AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

จากฟองสบู่แตกปี 40 ถึงปัจจุบัน

0   โลโกเงินบาทลอยตัวกับลูกบอลลูน

 

ความรุนแรงของวิกฤติ 2540 ทำให้เศรษฐีหลายคนในเมืองไทยที่ “ไม่ได้ล้มบนฟูก” บาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า จนบางคนถูกเรียกว่า “คนเคยรวย” หรือ “เทวดาตกสวรรค์” แต่บางคนก็เรียกตัวเองว่า “เศรษฐีเยสเตอร์เดย์”

ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” คือหนึ่งในนั้น ก่อนวิกฤติ 2540 เขาคือ ตำนาน “อัศวินม้าขาว” ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีใครไม่รู้จัก และเขายังเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ขายคอนโดหรูให้เหล่าเศรษฐี แต่พิษวิกฤติ 2540 ทำให้เขาล้มละลาย สถานะเปลี่ยนจากเศรษฐีพันล้าน และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้น ที่มีสำนักงานใหญ่โต ทำงานนั่งห้องแอร์เย็นสบาย มาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนนริมฟุตบาท ที่ใครๆ ก็รู้จักในนาม “ศิริวัฒน์แซนด์วิช

15 ปีผ่านมา ชีวิตต้องสู้ของเขา ทำให้ตนเองกลับมารุกขึ้นยืนได้อีกครั้งในฐานะประธานบริษัท ทีจีไอเอฟ จำกัด ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตการต่อสู้ของคนไม่ยอมแพ้ก็ว่าได้ แม้จะไม่กลับไปใหญ่เหมือนเดิม แต่น่าจะเป็นบทเรียนให้กับคนล้มเหลวหรือคนสิ้นหวัง ให้มีกำลังในการต่อสู้ ไม่ยอมแพ้กับปัญหานานาประการ

3

ข้อคิด 10 ประการต้องรู้ สู้ยุคเศรษฐกิจถดถอย! จากล้มกลับมาล้าน!! “ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ”

ช่วงนี้เห็นข่าวเศรษฐกิจแย่ เลยอดห่วงเพื่อนๆเถ้าแก่ไม่ได้ พอดีได้มีโอกาสยกหูโทรศัพท์หาป๊าศิริวัฒน์ ถามสารทุกข์สุขดิบ เลยคิดได้ว่าช่วงน่าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ น่าจะเอาประสบการณ์ของป๊าตอนผ่านช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง มาแบ่งปันให้เพื่อนๆได้อ่านกัน
อย่างน้อย ก็น่าจะเติมกำลังใจได้มาก!!!

วิกฤติในปี 2540 ครั้งนั้นทำให้ป๊าศิริวัฒน์ ถูกเปลี่ยนคำนำหน้าจากเศรษฐีพันล้าน เป็นพ่อค้าแซนวิชข้างถนนที่ใครๆก็รู้จักในนาม​ “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” และวันนี้!! ป๊าศิริวัฒน์ ใช้เวลาร่วมสิบกว่าปีในการกลับมายืนได้อีกครั้ง!!

” นี่แหละ!!แรงบันดาลใจของผม ป๊าศิริวัฒน์ เถ้าแก่ตัวจริง!! ”

ตอนคุยกับป๊านี่ฮึกเหิมมากก!! พอวางสายจากป๊า ก็เลยมาทบทวนเรื่องราวชีวิตป๊าในช่วงนั้น จนได้ออกมาเป็น “ความกล้า” ของเถ้าแก่อย่างป๊าศิริวัฒน์ ซึ่งมีทั้งหมด 10 ข้อด้วยกันครับ

1. กล้าตีฝ่า ทุกครั้งที่ล้มต้องลุกขึ้นเร็ว ทำหน้าเหมือนไม่เจ็บ ทั้งๆที่ข้างในกระอักเลือด

แค่ข้อนี้!! ข้อเดียวก็พอจะบอกได้ว่า ใครจะผ่านด่านแรกในยุคเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้ไปได้บ้าง และถ้าเห็นว่ามีคนใกล้ตัวเพื่อนๆกำลังเจอปัญหาก็แชร์ต่อได้เลยนะครับ

2.กล้าตื่นเช้า ขยัน และยิ้มเหมือนคนนอนเต็มอิ่ม 18 ชั่วโมงต่อวัน

0

3.กล้าอดใจ ประหยัดโคตรๆ กล้าหาเหตุผลที่ไม่ใช้เงิน ได้อย่างชาญฉลาด ในช่วงสร้างตัว

4.กล้ายกมือไหว้ลูกค้าทุกคน!!!

ป๊าสอนผมให้ละอัตตาตัวตนเสมอ   วันนี้ผมไหว้ได้หมด แม้ลูกค้าจะอายุน้อยกว่า!!

1

5.กล้าที่จะอดทน กล้าเหนื่อย และทำสม่ำเสมออยู่อย่างนั้น

แบบลืมนับว่าทำมาแล้ว มากกกกกกกกแค่ไหน!!!

ไม่มีอะไรได้มาโดยง่าย  อยากรวยแต่ไม่ต้องเหนื่อย มันไม่มีจริง

คนสร้างตัวจนประสบความสำเร็จ ด้วยฝีมือตัวเอง ย่อมรู้ดี!

6.กล้ายืนหยัดต่อแรงเสียดทาน กล้าประกาศเจตนาดีของตัวเอง กล้าเป็นตัวเอง

1

7. กล้าตัดสินใจ กล้ายอมรับทั้งผิด ทั้งชอบ

ในช่วงที่ทุกอย่าง ที่ป๊าสร้างมาได้พังคามือ เวลานั้นมันง่ายมากถ้าป๊าจะทิ้งทุกอย่างและหนีไป  แต่ป๊ากลับ ยืนหยัด รับผิดชอบชีวิตที่เหลืออยู่!! แถมยังกล้าลุกขึ้นมาสร้างมันขึ้นมาใหม่!!  ผมว่า ป๊าใจมากกกกกกก    ” ป๊าถึงได้ มี วัน ชนะ!!

8. กล้าให้เวลากับตัวเอง ในการสร้างความสำเร็จ ไม่ลดความสำเร็จ หาแต่ทางลัด

2

9. กล้าเล็ก เรียบง่าย นอบน้อม เหมือนรวงข้าวที่สุกแล้วย่อมลู่ดิน

10. กล้าทำงานหนัก กล้าสร้างในขณะที่คนอื่นนอน กล้าทำในขณะที่คนอื่นพัก

 

ในสภาวะที่ยากลำบาก คนที่มีความกล้าเหล่านี้ จะกลายเป็นเถ้าแก่ที่ผ่านยุคเศรษฐกิจล้มะลาย!! ไปได้ และอาจกลายเป็นเจ้าของกิจการที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต  ” เพราะกล้า จึงก้าว!! ”

 

และนี่คือ ความกล้า 10 ประการ ที่ผมเรียบเรียงเขียนขึ้นมาจากสิ่งที่ป๊าศิริวัฒน์  เพื่ออยากจะให้เป็นทั้งประโยชน์และเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังสร้างตัว   หลายๆคนที่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของเศรษฐกิจที่ถดถอยแบบนี้…

ท้ายที่สุดเวลาคุยกันคนจนไม่เคยรวย คนเหล่านั้นจะโทษฟ้าโทษดิน โทษคนอื่นไปเรื่อย
เวลาคุยกับคนรวยไม่เคยจน คนเหล่านั้นจะประมาท
  แต่..เวลาคุยกับคนรวยที่เคยจน แล้วกลับมารวยได้อีกครั้งเราจะได้เรียนรู้จากคนเหล่านั้น เพราะคนเหล่านั้นของจริง!!

0

จะขึ้นเวที แชมป์ย่อมรู้ว่าเบสิค สำคัญกว่าเทคนิค สำคัญคือ จะเหยาะแหยะไม่ได้   ยุคนี้นักพูด นักสร้างแรงบันดาลใจ ครู โค้ช เต็มประเทศไปหมด   หากฟังเอาความอึกเหิมบ้างคงได้ แต่ถ้าจะเอาอย่างเถ้าแก่สักคนให้เดินตามให้เลือกเพราะเถ้าแก่คนนั้นเคยอยู่ในสนาม ไม่ใช่บนเวที

ป๊าศิริวัฒน์ เองก็เป็นเถ้าแก่อีกคนนึงที่ช่วยยืนยันว่า “เบสิค สำคัญกว่า เทคนิค”   เพราะมันใช้ได้เสมอ โดยเฉพาะในยามวิกฤต!!
บทความนี้ขอยกย่อง ป๊าศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ด้วยหัวใจ
จากเพื่อนรุ่นลูก

เป็นเถ้าแก่ต้อง ปัญญานำทุน สู้ๆเถ้าแก่ไทย

ที่มา http://pantip.com/topic/33898925

เล่าเรื่องปี 40 ที่หลายคนอาจลืมว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

15 ปีวิกฤติ 2540

ในโอกาสครบรอบ 15 ปี วิกฤติ 2540 ซึ่งถูกบันทึกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์วิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลก ที่มีผลกระทบรุนแรงและสร้างความเสียหายมหาศาลให้กับประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นจุดกำเนิดของวิกฤติ แต่ 15 ปีผ่านมา ผู้ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤติครั้งนั้น ทั้งผู้ก่อวิกฤติ ผู้แก้วิกฤติ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ มีการปรับตัว และได้เรียนรู้อะไรจากวิกฤติครั้งนี้บ้าง และประเทศไทยซึ่งฝ่ามรสุมวิกฤติครั้งนั้นมาได้จนถึงปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่อย่างไร เพื่อตอบโจทย์คำถามดังกล่าว สำนักข่าวไทยพับลิก้าได้รวบรวมบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องมานำเสนอในซีรีส์ “15 ปี วิกฤติ 2540 ประเทศไทยอยู่ตรงไหน

ความรุนแรงของวิกฤติ 2540 ทำให้เศรษฐีหลายคนในเมืองไทยที่ “ไม่ได้ล้มบนฟูก” บาดเจ็บสาหัสกันถ้วนหน้า จนบางคนถูกเรียกว่า “คนเคยรวย” หรือ “เทวดาตกสวรรค์” แต่บางคนก็เรียกตัวเองว่า “เศรษฐีเยสเตอร์เดย์”

0

“ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” คือ หนึ่งในนั้น ก่อนวิกฤติ 2540 เขาคือ ตำนาน “อัศวินม้าขาว” ที่นักลงทุนในตลาดหุ้นไม่มีใครไม่รู้จัก และเขายังเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ขายคอนโดหรูให้เหล่าเศรษฐี แต่พิษวิกฤติ 2540 ทำให้เขาล้มละลาย สถานะเปลี่ยนจากเศรษฐีพันล้าน และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้น ที่มีสำนักงานใหญ่โต ทำงานนั่งห้องแอร์เย็นสบาย มาเป็นพ่อค้าขายแซนด์วิชข้างถนนริมฟุตบาท ที่ใครๆ ก็รู้จักในนาม “ศิริวัฒน์แซนด์วิช”

15 ปีผ่านมา ชีวิตต้องสู้ของเขา ทำให้ตนเองกลับมารุกขึ้นยืนได้อีกครั้งในฐานะประธานบริษัท ทีจีไอเอฟ จำกัด และล่าสุดเตรียมจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI ) ในปีหน้า ถือเป็นความสำเร็จในชีวิตการต่อสู้ของคนไม่ยอมแพ้ก็ว่าได้ แม้จะไม่กลับไปใหญ่เหมือนเดิม แต่น่าจะเป็นบทเรียนให้กับคนล้มเหลวหรือคนสิ้นหวัง ให้มีกำลังในการต่อสู้ ไม่ยอมแพ้กับปัญหานานาประการ

ซีรีส์ 15 ปี วิกฤติ 2540 สำนักข่าวไทยพับลิก้าจึงสัมภาษณ์ “ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองก่อนและหลังเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้งอย่างละเอียดในลักษณะถาม-ตอบ ดังนี้

 

ตอนที่ 1: ย้อนอดีตคนเคยรวย

ไทยพับลิก้า :ปีนี้ครบรอบ 15 ปีของวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 วันนี้มาชวนคุณศิริวัฒน์คุยเรื่องของวิกฤติย้อนหลังไป 15 ปี ในฐานะที่คุณศิริวัฒน์เป็นนักลงทุนอยู่ทั้งในตลาดหุ้นและเป็นนักลงทุนตัวจริงในอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น อยากให้เล่าว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นเป็นอย่างไรบ้างที่เจอลอยตัวค่าเงินบาท

ศิริวัฒน์ : ก่อนอื่นต้องไปดูว่ารากเหง้าของปัญหาคืออะไร

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : ก็คงจำได้ว่าช่วงนั้นมีการกู้เงินจากต่างประเทศเข้ามาเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทจดทะเบียน เพราะดอกเบี้ยมันถูก ไปกู้ต่างประเทศมาดอกเบี้ยแค่ 3% 5% 7% เพื่อเข้ามาใช้ระดมทุน แต่คราวนี้ช่วงนั้นบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่กู้เข้ามาโดยมีเงื่อนไขคือ ผู้ให้กู้ คือ ต่างประเทศ สามารถแปลงหุ้นกู้เป็นทุนได้ ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศตอนนั้นอยู่ประมาณ 15-17% บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสังหาริมทรัพย์ก็เลยไปกู้เมืองนอก เมืองนอกก็อยากให้ไทยกู้ เพราะตอนนั้นประเทศไทยถูกขนานนามว่าเป็นเสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเชีย เขาก็เลยมองตลาดที่เกิดใหม่อย่างไทย เขาก็เลยให้กู้ กู้ไปกู้มา กู้จนเพลิน (หัวเราะ)

เพราะช่วงนั้นมี BIBF ( Bangkok International Banking Facilities ) ทางรัฐบาลในขณะนั้นก็ส่งเสริมให้บริษัทเอกชนสามารถกู้โดยตรงจากตลาดเมืองนอกที่เขาเรียก offshore fund โดยไม่ต้องผ่านแบงก์ คือกู้โดยตรง ทีนี้ก็กู้กันใหญ่ กู้ไปกู้มาก็ทำให้ประเทศชาติโดยรวมเป็นหนี้ทั้งหมดอยู่ 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งสั้นทั้งยาวเลยครับ มันปนกันไปหมดเลยครับ ในขณะที่เงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมีอยู่แค่ 3.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ทีนี้พอเรากู้เข้ามาเราก็ไปอยู่ในหมวดที่เรียกว่าไม่ใช่ real sector พูดง่ายๆ ก็คือ ฟองสบู่เริ่มๆ พอง พอเป็นแบบนี้ เราก็ประสบปัญหา แล้วก็ตอนนั้นเงินบาทถูกกำหนดไว้ที่ 1 เหรียญเท่ากับ 26 บาท

ก่อนจะมีการลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ตอนนั้นการส่งออกเราไม่โต แบงก์ชาติก็พูดเอง ถ้าจำไม่ผิดนะปี 2539 การส่งออกโต 0% คือไม่โต เนื่องจากเงินแข็งเกินไป พอเงินบาทแข็งเกินไปส่งออกก็ไม่ดี นำเข้าดี ผู้นำเข้าก็นำเข้ากันใหญ่เลย ทั้งบริษัทจดทะเบียนและไม่จดทะเบียน มีแม้กระทั่งเศรษฐีหลายๆ ท่านกู้เงินเมืองนอกดอกเบี้ย 7-8% เพื่อมาฝากไฟแนนซ์ ถ้าจำได้ ให้ดอกเบี้ย 16% เพราะฉะนั้นกินส่วนต่างก็สบายแล้ว ก็คือสบายใจ อย่างน้อยๆ เงินบาทคงไม่ลดค่า

เพราะช่วงนั้นกำลังพูดว่าเงินบาทจะลดค่า แต่ท่านนายกฯ ในขณะนั้น ถ้าจำไม่ผิด ท่านคือพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ก็บอกว่า รับรองไม่ลดค่าหรอก นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน เอกชนก็สบายใจ ถึงแม้มีบางท่านจะไปซื้ออินชัวร์รัน หรือประกันความเสี่ยงเอาไว้ และที่สุดพอประเทศชาติเป็นหนี้เยอะ แล้วส่งออกส่งไม่ได้ ไม่เพิ่มขึ้น ต่างประเทศพวกแบงก์ต่างๆ ที่ให้เงินกู้ก็เริ่มมองไม่ดี ก็เรียกเงินคืน ผมจำแม่นเลยครับ มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์บางบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เริ่มด้วยว่า ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ ตอนนั้นดอกเบี้ย 5% ยังชำระไม่ได้เลย เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจเริ่มไม่ดี

ไทยพับลิก้า : อันนี้คือสัญญาณแล้วใช่ไหม

ศิริวัฒน์ : สัญญาณมาแล้ว แต่อย่างที่บอกครับ แบงก์ชาติก็ให้ข้อมูลที่ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง แล้วรัฐบาลทุกชุดก็เหมือนกันหมดครับ ดี เศรษฐกิจดี ไม่ต้องห่วง ส่งออกโต ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวแก้ไขปัญหาได้ ทุกรัฐบาลเป็นอย่างนั้นไปหมด

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : เอกชนทำไง ไม่เชื่อรัฐบาลแล้วจะเชื่อใคร ก็เชื่อ เชื่อไปเชื่อมา เจ้าหนี้ขอเงินคืน พอขอเงินคืนทำยังไง ไม่มีเงินคืน ดอกเบี้ยก็ไม่มีปัญญาจ่าย พอดอกเบี้ยไม่มีปัญญาเขายิ่งเร่งใหญ่

ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นแสดงว่าเจ้าหนี้เริ่มเห็นแล้วว่าลูกค้าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้แล้ว

ศิริวัฒน์ : ใช่ เพราะฉะนั้น หุ้นกู้หลายๆ บริษัทที่เราไปขอเขาไว้ ที่เราเรียกว่า junk bond (ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับเพื่อการลงทุน) เขาก็ downgrade (ปรับลดอันคับความน่าเชื่อถือ) กันใหญ่ คราวนี้มันลามทุ่งแล้วไง domino theory เกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวบริษัทนี้โดนเดี๋ยวบริษัทนั้นโดน ในขณะที่แบงก์เองเริ่มชักแย่แล้ว ช่วงนั้นเรากำลังพูดถึงว่าจะมีไฟแนนซ์นั้นเจ๊ง แบงก์นั้นเจ๊ง แม้กระทั่งทางการจะต้องมาประกันเงินฝากผู้ที่ฝากเงินธนาคารกรุงไทย

จำได้ไหมครับ พอมีปัญหาปุ๊บ คุณฝากเท่าไหร่จ่าย 10 ปี ปีหนึ่งจ่าย 10% พอตอนนั้นเหตุการณ์มันเป็นแบบนี้ทุกคนมัน panic (ตื่นตระหนก) หมด ตลาดหุ้นก็ลงกันเละเทะเลย จำได้ว่าต้นปี 2540 ดัชนีก็น่าจะอยู่ 1300-1400 นะครับ แบงก์ชาติเองก็บอกไม่ต้องห่วง เราสามารถรักษาเสถียรภาพเงินบาทได้

ช่วงนั้นเอง นายจอร์จ โซรอส ก็เพิ่งกำไรค่าเงินปอนด์จากรัฐบาลอังกฤษ ก็มองว่าในที่สุดเงินปอนด์ต้องลดค่า จอร์จ โซรอส ก็เลยกำไรเมื่อปอนด์เทียบกับดอลลาร์ ก็มาเห็นประเทศกำลังเกิดใหม่อย่างประเทศไทย  ที่ครั้งแรกเราบอกว่า..มาโจมตีค่าเงินบาท ก็คือมองค่าเงินบาทต้องลดแน่ อยู่ที่ 26 บาทต่อ 1 เหรียญ ได้ยังไง ส่งออกก็ไม่โต เพราะฉะนั้น ค่าเงินคุณต้องอ่อนแน่ จอร์จ โซรอส ก็เอาใหญ่เลยนะครับ ก็คือซื้อดอลลาร์ขายบาท เพราะมองว่าค่าเงินบาทต้องอ่อน   แบงก์ชาติทำอย่างไร แบงก์ชาติก็พยุงไว้ ผมจำไม่ได้แล้วผู้ว่าชื่ออะไร ก็ไปพยุงไว้

ไทยพับลิก้า : คุณเริงชัย

ศิริวัฒน์ : คุณเริงชัย โอเค ท่านพยุงไว้ปุ๊บ ออกทีวี ถ้าจำไม่ผิดคือเดือนพฤษภาคม ฉลองแชมเปญกันใหญ่ บอกจอร์จ โซรอส มันเจ๊งแล้ว เงินบาทไม่ลดค่า ที่ไหนได้ เดี๋ยวจอร์จ โซรอส มาอีกรอบหนึ่ง โอ้โห จนกระทั่งผมจำไม่ผิดเดือนสิงหาคมปี 40 อดีตผู้ว่าการ ดร.ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ มานั่งหน้าจอทีวีนะ นั่งหน้าเซ็งๆ จ๋อยอะ มายอมรับต่อคนไทยทั้งประเทศ 60 ล้านคน ในขณะนั้นประมาณ 60-61 ล้านคน บอกว่าแบงก์ชาติ จากที่มีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศถึง 3.9 หมื่นล้านบาท ขายดอลลาร์ออกไปให้โซรอสกับพวกนักเก็งกำไร เหลือแค่ 800 ล้าน

ในเก๊ะเหลือแค่ 800 ล้าน มีอยู่วันหนึ่งขายตั้ง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ดังนั้นเงินบาทก็ถือว่าไม่มีค่าแล้ว ถูกไหม เพราะเงินบาทจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีเงินทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ทองคำเอย สกุลเงินเยน อะไรต่างๆ ที่เราค้าขายกับเขา แต่ส่วนใหญ่คือ ดอลลาร์สหรัฐฯ พอเป็นอย่างนี้ทำยังไงประเทศเจ๊งสิ เงินบาทไม่ใช่ 50 กว่าบาทแล้วตอนนั้นพุ่งกันไป 80 บาทต่อ 1 เหรียญ ไป 100 บาทต่อ 1 เหรียญ เหตุการณ์มันเลย panic กันใหญ่ พอ panic กันใหญ่เจ้าหนี้ก็รีบเรียกเงินคืน อ้าว ไม่มีเงินคืนอีก เป็นไง ก็ต้องไปหาไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ)

ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้นก็รัฐบาลท่านนายกชวน (หลีกภัย) แล้วมีคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องเข้าไปหาโครงการไอเอ็มเอฟ ขอไอเอ็มเอฟช่วย ไอเอ็มเอฟก็บอกอย่างนี้ต้องมี LOI ( Letter Of Intent) หรือหนังสือแสดงเจตจำนง รู้สึกมีถึง 8 ฉบับ ว่าคุณจะต้องดำเนินการอย่างนี้… ลดเงินบาท… เพิ่ม VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม).. แล้วก็ปิดสถาบันการเงิน อันไหนไม่ดีก็ปล่อยมันเจ๊งไป รักษาอันดีๆ เอาไว้

ช่วงนั้นแบงก์ก็มีปัญหา เพราะลูกหนี้มีปัญหา มันเป็นโดมิโน พอโดมิโนลูกหนี้แบงก์ไม่ดีค้าขายกับลูกหนี้แบงก์ดี ก็ไม่มีเงินไปจ่ายลูกหนี้แบงก์ดี แบงก์ดีก็เจอลูกหนี้ไม่ดี

ไทยพับลิก้า : มันพัลวันกัน

ศิริวัฒน์ : แบงก์เป็นอย่างไร ตอนนั้นตลาดหุ้นลงเละเทะ พวกแบงก์ทำไงครับ ก็ต้องเพิ่มทุน เพราะอัตราส่วนของเงินกองทุนต่ำ

ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นคุณศิริวัฒน์ในฐานะที่เป็นนักลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเป็นยังไงบ้าง

ศิริวัฒน์ : โห ตอนนั้นก็โดนเละเทะเหมือนกัน คือ จริงๆ แล้วเวลาวิกฤติมามันไม่มีใครหนีทันหรอกครับ คนที่หนีทันขี้โม้ทั้งนั้นแหละ จะหนีทันได้ยังไง หุ้นเปิดมามันลง fall 10% เราเรียกกันฟอลล์โชว์ ผมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และผมก็ไปเล่นมาร์จิน (Margin) เยอะ ส่วนใหญ่ตอนมาร์จินเยอะ โบรกเกอร์ปล่อยมาร์จินบริษัทหนึ่งอย่างน้อย 3-4 พันล้านบาท มี 30 โบรกเกอร์ ก็เป็นแสนล้าน แล้วจะขายยังไง เปิดมาก็ลง 10%

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แล้วโดนบังคับขาย ตอนนั้น ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ท่านก็ออกกฎ ต้องมีบังคับขายนะ อะไรอย่างนี้ ก็บังคับขาย ขายหุ้นจนหมดหนี้ยังเหลือ แล้วหนี้ตอนนั้นดอกเบี้ยสูง

ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นบริหารพอร์ตเท่าไหร่

ศิริวัฒน์ : พอร์ตหนึ่งก็น่าจะร่วมพันล้านนะ หลายร้อยล้าน

ไทยพับลิก้า : ส่วนตัวใช่ไหม

ศิริวัฒน์ : ส่วนตัวและเล่นให้ลูกค้าด้วย

ไทยพับลิก้า : คือตอนนั้นบริหารให้ลูกค้าด้วย

ศิริวัฒน์ : บริหารให้ลูกค้าตัวและส่วนตัว เพราะมีเครดิตโบรกเกอร์ให้วงเงินเล่นมาร์จิน มาร์จินตอนนั้นก็คือ ถ้าจำไม่ผิดนะ เราก็วาง 30% กู้ 70% ทีนี้เวลาหุ้นมันตก ถูก Forced Sell (บังคับขาย) ยิ่งตกๆ แล้วเราไม่มีเงินไปลดหนี้ โบรกเกอร์ก็ขายอย่างเดียว ขายอย่างเดียว ขายจนหุ้นหมดหนี้ยังอยู่ ยังมีดอกเบี้ย 17% 19%

ผมโดนหนัก พอดีโดนหุ้น หุ้นยังไม่เท่าไหร่ เคยกำไรจากตลาดหุ้นหลายร้อยล้าน คือเคยกำไรจากเขามาก็คืนไป แต่ที่ไปโดนเยอะเพราะไปสร้างโครงการคอนโดมิเนียมที่เขาใหญ่ ไม่เคยทำเลย ขาย 5 ล้าน 15 ล้านกู้มา 17% 19% ก็โดน

ตอนนั้นก็คือลำบากมาก

ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นคือโครงการที่เขาใหญ่ขึ้นเสร็จแล้วหรือว่ายัง

ศิริวัฒน์ : ขึ้นเสร็จแล้ว เฟสแรกเท่านั้นเอง ขายไม่ได้ ก็เลยโดนน่ะครับ

ไทยพับลิก้า :ตอนนั้นที่เป็นนักลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จริงๆ แล้วจากอดีตที่เคยเป็นโบรกเกอร์ เห็นสัญญาณอะไรก่อนหน้านั้นไหม

ศิริวัฒน์ : เห็นแล้ว คืออย่างนี้ เห็นสัญญาณหมดแล้วผมถึงไปสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เขาใหญ่ ขายเฉพาะคนรวยเท่านั้น มองแล้วว่าอสังหาฯ คงจะแย่ เพราะเดี๋ยวก็ข่าวบริษัทนั้นก็ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย บริษัทนั้นถูกแบงก์บีบ อะไรอย่างนี้ เราไม่เอา เราจะเลือกแต่ลูกค้ารวยๆ เท่านั้น จะไปคิดได้ยังไงว่าลูกค้ารวยๆ เหล่านั้นจะเป็นเศรษฐีเยสเตอร์เดย์ คือคนเคยรวยครับ เพราะเหตุการณ์ตอนนั้นจะเลือกเฉพาะคนรวย

แล้วถามว่าแล้วทำไมหุ้นผมถึง get out หรือออกไม่ทัน ก็อย่างที่เรียนครับ ถูก forced sell แล้วผมก็เป็นนักลงทุนรายใหญ่รายหนึ่งนะ โอเค โบรกเกอร์ก็ไปบอกต่อ หุ้นตัวนี้อย่าซื้อนะ รายใหญ่ถูกบังคับขาย พอถูกบังคับขายเปิดมาจึงมีแต่ offer มีแต่เสนอขายไม่มีเสนอซื้อ วันรุ่งขึ้นก็ลงอีก 10% กว่าจะขายหุ้นหมดนี้นะลงไป 60% แต่หนี้ยังอยู่นะ เช่น เป็นหนี้เขา 100 บาท ถูกบังคับขายเหลือ 50 บาท ขายได้ 50 บาท ก็ยังเป็นหนี้อีก 50 บาท ใช่ไหม ไม่มีหลักทรัพย์แล้วนะ แต่หนี้นั้นมีดอกเบี้ย 17% 19% ก็ถูกฟ้องเยอะแยะ อะไรพวกนี้ ลำบาก

ไทยพับลิก้า : แล้วตอนนั้นพอร์ตลูกค้าและของคุณศิริวัฒน์เอง

ศิริวัฒน์ : โอเค เขาก็โดนด้วย เพราะว่าส่วนใหญ่ลูกค้าผมเล่นเงินสด แต่ผมเล่นมาร์จินลูกค้าก็เลยขาดทุนมี แต่ก็โอเค ไม่ได้ติดร่างแห เพราะว่าเขาไม่ได้ไปเป็นหนี้ ผมไปเป็นหนี้บัญชีส่วนตัวของผม ผมเอาไปเล่นมาร์จิน ตอนนั้นก็ต้องยอมรับเพราะว่า หนึ่ง เงินมันหาง่ายแล้วโลภไง แล้วเครดิตเราดี เราคิดว่าเราแน่ไง คิดว่าออกทัน คือดูตลาดไม่ผิด แต่มาผิดตรงที่ถูกบังคับขาย กรณีผมนะ ก็คือถูกบังคับขาย

ไทยพับลิก้า : แต่จริงๆ รู้แล้วว่ายังไงฟองสบู่มันต้องแตก

ศิริวัฒน์ : รู้ๆ นะครับ (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ลำบากมาก ปี 40 ก็เป็นปีที่วิกฤติเศรษฐกิจ ที่เราบอกว่าพิษต้มยำกุ้ง ก็เลยไปทำเอาประเทศอื่นๆ จริงๆ ประเทศอื่นๆ ก็เจอปัญหาเหมือนกัน คือ เงินแข็งเกินไปนะครับ ตอนนั้นไอเอ็มเอฟก็เลยบังคับว่าต้องลดค่าเพื่อว่าส่งออกจะได้เพิ่มขึ้นนะครับ นำเข้าจะได้น้อยลง เราจะได้เกินดุล จะได้มีเงินตราต่างประเทศ อีกประการหนึ่งก็จะทำให้การท่องเที่ยวบูมด้วย

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : ช่วงนั้นจำได้ จากเหรียญหนึ่ง 26 บาท ภายใน 7 เดือนไป 56-50 บาท ดังนั้น นักท่องเที่ยวก็จะมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ มาเยอะมากเลย เพราะว่าค่าห้องโรงแรมเขาเคยจ่ายคืนหนึ่ง 30 เหรียญ วันนั้นเขาจ่ายจริงๆ คือ 15 เหรียญ คือครึ่งเดียว ทุกคนก็มาใหม่ ก็เลยทำให้เราตอนนั้นรัฐบาลไทย ผมจำแม่นเลย มองว่า Amazing Year Thailand มองรายได้กันแค่ 1 ถึง 2 แสนล้าน วันนี้รายได้ท่องเที่ยวมันปาเข้าไปจะล้านล้านแล้ว

ไทยพับลิก้า : ถ้าย้อนกลับไปวันนั้น คิดว่าจะรับมือยังไง

ศิริวัฒน์ : เรียนตรงๆ ตอนนั้นรับมือยังไง ก็คือ ทำใจไว้แล้วว่าเราพลาด พลาดเพราะเราโลภ เราไม่รู้จักพอ เครดิตดี แล้วก็อะไรของเรา คือต้องโทษตัวเองด้วยนะครับ อืม! มันมาตรงที่ว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีพนักงาน 40 คน เรียกประชุมพนักงาน บอกเจ๊งแล้ว ต้องปิดบริษัท คิดว่าต้องเลิกแล้ว ช่วงนั้นคุณลาภจะจำได้ หลายๆ บริษัทค้างเงินเดือนพนักงานใช่ไหม 2 เดือนจ่ายเดือนหนึ่ง 3 เดือนจ่ายเดือนครึ่ง ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ แต่ผมคิดว่าผมจะไม่ยอมค้างเงินเดือนพนักงาน แล้วก็ต้องสู้ความจริง ก็คิดว่า 40 คนก็ปิดบริษัท ผมเดินหน้าขึ้นศาล เขาก็ไปหางานอื่นทำ

แต่เผอิญหลังประชุม อีก 20 คนเขาขอให้ผมช่วยเขา ช่วงนั้นหางานยากนะ ผมจำแม่นเลย ตัวเลขทางการมา นิสิต นักศึกษา จบปริญญาตรีปีหนึ่ง 2-3 แสนคน หางานไม่ได้ แล้วจะไปหาได้ยังไงละ คนที่ตกงานเคยรับเงินเดือน 5 หมื่น 2 หมื่นยังเอาเลย คนมีประสบการณ์เป็น 10 ปีนะ ตอนนั้นโดนยื่นซองขาวหมด ก็ต้องไปหางานใหม่ คุณเอาไหม 2 หมื่น ก็ต้องเอาเพราะไปผ่อนรถผ่อนบ้านไว้แล้วไง โอเค ฉะนั้นนิสิตจบใหม่ประสบการณ์ไม่มี ความสามารถอะไรยังไม่แสดงให้เห็นเลยใครจะไปจ้าง ก็จ้างคนที่เขาตกงาน ผมก็เลยต้องเลี้ยงลูกน้อง จุดอยู่ตรงที่ว่าไม่รู้จะทำอะไรเลี้ยงเขา ไอ้เราก็แย่

ภรรยาก็เป็นคนบอกให้ผมทำแซนด์วิชขาย (หัวเราะ) เฮ้ย ทำแซนด์วิชขาย คนไทยกินหรอ คนไทยกินข้าว แต่ตอนนั้นคือคนเราเวลามันมืดแปดด้านแล้วเจออะไรก็ต้องคว้าทำไว้ก่อน ถามว่ามีทุนไหม ไม่มีทุน ก็ไปซื้อขนมปัง

ไทยพับลิก้า :ตอนนั้นเป็นหนี้ทั้งหมดเท่าไหร่

ศิริวัฒน์ : ถ้าเงินต้นอยู่ทั้งหมด 4-5 ร้อยล้านบาท ทั้งอสังหาริมทรัพย์และหุ้นนะ แต่ดอกเบี้ยสิ เพราะกว่าศาลจะพิจารณาคดีเบ็ดเสร็จแล้วมันตั้ง 3-4 ปี ทบต้นดอกเบี้ย 17% 19% มันก็เกือบทบต้นใช่ไหม ก็เลยโดนยึดทรัพย์ไปก่อน แล้วก็ยังมีเหลือหนี้ เขาก็ฟ้องล้มละลาย แต่เผอิญช่วงนั้นที่วิกฤติ ถ้าจำได้ ท่านวุฒิสมาชิกหลายๆ ท่านก็เป็นนักธุรกิจระดับเบิ้มๆ ก็โดนหมด ท่านก็เลยพยายามแก้ไขกฎหมายจากบุคคลล้มละลายสมัยนั้นคือ 10 ปี ท่านก็รู้ว่าท่านจะโดนมั้ง ก็เลยต่อรองในสภา ผมจำแม่นเลย ปีเดียวเศษๆ มาเจอกันตรงกลางก็คือ 3 ปี

ผมและเขาหลายๆ คนก็เลยได้รับอานิสง ก็คือ 3 ปีนะครับ เป็นบุคคลล้มละลายครับ

ตอนที่่ 2: เปิดประสบการณ์ขายแซนด์วิชข้างถนน

ไทยพับลิก้า : อยากให้เล่าเรื่องทำแซนด์วิชให้ฟังสักนิด

ศิริวัฒน์ : ได้ ด้วยความยากลำบาก ไม่เคยคิดว่าจะต้องมายืนขายแซนด์วิชข้างถนน ไม่เคยคิดว่าขายแซนด์วิชหลังจาก 15 ปีจะมีโอกาสกลับขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอะไรเลี้ยงลูกน้องนะครับ ถามว่าทำไมต้องไปยืนขายข้างถนน อยากไหม ไม่อยาก ก็เห็นข้างถนนโดนเทศกิจไล่ โดนตำรวจจับ อะไรพวกนี้ ช่วงนั้นทางโรงพยาบาลกรุงเทพท่านก็เมตตาผม เพราะรู้เรื่องผม ผมไปขอท่านไปขายตั้งโต๊ะในโรงพยาบาลกรุงเทพ ซอยศูนย์วิจัย แล้วก็ทำแซนด์วิชขายวันละ 20 ชิ้น

วันที่ 20 เมษายน 2540 วันแรกที่ขาย กว่าจะขายหมด ตอนนั้นชิ้นละ 25 บาทเองนะ

ไทยพับลิก้า : 6 ชั่วโมง

ศิริวัฒน์ : 6 ชั่วโมงครึ่ง 8.00-14.30 น. จำแม่นเลย จับเวลาอยู่นั่นแหละ เฮ้ย เมื่อไหร่มัน โอ้โห ขายไม่ได้นี่เวลามันยาว ได้เงิน 500 บาท เริ่มจากตรงนั้น แล้วหลังจากนั้นก็รู้แล้วว่ามันขายไม่ได้พอที่จะเลี้ยงลูกน้อง ก็ไปตามโรงพยาบาลอื่นๆ เขาก็ไม่ค่อยเมตตาเหมือนโรงพยาบาลกรุงเทพ เขาก็ โอ้ย อย่างโน้นอย่างนี้ จะไปเช่าร้านเขาไม่ไหว ค่าเช่าแพง มัดจำ 3 เดือน แล้วต้องตกแต่งอีก

โอ้ย! ไม่มีเงิน คิดอย่างเดียวจะทำไงดี มันไม่รอดแล้ว ก็เราเรียนอเมริกา จบเมืองนอก สมัยเรียนอเมริกาก็เห็นเขาเดินคล้องคอขายหมากฝรั่ง ขายข้าวโพดคั่วเวลาเขามีเกมฟุตบอล เบสบอลอะไรอย่างนั้น ก็เลยบอกลูกน้องว่า เฮ้ย ไม่รู้จะขายที่ไหน ทำขายข้างถนนละกัน ลูกน้องมันไม่เอา มันถอดใจ มันกลัว ผมบอก เอา ผมไปกับคุณ เริ่มจากตรงนั้น ก็ไม่เคยคิดว่าจะไปขายข้างถนน ในเมื่อลูกน้องมันไม่ไป เราก็ต้องไป เราไปลูกน้องก็ต้องไป แล้วก็โดนเทศกิจจับ เดินเขตดุสิต เขตดุสิตจับขึ้นรถ เดินพญาไท เขตพญาไทจับขึ้นรถ

ไทยพับลิก้า : เดินขายเอง

ศิริวัฒน์ : เดินขายอยู่หน้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ตำรวจเทศกิจมาไล่แล้วก็จับขึ้นรถ พอผมบอกผมคล้องคอไม่ได้เกะกะ เขาก็บอกไม่ได้ขายไม่ได้ ถ้าคุณจะยังขายอยู่ไปเสียค่าปรับ 300 บาทที่เขตดุสิต เขาจะเอากล่องสีเหลืองผมไป ผมบอกพี่มันอยู่คอผม เอาอย่างนี้ขึ้นรถ ก็โดนที่ดุสิต แต่ไม่เคยจ่าย 300 บาท พูดจนกระทั่งท่าน ผอ. เอย ท่านหัวหน้าเทศกิจเข้าใจ แล้วก็อีกครั้งหนึ่งมาโดนที่พญาไท    ชีวิตนี้โดน 2 ครั้ง นั่งรถกระบะเทศกิจสีเขียวๆ นั่งมาแล้ว 2 ครั้ง (หัวเราะ) โอ้ย ชีวิตมันโหด

ไทยพับลิก้า : รู้สึกยังไงจากเป็นนักลงทุนรายใหญ่ บริหารพอร์ตพันล้าน แล้วมาขายแซนด์วิช

ศิริวัฒน์ : ถ้าใครไม่เคยเจอจะไม่เข้าใจ คุณลาภต้องเข้าใจว่าผมเคยอยู่สูง แต่วันหนึ่งผมต้องมาอย่างนี้นะ ชีวิตมันก็แย่อยู่แล้ว มาโดนเทศกิจจับขึ้นรถ อายนะ มันเศร้านะ โอเค ตอนนั้นก็รู้อยู่อย่างเดียวว่าทำไมชะตาชีวิตมันตกต่ำถึงขนาดนี้ แต่มันต้องทำ เพราะไม่มีเงินไปเช่าร้าน

คือ ทำไมทำข้างถนน 1. ไม่เสียค่าใช้จ่าย 2. จุดนี้ขายไม่ดีย้ายไปขายจุดอื่นได้ ถูกไหมครับ

เพราะฉะนั้น เราก็เคลื่อนที่ไปได้เรื่อยๆ จำแม่นเลยว่าเช้าขายได้ พอขายได้เพราะคนเขาจะรีบเข้าออฟฟิศ ไม่ได้กินข้าวมาก็ปุ๊บไป แล้วช่วงนั้นพอดีผมเป็นข่าว เชื่อไหมพอข่าวออกทีวีนะ ขายดีเลย แต่ 5 วันเท่านั้น พอวันที่ 6 ก็เหมือนเดิม แล้วหลังจากนั้นไปขายที่ไหน สายๆ ผมก็คิดเอง ไปยืนขายหน้าแบงก์ เพราะคนต้องเข้าออกแบงก์ไง โดน รปภ. (พนักงานรักษาความปลอดภัย) แบงก์ไล่ไม่ให้ขาย บางสาขาไปคุยกับผู้จัดการ ผู้จัดการบางท่านก็ให้ บางสาขาผู้จัดการก็ไม่ให้ เราก็ไปสาขาอื่น เสร็จแล้วพอบ่ายๆ ไปขายที่ไหน ก็หน้าโรงเรียน โรงเรียนแรกที่ไปขายคือโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ทำไมอัสสัมชัญ เพราะ 1. ศิษย์เก่าอัสสัมชัญคงไม่ถูกไล่ 2. ถ้าถูกไล่ ลูกชายเรียนอยู่อัสสัมชัญบางรัก ก็จะบอกมาสเตอร์ว่าลูกชายผมเรียนอยู่ อะไรอย่างนี้

ด้วยความคิดว่า กลัวนะกลัว ก็ไปอัสสัมชัญบางรักก่อน ก็พอขายได้ เสร็จก็ไปกรุงเทพคริสเตียน แถวยานนาวา ไปเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ โอ้ย! พอไปขายถึงเซนต์คาเบรียล ถนนสามเสน ตอนนั้นออฟฟิศเราเช่าออฟฟิศเล็กๆ อยู่ เคยอยู่ออฟฟิศหรูหราเลยนะ ก็มาเช่าห้องแถวเล็กๆ อยู่แถวตรอกจันทร์ ก็ลำบาก ก็ทำไปเท่าที่เรารู้ว่าต้องทำ    แล้วพอลูกน้องเห็นว่าเราไปขายเขาก็ไปขายกับเรา

ไทยพับลิก้า : ตอนนั้นยังไงก็ความอายนี้ก็ทิ้งไว้ก่อน

ศิริวัฒน์ : เออ…แต่ทุกเช้าก่อนจะเอาออกไปขายนี้อายนะ โทษนะ กูจะเจออะไรบ้างวะ จะหนีเทศกิจยังไง อะไรพวกนี้ คือคิดไง แต่พอไปยืนปุ๊บก็มองเทศกิจ จะมาเมื่อไหร่เตรียมหนีเหมือนกัน แต่พอคนมาให้กำลังใจ แล้วก็มีคนมาบอกผมว่าเพื่อนบอกว่าคุณศิริวัฒน์มาขายก็เลยมาอุดหนุน เห็นออกทีวี อะไรนี่ ดีนะสู้ชีวิต ช่วงนั้นคนฆ่าตัวตายเยอะนะ เป็นข่าวก็เยอะ ไม่เป็นข่าวก็เยอะ

เพราะผมนี้เซียนหุ้น คนเล่นหุ้นออฟฟิศเล่นหุ้นมีใครไม่รู้จักผม ตอนนั้นรู้ผมเป็นกรรมการผู้จัดการหลักทรัพย์เอเชีย (บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน) เป็นนักลงทุนรายใหญ่ อ.ไพบูลย์ (เสรีวัฒนา) เรียกผม “แมลงเม่าตัวใหญ่บินเข้ากองไฟ”

ตอนนั้นใครๆ ก็รู้จักผม ผมก็บอกพนักงานผมว่า เขาสงสารผมนะแต่ชิ้นเดียว เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาคุณภาพ สด สะอาด ทุกวันนะ ของเหลือเราไม่แช่ตู้เย็นขาย พวกเธอกิน พอพวกเธอกินแล้วจนเบื่อไม่กินแล้ว อย่าไปทิ้ง แช่ตู้เย็นไว้ เช้ารุ่งขึ้นเรายังไปบริจาคได้ แล้วพอผมทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ ทำมา 15 ปี

ไทยพับลิก้า : อะไรตอนนั้นที่ทำให้อดทนและยังขายอยู่ ทั้งๆ ที่ขายก็ขายไม่ดี

0

ศิริวัฒน์ : ไม่ดี ถึงจุดหนึ่งที่ไม่มีคนเราไม่มีทางออก เหมือนหลังพิงฝา มันไม่รู้จะไปไหน ผมมักเปรียบเทียบว่า เหมือนถ้าคุณเคยอยู่ในห้องมืด คุณรู้ว่าข้างหลังคือกำแพง แต่คุณไม่รู้ว่าข้างหน้าเดินไปยังไม่รู้เลยเดินตรงหรือไปซ้ายไปขวาเพราะมันมืดตึ๊ดตื๋อ ถูกไหม พิงฝาแล้วเราก็ค่อยๆ ไปข้างหน้า แต่แบบคลานไป สองก็คือลูกน้อง

เผอิญคุณพ่อคุณแม่ผมสอนมาตั้งแต่เด็กว่า “วันหนึ่งได้เป็นเจ้าคนนายคน อย่าทิ้งลูกน้อง พนักงานเขาคือเป็นครอบครัวเรา  เขาช่วยเรา  เราไม่มีเขาเราก็ทำอะไรไม่ได้  ถ้าเขาไม่มีเราเขาก็ทำอะไรไม่ได้  เพราะมันไปด้วยกัน”

นี่คือจุดที่ผมไม่ทิ้งลูกน้อง ศิริวัฒน์แซนด์วิชได้เกิดเพราะผมไม่ทิ้งลูกน้อง คุณลาภคิดดูนะ นักธุรกิจระดับผมวันนั้นนี่นะ ผมจะมายืนขายของข้างถนนไหม   ในเมื่อผมไม่มีทางไป ลูกน้องมันฝากชีวิตไว้  ผมก็ต้องทำ ผมทำดีที่สุด ช่วงนั้นผมเดินหน้าขึ้นศาลอย่างเดียว เดินหน้าขึ้นศาล ตอนผมพูดกับผู้พิพากษา พิพากษาล้มละลายนะ ในศาลล้มละลายกลาง อยู่ถนนสาธร พิพากษา

ผมจำแม่น เซ็นรับสภาพบุคคลล้มละลาย

เสร็จท่านยังถาม เอ๊ะ! คุณใช่คนที่ไปยืนขายแซนด์วิชไหมครับ อ๋อใช่ครับ ที่ชื่อศิริวัฒน์ แล้วท่านยังให้กำลังใจผมนะ ท่านบอก เออ ดีแล้ว ผมบอกก็ผมยอมรับ ผมไม่สู้คดีไง ขึ้นศาลผมก็รับหมด คดีผมจบเร็ว ผมยอมรับหมดทุกอย่าง คือ ไม่มี ก็เลยไม่ทิ้งลูกน้อง แล้วประชาชนมาช่วยผม แต่ก็ต้องขอบคุณสื่อนะ

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : ตอนนั้นก็รู้ สมัยที่ 15 ปีย้อนหลัง ผมนี่เซียนหุ้นนะ ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ เรียกผม “อัศวินม้าขาว” จำได้ไหม ช่วงฺ Black Monday (ปี 2530) ไม่มีใครกล้าซื้อหุ้นเลย ตอนนั้นห้องซื้อขายยังยู่ที่สยาม จำได้ใช่ไหมครับ

ไทยพับลิก้า : จำได้

ศิริวัฒน์ : ที่อาคารสินธร จากสยามย้ายมาที่อาคารสินธร ต้องใช้กล้องส่องดูอะไรนี่ แล้วผมต้องไปเคาะกระดาน

ไทยพับลิก้า : ดูกระดาน

ศิริวัฒน์ : เออ นั่นแหละ จำได้ใช่ไหมครับ ช่วง Black Monday ไม่มีใครกล้าซื้อหุ้น มีแต่เบอร์ 8 หลักทรัพย์เอเชีย ผมซื้อหุ้นอยู่คนเดียว ดร.มารวยต้องไปตามบูทต่างๆ ในห้องค้าบอกไม่ต้อง กลัวๆ

ไทยพับลิก้า : สร้างความมั่นใจ

ศิริวัฒน์ : สร้างความมั่นใจ คนอื่นมันขายหมด เบอร์ 8 ซื้ออยู่คนเดียว ท่าน (ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์) ก็เรียกผมอัศวินม้าขาว เพราะฉะนั้นก็คือชีวิตมันตกต่ำถึงขั้นนั้น จากที่ โอ้โห อัศวินม้าขาว เซียนหุ้น ปุ๊บๆๆๆ ยืนขายแซนด์วิชข้างถนน

ไทยพับลิก้า : จากเงินเดือนสูงๆ มาที่เงินเดือนแบบ…

ศิริวัฒน์ : โอ้โห เงินเดือนมันไม่เท่าไหร่ คุณเชื่อไหม ผมเคยกำไรในตลาดหุ้นวันละ 10 กว่าล้าน

ไทยพับลิก้า : ค่ะ

ศิริวัฒน์ : วันเดียวนะ แล้วก็เคยขาดทุนวันละ 10 กว่าล้าน ก็เป็นนักลงทุนระดับใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ใหญ่ที่สุดนะ ก็มีใหญ่กว่าผมนะครับ แต่ก็ระดับนั้นครับ แล้ววันหนึ่งมายืนขายแซนด์วิชชิ้นละ 30 บาท ตอนนั้น 30 บาทแล้ว คนก็บอกว่าแพง แต่ซื้อเพราะสงสารและอยากจะช่วย ก็เลยไปบอกต่อ ก็บ่นทุกที พอขึ้นมา 35 ก็แพง

วันนี้ชิ้นละ 50 ก็แพงแต่ก็ซื้อ เพราะเรายึดมั่นในคุณภาพมาตรฐาน ซื่อสัตย์ต่อลูกค้า

0

ตอนที่่ 3 : 15 ปี “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” ก้าวสู่ตลาด MAI

ไทยพับลิก้า : กลับมาที่ ศิริวัฒน์แซนด์วิช 15 ปีแล้ว ที่ล้มลุกคลุกคลานมา วันนี้ก็ยืนได้แล้ว

ศิริวัฒน์ : จริงๆ ถามว่ายืนได้แล้วก็พอยืนได้ แต่ยังต้องพึ่งคนอื่นอยู่ เช่น สินค้าก็ต้องเพิ่งเขา เพราะเราไม่มีโรงงานเอง เพราะเราไม่มีทุน เราเรียกว่า outsource คือ ไปพึ่งเขาให้เขาผลิตให้ การที่ให้เขาผลิตให้ก็แน่นอนเขาบวกกำไรเรียบร้อย ต้นทุนเราก็สูง พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้าน คือ วันนี้ “กินน้ำใต้ศอกเขา”

แต่จะทำไง เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดก่อน เราก็ต้องกินน้ำใต้ศอกเขา

ตั้งแต่วันแรกที่ผมขายเมื่อปี 40 วันนี้ก็พัฒนา ถามว่าพัฒนาไปถึงขนาดไหน ก็เริ่มมีสินค้าหลายๆ อย่าง เพราะแซนด์วิช แม้แต่ข้าวกล้องห่อสาหร่ายสีดำๆ ใช้ข้าวไทยทำก็ถือว่าขายดี แต่ทุกอย่างต้องสด สดก็คือว่าถ้าขายไม่หมดก็ต้องเข้าเนื้อ เพราะผมไม่เคยปรับลูกน้อง ก็เพียงแต่บอกเขาขายให้เหลือน้อยๆ หน่อยอย่าสั่งเยอะ ก็พัฒนาวันนี้มีข้าวกล้องอบกรอบ มีน้ำมะเม่าอายุปีหนึ่ง เป็นน้ำผลไม้จากสกลนคร คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จัก แล้วก็เปิดร้านกาแฟชื่อ Siri Deli สมัยก่อนชื่อ Coffee Conner ตอนนี้รีแบรนด์ใหม่ เลยใช้ชื่อว่า Siri Deli

ด้วยความเมตตาของโรงพยาบาลกรุงเทพเหมือนเดิม ผู้บริหารก็ช่วยผม ให้เปิดที่โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาล BNH วันนี้มีสาขาใหม่ที่พญาไทสาม ถนนเพชรเกษม ก็ทำไป ถามว่าทำไมต้องทำ ที่ต้องทำเพราะวันนี้เด็กๆ ที่จะมายืนขายแซนด์วิชไม่มีแล้วครับ

ลูกค้ามักจะแซวผมว่า “โอ้ย เดี๋ยวนี้ดีแล้วนะ ก็เลยไม่ยอมยืนขายข้างถนน” ผมก็บอกพี่ครับ ผมหาเด็กไม่ได้ ถ้าพี่หาเด็กได้ผมให้ค่าหัวเลยนะพี่ หาเด็กผู้ชายให้ผมคนหนึ่งถ้าผ่าน probation (ทดลองงาน) 3 เดือน ผมให้พี่พันหนึ่งเลยนะ พี่หาไปเหอะ หาไม่ได้หรอก เด็กมันเลือกงาน แล้วบางคนก็บอก “ทำไมไม่ไปใช้พม่า”   โอ้โห! ผมบอกยิ่งไม่เอาเลยครับ เสียภาพลักษณ์

แต่วันนี้ก็ยังดีครับผมมี “โครงการศิริวัฒน์แซนด์วิชจูเนียร์” ช่วงปิดเทอมใหญ่ก็จะมีเด็กนักเรียนจากต่างจังหวัดที่พ่อแม่ยากจนมาขายแซนด์วิช ใส่ชุดนักเรียนนะครับ จะเห็นตามบีทีเอส จะขาย 2 เดือน ช่วงปิดเทอมใหญ่ หาเงินได้ 1-2 หมื่นกว่าบาท ก็จะมีช่วงนั้นที่เห็นคนขายแซนด์วิชเยอะหน่อย เป็นเด็กนักเรียน

ในเมื่อไม่มีทางออก มันต้องดิ้นรน เราไม่มีทุนจะไปเปิดตามห้าง พูดง่ายๆ คือห้างแพง เราก็ต้องโรงพยาบาล ด้วยความคิดที่ว่า เราโตมาจากโรงพยาบาลกรุงเทพ อันนี้ถ้าเราไปโรงพยาบาลปีหนึ่งก็เปิด 365 วัน ไม่มีวันหยุด เหมือนห้างแต่ค่าใช้จ่ายถูกกว่าเยอะ เพียงแต่ว่ายอดขายจะดีไม่ดีนะ

เราไม่มีทางออก เราก็โอเค พอไปได้เรื่อยๆ แล้วก็พวกข้าวกล้องอบกรอบ เราก็เอาไปขายร้าน Siri Deli เราก็ขายทั้งกาแฟทั้งแซนด์วิช ก็ด้วยแนวคิดที่ว่า เอาล่ะ เราก็มีหนึ่งแห่ง แต่ละสาขาเราก็มีของขายหลายๆ อย่าง วันนี้ก็มีพญาไท 3 แล้วก็อาจจะได้ไปเปิดที่โรงพยาบาลบางโพ แถวบางซื่อนะครับ ตอนนี้เขาก็พิจารณาอยู่เป็นเคาน์เตอร์เล็กๆ แห่งหนึ่งก็ใช้เนื้อที่ 20-30 ตารางเมตรเท่านั้นละครับ ทำไมไม่ใช้เยอะ ใช้เยอะค่าเช่าเยอะ ทุกอย่างต้องคิดแบบประหยัด คือ ประหยัดก่อนด้วยประสบการณ์ว่าสิ่งที่เราสามารถบริหารตัวเราเองได้ก็คือค่าใช้จ่าย

วันนี้จะใช้ 100 บาท หรือจะใช้ 50 บาท อยู่ที่เราถูกไหม แต่เราจะหาได้ 100 บาท หรือ 50 บาท อยู่ที่ลูกค้า ลูกค้าจะซื้อเท่าไหร่ อยู่ที่ลูกค้า ดังนั้นผมถึงบอกว่าบริหารค่าใช้จ่ายให้มันน้อยที่สุด ส่วนลูกค้าจะซื้อ 50 บาท หรือ 100 บาท อยู่ที่ลูกค้า ถ้าซื้อ 50 บาท เราก็พอได้กำไร ถ้าซื้อ 100 บาท เราก็ได้กำไรเยอะ แต่อันนั้นเราไม่สามารถควบคุมได้ ผมจึงใช้หลักอย่างนี้ทำไปเรื่อยๆ

ลูกค้าหลายคนก็บอกว่า แล้วทำไมคุณไม่ไปใช้ขนมปังถูกๆ แซนด์วิชคุณจะได้ลดราคา คุณไปใช้ขนมปังยี่ห้อนี้สิ ชิ้นหนึ่งคุณอาจจะขาย 20 บาท คุณก็มีกำไร คุณขายดีนะ ผมก็บอกพี่ครับ ขอบคุณที่แนะนำ เพราะผมต้องการขายคุณภาพ ผมขายได้น้อยกว่าคนอื่นเขา อย่างข้าวกล้องอบกรอบผมไม่ใส่ผงชูรส ผมใช้ข้าวไทย ลูกค้าก็บอกทำไมคุณไม่ไปขายเหมือนยี่ห้อนั้น เขาใส่ผงชูรสเพียบเลย แล้วเอาแป้งและธัญพืชอะไรไม่รู้มาผสม ขายได้ เขาขายถูกกว่าคุณ ครับพี่ครับ เขาขายดีกว่าผมเป็นร้อยเท่าครับ แต่ของผมเลือกที่จะให้ลูกค้าผมทานเข้าไปแล้วดีต่อสุขภาพ

1

อย่างน้ำมะเม่า ขอประชาสัมพันธ์นิดหนึ่ง คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จัก เป็นผลไม้ท้องถิ่น มีเยอะที่สกลนคร มีประโยชน์เพียบ มีธาตุเหล็กเยอะ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีกรดอะมิโนตั้ง 18 ชนิด มากกว่าผลไม้อย่างอื่น มากกว่าแครอท มากกว่าแอปเปิล ที่สำคัญเป็นของไทย วันนี้เกษตรกรปลูกมะเม่าที่ อ.พูพาน จ.สกลนคร เขาขายลูกมะเม่าได้ราคาจาก 10 ปีที่แล้ว 1 กิโลได้ 7-8 บาทเดี๋ยวนี้เขาขายได้ถึงกิโลละ 35 บาท เพราะฉะนั้นเกษตรกรดี โรงงานผลิตให้ผมดี ผมมีสินค้าขาย มีกำไร คุณเป็นลูกค้าผม ดื่มเข้าไปดีต่อสุขภาพ

แล้วผมก็เปลี่ยนแนวคิดว่า ต่อไปผมขายอะไรต้องเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตให้ผมจากต่างจังหวัดท่านก็ต้องมีมาตรฐานโอทอปสี่ดาวห้าดาว คือผมไม่มีแล็บ ไม่มีอาร์แอนด์ดี ไม่มีวิจัย ผมก็เลยเอาที่ได้โอทอป ถ้าดาว 2 ดาวนี่ไม่ขายนะพี่ พี่ไปสี่ดาวห้าดาวก่อนผมจะขายให้พี่ ลองขายดู ขายดีพี่ผลิตให้ยี่ห้อผมได้ไหม เป็นโออีเอ็มให้ผม ก็จะคิดไปเรื่อยๆ ทีนี้ ถ้าผมทำอย่างนี้ ผมทำไปเรื่อยๆ

ผมก็คือ สร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นให้กับดินประเทศไทย อะไรที่ขึ้นจากดินประเทศไทยมาแปรรูปผมขายนะ อย่างข้าวกล้องอบกรอบนี่ มะเม่านี่ แล้วก็ยังมีตัวอื่นๆ อีก ผมก็จะไปงานไทยเฟคบ้าง งานโอทอปบ้าง ที่เขาส่งออก แล้วก็ไปดูว่าสินค้าไหนที่ชั้นอาหารเราและเครื่องดื่มรับ

ไทยพับลิก้า : เอาประสบการณ์จากช่วงวิกฤติมาใช้หรือเอาประสบการณ์จากช่วงที่นั่งเป็นเอ็มดีตอนนั้นมาใช้อย่างไรบ้าง

ศิริวัฒน์ : ถ้าถามว่าในธุรกิจปัจจุบันที่ทำอยู่ ก็ประสบการณ์จากทั้งเอ็มดีบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เป็นทั้งนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เจอทั้งวิกฤติผ่านมาผสมผสานอยู่ในหม้อใบนี้ คนๆๆ ปรุงๆๆ นี่ก็ออกมาไอเดียที่ว่า ต้นปีหน้าจะยื่น filingให้กับ ก.ล.ต. เพื่อนำธุรกิจนี้เข้าตลาดหุ้นเอ็มเอไอ (Market for Alternative Investment – MAI)

แต่เล็กมากนะครับ อย่าไปคิดว่าใหญ่ เพื่อให้กระจายให้มหาชนและประชนจะได้มาช่วย แน่นอนผมกับครอบครัวก็ต้องถือหุ้นใหญ่อยู่ แล้วเราก็ค่อยๆ ทำไป และเผื่อว่าวันหนึ่งในอนาคตมีบริษัทใหญ่ข้ามชาติสนใจเรา เราก็ให้เขาซื้อหุ้นไปส่วนหนึ่ง เพื่อให้เป็น…เขาเรียกพันธมิตรทางธุรกิจ อะไรอย่างนี้ ค่อยๆ ไป

วันนี้ต้องเรียนว่าทุกอย่างด้วย เอา “ประสบการณ์ทุกแขนง” ซึ่งอยู่ในตัวผมอยู่ในหัวสมองผม เอามาผสมผสานกัน

หลายๆ ท่านบอกว่าทำอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว เป็นครอบครัว ทำไมต้องเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์

ผมก็บอกผมมีอีกแนวคิดหนึ่ง คือ เข้าตลาดหลักทรัพย์มันยุ่งวุ่นวาย ต้องชี้แจง ต้องมีผู้ตรวจสอบ ผมบอกผมยินดี คือ ต้องเข้ากระบวนการให้มันโปร่งใส แต่ว่าเราสามารถโตได้ เพราะเราทำอย่างนี้ก็ยังคงเป็นครอบครัว พูดง่ายๆ เราหา “มืออาชีพ” ไม่ได้ ถึงแม้วันนี้จะมีลูกๆ เข้ามาช่วย แต่ถ้าจะโต มันก็ต้องมีมืออาชีพ

ก็คิดว่ามันน่าจะเป็นตัวอย่างอันหนึ่งจากคนที่ล้มแล้วลุก โดยเฉพาะต้อนล้มอายุ 48 มีหนี้เกือบพันล้าน ก็ไม่เคยคิดทางธุรกิจว่ามันจะเป็น ไม่เคยคิดนะในช่วงนั้น เพื่อเป็นกำลังใจให้กับหลายๆ คน ซึ่งเจอในภาวะเศรษฐกิจ ต้องเข้าใจอย่างว่าเศรษฐกิจดีก็มีคนเจ๊ง เศรษฐกิจไม่ดีก็มีคนประสบความสำเร็จ

ดังนั้น เราจะอยู่ในช่วงไหนก็ตาม มันก็จะต้องมีทั้ง 2 อย่าง ผมก็อยากจะให้เห็นว่า เออ เขาก็ทำได้นะ ถ้าเกิดสมมติใครก็แล้วแต่เจอวิกฤติบอก เฮ้ย แล้วทำไมเขาทำได้วะ อะไรอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยนะครับ ประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเชิญผมไปบ่อยที่สุด ไปพูดให้เอสเอ็มอี ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ว่า “อย่าท้อ” เขาก็มีปัญหา ทุกแห่งทุกประเทศมันมีปัญหาหมด คนที่ประสบความสำเร็จก็ไม่ฟังผม ไม่เห็นจำเป็นเลย แต่คนที่ล้มเหลวเขาก็จะฟัง

ตอนที่่ 4 : ย้อนรอยวงค์จรอุบากวฺ์

ไทยพับลิก้า :ในตอนนั้น ในแง่ของตลาดหลักทรัพย์ มองว่าจริงๆ แล้วมันควรจะต้องทำอะไรไม่ทำอะไรไหม เพราะว่ามันปล่อยให้ฟองสบู่

ศิริวัฒน์ : ผมว่าต้องโทษทุกคนทั้งตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวดีคือ “แบงก์ชาติ” ผมบอกได้เลย ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ให้ “สัญญาณที่ผิด”

ให้สัญญาณที่ผิดนะครับ เพราะมีใครไม่เชื่อแบงก์ชาติ และมีรัฐบาลไหนไม่เชื่อแบงก์ชาตินะ

พอแบงก์ชาติให้สัญญาณที่ผิด ไม่อยากจะพูดว่าอดีตผู้ว่าแบงก์ชาติที่ให้สัญญาณผิดชื่ออะไร รู้สึกว่าจะก่อนคุณเริงชัย ผมรู้ชื่อแต่ไม่อยากบอกชื่อท่านนะ ก็ให้สัญญาณที่ผิด แล้วยังไปช่วยบริษัทเงินทุนที่กำลังจะเจ๊ง ไปเพิ่มทุนให้เขา ไปให้ซอฟต์โลน จะมีอะไรผมก็ไม่รู้ แต่ตามข่าวที่สื่อออกมาไปมีบัญชีโอดีกับแบงก์นั้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนะมี O/D (Over Draft) นะ แล้วไปจองหุ้นด้วยนะ หุ้นไอพีโอ อันนี้ตามสื่อนะ

ผมก็บอกว่าถ้าเป็นประเทศอื่นนะ ถ้าถูกกล่าวหาอย่างนี้แล้วเป็นเรื่องจริงนะ ต้องลาออกแล้ว แล้วตอนหลังก็พิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง แล้วแบงก์นั้นในที่สุดแบงก์ชาติอัดเงิน ให้กองเงินฟื้นฟูฯ อัดไปกี่พันกี่หมื่นล้านผมก็ไม่รู้นะ ทั้งเพิ่มทุนทั้งให้ซอฟต์โลน แล้วแบงก์นั้นก็เจ๊ง พอจำกันได้ไหม

เพราะฉะนั้น เงินส่วนนั้น แล้วคนที่ได้ประโยชน์หนีไปต่างประเทศ และในที่สุด 10 กว่าปีกว่าจะตามตัวกลับมาได้ เงินหายกันไปกี่พันล้าน ตอนนี้ติดคุกกันเป็นร้อยปี ใช่ไหม อันนั้นคือในช่วงเวลานั้นผมต้องโทษธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องโทษผู้ว่าการ

ส่วนรัฐมนตรีคลังนั้นเป็นการเมือง มาเดี๋ยวก็ไป เดี๋ยวก็กลับมาอีก แต่ผู้ว่าฯ ต้องอยู่ พอเป็นอย่างนี้ภาษาอังกฤษเรียก fault signal คือสัญญาณที่ผิด เอกชนก็ว่ากันไปใหญ่ พอคราวนี้พอวิกฤติมาก็ตัวใครตัวมันแล้ว

คนที่โดนก็คือผู้ประกอบการอย่างพวกผม พอโดนปุ๊บแบงก์ก็โดนตาม จำได้ไหม ตอนนั้นแบงก์เพิ่มทุนไม่ได้ ผมจำแม่นเลย

ตอนนั้นผมก็ถือหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ก็เกือบเจ๊งเหมือนกันนะ เพิ่มทุนไม่ได้ จนกระทั่งคุณธารินทร์ต้องบอกคุณชุมพล ณ ลำเลียง ไปบอกฝรั่งเลย ฝรั่งเพิ่มทุนให้ไทยพาณิชย์เท่าไรกระทรวงการคลังเพิ่มให้เท่านั้น ไม่งั้นไทยพาณิชย์วันนี้ก็กลายเป็นฝรั่งพาณิชย์ไปแล้วเหมือนแบงก์อื่น ๆ เห็นไหมแบงก์ไทยกลายเป็นแบงก์ฝรั่ง แม้แต่ธนาคารหวั่งหลีของตระกูลหวั่งหลี

ไทยพับลิก้า : ธนาคารนครธน

ศิริวัฒน์ : ธนาคารนครธนวันนี้ก็กลายเป็นธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด แบงก์ออฟเอเชียของตระกูลอะไรก็จำไม่ได้แล้ว วันนี้ก็กลายเป็นธนาคารยูโอบี ธนาคารแหลมทอง อะไรก็เจ๊งกันหมดไปรวมอะไรกันหมด เดี๋ยวนี้เป็นแบงก์อะไรก็จำกันไม่ได้ ธนาคารศรีนคร ธนาคารมหานคร ก็ไปกันหมด

ดังนั้นผมก็เลยคิดว่ากรรมมันก็มาตกกับภาคเอกชน

ส่วนการที่บอกว่าลอยตัวค่าเงินบาทหรือลดค่าเงินบาทใครจะได้ประโยชน์ยังไง อันนี้ผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าต่างประเทศที่มาซื้อหนี้เน่า ที่เราเรียก ปรส. (คณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) ตอนหลังสื่อก็เขียนว่า “ปล้นรอบสอง” (หัวเราะ) ก็บอกว่า โอเค สถาบันการเงินมาซื้อหนี้เน่าแล้วจะทยอยขายเอาทุนเพื่อมาซื้อหนี้เน่า ในที่สุดก็ไม่เป็นแบบนั้น สื่อรู้ดีกว่าผมอีก

ในที่สุดก็ไปเรียกลูกหนี้มา เพราะเขาประมูลไปประมาณ 28% อันนี้ตามสื่อเลยนะ เสร็จก็ไปเรียกลูกหนี้มา ซื้อคืนไหม 50% บางคนก็เอา บางคนก็ไม่เอา เสร็จเขากำไรไป 20% สบาย ๆ บางคนก็ไม่เอา ในที่สุดก็ต้องฟื้นฟูเพิ่มทุนเข้าไป อ้าว กลับเข้าไปเข้าตลาดหุ้นกันใหม่ ซึ่งช่วงนั้นอยู่ในกระบวนการ Rehab คือกลุ่มบริษัทที่ปรับโครงสร้างหนี้

ทีเรียกว่า Rehab นั่นก็เป็นกระบวนการที่ว่าหลังจากภาคเอกชนฟุบแล้ว ก็ทำให้รัฐเหนื่อย เหนื่อยเพราะภาษีได้น้อยลง ตลาดหุ้นมาร์เก็ตแคปหายไปตั้งไม่รู้กี่แสนล้าน

ผมจำได้ ขนาดแบงก์กรุงเทพยังแทบไม่รอด คุณชาตรี โสภณพนิช พวกคุณไปสัมภาษณ์ ท่านยังบอก “ผมเป็นเจ้าสัวเยสเตอร์เดย์” (หัวเราะ)

เจ้าสัวเยสเตอร์เดย์ เจ๋งกันหมด คุณอย่ามาว่าแบงก์เกอร์รวยเลย แบงก์เกอร์ก็เจ๊ง แบงก์กรุงเทพเหลือ 30 กว่าบาท ผมจำได้ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน วันนี้เราก็โอเค ค่อยๆ ฟื้นขึ้นมา

ไทยพับลิก้า :นอกจากว่าแบงก์ชาติทำนโยบายผิด ในแง่ของตัวนักลงทุนเอง จะโทษตัวเองด้วยใช่ไหม

ศิริวัฒน์ : ครับ ต้องโทษตัวเองด้วยครับ เพราะเราอยู่ในวังวนตอนนั้นที่เรียกว่าฟองสบู่ เอาอย่างนี้ พูดง่ายๆ 1. เงินหาง่าย ถ้าลองย้อนกลับไปตลาดหุ้นมัน 30 กว่าปีแล้ว จำได้ไหม ตอนนั้นคนทำงานลาออกจากงานมาเล่นหุ้น

ไทยพับลิก้า : ค่ะ ใช่

ศิริวัฒน์ : ผมจำแม่นเลย ก็เพราะเงินมันหาง่าย วันหนึ่งหาได้ 2-3 หมื่น จะไปทำ ทำไหมเงินเดือนหมื่นหนึ่ง หมื่นห้า เรามาเล่นหุ้น เสร็จแล้วก็ไปเล่นมาร์จิน ก็เหมือนผมครับ ก็เลยเลยเถิดไปเรื่อยๆ โห โบรกเกอร์ก็ปล่อยมาร์จินกันใหญ่ ฉะนั้นมันก็เลยเถิด ถามว่าฟองสบู่ใช่ไหม ใช่ หลายบริษัทซื้อขายกัน P/E (Price to Earnings Ratio) 30-40 เท่า ราคาตลาดสูงกว่าบุ๊กตั้งหลายเท่าตัว ก็ยังเล่นกัน

ช่วงนั้นบอกไหนจะเพิ่มทุนอย่างโน้นอย่างนี้ นักข่าวก็ไล่กันใหญ่ ในที่สุดก็เป็น domino theory ต้องโทษตัวเองด้วยครับ

ไทยพับลิก้า : วันนี้ถ้าย้อนกลับไป จะบอกว่าบทเรียนตอนนั้นมันเป็นยังไง

ศิริวัฒน์ : โอเค ถามก็คือมัน “เจ็บปวด” ว่าคนเราถ้าทำอะไรเกินตัวก็ตามที่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เศรษฐกิจพอเพียง” พระองค์ท่านก็สอนสอนว่า คนเราต้องพึ่งตนเอง ทำอะไรก็พอประมาณ เดินทางสายกลางนั่นเอง สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี

ผมว่าช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยคืออย่างที่บอก หลงละเริงคิดว่าข้าพเจ้าจะเป็นเสือตัวที่ 5 ที่ 6 ตามต่างประเทศให้สมญา เราคิดว่าเราแน่ ต่างประเทศก็ให้เงินกู้ อย่างที่เมื่อกี้พูดไปนะครับ เฮ้ยไปให้เงินประเทศไทยดีกว่ามันกำลังเป็นเสือตัวที่ 5 ให้มาเลเซียดีกว่า อะไรอย่างนี้ เสร็จแล้วทุกคนก็ไปทางนั้นโดยที่ลืมคิดไปว่าวันหนึ่งต้องใช้เงินคืนเขานะ มันไม่ใช้ฟรีนะ แล้วไปพึ่งเงินคนอื่นไม่ได้พึ่งตนเอง

ถ้าคิดกลับไปได้วันนั้น ถ้าทำอย่างพอเพียงมันก็รวยได้ แต่รวยอย่างพอเพียง ก็คือพึ่งตัวเองให้มากที่สุด พึ่งคนอื่นน้อยหน่อย เพราะพอถึงเวลาแล้วคนอื่นเขาก็มาเอาคืน เราก็ต้องคืนให้เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้ดี

ผมว่าช่วงนั้นนักธุรกิจส่วนใหญ่นะครับ เอาหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นมันขึ้น มูลค่าก็เพิ่ม เพราะฉะนั้นตัวเองก็ร่ำรวย พอร่ำรวยเสร็จแล้วก็เอาใบหุ้นนั้นไปจำนำธนาคาร ก็ได้เงินมา ถูกไหมครับ แบงก์ก็ให้เงินมาประมาณ 50% ของมูลค่าหุ้น แล้วก็เอาเงินส่วนหนึ่งไปเล่นหุ้นต่อ หุ้นตัวเองนะ ทำให้หุ้นมันขึ้นไป บางส่วนก็เอาไปซื้อที่ดิน

ช่วงนั้นเอง ผมจำแม่นเลยว่า ก่อนจะเกิดวิกฤติ รู้สึกสมัยอดีตนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณ ราคาที่ดินก็ขึ้นๆ ทุกคนก็ไปเก็งกำไรที่ดินหมดนะครับ ฟองสบู่ชัด ๆ ผมจำแม่นเลยว่าซื้อขายที่ดินกันเนี่ย วางหูโทรศัพท์ราคาเปลี่ยนแล้วนะ รายหนึ่งเปลี่ยนไปกี่หมื่นกี่แสนไม่รู้ บอกคุณไม่เอาใช่ไหม โอเค เสร็จปุ๊บ คุณโทรมาอีกที สมมติคุณซื้อกับผม ไร่หนึ่งจากแสนหนึ่งเป็นแสนห้าแล้ว โห คุณศิริวัฒน์แพง ไม่เป็นไรวางสายเดี๋ยวอีกชั่วโมงโทรมา 3 แสนแล้ว

ช่วงนั้นมันอย่างนั้นจริงๆ นะ ก็คือฟองสบู่ แบงก์เองทำไง ก็ปล่อยของให้มีโฉนดเท่านั้นเอง แล้วที่โกงกันน่ะ บางแบงก์ที่เจ๊งน่ะ ก็ไปซื้อที่ดินตามต่างจังหวัดเป็นพันๆ ไร่ บางคนผู้บริหารก็ไปตั้งบริษัทนอมินีขึ้นมา มูลค่าแค่ 10 ล้าน โอโห! ขอกู้แบงก์พันล้าน แล้วก็เสวยสุขกัน แต่ก็โอเค ตอนนี้ก็รับโทษกันไปเยอะแยะ อะไรอย่างนี้

พอเป็นอย่างนี้เยอะช่ วงนั้นก็เกิดภาวะฟองสบู่ ปุ๊บๆๆๆ พอมันแตก โพล๊ะ! คราวนี้ โห ไปกันใหญ่เลย

ไทยพับลิก้า : ในแง่ของเป็นนักลงทุนรายใหญ่นี่คือ ถ้าเกิดมองกลับไป จริงๆ แล้วตลาดหลักทรัพย์ควรจะมีนักลงทุนรายย่อยเยอะขนาดนั้นไหม ช่วงนั้นทุกคนต่างก็เข้ามาเต็มไปหมด

ศิริวัฒน์ : ครับ คือจำนวนนักลงทุนมันวัดกันไม่ได้สักที แต่ตลาดหลักฯ จะบอกได้เสมอว่ามีนักลงทุนทั้งหมดทั่วประเทศกี่แสนราย ในกรุงเทพฯ เท่าไหร่ ต่างจังหวัดเท่าไหร่ จำได้ไหม ตอนนั้นโบรกเกอร์พยายามไปเปิดออฟฟิศสาขาต่างจังหวัดเยอะแยะ เพราะตลาดหลักทรัพย์บอกว่าควรไปขยายฐานนักลงทุนที่ต่างจังหวัด ก็ไปเปิดกันใหญ่ ก็เลยทำให้บางโบรกเกอร์ไปโกงกันใหญ่เปิดออฟฟิศ โทษนะ อย่างสาขาหนึ่งใช้เงิน 10 ล้าน จริงๆ สร้างไปแค่ 5 ล้าน แต่เบิก 10 ล้าน อีก 5 ล้าน เข้ากระเป๋าใครไม่รู้ ในที่สุดตลาดหลักทรัพย์ ก.ล.ต. ก็ส่งเสริม คราวนี้มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะว่านักลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรุง ในหัวเมืองใหญ่มากกว่า ส่วนนักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นจะมากน้อยแค่ไหนมันก็ต่างกัน

แต่ผมขอพูดสรุปว่า ถ้าคุณจะเรียกว่านักลงทุนหรือนักเล่นหุ้นรวมทั้งหมด “โลภ” ทั้งนั้น รวมทั้งผมด้วย คนเราพอถึงคำว่าโลภมันไม่มีที่สิ้นสุด

จำได้เลยช่วงนั้นนักลงทุนเยอะแยะ รวมทั้งผมด้วย ขายเสร็จกำไรนะ เสียดาย หุ้นขึ้นต่อไป ซื้ออีก ซื้อสูงกว่าที่เราเพิ่งขาย ก็อ้าวกำไรอีก ก็ไปซื้อสูงกว่าที่เราขายมันก็เป็นขั้นต่อขั้นไป อ้าว! พอเวลาขาลง โอ้โห 100 บาท เรายังกล้าซื้อเลย 50 บาท ทำไมไม่ซื้อ ก็ซื้อถัวเฉลี่ย ถัวเฉลี่ยจนระทั่ง 20 บาท ไปไม่ไหวแล้ว เลยต้องเล่นมาร์จินถูก บังคับขายก็ต้องขาย ขายเสร็จขาดทุน หุ้นกลับขึ้นมาใหม่

ดังนั้น ทั้งหมดมันเกิดเพราะความโลภ โลภที่ไม่พอ โลภที่กำไรไม่พอ โลภที่รู้สึกว่ามันต่ำมาเราต้องซื้อถัวเฉลี่ย ดังนั้นเราต้องโทษตัวเองก่อนว่าเกิดความโลภ พอเป็นอย่างนี้ แน่นอน ฟองสบู่เกิดขึ้น มันแตก ทุกคนรับกรรมหมด นักลงทุนรับก่อน เสร็จแล้วก็โบรกเกอร์ เพราะนักลงทุนคุณจะมีกี่แสนไม่รู้ พอเวลาตลาดมันลงเหลือไม่กี่หมื่น แล้วที่หลายๆ หมื่นก็ยังเป็นหนี้มาร์จิน เลย จากหลายๆ แสนเหลือไม่กี่หมื่น ค่าคอมมิชชันของโบรกเกอร์ก็ลดลง แล้วตอนนั้นจำได้ไหม ไลเซนโบรกเกอร์ใบหนึ่งเกือบร้อยล้าน

ร้อยล้านน่ะ! เดี๋ยวนี้ไปดู แทบจะไม่มีค่า

เพราะตอนนั้นโบรกเกอร์รายได้เยอะ ค่าคอมมิชชันเยอะ ตอนนั้นอยู่ที่ประมาณจุดห้าเปอร์เซ็นต์ ยังไม่มีต่อรองเหมือนวันนี้ วันนี้เกือบ 0% แล้วอะไรพวกนี้ มันก็เลยโอ้โห ดีเว้ยเป็นโบรกเกอร์ซื้อขายไลเซนกัน พอเกิดวิกฤติก็ต้องมาร์จินเอย มานั่งฟ้องลูกค้า ค่าคอมมิชชันก็น้อยลง วอลุมก็หดลง เร่ขายไลเซนกันใหญ่

ทั้งหมดนี่ภาษาเศรษฐศาสตร์ก็มี ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Vicious circle หรือ “วงจรอุบาทว์” อะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ได้เป็นความจริง ของจริง มันจะเกิดวงจรอุบาทว์

ตอนที่ 5: บทเรียน “เศรษฐีเยสเตอร์เดย์”

ไทยพับลิก้า: วันนี้ยังเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ไหม

ศิริวัฒน์ : ถามว่าลงทุนไหม ลงทุนให้กับลูกค้า ส่วนตัวไม่มีตังค์ แต่ช่วงนี้ผมบอกลูกค้าว่าเศรษฐกิจโลกไม่ดี ก็คือไม่ลงทุนให้เขานะครับ ก็คือขายหุ้นให้เขาก็บอกให้ซื้อก็ยังไม่ซื้อ

ถ้าถามแบบคุยสนุกๆ ระดับดัชนีไหนถึงจะไปลงทุน ก็ต้อง 900 ลงมา

ผมมองว่า จากประสบการณ์ตัวเองนะซึ่ง อาจจะไม่ถูกก็ได้ ผมเคยเห็น Black Monday ผมเคยกรณีซัดดัม โอ้โห! ลงกันทีหนึ่ง แล้ววันนี้ผมมองว่ามันยิ่งกว่า Black Monday มันยิ่งกว่าซัดดัม เพราะ Black Monday สมัยนั้นน้ำมันพุ่งจาก 14 เหรียญ จะไป 40 เหรียญ น้ำมันมันแพงมาก วันนี้น้ำมัน 80-90 เหรียญ ไปร้อยกว่าเหรียญ มันคนละเรื่องแล้ว

ก็เลยมองว่า ถ้าเศรษฐกิจโลกมันถดถอย ประเทศไทยคือเราเป็นตัวเล็ก ๆ เราก็ต้องโดนผลกระทบ แล้วเราจะไปที่ไหนนะ แล้วงบประมาณรัฐบาล ผมจำแม่นเลยสมัยก่อนนะที่เรายังหนุ่มๆ สาวๆ ปีหนึ่งไม่กี่แสนล้าน เดี๋ยวนี้งบประมาณรัฐปีหนึ่งหลายล้านล้าน

ไทยพับลิก้า : เกือบ 2 ล้านล้าน

ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ

ศิริวัฒน์ : 2 ล้านล้าน สมัยนั้นจีดีพีอย่างเก่ง 3-4 ล้านล้าน เดี๋ยวนี้มัน 10 ล้านล้าน ผมกำลังจะพูดว่า ลูกโป่งมันใหญ่ขึ้น งบประมาณก็เยอะขึ้น จีดีพีก็เยอะขึ้น ถ้ามันแฟบขึ้นมาทีหนึ่งมันกระเทือนนะ แล้วส่วนตัวมีสิทธิจะเกิดขึ้นเมื่อไรไม่ทราบนะ

ไทยพับลิก้า : กลัวไหมว่าจะกลับไปทำแบบนั้นอีกในการบริหารพอร์ตให้ลูกค้า

ศิริวัฒน์ : คือถามว่ากลัวไหม วันนี้ “ความกลัว” เรียกว่ามันจะหายไปหมดแล้ว มันเจอมาทุกรูปแบบ

แต่ตอนนั้นที่กลัวที่สุดคือเทศกิจจับ

โอ้โห! เห็นเทศกิจมาทีต้องหลบก่อนหนีเดินไปที่อื่นแล้ว วันนี้โดนจับ 2 ทีแล้ว มันรู้แล้วมันคืออะไรใช่ไหม

คนเราเวลาเกิดความกลัว เพราะมันไม่เคยโดน แต่กลัวแล้วแล้วมันโดน ความกลัวมันก็จะหายไประดับหนึ่ง มีประสบการณ์แล้วไง อ๋อ! มันเป็นอย่างนั้นเอง เรากลัวมันไปทำไม

เพราะฉะนั้น วันนี้ถ้าถามความกลัว ผมก็ลดลงไปเยอะ ก็พูดกับหลายคน บางคนก็ไม่เชื่อ มันจะเป็นอย่างนั้นเหรอ ผมจะพูดกับทุกคนว่า พี่ ถ้าพี่ไม่เคยโดนพี่ก็ไม่รู้หรอก แต่พอโดนแล้วก็จะรู้ โห! รู้อย่างนั้นตอนนั้นเราไม่ดีกว่า

ผมก็พูดมาก่อนหน้านี้ “รู้อย่างนั้นผมก็ไม่ดีกว่า”

ถ้าผมรู้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะมา คอนโดไม่ทำหรอก ขาย 1-2 ล้าน เพราะคนกำลังซื้อไม่มี ขายมันเลย ให้เศรษฐี 5 ล้าน 15 ล้าน ถ้ารู้อย่างนั้นว่าจะเป็นเศรษฐีเยสเตอร์เดย์ก็ไม่ทำหรอก

ตอนที่ 6: 15 ปี วิกฤติ 40 นักการเมือง “ไม่เคยเปลี่ยน”

ไทยพับลิก้า :คิดว่า 15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ทำ หรือ ไม่ได้ทำอะไร?  ตรงนี้คุณศิริวัฒน์มองอย่างไร แล้วจะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร

ศิริวัฒน์ : ได้ทำไปเยอะ ไม่ได้ทำก็เยอะ ผมพูดภาพรวมแล้วกัน ผมคงต้องตำหนินักการเมืองและรัฐบาล ไม่ว่ายุคไหน พรรคไหน ใครเป็นรัฐบาลก็ตาม มักจะคิดถึงพรรคตัวเองมากกว่า ปากก็พูดนะเพื่อประชาชน เวลาหาเสียงก็เพื่อประชาชน แต่พอมาถึงต้องทำจริงๆ คิดถึงพรรคตัวเองก่อน ให้อยู่เป็นรัฐบาลให้ได้

เพราะฉะนั้นจะให้ fault signal หรือ “สัญญาณที่ผิด” อะไรก็แล้วแต่ อย่าว่าแต่อดีตเลยครับ วันนี้ดูปัจจุบัน ขอวกมาปัจจุบัน ถ้าตราบใดที่รัฐบาล พรรคการเมือง บริหารแบบนี้ทั้งอดีตและปัจจุบัน ประเทศไทยไปไม่ได้ ที่บอกขอเอามาพูดปัจจุบัน สัญญาณออกมาแล้ว ส่งออกมันไม่โต ก็ยังดื้อดันอยู่อย่างนั้นว่าปีนี้ส่งออกต้องโต 15% จีดีพีพูดตั้งแต่ปลายปีที่แล้วบอกจะโต 7% ใครจะไปคิดว่าวิกฤติยุโรปจะบานปลาย

วิกฤติยุโรปเกิดตั้งแต่ปีที่แล้ว ต้นหรือกลางปีจำไม่ได้ ตั้งเป้าเอาไว้เพราะว่าไปเจอน้ำท่วมไง ดังนั้นปีนี้ต้องโต 7% อ้าว วิกฤติยุโรปยังไม่จบ มันบานปลายไปอีก จากกรีซตอนนี้ขยายไปอิตาลีจนกระทั่งสเปนอะไรนี่ จนขนาดเยอรมันหรือฝรั่งเศสจะไปอุ้มนี่ ฝรั่งเศสกับอังกฤษก็โดนดาวน์เกรด โดน มูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือ

เยอรมันวันนี้ตัวเลขความล้มเหลวของธุรกิจเกิดขึ้น คนว่างงานเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ เศรษฐกิจเยอรมันตอนนี้ขาลง แล้วใครจะไปช่วยใคร แล้วก็ยังบอกว่าไม่ได้ ส่งออกต้องโตได้ 15% จีดีพี 7% ทั้งๆ ที่หน่วยงานของรัฐซึ่งพอเชื่อถือได้บอกมาแล้วว่าส่งออกโตแค่ 12% กว่า จีดีพีอย่างเก่งก็ 5% กว่า เห็นไหม นโยบายบอกว่าไม่ได้ ฝืนแล้วไง แล้วบอกไม่เป็นไรตลาดส่งออกเราตลาดใหญ่ก็คืออเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ถึงแม้กำลังซื้อเขาลดลงเราก็ไปหาตลาดใหม่ โห! หาตลาดใหม่มันได้ แต่ตลาดใหม่อาจจะเป็นประเทศที่ยากจน แอฟริกาอย่างนี้ ขายได้เก็บเงินได้ไหม

ไทยพับลิก้า : ไม่แน่ใจ

ศิริวัฒน์ : เออ ไม่แน่ใจ ซื้อเยอะไหม ไม่เยอะ เวลาซื้อต่อรองราคาไหม ต่อรองราคา ในขณะที่วันนี้ต้องยอมรับ ข้าวเราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งมา 20 กว่าปี กำลังจะสูญเสียแล้ว เพราะข้าวเราแพงกว่า คืออะไรต่างๆ ผมถึงบอกว่าทั้งหมดโทษใคร ผมถึงโทษผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารประเทศก่อน อดีตหรือปัจจุบันผมไม่เห็นอะไรเปลี่ยนแปลง หากจะทำ ทำไหม เช่น แก้กฎเกณฑ์ต่างๆ นานา ก็มีการแก้บ้าง เหมาะสมกับสมัยบ้างไม่เหมาะสมกับสมัยบ้าง ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ผมก็เลยไม่อยากจะพูดว่าได้ทำอะไรหรือไม่ได้ทำอะไร


ผมขอว่าใครก็ตามที่มาบริหารประเทศ พรรคไหนก็ได้ รัฐบาลไหนก็ได้ ขอให้บริหารด้วยความจริง

ความจริงก็คือ โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องผลประโยชน์คอร์รัปชันนะ อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ประเทศที่เจริญแล้วเขาก็มี เพียงแต่ว่าทุกอย่างมันต้องตรวจสอบได้ อะไรอย่างนี้ เพราะเราอยู่ในระบบทุนนิยม มันก็ต้องมีเรื่องผลประโยชน์ แต่ว่าประเทศต้องเจริญก้าวหน้าและอยู่กับความจริง ความจริงเท่านั้นที่จะทำให้ภาคเอกชนเขารู้ว่าเขาต้องปรับตัวอย่างไร ไม่ใช่ไปบอกเขาให้ฝันหวานอยู่เรื่อยนะ

ไทยพับลิก้า : มีโอกาสที่ไทยจะเจอวิกฤติอย่างนั้น?

ศิริวัฒน์ : โอ้ แน่นอนที่สุด ต้องเข้าใจนะ ผมมักจะบอกหลายๆ คน บอกว่าเรามานั่งคุยกันอย่างนี้ดีกว่า คุยตั้งแต่จบ ม.ปลายจนถึงวันนี้ คุณเห็นเลยว่าอเมริกาเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ยุโรปเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ญี่ปุ่นหลังจากแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเจริญรุ่งเรืองร่ำรวย ไต้หวัน ร่ำรวย

ถามว่าประเทศเหล่านี้ วันนี้อยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง ขาลงใช่ไหม เพราะฉะนั้น ประเทศเหล่านี้ได้ทำให้เศรษฐกิจโลก รวมทั้งประเทศไทย จากประเทศที่ด้อยพัฒนาเป็นกำลังพัฒนา ได้โตขึ้นเพราะกำลังซื้อจากพวกนี้ วันนี้พวกนี้กำลังซื้อกำลังถอยลง ใครจะมาช่วยซื้อเรา

อย่างที่ผมบอกนะครับ ซื้อได้แต่ไม่มีเงินจ่าย

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกกำลังขาลง และจะกระทบประเทศไทย ซึ่งเราเป็นประเทศเล็กๆ นะ หลายคนบอกว่าจีนยังอยู่ ผมก็ถามว่าจีนรวยเพราะใคร จีนรวยเพราะอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น วันนี้เขาเริ่มไม่รวยแล้ว แล้วจีนจะรวยไหม เศรษฐกิจจีนก็เห็นแล้ว เริ่มโต รัฐบาลจีนก็พูดมาแล้ว ท่านประธานาธิบดี ท่านนายกฯ จีนก็บอกว่า “สงสัยเราต้องช่วยซื้อของจีน” แล้วนะ เพราะต่างประเทศเขาไม่มีปัญญาซื้อของเรา เขาเรียกว่า buy china แล้วคนจีนช่วยซื้อของจีน คุณคิดว่าจะได้ราคาดีเท่าสหรัฐฯ ยุโรปไหม ไม่มีทาง

ดังนั้นคุณถึงเห็นว่า ช่วงนี้ราคาพวกสินค้าพืชไร่อะไรต่างๆ ตกหมด เพราะจีนเริ่มหดตัว เศรษฐกิจเคยโตกว่า 10% ตอนนี้ไม่ถึง 2 หลัก 7-8% ดังนั้น ความต้องการในพวกวัตถุดิบต่างๆ แม้กระทั่งค่าระวางเรือก็ลดลง สมัยก่อนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา โอ้โห เรือไม่พอ จีนซื้อทีหนึ่งเหมาทั้งกองทัพเรือเลย อ้าว บริษัทเรือก็ไปต่อเรือเพิ่ม ตอนนี้เศรษฐกิจจีนมันลง คนซื้อน้อยลง เรือก็เหลือเยอะ ค่าระวางก็ลงกันใหญ่ อันนี้มันเรื่องอุปสงค์อุปทาน มันธรรมดา เราต้องดูให้ออกและยอมรับความจริงของทั้งโลก

ดังนั้น ประเทศไทยควรจะทำอย่างไร คน 67 ล้านคน เราต้องทำยังไง แก้ไขปัญหายังไง ผมบอกได้เลยนะ ถ้าวันนี้ผมเป็นรัฐบาล ไอ้ตลาดส่งออกผมไม่ไปขยันหามันหรอก ผมจะเน้นเรื่องท่องเที่ยว ประเทศไทยเรามีของดีอยู่ พูดง่ายๆ เราไม่ต้องไปหาเขา

ไทยพับลิก้า : ทรัพยากรเรามี

ศิริวัฒน์ : ถูกต้อง การท่องเที่ยวเน้นเอาคนมาประเทศไทเยอะๆ ทำให้มันได้เลยล้านล้าน คือเรามีของดีไงเราไม่ต้องขวนขวายหาของเขา เพียงแต่ไปเชิญชวนให้เขามาใช้ของเรา

ดังนั้น พอมาพูดถึงจุดนี้ วันนี้ค่าเงินบาทควรจะต้องอ่อน ดูสิ 1 เหรียญ มัน 31 บาท นานแล้วนะ ตีซะ 30 บาท ต้องปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อน แบงก์ชาติก็มักจะบอก โอ้ย เสถียรภาพ แต่เขามีเข้าไปแทรกแซง แต่ผมอยากเห็นแทรกแซงให้มันอ่อน การท่องเที่ยวดี การส่งออกดี ประเทศที่ไม่ค่อยมีเงินซื้อแต่อย่างน้อยๆ เขามีดอลลาร์ พวกนี้เขาเก็บดอลลาร์หมดแหละ ก็เอาดอลลาร์มาจ่ายเราสิ

ทีนี้ พอความจริงเป็นอย่างนี้นะ ประเทศก็จะรอดได้ ผมว่าไม่ใช่รอดเพราะเรื่องค่าแรงสามร้อยบาท ตอนนี้กำลังพูดว่าไม่เป็นไร ส่งออกไม่ดี พยายามมากระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ขึ้นจากเท่าไหร่ ผมจำไม่ได้ อย่างเก่ง

ไทยพับลิก้า : 200 กว่าบาท

ศิริวัฒน์ : ให้ 40% แต่ราคาสินค้าขึ้นมากกว่า 40% นะ จริงไหม รายได้คนกินเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น 40% แต่ของแพงขึ้นมากกว่า 40% เขาติดลบนะ แสดงว่าเขาติดลบนะ เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทพอไหม ไปถามซิว่าพอไหม ไม่พอ คนโสดยังไม่พอ แล้วคนมีครอบครัวพอไหม

ดังนั้นผมกำลังบอกว่า คือ “พูดน่ะมันง่าย” ส่งออกไม่ได้ก็กระตุ้นในประเทศ คุณกระตุ้นเยอะๆ รัฐบาลทำไง ก็อัดเงินอีก อัดเงินอีกอะไรเกิดขึ้น เงินเฟ้อเกิด คำว่าเงินเฟ้อทุกคนก็รู้ ยิ่งเฟ้อมากๆ ค่าเงินไม่มีความหมาย มันก็คือ “วงจรอุบาทว์”

ผมจึงบอกว่าไม่เป็นไร บริหารประเทศยังไงก็แล้วแต่ ตราบใดที่ประชาชนเลือกท่าน ท่านก็บริหารให้ดี ไม่ดีเขาก็ไม่เลือกท่าน น่าจะเป็นอย่างนั้น

ตอนที่ 7 (จบ): บทสรุป “คนเคยรวย”

ไทยพับลิก้า : วันนี้กลับมาเป็นเศรษฐีเหมือนเดิมหรือยัง

ศิริวัฒน์ : ยังครับ เรียนตรงๆ หลายคนคิดว่าผมกลับมาเป็นเศรษฐีเหมือนเดิม คือ ช่วงล้มผมล้มหนัก เอาเป็นว่าบ้านของคุณแม่ยังต้องเอาไปจำนอง มันล้มหนักเกินกว่าที่คนคนหนึ่งที่ตอนอายุ 48 ถ้าล้มตอนอายุ 28 มันอีกเรื่องหนึ่งนะ วันนี้ 63 แล้ว

ตอนนั้นล้มแบบที่ว่าญาติยังไม่กล้าให้ยืมเงินเลย เพราะกลัวไม่ได้คืน 1-2 แสนเองนะ รวยเป็นพันล้านเลยนะ ยืม 1-2 แสนช่วงวิกฤติตอน 40-41 เขายังไม่กล้าให้ผมยืมเลย ญาติแท้ๆ นะ ไม่ใช่ไม่แท้ กลัวไง กลัวเป็นหนี้สูญ

ดังนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านชีวิตผมมา ผมคิดว่ามันสอนให้ผมรู้อะไรอย่างหนึ่งอย่างที่พระพุทธเจ้าพูดเมื่อ 2500 กว่าปีที่แล้ว อย่าไปยึดติด ทุกสิ่งมันไม่แน่นอน สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลกนี้คือความไม่แน่นอน อันนั้นแน่นอนที่สุด

ความไม่แน่นอน คือ แน่นอนที่สุด

ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ

เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติด พอยึดติดแล้วไม่เป็นไปตามนั้นเราก็เป็นทุกข์ หรือเป็นไปตามนั้นเราก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นเราก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ในอดีตนั้นเราแก้ไขมันไม่ได้ เราก็เอามาเป็นบทเรียน ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วเราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยตัวเราได้นะครับ

ถ้าเรามีบทเรียนอะไรแล้วเรายัง เช่น สมมติวันนี้ผมบอกว่ากู้มาเลย ดอกเบี้ยเดี๋ยวนี้ถูก 8% 10% โทษทีมันไม่มีเครดิต แต่ถ้ามีโอกาสให้กู้ 8% 10% บอกโอเคครับ ถ้าจะกู้ก็ 10% พอ ไม่กู้ 100% เหรอ โห ลุยแหลก ดอกเบี้ยมันถูกนี่ ก็ไม่เอาแล้ว พอ อะไรอย่างนี้ครับ

พยายามพึ่งตนเองให้มากที่สุด ถึงแม้จะขายของเล็กๆ น้อยๆ ก็ทำไป ทำไปเรื่อยๆ ผมจะไปคิดได้ไงปี 40 จากคนเคยรวยแล้วเจ๊ง เขาเรียกผมว่า “คนเคยรวย” ผมก็ทำไปขายแซนด์วิช ผมจะไปรู้ได้ยังไงวันนี้ ในประเทศไทยถ้าจะพูดถึงแซนด์วิชต้อง “ศิริวัฒน์แซนด์วิช”

ต่างประเทศเขารู้จัก “โลโกเงินบาทลอยตัวกับลูกบอลลูน” หมดแล้ว จะไปคิดได้ยังไงปี 40 วันนี้ให้สัมภาษณ์ไปทั่วโลก CNN, CNBC, BBC world ในประเทศไทย ถ้าพูดถึงวิกฤติปี 40 ฝรั่งต่างประเทศเขาก็จะนึกถึงคนคนหนึ่ง คนนั้นคือผมที่มันจากอยู่สูงสดแล้วมายืนขายแซนด์วิชข้างถนน แล้วโลโกเป็นเงินบาทลอยตัวรูปบอลลูน ข้างล่างมีไอเอ็มเอฟ ปี 2540 คิดแต่ไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งคนเขาจะรู้จัก

อย่างที่บอก ต่างประเทศเขาเชิญไปบรรยาย “ให้กำลังใจคน” ไม่เคยคิดก็ทำไปๆ เขาเชิญมาก็ไป ไปให้กำลังใจคน

 

ที่มา http://thaipublica.org/2012/11/series-15-year-crisis-siriwat-1/

เคยฟังคุณศิริวัฒน์บรรยาย หลังงานยังขอภายภาพร่วมกัน ตอนจะถ่ายภาพ คุณศิริวัฒน์บอกว่า ลองสะพายกระเป๋าแซนวิชกับใส่หมวกด้วยไหม ก็เลยลองค่ะ เลยได้รู้ว่ากระเป๋าแซนวิชนั้นมีน้ำหนักพอสมควร นึกภาพของเต็มกระเป๋ายืนขายที่อากาศร้อน ๆ คงเหนื่อยน่าดู ตอนนั้นรู้สึกชื่นชมมาก ๆ ค่ะ เป็นอีกหนึ่ง Idol ในชีวิตเลยค่ะ

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 11/12/2015 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,747 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: