AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

การใช้ “ธรรมะ” ร่วมกับ “ธนบัตร”

ลยทิ้งได้ 00
คนที่สนใจ “ธรรมะ” ต้องไม่สนใจ “ธุรกิจ” จริงหรือ…?

หลายคนคงเคยชินกับการอ่านบทความของผม หรือ ฟังผมบรรยายเรื่องราวทางวิชาการ โดยแทรกความรู้เกี่ยวกับ “ธรรมะ” ไปพร้อมๆ กันอยู่บ่อยๆ แต่น้อยคนจะทราบว่า จริงๆแล้วผมชอบเขียนและพูดเรื่อง “เงิน” และ “การหาเงิน” ไม่น้อยไปกว่ากัน

ใช่ครับ ผมอยากจะบอกว่า ผมสนใจศึกษาเรื่องศาสนาและการปฏิบัติธรรมมากพอๆกับที่สนใจเรื่องการสร้างฐานะและการทำธุรกิจเลยทีเดียว  เมื่อรู้อย่างนี้ คำถามที่มักตามมาก็คือ “ธรรมะ” กับ “ธนบัตร” จะสามารถเดินเคียงคู่กันไปได้อย่างไร…   คนที่ใฝ่ธรรมะ ก็ไม่น่าจะสนใจเรื่องเงินทองไม่ใช่หรือ?

ผมขอบอกว่า “ไม่จริงเลยครับ” เพราะหากเรารู้จักใช้ “ธรรมะ” ร่วมกับ “ธนบัตร” อย่างถูกวิธี สองสิ่งนี้จะช่วยเกื้อหนุนกันและกันได้อย่างงดงามและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ดังที่ผมจะนำเสนอใน 3 หัวข้อต่อไปนี้…

1.     นักธุรกิจที่มีธรรมะ จะเข้าใจจิตใจมนุษย์ และ นักธุรกิจที่เข้าใจจิตใจมนุษย์ คือ สุดยอดของนักธุรกิจ
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องของ “ธุรกิจ” แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของ “คน” นั่นเอง และไม่ว่าโลกนี้จะมีเครื่องจักรในการช่วย “ชำระเงิน” อยู่มากมายแค่ไหน ต้นทางที่จะจ่ายเงินให้กับเราไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ยังต้องเป็น “มนุษย์” อยู่วันยังค่ำ
ดังนั้น คติง่ายๆที่ควรท่องไว้ให้ขึ้นใจก็คือ “ยิ่งเราเก่งเรื่องจิต ธุรกิจจะยิ่งรุ่ง” เพราะหากเราปฏิบัติธรรม หรือศึกษาธรรมะบ่อยๆ เราจะเริ่ม “รู้ใจตัวเอง” มากขึ้น และเมื่อเราเริ่ม “รู้ใจตน”ก็จะเริ่ม “รู้ใจคน” มากขึ้นไปโดยปริยาย เพราะสุดท้ายทั้ง “ใจตน” และ “ใจคน” ก็ไม่ได้มีลักษณะการทำงานที่ต่างกันเลย
การปฏิบัติธรรมและการศึกษาธรรมะเพื่อให้ “เข้าใจตัวเอง” มากขึ้น จึงเป็นเสมือนการฝึก “อ่านใจคน 7,000 ล้านคน” ภายในเวลาเดียวกัน แล้วอย่างนี้ จะไม่เรียกว่าเป็นการลงทุนที่ “สุดคุ้ม” ได้อย่างไร?
คนที่เข้าใจธรรมะ จะสามารถเข้าใจจิตใจของลูกค้า เจ้านาย ลูกน้อง พนักงาน หรือเพื่อนร่วมงานได้ว่า เขากำลังมีปัญหาอะไร ต้องการอะไร หรือมีความรู้สึกอย่างไร เราจึงสามารถตอบโจทย์เขาได้อย่างตรงจุดเสมอ และสามารถทำธุรกิจในทุกระดับได้อย่างราบรื่นและรุ่งเรืองมากขึ้นอย่างน่าตกใจ
จำไว้ง่ายๆว่า ถ้าอยากเก่งเรื่องธุรกิจ ให้หมั่นศึกษา “จิตคน” และถ้าอยากเก่งเรื่อง “จิตคน” ก็ให้หมั่นศึกษา “จิตตนเอง”


2. นักธุรกิจที่มีธรรมะจะบริหารความโลภได้อย่างดี ทำให้ยิ่งรวย ยิ่งรุ่ง และยิ่งเป็นที่รัก
ผมเคยพูดไว้ในหนังสือ “สมองเศรษฐี” ว่า “ยิ่งสมองส่วนที่ใช้เก็บกักอารมณ์โลภ (amygdala) มีเลือดไปหล่อเลี้ยงมากเท่าไหร่ สมองส่วนที่ใช้ในการตัดสินใจและคิดวิเคราะห์ (Prefrontal cortex) ก็ยิ่งมีเลือดไปหล่อเลี้ยงน้อยลงเท่านั้น” นี่คือข้อพิสูจน์จากนักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาว่า “ยิ่งคุณโลภมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งตัดสินใจได้แย่ลงเท่านั้น” ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในตลาดหุ้น บ่อนการพนัน หรือแม้แต่ในคุก
นอกจากนั้น เราทุกคนล้วนทราบกันดีว่า “การตัดสินใจที่ดี” คือ “Key to Success ” หรือ กุญแจสำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
ฉะนั้น การเป็นคน “มีธรรมะ” จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักธุรกิจ เพราะมันจะทำให้นักธุรกิจคนนั้นตัดสินใจได้เก่งขึ้นและดีขึ้น  ซ้ำยังช่วยให้รู้ทันใจตัวเอง ทำให้สามารถบริหารและควบคุมความโลภหรือความอยากได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  ส่งผลให้ธุรกิจที่ทำยิ่งรุ่งเรือง มั่นคง และดำรงอยู่ในหัวใจของผู้คนได้อย่างยาวนาน

3. นักธุรกิจที่มีธรรมะจะไม่ทำอะไรให้ยุ่งยากซับซ้อนเกินความจำเป็น แต่….จะใช้ความเรียบง่าย แต่สง่างามในการครองใจคน และทำให้สินค้าเป็น “อมตะ”
คงไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่รู้จัก iPhone, iPod หรือ iPad และคงมีหลายคนที่มีผลิตภัณฑ์ตระกูล “i” ไว้ในครอบครองมากกว่า 1 ชิ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบก็คือ ผู้ชายที่ชื่อ Steve Jobs เป็นคนที่ชื่นชอบปรัญชาพุทธ (โดยเฉพาะพุทธแบบ Zen) เป็นอย่างมาก
ในภาพที่โด่งดังมากๆภาพหนึ่งของเขา Steve Jobs กำลังนั่งขัดสมาธิถือถ้วยชาอยู่บนเบาะโยคะ เครื่องประดับในห้องทำงานของมหาเศรษฐีระดับโลกผู้นี้คือ โคมไฟธรรมดาๆ เพียงหนึ่งอัน หนังสือไม่กี่เล่ม และเครื่องเสียง 2 ตัว ห้องอันแสนเรียบง่ายนี้เองคือห้องที่เขาใช้สร้างสรรค์ไอเดียที่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบในเวลาอันรวดเร็ว
ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ตระกูล “i” ที่มีผู้ใช้นับล้านคน Steve Jobs ใช้ “Zen of Design” หรือ “การดีไซน์อย่างเซน” ในการผูกใจคนเสมอ จะสังเกตได้ว่า…..ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นมุ่งเน้นความเรียบง่าย สะอาด ใช้งานสะดวก และเข้าถึงธรรมชาติของคนทุกเพศทุกวัย มันจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็น “อมตะ” สูง ไม่ต่างจาก “ธรรมะ” ซึ่งมีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนทุกประการ

ดังนั้น “ธรรมะ” จึงเป็น “อมตะ” เช่นเดียวกัน

จึงกล่าวได้ว่า หากสุดยอดนักธุรกิจอย่าง Steve Jobs ไม่รู้จักและสนใจศึกษาธรรมะจากพุทธศาสนานิกายเซน ตอนนี้โลกเราก็อาจไม่มีผลิตภัณฑ์ประเภทที่ขึ้นต้นด้วย “i” เลยแม้แต่ชิ้นเดียว

กล่าวโดยสรุปคือ “ธรรมะที่ปราศจากการใช้ความรู้ทางธุรกิจ” อาจเข้าไม่ถึงคนทุกกลุ่มและมีพลังไม่มากพอ ส่วน “ธุรกิจที่ปราศจากธรรมะ” ก็มีแต่จะดูดกลืนความงดงามไปจากโลกใบนี้

ฉะนั้น หากเรารักจะทำธุรกิจที่เป็นประโยชน์ และเป็นธุรกิจที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้คนได้ โปรด…อย่ารีรอที่จะศึกษาและเข้าหา “ธรรมะ” ให้มากขึ้นนะครับ เพราะจะเห็นได้ว่า “ธรรมะ” กับ “ธนบัตร” นอกจากจะไม่ “ปะทะ” หรือเป็นปรปักษ์ต่อกันแล้ว ยังสามารถช่วยเกื้อหนุนกันและกันได้อย่างประเสริฐที่สุด เหมือนที่ผมพูดเสมอว่า…

“พลังเงิน” ถ้าใช้อย่างถูกวิธี มันจะเปลี่ยนดีกรีมาเป็น “พลังงาม” (moon grin)

เครดิตบทความ : ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร, นักจิตวิทยาพัฒนาสมอง

ติดตามสิ่งดีๆจาก โรงเรียนพ่อแม่ทาง Line คลิกที่นี่
http://line.me/ti/p/%40parentsschool

— ที่ โรงเรียนของพ่อแม่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 02/03/2016 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,962 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,962 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,962 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: