AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ปัสสาวะขัด กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

0 1

เป็นปัญหาไม่ได้รับเชิญที่ต้องพบอยู่บ่อย ๆ เมื่อต้องเดินทางไกล ๆ หรืออยู่บนถนนที่รถราติดขัดทีไร ทำไมน้า…เราจะต้องรู้สึก “ปวดปัสสาวะ” ทุกที จะลงไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ได้ ก็เลยต้องอั้นอยู่เสมอ ๆ แต่ถ้าหากคุณมีพฤติกรรมเช่นนี้บ่อย ๆ ล่ะก็ ระวัง “โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ” จะถามหาเอาได้นะ ถ้าใครเคยเป็นแล้วคงรู้ว่ามันทรมานสุด ๆ

ว่าแล้ว…วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็ขอหยิบเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ “โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ” มาบอกกัน ถ้ารู้ถึงความน่ากลัวของมันแล้ว จะได้ระวัง ไม่กล้าอั้นปัสสาวะอีกไงล่ะ โดยเฉพาะคุณสาว ๆ เวิร์กกิ้งวูแมน โรคนี้เป็นโรคฮิตของคุณเลยล่ะ

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เกิดจากอะไร

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือ Cystitis เกิดจากแบคทีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในลำไส้ของคนเรา โดยเชื้อชนิดนี้มันจะเข้าไปทางท่อปัสสาวะ ดังนั้น จึงมักพบผู้หญิงป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าผู้ชายหลายเท่า นั่นเพราะท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนัก ซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมากนั่นเอง

เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้หญิงแทบทุกคนมีโอกาสเป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยใดก็ตาม แต่จะพบมากเป็นพิเศษในกลุ่มหญิงมีครรภ์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์) รวมทั้งผู้หญิงที่ชอบอั้นปัสสาวะนาน ๆ และผู้หญิงที่แต่งงานใหม่ เพราะการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้เชื้อเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะได้ นอกจากนี้ คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และต่อมลูกหมากโต ก็อาจมีอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบแทรกซ้อนด้วย

เตือนภัยสุขภาพ

อาการ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นอย่างไร

ผู้ที่เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะมีอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย ปวดปัสสาวะบ่อย แต่รู้สึกปัสสาวะออกไม่สุด มักปวดขัด หรือแสบร้อนเวลาปัสสาวะ บางคนอาจปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะด้วย หากสังเกต ปัสสาวะจะมีกลิ่นเหม็น สีใส แต่ปัสสาวะบางคนก็อาจขุ่น หรือมีเลือดปนด้วย ซึ่งอาการจะเกิดขึ้นหลังอั้นปัสสาวะนาน ๆ หรือหลังร่วมเพศ ในเด็กเล็กอาจเป็นไข้ เบื่ออาหาร และอาเจียนร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม โรคนี้มักจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่บางคนอาจเป็น ๆ หาย ๆ หรือเป็นเรื้อรัง ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโรคอาจลุกลามทำให้กลายเป็นโรคกรวยไตอักเสบ หรือไตวายได้ หากผู้ป่วยเป็นผู้ชายและมีอาการรุนแรง เชื้อก็อาจลามเข้าไปทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบได้

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นแล้วต้องทำอย่างไร

ผู้ที่มีอาการกระเพาะปัสสาวะต้องเข้ารับการรักษา โดยแพทย์จะให้ทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อ แต่ผู้ป่วยก็ต้องรู้จักดูแลตัวเอง ด้วยการดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อเร่งการขับเชื้อ ที่สำคัญคือ อย่าอั้นปัสสาวะ ส่วนการรับประทานอาหารนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่จะทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง เช่น กาแฟ หรือแอลกอฮอล์ ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการปัสสาวะในไต และกระตุ้นให้กระเพาะปัสสาวะเกิดการหดตัว

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น เช่น ยังปัสสาวะแสบขัดอยู่ มีไข้ขึ้นสูง ปวดบั้นเอว หนาวสั่น  หรือเป็นซ้ำมากกว่า 2-3 ครั้ง ควรส่งโรงพยาบาล เพื่อตรวจหาสาเหตุโดยแพทย์จะตรวจปัสสาวะ แล้วนำไปเพาะหาเชื้อ เอกซเรย์ หรือใช้กล้องส่องตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ (Cystoscope) แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ

นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น เบาหวาน ต่อมลูกหมากโต นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หากมีอาการปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อย ก็ควรพบแพทย์ด้วยเช่นกัน

ป้องกันได้อย่างไร

โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการกลั้นปัสสาวะอย่างเดียว เพราะเกิดจากการติดเชื้อได้เช่นกัน ดังนั้น นอกจากเราจะไม่อั้นปัสสาวะแล้ว เรายังต้องป้องกันการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะด้วย ซึ่งสามารถป้องกันได้ดังนี้

1.ดื่มน้ำวันละมาก ๆ

2.ห้ามกลั้นปัสสาวะถ้าไม่จำเป็น เพราะเชื้อโรคในกระเพาะปัสสาวะจะเจริญพันธุ์ได้มากขึ้น อีกทั้ง กระเพาะปัสสาวะที่เต็มไปด้วยปัสสาวะจะยืดตัว ทำให้ความสามารถในการขจัดเชื้อโรคของเยื่อบุผิวกระเพาะปัสสาวะลดน้อยลง จึงทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายขึ้น

3.ถ้าจะออกไปข้างนอก ควรเข้าห้องน้ำปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนทุกครั้ง

4.เวลาอาบน้ำ ควรใช้ฝักบัว หรือตักอาบ จะดีกว่าการใช้อาบอ่างน้ำ ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคในอ่าง เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่า

5.ล้างอวัยวะเพศก่อนและหลังมีเพศสัมพันธ์

6.ห้ามใช้ยาสวนล้างช่องคลอด

7.ไม่ควรใช้ผ้าอนามัยแบบสอด

8.สำหรับผู้หญิงที่ปัสสาวะเสร็จ หรืออุจจาระเสร็จ ควรให้ทำความสะอาดอวัยวะเพศจากหน้าไปหลัง เพราะหากล้างจากหลังมาหน้า อาจทำให้มีเชื้อโรคเข้ามาจากทางทวารได้

9.หากมีอาการปวดแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ ให้รีบดื่มน้ำมาก ๆ (ประมาณวันละ 3-4 ลิตร) เพื่อขับเชื้อโรคออกจากร่างกายโดยเร็ว และยังช่วยลดอาการปวดแสบปวดร้อนเวลาปัสสาวะได้ด้วย

โรคกระเพาะปัสสาวะ เป็นอีกโรคหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัว และสามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้ง่ายมาก ๆ โดยเฉพาะคุณสาว ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่อยากทุกข์ทรมานจากโรคนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีนะคะ

ที่มา  http://health.kapook.com/view9298.html

 0

โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

หมายถึง การเกิดการอักเสบของระบบขับปัสสาวะ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ท่อปัสสาวะจนถึงไต สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคแถวบริเวณท่อปัสสาวะ

     ระบบทางเดินปัสสาวะของคนเราประกอบด้วย ไต(kidney) ท่อไต (ureter) 2 ข้าง กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ (urethra)

     ไต ทำหน้าที่กรองของเสียออกในรูปปัสสาวะ นำออกท่อไต ไป กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ

   ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเป็นปัญหาที่พบบ่อย ทั้งในผู้ใหญ่ และเด็ก ผู้หญิงจะพบบ่อยกว่าผู้ชาย 8-10 เท่าประมาณว่าคุณผู้หญิง1ใน 5 คนเป็นคนที่เคยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

     แพทย์บางท่านวินิจฉัยการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะว่าติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบน หรือส่วนล่าง โดยทั่วไปการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบนมักจะมีไข้ หนาวสั่น แต่ทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง มักจะไม่มีไข้ ระบบทางเดินปัสสาวะแบ่งออกเป็น

  1. ระบบทางเดินปัสสาวะตอนบน (Upper urinary tract) หมายถึงไต และท่อไต
  2. ระบบทางเดินปัสสาวะตอนล่าง  (Lower urinary tract) หมายถึง กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ

     การตอดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนบนจะหมายถึงกรวยไตอักเสบ  ส่วนการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างหมายถึง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือท่อปัสสาวะอักเสบ


สาเหตุของทางเดินปัสสาวะอักเสบ

     ปัสสาวะปกติจะประกอบด้วยน้ำ และเกลือ ไม่มีเชื้อโรค การติดเชื้อเกิดเมื่อมีเชื้อโรคมาจากทางเดินอาหาร หรือจากอุจาระ มาทางท่อปัสสาวะ ทำให้ท่อปัสสาวะอักเสบ เรียก Urethritis หากเชื้อลามเข้ากระเพาะปัสสาวะเรียกกระเพาะปัสสาวะอักเสบ Cystittis หากเชื้อลามเข้าท่อไต และกรวยไตทำให้เกิดกรวยไตอักเสบ Pyelonephritis

     เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญคือ E coli เป็นเชื้อที่มาจากอุจาระเชื้อที่พบรองลงมาได้แก่  Staphylococcusนอกจากนั้นยังพบเชื้อที่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น Clamydiaและ Mycoplasma ก็สามารถทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เชื้อดังกล่าวเกิดจากเพศสัมพันธ์จะต้องรักษาทั้งคู่

โครมีโอกาศเกิดโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

  • ผู้ที่มีนิ่วทางเดินปัสสาวะ
  • ผู้ที่มีต่อมลูกหมากโตเพราะก่อให้เกิดการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ
  • ผู้ที่คาสายสวนปัสสาวะ
  • ผู้ที่ระบบประสาทควบคุมการปัสสาวะเสีย  มีภาวะที่กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือ ปัสสาวะแต่ละครั้งไม่หมด เช่น โรคเบาหวาน ประสาทไขสันหลังอักเสบ
  • มีโรคที่ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ ร่างกายจึงติดเชื้อได้ง่าย เช่น โรคเบาหวาน โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะจะมีปัญหาในการถ่ายปัสสาวะ มักเกิดการแช่ค้างของปัสสาวะ แบคทีเรียในปัสสาวะจึงเจริญเติบโตได้ดี
  • การนั่งนานๆ เช่น เมื่อรถติดมาก การกลั้นปัสสาวะนานๆ เพราะส่งผลให้เกิดการแช่คั่งของปัสสาวะ เชื้อโรคในปัสสาวะจึงเจริญได้ดี
  • ผู้หญิงมีโอกาศเกิดทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ง่ายกว่าผู้ชาย
    • เนื่องจาก ท่อปัสสาวะของผู้หญิงสั้น เชื้อโรคบริเวณปากท่อปัสสาวะ จึงเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
    • และตำแหน่งที่เปิดอยู่ใกล้กับทวารหนัก และช่องคลอดททำให้เชื้อลุกลามมาที่ท่อปัสสาวะได้ง่าย
    • ช่วงมีประจำเดือน บริเวณปากช่องคลอดและท่อปัสสาวะจะมีเชื้อแบคทีเรียมากจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย
    • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่นช่วงการตั้งครรภ์หรือวัยทองจะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
    • ภาวะตั้งครรภ์ มดลูกมีการกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
    • วัยเจริญพันธ์มีกิจกรรมทางเพศทำให้เกดการติดเชื้อได้ง่าย
    • การคุมกำเนิดโดยการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ หรือการใช้ฝาครอบซึ่งไม่สะอาดจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อ


ผู้ทางเดินปัสสาวะอักเสบจะมีอาการอะไรบ้าง

  • ผู้ที่ท่อปัสสาวะอักเสบ Urethritis จะมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะจะสุดแล้วมีอาการปวด บางรายมีคราบหนองติดกางเกงใน
  • ผู้ที่มีกระเพาะปัสสาวะอักเสบจะมีอาการปวดหน่วงๆท้องน้อย ปัสสาวะออกครั้งละน้อยๆ ปวดมากเมื่อปัสสาวะจะสุด บางรายมีเลือดปนและเลือดออก
  • ผู้ที่มีกรวยไตอักเสบ Pyelonephritis จะมีอาการเหมือนกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่จะมีไข้ ปวดเอว ปัสสาวะขุ่น


การวินิจฉัยทางเดินปัสสาวะอักเสบ

     หากท่านมีอาการเหมือนทางเดินปัสสาวะอักเสบ แพทย์จะสั่งให้เก็บปัสสาวะไปตรวจ โดยก่อนการเก็บปัสสาวะจะต้องทำความสะอาดบริเวณนั้น แล้วจึงเก็บปัสสาวะช่วงกลางๆของปัสสาวะ บางรายอาจจะต้องเก็บปัสสาวะโดยการใส่สายสวนปัสสาวะ เพื่อให้ได้ปัสสาวะที่สะอาด และนำไปเพาะเชื้อเพื่อหาสาเหตุ แพทย์จะนำปัสสาวะไปตรวจหาเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดง และเพาะเชื้อ

     ถ้าท่านติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย หรือ หลังการรักษาแล้วไม่หาย แพทย์จะตรวจไตโดยการฉีดสีเข้าเส้นเลือด และให้สีขับออกทางไต [intravenous pyelography IVP] หรือนัดตรวจ ultrasound ที่ไตซึ่งจะได้ภาพของไต บางรายแพทย์จะส่งตรวจ cystoscope คือการใช้กล้องส่องเข้าไปดูในกระเพาะปัสสาวะ

การรักษาทางเดินปัสสาวะอักเสบ

  1. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่นาน ไม่มีไข้ ไม่ปวดเอว ไม่มีโรคประจำตัว อาจจะเลือกใช้ยา trimethoprim / sulfamethoxazole,  amoxicillinampicillinofloxacin,norfloxacinciprofloxacin โดยทั่วไปอาจจะรักษา 1-2 วันก็ทำให้หายได้ แต่แพทย์มักจะแนะนำให้รับประทานยาให้ครบ 7 วัน เพื่อให้แน่ใจว่าหายขาด การรักษา 1-2 วันไม่ควรใช้ในผู้ป่วยที่เป็นมานาน มีอาการรุนแรง หรือมีโรคประจำตัวเช่นเบาหวาน หรือต่อมลูกหมากโต
  2. ผู้ที่มีอาการมาก มีไข้สูง ปวดเอวมาก ควรจะรับไว้ในโรงพยาบาล และให้ยาปฏิชีวนะเข้าทางหลอดเลือด
  3. ผู้ป่วยที่เป็นหญิง และ มีทางเดินปัสสาวะอักเสบซ้ำ Recurrent Infections in Women หมายถึง เป็นทางเดินปัสสาวะอักเสบมากกว่า 3 ครั้งใน 1 ปี ประมาณว่า 4/5 ของผู้ป่วยจะเป็นทางเดินปัสสาวะอักเสบอีกใน 18 เดือน ดังนั้นจึงต้องป้องกันโดย
  • รับประทานยา trimethoprim / sulfamethoxazole เป็นเวลา 6 เดือน
  • รับประทานยาปฏิชีวนะหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ให้ยาปฏิชีวนะ 1-2 วันเมื่อมีอาการ

วิธีป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

  • ดื่มน้ำให้มากเข้าไว้ ดื่มน้ำสะอาดให้มากกว่าเดิม อย่างน้อยวันละ 8-10แก้ว
  • ห้ามกลั้นปัสสาวะ
  • ให้เช็ดก้นจากหน้าไปหลัง
  • ให้ทำความสะอาดอวัยวะเพศก่อนที่จะมีกิจกรรมทางเพศ
  • พยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ ไม่นั่งนานๆ เช่น เมื่อรถติดมาก
  • งดใช้ spray และการใช้สายสวน
  • สวมใส่กางเกงในเป็นผ้าฝ้าย100% ไม่รัดแน่นเกินไป เพิ่มการระบายอากาศไม่ให้บริเวณนั้นอับชื้น
  • ควรจะอาบน้ำจากฝักบัว
  • ไม่ใช้ยาดับกลิ่นบริเวณอวัยวะเพศ
  • ให้ปัสสาวะก่อนและหลังการมีเพศสัมพันธ์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อโรคในปัสสาวะลง
  • การคลิบอวัยวะเพศจะลดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไม่ใช่โรคติดต่อ
  1. การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะสำหรับชายมักพบร่วมกับนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือต่อมลูกหมากโต หรือการคาสายสวนปัสสาวะ

ที่มา http://siamhealth.net/public_html/Disease/renal/uti/UTI.htm#.Vj7k4NLhDDd

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 08/11/2015 by in เรื่องของสุขภาพ.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: