนมนุษย์

13. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่แนะนำให้ลูกรู้จักคบเพื่อนที่เป็นกัลยาณมิตร (เพื่อนแท้) 
……………………………………………………………….
ผลก็คือรอบกายของเขาจึงมีแต่บาปมิตร (เพื่อนเทียม) คอยประจบสอพลอ คอยหลอกล่อให้ทำความเลวทรามต่ำช้า ติดสุรา ยาเสพติด นำพาชีวิตไปในทางเสียหาย ตกอยู่ใต้วังวนของอบายมุข สนุกสนาน ไม่สนใจหาแก่นสารให้กับชีวิต

14. พ่อแม่บางคนทำร้ายลูกด้วยการไม่รู้จักสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกเป็นคนรักการอ่าน รักการเขียน รักการเรียนรู้ รักการเดินทาง ปล่อยให้เขาศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองไปตามยถากรรม 
……………………………………………………………
ผลก็คือเขากลายเป็นคนหูตาคับแคบ ขาดความรู้พื้นฐาน ขาดความรู้รอบตัว ขาดความกระตือรือร้น ไม่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ การคิด พูด ทำ ไม่เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง ขาดความแหลมคม ตามไม่ทันโลก ตกข่าว เป็นคนว่างเปล่าทางความรู้ (รอบตัว) ความคิด จิตใจ และไม่มีรสนิยมอย่างอารยชน

ข้อมูลจาก ห้องเรียนพ่อแม่
………………………………………………..
เรื่องราวมากมายในชีวิต เมื่อได้คิด ก็ คิดได้
www.facebook.com/daikid.dhamma4u

comments  

  •  ถูกต้องที่สุด พ่อแม่ที่ยากจนและไม่ตามใจลูกสอนให้ลูกเห็นความลำบากลูกย่อมต่อสู้เก่งเสมอ คนจนบางคนจนแต่ไม่ยอมให้ลูกลำบากทำให้ลูกทุกอย่างปัจจุบันลูกนั่นกลายเป็นเทวดาทำไรไม่เป็นเลยสุดท้ายพ่อแม่ต้องลำบากจนแก่
  • พ่อแม่รังแกลูก คนในครองครัวต้องทำความเข้าใจกันให้มาก ๆ ต้องให้ลูกเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อแม่สอนคือเกราะป้องกันภัยอันตรายเมื่อลูกไปสู่สังคมภายนอก และเมื่อลูกทำพลาดไปจริงๆ พ่อแม่ต้องยอมรับฟังลูกและให้โอกาสลูกปรับปรุงตัว อย่าผลักดันให้ลูกไปปรึกษาคนนอก เจอคนดีก็ดีไป (จะมีสักกี่%ในโลกนี้) หากพบคนเจตนาไม่ดี หลุดโลกแน่ สังคมภายนอกก็อาจไม่ให้อภัยลูกอีกเลย
  • ต้องขอขอบคุณความทุกข์ยาก และความลำบากตั้งแต่เกิดจนโตเป็นผู้ใหญ่เข้าสู่วัยทำงาน อยากจะบอกว่า ความยากจนคือครูผู้ประเสริฐอีกท่านหนึ่งที่สอนให้รู้จักการใช้ทักษะชีวิต การต่อสู้เพื่อการอยู่รอด การเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมและที่สำคัญที่สุดคือสอนให้เรามีความกตัญญูกตเวที ยอดเยี่ยมจริงๆค่ะสำหรับ “ความยากจน”
  • ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยคำตำหนิติเตียน เขาจะเป็นคนล้มเหลว
    ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความก้าวร้าว เขาจะเป็นคนกร้าวแข็ง
    ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเย้ยหยัน เขาจะเป็นคนขลาดอาย
    ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความละอาย เขาจะเป็นคนขี้ระแวง…
  • ส่วนหนึ่งของบทกลอน Children Learn What They Live  ของ โดโรธี แอล. นอลเต้ นักเขียนชาวอเมริกันและผู้เชียวชาญด้านการให้คำปรีกษาครอบครัว ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ชีวิตของเด็กที่โตมากับการทำร้ายทางจิตใจด้วยถ้อยคำรุนแรงหรือ Hurt Words ซึ่งเป็นรูปแบบการกระทำรุนแรงที่โหดร้ายที่สุด เพราะทำให้คนที่ถูกทำร้ายได้รับความเจ็บปวดพอๆ กับการทำร้ายร่างกาย แต่ความเจ็บปวดจะฝังใจอยู่นานหรือไม่มีทางหายไปจากใจ…ไปตลอดชีวิต แต่เพราะการกระทำรุนแรงด้วยคำพูดอาจเป็นสิ่งที่สังคมยังไม่ตระหนักกันดีนัก เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ริชาร์ด จอห์นสัน ช่างภาพโฆษณาชื่อดังจึงผุดโครงการ Weapon of Choice ถ่ายทอดความรุนแรงจาก Hurt Words ให้สามารถมองเห็นได้ เพื่อให้สังคมโดยเฉพาะครอบครัวได้ตระหนักถึงการทำร้ายจิตใจด้วยคำพูด  ซึ่งถือเป็นวจีอาวุธที่รุนแรงที่สามารถทำร้ายชีวิตของใครคนใดคนหนึ่งได้โดยไม่รู้ตัว โดย ริชาร์ด ถ่ายทอดแผลทางจิตใจเหล่านั้น ด้วยภาพถ่ายบุคคล (Portrait) ของเด็กชาย เด็กหญิง ผู้ชาย และผู้หญิง ซึ่งแต่ละบุคคลในภาพจะถูกตกแต่งบาดแผลบนร่างกายเป็นคำที่รุนแรง ซึ่งริชาร์ดได้นำอาสาสมัครที่เข้าร่วมโครงการที่มีประสบการณ์ในการถูกทำร้ายด้วยคำพูดมาร่วมทำงานจริงๆ โดยการโชว์รายการคำรุนแรงให้พวกเขาดูว่าคำไหนที่กระทบต่อจิตใจพวกเขามากที่สุด ที่น่าตกใจคือ แม้ทีมงานจะรวบรวมคำมาได้มากมาย  แต่อาสาสมัครบางคนยังมีคำรุนแรงอื่นๆ ที่พวกเขาเก็บมันไว้อย่างเจ็บปวด และบางคนก็ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำนั้นออกมา คำว่ากล่าวติเตียนที่รุนแรง มีผลกระทบต่อจิตใจโดยเฉพาะต่อเด็กที่กำลังอยู่ในวัยที่จะเรียนรู้คุณค่าของตัวเอง พ่อแม่บางคนเห็นการการดุด่าลูก ตำหนิลูกเป็นเรื่องธรรมดาและคิดว่านี่คือวิธีการสั่งสอนลูกของตน และมักคิดว่ามันจะหายไปเองเมื่อเขาโตขึ้น  แต่ความจริงความเจ็บปวดไม่ได้หยุดเมื่อพวกเขาโตขึ้น บางคนกลับรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นด้วย  …คำถามสำคัญตอนนี้คือ ลูกของคุณเติบโตขึ้นมากับอะไร ? ภาพจาก www.hurtwords.com

    Read more: http://www.creativemove.com/art/weapon-of-choice/#ixzz33Zg2T1HM

 

0.4

สอนลูก..ให้รู้จัก ความเท่าเทียมกันของหญิงชาย

หญิง ชาย

พ่อแม่ ควรสอนลูกเกี่ยวกับ ความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ทุกคนต่างมีสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นคนเหมือนกัน

พ่อแม่ไม่ควรสอนลูก ให้แบ่งแยกความสามารถของชายหญิง ต้องบอกให้เขาเข้าใจ พื้นฐานของความเสมอภาคกัน พูดง่ายๆ ก็คือ พ่อแม่ควรสอนลูก เกี่ยวกับเรื่องของสิทธิมนุษยชน เพื่อการดำรงชีวิต อยู่ในสังคม ได้อย่างมีเกียรติ และศักดิ์ศรี ที่เท่าเทียมกัน

พ่อแม่ ควรสอนลูกว่า ความเป็นหญิง เป็นชาย นั้นแตกต่างกัน ในเรื่องเพศเท่านั้น แต่ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ หรือสถานะอื่นๆ ทางสังคมนั้น ต้องให้ความสำคัญ ของความเท่าเทียมกัน ของชายหญิง ไม่ว่า จะเป็นการเรียนรู้ ชายหญิงสามารถ ที่จะพัฒนาศักยภาพ ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และเท่าเทียมกัน

หากเป็นลูกผู้ชาย ลูกไม่ควรดูถูกผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ว่าทำอะไรไม่ได้ เท่าเทียมอย่างผู้ชาย เพราะปัจจุบันนี้ ผู้หญิงมีความสามารถ ไม่ต่างกับผู้ชาย บางครั้งมีมากกว่าด้วยซ้ำ ลูกผู้ชายจะต้องให้เกียรติผู้หญิง อีกทั้งลูกผู้หญิง ก็จะต้องให้เกียรติผู้ชาย เช่นเดียวกัน เราจึงจะสามารถ อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

ความเท่าเทียมกันของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่พ่อแม่ ควรสั่งสอน และปลูกฝังลูก
เพื่อที่เขาเติบโต จะได้ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือวางอำนาจ บาตรใหญ่ ข่มผู้ที่อ่อนแอกว่า เช่น ผู้ชายทำร้ายผู้หญิง เจ้านายทำร้ายลูกน้อง คุณครูทำร้ายลูกศิษย์ พ่อแม่ทำร้ายลูก เป็นต้น

** ไม่ใช่เรื่องดีเลย ที่ลูกจะเติบโต มาพร้อมกับความคิด ในเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน ของคนในสังคม เพราะเขาจะรู้สึกกดดัน หดหู่ ที่ตัวเองไม่เท่าเทียมกับผู้อื่น ทั้งในเรื่องชื่อเสียง ฐานะความเป็นอยู่ และเงินทอง หรือบางคนหลงตัวเอง โดยใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น คิดว่าตัวเองอยู่เหนือผู้อื่น ฉันรวยกว่าแก แกจนกว่าฉัน แบบนี้สังคม จะยิ่งวุ่นวายและไม่มีความสุข

พ่อแม่ ควรบอกลูกว่า ในความเป็นมนุษย์นั้น ไม่ว่าจะหญิง ชาย คนรวย คนจน คนปกติ คนพิการ เรามีความเป็นมนุษย์ ที่เท่าเทียมกัน ทุกอย่าง
เว้นเสียแต่ บางคน ที่ร่างกายไม่อำนวย แต่เขา ก็สามารถ ที่จะใช้สิทธิ เสรีภาพ ในการดำเนินชีวิต ภายใต้กฏหมาย กฏระเบียบสังคม เดียวกันทั้งสิ้น

พ่อแม่ จะต้องอธิบาย ให้ลูกฟัง เมื่อเขาเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นว่า.. ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าผู้หญิง หรือผู้ชาย ต่างสามารถทำงาน ประเภทเดียวกันได้ ดีพอๆกัน ไม่ว่าจะเป็นงานราชการ การเป็นหัวหน้าครอบครัว การเป็นพ่อครัว แม่ครัว การทำกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้หญิงชาย ยังมีการศึกษาเท่าเทียมกัน มีความรับผิดชอบเหมือนกัน และทำทุกสิ่ง ทุกอย่างได้ เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น ลูกไม่สมควร ที่จะดูถูกเพศตรงข้าม เพราะเขาหรือเธอก็เป็นมนุษย์ เหมือนกับลูก เราจึงควรอยู่ร่วมกัน อย่างเข้าใจและเอื้อเฟื้อ ซึ่งกันและกัน
จาก : คุยสบายๆ สไตล์ฟิโรโดซิเอ

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 03/06/2014 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,215,620 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,215,620 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,215,620 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: