AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ความรู้เรื่อง เบาหวาน

0100-1
เบาหวาน เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม

โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย

ชนิดและสาเหตุ     เบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

โรคเบาหวานชนิดที่ 1    เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว

โรคเบาหวานชนิดที่ 2   สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม  นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้้ำหนักตัวมาก  การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น  เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีการสร้างอินซูลิน   แต่ทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด
อาการ     ถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์

– ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
– ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
– หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มาก ๆ
– เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
– น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
– ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
– สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
– เป็นแผลหายช้า
โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย
อาการแทรกซ้อน

– ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)
เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง

ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)
พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 2- 3 ปี นับเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
-ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)
หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด

-โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
-โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
-โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
-แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)

การดูแลป้องกันโรคเบาหวาน

– ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ การรักษาจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ ผู้ให้คำแนะนำเรื่องโรคเบาหวาน โภชนาการและยา การรักษานี้จะช่วยให้เกิดความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย และการใช้ยารักษา

– ควรเจาะระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ ให้ปรึกษาแพทย์ว่าควรเจาะช่วงใด และบ่อยแค่ไหนถึงจะดีที่สุด

– ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพรอาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด จะต้องตรวจสอบกับแพทย์และเภสัชกรก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ยาเหล่านี้

การรักษา   การรักษาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุมีเป้าหมาย คือ
1. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตลอดชีวิต คือประมาณ 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในเลือด แต่อย่างไรก้ตามปัจจุบันเราได้ใช้ค่าน้ำตาลแบบฮีโมโกลบินเอวันซีในการประเมินผู้ป่วยเบาหวาน ค่าฮีโมโกลบินเอวันซี ที่เหมาะสมคือต่ำกว่าร้อยละ 7

2. ป้องกันหรือชะลอโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น (สมอง ใจ ไต ตา ชา แผล)

3. เพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย คือให้มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพ

4.นอกจากนี้เรายังจำเป็นต้องควบคุมระดับความดันโลหิต โดยระดับความดันโลหิจที่เหมาะสม คือ น้อยกว่า 130/90 มิลลิเมตร ปรอท และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย โดยดูจากระดับไขมันความหนาแน่นต่ำ ต้องน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวานจะต้องอาศัยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการใช้ยา  ซึ่งทั้งนี้ต้องการกำลังใจของผู้สูงอายุและความร่วมมือจากญาติพี่น้องหรือผู้ดูแล การใช้ยารักษาจะเริ่มเมื่อผู้ป่วยสูงอายุไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้บรรลุเป้าหมายด้วยการควบคุมอาหาร   และการออกกำลังกาย    การใช้ยาจึงมีความสำคัญมากต่อชีวิตผู้ป่วยเบาหวาน

ในปัจจุบันซึ่งมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากในอดีต โดยทั่วไปแพทย์จะให้ยาที่เหมาะสม คือ ออกฤทธิ์ไม่แรงและหมดฤทธิ์เร็ว เริ่มจากขนาดยาต่ำๆ ก่อน    มีวิธีการใช้ยาที่ง่ายและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตามผู้ป่วยที่ใช้ยาจะต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายร่วมด้วยเสมอ    ผู้จะต้องใช้ยาตลอดชีวิตเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลและอาการของโรคเบาหวานตามเป้าหมายที่กำหนด ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรผู้ป่วยสูงอายุจึงจะอยู่กับโรคเบาหวานและการใช้ยาอย่างมีความสุข

http://maiyarab.blogspot.com/

ที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=174553172733288&set=a.167921110063161.1073741828.163975673791038&type=1&theater

…………………………………………………………

ยาเบาหวาน กินอย่างไรให้ถูกต้อง
อาจารย์ เภสัชกร ธีรัตถ์ เหลืองมั่นคง
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/119/%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87/

…………………………………………………………

ผู้ป่วยเบาหวานควรทานอะไรดี

กลุ่มที่รับประทานได้..แต่จำกัดจำนวน

  • อาหารพวกแป้ง ข้าว เผือก มัน ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง มักโรนี
  • ลดอาหารไขมัน เช่น ขาหมู ข้าวมันไก่ หมูสามชั้น หรือ อาหารทอดมันมากๆ   ไขมัน   มาก ๆ
  • ตลอดจนไขมันจากพืชบางชนิด เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมัน   ข้าวโพด น้ำมันมะกอก
  • อาหารสำเร็จรูป  หรืออาหารพิเศษสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เช่น น้ำตาลเทียม น้ำตาล   จากผลไม้
  • ผักประเภทที่มีแป้งมาก เช่น ฟักทอง กระเจี๊ยบ หัวปลี แครอท สะเดา ถั่วลันเตา หอมหัวใหญ่ ผลไม้บางชนิด เช่น ฝรั่ง กล้วย เงาะ มะละกอ
  • อาหารจากโปรตีนประเภทเนื้อสัตว์ หรือโปรตีนจากพืช เช่น ถั่ว เต้าหู้ ให้รับประทานปกติ หลีกเลี่ยงเนื้อติดมัน ไก่ติดหนัง
  • นมจืดพร่องไขมัน ควรหลีกเลี่ยงนมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง

กลุ่มที่รับประทานได้ไม่จำกัด
ผักใบเขียว เช่น ผักกาด ผักคะน้า ผักบุ้ง ถั่วงอก

ข้อควรปฏิบัติในการควบคุมอาหาร

  • เลือกรับประทานอาหารโดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้ตามประเภทของอาหาร คือ พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) ประมาณ 50-60%
    พลังงานจากโปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20% พลังงานจากไขมัน ประมาณ 25%
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินต้องลดปริมาณลงอาจจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยรับประทานห้ามน้ำตาลและของหวานทุกชนิด
    รวมทั้งอาหารมันและของทอดเลือกรับประทานอาหารที่มีใยมาก เช่น ข้าวซ้อมมือ อาหารประเภทผักต่าง ๆ หรือ เม็ดแมงลัก ซึ่งจะช่วยระบายอ่อนๆ
  • อย่ารับประทานอาหารจุกจิกและไม่ตรงเวลาถ้าพลาดมื้ออาหารไปอาจเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปรับประทานในปริมาณ
    ที่สม่ำเสมอคงที่ ไม่ควรรับประทานมากเกินไป หรือน้อยเกินไป    ในบางมื้อจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ยาก
  • ผู้ที่เป็นความดันเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรรับประทานอาหารรสเค็มจัด ควรจะ ลดอาหารเค็ม
  • ผู้ที่ฉีดอินซูลินที่ออกฤทธิ์ยาวในตอนเช้า เช่น Insulatard หรือ Monotard ฤทธิ์ยา อยู่ ได้นาน 24 ชม. และออกฤทธิ์สูงสุดในตอนเย็นหรือกลางคืน อาจต้องจัดแบ่งอาหารเป็น 4-6 มื้อ โดยเพิ่มอาหารว่างตอนบ่าย และมื้อกลางคืน ควรจัดแบ่งปริมาณให้เหมาะสม ไม่ให้บางมื้อมากเกินไป
  • ถึงแม้ระดับน้ำตาลปกติดีแล้ว ผู้ป่วยก็ต้องควบคุมอาหารอย่างสม่ำเสมอ

   ” อาหารเบาหวาน ” ไม่ใช่อาหารที่พิเศษพิสดารอะไร ขอให้ฝึกจนเป็นนิสัย แล้วท่านจะรู้สึกว่าไม่ใช่ เรื่องยากในการควบคุมอาหาร
ผู้ป่วยเบาหวานสามารถรับประทานอาหารเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
ในชนิดและปริมาณของอาหารเท่านั้น

กลุ่มอาหารที่ห้ามรับประทาน

  • น้ำตาลทุกชนิดรวมทั้งน้ำผึ้ง น้ำตาลจากผลไม้
  • ขนมหวานและขนมเชื่อมต่าง ๆ เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมชั้น สังขยา ลอดช่อง ฯลฯ
  • ผลไม้กวน เช่น มะม่วงกวน ทุเรียนกวน สับปะรดกวน ฯลฯ
  • น้ำหวานต่าง ๆ น้ำผลไม้ ยกเว้น น้ำมะเขือเทศ นมรสหวานรวมทั้งน้ำอัดลมและ
  • เครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น ชา กาแฟ (ถ้าดื่มกาแฟควรดื่มกาแฟดำไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม แต่สามารถใช้น้ำตาลเทียมได้บ้าง)
  • ผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน องุ่น ลำใย มะม่วงสุก ขนุน ละมุด น้อยหน่า ลิ้นจี่ อ้อย สับปะรด ผลไม้แช่อิ่ม หรือ เชื่อมน้ำตาล
  • ของขบเคี้ยวทอดกรอบ และอาหารชุบแป้งทอดต่างๆ เช่น ปาท่องโก๋ กล้วยแขก ข้าวเม่าทอด

http://www.ram-hosp.co.th/dmfood.htm
http://www.stou.ac.th/study/sumrit/4-56%28500%29/page2-4-56%28500%29.html

…………………………………………………………

2

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี โรคเบาหวาน ยังคงเป็นโรคยอดฮิตของคนไทย ความน่ากลัวของ โรคเบาหวาน อยู่ที่โรคนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ได้อีกหลายสิบโรค 

ในเรื่องความเชื่อและความจริงของโรค อยากชวนทุกท่าน ไปค้นหาคำตอบที่ถูกต้องด้วยกัน เพราะไม่แน่ว่า ความเชื่อ (ผิด ๆ) ต่อไปนี้  อาจเป็นสิ่งที่หลายคนอ่านแล้วต้องบอกว่า “ไม่น่าเชื่อ” ก็เป็นได้…


ความเชื่อลำดับที่ 1 : แป้งและน้ำตาลเท่านั้นที่ก่อเบาหวาน

เนื่องจากโรคนี้มีชื่อว่า “เบาหวาน” ทำให้หลายคนเข้าใจว่า ปัจจัยก่อโรคเกิดจากการกินแป้งหรือน้ำตาลเป็นหลัก แต่นักวิจัยจากโรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ด (Harvard School of Public Health: HSPH) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า เนื้อสัตว์ใหญ่จำพวกเนื้อแดง (Red Meat) ช่น เนื้อวัว เนื้อหมู รวมทั้งเนื้อที่ผ่านการปรุงแต่งเช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และอื่นๆ ก็เป็นตัวการก่อโรคเบาหวานเช่นกัน


จากการศึกษาพบว่า นอกจากแป้งและน้ำตาลแล้ว 
ไขมันอิ่มตัวซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ใหญ่ กลับเป็นอีกตัวการหนึ่ง

ที่ก่อโรคเบาหวาน เพราะไขมันอิ่มตัวจะไปยับยั้งให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง  ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ช้า และเมื่อน้ำตาลไม่ลด ตับอ่อนจึงต้องผลิตอินซูลินออกมาเพิ่มเกินกว่าปกติ เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง


นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักเกินไป 
และเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้

เหมือนตอนที่ตับอ่อนยังทำงานเป็นปกติ ซึ่งจะนำไปสู่โรคเบาหวานในที่สุด   ความคิดที่ว่า หากเรากินเนื้อสัตว์ใหญ่เต็มที่ แต่ควบคุมการกินแป้งและน้ำตาล ให้อยู่ในปริมาณไม่มาก จะไม่มีสิทธิ์เป็นโรคเบาหวาน จึงอาจเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ  ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่


แม้เนื้อสัตว์ใหญ่จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีแต่การกินอาหารประเภทโปรตีนและไขมันนั้น
ถือเป็นสิ่งที่ร่างกายเราขาดไม่ได้ดังนั้น เราจึงควรปรับเปลี่ยนจากเนื้อสัตว์เป็นอาหารประเภทอื่นๆ แทน ได้แก่ กินโปรตีนจากพืชและปลาเป็นหลัก วอลเตอร์ วิลเลตต์ (Walter Willett) 

นักโภชนาการชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ดูแลงานวิจัยข้างต้น แนะนำว่า คนที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงการกินเนื้อแดงรวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อแดง แล้วหันมากินโปรตีนจากแหล่งอื่น เช่น โปรตีนจากเมล็ดธัญพืช หรือโฮลเกรน ถั่ว เต้าหู้ รวมทั้งเนื้อปลาที่มีไขมันต่ำ เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่จำเป็น โดยไม่ต้องรับไขมันปริมาณมากเข้าไปด้วย  กินไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวคือปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน  ทางเลี่ยงที่จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันโดยไม่ทำร้ายสุขภาพ จึงเป็นการเลือกกินไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดไขมันชนิดร้ายในร่างกายได้  เช่น ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก อะโวคาโด


อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ดร.วินัย ดะห์ลัน 
ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล แนะนำว่า ถึงเป็นไขมันชนิดดี แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณมากเกินไป เพราะจะเป็นโทษต่อระบบทางเดินอาหาร


ความเชื่อลำดับที่ 2 : ผู้ป่วยเบาหวานกินผักได้ไม่อั้น

แน่นอนว่าการกินผักนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย แต่สำหรับใครที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่   แม้แต่การกินผักก็ถือเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังไม่ต่างจากการควบคุมอาหารอื่นๆ เลยค่ะ  

คำจำกัดความของคำว่า “ผัก” ที่กว้างเกินไป อาจทำให้เราเลือกกินผักอย่างผิดๆได้ เพราะในผักบางชนิด โดยเฉพาะผักประเภทหัวหรือรากถือเป็นผักที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง  หากกินมากๆ จึงอาจให้ผลไม่ต่างจากการกินแป้ง ซึ่งผักแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน  คือ

ผักประเภท ก เป็นผักที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ให้พลังงานน้อย  ซึ่งได้แก่ ผักใบเขียวต่างๆ อาทิ ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาด กะหล่ำปลี ใบโหระพา ใบกะเพรา บวบ แตงกวา มะเขือเทศ

แต่สำหรับ ผักประเภท ข เป็นผักที่ให้พลังงานมากกว่า และไม่ควรชะล่าใจในการกิน โดยผักกลุ่มนี้ อาทิ ฟักทอง แครอต บรอกโคลี มะละกอดิบ หน่อไม้ มะระ หอมหัวใหญ่ เห็ดฟาง ถั่วฝักยาว ถั่วงอก ดังนั้น ผักที่ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้ ไม่จำกัดจึงเป็นผักประเภท ก เท่านั้น ส่วนผักประเภท ข  นับเป็นผักในกลุ่มที่ควรควบคุมปริมาณ เพราะหากกินมากไปอาจทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่  การกินผักให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานทำได้ดังนี้ ปรับลดปริมาณผักให้สมดุล ในการปรับปริมาณผักให้สมดุลนั้น  
 อาจารย์รุ้งระวีบอกไว้ว่า หากผู้ป่วยเบาหวานบางคนต้องการกินผักประเภท ข  ก็สามารถกินได้ แต่ต้องลดการกินอาหารในหมวดอื่นๆทดแทนกินผักสดแทนผักทอด 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงวรรณี นิธิยานันท์ ที่ปรึกษาศูนย์เบาหวาน ให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า หากหิวระหว่างวัน แนะนำให้กินผักแก้หิวได้ แต่ควรเป็นผักใบ จะนำไปต้มหรือกินสดๆ ก็ได้ แต่ไม่ควรนำไปทอด เพราะจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้


กล่าวคือ แม้ผู้ป่วยเบาหวานจะได้รับคำแนะนำให้กินผักเป็นอาหารยืนพื้น 
 แต่ก็ต้องเลือกให้ถูกประเภทด้วย ไม่อย่างนั้น  อาหารที่มีประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้ค่ะ


ผลไม้
ความเชื่อลำดับที่ 3 : น้ำตาลจากผลไม้คือน้ำตาลที่ปลอดภัย

ผู้ป่วยเบาหวานหลายคนจำต้องตัดใจจากขนมหวานของโปรด 
เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลไม่ให้เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ ผลไม้จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะใครๆ ต่างก็คิดว่าผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมยังให้แคลอรีต่ำกว่าขนมหวานอีกด้วย แต่ในความเป็นจริง  อาจารย์สุระภี เสริมพณิชกิจ กรรมการสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย  และที่ปรึกษาด้านโภชนบำบัด ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยกล่าวไว้ว่า พฤติกรรมการกินผลไม้ของผู้ป่วยเบาหวานกลับกลายเป็นตัวการหนึ่ง ที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นสูงกว่าเดิม เนื่องจากในผลไม้มีน้ำตาลฟรักโทส (Fructose) ซึ่งเมื่อกินเข้าไปจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคส และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้


ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง โภชนาการกับผลไม้ ระบุถึงข้อควรระวังในการกินผลไม้  สำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มเติมว่า “สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถึงแม้จะมีรายงานว่า   ผลไม้ส่วนใหญ่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับค่าดัชนีน้ำตาลของผลไม้ ยังมีไม่ครบถ้วน ดังนั้นถึงแม้ผู้ป่วยเบาหวานจะสามารถเลือกรับประทานผลไม้ ได้หลากหลายชนิด แต่ควรระมัดระวังเรื่องปริมาณและชนิดของผลไม้ที่บริโภคด้วย”


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่ อ่านข้อมูลด้านบนแล้วก็อย่าเพิ่งตกใจจนไม่กล้ากินผลไม้ค่ะ  
เพราะน้ำตาลในผลไม้ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด เพียงแค่เรารู้จักปรับวิธีกิน ให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสมก็เป็นอันใช้ได้เริ่มจากปฏิบัติตามคำแนะนำ ของอาจารย์สุระภี ที่กล่าวถึงหลักการกินผลไม้ในหนึ่งมื้อสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือ…


ผลไม้รสหวานจัด เช่น มะม่วงสุก กล้วยหอม กินได้ 6 คำ

ผลไม้รสหวานปานกลาง เช่น ลิ้นจี่ องุ่น สับปะรดกินได้ 8 – 10 คำ

ผลไม้รสหวานน้อย เช่น ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร กินได้ 10 – 15 คำ

สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกกินผลไม้เพียงมื้อละ 1 ชนิด วันละ 2 – 3 ครั้งหลังอาหาร เพราะการกินผลไม้ครั้งละมาก ๆ แม้จะเป็นผลไม้ที่ไม่หวาน ก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นสูงได้ นอกจากนั้นควรเลี่ยงผลไม้ตากแห้ง   ผลไม้กวน ผลไม้เชื่อม ผลไม้แช่อิ่ม และผลไม้กระป๋อง ควรกินผลไม้สด เพราะจะช่วยควบคุมอาการเบาหวานได้ดี โดยก่อนจะเลือกกินผลไม้ ลองดูปริมาณน้ำตาลดังตารางต่อไปนี้ก่อนค่ะ”


ความเชื่อลำดับที่ 4 : เบาหวาน เป็นโรคของคนอ้วน

เมื่อพูดถึงโรคเบาหวาน คำจำกัดความของโรคนี้มักจะมาพร้อมกับภาพของคนอ้วน เนื่องจากคนเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ไปจนถึงวัยสูงอายุ และส่วนมากคนที่เป็นจะมีรูปร่างค่อนไปทางเจ้าเนื้อ

ประกอบกับโรคเบาหวานนั้นเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินเป็นหลักสำคัญ หลาย ๆ คนจึงอาจคิดว่า หากเราเป็นคนรูปร่างผอมคงไม่มีทางเป็นโรคนี้ได้


แต่หากถามต่อว่า ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวานมาตั้งแต่เด็ก  
และไม่ได้อ้วนแต่อย่างใด จะมีโอกาสเป็นเบาหวานได้หรือไม่   คำตอบคือ “คนไม่อ้วนมีความเสี่ยงน้อยกว่า”

 อย่างไรก็ตาม สำหรับคนผอมเอง หากไม่ควบคุมอาหาร หรือเลือกกินอาหารที่เป็นโทษต่อร่างกาย วันหนึ่งโรคเบาหวานก็อาจมาเยือนได้เหมือนกันค่ะ


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่  สำหรับการดูแลโรคเบาหวานจากสาเหตุนี้ อาจมีความแตกต่างออกไปจากข้ออื่นๆ  
โดยจะพูดถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม   สำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้ลูกเกิดมาเป็นเบาหวาน  รวมทั้งการดูแลตัวเองสำหรับคนผอมที่ไม่อยากเป็นเบาหวาน ดังเช่นดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เริ่มจากคุณหมอไกรสิทธิ์  ที่แนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกน้อยในครรภ์ด้วย เพื่อให้ทารกไม่เกิดภาวะขาดอาหาร มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือประมาณ 3,000 กิโลกรั กินอาหารค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ


ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในหลักการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกโรค  โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่มีความสัมพันธ์กับการรับพลังงานจากอาหาร   ทั้งนี้เป็นเพราะว่าการออกกำลังกายจะช่วยเผาผลาญกลูโคสในร่างกาย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมลุกขึ้นมา ขยับตัวกันวันละนิดวันละหน่อยโรคเบาหวานจะได้ไม่มากวนใจค่ะ


ดูทีวีนาน ได้เบาหวานเป็นของแถม…

การดูทีวีเป็นสาเหตุทางอ้อมที่ทำให้คนไม่ออกกำลังกายและทำให้อ้วน   ดังนั้น การลดเวลาดูทีวีลงแล้วลุกไปทำอย่างอื่นให้มากขึ้น   จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานได้ค่ะ


กรรมพันธุ์

ความเชื่อลำดับที่ 5 : คนที่บ้านเป็นเบาหวาน ลูกหลานต้องเป็นด้วย

อย่างที่ทราบกันว่า ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ก่อโรคเบาหวานคือพันธุกรรม และด้วยตัวเลขสถิติผู้ป่วยเบาหวานทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกที่ยังคงพุ่งขึ้นสูง   นั่นจึงหมายความว่า บนโลกใบนี้มีบุคคลที่มียีนเบาหวานในร่างกาย หลายร้อยล้านคนเลยทีเดียว


อาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารวิชาชีพ 
ผู้เขียนหนังสือเรื่อง กินอย่างไรไม่อ้วน ไม่มีโรค อธิบายว่า   “ลักษณะพันธุกรรมของชาวเอเชียถือว่ามียีนประหยัด (Thrifty Gene) ซึ่งทำหน้าที่สะสมอาหารที่กินอย่างเหลือเฟือไว้ในรูปของไขมันที่หน้าท้อง เพื่อใช้ในยามที่ขาดแคลนอาหาร” ลักษณะแบบนี้จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้คนเอเชียอ้วนลงพุงได้ง่าย ยิ่งคนที่กินอาหารมาก แต่ไม่ค่อยได้ใช้พลังงาน ก็จะเกิดปัญหาการดื้ออินซูลินและเป็นเบาหวานตามมา


อาจารย์วรรณี ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เบาหวาน กล่าวว่า  
พันธุกรรมไม่ได้มีส่วนก่อโรคเบาหวานมากเท่าไรเพราะคนเป็นเบาหวานส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยอื่นๆ มากกว่า   ฉะนั้น ความเชื่อที่ว่า หากคนในครอบครัวเป็นเบาหวานแล้ว เราจะเป็นโรคนี้ด้วย จึงไม่จริงเสมอไป โดยเฉพาะคนที่เพิ่งพบว่าตนเองเป็นเบาหวานตอนอายุมากแล้วค่ะ


ทำความเข้าใจกับความเชื่อนี้กันใหม่  ในเมื่อเรื่องของพันธุกรรม คือเรื่องเกี่ยวกับการสืบทอดเชื้อสาย 
รวมทั้งยีนก่อโรคไปยังคนรุ่นหลังๆ  จุดเริ่มต้นที่ดีจึงเป็นการป้องกันตัวเองจากโรคนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้

ปลูกฝังให้ลูกกินอาหารสุขภาพ โดยเฉพาะคุณพ่อหรือคุณแม่  ที่ป่วยเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควรปลูกฝังให้ลูกเริ่มต้นดูแลสุขภาพของตน ตั้งแต่เด็ก เพื่อป้องกันปัญหาโรคเบาหวานที่อาจตามมา 


วิธีง่ายๆ คือ ปรับอาหารสำหรับคนในครอบครัวให้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพทุกๆ มื้อ 
 โดยพยายามเน้นอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งใดๆ  ไม่ปรุงรสให้หวานมัน เค็ม แต่อาจจะกินรสเผ็ดและเปรี้ยวได้บ้างเล็กน้อย  

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนความเชื่อให้ถูกต้องแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากเบาหวานได้ คือการลงมือปฏิบัติ เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารชีวจิต

# Rama Channal

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=poungchompoo&date=15-03-2014&group=47&gblog=38

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 15/05/2015 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: