AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

เรื่องเล่าจากความเจ็บป่วย และ การจากลา

หลับในสบาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

~แม่หลับให้สบายนะคะ~

บันทึกโดย คุณมารยาท สุจริตวรกุล โรงพยาบาลชลบุรี

เธอเป็นคุณแม่ของลูก ๓ คน ลูกชาย ๒ คน ลูกสาว ๑ คน เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เคยได้รับการผ่าตัดเอาเนื้อปอดออกบางส่วนแล้ว แต่มะเร็งลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะรับเข้ามารักษาในหอผู้ป่วย ผู้ป่วยมีอาการท้องบวมโต ขาทั้ง ๒ ข้างบวมเป่ง ผู้ป่วยไม่สามารถขยับขาได้เลย ถ้าไม่มีใครช่วยพลิกตะแคงตัวช่วงล่างให้

มีอาการหอบเหนื่อยมาก ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องนอนศีรษะสูงและนั่งตลอดเวลา ให้ออกซิเจนไว้ประมาณ ๔-๕ ลิตร และให้ยาพ่นขยายหลอดลมเป็นระยะ ผู้ป่วยรายนี้เข้ามารับการรักษาในหอผู้ป่วยเนื่องจากแพทย์ผู้รักษาและญาติต้องการให้ได้รับการดูแลในระยะสุดท้ายของชีวิตให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานน้อยที่สุด

แรกเริ่มที่พบกับเธอนั้น เธอจะมีลักษณะของการปฏิเสธสังคมรอบ ๆ ข้าง ไม่ค่อยยอมพูดคุย ทั้งกับญาติและพยาบาลที่ดูแล ห้องจะปิดม่านมืดทึบตลอดเวลา ลูก ๆ ที่เฝ้าอยู่จะคอยระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวนการนอนของแม่

เธอจะมีแผลเปิดระบายน้ำเหลืองออกจากปอด บริเวณสีข้างด้านขวา จะมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาตลอดเวลา ถ้าแผลชุ่มมาก เธอจะหงุดหงิดมากถ้าไม่ได้รับการเปลี่ยนแผลให้ทันที และจะหายใจหอบเหนื่อยเมื่อต้องพลิกตะแคงตัวทำแผล พยาบาลต้องพยายามพูดคุยกับเธอตลอดเวลาขณะให้การพยาบาล ที่ต้องใช้คำว่า ‘พยายาม’ เพราะเธอจะไม่ยอมพูดคุยด้วยเลย

ในระยะแรกที่เจอกัน พยาบาลได้สอบถามประวัติและแผนการดูแลของญาติ ซึ่งลูกสาวได้บอกว่า “แม่ทำใจไม่ได้ต่อการเจ็บป่วยและเป็นห่วงสามีและลูก ๆ ทุกคนมาก เศร้าโศกเสียใจกับการที่จะต้องจากไปจากคนที่ตนรัก ลูกชายคนโต มีความคิดว่าจะบวชให้แม่ได้ผลบุญอันนี้แล้วจะได้จากไปอย่างสงบไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ทุกข์ทรมาน

ซึ่งในเวลาต่อมา ลูกชายได้บวชให้กับแม่ได้สำเร็จ เธอได้เห็นลูกบวช ก็มีกำลังใจขึ้น พยาบาลได้พูดคุยกับผู้ป่วยบ่อยครั้งขึ้น เธอมีท่าทียอมรับ พูดคุยด้วยมากขึ้นตามลำดับ พยาบาลช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาความทุกข์ทรมานให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการ ให้ผู้ป่วยได้อยู่ในท่าที่สุขสบายมากที่สุด ซักถามผู้ป่วยถึงความต้องการในด้านต่าง ๆ เช่น การใส่บาตร และการฟังเทปหรือซีดีธรรมะ บทสวดมนต์ บ้างหรือไม่

ในระยะแรกผู้ป่วยปฏิเสธ อีก ๒-๓ วัน ต่อมาเธอบอกกับลูกว่าต้องการฟังบทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม  พยาบาลได้จัดหาบทสวดมนต์มาให้ และนิมนต์พระมาให้เธอได้ใส่บาตรในตอนเช้า หลังจากนั้นพยาบาลได้พูดคุยกับลูกสาวของเธอถึงการพูดกับแม่ในขณะที่เธอใกล้เข้าสู่วาระสุดท้าย

ในวันต่อ ๆ มาได้ฝึกให้เธอฝึกการหายใจ โดยการสูดลมหายใจเข้าให้ลึก ๆ โดยหายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกยาว ๆ จนท้องแฟบลง ให้ผู้ป่วยฝึกลักษณะนี้อยู่เป็นประจำทุกวัน โดยมีลูกชายและลูกสาวของผู้ป่วยคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง ผู้ป่วยผ่อนคลายจากความเครียด ลูกชายและลูกสาวรู้สึกดีขึ้นเมื่อเห็นแม่สงบมากขึ้น ไม่กระวนกระวาย

เช้าวันสุดท้าย เธอมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น ความเข้มข้นของออกซิเจนในกระแสเลือดลดลง พยาบาลเพิ่มการให้ออกซิเจนกับผู้ป่วยเป็นแบบหน้ากากครอบ และพูดคุยกับผู้ป่วยถึงการหายใจที่เคยฝึกไว้และให้ความมั่นใจกับเธอว่า “คุณทำตามที่เราได้เคยฝึกกันไว้นะคะ ไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรทั้งนั้น ทั้งคุณหมอและพยาบาลจะคอยอยู่ใกล้ตลอดเวลา รวมทั้งลูก ๆ ของคุณด้วยค่ะ เราพร้อมจะให้การช่วยเหลือคุณค่ะ“

โดยแนะนำลูกชายและลูกสาวคอยอยู่ใกล้กับเธอ ให้จับมือแม่ไว้ และพูดคุยกับแม่ไว้ บอกให้แม่นับลมหายใจ และพูดคุยให้ผู้ป่วยอบอุ่นว่ามีทั้งลูกและพยาบาลคอยอยู่ใกล้เขา และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือ

ลูกสาวเริ่มพูดกับแม่ว่า “แม่นอนหลับซะนะ ไม่ต้องห่วงลูกทุกคน ลูก ๆ ทุกคนจะรักกันมาก ๆ ไม่ทะเลาะกัน จะดูแลกันตลอดเวลา และจะช่วยกันดูแลป๊าด้วย แม่ไปไหว้พระให้สบายใจนะ เอาเงินนี่ (ลูกสาวเอาเงินใส่มือแม่) แม่ ไปทำบุญนะ ใครเรียกแม่ ไม่ต้องหันกลับมาดูนะจ๊ะแม่ ลูก ๆ ทุกคนโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ แม่หลับให้สบายนะคะ”  ขณะที่ลูกสาวผู้ป่วยพูดนั้น เป็นน้ำเสียงที่น่าฟังมาก สม่ำเสมอ ไม่มีสั่นเครือเลย หลังจากลูกสาวพูดจบ ผู้ป่วยหายใจแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ และค่อย ๆ จากไปอย่างสงบพร้อมลูก ๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัว สีหน้าของเธอเหมือนคนนอนหลับสงบนิ่งมาก ๆ

ในการให้การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายนั้น นอกจากการช่วยบรรเทาอาการทุกข์ทรมานแล้ว พยาบาลไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากเลย ในขณะที่ผู้ป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เพียงแต่พยาบาลคอยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด คอยให้คำแนะนำญาติผู้ป่วยเท่านั้น ญาติของผู้ป่วยจะรับรู้ได้เองโดยสัญชาติญาณว่าผู้ป่วยต้องการอะไร หรือมีห่วงอะไรอยู่ พวกเขาเหล่านั้น สามารถพูดกับผู้ป่วยให้คลายความห่วงหาลงได้ และจากไปอย่างสงบ และเป็นที่หวังแห่งสุคติภูมิเป็นเบื้องหน้า…!!!

บทบันทึก “แม่หลับให้สบายนะคะ”
บันทึกโดย คุณมารยาท สุจริตวรกุล /โรงพยาบาลชลบุรี

http://www.gotoknow.org/posts/568111

………………………………………………………………………………………………………

พรุ่งนี้ที่ไม่มีวันมาถึง..

บ่ายแก่ๆ ของเย็นวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม ปี 2556
มีเสียงโทรศัพท์สายหนึ่งโทรเข้ามาในขณะที่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด
ผู้หญิงในปลายสาย มีน้ำเสียงเรียบๆ ค่อยๆบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟัง

เนื่องด้วยวันนั้นเป็นวันฝนตก ลมพัดแรง ทำให้เสียงที่ฉันได้ยินจากปลายสายไม่ค่อยชัดเจนนัก
แต่ประโยคที่ฉันได้ยินชัดเจนและดังก้องที่สุดในตอนนั้น ฉันยังจำได้ดี

แม่ : ผลตรวจของแม่เมื่อเช้า หมอบอกว่า…แม่เป็นโรคร้าย

ฉัน : โรคร้าย?? คือ โรคอะไรคะ

แม่ : ก็..นั่นแหละ โรคนั้นแหละ

ฉัน : แม่เป็นอะไร? (ใจคอเริ่มไม่ดีแล้ว)

แม่ : แม่เป็นมะเร็ง เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ฉัน : ………………………………(นิ่งไปประมาณ 1 นาที )

ฉัน : แล้วแม่อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร แม่เป็นไงบ้าง….. (คำถามต่างๆพรั่งพรูขึ้นมาในสมอง จนฉันเรียบเรียงประโยคผิดๆถูกๆ)

จนกระทั่งได้สติ จึงรีบวางสายจากแม่ แล้วโทรหาพี่ชาย และพูดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆทีึ่เกิดขึ้น จนได้ข้อสรุปตรงกัน ว่าเราทั้งสองคนจะเดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล

ฉันรีบเก็บข้าวของที่วางบนโต๊ะ แล้ววิ่งออกจากห้องสมุดโดยเร็ว จนลืมไปเลยว่า ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก

ณ วินาทีนั้น ฉันไม่คิดแม้แต่จะหยิบร่มในกระเป๋ามากางกันฝน รีบวิ่งให้ไปถึงป้ายรถเมล์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปถึงปลายทางเร็วที่สุด

ฉันและพี่ชาย จัดเตรียมสิ่งของเพื่อกลับต่างจังหวัดด้วยเวลาอันรวดเร็ว ฉันเก็บของไปร้องไห้ไปพลาง พี่ชายก็คอยปลอบใจ และให้กำลังใจ บอกว่า “แม่ต้องไม่เป็นอะไรๆๆ” (พูดแบบนี้ซ้ำๆ)

ระหว่างการเดินทาง ฉันและพี่ชายแทบจะไม่พูดคุยอะไรกันเลย ต่างคนเหมือนกำลังนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่กับตัวเอง…

————————-

จนกระทั่ง วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม 2556 (เดินทางครบ 12 ชั่วโมงเต็ม )
ฉันและพี่ชายมาถึงโรงพยาบาล และรีบมุ่งตรงไปยังหอผู้ป่วยที่แม่นอนพักรักษาตัวอยู่

เปิดประตูห้องเข้าไป..

สิ่งแรกที่เจอ คือ แม่อยู่ในชุดรพ.สีเขียวอ่อน รีบเดินเข้ามาหาพวกเราทั้งสองคน เข้ามากอด แล้วร้องไห้

เราสามคนแม่ลูก กอดกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงสะอื้นของผู้เป็นแม่ ที่กอดเราทั้งสองคนด้วยความคิดถึง และด้วยความเศร้าทุกข์ระทมกับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้น.. ฉันและพี่ชายเก็บข้าวของ และมานั่งคุยกับแม่ ดูแลแม่ (เท่าที่จะทำได้) ช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันไม่รู้เลยจริงๆ ว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง มันดูสับสนไปหมด แต่ในใจก็ยังคิดอยู่เสมอว่า “แม่ต้องไม่เป็นอะไร”

ทุกครั้งเวลาที่ฉันนั่งคุยกับแม่ข้างๆเตียง ฉันมักจะถามแม่เสมอว่าว่า “แม่เจ็บมั้ย ปวดตรงไหนรึเปล่า”

แม่ก็มักจะตอบว่า “ปวดเหมือนๆเดิม เหมือนที่เคยปวด เมื่อยตรงนั้นตรงนี้ เพลียๆนิดหน่อย”

เป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยครั้ง อาการเดิมๆเหมือนที่เคยเป็น เหมือนตอนที่แม่กำลังย่างเข้าสู่วัยทองใหม่ๆ หรือตอนที่แม่พักผ่อนน้อย เนื่องจากนอนไม่หลับ

แต่ทำไม ครั้งนี้หมอต้องให้ยา ให้เลือดตั้งเยอะตั้งแยะ แม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

แล้วยังไงต่อล่ะ? อาการต่อจากนี้จะเป็นยังไง ต้องดูแล ต้องรักษาต่อแบบไหน ต้องนอนที่โรงพยาบาลอีกกี่วัน ฯลฯ

ฉันมีคำถามในใจมากมาย..

พี่ชายฉันหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต อ่านอาการของโรค การรักษา รวมทั้งวิธีการดูแลผู้ป่วยให้ฉันฟังอย่างละเอียดยิบ และนำไปถ่ายทอดให้แม่ฟังเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมทั้งบอกให้แม่คลายความกังวลว่าโรคนี้มีคนเป็นกันเยอะ คนที่เป็นแล้วหายก็มีอยู่ไม่น้อย แต่แม่ต้องเข้มแข็ง ต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วแม่จะต่อสู้กับโรคนี้ได้

ตอนนั้น สีหน้าแม่ดูสดชื่นขึ้นอย่างชัดเจน

บรรยากาศในวันนั้นเป็นปกติดีทุกอย่าง แม่กินข้าวได้ นอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงๆ ฉันและพี่ชายสลับกันดูแลแม่ พี่ชายพาแม่เข้าห้องน้ำบ้าง ฉันเช็ดตัวให้แม่บ้าง ช่วยกันตักข้าวให้แม่ทานบ้าง

ช่วงเวลานั้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่แม่กำลังเจ็บป่วย แต่ฉันรู้สึกว่า มันก็ดีนะ เราไม่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ตั้งนานหลายเดือน ต่างกันแค่สถานที่เท่านั้นเอง เปลี่ยนจากที่บ้านมาอยู่ที่โรงพยาบาล..

แม่ดูมีความสุข เวลาที่พวกเราสองคนนั่งใกล้ๆ และได้พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆให้กัน

ในเวลากลางคืน ของวันนั้น พี่ชายชักชวนให้แม่สวดมนต์ก่อนนอน แม่พยายามปฏิเสธ บอกว่าสวดไม่ไหว เพลียๆเหนื่อยๆ

พี่ชายก็คะยั้นคะยอ จนกระทั่งแม่ยอมสวดจนจบ (นี่เป็นครั้งแรกที่เราสวดมนต์พร้อมกันสามคน) สวดเสร็จก็รีบปิดไฟ เพื่อให้แม่ได้นอนพักผ่อน ฉันกับพี่ชายตกลงกันว่าจะสลับเปลี่ยนผลัดกันดูแลแม่ ในช่วงที่พี่ชายหลับฉันจะอยู่เฝ้า ในช่วงที่ฉันหลับ พี่ชายจะอยู่เฝ้า ขณะที่ฉันนอนเฝ้าแม่ตอนกลางคืน ฉันไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสนิทใจ มันเหมือนมีหลายๆอย่างที่ต้องคิด พยายามตัดใจจะไม่คิดแต่อดคิดไม่ได้ รู้สึกกังวลตลอดเวลาที่แม่นอนหลับ ยิ่งเวลาที่แม่ไอ หรือเวลาที่แม่พลิกตัวไปมา ก็ยิ่งรู้สึกกังวล สภาพที่เป็นคือการหลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืน

————————

เช้า วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม 2556

ฉันและพี่ชาย ตื่นขึ้นมา จัดเตรียมของต่างๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ เพื่อเตรียมรอเวลาที่หมอจะเข้ามาตรวจอาการอีกทีในช่วงสายๆ

ระหว่างที่รอหมอ มีญาติๆ และเพื่อนร่วมงานของแม่มาเยี่ยมโดยไม่ขาดสาย พอคนนี้กลับคนโน้นก็มา บางคนหุงข้าว ทำกับข้าว ใส่ปิ่นโตมาฝาก บางคนซื้อของที่แม่ชอบมาฝาก ทุกคนที่มาเยี่ยมแม่ เป็นห่วงแม่กันทุกคน แม่ก็มีสีหน้า ที่ปกติ พุดคุยหัวเราะ ร่าเริงได้เหมือนเดิม

จนกระทั่งหมอเข้ามาตรวจช่วงสายๆ หมอบอกว่าเกร็ดเลือดแม่ต่ำทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายพลอยต่ำไปด้วย ต้องระมัดระวังให้มากๆ และหมอบอกว่างดเยี่ยม เนื่องจากคนที่มาเยี่ยมอาจนำเชื้อโรคมาให้แม่ได้

ขนาดตอนที่งดเยี่ยม ก็ยังมีเพื่อนๆมาโผล่หน้าตรงประตูยืนดูแม่ ถึงเข้ามาไม่ได้ แต่ขอผ่านมาเยี่ยมก็ยังดี

ในช่วงเวลาแบบนี้ มีคนที่คอยแวะเวียนมาให้กำลังใจแม่ไม่ขาดสาย แม่โชคดีจัง🙂 ใครๆต่างพากันรัก เพราะแม่ใจดีกับทุกคน แม่ช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด นี่คงเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่ง ที่เป็นความสุขระหว่างทาง ในเส้นทางของความทุกข์สินะ…

เย็นวันนั้น ก่อนที่ฉันจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เนื่องจากต้องทำธุระบางอย่าง ฉันและพี่ช่วยกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ ฉันตัดเล็บมือเล็บเท้าให้แม่ หวีผมให้แม่ ทาแป้งหอมๆให้แม่ (ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้) ก่อนเวลาเดินทางก็นั่งคุยกับแม่ใกล้ๆ สลับกันป้อนข้าวตักอาหารให้แม่กับพี่ชายสองคน

วินาทีนั้น เป็นอีกช่วงเวลาแห่งความสุขที่เกิดขึ้น ฉันอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้นนานๆ อยากใช้เวลาด้วยกันสามคนแม่ลูก แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนใกล้เวลาเดินทางฉันเข้าไปกอดแม่ หอมแก้มแม่เหมือนทุกๆครั้ง แล้วบอกแม่ว่า

“พรุ่งนี้เจอกันนะแม่”

ฉันไม่อยากจะหันหลังให้กับแม่ แล้วปล่อยให้แม่อยู่แบบนี้เลย ถ้าไม่ใช่ธุระจำเป็นจริงๆ ฉันคงไม่ไป..

นี่เป็นครั้งแรก ที่ฉันเดินทางกลับกรุงเทพ โดยไม่มีแม่ไปส่งที่บขส.เหมือนเคย ใจมันหวิวๆ แปลกๆ แต่ฉันก็พยายามฝืนใจ และบอกตัวเองว่า “ยังไงเดี๋ยวก็กลับมา ไปเดี๋ยวเดียว พี่ชายก็ยังอยู่ที่นี่ทั้งคน”

ฉันเดินมาจนถึงประตูห้อง แล้วเดินกลับไปหาแม่อีกครั้ง และกอดแม่อีกครั้ง แล้วก็ย้ำกับแม่ว่า

“พรุ่งนี้จะกลับมานะแม่”

แม่ก็ลุกจากเตียงตามมาส่งถึงหน้าประตูห้อง

ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากห้อง จนกระทั่งก้าวขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ ฉันรู้สึกว่า ไม่อยากกลับๆๆอยู่ซ้ำๆ ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถก็พยายามฟังเพลง เพื่อจะได้หลับ แต่ก็หลับไม่ลง..

จนกระทั่งเวลาประมาณ ทุ่มเศษๆ ระหว่างที่กำลังเดินทาง พี่ชายโทรเข้ามา แล้วเล่าอาการของแม่ให้ฟัง

พี่ชายบอกว่า แม่อาการไม่ค่อยดี ดูเบลอๆยังไงแปลกๆ เหมือนไม่ค่อยมีสติด้วยซ้ำ พอพูดจบพี่ชายก็รีบวางสาย บอกว่าจะไปตามหมอมาดูอาการ

ระหว่างนั้น ฉันใจคอไม่ดีเลย คิดไปต่างๆนานา ภาวนาขอให้แม่ไม่เป็นอะไร

หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที พี่ชายโทรมาอีกครั้ง บอกว่า ให้ฉันตีตั๋วรถกลับด่วน เพราะแม่อาการไม่ค่อยดี ความดันต่ำ เริ่มจะไม่มีสติ

ได้ยินแบบนั้นแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนโลกมืดมิดไปหมด คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเริ่มได้สติ หันไปมองข้างทางเพื่อหาจุดสังเกตว่าเดินทางไปถึงไหน ตอนนั้นเดินทางไปถึงอ.สวี จ.ชุมพร ซึ่งเดินทางไกลพอสมควรจากต้นทาง จึงรีบเดินไปหาพนักงานขับรถด้านหน้า เพื่อสอบถามว่า มีจุดไหนที่สามารถแวะลงระหว่างทางได้บ้าง ขอเป็นจุดที่่มีบ้านคนอาศัย หรือมีอะไรที่เด่นๆ เพื่อที่ว่าคนที่จะมารับกลับหาเจอได้สะดวก

จุดที่จอดลง คือ สน.สวี จ.ชุมพร ข้างๆมีปั๊มน้ำมัน ตอนนั้นเวลาประมาณ 2ทุ่มเศษๆ ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีที่ไหนที่ฉันสามารถนั่งรอได้บ้าง เพราะปกติต่างจังหวัดเวลาทุ่ม-สองทุ่มคนก็พากันปิดบ้านกันหมด ฉันจึงเดินไปที่ป้อมตำรวจข้างๆสน. เห็นมีไฟเปิดอยู่ เลยสันนิษฐานว่าน่าจะมีคนเข้าเวรอยู่แถวๆนั้น แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด แถวนั้นไม่มีใครเลยสักคน ตอนนั้นรู้สึกกลัว จึงกดโทรศัพท์
หาอาจารย์ท่านหนึ่ง (ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่เคยสอนฉันและพี่ชายของฉัน รวมทั้งคอยช่วยเหลือ อบรมสั่งสอนพวกเราสองพี่น้องมาโดยตลอด) อาจารย์บอกว่าให้พยายามมีสติ ลองดูว่าแถวนั้นมีจุดไหนที่ยังพอแวะพักได้บ้าง ให้ระมัดระวังดูแลตัวเองให้ดีๆ ถ้าแวะไปที่ไหน ให้โทรบอกรายงานความคืบหน้า่เป็นระยะๆ

ทันใดนั้นฉันหันไปเจอปั๊มน้ำมันเล็กๆใกล้ๆกับสน. จึงเข้าไปสอบถามเด็กปั๊มว่าที่นี่เปิดถึงกี่ทุ่ม เด็กปั๊มบอกว่า 3 ทุ่ม ปั๊มก็จะปิด

ฉันก้มมองนาฬิกา อีก 15 นาที ก็จะสามทุ่ม จะนั่งรอที่นี่คงไม่ได้แน่ เพราะพอถึงเวลาปั๊มปิด ที่นี่คงมืดมาก ฉันจึงเดินออกจากปั๊มด้วยอาการคอตก รู้สึกผิดหวัง เดินไปน้ำตาคลอไป ชีวิตแลดูเหมือนไร้จุดหมายปลายทาง ฉันได้แต่เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ข้างทางก็มืดแสนมืด แต่ฉันก็ยังเดินไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอบ้านผู้คน หรือร้านค้าอยู่ข้างหน้า

เดินไปสักพัก…

ฉันมองเห็นป้ายริมทางป้ายใหญ่ เขียนว่า “ร้าน…ข้าวต้มโต้รุ่ง” จึงรีบเดินมุ่งไปที่ร้าน หาที่นั่งที่มีคนนั่งอยู่เยอะๆ คุณป้าเจ้าของร้านเดินมาแล้วยื่นรายการอาหารมาให้ ฉันพลิกรายการอาหารไปมาอยู่หลายรอบ จนตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างสองอย่าง ทั้งๆที่ใจไม่คิดอยากจะกิน แต่จำเป็นต้องสั่ง ไหนๆนั่งร้านเค้าทั้งที สั่งน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เกรงใจ

ระหว่างที่รออาหาร ฉันได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆอยู่คนเดียว ระหว่างนั้นญาติที่จะมารับโทรมาบอกว่ากำลังจะขับรถมาจากสุราษฎร์ฯ
(ระยะทางจากที่สุราษฎร์ถึงจุดที่ฉันอยู่ ห่างกันเกือบ 200 กิโลเมตร)

ทุกนาทีที่รอมันช่างนานแสนนาน…

ความรู้สึกในการรอคอย ณ ตอนนั้น เป็นความรู้สึกที่เกินคำอธิบาย ตลอดเวลาที่รอ อาจารย์คอยโทรมาสอบถามตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง ว่าแถวนั้นเปลี่ยวมั้ย มีใครอยู่บ้างมั้ย ฉันยังคงรู้สึกอุ่นใจ ที่ยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เลวร้ายแต่ก็ยังพอมีสิ่งดีๆให้จดจำได้ในระหว่างทาง…

จนกระทั่งญาติมาถึงจุดที่ฉันนั่งรอ หลังจากที่รอมานานถึง4-5 ชัวโมง ก่อนออกจากร้าน ฉันได้แต่พูดขอบคุณคุณป้าและคุณลุงเจ้าของร้านอยู่ซ้ำๆ พวกเขาดีกับฉันมาก ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเลยสักนิด ในระหว่างที่รอ เขาก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คอยถามว่าเป็นยังไง จะเดินทางไปที่ไหน แล้วทำไมถึงมาคนเดียว พอบอกว่าจะเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนัก เขาก็ยิ่งสงสาร และคอยปลอบใจ ตอนก่อนออกจากร้าน จะจ่ายเงินค่าอาหาร คุณป้ากับคุณลุงก็ไม่คิดค่าอาหาร (ให้ทั้งที่นั่งพักพิง ให้ทั้งอาหาร) ก่อนจะขึ้นรถก็ยังอวยพรให้ฉันกลับไปทันดูใจแม่ ซึ้งใจจริงๆ..

ระหว่างช่วงเวลาที่เดินทางกลับ มีสายเรียกเข้าจากพี่ชาย ตอนนั้นเวลาประมาณ เที่ยงคืน-ตี1 ของวันที่ 18 มีนาคม 2556

พี่ชายบอกว่า อยากให้พุดอะไรกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะแม่อาการแย่ลงเรื่อยๆ ความดันต่ำ แต่ยังพอมีสติหายใจได้อยู่

ฉันเลยรีบคว้าโอกาสนั้น รวบรวมสติ ไม่ฟูมฟาย แล้วพูดทุกอย่างที่ต้องการพูด..

ฉันเรียก แม่ เบาๆ แล้วบอกว่า “แม่ ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ ถ้าแม่เหนื่อยแม่ก็พักเถอะ หนูอยู่ดูแลตัวเองได้ อะไรที่หนูล่วงเกินแม่ไป แม่อโหสิให้หนูด้วยนะ รักแม่นะคะ”

หลังจากพูดจบ ฉันร้องไห้อย่างหนัก ไม่คิดว่าช่วงเวลาในการจากลาจะสั้นถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่า “เมื่อวาน” คือ ช่วงเวลาสุดท้ายของการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน และไม่คิดเลยว่า “พรุ่งนี้” เราจะไม่ได้เจอกันอีก

รักและระลึกถึงเสมอแม่ผู้เป็นที่รัก..

 

บทเรียน เก็บสุขกลางทุกข์

1. การทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดต่อตนเอง และต่อคนรอบข้าง คือ สิ่งที่สำคัญ เราไม่มีวันรู้เลยว่า จะมี “พรุ่งนี้” เกิดขึ้นได้อีกกี่ครั้ง

2. ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ เรามักจะได้เห็นถึงน้ำใจที่คนรอบข้างมอบให้เสมอๆ ทำให้เราเห็นได้ว่า เราไม่ได้เผชิญกับโชคชะตาเหล่านั้นแต่เพียงคนเดียว ช่วงเวลาในการข้ามผ่านความทุกข์ยาก มีหลายคนที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ

3. เวลา ไม่เคยรอใคร ทำทุกวันให้มีความสุข พรุ่งนี้หรือชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาก่อน มาหลัง (พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้)

4. ทุกช่วงเวลาแห่งความทุกข์ มีความสุขได้เสมอ และทุกช่วงเวลาแห่งความสุข ก็มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน เพราะฉะนั้นจงเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความทุกข์และความสุขที่จะเกิดขึ้น.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

…………………………………………………………………………………………………………………

สัมผัสของเมีย

 “ในยามไม่มีใคร เรายังมีสองคน ผัวเมีย “ 

“ในยามไม่มีใคร เรายังมีสองคน ผัวเมีย ”

แม่…เคยบอกผู้เขียน เมื่อผู้เขียนบอกว่าจะไม่แต่งงาน

“ใครๆก็ไม่เหมือน ผัวเมีย เวลาเจ็บปวด ใครจะกล้า เปิดผ้าถุง เช็ดขี้เยี่ยวได้เท่าผัวเมีย”

การปฏิบัติตัวของ บัวเลียน ต่อสามี ทำให้ผู้เขียนคิดว่า “คำพูดของแม่เป็นเรื่องจริง”

สามีของบัวเลียน หย่าเครื่องช่วยหายใจไม่ได้

คุณหมอคุณพยาบาล พยายามเท่าใดแล้วก็ไม่เป็นผล

แม้..จะถูกเจาะคอ เสมหะก็ยังมีเป็นจำนวนมาก

ไอ ขับเสมหะไม่ได้เลย

บัวเลียนต้องทิ้งสวนยาง มาเฝ้าสามีที่โรงพยาบาล

ปล่อยให้ลูกๆเป็นผู้ดูแลสวน ส่วนบัวเลียน รับหน้าที่ดูแลสามี

นานๆครั้งเป็นเดือน ลูกๆถึงจะมาหาสักที

มีครั้งหนึ่ง บัวเลียน พูดกับผู้เขียน คล้ายจะน้อยใจ ว่า “ดีเหมือนกันได้มาอยู่โรงพยาบาล ไม่ต้องทำสวน ขาวขึ้นเยอะเชียว ลูกๆคงดำจนขึ้นมันกันแล้ว”

บัวเลียน ไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไรให้สามีบ้างในแต่ละวัน เมื่อถึงเวลาเยี่ยม

ผู้เขียน จึงชวนเชิญให้ บัวเลียน นวดสัมผัสให้สามี

ในวันแรก ที่เราฝึกไปด้วยกัน ผู้เขียนได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของสามีบัวเลียน

บัวเลียนยิ้มทั้งน้ำตาให้ผู้เขียนและสามี

เราเปลี่ยนเป็นนวดเท้าบ้างนวดมือบ้างสลับกันไป

เธอหยอกล้อสามีว่า “กินข้าวเยอะๆนะ จะได้ไม่เจ็บมือเวลานวด เพราะเหลือแต่กระดูก”

สามีจะบัวเลียนผอมลงมากจริงๆ

คุณหมอต้องเพิ่มไข่และแคลลอรี่ให้อีก

ผู้เขียนสังเกตุว่า เสมหะของสามีบัวเลียนลดน้อยลง

จนดูเหมือนจะ ถอดเครื่องช่วยหายใจได้

แต่ก็น่าเสียดาย เมื่อเขาได้รับการฝึกหายใจ

สลับระหว่างออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจ

ในวันหนึ่ง สามีบัวเลียน ส่ายหน้า ไม่ยอมรับการฝึกหายใจ

ดูเขาอ่อนเพลียมาก ผู้เขียนแนะนำให้บัวเลียนนวดหน้าผาก นวดศีรษะให้

เขาไม่มีรอยยิ้ม กลับมีรอยน้ำตาซึมที่เบ้าตา

สามีบัวเลียนติดเชื้อดื้อยา

ไม่ตอบสนองต่อยา คุณหมอคุณพยาบาล บ่นผิดหวัง

แต่..บัวเลียน กลับบอกว่า เราได้ทำดีที่สุดแล้ว ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นริ้วรอยของการขมวดคิ้วหายไปจากหน้าสามีก็เป็นสุขอันยิ่งใหญ่แล้ว ไม่มีอะไรติดค้างคาใจแล้ว

ลูกๆมารับศพของพ่อกลับบ้าน เราจัดรถโรงพยาบาลไปส่ง

ญาติๆต่างขอบคุณ ที่เห็นว่า “เราทำดีกับคนไข้”

บัวเลียน ยังแวะมาเยี่ยมเราทุกครั้งที่เข้าเมือง

เราต่างไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า “ความสุข ของประชาชน แม้ว่า มีบางชีวิต ต้องจากไป”

เราขอให้บัวเลียน มีความสุขเช่นกัน

มีความสุขภายใต้ สุขภาพดีทั้งกาย ทั้งใจ

หวังว่า เราจะได้พบกันในสถานะ “ผู้แวะมาเยี่ยมเยือน ไม่ใช่ผู้แวะมานอนรักษาตัว”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย    http://www.gotoknow.org/posts/568973

…………………………………………………………………………………………………….

สมพร สายสิงห์ทอง : พี่…พร้อม

หลังจากรู้สึกผิดจากการปิดบังความจริงคุณย่าซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อพี่สาวคนโตของสามีสาวโสด อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นหลักในการดูแลคุณย่าก่อนเสียชีวิต เกิดเป็นมะเร็งท่อทางเดินน้ำดี หลังจากย่าเสียชีวิตไม่กี่ปี ประสบการณ์…ได้สอนทั้งคนไข้ คือ พี่สาวและตัวดิฉันเอง ที่ทำหน้าที่พยาบาลผู้ดูแลและตัดสินใจในทุกๆเรื่อง… นำประสบการณ์ที่ผ่านมา มาเป็นบทเรียนในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งอีกครั้ง

เย็นวันหนึ่ง พี่สาวเอาผลการตรวจเช็คร่างกายมาให้ดู พบว่า AST, ALT มากกว่าปกติ 2 เท่า แต่แพทย์ไม่ได้ให้การรักษาหรือคำแนะนำใดๆ  ด้วยความกังวลใจ จึงให้พี่สาวไปตรวจซ้ำใน 2 อาทิตย์ต่อมา ผล AST, ALTเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า จึงแนะนำให้พี่สาวไปทำอุลตราซาวด์ซึ่งพี่สาวก็เชื่อฟัง แต่โชคร้ายที่เลือกทำกับคลินิกที่คุ้นเคยกันแต่เครื่องเก่ามาก ผลออกมาปกติ พี่สาวดีใจขอไปเที่ยวลาว ยังไม่ไปหาหมอ แต่ดิฉันหนักใจเพราะU/S มืดมาก มองไม่เห็นอะไรเลย หลังจากนั้นอีก 2 อาทิตย์พี่สาวโทรศัพท์มาหาบอกว่า “ปัสสาวะพี่เหลืองมากเลย เหลืองเหมือนขมิ้นเลย ” ใจคิดเลยว่า “ตายละวา ดีซ่าน ชัวร์… อีกคนรึเปล่า” แต่ตอบพี่สาวด้วยน้ำเสียงปกติว่า “พรุ่งนี้ฉี่ใส่กระป๋องไว้ให้น้องดูหน่อยเน้อ เช้าจะไปดู” ด้วยความกลัว ดิฉันรีบโทรศัพท์ไปหาพี่สาวและพี่สะใภ้ให้เตรียมใจรอรับข่าวร้าย ตอนเช้าเดินไปหาพี่สาว โอ้…แม่เจ้าไม่ต้องดูปัสสาวะ เพราะพี่สาวตัวตาเหลืองอร่าม จึงพาไปหาหมอที่รพ. ผล ALP 900 กว่า คุณหมอให้ไปทำ CT ผล CT พบว่าเป็น CCA stage 3

หลังทำ CT พี่สาวพูดว่า “บอกพี่มาตามตรงเลยนะว่า…พี่เป็นอะไร พี่ยอมรับได้ ”

เมื่อเห็นดิฉันยังนิ่ง พี่สาวจึงสำทับมาว่า “บอกมาเหอะ…พี่จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ จะได้วางแผนชีวิตได้ ”

ฉันรู้ว่าพี่สาวสงสัยว่าตัวเองเป็นมะเร็งเพราะน้ำหนักตัวที่ลดฮวบฮาบ และอาการจุกแน่นร้อนภายใน พี่สาวบ่นว่าอาการเหมือนที่ย่าเคยเป็น

ดิฉันจึงบอกพี่สาวไปว่า “ต้องเอาไปให้หมอดูก่อน˝

ก่อนพาพี่สาวไปหาหมอ ดิฉันพยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และคุยกับพี่ๆน้องๆของสามี พร้อมชักชวนพี่สะใภ้ไปเป็นเพื่อนด้วย เมื่อไปหาคุณหมอๆพยักหน้าเป็นอันรู้กัน แต่ไม่บอกคนไข้ และบอกดิฉันว่า คงต้องทำ ERCP ให้ดิฉันคุยกับพี่สาว ตอนคุยกับหมอเราพูดทับศัพท์กัน พี่สาวมองตาปริบๆด้วยความสงสัย

เมื่อออกจากคลินิก พี่สาวพูดว่า “บอกมาตรงๆพี่เป็นอะไร พี่…พร้อม ”

ดิฉันจึงบอกพี่สาวว่า “ผล CT สงสัยว่าป้าจะเป็นมะเร็งท่อทางเดินน้ำดี แต่ป้าอย่าเพิ่งคิดมากนะ”  ดิฉันพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด พี่สาวนิ่งเงียบ ดิฉันกับพี่สะใภ้บีบมือพี่สาวคนละข้าง เรา 3 คนนิ่งเงียบกันพักนึง ดิฉันจึงพูดต่อไปว่า “หมอแนะนำให้ส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี เดี๋ยวน้องจะไปหารายละเอียดมาให้นะ”

ตลอดทางกลับบ้าน พี่สาวนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา น้ำตารื้นแต่ไม่ร้องไห้ออกมา ดิฉันรู้สึกว่าป้าเด็ดเดี่ยวมาก แต่การที่พี่สาวเงียบมากๆทำให้ใจหวั่นๆ

หมอนัดไปทำ ERCP อีก 2 อาทิตย์ เนื่องจากคนไข้มีมาก และพี่สาวใช้สิทธิ์ UC หลังศึกษาข้อมูลและประเมินอาการของพี่สาวแล้วคิดว่าไม่ควรรอเวลา พี่สาวมีเงินเก็บพอสมควรเนื่องจากเป็นคนขยันและประหยัดอดออม พวกเราพี่น้องตกลงกันว่าน่าจะให้พี่สาวใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นในการดูแลรักษาตัวเอง ทุกคนจึงชวนพี่สาวไปทำ ERCP ที่ศูนย์ศรีพัฒน์ รพ.มหาราชเชียงใหม่

พี่สาวตกลง…หลังทำ ERCP อาการตัวตาเหลืองหายไปอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง …แพทย์แนะนำให้ทำการรักษาต่อด้วยเคมีบำบัด พี่สาวกลัวเคมีบำบัดมาก ดิฉันแก้ปัญหาด้วยการไปหาข้อมูลผลดีผลเสียของการทำเคมีบำบัดมาให้พี่สาวอ่านเพื่อประกอบการตัดสินใจ น้องๆทุกคนมาเยี่ยมพี่สาวทุกวันเพื่อให้กำลังใจ และหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการดูแลรักษามะเร็งมาให้ ผลการรักษาเป็นไปด้วยดี อาการแพ้น้อยมาก

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ เมื่อพี่สาวทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง พี่สาวเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง เลิกทานอาหารสำเร็จรูป ทานแต่น้ำผักผลไม้ปลอดสารพิษปั่น กินข้าวกล้อง เลิกทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นปลาทะเลน้ำลึกทำสมาธิ ปฏิบัติธรรม และรักษาด้วยสมุนไพรแพทย์ทางเลือกร่วมด้วย

ดิฉันและพี่ๆน้องๆเห็นแล้วรู้สึกเวทนาสงสาร แต่พี่สาวบอกว่า “พี่ไม่กลัวตาย แต่พี่ยังไม่อยากตาย˝

อีกอย่างที่พี่สาวทำ คือ เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในการจัดพิธีศพ เช่น ถุงข้าวด่วน เงินทำบุญในการสวดศพ เงินค่าอาหารเลี้ยงแขกสั่งเสียพร้อมจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะทั้งคนไข้ ผู้ดูแลและแพทย์เจ้าของไข้คิดเหมือนกัน คือ มากสุดคงไม่เกิน 1 ปี แต่…ตั้งแต่เริ่มมีอาการเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2553 จนถึงปัจจุบันพี่สาวยังมีชีวิตอยู่ ทำมาหาเลี้ยงชีพ เข้าสังคมเพื่อนฝูงได้ตามปกติ แต่ยังยึดมั่นในการปฏิบัติตัวเคร่งครัดดังเดิม คือ ห่อข้าวไปทานเอง นั่งดูเพื่อนๆกินอาหารตามใจปากอย่างเอร็ดอร่อย จนหลายครั้งดิฉันอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถ้าน้องเป็นน้องคงตายไปนานแล้ว˝

ซึ่งพี่สาวดีใจและภูมิใจในตัวเองมาก ถึงแม้ว่าหลังทำเคมีบำบัดได้ประมาณปีครึ่งมะเร็งจะกำเริบจนลำไส้อุดตัน ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่นานกว่า 7 ชั่วโมง โดยดิฉันทำหน้าที่หาข้อมูลให้พี่สาวตัดสินใจลิขิตชีวิตเองทั้งหมด ซึ่งบทเรียนในการดูแลพี่สาวคือ เราไม่ควรคิดแทนคนไข้ ควรให้คนไข้ตัดสินใจลิขิตชีวิตของเขาเอง “คุณภาพชีวิตของคนแต่ละคน แตกต่างกัน˝

สมพร สายสิงห์ทอง

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลลำปาง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

http://www.gotoknow.org/posts/567123

………………………………………………………………………………………………….

อ่านหลากหลายเรื่่องได้ที่   http://www.gotoknow.org/posts/567212

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: