AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ความสุขอันประเสริฐ พระไพศาล วิสาโล

01

พระไพศาล วิสาโล กับการจาริกสู่ความสุขอันประเสริฐ

เคล็ดลับอย่างหนึ่งในการสร้างสุขให้แก่ชีวิต ก็คือ การมีความสมดุล ความสมดุลนั้นมีหลายด้าน เช่น สมดุลระหว่างสมองกับหัวใจ (หรือเหตุผลกับความรู้สึก) สมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวกับชีวิตส่วนรวม สมดุลระหว่างงานกับการพักผ่อน แต่ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องพื้นฐานมากเท่ากับสมดุลระหว่างการรับกับการให้ หรือการได้กับการสละ

หายใจเข้า แต่ไม่ยอมหายใจออก ก็ตายสถานเดียว กินมากแต่ไม่ยอมออกกำลังกาย โรคร้ายก็ถามหา ในทำนองเดียวกัน หากเอาแต่เก็บสะสมทรัพย์สมบัติ แต่ไม่ยอมแบ่งปันให้ผู้อื่น ก็ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์

การเอาแต่รับ แต่ไม่ยอมให้ เป็นการกระทำที่สวนทางกับวิถีธรรมชาติ ต้นไม้นั้นไม่เคยเป็นผู้รับฝ่ายเดียว แม้พึ่งน้ำจากฟ้า ดูดปุ๋ยจากดิน แต่ในเวลาเดียวกันก็คายน้ำให้ฟ้า ทิ้งใบและกิ่งให้กลับกลายเป็นปุ๋ยคืนสู่ดิน ใช่แต่เท่านั้น ยังให้ดอกและผลเป็นอาหารแก่สรรพสัตว์ รวมทั้งให้ร่มเงาแก่นานาชีวิต เช่นเดียวกับลำห้วย เมื่อได้รับน้ำจากภูเขา
ก็ส่งต่อให้ผืนดินเบื้องล่างเป็นทอดๆ จนกลายเป็นแม่น้ำสายใหญ่ ผู้คนได้ใช้ประโยชน์มากมาย วิถีแห่งการรับและ

ให้เช่นนี้ทำให้เกิดความบรรสานสอดคล้องในธรรมชาติและทำให้โลกนี้น่าอยู่
มนุษย์เราก็เช่นกัน จะมีความสุขและมีชีวิตที่บรรสานสอดคล้องได้ การให้เป็นสิ่งสำคัญ ด้วยเหตุนี้“ทาน”จึงเป็นธรรมข้อต้นๆ ในพุทธศาสนา ไม่ว่าคำสอนเรื่องบุญกิริยาวัตถุ สังคหวัตถุ หรือแม้แต่ทศพิธราชธรรมก็เริ่มต้นด้วยทาน

ทานทำให้ชีวิตมีความสมดุล เพราะตั้งแต่เกิดเราเป็นผู้รับฝ่ายเดียว ร่ำร้องและเรียกหาทั้งอาหาร ของเล่น เงินทอง เวลา ความรักจากพ่อแม่ญาติพี่น้อง ตลอดจนความรู้จากครูบาอาจารย์ ดังนั้นเมื่อเราเติบใหญ่ขึ้นจึงควรเป็นผู้ให้บ้าง มิใช่เพื่อทดแทนบุญคุณหรือตอบแทนโลกเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เรามีความสุขด้วย

การรู้จักให้ ช่วยปรับใจเราให้ไม่คิดแต่จะเอาฝ่ายเดียว จิตที่คิดแต่จะเอา เป็นจิตที่ทุกข์ง่าย เพราะถูกเผาลนด้วยความโลภเป็นอาจิณ ต้องดิ้นรนไล่ล่าหาสิ่งต่างๆ มาครอบครองไม่หยุดหย่อน แม้ได้มามากมายเพียงใดก็ยังไม่พอใจ อยากได้เพิ่มอีก จึงหาความสงบสุขได้ยาก

การให้ ช่วยลดทอนความโลภ บรรเทาความเห็นแก่ตัว หากสิ่งที่ให้นั้นเป็นทรัพย์หรือวัตถุ ก็ช่วยให้เราละความยึดติดถือมั่นใน“ตัวกูของกู”  ธรรมดาคนเราย่อมหวงแหนในทรัพย์สมบัติเพราะสำคัญมั่นหมายว่าของเหล่านั้นเป็น“ของกู” ความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว เป็นที่มาแห่งความทุกข์ทั้งปวง เพราะสวนทางกับความจริง ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริง และไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราได้ตลอด  หากมันไม่จากเราไป เราเองแหละที่จะเป็นฝ่ายจากมันไป ที่สำคัญก็คือ ทันทีที่เรายึดมั่นว่ามันเป็นของเรา เราต่างหากที่กลายเป็นของมันทันที คือ ตกเป็นทาสของมันจนอาจป่วยหรือตายเพราะมันได้ (เช่น เส้นเลือดในสมองแตกหรือหัวใจวายเมื่อบ้านถูกยึด เงินถูกโกง) หากไม่ตายเพราะมันในยามใกล้ตายก็อาจกระสับกระส่ายเพราะยังหวงแหนอาลัยในทรัพย์เหล่านั้น สุดท้ายก็อาจไปสู่ทุคติได้

ถ้าอยากคลายความยึดมั่นถือมั่นในตัวกู ของกู สิ่งแรกที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การให้ทาน หากเป็นการให้ที่แท้จริง คือให้โดยไม่หวังอะไรเข้าตัวเลย ไม่ว่าจะเป็นการให้แก่ใครก็ตาม จะช่วยบรรเทาความยึดติดถือมั่นดังกล่าวได้ ซึ่งช่วยให้ใจโปร่งโล่งเบาสบาย แช่มชื่น เบิกบาน นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า “บุญ

เดี๋ยวนี้เวลาทำบุญให้ทาน ผู้คนมักนึกถึงโชคลาภและความมั่งมี หรือ“สวย รวย ฉลาด สมปรารถนา” แม้นั่นเป็นอานิสงส์อย่างหนึ่งของทาน  แต่หาใช่อานิสงส์สูงสุดของทานไม่ ประโยชน์สูงสุดที่สามารถเกิดได้จากทานก็คือ การคลายความยึดมั่นในตัวกู ของกู หรือการลดละความโลภ    หากให้ทานโดยยังหวังได้โชคลาภ ก็ไม่ช่วยให้บรรลุถึงประโยชน์ดังกล่าวเลย เพราะยังเป็นการให้ที่เจือด้วยความโลภอยู่

นอกจากการให้ทรัพย์สมบัติแล้ว เราควรให้อย่างอื่นที่มีคุณค่าด้วย เช่น เวลา กำลังกาย และสติปัญญา การช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก แม้บางครั้งต้องประสบกับความเหน็ดเหนื่อย ไม่สะดวกสบาย แต่กลับสัมผัสได้ถึงความสุขใจ ความปีติและความแช่มชื่นภายใน เป็นสุขที่ประณีตกว่าความสุขหรือความสนุกจากการเสพ
ใช่หรือไม่ว่า เมื่อเรานึกถึงตัวเองน้อยลง คิดถึงผู้อื่นมากขึ้น เราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น อาสาสมัครนวดเด็กคนหนึ่งเล่าว่า เธอเป็นไมเกรน ต้องกินยาทุกวัน แต่หลังจากที่เป็นจิตอาสาได้ไม่นาน อาการปวดก็หายไปจนเธอลืมกินยาไปเลย ส่วนผู้เฒ่าคนหนึ่งเปิดใจว่า หลังจากที่ได้เป็นอาสาสมัครแยกขยะ เขารู้สึกว่าตนเองเป็น“ขยะคืนชีพ”ไม่รู้สึกว่าไร้ค่าเหมือนตอนที่นั่งๆนอนๆอยู่ในบ้าน

   น้ำที่ไม่ถ่ายเทย่อมกลายเป็นน้ำเน่า ชีวิตที่ไม่รู้จักให้ คือ ชีวิตที่หม่นหมองไร้สุข    ความสุขที่แท้มิได้เกิดจากการเสพ หรือ การมีมากๆ   แต่..อยู่ที่การสละออกไป  เริ่มจากสละวัตถุสิ่งของ ไปจนถึงสละความยึดติดถือมั่นในตัวตน  สละได้มากเท่าใด ก็ช่วยให้เราอยู่ในโลกนี้อย่างผาสุกมากเท่านั้น อีกทั้งยังทำให้เราจากโลกนี้ไปได้อย่างสงบสุขด้วย

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล

ชีวิตสมดุลได้ด้วยการให้

 

1
การจาริกสู่ความสุขอันประเสริฐ
พระไพศาล วิสาโล

เมื่อครั้งยังหนุ่ม ผู้ชายร่างเล็กคนหนึ่งได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเรียนไปเพื่ออะไร” และคำถามนั้นก็ได้นำไปสู่การค้นหาอีกหลากหลายคำตอบให้กับชีวิต

ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสับสนของวัยแสวงหา ชายหนุ่มได้ตัดสินใจสละชื่อ ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เอาไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าสู่เส้นทางธรรม กระทั่งได้พบกับคำตอบที่ค้นหามานาน

ในเพศบรรพชิต พระไพศาล วิสาโล ได้กลายเป็นหนึ่งในพระนักพัฒนาที่มุ่งมั่นเผยแผ่หลักธรรมทางพุทธศาสนา รวมทั้งแฝงแนวคิดเรื่องการปลุกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติกับพุทธศาสนิกชนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ด้วยการจัดอบรมคอร์สภาวนา “สันติวิธี” กับ “การเผชิญความตายอย่างสงบ” ให้แก่อุบาสกและอุบาสิกา ไปจนถึงตอบปัญหา “ปุจฉา – วิสัชนา” ให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเฟซบุ๊ก

จวบจนวันนี้ พระไพศาลยังคงจาริกบรรยายธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน ผ่านการเดินทาง ผ่านงานเขียนจำนวนมากมาย และผ่านการสนทนาธรรมอีกหลายวาระ เพื่อโปรดผู้ที่ยังแสวงหาความสงบสุขให้กับชีวิต รวมถึงในครั้งนี้…

จากที่ผ่านมา ประเด็นที่คนเข้าถามพระอาจารย์ทางเฟซบุ๊กมากที่สุดคือเรื่องอะไรครับ ?

ประเด็นแรกเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ลูกกับพ่อแม่ หรือพ่อแม่กับลูก ส่วนประเด็นที่สอง คือ ความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องบุญ – บาป เช่น ทำหมันสัตว์บาปไหม กำจัดปลวกในบ้านบาปไหม เลี้ยงสัตว์บาปไหม ส่วนใหญ่เป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ใกล้ตัว

พระอาจารย์คิดว่าประเด็นเหล่านี้สะท้อนอะไรบ้างครับ ?

สะท้อนว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนมีปัญหาด้านความสัมพันธ์มาก สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนในยุคนี้มีความเป็นปัจเจกสูง ชีวิตของคนในเมืองส่งเสริมความเป็นปัจเจกมาก คือ ตราบเท่าที่คุณมีเงิน คุณก็สามารถอยู่คนเดียวหรือสนุกสนานคนเดียวได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใครเหมือนคนในชนบท คุณสามารถแสวงหาความบันเทิงโดยดูโทรทัศน์หรือเปิดดีวีดีดูคนเดียวได้ ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ความบันเทิงเป็นสิ่งที่ต้องเสพร่วมกัน เช่น การดูลิเก การดำเนินชีวิตของชุมชนก็เป็นอย่างนั้น คือไม่สามารถแยกขาดจากผู้อื่นได้ เช่น จะทำนาก็ต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านมาช่วยกันปักดำ เกี่ยวข้าว จะสร้างบ้านก็ต้องไหว้วานกันมาช่วยปลูก นี่คือชีวิตของชาวบ้านสมัยก่อน แต่พอมาเป็นสังคมเมือง เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครมาช่วยเลยก็ได้ แค่ไปจ้างเขามาก็เรียบร้อย ถ้าหิวข้าวก็แค่เดินเข้าร้านสะดวกซื้อไปหาของมากิน หรือไม่ก็ไปที่ร้านอาหารเลย

แม้กระทั่งการใช้ชีวิตในครอบครัวก็เป็นแบบต่างคนต่างอยู่ คือ กินข้าวไม่พร้อมหน้า ดูโทรทัศน์คนละเครื่อง นอนคนละห้อง ต่างคนต่างฟังเพลง เวลาติดต่อกัน บางทีก็ไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง แต่ต้องคุยผ่านโทรศัพท์ทั้งๆ ที่อยู่บ้านเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนก็จะเกิดความเหงา ความอ้างว้าง ที่สำคัญก็คือ เดี๋ยวนี้คนคิดถึงตัวเองมากขึ้น นึกถึงคนอื่นน้อยลงแม้กระทั่งคนใกล้ชิด จึงมีปัญหาความสัมพันธ์กับผู้คนง่ายขึ้น

ปัญหานี้ดูจะเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมเมืองมาตลอดเลยนะครับ ?

มันเป็นปัญหา ถ้าความเป็นปัจเจกนั้นนำไปสู่ความเห็นแก่ตัว การตัดตัวเองออกจากสังคม ไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่รู้สึกว่ามีความรับผิดชอบที่ต้องดูแลหรือช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น ความเห็นแก่ตัวเช่นนี้จะนำไปสู่ความทุกข์ได้ง่าย ตรงกันข้าม ถ้าความเป็นปัจเจกช่วยให้เรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเอง เป็นมิตรกับตัวเอง หรือกระตุ้นให้หมั่นฝึกฝนพัฒนาจิตใจเพื่อลดละขัดเกลากิเลส นั่นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะเมื่อความเห็นแก่ตัวลดลงจนกระทั่งไม่มีความยึดติดในตัวตนหลงเหลือ เมตตากรุณาก็จะเกิด ทำให้ออกไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอรหันต์รุ่นแรกที่มี 60 รูปว่า “จงจาริกไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง” ดังนั้นการปลีกวิเวกจึงถือเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ตน ฝึกฝนตน เพื่อที่จะออกไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น

หากหัวใจของศาสนา คือ การรักคนอื่นอย่างที่พระอาจารย์เคยเขียนเอาไว้ การบวชเรียนทำให้พระอาจารย์ได้เรียนรู้เรื่องความรักอย่างไรบ้างครับ ?

การรักคนอื่นในทางพุทธศาสนานั้นเกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ คือ การคลายความยึดติดถือมั่นในตัวตน ส่งผลให้ความเห็นแก่ตัวลดลง จิตใจจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ใจที่มีเมตตากรุณานั้น ทำให้สามารถรักคนอื่นได้โดยบริสุทธิ์ใจ  ปราศจากความอยากครอบครองหรือเอามาสนองตัวตน  เรียกว่าเป็น จิตที่ไร้เขตแดน

อาตมาคิดว่า ความรักแบบนี้ต่างจากความรักของฆราวาสหรือของปุถุชนทั่วไป เพราะรักของฆราวาสนั้นเป็นความรักที่ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องเป็นของเรา เช่น ถ้าแต่งงานกับใคร คนนั้นก็ต้องเป็นของฉัน ทั้งๆ ที่เขาไม่มีทางเป็นของเราได้ ความรักแบบที่มี “ตัวกู-ของกูเป็นศูนย์กลาง” เป็นความรู้สึกที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า “สิเนหะ” หรือเสน่หา ไม่ใช่ความเมตตาหรือกรุณา การได้มาศึกษาและบวชในพุทธศาสนาทำให้อาตมาเรียนรู้เรื่องนี้ ได้เห็นความแตกต่างระหว่างความรักทั้งสองอย่างนี้

แต่การที่ปุถุชนจะมีความรู้สึกผูกพันหรือมีความยึดมั่นในตัวกูของกูถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสิเนหะที่มีเฉพาะกับเพศตรงข้าม หรือสิเนหะของแม่ที่มีต่อลูก ล้วนเป็นความรักที่มาพร้อมกับความคาดหวังที่ยึดโยงกับตัวตนทั้งสิ้น เช่น คาดหวังว่าลูกจะต้องเชื่อฟังพ่อแม่ หรือว่าลูกจะต้องเรียนเก่ง เรียนในคณะที่แม่ชอบ ปุถุชนมักมีความรู้สึกแบบนี้ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้ความรักของเราเป็นความรักที่ขยายวงกว้าง หมายถึงไม่ว่าเราจะรักเพื่อน หรือว่ารักพ่อแม่ก็ตาม ก็ขอให้เป็นความรักที่ไม่ใช่เพื่อปรนเปรอตัวเอง แต่เป็นรักด้วยความเมตตากรุณา มีความปรารถนาดีต่อเขาโดยไม่ได้มุ่งประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก

ถึงวันนี้ พระอาจารย์ยังหวั่นใจว่าจะมีมาตุคามมากล้ำกรายการบวชของพระอาจารย์บ้างไหมครับ ?

ทุกวันนี้ก็ยังมีความหวั่นใจอยู่นะ เพียงแต่ว่ามีน้อยลง สมัยที่บวชใหม่ๆ หรือแม้แต่ตอนที่บวชได้หลายปีแล้วก็ตาม บางทียังรู้สึกว่าการที่เราจะอยู่ในเพศบรรพชิตไปจนตายนี่เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ไม่อยากจะคิดถึงเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าชีวิตคงแห้งแล้งมาก บางทีรู้สึกเหมือนติดคุกด้วยซ้ำ แต่หลังจากบวชมาเป็นสิบปี อาตมาก็พบว่าเราสามารถอยู่ในเพศนี้ได้ไปเรื่อยๆ จนตลอดชีวิต เพราะความสุขที่ตัวเองเคยแสวงหาในวัยหนุ่มและรู้สึกหวั่นไหวกับมัน ตอนนี้รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์น้อยลง ฉะนั้น ถึงแม้จะไม่ได้เสพความสุขที่เป็นกามสุขอย่างหยาบๆ แต่อาตมาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรเลย เพราะเราได้พบกับความสุขที่ประณีตและประเสริฐกว่าแล้ว ดังนั้น หากเราจะอยู่ในเพศนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่ได้รู้สึกเหมือนติดคุกอะไรเลย และสามารถจะอยู่ได้อย่างมีความสุข

การฝึกใจให้มีเมตตาต่อสัตว์ โดยเฉพาะที่สร้างความรำคาญให้กับเรามากๆ นี่เป็นเรื่องยากไหมครับ ?

บางครั้งก็ยาก เพราะเป็นการทวนกระแสกิเลส แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ง่าย เพราะเราทุกคนต่างก็มีความเมตตากรุณาในจิตใจอยู่แล้ว อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่สัตว์ก็ยังมีความเมตตากรุณาต่อกัน มองในแง่นี้การมีเมตตาไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน อยู่ที่ตัวเราเองว่าจะให้เมตตากรุณาในใจเราเบ่งบานหรือเปล่า และที่จริง ยิ่งเรามีเมตตากรุณามากเท่าไร เราก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าเราปรารถนาความสุข ก็เพียงแค่มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นให้มากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าเราใจแคบ เห็นแก่ตัว เราก็จะกลายเป็นคนที่ทุกข์ง่ายและสุขยาก

 

เหมือนคำกล่าวที่ว่า ยิ่งให้ก็ยิ่งสุขใช่ไหมครับ ?

ใช่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข” เราจึงพบว่าคนที่มีจิตอาสาจะมีความสุขมากกว่าคนที่คิดถึงแต่ตัวเอง เพราะถ้าคิดถึงแต่ตัวเอง เวลาทำอะไรก็จะถามว่า ทำแล้วฉันจะได้อะไร คนเหล่านี้จะมีความสุขยาก แม้ว่าเขาจะมีเงิน มีทอง มีทรัพย์สมบัติปรนเปรอก็ตาม แต่ความสุขที่เกิดขึ้นเป็นความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เพราะเป็นความสุขที่เกิดจากการเสพ การบริโภค ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากการทำความดี ซึ่งยั่งยืนกว่า
จะเห็นได้ว่า มีคนจำนวนไม่น้อยมีเงินเป็นร้อยล้าน แต่ไม่มีความสุข เพราะเขาคิดถึงแต่ตัวเอง จึงไม่ได้รู้จักความสุขที่ประณีตที่ประเสริฐ ซึ่งก็คือความสุขจากการให้ จากการทำความดี จากการที่จิตใจสงบและรู้จักพอ อาตมาคิดว่า ถ้าคนเราพบความสุขแบบนี้ แรงจูงใจที่จะโกง คอร์รัปชั่น หรือตักตวงเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ส่วนตัวจะน้อยลงไป ปัญหาคือว่า เรารู้จักความสุขที่ประเสริฐกันหรือเปล่า

ความสุขนั้นมีหลายระดับ หลายประเภท ความสุขที่เกิดจากวัตถุถือเป็นความสุขขั้นต้น เป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืนและต้องแลกมาซึ่งความทุกข์ คือ ทุกข์ตั้งแต่รู้สึกอยากจะได้ ทำให้ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อจะได้มา พอได้มาแล้วก็ต้องรักษาเอาไว้ตรงกันข้าม ความสุขใจนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทันที แถมยังไม่มีใครขโมยไปได้ ก็เลยไม่ต้องห่วงหรือวิตกกังวลว่าจะมีใครมาแย่งไป จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว ความสุขอยู่ไม่ไกลเลย ตราบเท่าที่ใจเรามีสติ รู้จักพอ และรู้จักปล่อยวาง

หลังจากอบรมเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบมานานถึงวันนี้พระอาจารย์มองความตายอย่างไรครับ ?

สำหรับเรื่องความตายนั้น ถ้าหากมองไม่ถูกก็จะเกิดความกลัว และทำให้หดหู่ แต่ถ้ามองเป็น ความตายจะคอยเตือนเราไม่ให้ประมาท   ถึงอย่างไรเราก็ต้องตาย ฉะนั้นในขณะที่ยังมีสุขภาพดี ยังมีกำลังวังชา เราก็ต้องเร่งรีบทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศล ทำหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดี ขณะเดียวกันก็ฝึกใจให้ปล่อยวาง เพื่อว่าเมื่อเราต้องพลัดพรากจากโลกนี้ไปเราจะไม่เสียใจ เพราะได้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าแล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกทุรนทุรายที่จะต้องพรากจากทุกสิ่ง   แต่ถ้าวางใจไม่เป็น เราก็จะคิดแต่ว่าพรุ่งนี้ฉันอาจจะต้องตายแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ฉันขอเสพสุขเต็มที่ ความคิดแบบนี้เป็นการบั่นทอนตัวเอง คนที่คิดแบบนี้ พอถึงเวลาตายไม่เห็นตายสงบเลยสักคน เพราะเขาไม่ได้เตรียมตัวที่จะรับมือกับความตาย เนื่องจากมัวแต่เสพสุข ในขณะที่ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ ส่วนความสุขหรือทรัพย์สมบัติที่มีก็เอาไปไม่ได้

มีภาษิตของพระโพธิสัตว์ว่า “ข้าพเจ้าไม่เคยทำความชั่วในที่ไหนๆเลย ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นเกรงความตายที่จะมาถึง”  คนเราถ้าไม่มัวแต่เสพสุข หากพยายามทำความดี เวลาที่ความตายมาถึง เราก็จะไม่กลัว ถ้าเราระลึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิตอยู่เสมอ เราก็จะเห็นคุณค่าของทุกอย่างที่มีอยู่ตอนนี้ เมื่อเรารู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่ได้ลืมตาดูโลก วันแต่ละวันจะกลายเป็นวันที่มีค่า มีความหมาย เราจะไม่ท้อ ไม่เซ็ง จะไม่รู้สึกว่าอยู่ไปวันๆ แต่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีค่าและมีประโยชน์สูงสุด

จริงไหมครับที่มรณานุสติจะช่วยลดความกำหนัดได้ ?

ความกำหนัดในที่นี้ไม่ใช่ความกำหนัดในทางเพศอย่างเดียว แต่หมายถึง ความติดใจในสิ่งต่างๆ ที่ให้ความพึงพอใจ ไม่ว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เรียกอีกอย่างว่า “ราคะ” แต่เมื่อใดก็ตามที่เราระลึกว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องตาย ก็จะตระหนักว่าความสุขที่มีในวันนี้หรือสิ่งที่เราดิ้นรนแสวงหามา ล้วนแต่เป็นของชั่วคราว และจะอยู่กับเราเพียงชั่วคราว เมื่อนั้นเราจะเห็นว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลาย รวมทั้งความสุขหรือกามสุขที่เราแสวงหามา ล้วนแต่ไม่เที่ยง จึงไม่ควรที่เราจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสิ่งนี้ เพราะตายแล้วก็เอาไปไม่ได้
สาเหตุที่คนส่วนใหญ่แสวงหาความสุขเป็นบ้าเป็นหลัง ก็เพราะลืมไปว่าเขาจะต้องตาย การระลึกถึงความตายอยู่เสมอทำให้เราปล่อยวางได้ง่าย  ขณะเดียวกันก็จะได้คิดว่า แทนที่เราจะมัวเสพสุข ปรนเปรอตนเองด้วยวัตถุสิ่งเสพ ทำไมเราไม่ทำความดี สร้างกุศล เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากให้ความสุขใจแก่เราแล้ว ยังช่วยให้เราพบกับความตายอย่างสงบได้ และถ้าหากโลกหน้ามีจริง บุญกุศลที่ทำไว้ก็สามารถจะอำนวยประโยชน์ให้กับเราในภพหน้าได้

แล้วตัวพระอาจารย์เองวางแผนรับมือกับความตายไว้อย่างไรบ้างครับ ?

อาตมาเจริญมรณานุสติอยู่เป็นประจำ คือ ระลึกอยู่เสมอว่า.. ความตายจะมาถึงเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น จึงพยายามใช้เหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเพื่อเตือนใจเรื่องนี้ เช่น เวลาเดินทาง อาตมาเป็นคนเดินทางบ่อยมาก ก็จะเตือนตนเองว่า นี่อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเราก็ได้ จากนั้นก็จะถามตัวเองต่อไปว่า หากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น จะวางใจอย่างไร ถือเป็นการซักซ้อมในใจ จะได้รับมือได้ทันเวลาเกิดเหตุปุบปับขึ้นมา เวลาอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวโทรทัศน์ก็เตือนใจตัวเองว่า อุบัติเหตุ หรือภัยพิบัติอาจเกิดขึ้นกับตัวเองก็ได้ไม่วันใดวันหนึ่ง จึงต้องฝึกใจเตรียมใจให้พร้อมตลอดเวลา

อีกอย่างหนึ่งที่อาตมาพยายามฝึกเป็นประจำก็คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุกขเวทนาโดยไม่เป็นทุกข์ เพราะก่อนตายเรามักจะต้องเจอทุกขเวทนาอันแรงกล้า ถ้าไม่เตรียมใจไว้ก็จะทุรนทุรายและอาจทำให้ตายไม่สงบ

วิธีหนึ่งที่ช่วยให้อยู่กับทุกขเวทนาได้คือ การเจริญสติ   มีสติ รู้เวทนา โดยไม่ปล่อยให้เวทนาครอบงำใจ  นอกจากการเจริญสติในชีวิตประจำวันแล้ว อาตมายังฝึกสติในสถานการณ์ที่ไม่สะดวกสบาย เช่น เดินธรรมยาตราซึ่งต้องเดินกลางแดด การเดินเท้าเปล่าโดยไม่มีอะไร คลุมศีรษะเป็นการฝึกสติที่ดีมาก คือ ทำอย่างไรแม้กายร้อน กายปวด แต่ใจไม่ร้อน  ใจไม่ปวด

อาตมาสนใจที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนเรื่อง “ตายก่อนตาย” จึงพยายามฝึกปล่อยวางตัวตนอยู่เสมอ โดยอาศัยเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันเป็นโอกาสฝึกฝนเรื่องนี้ เช่น เวลามีอะไรมากระทบกายก็ดี กระทบใจก็ดี ของหาย ถูกต่อว่า งานล้มเหลว ก็ถือว่าเป็นการฝึกปล่อยวางตัวตนโดยมีสติ รู้ทัน เพื่อปิดช่องไม่ให้ปรุงแต่งตัวตนขึ้นมา

ซึ่งช่วยให้จิตใจโปร่งโล่งมาก เพราะถ้าเผลอ ไม่มีสติเมื่อใด จิตก็จะปรุงแต่งตัวตนขึ้นมารับแรงกระทบ เกิดเป็นผู้ทุกข์ ผู้สูญเสีย ผู้เจ็บปวดขึ้นมา ที่ผ่านมาก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ทำได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับเรื่องการงานและทรัพย์สมบัตินั้น อาตมาก็ฝึกปล่อยวางเช่นกัน ถือเป็นการเตรียมรับมือกับความตายอีกส่วนหนึ่ง เพราะถ้าจะตาย ก็อยากจะตายโดยไม่มีห่วงกังวลใดๆ ถ้าเป็นฆราวาสก็ต้องมีรายละเอียดมากหน่อย เช่น ต้องทำพินัยกรรม แต่พระไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เพราะถ้าตายเมื่อไร ทรัพย์สมบัติทั้งหลายก็ตกเป็นของสงฆ์โดยอัตโนมัติ จึงไม่ต้องเสียเวลาในการทำพินัยกรรม แค่ปล่อยวางได้ก็พอแล้ว

พระอาจาร์ไพศาล 2496

ขอเรียนถามถึงเรื่องครอบครัวบ้างนะครับ ตอนนี้พระอาจารย์มีการติดต่อกับครอบครัวญาติพี่น้องมากน้อยแค่ไหนครับ ?

ตอนนี้โยมพ่อและโยมแม่เสียชีวิตหมดแล้ว คงเหลือแต่พี่สาวกับพี่ชาย อาตมายังติดต่อกับพี่สาว พี่ชาย และญาติพี่น้องอยู่บ้าง ทุกปีเราจะมาพบกันเพื่อทำบุญให้โยมพ่อ โยมแม่ และญาติผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตไป นอกจากนั้นญาติพี่น้องก็ยังมาทอดผ้าป่าที่วัดอาตมาปีละครั้ง พี่สาวคนโตก็มาปฏิบัติธรรมที่วัดปีละครั้งสองครั้ง เวลาไปกรุงเทพฯ อาตมาก็ได้เจอญาติพี่น้องอยู่เป็นครั้งคราว จึงพูดได้ว่ายังมีการติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

โยมพ่อและโยมแม่มีอิทธิพลต่อแนวคิดของพระอาจารย์ในแง่มุมใดบ้างครับ?

ตอนเด็กๆ อาตมาใกล้ชิดกับโยมแม่ จึงได้รับอิทธิพลจากโยมแม่มาหลายอย่าง ที่สำคัญก็ได้แก่ การเห็นคุณค่าของความประหยัดการเก็บหอมรอมริบ รู้จักพึ่งตนเอง และรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน หรือลำบากวันนี้เพื่อสบายวันหน้า     โยมแม่ไม่ได้สอนด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ทำให้ดู และยังฝึกให้ลูกๆ ทำด้วย   โยมแม่จึงไม่ได้มีอิทธิพลแค่แนวคิด แต่ส่งผลถึงวิถีชีวิตหรือนิสัยของลูกๆ ด้วย    โยมแม่เป็นคนที่ซื้อของเท่าที่จำเป็น อะไรที่ทำได้ก็ทำเอง เช่น ทำกับข้าว ตัดเสื้อ แม้อาตมาจะไม่ได้ทักษะเหล่านี้มา แต่ก็กลายเป็นคนที่อยู่ง่ายตั้งแต่เล็ก ไม่มีนิสัยจับจ่ายใช้เงินหรือช็อปปิ้ง (ยกเว้นหนังสือ)   อาตมามารู้ตอนโตว่าโยมแม่ได้บ่มเพาะให้อาตมามีภูมิต้านทานต่อลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งแพร่ระบาดมากทุกวันนี้ โยมแม่เป็นแม่บ้านธรรมดา ไม่มีรายได้ประจำ แต่สามารถเก็บเงินจนมีเงินก้อนซื้อบ้านให้เราอยู่เป็นหลักแหล่งได้ เป็นตัวอย่างที่สอนให้ลูกๆ เห็นชัดว่า เราควรยอมลำบากเสียแต่วันนี้จะได้สบายในวันหน้า แล้วในที่สุดลูกๆ ก็สบายจริงๆ ด้วย

สำหรับโยมพ่อนั้น เป็นคนใฝ่รู้และเข้มงวดกับลูกๆ ในเรื่องการเรียน โดยเฉพาะเวลาใกล้สอบ ลูกๆ ต้องตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือจริงจัง จะไปเที่ยวเล่นไม่ได้ อาตมาก็เลยได้วินัยในเรื่องนี้มา ทำให้การเรียนหนังสือไม่ใช่เรื่องยาก โยมพ่อเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง แม้อายุ 40 กว่าแล้ว ก็ยังไปสมัครเรียนวิชาเขียนจดหมายโต้ตอบเป็นภาษาอังกฤษ โดยพาอาตมาไปเรียนด้วย ทั้งๆ ที่ตอนนั้นอาตมาเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว และความรู้ด้านภาษาอังกฤษก็พอตัว แต่โยมพ่อก็ยังอยากให้ตัวเองและลูกมีวิชาความรู้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่อาตมาได้รับอิทธิพลจากโยมพ่อและโยมแม่มากโดยที่ท่านไม่รู้ตัวและไม่ได้ตั้งใจ นั่นคือ  ความรู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตครอบครัว เพราะเห็นว่าชีวิตครอบครัวนั้นเต็มไปด้วยทุกข์และมักจะนำไปสู่การทำร้ายกันได้ง่ายๆ  การที่คนเราจะมีความสุขในชีวิตครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อถามตัวเอง ก็ไม่แน่ใจว่าตนเองมีความสามารถที่จะทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขได้หรือไม่ ความไม่แน่ใจในชีวิตครอบครัวมีส่วนไม่น้อยที่ทำให้อาตมาบวชพระได้นานจนทุกวันนี้

หลังจากบวชเรียนมาหลายปี พระอาจารย์รู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระจากความทุกข์แล้วหรือยังครับ ?

อาตมายังไม่ถึงกับหลุดพ้น ยังคงเป็นปุถุชน เพียงแต่ว่ามีสติรู้เท่าทันกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ รู้ว่าจะจัดการกับทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายและใจได้อย่างไร แล้วยังเห็นชัดว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเรามันไม่เที่ยง มาแล้วก็ไป เพราะฉะนั้น ถึงแม้ตอนนี้อาตมายังไม่สามารถหลุดจากความทุกข์ได้ แต่ก็มีความพร้อมมากขึ้นในการอยู่กับมันโดยที่ใจไม่ทุกข์ ศิลปะในการอยู่กับความทุกข์ อาตมารู้สึกว่าตัวเองมีความชำนาญมากขึ้น แม้ว่าจะพลั้งเผลอบ้างเป็นบางครั้ง ดังนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นพ้นทุกข์ แต่ก็รู้ว่าจะอยู่กับทุกข์โดยไม่ให้ทุกข์ได้อย่างไร

เราควรจะต้องทำอย่างไรครับ ?

ต้องมีสติ แล้วก็ยอมรับมัน คือ อย่าไปผลักไส ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรืออกุศลจิต เมื่อใดก็ตามที่เราผลักไส ไม่ยอมรับมัน เราก็จะยิ่งทุกข์ แต่ถ้าปล่อยให้คงอยู่ แล้วดูมันไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นว่าความทุกข์เป็นศัตรูที่จะต้องผลักไส ไม่ได้จงเกลียดจงชังมัน จะอยู่ก็อยู่ไป ความทุกข์ก็จะอยู่เป็นที่เป็นทางโดยที่ไม่สามารถจะครอบครองหรือมีอิทธิพลต่อจิตใจเรา ดังนั้น ถึงแม้เราจะทุกข์กาย แต่ไม่ทุกข์ใจ

ในสมัยพุทธกาลก็มีพระอรหันต์จำนวนไม่น้อยที่บรรลุธรรมเพราะว่าท่านมีความทุกข์มาก แล้วเมื่อสืบสาวลงไปจะพบว่า ความทุกข์นั้นเกิดจากความยึดติดถือมั่น เกิดจากความหลง เกิดจากอวิชชาที่ไปยึดว่า สิ่งทั้งหลายนั้นเที่ยง มีตัว มีตน เมื่อเราได้พบความทุกข์ แล้วเรารู้จักทุกข์อย่างแท้จริง เราก็จะเกิดปัญญาว่า ที่ทุกข์ก็เพราะความยึดมั่นถือมั่น เมื่อไม่มีอะไรที่จะยึดมั่นถือมั่น จิตใจก็จะเป็นอิสระหลุดพ้นจากความทุกข์ได้

จากที่เคยถามตัวเองว่า “เราเรียนไปทำไม” ตอนนี้พระอาจารย์ได้คำตอบแล้วหรือยังครับ ?

ตอนที่ถามนั้นอาตมาอายุ 14 แล้วก็ได้คำตอบว่า เราเรียนก็เพื่อความรู้ ไม่ใช่เพื่อคะแนน จนกระทั่งอีกสองสามปีต่อมาถึงรู้ว่าเราเรียนก็เพื่อช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือประเทศชาติด้วย แต่เมื่อมาถึงตอนนี้ อาตมาคิดว่าคำตอบนี้คงไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องการเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ว่ารวมถึงการดำเนินชีวิตด้วย คือ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน เพื่อขัดเกลากิเลสให้น้อยลง และเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นให้มากขึ้น   ซึ่งพุทธศาสนาแยกไม่ออกเลยนะ ระหว่างประโยชน์ตนกับประโยชน์ท่าน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เมื่อรักษาตนก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่น เมื่อรักษาผู้อื่นก็ชื่อว่ารักษาตนด้วย” พระพุทธเจ้าทรงเน้นว่า ผู้ที่เป็นบัณฑิตต้องบรรลุทั้งประโยชน์ตนและบำเพ็ญประโยชน์ท่าน นั่นคือขัดเกลากิเลส ให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง มีจิตอิสระ ขณะเดียวกันก็มีเมตตากรุณามากขึ้น เพื่อออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปคู่กัน

 

ภารกิจหรือเป้าหมายต่อไปที่พระอาจารย์ตั้งใจว่าจะทำคืออะไรครับ ?

จนถึงตอนนี้อาตมาได้ทำเรื่องอบรมมาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นอบรมเรื่องการเผชิญความตายอย่างสงบ เรื่องกรรมฐาน หรือเรื่องการเจริญสติทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามทำให้คนมีภูมิต้านทานในการเผชิญกับความทุกข์ และสามารถนำประโยชน์ที่ได้ไปเผื่อแผ่ให้กับผู้อื่น เพื่อให้สังคมมีความทุกข์น้อยลงที่อาตมาพยายามทำทุกวันนี้

พูดอีกแง่หนึ่งก็คือ พยายามทำให้มิติด้านจิตวิญญาณ รวมทั้งคุณธรรมและความสุขอันประณีตเผยแพร่ออกไปสู่สังคม สู่จิตสำนึกของผู้คน แทนที่จะถูกครอบงำด้วยบริโภคนิยมหรือวัตถุนิยม เพราะสองสิ่งนี้มีแต่จะทำให้ผู้คนมีความทุกข์ แล้วก็นำไปสู่การแก่งแย่งแข่งขันทำลายกัน เอาเปรียบและเบียดเบียนกัน อาตมาเชื่อว่า ถ้าเราสามารถเสริมสร้างมิติทั้งสามด้านนี้ให้แพร่กระจายไปสู่สังคมได้ ผู้คนจะมีความสุขและมีเมตตากรุณาต่อกันมากขึ้น

หลากหลายมุมของพระไพศาล วิสาโล

  1. ด.ช.ไพศาลเป็นบุตรชายคนที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 5 คน ของครอบครัววงศ์วรวิสิทธิ์
  2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ สถาบันที่ประสิทธิ์ประสาทวิชา และสร้างแนวคิดในการอุทิศตัวให้กับมวลชนแก่นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ เอกประวัติศาสตร์คนนี้อย่างมากมาย
  3. ปัจจุบันพระไพศาล วิสาโล เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ แต่ส่วนใหญ่ท่านจะพำนักอยู่ที่วัดป่ามหาวัน อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ โดยจะจำพรรษาสลับกัน
  4. นอกเหนือจากใช้นามจริงว่า พระไพศาล วิสาโล แล้ว พระอาจารย์ยังใช้นามปากกาว่า “ภาวัน” ในงานเขียนบางชิ้นด้วย
  5. ผู้ที่สนใจสามารถติดตามพระอาจารย์ไพศาลทางเฟซบุ๊ก ได้ที่ www.facebook.com/visalo

คนเราอยู่อย่างไรก็ตายอย่างนั้น ถ้าเรารู้จักวิธีที่จะตาย เราก็จะรู้วิธีที่จะอยู่

พระไพศาล วิสาโล

พระไพศาล วิสาโล กับการจาริกสู่ความสุขอันประเสริฐ

 

01

สังคมต้องส่งเสริมให้ “พระ” เป็นคนดี
พระไพศาล วิสาโล

“ตามให้ทันเด้อ ความรู้สึกของเจ้าของ ให้รู้ทันความโลภ ความโกรธ ยังบ่รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็บ่เป็นหยัง”

เสียงเทศน์ภาษาไทยกลางปนภาษาอีสานดังแข่งสายฝนในเวลาตีสี่ครึ่ง  การเทศน์ของพระไพศาล วิสาโล ครั้งนี้มีคนฟังไม่มากนักจำนวนหนึ่งเป็นญาติโยมที่มาถืออุโบสถศีลคืนวันพระ
การทำวัตรเช้าเสร็จลงราวตีห้า ฝนยังไม่ซา ฟ้ายังไม่สาง ทว่าพระคุณเจ้าคว้าร่มมากาง สะพายบาตร แล้วออกเดินลง ภูหลงไปด้วยสัมภาระเพียงเท่านั้น

พระคุณเจ้าเดินบิณฑบาตเท้าเปล่าบนทางดินสลับคอนกรีตกับหินกรวดระยะทางไม่ต่ำกว่า 8 กิโลเมตร มิใช่เพียงเพื่อให้ญาติโยมได้ทำบุญตักบาตร หากแต่ความหมายแห่งการบิณฑบาตของพระคุณเจ้าคือ การเจริญสติ ระลึกรู้อยู่ทุกเช้าว่า เราครอบครองจีวรหนึ่งผืน บาตรหนึ่งใบและเราเป็นเพียงผู้ขอ

 

30 ปีที่ดำรงตนบนวิถีบรรพชิตเสียงของพระไพศาล วิสาโล ที่วิพากษ์สถาบันสงฆ์อย่างตรงไปตรงมา…นับเป็นคุณูปการที่กระตุกเตือนให้สังคมตื่นตัวและเห็นปัญหาเชิงระบบ  Secret จึงเดินทางมายังวัดป่ามหาวัน จังหวัดชัยภูมิ พร้อมกับคำถามใหญ่ ๆ ที่ว่า…

 

นมัสการถามคำถามแรกเลยนะคะเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันสงฆ์ซึ่งได้รับความศรัทธาจากประชาชนมาโดยตลอด  ?

ชาวพุทธเราต้องใช้หลักอริยสัจ 4 เมื่อมีปัญหาก็ต้องหาสมุทัยหรือสาเหตุ หากพิจารณาดูดีๆ จะพบว่า ทุกวันนี้พระไม่ดีมีมากขึ้นเรื่อยๆ มากจนผิดสังเกต จนต้องตั้งคำถามว่าเกิดจากอะไร ถ้ามีแค่คนสองคนหรือนานๆ ครั้ง มันอาจจะเป็นปัญหาของตัวบุคคล แต่ถ้ามันเกิดถี่มากๆ แสดงว่ามีปัญหาในเชิงระบบ ก็ต้องกลับไปดูว่าระบบมันผิดพลาดที่ตรงไหน ซึ่งในความเห็นของอาตมา มันมีข้อผิดพลาดอยู่ 2 จุดใหญ่ ๆคือ ระบบการปกครองคณะสงฆ์ และ ระบบศึกษาของพระสงฆ์

 

ปรากฏการณ์ในทางลบที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ตอนนี้มีหลายรูปแบบมากตั้งแต่พฤติกรรมไม่เหมาะสม ทำให้โลกติเตียน (โลกวัชชะ) ผิดพระวินัยหรือสิกขาบท (อาบัติปาราชิก) จนถึงทำผิดกฎหมายไปเลยก็มีปรากฏการณ์เหล่านี้ดูเหมือนจะสะท้อนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับสถาบันสงฆ์ไม่ใช่เรื่องเล็ก

สิ่งที่เกิดขึ้นมันสะท้อนให้เห็นถึงความคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมของชาวพุทธ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือฆราวาส

ในส่วนของพระสงฆ์  เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า.. การศึกษา การกล่อมเกลา รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่พระสงฆ์หย่อนยาน ไม่เข้มแข็งไร้ประสิทธิภาพ

เมื่อมาบวชเป็นพระ ก็หมายความว่า เป็นผู้ที่มาศึกษา มาพัฒนาตน สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็คือ พระสงฆ์ปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และสามารถรักษาตนให้ปลอดพ้นจากสิ่งล่อเร้าเย้ายวน หรือถ้าพูดให้ทันสมัยหน่อยก็คือ พระสงฆ์ควรจะสามารถรักษาตนให้ปลอดพ้นจากการครอบงำของบริโภคนิยม

แต่ทุกวันนี้จะเห็นว่าพระสงฆ์ถูกวัตถุนิยมและบริโภคนิยมครอบงำเข้าไปเต็มที่เห็นได้จากการสะสมเงินทองมากมาย เป็นอยู่อย่างหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ เช่น ติดสินค้าแบรนด์เนม มีรถราคาแพงหลายสิบล้านเรียกว่ามีค่านิยมในการเสพและการบริโภควัตถุไม่ต่างจากฆราวาสเลย ทำให้เกิดคำถามว่า.. แล้วการศึกษาอบรมที่น่าจะเกิดขึ้นกับพระหายไปไหน?

ถ้าเราดูการศึกษาและการกล่อมเกลาพระสงฆ์ในปัจจุบัน จะพบว่ามีน้อยมากสมัยก่อนอาจไม่มีการศึกษาและกล่อมเกลาที่เป็นขั้นเป็นตอนหรือเป็นระบบ ไม่มีการเรียนนักธรรม ไม่มีการเรียนบาลี แต่มีการสอนแบบที่กลมกลืนไปกับชีวิต เช่น หลวงพ่อ หลวงตา ปฏิบัติตัวให้พระบวชใหม่เห็นเป็นแบบอย่าง เวลาเณรมานวดเฟ้นอุปัฏฐาก ท่านก็สอน ชี้แนะเรื่องธรรมวินัยแต่เดี๋ยวนี้ไม่มีการสอนแบบนี้แล้ว

ส่วนระบบการศึกษาที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสมัยรัชกาลที่ 6 หรือเมื่อร้อยปีมาแล้วนั้นก็ด้อยคุณภาพไปมาก จะพูดว่าล้าหลังก็ได้ผลก็คือว่า…. เดี๋ยวนี้พระเณรไม่อยากเรียนในระบบนักธรรมบาลี ถ้าไม่บังคับก็ไม่เรียน พระที่เรียนเครียดจนเป็นโรคประสาทก็มีไม่น้อย เพราะไม่รู้จะเรียนไปทำไม ไม่มีแรงจูงใจ ส่วนพระที่สอบผ่านจริงๆ ด้วยฝีมือตัวเองก็มีน้อยมาก ที่เหลือก็ต้องช่วยกัน มีการทุจริตในห้องสอบ ช่วยบอกคำตอบให้กัน

ระบบการศึกษาของพระสงฆ์ตอนนี้ด้อยคุณภาพ และล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีใครคิดที่จะปรับปรุงอย่างจริงจัง ในความหมายที่เป็นการปฏิรูปได้แต่แก้นิดแก้หน่อย เหมือนรถที่มันผุทั้งคันแล้ว ไปปะนิดซ่อมหน่อย มันช่วยอะไรไม่ได้มาก

_MG_6981

แล้วการฝึกฝนจิตใจหรือสมาธิภาวนาล่ะคะ ถือเป็น “การศึกษา” ที่สำคัญสำหรับพระสงฆ์ด้วยหรือเปล่าคะ ?

เฉพาะการให้ความรู้ในทางปริยัติ  ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ก็ไม่ค่อยมีคุณภาพอยู่แล้ว ยิ่งการฝึกฝนในทางจิตใจ หรือ การปฏิบัติ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ คือ แทบไม่มีเลย

โดยเฉพาะเรื่องสมาธิภาวนาสำคัญมาก  ไม่อย่างนั้นพระก็จะสู้บริโภคนิยมไม่ได้  ในสังคมปัจจุบัน แม้พระจะมีศีลมีวินัย แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะหลงติดในการบริโภควินัยเป็นเรื่องของกาย วาจา ดังนั้นจะต้องมีการฝึกใจเพิ่มด้วย ศีลหรือวินัยเป็นกำแพงป้องกันบริโภคนิยมเบื้องต้น  แต่แค่นั้นไม่พอ

จะสร้างกำแพงอีกชั้นหนึ่งที่ใจก็คือ ต้องทำสมาธิภาวนา ประการแรกก็เพื่อให้ท่านมีสติรู้เท่าทันกิเลสภายใน ประการที่สองก็เพื่อให้เกิดปัญญา

พระต้องมีปัญญาที่จะเห็นโทษของบริโภคนิยม เห็นโทษของสิ่งเสพหรือกามสุข เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ให้ความสุขได้เพียงชั่วคราว ไม่สามารถให้ความสุขที่ยั่งยืนได้  มันไม่ใช่สรณะอันเกษม

ประการที่สามซึ่งช่วยได้มากก็คือ เพื่อให้เกิดสมาธิ เพราะสมาธิทำให้เกิดความสงบเย็นในใจ เป็นความสุขที่ประเสริฐกว่ากามสุขหรือสุขจากสิ่งเสพสิ่งบริโภค
คนเราล้วนต้องการความสุข ถ้าไม่สามารถเข้าถึงความสุขทางใจหรือความสุขที่เป็นความสงบได้ ก็ต้องไปหยิบฉวยหรือแสวงหาความสุขอย่างอื่นมาแทน  แล้วความสุขที่หยิบหาได้ง่าย คือ ความสุขทางวัตถุหรือกามสุข เช่น หนัง เพลง อาหาร เซ็กซ์ นี่คือความสุขทางกาม

แต่ถ้าเข้าถึงความสุขที่ประเสริฐ คือ ความสุขจากสมาธิภาวนา ความสุขจากใจที่สงบเย็น ความรู้สึกโหยหากามสุขก็จะน้อยลง

สิ่งเหล่านี้เป็นกำแพงที่ช่วยป้องกันจิตใจไม่ให้บริโภคนิยมหรือกามสุขครอบงำ ทำให้เรา ไม่ว่าพระ หรือฆราวาส สามารถหันหลังให้กับบริโภคนิยมได้ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่คิดเอา มันต้องสัมผัสด้วยตนเองจากการปฏิบัติ แม้จะมีคนบอกว่าดีๆ ๆ ๆ ถ้าเราไม่สัมผัสเอง ใจก็ไม่คล้อยตาม ก็ยังโหยกามสุขอยู่นั่นเอง

การปฏิบัติกรรมฐานไม่เพียงทำให้พระอยู่ท่ามกลางบริโภคนิยมอย่างมีความสุขเท่านั้น แต่ยังสามารถสอนญาติโยมได้ว่ามีอะไรที่ดีกว่ากามสุข มีสิ่งที่ประเสริฐกว่าความร่ำรวยหรือความฟุ้งเฟ้อ

ชาวบ้านเห็นหลวงพ่อหลวงตาท่านอยู่อย่างง่ายๆ ทั้งที่ท่านมีโอกาสสร้างกุฏิหลังใหญ่ สามารถมีรถราคาแพงๆ ได้ แต่ท่านไม่เอา ไม่ใช่เพราะว่าท่านไม่มีปัญญา แต่ท่านไม่เห็นประโยชน์ของมัน เมื่อโยมเห็นอย่างนี้ ก็มีแบบอย่างเกิดแรงบันดาลใจที่จะใช้ชีวิตอย่างท่าน หรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับบริโภคนิยมและเกิดภูมิต้านทานในจิตใจ

อาตมาคิดว่าสิ่งที่พุทธศาสนาจะช่วยโลกยุคปัจจุบันได้ คือ การทำให้คนมีภูมิต้านทานต่อบริโภคนิยม หรือเห็นว่ามีทางเลือกที่ดีกว่าประเสริฐกว่าชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเสพสิ่งบริโภค

 

พอพูดถึงบริโภคนิยม ดูเหมือนว่าปัญหาของพระจะแยกไม่ออกจากปัญหาของฆราวาสนะคะ ?

ส่วนหนึ่งเกิดจากความโลภของฆราวาสด้วย ฆราวาสส่วนใหญ่อยากรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องทำงาน เช่น เล่นการพนัน ซื้อลอตเตอรี่ หรือซื้อวัตถุมงคล เขาคิดว่าถ้ามาทำบุญกับพระก็จะช่วยให้รวยเร็ว ๆ ได้ทำให้พระมีลู่ทางที่จะได้เงิน และเมื่อมีเงินมากขึ้น ก็มักจะหาสิ่งเสพปรนเปรอตัวเองทำให้หลงติดวัตถุได้ง่าย เรียกว่าทั้งพระทั้งฆราวาสล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบริโภคนิยมด้วยกันทั้งหมด

 

แต่ไหนแต่ไรมา พระสงฆ์ได้รับเกียรติอันปราศจากข้อเคลือบแคลงใดๆ จากสังคมมาโดยตลอด ถึงวันนี้พอเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมา เช่น พระรับอาหารจนล้นขอบบาตร พระสงฆ์มาเดินซื้อของในห้างสรรพสินค้า ของกินของใช้ในวัดหรูหราเกินความจำเป็น ฯลฯคำถามก็คือ แล้วใครจะตรวจสอบหรือตั้งคำถามแบบนี้กับพระได้คะ?

ที่ผ่านมาแทบไม่ได้มีการดูแลกวดขันพระสงฆ์กันเลย ปัญหาของพระสงฆ์ถูกปล่อยปละละเลยและลูบหน้าปะจมูกกันมานานแล้ว เพราะองค์กรปกครองสงฆ์ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้ สาเหตุสำคัญก็เพราะทุกวันนี้การปกครองคณะสงฆ์มารวมศูนย์อยู่ที่มหาเถรสมาคม ทำให้การปกครองไม่มีประสิทธิภาพและเอื้อต่อการวิ่งเต้นใช้เส้นสายจนกระทั่งกลายเป็นระบบที่เอื้อต่อความไม่ถูกต้องชอบธรรมและการผิดธรรมวินัย…นี่เรื่องหนึ่ง
อีกเรื่องหนึ่งคือ เราต้องยอมรับว่าหน้าที่การตรวจสอบพระก็เป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์ด้วย ธรรมเนียมนี้มีมาแต่สมัยพุทธกาลสิกขาบท หรือวินัยหลายข้อเกิดจาก  การที่ฆราวาสเห็นว่าพระทำไม่ถูกต้อง จึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า คือ เขาไม่นิ่งดูดาย ถือเป็นประเพณีของชาวพุทธเรื่อยมาว่าชาวบ้านต้องสอดส่องดูแลพระ

สมัยอาตมาบวชใหม่ๆ ก็เคยมีฆราวาสมาท้วงติง ตอนนั้นอาตมาอยู่วัดทองนพคุณต้องบิณฑบาตอยู่ในเมือง ขากลับต้องข้ามถนนหน้าโรงพยาบาลตากสิน อาตมาก็ต้องเดินเร็วๆ จะเดินช้าๆ ไม่ได้ เพราะรถมันเยอะ ตอนนั้นมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งเขารอใส่บาตรอยู่ ใส่เสร็จเขาก็ทักว่า เมื่อกี๊พระคุณเจ้าเดินเร็วจังเลย (หัวเราะ) อาตมาไม่ฉุนนะ ยังนึกชมว่า เขาใส่ใจการปฏิบัติของพระ รู้จักทักท้วง ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันเลยนี่แหละคือสิ่งที่ฆราวาสควรทำ ท้วงผิดท้วงถูกนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าอย่างน้อยเมื่อเห็นว่ามีภาพที่ไม่งามเกิดขึ้น ก็ไม่นิ่งดูดาย กล้าติติง อาตมาว่าดี

 

แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีอย่างนี้แล้วนะคะกลายเป็นว่า “ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์”

สำนวนนี้มีมาแต่โบราณ แสดงว่าเรื่องทำนองนี้มีมานานแล้ว แต่ไม่ได้ดกดื่นแพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า…  ทุกวันนี้ฆราวาสเองก็ไม่ใส่ใจที่จะดูแลหรือช่วยอุปถัมภ์พระสงฆ์ในทางที่ถูกต้อง สมัยก่อนบ้านกับวัดใกล้ชิดกัน ผู้ชายส่วนใหญ่เคยบวชพระ ผู้หญิงก็มาวัด ใส่บาตรเป็นประจำ ชาวบ้านจะมีความเข้าใจวินัยพระในระดับหนึ่ง ยิ่งคนที่เคยบวชจะรู้อะไรควรไม่ควร และชาวบ้านก็มีความห่วงใยพระศาสนา อย่าว่าแต่ผิดวินัยเลยนะ แค่เห็นพระประพฤติตัวไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี เช่น โลกวัชชะ เขาก็ตักเตือนเพราะว่าส่วนหนึ่งพระก็เป็นลูกเป็นหลานคนในหมู่บ้าน พระถูกสอดส่อง ไม่ใช่เฉพาะจากอุปัชฌาย์อาจารย์ แต่ถูกสอดส่องจากชาวบ้านด้วย โอกาสที่ทำผิดพระวินัยก็ยาก

ถ้าทำผิดชาวบ้านก็ไม่ปล่อย สมัยก่อนแค่กินเหล้าเขาก็จับสึกแล้วนะ ทั้งที่กินเหล้านี่อาบัติแค่ปาจิตตีย์ ไม่ถึงกับปาราชิก ชาวบ้านเขาหวงแหนพระศาสนาและห่วงพระ นี่คือสิ่งที่เคยเป็นมาในอดีต
สมัยก่อนอาตมาอยู่ที่นี่ แม้ว่าอยู่มาหลายพรรษา แต่เวลาออกพรรษาทีไรชาวบ้านก็จะนิมนต์ให้อยู่ต่อ นี่หมายความว่า ชาวบ้านเขารู้สึกว่าวัดเป็นของเขา ส่วนพระนี่เป็นแขก เป็นอาคันตุกะ มาอยู่วัดของชาวบ้าน ถึงเวลาออกพรรษา เขาก็ขอให้อยู่ต่อ แต่ความคิดแบบนี้เริ่มเลือนหายไปจากความรู้สึกของคนสมัยนี้ โดยเฉพาะในสังคมเมือง ผู้คนคิดว่าวัดเป็นของเจ้าอาวาส เป็นของคณะสงฆ์ บางทีคิดว่าวัดเป็นของรัฐบาลด้วยซ้ำ เมื่อไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ พอมีอะไรเกิดขึ้นกับวัดหรือกับพระ เขาก็ไม่สนใจ
แค่นิ่งดูดาย ไม่ใส่ใจพระก็เป็นปัญหาอยู่แล้วนะ คือ ทำให้พระไม่ดีลอยนวล แต่ที่หนักกว่านั้นคือ ไปสปอยล์พระด้วย หรือตามใจพระมากเกินไป โดยเฉพาะพระที่เป็นเกจิอาจารย์ หรือมีภาพว่าเป็นผู้วิเศษ สามารถบอกเบอร์ให้หวยได้ กรณีเณรคำนี่ต้องบอกว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะฆราวาสไปสปอยล์พระด้วยเราเคารพกราบไหว้ให้เงินให้ทองพระมากมาย   ให้พระอยู่สบายจนฟุ้งเฟ้อโดยที่ไม่ตั้งคำถามว่า ท่านเป็นพระดีหรือไม่ หรือ ไม่ได้ตั้งคำถามว่าการทำอย่างนี้เป็นผลดีต่อพระหรือไม่พระดีเสียผู้เสียคนเพราะเหตุนี้ก็มากมาย

 

_MG_6844

อยากถามทรรศนะของพระอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน ซึ่งจะว่าเป็นตลกร้ายในพุทธศาสนาก็ได้นะคะ พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนกาลามสูตร แต่เวลามีใครอ้างอะไรแบบนี้ เหมือนว่าชาวพุทธไทยพร้อมจะเชื่ออย่างไม่ตั้งคำถามเลย ทำไมมันง่ายขนาดนั้นล่ะคะ ?

คนไทยเชื่อในเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อีกทั้งโหยหาความสำเร็จทางลัดอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์เป็นยอดมนุษย์ จะสามารถดลบันดาล หรือ ตอบสนองความต้องการของตัวเองได้ เลยแห่ไปหาบุคคลที่มีภาพเหล่านี้ ถ้าเราสนใจธรรมะจากพระที่เราเชื่อว่าเป็นอรหันต์ อย่างมากก็จะพากันไปฟังธรรมจากท่านเยอะหน่อย แต่จะไม่ถึงกับเอิกเกริกครึกโครม แต่ที่เอิกเกริกครึกโครมก็เพราะอยากได้อย่างอื่น เช่น อยากได้โชคได้ลาภ เชื่อว่าทำบุญกับท่านแล้วได้บุญเยอะ ทำให้ได้ลาภตามมา

คนจำนวนไม่น้อยนับถือท่านนั้นท่านนี้ ไม่ใช่เพราะเห็นว่าเป็นพระ แต่เพราะเห็นว่าเป็นผู้วิเศษ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เพราะ.. ผ้าเหลืองหรือเพราะธรรมวินัยหรอกนะ

ในอดีตเคยมีคดี ภาวนาพุทโธ ศาลตัดสินให้เขาติดคุก ข้อหาไปทำมิดีมิร้ายกับเด็ก แต่ผ่านมาสิบปีก็ยังมีคนไปกราบไหว้นักโทษภาวนาพุทโธอยู่นั่นแหละ ทั้งที่รู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี ผิดศีลผิดธรรม แต่ที่ไปกราบไหว้ก็เพราะเชื่อว่าภาวนาพุทโธเป็นคนมีอำนาจจิตพิเศษ สามารถให้หวยได้คนอย่างนี้จะว่าไปก็มีทุกยุคทุกสมัย

แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันมีมากขึ้น ส่วนหนึ่งอาตมาคิดว่าเป็นผลมาจากบริโภคนิยมนั่นแหละ คนมีความโลภมากขึ้น อยากจะรวยเร็วๆ ทำให้แห่ไปหาคนที่จะช่วยให้ตนเองร่ำรวย คุณจะเป็นพระที่ทำผิดพระธรรมวินัยก็ไม่เป็นไรขอแค่บอกเบอร์ให้หวยฉันถูกก็พอ ไม่ต่างจากคนจำนวนมากที่บอกว่านักการเมืองโกงก็ได้คอร์รัปชันก็ได้ แต่ขอให้เอาประโยชน์มาให้ฉันก็พอแล้ว คือ คิดแบบอัตตาธิปไตยเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ใช่ธรรมาธิปไตย คือ ไม่เอาความถูกต้องเป็นที่ตั้ง

 

ถ้ามันเกิดในวงการอื่นยังพอเข้าใจได้นะคะ แต่นี่มันเกิดในศาสนาพุทธที่ให้คุณค่ากับการสละออก สวนทางกับบริโภคนิยมที่ต้องหามาสนองความต้องการ 

ก็เพราะเดี๋ยวนี้พระไม่ได้สอนเรื่องการสละออกแล้วไง แต่ไปสอนเรื่องทำบุญแล้วรวย สอนเรื่องจตุคามรามเทพ สอนเรื่องพระราหู สอนเรื่องชูชก ชูชกเป็นผู้ร้ายในชาดก แต่ตอนนี้กลายเป็นพระเอก เป็นไอคอนไปเสียแล้ว เพราะคนคิดว่าบูชาชูชกแล้วจะรวย

 

เชื่อว่าบูชาชูชกแล้วจะมีกินจนท้องแตกตายอย่างนั้นหรือคะ ? 

นั่นแหละ (หัวเราะ) สาเหตุที่บริโภคนิยมแพร่หลายทุกวันนี้ จะโทษบริโภคนิยมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องโทษพระ ต้องโทษชาวพุทธเราเองด้วย เพราะเราไม่ได้ทำให้คนเห็นว่าพุทธศาสนาเป็นทางเลือกที่ดีกว่าตอนนี้คนเห็นว่าบริโภคนิยมมันดีกว่าธรรมะตั้งเยอะใช่ไหม ถ้าอยากจะเป็นคนใหม่ คุณก็ไปหาซื้อหลุยส์วิตตองมาใช้ คุณกลายเป็นคนใหม่ทันทีโดยไม่เหนื่อย คุณจะกลายเป็นคนใหม่เมื่อใช้ชาแนล ภาพลักษณ์คุณจะเปลี่ยนทันทีเมื่อคุณขับเบนซ์

สมัยก่อน ถ้าอยากจะมีตัวตนใหม่คุณต้องมาบวช พอบวชพระก็ต้องเลิกใช้นามสกุลเลยนะ หรือเปลี่ยนชื่อไปเลย  ใช้ฉายาพระแทน แล้วก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นั่นคือการสร้างตัวตนใหม่หรือให้ความหวังว่าคุณจะมีตัวตนใหม่ด้วยการมาปฏิบัติธรรม ให้ทานรักษาศีล

แต่เดี๋ยวนี้คุณมีตัวตนใหม่ทันทีที่คุณบริโภค เสพ หรือใช้ของบางอย่าง เช่น สินค้าแบรนด์เนม มันง่ายแบบนี้ คนก็เลยแห่ไปสมาทานบริโภคนิยมซึ่งเป็นศาสนาใหม่ของคนยุคนี้

 

ในสมัยพุทธกาล เวลาเกิดปัญหาในคณะสงฆ์ ก็ทูลปรึกษาพระพุทธเจ้าแล้วก็มีการแก้ไขบัญญัติเป็นสิกขาบทออกมา สำหรับปรากฏการณ์หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับคณะสงฆ์ตอนนี้ เราจะพึ่งใครได้คะ

สมัยพุทธกาล คณะสงฆ์ค่อนข้างเล็ก พระจำนวนไม่น้อยก็เป็นพระอรหันต์ พระที่ไม่มีความละอายหรือพระหน้าด้านยังมีน้อย   พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นประมุขของพระศาสนาจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร จะออกสิกขาบท ก็ไม่มีเสียงแย้ง แต่…. เดี๋ยวนี้มหาเถรสมาคมออกกฎอะไรไป ก็ไม่ค่อยมีคนยอมรับ ในสมัยพุทธกาล ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาตัวบุคคล มีพระอลัชชี ก็กำจัดอลัชชีออกไป แต่ตอนนี้มันเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างซึ่งไปผูกพันกับทุกอย่าง ผูกพันกับรัฐด้วยนะ

นอกจากคณะสงฆ์ และฆราวาสซึ่งเป็นสององค์ประกอบที่สำคัญแล้ว ยังมีรัฐหรือผู้ปกครองเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ

อีกตัวหนึ่ง ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ปกครองเป็นกำลังสำคัญในการสังคายนาให้เกิดความเป็นปึกแผ่นสามัคคีและบริสุทธิ์ในคณะสงฆ์ ก็เลยมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าพระราชาหรือผู้ปกครองมีหน้าที่คุ้มครองคณะสงฆ์ แต่ทุกวันนี้บทบาทของรัฐบาลต่อคณะสงฆ์กลับมีนัยของการควบคุมไม่ให้มีใครแหวกแนวหรือนอกกรอบมากกว่า ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไประหว่างคณะสงฆ์กับรัฐก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ญาติโยมเหินห่างไม่ใส่ใจพระ เพราะรู้สึกว่ามีคนดูแลอยู่แล้ว รู้สึกว่าพระเป็นของรัฐ

จริงๆ ถ้าคณะสงฆ์เข้มแข็ง ถ้าคฤหัสถ์เข้มแข็ง รัฐไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย เณรคำนี่ควรจะต้องถูกพระ หรือชาวบ้านจับสึกตั้งแต่สิบปีที่แล้ว ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยจนสร้างบารมีมากมายและร่ำรวยถึงขนาดนี้

 

แล้วทำอย่างไร เราจึงจะประคับประคองสถาบันสงฆ์ให้คงความดีงาม และเป็นที่เคารพศรัทธาจากสังคมได้ดังเดิมคะ ?

นอกจากการตรวจสอบซึ่งเป็นมาตรการในเชิงลบแล้ว จะต้องมีมาตรการเชิงบวกคือ การส่งเสริมให้มีพระดี ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นการส่งเสริมตัวบุคคลหรือส่งเสริมผ่านการศึกษา ซึ่งรวมถึงระบบกล่อมเกลาทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ เช่น บางคนก่อนบวชเป็นคนขี้เหล้า เกกมะเหรกเกเรพอมาบวชพระก็ได้รับการศึกษากล่อมเกลาให้เป็นคนดี การศึกษามีหน้าที่ดึงความดีของเขาออกมา ให้สามารถเอาชนะความชั่วหรือนิสัยที่ไม่ดีได้ นอกจากนั้นก็ต้องส่งเสริมให้คนมีพัฒนาการทางจิตที่สูงขึ้นเช่น มีสมาธิ มีปัญญา มีความมั่นคงในชีวิตพรหมจรรย์ และสามารถเข้าถึงเนกขัมมสุขหรือสุขที่ไม่พึ่งกามได้
อาตมาคิดว่าระบบส่งเสริมให้พระเป็นคนดีจะต้องมี อย่าไปคิดแค่ว่าส่งเสริมพระดีด้วยการให้เป็นเจ้าอาวาส ให้เป็นเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ นี่เป็นระบบการปกครองซึ่งต้องยอมรับว่าระบบที่เป็นอยู่ไม่ได้ส่งเสริมคนดี แต่ขึ้นอยู่ว่าคุณมีเงินมีเส้นสายหรือเปล่า

พระหลายรูปปฏิบัติตามพระวินัย สอนหนังสือดี แต่ไม่ได้รับการส่งเสริม ก็ย่อมหมดกำลังใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขหรือถึงขั้นปฏิรูป แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์เพื่อให้มีพระดีเกิดขึ้นมามาก ๆ

 

เราคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้มากแค่ไหนคะ เพราะเรื่องแบบนี้เราก็ได้ยินมาตั้งนานแล้ว ?

ที่เป็นอย่างนี้ไม่ได้เกิดมาตั้งนานแล้วนะมันเพิ่งเป็นสัก 50 - 60 ปีมานี้เอง  เมื่อเทียบกับอายุพุทธศาสนาในเมืองไทย  ถือว่าเป็นช่วงเวลาประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง

ถามว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ไหม  อาตมาว่าเปลี่ยนแปลงได้ แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะมีคนที่ได้ประโยชน์จากความเสื่อมโทรมของระบบนี้เยอะมาก ตั้งแต่พระสงฆ์ไปจนถึงวงการพระเครื่อง วงการไสยพาณิชย์ วงการก่อสร้าง เอาแค่เสนอพ.ร.บ.ให้ทุกวัดทำบัญชีอย่างถูกต้อง แยกบัญชีวัดกับบัญชีเจ้าอาวาสออกจากกันรับรองสะเทือนไปทั้งประเทศ พ.ร.บ.นี้ต้องถูกค้านน่าดูเลย  เพราะมีหลายฝ่ายที่ได้ผลประโยชน์จากสภาพที่แปรปรวนเสื่อมโทรมแบบนี้มาก  ทั้งที่พระควรจะมีธรรมาภิบาล ในเรื่องบัญน้ำบัญชีหรือเรื่องเงินทองใช่ไหมแต่กลับบกพร่องในเรื่องนี้มาก

 

ถามว่ายากไหม…ยาก แต่ถึงจะยากก็ใช่ว่ามันจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย เราก็ต้องพยายามก่อน แก้ทีละจุด ๆ ไปจุดไหนที่เราทำได้ เราก็ทำไป เรื่องไหนที่เราพูดได้ เราก็พูด

_MG_6924

คำถามสุดท้ายค่ะ พระอาจารย์ออกมาวิจารณ์สถาบันสงฆ์ตรงไปตรงมาแบบนี้ ต้องเกรงใจใครไหมคะ ?

(หัวเราะ) เผอิญอาตมาเป็นพระธรรมดาไม่ได้สนใจเรื่องลาภยศสักการะอยู่แล้ว ถ้าติดเรื่องลาภยศหรือคำยกย่องสรรเสริญก็อาจไม่กล้า กลัวว่าพูดอะไรไปแล้วเดี๋ยวเรตติ้งจะตก แต่อาตมาไม่ใช่เซเลบ ก็เลยไม่แคร์เรตติ้ง (หัวเราะ) อาตมาไม่มีความรู้สึกทางนี้หรือจะว่าเอาดีทางนี้ไม่ได้ก็ได้นะ เลยพูดได้เต็มปาก

ข้อสำคัญคือ มันเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องทำเพื่อพระศาสนา ถ้าไม่มีใครพูดไม่มีใครจี้ จะมีความตื่นตัวได้อย่างไรล่ะ  แล้วเราจะปล่อยให้พระศาสนาทรุดโทรมต่อหน้าต่อตาหรือ

เป็นพระ ถ้าไม่ยึดติดในเรื่องลาภยศสักการะเสียอย่าง จะมีอิสระมาก พระพูดอะไรได้เยอะเลย โดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นความถูกต้อง

เรื่อง อิสระพร  บวรเกิด  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี

 

02

กรรมดีที่ไม่ควรมองข้าม

พยาบาลผู้หนึ่งเมื่อรู้ว่าคนไข้ของตนอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เธอก็อยากช่วยทำความประสงค์ครั้งสุดท้ายของเขาให้เป็นจริง  นั่นคือ “ขอกลับไปตายที่บ้านท่ามกลางญาติพี่น้อง”

คนไข้คนนี้เป็นคนยากจน ไม่มีเงินจ้างรถจากหาดใหญ่ไปยังบ้านเกิดที่ชัยภูมิซึ่งไกลกว่าพันกิโลเมตร เธอจึงวิ่งเต้นขอเงินช่วยเหลือจากโรงพยาบาลแต่ก็ยังไม่พอ ต้องเรี่ยไรเพิ่มเติมจากผู้มีจิตศรัทธา  ขณะเดียวกันก็ต้องติดต่อประสานงานกับโรงพยาบาลตำบลที่ชัยภูมิเพื่อให้รับช่วงดูแลเขาเมื่อกลับถึงบ้าน รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เครื่องให้ออกซิเจน เพื่อให้เขาจากไปอย่างสงบ

ทั้งหมดนี้เธอต้องทำเอง เพราะโรงพยาบาลของเธอไม่มีระบบรองรับสำหรับกรณีแบบนี้ งานประจำของเธอก็มากอยู่แล้ว เมื่อมาช่วยเหลือคนไข้รายนี้ให้กลับถึงบ้านด้วยดี ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือความรับผิดชอบ จึงทำให้เธอเหนื่อยมาก เพื่อนหลายคนยื่นมือมาช่วยเหลือ แต่มีบางคนไม่เพียงยืนดูเฉยๆ แต่ยังพูดว่า สงสัยเธอเคยทำกรรมกับคนไข้คนนี้มาก่อนในชาติที่แล้ว ชาตินี้ก็เลยต้องชดใช้กรรมด้วยการวิ่งช่วยเขาจนเหนื่อยอ่อน

คำพูดดังกล่าวนับว่าน่าสนใจ เพราะระยะหลังมีคนคิดแบบนี้มากขึ้น เคยมีสามีผู้หนึ่งทิ้งงานมาดูแลภรรยาที่ป่วยเป็นมะเร็งด้วยความใส่ใจ เขาทุ่มเทให้กับเธอตลอดทั้งวันทั้งคืนไม่เว้นแม้กระทั่งเช็ดอุจจาระปัสสาวะให้เธอ เพื่อนบ้านหลายคน เมื่อรู้เช่นนี้ก็พูดว่า ชาติที่แล้วเขาคงทำกรรมกับผู้หญิงคนนี้เอาไว้ ชาตินี้จึงต้องมาชดใช้กรรมด้วยการรับใช้เธออย่างลำบากลำบน

อันที่จริงสิ่งที่พยาบาลและสามีผู้ป่วยทำนั้นเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง แต่เมื่อมองว่าทั้งสองคนกำลังชดใช้กรรม (ไม่ดี) ที่เคยทำในอดีต การกระทำซึ่งควรถือเป็นแบบอย่าง ที่พึงปฏิบัติตามจึงมีสถานะไม่ต่างจากชะตากรรมของนักโทษ ที่กำลังชดใช้ความผิดที่ได้ทำมา คำพูดเช่นนี้แทนที่จะให้กำลังใจเขา กลับเป็นการซ้ำเติมเสียอีก คำถามก็คือ อะไรทำให้ผู้คนมีความคิดเช่นนั้น

คำตอบเห็นจะอยู่ตรงที่ว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดเหมารวมว่า เมื่อใดที่ใครก็ตามประสบความยากลำบาก แม้เป็นผลจากการทำความดี ก็ถือว่าเป็นการใช้กรรมไปเสียหมดแต่เหตุใดจึงไม่มองว่าการทำความดีแม้จะต้องประสบความยากลำบากนั้นเป็นการสร้างกรรมดี หาใช่การชดใช้กรรมไม่พูดอีกอย่างก็คือ ทุกวันนี้ผู้คนจำนวนมากแยกไม่ออกระหว่าง “การสร้างกรรมดี” กับ “การชดใช้กรรม”

การชดใช้กรรม นั้นหมายถึง การ “ถูกกระทำ” หรือจำต้องเผชิญกับสภาพที่ไม่พึงปรารถนาอันเป็นผลจากการกระทำของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ (เช่น ขโมยถูกจำคุกเพราะลักทรัพย์หรือคนป่วยหนักเพราะติดเหล้า)

ส่วนการสร้างกรรมดีนั้นหมายถึงการ “เลือกที่จะทำดี” ทั้งๆ ที่ไม่ทำก็ได้ ดังเช่นพยาบาลและสามีผู้ป่วยที่กล่าวถึง หากจะนิ่งดูดายไม่ยอมขวนขวายช่วยเหลือคนไข้และภรรยาก็ย่อมได้ แต่ทั้งสองกลับเลือกทำสิ่งตรงข้ามไม่มีอะไรมาบังคับหรือกระทำให้ทั้งสองต้องเสียสละอย่างนั้นนอกจากมโนธรรมสำนึกหรือเมตตากรุณาในจิตใจของตน
อุปสรรค หรือความยากลำบากนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการทำความดี ซึ่งช่วยฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้เข้มแข็งและงดงาม  หากไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก มุ่งมั่นทำความดีจนถึงที่สุด ย่อมถือได้ว่าเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ยกจิตใจให้สูงขึ้น  ในทางตรงกันข้าม หากไม่ยอมทำความดีเพราะกลัวความยากลำบาก นั่นเท่ากับว่ากำลังบ่มเพาะความเห็นแก่ตัวให้เพิ่มพูนขึ้น

กฎแห่งกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงนำมาตรัสสอนเพื่อส่งเสริมให้ผู้คนทำความดีและมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น แต่หากนำกฎแห่งกรรมมาใช้ในทางที่ผิดหรือด้วยความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ก็กลายเป็นการส่งเสริมความเห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยากเท่ากับเป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ไม่ดี ดังที่มีคนจำนวนไม่น้อยนิ่งดูดายเมื่อเห็นผู้อื่นประสบทุกข์ ทั้ง ๆ ที่คนคนนั้นอาจเป็นพี่น้องของตนด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่า หากไปช่วยเขาจะกลายเป็นการแทรกแซงกรรมของเขา หรือทำให้เจ้ากรรมนายเวรของเขามาเล่นงานฉันแทน ผู้ที่คิดเช่นนี้หารู้ไม่ว่าการเฉยเมยนิ่งดูดายเช่นนั้น แท้ที่จริงก็คือการสร้างกรรมใหม่นั่นเอง และเป็นกรรมที่ไม่ดีอันมีวิบากซึ่งตนต้องรับในอนาคต

ความเสียสละเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของชาวพุทธ ไม่เพียงช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขเท่านั้น แต่ยังทำให้เรามีความสุขด้วย แม้ทรัพย์จะพร่องไป แม้กายจะเหน็ดเหนื่อย แต่ย่อมได้บุญเพิ่มขึ้น บุญนี้แหละที่ทำให้ใจเป็นสุขทั้งในปัจจุบันและวันข้างหน้าจวบจนกระทั่งวันสิ้นลม ดังมีพุทธภาษิตว่า “บุญย่อมนำให้เกิดสุขในยามสิ้นชีวิต”

ตรงกันข้าม หากหวงทรัพย์และไม่ยอมเสียสละเพราะกลัวเหน็ดเหนื่อยและลำบากกาย จิตใจย่อมไกลบุญและยากจะซึ้งถึงความสุขใจ เมื่อสิ้นลมก็ไม่มีบุญที่จะช่วยน้อมใจให้จากไปอย่างสงบ 

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล

 

03

ปล่อยวาง

เขาเป็นคนใฝ่ธรรม ชอบเข้าวัดทำบุญ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีพาเพื่อน ๆ ไปทอดผ้าป่าหรือทอดกฐินในถิ่นทุรกันดารเป็นประจำ แม้อายุจะมากแล้ว ก็ยังขยันชวนคนไปสร้างโบสถ์ สร้างวิหารอย่างไม่รู้จักเหนื่อย

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง…   ร่างกายเขาทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ต้องนอนติดเตียง เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้าย แม้สติจะเลือนราง แต่เขามีอาการกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด ลูกๆ อยากให้พ่อไปสงบ จึงเปิดเสียงสวดมนต์และคำบรรยายธรรมของครูบาอาจารย์หลายท่านให้ฟัง แต่ความกระสับกระส่ายของเขากลับไม่ได้ลดลงเลย ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับลูก ๆ มาก เพราะเขาเป็นคนธรรมะธัมโม น่าจะสงบใจเมื่อได้ฟังเสียงเหล่านั้น เมื่อเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ลูกๆ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

ขณะที่อาการของเขาแย่ลงเรื่อยๆ เพื่อนสนิทของเขาก็มาเยี่ยม พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกที่เพื่อนผู้นั้นทำก็คือ  พูดข้างหูเขาว่า “เรื่องโบสถ์หลังนั้นที่ยังสร้างไม่เสร็จ ไม่ต้องห่วงนะ พวกเราจะช่วยกันสร้างให้เสร็จ ขอให้วางใจ” พูดจบเขาก็สงบลงทันที ไม่มีอาการกระสับกระส่ายอีกเลย จนกระทั่งสิ้นลมภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น
ก่อนที่จะป่วยหนัก เขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโบสถ์หลังหนึ่งให้เสร็จ ถึงกับตั้งปณิธานว่า ถ้าโบสถ์ไม่เสร็จ…ก็ยังตายไม่ได้ แต่ความตายไม่เคยรอท่า ทั้งยังพร้อมจะจู่โจมได้ทุกเวลา ดังนั้น เมื่อรู้ว่าความตายกำลังย่างกรายเข้ามาในขณะที่ความปรารถนายังค้างคา เขาจึงพยายามต่อสู้ขัดขืนความตาย แต่ยิ่งต่อสู้ขัดขืนมากเท่าไรก็ยิ่งทุกข์ทรมานและยิ่งกระสับกระส่าย ต่อเมื่อเพื่อนสนิทมาพูดให้คลายกังวล เขาจึงพร้อมรับความตาย และนั่นคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขาจากไปอย่างสงบ

เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง หากยังมีความห่วงกังวลหรือยึดติดถือมั่น การตายอย่างสงบย่อมเกิดขึ้นได้ยาก มิใช่แต่ความห่วงกังวลในทรัพย์สมบัติ ลูกหลาน และคนรักเท่านั้น ความห่วงภารกิจการงานที่ยังคั่งค้างก็ทำให้ตายอย่างทุรนทุรายได้ เมื่อถึงคราวจะต้องละจากโลกนี้ไปก็ควรปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่เว้นแม้แต่งานบุญงานกุศลที่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะหากปล่อยวางไม่ได้ ใจจะดิ้นรนต่อสู้กับความตาย ซึ่งมีแต่จะลงเอยด้วยความพ่ายแพ้
และทุกข์ทรมาน

ถ้าไม่อยากให้ความห่วงงานการมารบกวนจิตใจเวลาใกล้ตาย เราควรขวนขวายทำกิจการงานต่างๆ ให้แล้วเสร็จขณะที่ยังมีเวลาและสุขภาพดี  โดยเฉพาะหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญๆ การเจริญมรณสติเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เรากระตือรือร้น ทำกิจการงานเหล่านี้ ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือมัวทำสิ่งอื่นที่ไม่สลักสำคัญ (แต่บังเอิญมีเส้นตายให้ต้องรีบทำ หาไม่ก็มีรสชาติที่ชวนให้หลงใหลจนลืมทำสิ่งที่ควรทำ)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะพยายามสะสางหน้าที่การงานมิให้คั่งค้าง ก็มักมีบางอย่างบางเรื่องที่ยังทำไม่แล้วเสร็จก็มีเหตุให้ต้องหยุดกลางคัน เพราะโรคร้ายหรือความตายมาประชิดตัวเสียก่อน ถึงตอนนั้นก็ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการทำใจยอมรับความจริงและปล่อยวางการงานเหล่านั้น ไม่แบกหรือยึดไว้ให้เป็นเครื่องกังวลหรือสร้างความหนักอกหนักใจ

เมื่อจะจากโลกนี้ไป ก็ควรไปอย่างเบาอย่างสบายไร้ภาระใด ๆ ดังนั้นจึงควรปล่อยวางให้หมด มิใช่แต่ปล่อยวางสิ่งที่เคยผูกพันในโลกนี้เท่านั้น แม้กระทั่งความอยากมีอยากเป็นในโลกหน้า ก็ต้องวางด้วยเช่นกัน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อจะช่วยเหลือผู้ใกล้ตาย พึงแนะนำให้เขาละความห่วงใยในพ่อ แม่ บุตร ภรรยา กามคุณ 5 และสวรรค์
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยวางทรัพย์สมบัติ คนรักและงานการแล้ว แต่ยังปรารถนาที่จะไปเกิดในสวรรค์

ปัญหาก็คือ ความอยากกับความห่วงกังวลนั้นมักจะมาด้วยกัน เหมือนสองด้านของเหรียญเดียวกัน เมื่ออยากไปสวรรค์มาก ก็ย่อมห่วงกังวลว่าจะไม่ได้ไปสวรรค์ ความห่วงกังวลนี้แหละที่ทำให้เป็นทุกข์ในเวลาใกล้ตาย

แม่ชีท่านหนึ่งล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง มีความเจ็บปวดรุนแรงมาก ขอให้กัลยาณมิตรผู้หนึ่งไปเยี่ยมเพื่อช่วยชี้แนะวิธีบรรเทาความเจ็บปวด เมื่อกัลยาณมิตรผู้นั้นสอบถามและซักไซ้ไล่เลียงก็พบว่า สิ่งที่ทำให้แม่ชีท่านนั้นทุกข์มิได้มีแค่ความเจ็บปวดเพราะโรคมะเร็งเท่านั้น หากยังมีความกังวลว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูง แม่ชีศึกษาเรื่องสุคติภูมิจนหมายมั่นในสวรรค์ชั้นสูง แต่เป็นเพราะมีความอยากมาก จึงมีความห่วงกังวลตามมา มิใช่ห่วงว่าจะไม่ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงเท่านั้น แต่ยังห่วงกังวลว่าจะตายไม่สงบด้วย ซึ่งย่อมส่งผลให้ไปอบายภูมิ ความห่วงกังวลนี้เองที่ทำให้แม่ชีทุกข์ อาจจะยิ่งกว่าความเจ็บปวดจากก้อนมะเร็งเสียอีก

อย่าว่าแต่ความอยากไปเกิดในสวรรค์เลย แม้กระทั่งความอยากตายให้สงบก็สามารถเป็นอุปสรรคต่อการตายอย่างสงบได้ ยิ่งรู้มากและอยากได้การตายที่สมบูรณ์แบบก็ยิ่งกลัวว่าจะไม่ได้ตายแบบนั้น ผลก็คือถูกความกลัวรังควานจนกระสับกระส่าย ดังนั้น เมื่อวาระสุดท้ายมาถึง จึงควรปล่อยวางแม้กระทั่งความอยากไปเกิดในสวรรค์หรืออยากตายอย่างสงบ

 ใช่หรือไม่ว่า ยิ่งอยากได้ กลับไม่ได้ แต่เมื่อไม่อยากได้กลับได้ 

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล

ปล่อยวาง

04

นิ่งได้ด้วยใจสงบ

กบที่พบเห็นตามทางเดินในสวนหรือสำนักอันร่มรื่นกลางดึกดูเผินๆ เหมือนนั่งหลับ เพราะแน่นิ่งไม่ไหวติง แต่ที่จริงมันมีความตื่นตัวอย่างยิ่ง หากมีแมลงโฉบบินมาใกล้ๆมันจะตวัดลิ้นจับแมลงเคราะห์ร้ายใส่ปากทันที แล้วก็นั่งนิ่งเหมือนเดิมไม่แสดงอาการลิงโลดดีใจแม้แต่น้อย

 

ครูบาอาจารย์บางท่านเปรียบนักภาวนาผู้เจนจบว่าเป็นเหมือนกบ คือ นิ่งสงบ แต่ตื่นตัวอยู่เสมอถึงคราวทำหน้าที่การงานก็กระฉับกระเฉง ไม่เฉื่อยเนือย ครั้นทำเสร็จก็กลับมานิ่งเหมือนเดิม ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็ไม่มีอาการดีใจหรือเสียใจ ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน พร้อมที่จะทำงานได้ทุกเมื่อ

ภาพเช่นนี้อาจตรงข้ามกับความเข้าใจของหลายคน ซึ่งมองว่าผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีต้องเนิบนาบเชื่องช้า เพราะเป็นเครื่องหมายของความสงบสำรวม ถ้าทำอะไรเร็วๆ ก็ไม่ถูกต้อง หลวงพ่อชา สุภทฺโท ก็เคยมีความเข้าใจเช่นนี้สมัยเป็นพระหนุ่มเห็น พระอาจารย์ทองรัตน์ กนฺตสีโล ศิษย์หลวงปู่มั่นฉันอาหารเร็วมาก ทำอะไรก็ฉับไวไปหมด แต่กลับสอนศิษย์ให้ฉันช้าท่านจึงขุ่นเคืองใจมาก แต่ภายหลังจึงรู้ว่าพระอาจารย์ทองรัตน์นั้นเป็นผู้ที่เป็นอยู่อย่างรู้แจ้งและมีสติตลอดเวลา

ผู้มีสติตื่นรู้นั้น ในยามทำงาน ภายนอกดูว่องไว ไม่หยุดนิ่ง แต่ภายในนั้นนิ่งสงบจิตไม่กระเพื่อมนอกจากไม่กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ยังรักษาใจไม่ให้ขึ้นลงตามอารมณ์ที่มากระทบ ครั้นเสร็จกิจก็สงบทั้งภายนอกและภายในอยู่นิ่งๆ ได้ด้วยใจที่เป็นสุข

คนทั่วไปนั้นอยู่นิ่งได้ยากมาก แม้ตัวจะนิ่ง แต่ใจฟุ้งซ่าน กระสับกระส่าย สุดท้ายก็นิ่งได้ไม่นาน ต้องออกไปคุยกับผู้คน ดูหนัง ฟังเพลง เที่ยวห้าง เสพรับอารมณ์ใหม่ ๆ ที่เร้าใจ อย่างน้อยก็ขอให้มีอะไรทำสักอย่าง อย่าต้องอยู่นิ่งก็แล้วกัน อากัปกิริยาเหล่านี้ดูเหมือนเป็นการแสวงหาความสุข แต่แท้จริงคือการหนีทุกข์ต่างหาก

ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่กับการเที่ยวเตร่สนุกสนาน แสวงหาสิ่งเสพใหม่ ๆ อยู่เสมอดูเผิน ๆ เหมือนเขามีความสุข แต่ที่จริง เป็นเพราะเขาถูกความทุกข์ผลักดันต่างหาก จึงอยู่เฉยไม่ได้ จำต้องมีพฤติกรรมอย่างนั้น สิ่งที่เขาเรียกว่าความสุขนั้น แท้จริงก็คือ ปลอดจากทุกข์เพียงชั่วคราวเท่านั้น จะว่าไปแล้วความสุขของคนส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้สถานที่ที่ใช้ปลดทุกข์ เราจึงเรียกว่า “ห้องสุขา”

คนทุกวันนี้แค่อยู่นิ่งก็เป็นทุกข์แล้ว แม้อยู่ในสถานที่ที่สะดวกสบาย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเบื่อหน่าย รู้สึกซ้ำซากจำเจ ไม่พอใจในสิ่งที่มีและเป็น ในส่วนลึกจะมีแรงผลักให้ต้องออกไปเสพรับอารมณ์ใหม่ ๆ หรือมีอะไรที่ต่างจากเดิม หาไม่จะกระสับกระส่าย พอได้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทางหรือหลุดจากสภาพเดิมๆ จึงรู้สึกเป็นสุข แต่ที่จริงแล้วมันเป็นแค่การคลายทุกข์เท่านั้น ไม่ต่างจากคนที่นั่งหรืออยู่ในอิริยาบถใดนานๆ แม้นเป็นท่าที่คิดว่าสบายที่สุดแล้ว แต่ไม่นานก็จะรู้สึกเมื่อย ทำให้อยากเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อได้เปลี่ยนอิริยาบถสมใจก็รู้สึกสุขสบาย แต่ถ้าดูให้ดี มันเป็นเพราะความปวดเมื่อยจางคลายไปต่างหากอย่างไรก็ตาม ความปวดเมื่อยจะหายไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น หากเปลี่ยนอิริยาบถแล้วอยู่ในท่านั้นนานๆ มันก็จะกลับมาเยือนอีก ทำให้ต้องเปลี่ยนท่าอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

ใช่หรือไม่ว่า การแสวงหาความสุขของผู้คนก็เช่นกัน คือ เป็นการหนีทุกข์เพียงเพื่อจะมาเจอทุกข์อีก แล้วก็ต้องหนีต่อไป แม้ได้เสพอารมณ์ที่น่าพอใจ ได้ครอบครองวัตถุสมปรารถนา แต่ไม่ช้าไม่นานก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายจำเจ เกิดแรงผลักภายในให้อยู่เฉยไม่ได้ ต้องขวนขวายไปหาอารมณ์หรือสิ่งเสพใหม่ ๆ เพียงเพื่อจะเจอกับความเบื่อหน่ายอีก แล้วก็ต้องดิ้นรนออกไปแสวงหาสิ่งใหม่ไม่รู้จบ

ชีวิตที่เอาแต่หนีทุกข์ ย่อมเป็นชีวิตที่หาความสุขได้ยาก เพราะนอกจากจะเหนื่อยกับการหาทางหนีทุกข์แล้ว ยังต้องหนีทุกข์ไม่หยุดหย่อน จนกว่าจะหมดลม จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราหันมาเผชิญหน้ากับทุกข์ หันมารับมือกับแรงผลักจากภายในที่ทำให้เราต้องดิ้นรนไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะความเบื่อ ความฟุ้งซ่าน ความกระสับกระส่าย
รวมทั้งความอยากได้ใคร่ดีทั้งหลาย

ลองกลับมาดูใจของตน และรู้ทันอาการต่างๆที่เกิดขึ้นเห็นมันด้วยใจที่เป็นกลาง ไม่ผลักไสกดข่ม ก็จะพบว่าอารมณ์เหล่านี้เหมือนสายลม มาแล้วก็ผ่านเลยไป    ที่สุดเราจะพบกับความสงบนิ่งที่กลางใจ ซึ่งสามารถนำพาความสุขมาหล่อเลี้ยงจิตใจของเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปเสาะแสวงหาความสุขจากสิ่งเสพใดๆ ภายนอกตัว

จวงจื๊อ ปราชญ์จีนเมื่อ 2,300 ปีที่แล้วเล่าว่า….  มีชายคนหนึ่งรำคาญเงาของตัวเองมาก อีกทั้งยังทนรอยเท้าของตัวเองไม่ได้ เขาจึงพยายามวิ่งหนีจากทั้งสองสิ่งนี้ แต่ไม่ว่าจะวิ่งไปไหน เงาและรอยเท้าก็ยังติดตามเขาไป เขาคิดว่าเขาวิ่งเร็วไม่พอ จึงเร่งฝีเท้าไม่ยอมหยุด วิ่งแล้ววิ่งเล่า ในที่สุดก็หมดแรงล้มลงและถึงแก่ความตาย แล้วจวงจื๊อก็ตบท้ายว่า “เขาหารู้ไม่ว่า ถ้าเพียงแต่เขาเข้าร่ม เงาก็จะหายไป และถ้าเขานั่งนิ่ง ๆก็จะไม่มีรอยเท้าเลย”

คนทุกวันนี้ไม่ต่างจากคนหนีเงาพยายามทำทุกอย่างเพื่อหนีทุกข์ โดยคิดว่าเป็นความสุข แต่ทุกข์ก็ยังตามมาไม่หยุด  เขาหารู้ไม่ว่า ความทุกข์จะหมดไป เมื่อเขาหันเข้าหาร่มแห่งธรรมและทำใจให้นิ่งสงบ

ถึงที่สุดแล้ว ใครจะมีความสุขหรือไม่  ไม่ได้อยู่ที่ว่า.. เขาออกไปตักตวงแสวงหาทรัพย์สมบัติและชื่อเสียงเกียรติยศได้สำเร็จหรือไม่?  แต่อยู่ที่เขามีความสงบนิ่งได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก

 

ครูบาอาจารย์บางท่านเปรียบนักภาวนาผู้เจนจบว่าเป็นเหมือนกบ คือ นิ่งสงบแต่ตื่นตัวอยู่เสมอ ถึงคราวทำหน้าที่การงานก็กระฉับกระเฉง ไม่เฉื่อยเนือยครั้นทำเสร็จก็กลับมานิ่งเหมือนเดิมไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ก็
ไม่มีอาการดีใจหรือเสียใจ

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล

นิ่งได้ด้วยใจสงบ

05

ทุกข์คลายได้ เมื่อใจยอมรับ

พระเจดีย์พุทธคยาทุกวันนี้เนืองแน่นด้วยผู้คนที่มาบูชาสักการะจากทุกสารทิศ วันหนึ่งมีจำนวนนับหมื่นๆ คน โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิอากาศเป็นใจแก่นักท่องเที่ย

แต่ใครที่คิดมาหาความสงบที่นี่อาจจะผิดหวัง เพราะนอกจากความพลุกพล่านแล้ว ยังมีเสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์ตลอดวัน เนื่องจากแต่ละคณะมิได้มาสักการะด้วยดอกไม้และเครื่องหอมเท่านั้น หากยังสวดมนต์ด้วยภาษาของตน ทั้งในระหว่างเดินประทักษิณรอบพระเจดีย์ และระหว่างนั่งรายล้อมพระศรีมหาโพธิ์ ยังไม่นับการแสดงธรรมซึ่งมักใช้เครื่องเสียงเพื่อให้สมาชิกทุกคนในคณะได้ยินกันถ้วนทั่ว

แต่น่าสังเกตว่า…. ทั้งๆ ที่มีเสียงอื้ออึงอย่างต่อเนื่อง ผู้คนจำนวนไม่น้อยพากันนั่งสงบ หลับตาทำสมาธิอยู่รายรอบพระเจดีย์ ไม่มีทีท่ารำคาญกับเสียงเหล่านั้นเลย จะว่าเขาไม่ได้ยินเสียงดังกล่าวก็เห็นจะไม่ใช่   ขณะเดียวกันก็น่าคิดว่า หากเขานั่งอยู่กลางตลาดหรือกลางถนน ซึ่งมีเสียงดังในระดับเดซิเบลเท่าๆ กันหรือน้อยกว่า เขาจะยังนั่งหลับตานิ่งสงบได้หรือไม่ หลายคนคงทำไม่ได้

เหตุใดผู้คนจึงสามารถสงบใจได้ ท่ามกลางความพลุกพล่าน และเสียงดังเซ็งแซ่รอบพระเจดีย์ คำตอบน่าจะอยู่ตรงที่ผู้คนเหล่านี้รู้ดีว่า เสียงเหล่านั้นเป็นเสียงสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ออกมาจากจิตที่เปี่ยมล้นด้วยศรัทธา ในฐานะชาวพุทธด้วยกัน ผู้คนเหล่านี้จึงมีความรู้สึกดีกับเสียงเหล่านั้นแม้จะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม ดังนั้นจิตจึงไม่ผลักไสหรือต่อต้านเสียงดังกล่าว ผลก็คือ จิตมีความสงบ สามารถนั่งสมาธิได้อย่างสบาย ไม่มีอาการอึดอัดกระสับกระส่าย

ภาพดังกล่าวบอกให้เรารู้ว่า ความสงบในใจนั้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากบรรยากาศที่สงบสงัดเท่านั้น แม้มีเสียงอึกทึกครึกโครมรอบตัว เราก็สามารถพบความสงบใจได้
ดังนั้นสาเหตุที่ทำให้ใจไม่สงบ จึงมิใช่อยู่ที่เสียงจากภายนอก หากอยู่ที่ใจของเราเอง   หากยอมรับหรือรู้สึกดีกับเสียงที่ดังรอบตัว ใจเราก็สงบได้ไม่ยาก ในทางตรงข้าม หากใจมีทีท่าต่อต้าน ผลักไส ปฏิเสธ หรือชิงชังเสียแล้ว แม้เสียงจะแผ่วเบา ความว้าวุ่นกระสับกระส่ายหรือเป็นทุกข์ก็เกิดขึ้นกับใจได้ทันที


กล่าวอีกนัยหนึ่ง เสียงไม่ใช่ปัญหา ท่าทีของใจเราต่างหากที่เป็นปัญหานี่คือความจริงที่ผู้คนมักมองข้าม เมื่อมีความทุกข์ใจเกิดขึ้น ผู้คนจึงมักโทษสิ่งภายนอก แต่ลืมมองกลับมาที่ตนเองว่า แท้จริงแล้วเป็นเพราะใจที่ต่อต้าน ผลักไส หรือปฏิเสธ สิ่งนั้นต่างหากจึงทำให้เป็นทุกข์

จะว่าไปแล้วไม่จำเพาะสิ่งที่เป็นลบเท่านั้น แม้สิ่งที่เป็นบวก เช่น อาหารที่อร่อย เพลงที่ไพเราะ ทันทีที่รู้สึกผลักไสมัน เพราะเห็นว่ามันไม่เข้ากับบรรยากาศ ไม่ถูกกาลเทศะ หรือเพราะกำลังง่วนอยู่กับสิ่งอื่นอยู่ ใจก็เป็นทุกข์ทันที แม้จะได้กำไรมาหลายสิบล้าน แต่หากรู้สึกลบกับมัน เพราะคิดว่าน่าจะได้มากกว่านี้ ใจก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที

ในทางตรงข้าม แม้เจอสิ่งที่เป็นลบ เหตุการณ์ที่ย่ำแย่ หากเราทำใจยอมรับมันได้ ไม่ต่อต้านหรือผลักไสมัน คือไม่บ่น ไม่โอดโอยหรือโวยวาย ความทุกข์ใจจะลดน้อยลงมาก จริงอยู่เราอาจคิดว่ามันไม่น่าเกิดขึ้นกับเรา แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ควรยอมรับมัน ป่วยการที่จะบ่นว่าไม่น่าเลย เพราะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น มิหนำซ้ำการบ่นหรือปฏิเสธมันมีแต่จะทำให้ความทุกข์เพิ่มขึ้น หากเจ็บป่วยแล้วยังโวยวายว่าทำไมต้องเป็นฉัน ก็จะไม่ป่วยแต่กายเท่านั้น ใจก็จะป่วยด้วย หากเงินหาย ก็จะไม่เสียแต่ของเท่านั้น ใจก็จะเสียด้วย ตามมาด้วยเสียสุขภาพ เพราะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ แล้วก็จะเสียงานเพราะไม่มีอารมณ์ทำงาน ตามมาด้วยเสียสัมพันธภาพ เพราะหงุดหงิดใส่เพื่อน ระบายความโกรธใส่ลูกหรือพ่อแม่และคนรัก

 ถ้าไม่อยากซ้ำเติมตนเองก็ควรทำใจยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน แต่การยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ อะไรที่แก้ไขได้ก็ควรทำ ไม่นิ่งเฉยหรืองอมืองอเท้า แต่จะทำได้ดีก็ต่อเมื่อเราหยุดบ่น หยุดโวยวายยอมรับความจริงให้ได้ แล้วทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เรื่อง:พระไพศาล วิิสาโล

 

01

อยู่กับทุกข์ให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์

ทุกวันนี้ผู้คนมีชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น ความรู้และเทคโนโลยีนานาชนิดทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้มากมาย ร้อนก็เปิดแอร์ อาบน้ำก็ไม่ต้องกลัวหนาวเพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น ไปไหนมาไหนก็ไม่เหนื่อยเพราะมีรถยนต์และเครื่องบิน ฯลฯ

แต่ถึงแม้จะมีความสามารถในการพาตัวให้ไกลจากความทุกข์ได้มากมายเพียงใด ความจริงอย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ มีความทุกข์หลายอย่างที่เราไม่อาจหนีพ้นได้  ร่ำรวยเพียงใดก็ยังต้องเจอกับความพลัดพรากสูญเสีย  ยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ต้องพบกับความไม่สมหวัง เก่งเพียงใดก็ต้องประสบกับความล้มเหลว ที่แน่ๆ ก็คือ ไม่มีใครหนีพ้นความแก่ชรา ความเจ็บป่วย และความตายไปได้

คนเป็นอันมากเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะคร่ำครวญ ตีโพยตีพาย หรือวิตกกังวล จนเครียดหนัก หรือถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ กลายเป็นการเอาความทุกข์มาซ้ำเติมตนเองให้หนักกว่าเดิม แทนที่จะเสียแต่เงิน ใจก็พลอยเสียไปด้วย แทนที่จะป่วยกายอย่างเดียว ใจก็ป่วยด้วย พูดอีกอย่าง แทนที่จะเจอธนูดอกเดียวกลับเจอถึงสองดอก ธนูดอกแรกนั้นอาจมาจากคนอื่นหรือสิ่งนอกตัว แต่ธนูดอกที่สองนั้นเกิดจากน้ำมือของเราเอง ร้ายกว่านั้นก็คือ ธนูดอกที่สองมักก่อความทุกข์ที่รุนแรงหนักหนากว่าธนูดอกแรกเสียอีก

หญิงสูงวัยผู้หนึ่งไปหาหมอครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร  วันหนึ่งหมอก็เรียกเธอไปพบแล้วบอกว่า “ป้าเป็นมะเร็งตับนะ อยู่ได้ไม่เกินสามเดือน” เธอตกใจมาก นับแต่นั้นมาก็เศร้าซึมหมดอาลัยตายอยาก ไม่พูดไม่คุยกับใคร ผ่านไปได้แค่ 12 วัน เธอก็เสียชีวิต ก้อนมะเร็งนั้นแม้จะบั่นทอนร่างกายของเธอ แต่ก็ไม่ร้ายแรงเท่ากับใจที่ตื่นตระหนก และวิตกกังวล นั่นเป็นเพราะเธอไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่พยายามปฏิเสธต่อต้านตลอดเวลา ใจที่ดิ้นรนขัดขืนนั้นสามารถตัดรอนชีวิตของเธอได้เร็วยิ่งกว่าก้อนมะเร็งเสียอีก

จะว่าไปแล้วความทุกข์ของคนสมัยนี้ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากใจที่ปฏิเสธต่อต้านความจริงที่เกิดขึ้นยิ่งกว่าอะไรอื่น ดังนั้นแม้แต่เหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น รถติด ก็ทำให้ผู้คนขึ้งเคียดหงุดหงิดอย่างหนักทั้งๆ ที่เครียดหรือกังวลเท่าใดก็ไม่ช่วยให้รถเคลื่อนได้เร็วขึ้น มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น

อะไรเกิดขึ้นกับเราก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเรารู้สึกกับมันอย่างไร  มีสิ่งร้ายเกิดขึ้นกับเราก็ไม่ทำให้เราทุกข์มากเท่ากับใจที่ปฏิเสธต่อต้านสิ่งนั้น  พูดอีกอย่าง ยิ่งเราปฏิเสธต่อต้านสิ่งใด ความทุกข์ก็จะยิ่ง เพิ่มขึ้นเมื่อเจอสิ่งนั้น การวิจัยพบว่า คนที่กลัวเข็มฉีดยานั้น เมื่อถูกเข็มแทงจะรู้สึกปวดมากกว่าคนที่วางเฉยต่อเข็มนั้นถึงสามเท่าคงไม่ผิดหากจะกล่าวว่าใจที่ปฏิเสธต่อต้านความทุกข์ย่อมทำให้ความทุกข์นั้นทบทวีหรือตรีคูณ

ในทางตรงข้าม ทันทีที่เราหยุดต่อต้านขัดขืน ยอมรับเหตุร้ายที่เกิดขึ้น ความทุกข์จะลดลงไปมาก   คนที่ยอมรับความจริงได้ว่าตนเองเป็นมะเร็ง ไม่ต่อต้านขัดขืนหรือคร่ำครวญตีโพยตีพายอีกต่อไป  จะพบว่ามีแต่กายเท่านั้นที่ทุกข์ แต่ใจไม่ทุกข์ด้วย เป็นธรรมดาของคนเราเมื่อเจอภัยคุกคามหรือสิ่งที่ไม่ชอบ ย่อมมีปฏิกิริยาในทางใดทางหนึ่งเสมอ คือถ้าไม่หนีก็ต่อสู้ แม้ตัวจะหนีไม่พ้น แต่ใจก็ยังดิ้นรนขัดขืนหรือต่อสู้ ซึ่งก็ยิ่งทำให้เป็นทุกข์มากขึ้น  แต่หากเรามีสติรู้ทันใจที่ดิ้นรนขัดขืน มันก็จะค่อยๆ สงบลง ไม่ว่าการดิ้นรนขัดขืนนั้นจะแสดงออกมาในรูปของความกลัว ความวิตกกังวล ความโกรธแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ ก็สามารถสงบลงได้เมื่อมีสติ หรือรู้ตัว

ในทางตรงข้าม การกดข่มหรือพยายามกำจัดมันกลับทำให้มันดำรงคงอยู่ต่อไป แม้ดูเหมือนจะหายไป แต่แท้จริงมันกลับหลบซ่อน และพร้อมจะปรากฏตัวอีกด้วยอาการที่รุนแรงกว่าเดิม หากมีอะไรมากระทบหรือสะกิดใจเรา  จะว่าไปก็คงไม่ต่างจากการเกาให้หายคันเวลาถูกยุงกัดหรือเป็นลมพิษ แทนที่ความคันจะหายไป มันกลับเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกาหนักขึ้น กลายเป็นว่ายิ่งเกาก็ยิ่งคัน  การอยู่เฉยๆ รับรู้ความคันที่เกิดขึ้นกับกาย และรู้ทันใจที่ดิ้นรนกระสับกระส่าย กลับช่วยให้ความทุกข์ทุเลาเบาบางลง

การยอมรับความจริง มิได้หมายถึงการยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น  ที่จริงแล้วมันกลับช่วยให้เราสามารถรับมือกับเหตุร้ายได้ดีขึ้น  คนที่ยอมรับความเจ็บป่วยได้ นอกจากใจจะทุกข์น้อยลงแล้ว ยังมีเวลาใคร่ครวญหาทางเยียวยารักษา สามารถใช้สติปัญญาอย่างเต็มที่ ไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ต่างๆ ผิดกับคนที่ไม่ยอมรับความจริง จะมัวแต่ตีโพยตีพาย
คร่ำครวญวิตกกังวล จนไม่เป็นอันทำอะไร สิ่งที่ควรทำจึงไม่ได้ทำ ปัญหาที่ควรแก้จึงไม่ได้แก้

ลองถามตัวเองว่าแต่ละวันเราเสียเวลาและพลังงานไปกับการคร่ำครวญหรือวิตกกังวลมากมายเพียงใด บางเรื่องเกิดขึ้นนานแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ ป่วยการที่จะนึกถึง ขณะที่บางเรื่องก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่เรากลับตีโพยตีพายไปล่วงหน้าแล้ว

แม้แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ก็เถอะ  ลองตั้งสติและมองให้รอบด้านอาจพบว่ามันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายหนักหนาเลย เป็นแต่ไม่ตรงกับความคาดหวังของเราเท่านั้น ลองปล่อยวางความคาดหวังนั้น ก็จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหลือบ่ากว่าแรง อีกทั้งอาจมีแง่ดีบางอย่างที่ไม่เคยนึกมาก่อนก็ได้   ที่สำคัญก็คือ อย่ามัวจดจ่อปักใจอยู่กับสิ่งแย่ๆ ที่เกิดขึ้น จนลืมว่าชีวิตนี้ยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่รอการชื่นชมจากเรา
ความทุกข์บางอย่างเราหนีไม่พ้นก็จริง แต่หากเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันให้เป็น ใจก็ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล

อยู่กับทุกข์ให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์

01

ทุกข์เพราะใจ ใช่ใครทำ

หลังจากจีนยาตราทัพเข้ายึดครองทิเบตเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ท่านลาเซ ริมโปเช ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับชาวทิเบตอีกมากมาย ทหารจีนต้องการให้ท่านละทิ้งพุทธศาสนาและหันมาสมาทานลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ท่านปฏิเสธ จึงถูกคุมขังและทรมานเป็นเวลานานกว่า 20 ปีจนร่างกายพิการ เมื่อได้รับอิสรภาพ ท่านได้ดั้นด้นข้ามพรมแดนเพื่อมาลี้ภัยในอินเดีย

เคยมีคนถามท่านว่า ตอนที่ถูกคุมขังในทิเบตนั้นท่านกลัวอะไรมากที่สุด แทนที่ท่านจะพูดถึงการทรมานของทหารจีน ท่านกลับตอบว่า ท่านกลัวว่าจะโกรธคนที่ทำร้ายท่าน สำหรับชาวพุทธ ความโกรธเกลียดนั้นน่ากลัวอย่างมาก เพราะสามารถผลักดันให้เราทำบาปด้วยการประทุษร้ายผู้อื่น   ใครทำร้ายเรา เขาก็ต้องรับกรรมของเขา แต่ถ้าเราทำร้ายคนอื่น บาปนั้นจะตามติดเราไปและจะต้องชดใช้เมื่อไรก็ไม่รู้ ใครทำร้ายเราจึงไม่เลวร้ายเท่ากับเราทำร้ายคนอื่น

ท่านลาเซคงมีเหตุผลมากกว่านั้น เมื่อทหารจีนทรมานท่าน ท่านก็ทุกข์แต่กาย แต่เมื่อใดที่ท่านรู้สึกโกรธคนที่ทำร้ายท่าน ท่านไม่เพียงทุกข์กายเท่านั้น แต่ยังทุกข์ใจด้วยเพราะถูกความโกรธเผาลน ทุกข์กายนั้นยังพอไหว ส่วนทุกข์ใจสร้างความทรมานอย่างมาก และนั่นคือสิ่งที่ท่านไม่อยากให้เกิดขึ้น

ท่านลาเซคงอยากจะบอกว่า ทหารจีนนั้นทำได้อย่างมากก็คือ ทำร้ายร่างกายท่าน แต่ทำให้ท่านทุกข์ใจไม่ได้ แต่เมื่อใดที่ท่านปล่อยให้ความโกรธครอบงำใจ ความทุกข์ทรมานก็จะตามมา

ดังนั้นสิ่งที่ท่านพยายามทำก็คือ รักษาใจไม่ให้โกรธผู้ที่ทรมานท่าน    พูดอีกอย่างก็คือ ใครทำร้ายเราเพียงใด ก็ไม่ทำให้ทุกข์ได้หากใจไม่ยินยอมหรือร่วมมือด้วย เรียกว่าตบมือข้างเดียวไม่ดัง

อย่างไรก็ตาม ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อมีความทุกข์ใจ ก็มักจะโทษสิ่งภายนอก เช่น เพื่อนร่วมงานเจ้านาย ลูกน้อง จราจรที่แน่นขนัด ดินฟ้าอากาศ สภาวะเศรษฐกิจ ฯลฯ แต่ลืมมองไปว่า ใจเราเองก็มีส่วนร่วมอย่างมาก เช่น ปล่อยให้ความหงุดหงิด โกรธเคืองมารบกวนจิตใจ

สิ่งภายนอกนั้นทำได้อย่างมากก็ คือ บีบคั้นร่างกาย พรากของหวงและคนรักไปจากเรา ทำให้การงานสะดุด แต่ไม่สามารถทำให้เราทุกข์ใจได้เลย มันทำได้แค่ชวนให้เราขัดใจ เศร้าโศก กลัดกลุ้ม วิตกกังวล แต่เราไม่รับ “คำชวน” ของมันก็ได้ นั่นหมายความว่า จะทุกข์ใจหรือไม่ อยู่ที่ใจเรา   สิ่งภายนอกนั้นเราควบคุมได้ยาก จริงอยู่  ใจเราก็ควบคุมไม่ได้เช่นกัน แต่เราสามารถดูแลรักษาใจได้มากกว่าสิ่งนอกตัว

ดังนั้นเมื่อใดที่มีความทุกข์ใจ แทนที่จะเรียกร้องหรือพยายามบงการให้สิ่งภายนอกเป็นไปตามใจเรา จะไม่ดีกว่าหรือหากเราหันมาจัดการกับใจของเรา เริ่มต้นด้วยการคาดหวังสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง ยอมรับทุกสิ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว และมีสติรู้เท่าทันอารมณ์อกุศลต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีอะไรมากระทบหรือเมื่อเกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น

ใครทำอะไรเรา  ก็ไม่เลวร้ายเท่ากับใจที่วางไว้ผิด แต่หากวางใจไว้ถูกแล้ว ไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถยัดเยียดความทุกข์หรือขโมยความปกติสุขไปจากเราได้ 

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล

ทุกข์เพราะใจ ใช่ใครทำ

01

ประตูสู่ธรรม

ในความรู้สึกของคนทั่วไป  ทุกข์กับธรรม คือ สิ่งที่ตรงข้ามกันราวเหวกับฟ้าหรือกลางคืนกับกลางวัน  ทุกข์นั้นชวนให้รู้สึกหม่นหมองมืดมนอยากถอยห่าง  ขณะที่ธรรมให้ความรู้สึกโปร่งเบา  สว่างไสว  อยากเข้าใกล้แต่ในความเป็นจริง  ทุกข์กับธรรมนั้นใกล้ชิดกันอย่างยิ่ง  ราวกับฝาแฝดก็ว่าได้

 

มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยเข้าหาธรรมก็เพราะความทุกข์  ท่านโกเอ็นก้า  วิปัสสนาจารย์คนสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันเล่าว่า….  เป็นเพราะท่านปวดไมเกรนอย่างหนัก  โดยที่การแพทย์แผนใหม่ช่วยอะไรไม่ได้เลย  ท่านจึงเข้าหาสมาธิภาวนาตั้งแต่อายุสามสิบต้นๆเป็นเหตุให้ท่านซาบซึ้งในคุณค่าของพุทธ-ศาสนา และทุ่มเททั้งชีวิตให้แก่การปฏิบัติธรรม จนกลายเป็นคุรุที่มีชื่อเสียงโด่งดังมีลูกศิษย์ทั่วโลก

ในทำนองเดียวกันหลายคนเข้าหาธรรมก็เพราะถูกมะเร็งคุกคาม  ครั้นได้พบความสงบเย็นจากพระธรรมก็ถึงกับอุทานว่า  “โชคดีที่เป็นมะเร็ง”  เพราะหากไม่เป็นโรคนี้  ก็คงใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายยากจะพบความสุขที่แท้   ผู้คนจำนวนไม่น้อยขอบคุณวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540  เพราะหากเขาไม่สิ้นเนื้อประดาตัว  ก็คงไม่หันหน้าเข้าวัดหรือปฏิบัติธรรม  จนรู้ว่า.. “อะไรคือ สรณะอันประเสริฐของชีวิต”

ทุกข์ไม่เพียงผลักผู้คนให้เข้าหาธรรมเท่านั้น  หากยังสามารถสอนธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง นางกีสาโคตมีเสียลูกในวัยที่กำลังน่ารัก  ส่วนนางปฏาจาราเสียทั้งลูก  สามี  และพ่อแม่ ทั้งสองเศร้าโศกเสียใจอย่างหนักจนไร้สติ    คนแรกอุ้มศพลูกด้วยความหวังว่าลูกจะฟื้นขึ้นมาได้  คนหลังกระเซอะกระเซิงจนผ้าผ่อนหลุดลุ่ย  ครั้นได้พบพระพุทธเจ้า  และได้ฟังธรรมจากพระองค์เพียงไม่กี่ประโยค ก็บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน  เพราะเห็นกระจ่างแจ้งจากประสบการณ์ของตนเองว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้เลย    เช่นเดียวกันกับพระติสสเถระซึ่งป่วยหนักด้วยโรคร้ายน่ารังเกียจ  จนเพื่อนภิกษุหนีห่าง  ครั้นพระพุทธองค์เสด็จมาพยาบาล  และตรัสสอนเรื่องอนิจจังของสังขาร  เมื่อท่านพิจารณาตามก็เห็นแจ่มแจ้งด้วยตนเอง  เกิดความหน่ายในสังขารปล่อยวางหมดสิ้น  บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์สิ้นกิเลสพร้อมๆ กับสิ้นชีวิต

ในพระไตรปิฎกยังพูดถึงพระภิกษุที่ถูกเสือกัดระหว่างธุดงค์ในป่าลึก ขณะที่มีทุกขเวทนาแรงกล้า  ท่านได้เจริญกรรมฐาน เอาเวทนาเป็นอารมณ์  คือ พิจารณาความเจ็บปวดด้วยสติอย่างสงบนิ่ง  จนเห็นชัดว่าสังขารนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง  จิตจึงสลัดคืนสังขารทั้งปวง  ไม่ยึดติดอีกต่อไป  บรรลุอรหัตตผลคาปากเสือนั้นเอง

ทุกข์หรือเหตุร้ายที่เกิดขึ้นนั้นสามารถเปิดใจให้เราเห็นสัจธรรมได้เสมอว่า…  ไม่มีอะไรที่เราจะฝากใจไว้ได้เลย  เพราะล้วนแต่ไม่เที่ยง  บกพร่อง บีบคั้น  และยึดมาเป็นของเราไม่ได้เลยสักอย่าง  แต่สาเหตุที่เราไม่เห็นสัจธรรมเหล่านี้เวลาเกิดเหตุร้ายก็เพราะใจมัวแต่คร่ำครวญ  โกรธแค้น  จึงไม่มีสติมากพอที่จะใคร่ครวญสิ่งที่เกิดขึ้น  ผลก็คือเสียอย่างน้อยสองสถาน  คือ นอกจากเสียสิ่งที่รักแล้ว  ใจก็ยังเสียด้วย  หนักกว่านั้นคือเสียสุขภาพ(เพราะเครียดจัด)  เสียงาน(เพราะไม่มีสมาธิ)  และเสียสัมพันธภาพ (เพราะระบายอารมณ์ใส่คนรอบตัว)  ในทางตรงข้าม  หากตั้งสติให้ดีพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยปัญญา  แม้จะเสียสิ่งที่รัก  แต่ก็ได้ธรรม  ซึ่งมีคุณค่ามหาศาล เพราะนอกจากจะยกใจให้พ้นจากทุกข์  จากเหตุการณ์เฉพาะหน้าแล้ว  ยังเป็นภูมิคุ้มกันใจมิให้เป็นทุกข์ในวันหน้าอีกด้วย

เมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่มีผู้สูญเสียทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก  หลายคนเครียดหนักถึงกับเจ็บป่วย  ที่ฆ่าตัวตายก็ไม่น้อย  แต่ก็มีบางคนที่ยิ้มได้  เหตุผลก็เพราะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า…  ไม่มีอะไรที่เป็นของเราอย่างแท้จริงเลย ทรัพย์สินทั้งหลายนั้นมาอยู่กับเราเพียงชั่วคราว  ไม่ช้าไม่นานเรากับมันก็ต้องจากกัน เมื่อทุกข์เกิดขึ้น  หากเอาแต่คร่ำครวญ  เราก็ขาดทุน  แต่ถ้าใคร่ครวญ  เราก็ได้กำไร  เพราะธรรมที่ได้ประจักษ์นั้น มีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เสียไปมากมายนัก อันที่จริงแม้ยังไม่ต้องใคร่ครวญ  แค่รู้ทันทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ  ก็ช่วยได้มากแล้ว  เพราะสามารถดึงใจไม่ให้ถลำเข้าไปในความทุกข์จนกลายเป็นผู้ทุกข์

ทุกข์นั้นเป็นเสมือนประตูสู่ธรรม  ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกทุกข์ให้เป็นอริยสัจข้อแรก  จากนั้นจึงตามมาด้วยสมุทัย นิโรธ และมรรค  ถ้าไม่เจอทุกข์ก็ยากที่จะเข้าใจสมุทัย  ไม่เห็นคุณค่าของมรรค และไม่อาจเข้าถึงนิโรธได้  อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอทุกข์แล้ว  ก็ต้องเกี่ยวข้องกับทุกข์ให้เป็นนั่นคือรู้ทุกข์  ไม่ใช่เป็นทุกข์  ดังนั้นพระองค์
จึงทรงสอนว่า  ทุกข์เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดรู้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องละ  ผลักไส  หรือถลำเข้าไป

จะเห็นธรรม หรือถึงธรรมได้ ก็ต้องผ่านทุกข์เสียก่อน  สำหรับผู้ใฝ่ธรรม  ทุกข์ จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้าย  น่ารังเกียจ  หากแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์  หากใช้มันให้เป็น  เกี่ยวข้องกับมันให้ถูก  ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เพราะสามารถเปิดทางไปสู่การพ้นทุกข์ได้

เมื่อทุกข์เกิดขึ้น  หากเอาแต่คร่ำครวญ  เราก็ขาดทุนแต่ถ้าใคร่ครวญ  เราก็ได้กำไร

เรื่อง: พระไพศาล  วิสาโล

ประตูสู่ธรรม

01

ในวิกฤตมีโอกาส

มื่อพูดถึงความตาย เรามักนึกถึงความเจ็บปวด ความทุรนทุราย และความพลัดพรากสูญเสียจากสิ่งที่รัก บางคนอาจนึกเลยไปถึงสิ่งลี้ลับดำมืด หรือความทุกข์ทรมานที่รออยู่เบื้องหน้าหลังสิ้นลม ความตายจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวในความรู้สึกของผู้คนจนแม้แต่จะเอ่ยถึงก็ยังไม่กล้า
      

กล่าวได้ว่า…  ความตายเป็นวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่สามารถจะเกิดได้กับคนคนหนึ่ง เพราะไม่มีอะไรที่จะเป็นสุดยอดของความพลัดพราก นอกจากความตาย แต่ในทุกวิกฤตย่อมมี“โอกาส”อยู่เสมอ

มองในแง่กายภาพ ความตายเป็นวิกฤตที่นำความแตกดับมาสู่ชีวิตก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็เปิดโอกาสให้หลายชีวิตมีลมหายใจยืนยาวต่อไป โดยอาศัยอวัยวะจากผู้ตายมาปลูกถ่ายทดแทน หรืออาศัยความรู้จากร่างของผู้ตายมาพัฒนาวิธีการเยียวยารักษาโรคร้ายเพื่อยืดชีวิตของผู้คน

ใช่แต่เท่านั้น ความตายยังเป็นโอกาสในทางจิตวิญญาณด้วย กล่าวคือ เป็นประตูเปิดสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น ดังคนโบราณเชื่อว่า หากตั้งจิตให้เป็นกุศลก่อนตาย ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ หรือได้พบพระศรีอาริย์ในชาติต่อไป ถ้าเป็นคนอีสานก็เชื่อว่าจะได้ไปสักการะพระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์     แต่ถึงแม้จะไม่เชื่อในภพหน้า ความตายก็ยังสามารถหนุนเนื่องให้เกิดการยกระดับทางจิตใจได้ ตั้งแต่ขั้นสามัญไปจนถึงขั้นสูงสุด คือการบรรลุอรหัตผล ในพระไตรปิฎกมีเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับบุคคลที่บรรลุธรรมขั้นสูงในขณะที่ความตายมาประชิดตัว อาทิ พระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา ในวาระสุดท้ายซึ่งพระองค์ทรงพระประชวรหนัก มีทุกขเวทนาแรงกล้า พระพุทธองค์ได้เสด็จไปแสดงธรรมถึง 7วัน 7คืน ในคืนสุดท้ายทรงแสดงธรรมเรื่องความไม่เที่ยง พระเจ้าสุทโธทนะทรงพิจารณาตาม และเห็นแจ้งด้วยพระองค์เองว่า.. สังขารนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ในที่สุดก็ทรงบรรลุอรหัตผลก่อนจะเสด็จดับขันธ์ในคืนนั้นเอง

พระติสสเถระก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้รับทุกขเวทนามากในยามใกล้ตาย มิหนำซ้ำท่านยังถูกเพื่อนพระด้วยกันทอดทิ้งเนื่องจากเป็นโรคที่น่ารังเกียจ ท่านถูกปล่อยให้นอนจมปฏิกูล และมีหนองเปรอะเปื้อนเต็มตัว  เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบจึงเสด็จมาดูแลท่านอาบน้ำชำระร่างกายและเปลี่ยนจีวรใหม่ จากนั้นพระองค์ได้แสดงธรรมสั้นๆว่า “อีกไม่นานร่างกายนี้จักปราศจากวิญญาณ ถูกทอดทิ้งทับถมแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้อันหาประโยชน์มิได้” พระติสสเถระ ได้พิจารณาตามและประจักษ์ด้วยตนเอง ร่างกายนี้ไม่น่ายึดถือเลย ส่งผลให้ท่านบรรลุอรหัตผลในขณะเดียวกับที่สิ้นชีวิต

ส่วนพระสัปปทาสเถระมีประวัติที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ ท่านมีความทุกข์มากที่ไม่เคยพบกับความสงบใจเลยตลอด25ปีที่บวช จึงตัดสินใจปลิดชีวิตตนเอง ช่วงที่ท่านปาดคอตนเอง ท่านได้สติ หันมาพิจารณาความเจ็บปวดอันแรงกล้าที่เกิดขึ้น และเห็นว่าสังขารนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง จิตจึงละวางจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน ชั่วขณะนั้นเองก็บรรลุอรหัตผลก่อนจะสิ้นลม

ความตายนั้นตัดรอนชีวิตและบีบคั้นกายใจก็จริง แต่ในเวลาเดียวกันก็ประกาศสัจธรรมอย่างชัดเจนว่า สังขารนั้นไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่ยึดติดถือมั่นว่าเป็นของเราได้เลย เพราะเอาไปไม่ได้สักอย่าง

ส่วนทุกขเวทนาอันแรงกล้านั้นก็ตอกย้ำว่า สังขารนั้นเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ไม่น่ายึดไม่น่าเอา เป็นเสมือนครูที่เฆี่ยนตีไม่หยุดหย่อนจนกว่าเรา จะเข็ดหลาบและยอมปล่อยวางสังขารนั้นไปในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ในยามที่ความตายมาคุกคาม จึงมีโอกาสอย่างมาก ที่บุคคลจะเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมจนละวางความยึดติดถือมั่นในสังขาร เข้าถึงมรรคผลนิพพาน หรือลุถึงอิสรภาพทางจิตวิญญาณได้ ท่านพุทธทาสภิกขุจึงเรียกช่วงเวลาที่ใกล้ตายว่า..เป็น “นาทีทอง” ของชีวิต

สำหรับคนทั่วไปที่ไกลวัด หรือไม่หวังนิพพานในชาตินี้ ความตายก็ยังเป็นโอกาสให้ได้พบสิ่งดีๆ เท่าที่ปุถุชนจะหวังได้ เช่น ได้เห็นลูกหลานหรือพี่น้องกลับมาคืนดีกันเพราะเห็นแก่คนป่วยที่กำลังจะตาย ในทำนองเดียวกัน บางคนที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้ภรรยาจนฝ่ายหลังตีจาก เมื่อเจ้าตัวป่วยหนักจนภรรยาอยู่เฉยไม่ได้ ต้องกลับมาดูแลอย่างใกล้ชิด สามีจึงมีโอกาสเอ่ยปากขอโทษภรรยา และนำไปสู่การคืนดีกันได้ในที่สุด เมื่อถึงคราวจะสิ้นลม สามีก็จากไปอย่างสงบ

ทั้งๆ ที่ร่างกายใกล้จะแตกดับ แต่ก็มีหลายคนที่ได้พบกับความสงบในยามใกล้ตาย เพราะได้ปล่อยวางภาระต่างๆ ในชีวิต ด้วยรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแบกเอาไว้ต่อไป บ้างก็หันมาให้เวลากับลูกหลานและพ่อแม่ ได้รับความอบอุ่นใจ และดีใจที่ได้ทำสิ่งสำคัญในชีวิตก่อนตาย

บางคนเมื่อรู้ว่ามีเวลาเหลือน้อย ได้หันเข้าหาธรรมะ เจริญสมาธิภาวนา สร้างบุญสร้างกุศลเต็มที่ จึงพบกับความสุขใจอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน  หากไม่มีมรณภัยมาประชิดตัว ผู้คนเหล่านี้ก็คงยังหมกมุ่นกับการงาน แสวงหาเงินทอง วุ่นวายกับภาระต่างๆ หาไม่ก็เพลิดเพลินกับความสนุกสนาน จนลืมไปว่ายังมีสิ่งที่ดีกว่า หรือสิ่งสำคัญอย่างอื่นในชีวิต ที่ต้องใส่ใจใช่ หรือไม่ว่า ความตายเตือนให้เขาหันมาทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อจิตใจอย่างแท้จริง  รางวัลที่ได้ก็ คือ ความสงบเย็นและความสุขใจที่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อน กระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิตก็ยังพบกับความสงบได้ ไม่ทุรนทุรายแม้ทุกขเวทนาทางกายจะบีบคั้นก็ตาม

ความตายจึงไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยความทุกข์ทรมานเสมอไป มีผู้คนเป็นอันมากที่จากไปท่ามกลางความอาลัยและความปลื้มปีติของญาติที่เห็นคนรักของตนจากไปอย่างสงบและงดงาม

 มารี กูรี นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องเคยกล่าวว่า  “ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่น่ากลัว มีแต่สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ”  ความข้อนี้ใช้กับความตายได้ด้วย ความตายนั้นไม่น่ากลัวเลยหากเราเข้าใจความตายอย่างรอบด้านและทุกแง่มุม จนเห็นว่าความตายไม่ใช่วิกฤต หากเป็นโอกาสอันทรงคุณค่าด้วย

เรื่อง:พระไพศาล วิสาโล

ในวิกฤตมีโอกาส

01

อานุภาพแห่งความดี

การทำความดีหมั่นสร้างบุญกุศล ไม่เพียงช่วยให้มีชีวิตที่ผาสุกเท่านั้น หากยังอำนวยให้มีความสุขในเวลาละโลกนี้ไป ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า“บุญย่อมทำให้เกิดสุขในเวลาสิ้นชีวิต”

คนเป็นอันมากกลัวตายก็เพราะไม่แน่ใจว่าเมื่อตายแล้วจะไปไหน จะไปทุคติหรือไม่ แต่ความกลัวเช่นนี้จะไม่เกิดกับผู้ที่มั่นใจในความดีที่ทำมาทั้งชีวิต เพราะรู้ดีว่าบุญกุศลที่ได้ทำนั้นย่อมส่งผลให้ไปสู่สุคติ

ในชาดกตอนหนึ่ง พระโพธิสัตว์ได้กล่าวอย่างองอาจว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความชั่วซึ่งทำไว้ ณ ที่ไหนๆ เลย ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นเกรงความตายที่จะมาถึง”  อย่างไรก็ตามผู้ที่จะมั่นใจในความดีของตนถึงขนาดนั้นเห็นจะมีไม่มาก คนส่วนใหญ่ย่อมมีบ้างที่พลั้งเผลอทำความชั่วหรือทำสิ่งที่ไม่สมควร และหากเป็นคนไกลวัดใจไม่แนบแน่นกับธรรมะ ก็ย่อม
หวั่นไหวเมื่อความตายใกล้เข้ามา ส่วนหนึ่งกลัวว่าจะไปอบาย แต่มีจำนวนไม่น้อยที่กลัวว่าจะต้องพลัดพรากจากทุกอย่างที่รักและหวงแหน รวมทั้งชีวิตนี้ความกลัวดังกล่าวทำให้ผู้คนเป็นอันมากไม่สามารถตายอย่างสงบได้ มิพักต้องเอ่ยถึงความเจ็บปวดทางกายและความทุกข์ทางใจที่รุมเร้าในยามใกล้ตาย ทำให้จิตใจกระสับกระส่ายและทุรนทุรายจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ในยามนี้สิ่งหนึ่งที่จะช่วยน้อมใจให้สงบจนสิ้นลมก็คือ การระลึกถึงสิ่งดีงามอันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจ สำหรับชาวพุทธ ได้แก่ พระรัตนตรัย หรือพระโพธิสัตว์ เป็นต้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเหล่านี้ หากผู้ใดศรัทธานับถืออยู่ก่อนแล้ว เมื่อระลึกนึกถึงคราใดย่อมเกิดความอบอุ่นใจและมั่นใจว่าจะได้รับการปกป้องคุ้มครองจนปลอดภัย ความอบอุ่นและมั่นใจดังกล่าวเป็นโอสถอย่างดีที่เยียวยาจิตใจให้หายทุกข์ บรรเทาความกระสับกระส่ายให้คลายไป

ส่วนผู้ไกลวัด ไม่รู้สึกแนบแน่นกับพระรัตนตรัย ก็ใช่ว่าจะหมดโอกาสพบกับความสงบใจในวาระสุดท้าย เพราะอย่างน้อยยังมีสิ่งดีงามอีกอย่างหนึ่งที่ควรแก่การระลึกนึกถึง นั่นคือ ความดีที่ตนได้ทำ มนุษย์ทุกคนย่อมเคยกระทำความดีมาแล้วไม่มากก็น้อย ความดีเหล่านี้ไม่เคยสูญเปล่า ทั้งยังสามารถช่วยเหลือเราได้ในยามใกล้ตาย
อย่างไรก็ตาม เมื่อวาระสุดท้ายใกล้มาถึง ปุถุชนมักถูกบีบคั้นด้วยทุกขเวทนา อีกทั้งถูกครอบงำด้วยความกลัวและอารมณ์อกุศลต่างๆ จนไม่มีสติมากพอที่จะนึกถึงความดีที่ตนเคยทำ จึงจำเป็นที่ญาติมิตรจะช่วยน้อมใจเขาให้ระลึกถึงความดีงามเหล่านี้ การกระทำดังกล่าวสำคัญไม่น้อยไปกว่าการบรรเทาความเจ็บปวดทางกายหรือการรักษาด้วยยา
ชายชราผู้หนึ่งป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ในช่วงท้ายของชีวิตเขามีอาการทรุดลงบ่อยครั้ง ทุกครั้งลูกหลานต้องรีบพาไปโรงพยาบาล เมื่ออาการทุเลาจึงพากลับบ้าน สถานการณ์เป็นเช่นนี้อยู่หลายเดือนทั้งผู้ป่วยและลูกหลานมีความทุกข์ถ้วนหน้า กระทั่งเดือนสุดท้ายมีหลานคนหนึ่งได้ไปเฝ้าไข้ผู้ป่วยแทบทุกวัน หลานได้ชวนผู้ป่วยคุยเรื่องชีวิต
ในอดีต เขาจึงเล่าเรื่องความภาคภูมิใจในวัยหนุ่ม อาทิ การได้ร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่1 และการรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  หลานสังเกตว่า ตลอดเวลาที่คุยเรื่องเหล่านี้ผู้ป่วยมีแววตาเป็นประกาย สีหน้าเบิกบาน และดูสงบมากขึ้นยิ่งเมื่อได้คุยกันเรื่องแก่นธรรมของพุทธศาสนาในตอนท้ายๆ ผู้ป่วยก็ปล่อยวางได้มากขึ้น หลังจากนั้นไม่นานผู้ป่วยก็เรียกลูกหลานมาสั่งเสียและจากไปอย่างสงบด้วยสีหน้าที่มีรอยยิ้มน้อยๆ
ที่น่าแปลกก็คือ ตลอดหนึ่งเดือนเต็มที่หลานมานั่งคุยกับผู้ป่วย เขาไม่เคยเข้าโรงพยาบาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว        การเตือนใจให้ผู้ป่วยนึกถึงความดีของตนนั้น สามารถทำได้แม้ในยามที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะโคม่าหรือไม่รู้สึกตัว

หญิงชราผู้หนึ่งใกล้จะสิ้นลมแล้ว ไม่มีอาการตอบสนองใดๆ  ลูกๆอยากให้แม่ถวายสังฆทานเป็นครั้งสุดท้าย จึงไปนิมนต์พระรูปหนึ่ง ซึ่งบังเอิญมาอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ของท่านที่อาพาธในห้องใกล้ๆกัน เมื่อท่านรับสังฆทานเสร็จก็สังเกตว่าผู้ป่วยมีอาการกระตุกไม่หยุด  สัญญาณชีพบนจอมอนิเตอร์พุ่งขึ้นลงเร็วมาก ท่านอยากช่วยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ดังนั้นเมื่อทราบจากลูกหลาน ว่าผู้ป่วยชอบใส่บาตรวันพระและไปกราบพระประธานที่วัดไตรมิตรฯ ท่านจึงบอกผู้ป่วยว่า โยม วันนี้เป็นวันพระ ให้คดข้าวใส่ขัน เตรียมดอกไม้ธูปเทียนให้พร้อม จะไปใส่บาตรกัน พร้อมแล้วก็ให้ไปที่หน้าบ้าน ทีนี้ท่านถามผู้ป่วยว่า ซ้ายมือมีพระไหม ปรากฏว่าผู้ป่วยส่ายหน้า ท่านถามต่อว่า ขวามือมีพระไหม ทีนี้ผู้ป่วยพยักหน้าพร้อมกับพนมมือ แล้วท่านก็พูดนำผู้ป่วยให้ใส่บาตรพระทีละรูป จนครบ 9 รูป ถึงตอนนี้ผู้ป่วยมีอาการสงบอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นท่านก็พูดนำผู้ป่วยให้ไปกราบหลวงพ่อทองที่วัดไตรมิตรฯ พร้อมกับนั่งภาวนาหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ระหว่างที่พระนำจิต หญิงชราไม่มีอาการกระตุกอีกเลย ส่วนสัญญาณชีพก็ค่อยๆลดลงในที่สุดก็แบนราบลูกๆดีใจมากที่แม่จากไปอย่างสงบ

ความดี หรือ บุญกุศลนั้นนอกจากจะนำความแช่มชื่นเบิกบาน มาสู่จิตใจในขณะกระทำแล้ว ยังอำนวยให้เกิดความอิ่มเอิบปลาบปลื้มใจ เมื่อระลึกนึกถึงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในยามใกล้ตาย

เรื่อง: พระไพศาล วิสาโล            

อานุภาพแห่งความดี

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,252 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: