AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

วันอัฏฐมีบูชา สำคัญอย่างไร?

image
วันอัฏฐมีบูชา วันพระแรม 8 ค่ำ เดือน 7 คือ

  1. วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย)
  2. เป็นวันคล้ายวันที่พระนางสิริมหามายา องค์พระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ (หลังประสูติ)
  3. เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน (หลังตรัสรู้) อีกด้วย

ช่วงที่พระองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้ทรงปลงมายุสังขาร โดยพระพุทธเจ้าตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า…

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลาย ย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตน และประโยชน์ของผู้อื่นให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด ” (ทีฆนิกาย มหาวรรค. ๑๐/๑๐๐/๑๐๘)

 

4

 

 

 

 

 

เหตุการณ์ภายหลังพระพุทธองค์ปรินิพพานจนถึงวันอัฐมีบูชา
ภายหลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานเหล่ากษัตริย์มัลละได้จัดการพระบรมศพของพระพุทธดุจดั่งพระบรมศพของพระเจ้าจักรพรรดิ์ นำเอาผ้าชุบน้ำมันหอมมาพันรอบสรีระกายของพระพุทธองค์ถึง ๕๐๐ ชั้น

จากนั้นเมื่อทำการต่างๆแล้วเสร็จเหล่ากษัตริย์พยายามจุดไฟเผาพุทธสรีระแต่จุดยังไงไฟก็ไม่ติด พระอนุรุทธะแจ้งว่าเพราะเหตุว่าปวงเทพยดายังไม่ต้องการให้เผาเนื่องจากรอคอยการมาของพระมหากัสสปะเถระเจ้าเสียก่อน
ขณะนั้นพระมหากัสสปะกำลังพักใต้ร่มไม้ แลเห็นนักบวชนอกศาสนาถือดอกมณฑาทิพย์ใหญ่ขนาดร่มกันแดด ก็ตรึกว่า..

ธรรมดาดอกมณฑาทิพย์จะร่วงลงมาแต่เฉพาะพระมหาโพธฺสัตว์จุติลงในครรภ์ครั้งหนึ่ง  ประสูติครั้งหนึ่ง  ออกบวชครั้งหนึ่ง  ตรัสรู้ครั้งหนึ่ง  แสดงปฐมเทศนาครึ่งทำยมกปาฏิหาริย์ครั้งหนึ่ง  เสด็จลงจากเทวโลกครั้งหนึ่งและปลงมายุสังขารอีกครั้งหนึ่ง  ยังแต่ปรินิพพานเท่านั้น หรือว่านี่พระพุทธองค์จะปรินิพพานแล้วจึงถามนักบวชนอกศาสนาว่าท่านได้ดอกมณฑาทิพย์แต่ใดมา นักบวชนอกศาสนาจึงแจ้งข่าว พุทธปรินิพพานแก่พระมหากัสสปะและหมู่สงฆ์ติดตามพร้อมแจ้งว่าขณะนี้พระบรมศพอยู่ ณ เมืองกุสินารายเมื่อพระมหากัสสปะทราบจึงได้ปลงอนิจจังสังขาร ส่วนหมู่สงฆ์ผู้ยังเป็นปุถุชนต่างก็ร้องไห้ปริเวทนายิ่งนักที่สมเด็จพระศาสดาได้จากพวกเราไปเสียแล้ว
5ทันทีที่พระมหากัสสปะไปถึง พระมหากัสสปะได้เข้าไปเคารพพระบรมศพพร้อมทั้งกล่าวถึงพระคุณแห่งพระพุทธองค์ที่ได้โปรดพระมหากัสสปะมาแต่ครั้งแรกที่ได้พบ เป็นพระมหากรุณาสูงสุด เมื่อพระมหากัสสปะจะก้มกราบก็เกิดพุทธปาฏิหาริย์ พระพุทธบาทได้ยื่นออกมาจากหีบทองใส่พระศพ   เมื่อพระมหากัสสปะทำความเคารพเรียนร้อยแล้วพระพุทธบาทก็หายกลับเข้าไปในีบพระศพดังเดิม
จากนั้นแลพระเพลิงก็ได้บังเกิดขึ้นเองด้วยอำนาจพุทธปาฏิหาริย์ หาได้มีผู้ใดมาจุดถวายไม่ เมื่อเพลิงดับลงก็ปรากฏพระบรมธาตุ พระบรมสารีริกธาตุอยู่เบื้องหน้าเหล่ามัลละกัษัตริย์ จากนั้นจึงทำพิธีแบ่งพระบรมธาตุไปสู่เมืองต่างๆทั้งหมดคือเนื้อเรื่องย่อเหตุการณ์หลังพุทธปรินิพพานจถึงวันอัฐมีบูชา

ภาพพระพุทธรูปปางนี้ประดิษฐานภายในวิหารมหาอุตม์ ภายใน วัดอินทาราม บางยี่เรือ ธนบุรีเปิดให้เข้ากราบเพียงปีละครั้ง

เรื่องและภาพจากคุณJaruvat Chanposriค่ะ

 

 

 

5

 

พระพุทธองค์ เสด็จดับขันธปรินิพพาน ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6
ท่ามกลางหมู่สงฆ์และทวยเทพ ดอกไม้ทิพย์ทั้งปวงร่วงโปรยลงมาเป็นพุทธบูชา

เมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย ทำการบูชาพระพุทธสรีระด้วยเครื่องสักการะอย่างมโหฬารเป็นเวลา 6 ทิวาราตรี

มหาชนจากทิศานุทิศเดินทางมาเพื่อบูชาพระพุทธสรีระ บริเวณอุทยานสาลวัน ปานประหนึ่งคลุมด้วยผ้าขาว ทั้งนี้เพราะชาวชมพูทวีปไว้ทุกข์ด้วยชุดขาวล้วน

ครั้นถึงวันที่เจ็ด พระพุทธสรีระก็ถูกนำออกจากพระนครทางประตูทิศบูรพา ไปสู่มกุฏพันธนเจดีย์ อันเป็นที่ตั้งพระจิตกาธานที่ทำด้วยไม้หอมประดับตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงาม เตรียมการจะถวายพระเพลิงตามแบบอย่างพระบรมศพพระเจ้าจักรพรรดิราช
มัลลกษัตริย์สี่พระองค์ ชำระพระกายให้บริสุทธิ์แล้ว ทรงผ้าใหม่ นำเพลิงเข้าไปจุดที่พระจิตกาธานทั้งสี่ทิศ แต่ไม่สามารถจุดให้ติดได้ มัลลกษัตริย์ทั้งหลายเฉลียวพระทัยสงสัยว่าจะเป็นอิทธานุภาพเทวดา จึงตรัสถามพระอนุรุทธ

พระอนุรุทธเถระเจ้าแสดงว่า เทพยดาทั้งหลายประสงค์จะให้หยุดยั้ง ให้พระมหากัสสปเถระบังคมพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าก่อน จึงจะถวายพระเพลิงได้

เมื่อพระมหากัสสปเถระพาพระภิกษุสงฆ์บริวาร เดินทางมาถึงมกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงแล้ว ก็ดำเนินเข้าไปใกล้พระจิตกาธาน ยกอัญชลีกระพุ่มหัตถ์ประณมนมัสการ ทำประทักษิณเวียนขวาซึ่งพระจิตกาธานสามรอบ แล้วถวายบังคมพระบาทยุคลแห่งพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าแห่งตน

พระยุคลบาทโผล่พ้นปลายหีบพระศพ เพื่อประทานให้นมัสการเป็นพิเศษแก่พระมหากัสสปเถระ พระมหาเถระพร้อมด้วยพระสงฆ์บริวาร ได้อภิวาทกราบนมัสการโดยทั่วกัน เพลิงทิพย์ก็เกิดขึ้นเองที่พระจิตกาธานด้วยอานุภาพของเทพยดา เพลิงได้ลุกพวยพุ่งเผาพระพุทธสรีระจนหมดสิ้น
ยังเหลือสิ่งที่พระเพลิงมิได้เผาไหม้ด้วยพุทธานุภาพที่ทรงอธิษฐานไว้คือ พระอัฐิ (กระดูก) พระเกศา (ผม) พระโลมา (ขน) พระนขา (เล็บ) พระทนต์ (ฟัน) ทั้งปวง กับผ้าที่ห่อพระพุทธสรีระสองชั้นในสุด เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุได้อย่างสมบูรณ์มิให้กระจัดกระจาย

 

พระบรมสารีริกธาตุที่ยังคงรูปร่างเดิมอยู่เป็นปรกติ ไม่แตก ไม่กระจัดกระจาย มี 7 พระองค์ คือ

  1. พระเขี้ยวแก้วทั้ง 4 (เขี้ยวของพระพุทธเจ้า)
  2. พระรากขวัญทั้ง 2 (กระดูกไหปลาร้า)
  3. พระอุณหิส (พระอัฐิส่วนหน้าผาก)

ส่วนพระบรมสารีริกธาตุนอกจากนั้น มิได้คงรูปร่างเดิม ได้แตกย่อยออก ที่ปรากฏ มีอยู่ 4 สัณฐานหลัก ๆ คือ

  1. สัณฐานดุจเมล็ดถั่วและถั่วแตก (ถั่วผ่าซีก)
  2. สัณฐานดุจเมล็ดข้าวสารและข้าวสารหักกึ่งหนึ่ง
  3. สัณฐานดุจเมล็ดงาและงาแตก
  4. สัณฐานดุจเมล็ดพันธุ์ผักกาด

เป็นไปตามพุทธประสงค์ เพื่อให้ปวงพุทธบริษัทได้นำไปบรรจุในสถูปสำหรับกราบไหว้บูชา อันจะมีผลนำไปสู่สุคติภพ

เมื่อถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระเสร็จ มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมดใส่ในพระหีบทอง ประดิษฐานไว้ในศาลากลางพระนครกุสินารา จัดให้มีมหรสพสมโภชตลอด 7 วัน

ฝ่ายกษัตริย์จากแคว้นต่างๆ เมื่อทราบข่าวการปรินิพพานของพระพุทธองค์ ต่างก็ส่งราชทูตนำสาส์นมาขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุพร้อมทั้งยกกองทัพติดตามมาด้วย รวม 6 นคร และมีพราหมณ์อีก 1 นคร ได้แก่
1. พระเจ้าอชาตศัตรู นครราชคฤห์
2. กษัตริย์ศากยะ นครกบิลพัสดุ์
3. กษัตริย์ลิจฉวี นครเวสาลี
4. กษัตริย์ถูลี นครอัลกัปปะ
5. กษัตริย์โกลิยะ นครรามคาม
6. กษัตริย์มัลละ นครปาวา
7. มหาพราหมณ์ นครเวฏฐทีปกะ

มัลลกษัตริย์ผู้ครองนครกุสินาราตรัสปฏิเสธทูตานุทูตทั้ง 7 พระนคร ไม่ยินยอมที่จะแบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุถวายแก่เจ้าองค์ใดเลย ฝ่ายทูตานุทูตทั้ง 7 พระนครนั้นก็มิได้ย่อท้อ เกิดเหตุโต้เถียงกันขึ้น จวนจะเกิดวิวาทเป็นสงครามใหญ่

ขณะนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า “โทณะ” ซึ่งเป็นอาจารย์ของกษัตริย์เหล่านั้น ได้ยินการโต้เถียงกันอย่างรุนแรงขึ้น จึงออกไประงับข้อพิพาทดังกล่าวและประกาศว่าจะแบ่งปันพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ กัน จะได้อัญเชิญไปบรรจุในสถูปทุกๆ พระนครเพื่อเป็นที่กราบไหว้บูชาของมหาชน กษัตริย์และพราหมณ์ทั้ง 8 พระนครได้ฟังดังนั้น ก็ทรงเห็นชอบพร้อมกับมอบธุระให้โทณพราหมณ์แบ่งส่วนพระบรมสารีริกธาตุ
บรรดากษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นพระบรมสารีริกธาตุ ต่างก็ร่ำไห้รำพันต่างๆ นาๆ ฝ่ายโทณพราหมณ์เห็นบรรดากษัตริย์ทั้งหลายกำลังเศร้าโศกเสียใจอยู่ ได้ฉวยโอกาสแอบหยิบเอาพระทาฐธาตุ คือพระเขี้ยวแก้วองค์บนเบื้องขวา ขึ้นซ่อนไว้ ณ ภายใต้ผ้าโพกศีรษะ แล้วดำเนินการแบ่งพระบรมสาริกธาตุโดยใช้ตุมพะทะนานทอง ตวงพระบรมสารีริกธาตุได้ 8 ส่วนเท่าๆ กัน ถวายแก่กษัตริย์และมหาพรหมณ์ทั้ง 8 นคร

พระอินทร์ทอดพระเนตรเห็นด้วยทิพยจักษุ ทรงดำริว่า โทณพราหมณ์ไม่อาจทำสักการะให้สมควรแก่พระทาฐธาตุ ควรจะนำมาบูชาไว้ในเทวโลก จึงทรงอัญเชิญพระทาฐธาตุนั้นจากผ้าโพกของโทณพราหมณ์  มาประดิษฐานในสุวรรณโกศ ทรงนำขึ้นไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์จุฬามณี ในดาวดึงสเทวโลก พร้อมกับพระรากขวัญเบื้องขวา ฉะนั้น ในพระเจดีย์นี้ จึงมีสิ่งบรรจุหลายอย่าง แต่ก็คงเรียกว่า จุฬามณีเจดีย์
ฝ่ายโทณพราหมณ์เมื่อคลำหาพระเขี้ยวแก้วไม่พบ จึงได้ขอตุมพะทะนานทองที่ใช้สำหรับตวงพระบรมสารีริกธาตุไปก่อสถูปบรรจุไว้สักการะ มีนามว่า “ตุมพสถูป”
ต่อมากษัตริย์โมริยะเมืองปิปผลิวัน ได้สดับข่าวพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว จึงส่งราชทูตมาขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุบ้าง แต่เมื่อทราบว่าพระบรมสารีริกธาตุได้ถูกแบ่งไปยังนครต่างๆ หมดแล้ว จึงได้นำพระอังคาร (เถ้า) กลับสู่พระนคร  สร้างสถูปบรรจุเป็นสถานที่สักการะบูชา มีนามว่า “พระอังคารสถูป” เมื่อต้นปฐมกาล จึงมีพระสถูปเจดีย์สถานเป็น 10 ตำบลด้วยกัน ด้วยประการฉะนี้
เกี่ยวกับพระเขี้ยวแก้วทั้ง 4 ของพระพุทธเจ้า ตำนานกล่าวว่า

  1. องค์บนเบื้องขวา ประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงสเทวโลก
  2. องค์ล่างเบื้องขวา ไปอยู่ ณ แคว้นกาลิงคะ แล้วต่อไปยังลังกาทวีป (เชื่อกันว่า เป็นพระเขี้ยวแก้วองค์ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีดาลาดามาลิกาวา [Sri Dalada Maligawa, Temple of the Tooth Relic] เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน)
  3. องค์บนเบื้องซ้าย ไปอยู่ ณ แคว้นคันธาระ
  4. องค์ล่างเบื้องซ้าย ไปอยู่ในพิภพของพญานาคพระทนต์ พระเกศา พระโลมาทั่วพระวรกาย และพระนขา เทพยดาในหมื่นจักรวาลนำไปบูชาจักรวาลละองค์

5 4

 

 

 

 

 

เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงปรินิพพานเมื่อวันเพ็ญ เดือน ๖ วิสาขบูชา ก็ได้มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ โดยโทณพราหมณ์

พระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทาฐธาตุ คือพระทันตธาตุส่วนที่เป็นเขี้ยวของพระพุทธเจ้า ซึ่งข้อมูลในคัมภีร์พระไตรปิฏกในลักขณสูตร ได้กล่าวถึง มหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึง ลักษณะของพระทาฐะหรือเขี้ยวของบุคคลผู้มีลักษณะแห่งมหาบุรุษว่า “เขี้ยวพระทนต์ทั้งสี่งามบริสุทธิ์” ข้อมูลนี้จึงทำให้ทราบและเป็นที่ยืนยันว่า พระเขี้ยวแก้วมีทั้งหมด 4 องค์

พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนขวา ท้าวสักกะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระเจดีย์จุฬามณี ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำขวา ประดิษฐานที่แคว้นกลิงคะ (บางตำราเรียก กลิงครัฐ) แล้วจึงถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ลังกา (วัดพระเขี้ยวแก้ว ในปัจจุบัน)

พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนซ้าย ประดิษฐาน ณ แคว้นคันธาระ แล้วเชื่อว่าถูกอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เมืองฉางอัน ประเทศจีน (ซีอาน) โดยพระภิกษุฟาเหียนเมื่อคราวจาริกไปสืบพระศาสนายังอินเดีย ปัจจุบัน พระเขี้ยวแก้วองค์นี้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระมหาเจดีย์ ณ วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง

พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำซ้าย ประดิษฐานในภพพญานาค

เป็นที่เชื่อกันว่า บนโลกมนุษย์ของเรานี้ มีพระเขี้ยวแก้วขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่ ๒ องค์ นอกจากนี้ พระเขี้ยวแก้วยังจัดเป็นพระบรมสารีริกธาตุที่ไม่แยกกระจัดกระจาย องค์มีลักษณะแข็งแกร่งรวมกันแน่น พุทธศาสนิกชนจึงมีความศรัทธาเลื่อมใสในองค์พระเขี้ยวแก้วเป็นอย่างมาก
ประวัติของพระเขี้ยวแก้วที่ประเทศศรีลังกา

พระเถระรูปหนึ่งได้นำพระเขี้ยวแก้วไปมอบให้กับพระเจ้าพรหมทัตต์ แห่งนคร ทันตปุระ ต่อมาสมัยพระเจ้าคุหะสีวะ ได้มีข้าศึกมาประชิดเมือง พระองค์ทรงเป็นห่วงพระเขี้ยวแก้ว จึงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าหญิงเหมมาลา ราชธิดา กับ เจ้าชายทันตกุมาร ซึ่งเป็นพระนัดดาและพระสวามีของเจ้าหญิงเหมมาลา ให้นำพระเขี้ยวแก้วไปสู่เกาะลังกา ทั้งสองพระองค์ต้องปลอมตัวเป็นพราหมณ์ ซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ที่มวยผมของเจ้าหญิงเหมมาลาและต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายและเมื่อไปถึงก็ได้นำถวายแด่พระเจ้าเกียรติเมฆวรรณ ที่นครอนุราธปุระ เกาะลังกา

พระเขี้ยวแก้วก็ประดิษฐานอยู่ที่ประเทศศรีลังกา ตั้งแต่บัดนั้นและเมื่อย้ายเมืองหลวงก็จะอันเชิญพระเขี้ยวแก้วไปประดิษฐานด้วย
ซึ่งประมาณปีพ.ศ. 2228-2250 พระเจ้าวิมลธรรมสุริยะที่ 2 ได้อันเชิญพระเขี้ยวแก้วมาประดิษฐานไว้ ศรีดาลาดามาลิกาวา [Sri Dalada Maligawa, Temple of the Tooth Relic] เมืองแคนดี้ ประเทศศรีลังกาในปัจจุบัน

*** การบูชาพระพุทธเจ้าอันประเสริฐสูงสุดก็ คือ การศึกษาธรรม และน้อมมาประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม  ด้วยการไม่ประมาทในการเจริญกุศลทุกประการ

แม้ว่าพระพุทธองค์จะปรินิพพานไปแล้ว แต่พระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ผู้ที่ไม่เข้าใจพระธรรมแม้จะเห็นพระพุทธองค์ เห็นพระเขี้ยวแก้วก็ไม่สามารถเห็นพระพุทธองค์ได้ เพราะพระพุทธองค์ตรัสรู้ความจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมด้วยปัญญา ปัญญานั้นเองจะเป็นการเห็นพระองค์ เห็นเหมือนกับพระองค์เห็น คือสัจจะความจริง

ที่มา https://www.facebook.com/supanimaew?fref=ts
 4

ไหว้พระจุฬามณีเจดีย์ทำไม?

ถาม หนูเห็นเมื่อยายหนูจะตาย แม่เอาดอกไม้ใส่มือให้ ยกพนมไว้แค่อก แล้วบอกว่า ให้แม่เอาไปไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์

หนูถามว่า จุฬามณีคืออะไร?  จึงต้องให้ยายไปไหว้เมื่อตายแล้ว
แม่บอกแต่ว่า.. พระพุทธเจ้าอยู่บนนั้น

ก็พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วนี่คะ ท่านไม่เกิดแล้ว ท่านจะไปอยู่บนนั้นได้อย่างไร ช่วยตอบให้หนูหายสงสัยด้วยค่ะ

ตอบ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีพระเจดีย์ใหญ่งดงาม สร้างด้วยแก้วอินทนิล ยอดเจดีย์ทำด้วยทองคำแท้ ประดับด้วยรัตนะคือแก้ว ๗ ประการ ล้อมรอบด้วยกำแพงทอง ที่กำแพงประดับด้วยธงทิวสีต่างๆ อย่างงดงาม มีเทพเจ้าทั้งหลายมาบรรเลงดุริยางค์บูชาพระเจดีย์ทุกวัน
พระจุฬามณีองค์นี้ ท้าวสักกะเทวราชพระองค์นี้ทรงสร้างไว้ให้เป็นเครื่องสักการะบูชาของหมู่เทวดาในชั้นฟ้า ในฐานะที่พระเจดีย์นี้เป็นที่บรรจุของสำคัญสองประการ คือพระเกศธาตุ กับพระเขี้ยวแก้วข้างขวาของพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้
สำหรับเหตุที่ให้สร้างพระเจดีย์องค์นี้ มีว่า ...

เมื่อพระพุทธเจ้าของเรา ในสมัยที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์เสด็จออกทรงผนวช ทรงตัดพระเกศโมฬีคือมวยผม แล้วทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์จะได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้มวยผมนี้ลอยไปในอากาศ อย่าได้ตกลงมาสู่พื้นดินเลย

ครั้งนั้น ท้าวสักกะเทวะราชจึงได้ทรงนำเอาผอบทองคำมารับพระเกศโมฬีนั้น แล้วทรงนำมาไว้บนดาวดึงส์  ทรงสร้าง..พระเจดีย์จุฬามณีขึ้นสำหรับบรรจุพระเกศโมฬีนั้นด้วยความเคารพเลื่อมใสยิ่ง

ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ถวายพระเพลิงแล้ว จึงมีการแบ่งพระบรมธาตุกันโดยโทณพราหมณ์เป็นผู้จัดการแบ่ง แต่โทณพราหมณ์หยิบเอาพระเขี้ยวแก้วข้างขวา ซ่อนไว้ในผ้าโพกศีรษะของตน เพื่อจะเอาไปบูชา

ท้าวสักกะทรงเห็นการกระทำของโทณะพราหมณ์ ทรงดำริว่า พระเขี้ยวแก้วอันประเสริฐตกเป็นสมบัติของโทณะพราหมณ์ ไม่สมกับพระเกียรติคุณอันใหญ่หลวงของพระพุทธเจ้า ก็พระเขี้ยวแก้วอันนั้นเป็นของมีค่าหาที่สุดมิได้ ควรจะได้บรรจุอยู่ในที่ที่เหมาะสม ทรงเห็นว่าน่าจะนำไปบรรจุไว้ในพระเจดีย์จุฬามณีของเรา

เมื่อทรงดำริเช่นนั้น ท้าวสักกะจึงทรงหยิบเอาพระเขี้ยวแก้วจากผ้าโพกศีรษะของโทณพราหมณ์มาเสีย แล้วนำไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์จุฬามณี อันอยู่ในดาวดึงส์พิภพ ตั้งแต่นั้นมา เทวดาในสรวงสวรรค์ทุกชั้นต่างก็พากันมานมัสการบูชาพระจุฬามณีเจดีย์อยู่เป็นนิตย์

นอกจากนั้น มนุษย์เราเมื่อตายไปต่างก็ปรารถนาจะไปบูชาพระจุฬามณีกันเกือบทั้งสิ้น ส่วนใหญ่ท่านก็ทราบกันว่า เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้า แต่อาจจะไม่ทราบว่าพระธาตุอะไรบ้าง

ก็ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งว่า พระจุฬามณีนั้นเป็นที่บรรจุพระเกศธาตุกับพระเขี้ยวแก้วข้างขวาของพระพุทธเจ้าของเรา

เรื่องทั้งหลายก็มาจบลงด้วยสัจจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงพร่ำสอนอยู่เสมอว่า

“... สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะมีเหตุ สิ่งนั้นย่อมดับไปเมื่อเหตุดับ
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และดับไปในที่สุด…

“บัดนี้ พระพุทธองค์ดับแล้ว ดับอย่างหมดเชื้อ ทิ้งวิบากขันธ์และกิเลสานุสัยทั้งปวง ประดุจกองไฟดับลงแล้ว เพราะหมดเชื้อฉะนั้น”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 09/06/2015 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,203,077 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: