AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

บริจาคร่างกายเพื่อเป็น “อาจารย์ใหญ่” การทำบุญครั้งสุดท้ายของชีวิต

2

เมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว  เราหาได้รับรู้สิ่งใดไม่  นี่เป็นเพียงร่างกายที่ละทิ้งไว้ เพื่อเป็นบุญกุศลในการรักษาพยาบาลผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
สารคดี กบนอกกะลา ตอน “อาจารย์ใหญ่” บางคนอาจจะไม่มีทุนทรัพย์ในการทำบุญ      การบริจาคร่ายกายจึงเป็นการทำความดีครั้งสุดท้ายของชีวิต  และเป็นการทำบุญครั้งสำคัญด้วยตัวและหัวใจ ก่อนที่เราจะละสังขารไปจากโลกนี้ เพื่อให้การศึกษาแก่นักศึกษาแพทย์ในการศึกษากายวิภาคศาสตร์  และ การวิจัยเพื่อการรักษาพยาบาลให้กับเพื่อนมนุษย์ผู้เจ็บป่วย

 2

      กายครูผู้อุทิศ     หวังเป็นวิทยาทาน
   พึงเพียรเรียนพิจารณื    จนรู้จบเจนวิชา
   ควรทำด้วยสำรวม     จิตใจร่วมกายวาจา
   รู้คุณหนุนนำพา    มงคลแท้แก่ตนเอง
0.0
ความสวยงามภายนอกนั้นไม่เที่ยงแท้   ที่จริงแท้คือความงามจากจิตใจ Anatomy for beginmner  – กายวิภาคศาสตร์ เบื้องต้น 4 ตอน ชมสาธิตการผ่าศพ  การวิเคราะห์อวัยวะทุกชิ้นในร่างกายแบบเจาะลึก   เพื่อใช้ประกอบการพิจารณากายคตาสติภาวนาได้เป็นอย่างดี  (เสียงบรรยายอังกฤษ   Thai subtitle )  ทุกสรรพสินย่อมมีคุณและโทษในตัว ผู้มีปัญญาควรถือเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์    สิ่งที่เป็นโทษควรปล่อยวาง อย่าได้เก็บเป็นอารมณ์หรือทำใจให้ขุ่นมัว

Anatomy – กายวิภาคศาสตร์ ตอน 1   การเคลื่อนไหว

Anatomy – กายวิภาคศาสตร์ ตอน 2  การหายใจ

Anatomy – กายวิภาคศาสตร์ ตอน 3  การเดินทางของอาหาร

Anatomy – กายวิภาคศาสตร์ ตอน 4   การเดินทางอันยี่งใหญ่ ก่อนการปฏิสนธิ

ดู  ฺBODY WORLDS  ของ  Dr/ Gunther von Hagens & Body Worlds  videos  200  ตอนอย่างต่อเนื่อง ได้ที่นี่

 

 

ถาม – เพื่อนชวนไปบริจาคร่างกายเป็นการกุศลแก่โรงพยาบาล ใจก็เห็นดีงามไปกับเพื่อน แต่พี่ชายท้วงติงว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทาน เกิดมาชาติหน้าจะมีอวัยวะไม่สมบูรณ์ อยากทราบข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร

ตอบ – (โดย ว.วชิรเมธี) การบริจาคอวัยวะเป็นทานถือว่าได้บุญมาก เพราะเป็นการทำบุญขั้นสูงอย่างหนึ่งเรียกว่าเป็นการบำเพ็ญ “บารมี” (คุณธรรมอันยิ่งยวดที่จะเป็นเหตุให้ได้บรรลุผลที่พึงประสงค์) ในพระพุทธศาสนาจัดการบริจาคไว้เป็นหนึ่งใน “บารมี 10 ประการ” คือ เป็น ทานบารมี ที่พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญให้บริบูรณ์จึงจะบรรลุสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าได้

การบำเพ็ญความดีที่ถือว่าเป็นบารมี มีอยู่ 3 ขั้น 1) ขั้นสามัญ เช่น ให้วัตถุหรือปัจจัยสี่เป็นทาน 2) ขั้นปานกลาง เช่น ให้อวัยวะเป็นทาน 3) ขั้นสูงสุด เช่น ให้ชีวิตเป็นทาน

ความเชื่อที่ว่า หากบริจาคอวัยวะแล้วเกิดมาอีกชาติหนึ่งจะมีอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์นั้นเป็นความเชื่อที่ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็คงมีพระลักษณาการที่ไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ เนื่องเพราะขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ เสวยพระชาติเป็น “สิวิราชกุมาร” ทรงควักพระเนตรทั้งสองข้างให้เป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน

ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า คนที่บริจาคอวัยวะเป็นทานจัดว่าได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ ควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละที่หาได้ยาก ถือว่าเป็นผู้ดำเนินอยู่ในวิถีทางของพระมหาโพธิสัตว์ เขาเสียสละสิ่งสามัญเพื่อจักได้เสวยผลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก ไม่ใช่สละอวัยวะเป็นทานแล้วจะกลายเป็นคนพิกลพิการในชาติหน้าก็หาไม่

ถ้าผลแห่งมหาทานบารมีเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์จะทรงสอนให้คนสละอวัยวะเป็นทานไปเพื่ออะไร ใครที่เข้าใจอย่างนี้ควรรู้ไว้เสียด้วยว่าตนกำลังเข้าใจผิด ถือผิด ซ้ำยังคอยขัดขวางทางมหากุศลของคนอื่นเขาอีกต่างหาก

ที่มา – ธรรมะทำไม โดย ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ 23 มกราคม 2553 หน้า 77-80 สรุปย่อความโดย ณัชร สยามวาลา
————————————————
**ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับผู้สนใจบริจาคอวัยวะ** สำหรับบริจาค หัวใจ ลิ้นหัวใจ ปอด ตับ และ ไต หรือ อวัยวะทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นประโยชน์ได้เพื่อนำไปรักษาช่วยชีวิตผู้ป่วยด้วยการปลูกถ่ายอวัยวะ โปรดติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทยhttp://www.organdonate.in.th/ หรือ โทรศัพท์ 0-2256-4045-6 odc-trcs@redcross.or.th
และสามารถบริจาคดวงตาได้ที่ ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย โทรศัพท์ 0-2252-8131-9 , 0-2258-8181-9, 0-2256-4039 และ 0-2256-4040 ต่อศูนย์ดวงตา ตลอด 24 ชั่งโมง eyebank@redcross.or.th
นอกจากนี้ท่านยังสามารถบริจาคกระดูกและเนื้อเยื่อชีวภาพเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วย ได้ที่ ศูนย์เนื้อเยื่อชีวภาพกรุงเทพ ที่รพ.ศิริราชhttp://www.si.mahidol.ac.th/th/Tissue001.asp
โทรศัพท์ 0 2419 7000 # 4501, 4545 – 7 Siyvj@mahidol.ac.th
โดยทั้งหมดนี้เมื่อท่านเสียชีวิตท่านสามารถให้ญาติโทร.ไปที่ศูนย์ใดศูนย์หนึ่งเพื่อแจ้งว่าท่านได้บริจาคอวัยวะไว้ให้กับศูนย์ทั้ง 3 แห่ง เจ้าหน้าที่เขาจะประสานงานมารับอวัยวะต่าง ๆ ของท่านไปด้วยกันค่ะ แอ๊ดมินได้บริจาคไว้ครบทั้ง 3 ที่แล้ว ขอให้ทุกท่านได้รับบุญไปด้วยกันนะคะ

 

ที่มา  https://www.facebook.com/DrNashSiamwallaPhD/photos/a.1374534812801052.1073741828.1374528369468363/1463042160616983/?type=1&theater

 

4

การบริจาคร่างกาย

ภาควิชากายวิภาคศาสตร์    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล    โรงพยาบาลศิริราช    บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

………………………………………….

วัตถุประสงค์ของการบริจาคร่างกาย     เพื่อให้นักศึกษาแพทย์นำไปศึกษา หรือที่เรียกว่าเป็น “อาจารย์ใหญ่”

การบริจาคร่างกาย   แยกออกเป็น 3 แบบ

  1. บริจาคเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา ระยะที่ใช้ในการเรียน 3 ปี

  2. บริจาคเพื่อให้แพทย์เฉพาะทางฝึกผ่าตัด

  3. บริจาคเพื่อให้ภาควิชาฯ เก็บโครงกระดูกเพื่อการศึกษาตลอดไป

****ในการบริจาคร่างกายนั้นสามารถเลือกได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งค่ะ

เอกสารที่ใช้

          รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ เขียนชื่อ-นามสกุลที่ด้านหลังรูปให้ชัดเจน

          สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 1 ใบ (รับรองสำเนาถูกต้อง)

ขั้นตอนการบริจาคร่างกาย

  1. กรอกแบบฟอร์ม ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ตามทะเบียนบ้านด้วยตัวบรรจง

  2. ระบุ ชื่อ-นามสกุล ผู้แจ้งการถึงแก่กรรม (ผู้แจ้งการถึงแก่กรรมหมายความถึง ผู้ที่เต็มใจจะรับเป็นธุระในการแจ้งให้ภาควิชาฯ ไปรับศพของผู้บริจาคร่างกายเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับมรดกอื่นใดของผู้บริจาคร่างกาย)

  3. ส่งแบบฟอร์มที่กรอกแล้วพร้อมรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 ใบ ทางไปรษณีย์มาที่ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 เขียนที่มุมซองว่า “บริจาคร่างกาย”

  4. รับบัตรประจำตัวผู้บริจาคได้ภายใน 1 เดือน โดยให้ระบุว่าต้องการรับด้วยวิธีใด

          4.1  รับทางไปรษณีย์เป็นจดหมายลงทะเบียน (ต้องมีคนอยู่บ้านเพื่อลงชื่อรับ)

          4.2  มารับบัตรด้วยตัวเอง ติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-419-7036, 02-419-7588

  1. หากทำบัตรหายกรุณาโทรศัพท์แจ้งภาควิชาฯ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-419-7036, 02-419-7588

  2. หากผู้บริจาคเปลี่ยนแปลงที่อยู่กรุณาแจ้งภาควิชาฯ ทราบด้วย

  3. ท่านที่ต้องการยกเลิกพินัยกรรมฉบับนี้ ไม่ต้องแจ้งให้ภาควิชาฯ ทราบ จะไม่ถือว่าเป็นความผิดทางกฎหมายแต่ประการใด

หมายเหตุ ***สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มพินัยกรรมบริจาคร่างกายได้ โดยปริ้นท์ออกมาเป็นหน้า-หลัง จำนวน 2 ชุด เนื่องจากทางภาควิชาจะได้เก็บไว้ 1 ชุด และส่งคืนผู้บริจาค 1 ชุด และเหตุที่ต้องปริ้นท์หน้า-หลัง จะได้ทราบว่าเป็นพินัยกรรม เมื่อเวลาผ่านไป

 ***ผู้บริจาคควรปฏิบัติตามข้อกำหนดในการกรอกและส่งแบบฟอร์มอย่างเคร่งครัด และถูกต้อง มิฉะนั้น ถ้าไม่ได้ข้อมูลครบถ้วน จะถือว่าเป็นโมฆะ หรือเมื่อส่งใบบริจาคมาแล้วสามารถโทรมาติดตามได้ ตามเบอร์โทรที่ให้ไว้ 02-419-7036, 02-419-7588

แบบที่ 1 บริจาคเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ศึกษา

ข้อจำกัด

–         ขณะเสียชีวิตอายุต้องไม่เกิน 80 ปี น้ำหนักโดยประมาณไม่ต่ำกว่า 40 กิโลกรัม

–         ไม่เป็นศพเกี่ยวกับคดี

–         ไม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง, โรคไต, โรคเบาหวาน และอุบัติเหตุ

–         ไม่เป็นศพที่มีสภาพไม่เหมาะสม เช่น ศพเน่าเปื่อย อวัยวะขาดหายไปไม่ครบสมบูรณ์ ยกเว้นกรณีบริจาคดวงตา

–         ที่เก็บศพของภาควิชาฯ เต็ม

แบบที่ 2 บริจาคเพื่อให้แพทย์เฉพาะทางฝึกผ่าตัด

ข้อจำกัด

–         ไม่เคยผ่าตัดบริเวณข้อต่อต่าง ๆ

–         เมื่อเสียชีวิต ญาติต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ ให้มารับศพทันที

–         ให้ญาติตัดผม และเล็บของศพใส่โลงเพื่อสวดทำบุญ

–         ไม่ฉีดยารักษาศพ

แบบที่ 3 บริจาคเพื่อเก็บโครงกระดูกใช้ในการศึกษา

ข้อจำกัด

–         ขณะเสียชีวิตอายุต้องไม่เกิน 55 ปี

–         ญาติสามารถนำอวัยวะบางส่วนของศพดอง ไปทำพิธีทางศาสนาได้

–         ไม่ฉีดยารักษาศพ เพราะจะทำให้ไม่สามารถเก็บเป็นโครงกระดูกได้

พื้นที่ที่รับบริจาคร่างกาย    รับเฉพาะเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปทุมธานี นครปฐม สุพรรณบุรี(ไม่รับ อ.ด่านช้าง, อ.หนองหญ้าไซ, อ.เดิมบางนางบวช,อ.สามชุก) พระนครศรีอยุธยา (ไม่รับ อ.ท่าเรือ) ราชบุรี (ไม่รับ อ.สวนผึ้ง, อ.จอมบึง) กาญจนบุรี (รับเฉพาะ อ.เมือง, อ.ท่าม่วง, อ.พนมทวน, อ.ท่ามะกา)

ข้อปฏิบัติเมื่อผู้บริจาคร่างกายเสียชีวิต

–         ห้ามฉีดยากันศพเน่า เจ้าหน้าที่ของภาควิชาฯ จะไปฉีดให้

–         โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ภาควิชาฯ ภายใน 24 ชั่วโมง ให้ไปตรวจสภาพศพ และฉีดยารักษาสภาพศพ ที่หมายเลข 02-419-7028, 02-419-7030, 02-411-2007

–         ญาติเป็นผู้ดำเนินการเรื่องใบมรณบัตร และจัดหาหีบศพเอง

ข้อปฏิบัติเมื่อได้รับศพของผู้บริจาคร่างกาย

–         บริการฉีดยา และรับศพหลังเสร็จพิธี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

–         ให้ญาติสวดตามประเพณีนิยมได้ไม่เกิน 5 วัน

–         ศพของผู้บริจาคร่างกายจะจัดเก็บที่อาคารกายวิทยาทาน ต.ศาลายา จ.นครปฐม

–         ออกหนังสือรับรองการรับศพของผู้บริจาคร่างกายภายใน 2 วัน

–         จัดส่งใบอนุโมทนาบัตร หลังจากรับศพของผู้บริจาคร่างกายภายใน 1 เดือน

ข้อแนะนำในการเข้าร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ

–         จัดประมาณเดือนเมษายนของทุกปี

–         ญาติเข้าร่วมพิธีได้ไม่เกิน 4 คน

–         ภาควิชาฯ มีรถบริการให้ญาติที่เข้าร่วมพิธีจากโรงพยาบาลศิริราชไปที่อาคารกายวิทยาทาน ต.ศาลายา จ.นครปฐม

–         ญาติสามารถนำศพของผู้บริจาคร่างกายที่ศึกษาเสร็จแล้วไปประกอบพิธีทางศาสนาเองได้

–         จัดเก็บอัฐิของผู้บริจาคร่างกายไม่เกิน 5 ปี

เอกสารที่ใช้ประกอบการทำหนังสือที่ระลึกในพิธีพระราชทานเพลิงศพ

–         รูปถ่ายของผู้บริจาคร่างกายขนาด 1 นิ้ว หรือ 2 นิ้ว จำนวน 1 ใบ

–         ประวัติส่วนตัวของผู้บริจาคร่างกาย

–         คำไว้อาลัยของญาติ

………………………………………

Download เอกสารได้ที่:  http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/anatomy/dept_news_detail.asp?n_id=29&dept_id=1

 

2 comments on “บริจาคร่างกายเพื่อเป็น “อาจารย์ใหญ่” การทำบุญครั้งสุดท้ายของชีวิต

  1. AC127Mum
    14/05/2015

    เราสามารถบริจาคร่างกายโดยไม่ต้องเดินทางไปถึง รพ.
    เพียง Print เอกสาร -> กรอก -> ส่งไปรษณีย์
    จากนั้นรอรับบัตรจาก รพ. แล้วพกติดตัวไว้

    การบริจาคร่างกาย มี 3 แบบ คือ

    1. การอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา การวิจัย และการรักษาทางการแพทย์
    รายละเอียด : http://www.redcross.or.th/content/page/51
    Q&A : http://www.redcross.or.th/forum/19975

    ขั้นตอน
    – Download ใบสำคัญอุทิศร่างกายฯ + ใช้สำเนาบัตรประชาชน 1 ฉบับ
    http://www.redcross.or.th/donation/bodydonation1.pdf
    – ติดต่อโดยตรง ณ สถานที่ที่รับอุทิศ (ได้รับบัตรแสดงความจำนงภายใน 10 นาที)
    หรือ ส่งเอกสารแสดงความจำนงมาทางไปรษณีย์
    + ซองจ่าหน้าซองถึงตัวท่านเอง ติดแสตมป์
    (ได้รับบัตรแสดงความจำนงภาย 1-2 เดือน)

    แล้วส่งมาที่
    แผนกอุทิศร่างกายฯ ศาลาทินทัต
    โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
    ถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน
    กรุงเทพ 10330

    2. การบริจาคอวัยวะ
    รายละเอียด : http://www.redcross.or.th/content/page/52

    ขั้นตอน
    – Download ใบแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะ (ที่อยู่ควรจะตรงกับทะเบียนบ้าน)
    http://www.redcross.or.th/donation/organ_donation_form.pdf
    – ส่งเอกสารแสดงความจำนงมาทางไปรษณีย์

    แล้วส่งมาที่
    ศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย
    อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ชั้น 5
    ถ.อังรีดูนังต์ ปทุมวัน
    กรุงเทพฯ 10330
    โทร. 1666

    3. การบริจาคดวงตา
    รายละเอียด : http://www.redcross.or.th/content/page/50

    ขั้นตอน
    – Download ใบแสดงความจำนงอุทิศดวงตา (ที่อยู่ควรจะตรงกับทะเบียนบ้าน)
    http://www.redcross.or.th/donation/eye_donation_form.pdf
    – ส่งเอกสารแสดงความจำนงมาทางไปรษณีย์

    แล้วส่งมาที่
    ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
    อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฒโน) ชั้น 7
    ถนนอังรีดูนังต์ ปทุมวัน
    กรุงเทพฯ 10330

    ที่มา http://pantip.com/topic/31346363

  2. AC127Mum
    14/05/2015

    เท่าที่ทราบมา (เพิ่งไปบริจาคมาครบ 4 ใบ) เขาจะแบ่งการบริจาคเป็น 4 อย่างคะ
    1.บริจาคเลือด
    2.บริจาคดวงตา
    3.บริจาคอวัยวะ (ไม่รวมดวงตา)
    4.บริจาคร่างกาย

    ที่สงสัยคงเหมือนๆกันกับตอนไปบริจาคคะ คือ บริจาคร่างกายแล้วบริจาคอวัยวะอื่นๆได้ไหม ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าได้คะ

    ดังนั้นเรา บริจาคได้ทั้ง 4 อย่างเลย

    แล้วเขาจะใช้อวัยวะแต่ละส่วน หรือทั้งร่างกายได้ยังไงใช่ไหมละคะ?

    1. ถ้าเราเสียชีวิต สภาพร่างกายเราสมบูรณ์มาก และตอนนี้ไม่มีคนไข้ที่มีเซลใกล้เคียงหรือต้องการอวัยวะเราเลย(สมมุตินะ ปกติมีแต่คนต้องการ ^^) หรือ เราแก่เกินกว่าที่อวัยวะจะส่งมอบให้ผู้อื่นได้แล้ว เขาจะส่งต่อให้เราไปเป็นอาจารย์ใหญ่คะ

    “อาจารย์ใหญ่” อวัยวะจะต้องครบ ไม่เคยผ่าตัดใหญ่ หรือ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงใดๆนะคะ เดี๋ยว นศ. จะติดโรคจากเราได้นะ..
    และ….. อาจารย์ใหญ่ทุกท่านสามารถบรจาคดวงตาได้นะ ถ้าอ่านข้อมูลมาไม่ผิด กระจกตาสามารถเก็บไว้ได้นาน 5 ปีเชียว (แต่คงไม่ต้องเก็บนานมั้ง คนเป็นต้อเป็นโน่นนี่เยอะอะเดี๋ยวนี้ ^^)

    2. ถ้าเราเสียชีวิต แล้วมีผุ้ป่วยรอรับบริจาคอวัยวะบางส่วนในช่วงเวลาที่กำหนด เขาก็จะนำอวัยวะที่สมบูรณ์ส่วนนั้นไปปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยทันทีคะ ส่วนนี้ ไม่จำเป็นว่าบริจาค หัวใจ ไต ตับ ปอด ฯลฯ แล้วเขาจะเอาไปหมดนะ คือ บางทีเวลามันก็ไม่ได้ไง อวัยวะอาจใช้ได้ไม่หมด
    ร่างกายที่ถูกผ่าเอาอวัยวะสำคัญเหล่านี้ไปแล้ว จะไม่ถูกส่งไปเป็นอาจารย์ใหญ่แล้วนะคะ เขาจะแต่งศพให้สวยและแจ้งญาติอีกทีคะ

    นึกง่ายๆ ว่าถ้าทำครบทุกอย่างดียังไง
    สมมติเรารถชนตาย(ไม่มีการแช่งนะ) ศพขาหัก แขนบิด สมองยุบ อะไรเทือกนั้น เขาไม่สามารถนำไปศึกษาต่อได้ แต่อวัยวะเราอาจยังดีอยู่ เขาก็จะได้เอาอวัยวะเราไปต่อชีวิตคนอื่นได้ไงคะ

    หรือ.. สมมตว่าเราดั๊นนนนนนแข็งแรงมาก 75-80 แก่ชราตาย หรือเป็นโรคปัจจบันทันด่วนตายตอนแก่ อวัยวะครบ แต่ก็เฉาตามวัย ทำงานได้ไม่เต็มที่ละ ร่างกายที่ยังคงมีกล้ามเนื้อเหล่านี้สามารถใช้ศึกษาได้อยู่นะคะ เขาจะพิจารณาให้ไปเป็นอาจารย์ใหญให้เด็กๆ เขาจะได้เอาความรู้ไปรักษาละต่อชีวิตคนอื่นด้วยวิชาที่เขาได้เรียน ^^

    ที่ตลกคือ คนลงทะเบียนบริจาคก็มีเยอะนะ ผู้ป่วยก็มีระดับนึง แต่ทำไมอวัยวะมักจะขาดแคลนและหายาก
    เพราะนอกจากความเข้ากันได้ของเซลแล้ว ผู้บริจาคมักอายุยืนกันคะ ตลกไหมละ..
    เหมือนยิ่งเรารู้สึกว่าต้องเก็บร่างกายนี้ อวัยวะเหล่านี้ให้ผู้อื่นได้ใช้ต่ออย่างสมบูรณ์ เรายิ่งดูแลตัวเองดีขึ้นไปอีก กลายเป็นอายุยืนซะงั้น ^^
    ยังไงซะ การไม่ป่วยก็เป็นลาภอันประเสริฐละเนอะ ^^

    พูดถึงบริจาคอย่างอื่นมาเยอะ ลืมเรื่องเลือดเลย
    ส่วนตัวตั้งแต่เด็กบริจาคเลือดไม่ได้อะคะ มีโรคประจำตัวเป็นหอบ(ผ้าหนีตามชะนีหนุ่ม เอ๊ะ!!) หอบหืดคะ ^^
    แต่เมื่อ2-3 ปีก่อนเคยไปถามทาง รพ. ว่าไม่มีทางเลยเหรอ อยากบริจาคเลือดหรืออย่างน้อยให้สเตมเซลล์ก็ได้ เขาแจ้งว่า ต้องรักษาตัวดีๆ และห้ามมีอาการติดต่อกันอย่างน้อย 2 ปี
    นับไปนับมาปีนี้บริจาคได้ละคะ ดีใจอะ จำได้ว่าปีก่อนโน้นตั้งใจมากเพราะคิดว่าตัวเองออกจะเป็น ผญ. บึกบึนคงบริจาคได้ พอเขาปฏิเสธ เสียจริตไปเป็น ชม.
    แต่วันที่ไปบริจาคอวัยวะ กะว่าถ้าบริจาคเลือดได้จะให้เลย ดันลืมกินข้าว หมอเลยบอกว่า กลับไปกินข้าวก่อน ค่อยมาใหม่วันหลัง เดี๋ยวเป็นลมไป แทนที่จะได้ให้คนอื่น ตัวเองจะกลายเป็นคนไข้ซะเอง เหอะๆ >///<

    บริจาคเลือดสามารถระบุขอบริจาคสเตมเซล,(หรือเซลล์ต้นกำเนิด)ได้นะคะ เขาจะเก็บตัวอย่างเลือดเพิ่มนิดหน่อย จากที่อ่านมาอะนะ ^^
    แล้วเขาจะเก็บประวัติกับพวกลักษณะเซลล์เราไว้ หากมีผู้ป่วยที่เซลล์เข้ากันได้กับเราเขาก็จะมาติดต่อขอเซล์ต้นกำเนิดตัวนี้อีกทีก็ได้คะ ไม่ค่อยแน่ใจรายละเอียดนะ
    สเตมเซล, คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าบริจาคกันเพราะกลัวการเจาะไขสันหลังใช่ไหมละ, แต่มันสามารถดึงจากเลือดเราได้นะ อาจจะใช้เวลานานกว่าการดึงจากไขกระดูกโดยตรงนิดหน่อย และสเตมเซลล์ให้แล้วมันก็ผลิตขึ้นมาใหม่ได้เองด้วยนะ ไม่ต้องกลัวว่าให้แล้วเราจะอ่อนแอร์อะไรขนาดนั้น เพราะถ้าร่างกายไม่พร้อมทางแพทย์เขาก็จะไม่ดึงให้หรอก, กลัวผู้บริจาคกลายเป็นคนป่วยเหมือนกัน ^^
    ที่มา comment ใน http://pantip.com/topic/31346363

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,216,418 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: