AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ขวานในปาก (โดยพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ)

1

ขวานในปาก

พระพุทธองค์ตรัสว่า…. คนเราเกิดมามีขวานติดปากมาด้วย  ทุกครั้งที่พูดชั่วเท่ากับเอาขวานนั้นฟันตนเอง

คำพูดของคนเรามีความสำคัญมาก บางคำพูดเพิ่มคุณค่าให้ผู้พูด  เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง แต่บางคำพูดก็ทำร้ายทำลายทั้งผู้พูดและผู้อื่น   ดังคำกลอนของ สุนทรภู่ ที่รจนาไว้ใน นิราศภูเขาทอง ความว่า

                      ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ 

                   มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

                   แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

                   จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา…

คนเราใช้คำพูดประทุษร้ายกันมากโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะคนที่อยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะในครอบครัวหรือในที่ทำงาน

ในครอบครัว หากผู้อยู่ร่วมกันมีความเห็นไม่ตรงกันก็มักจะขัดคอกันอยู่เสมอ แรกๆ ก็ระมัดระวังคำพูดไม่ให้กระทบกระเทือนใจกัน ครั้นบ่อยครั้งเข้า ความเกรงอกเกรงใจลดลง จากนั้นก็จะปะทะคารมกัน เริ่มจากเบาไปสู่รุนแรง กลายเป็นคู่วิวาทะกันเป็นประจำ  ความรักความผูกพันที่เคยมีต่อกันก็พลอยจางหาย หากรุนแรงและมีการปะทะกันเป็นประจำก็จะรู้สึกเบื่อหน่าย ถึงกับแยกกันอยู่

แท้จริงแล้วคนในครอบครัวเดียวกัน มีความรักความผูกพันใกล้ชิด เป็นหุ้นส่วนชีวิตร่วมกัน น่าจะเติมสิ่งดีๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้ความสุขแก่กัน ไม่น่าจะทำร้ายกันด้วยคำพูดเลย ทำไมกับคนอื่นซึ่งเป็นคนห่างไกล เราจึงอดทนอดกลั้นถนอมน้ำใจเขา ไม่ใช้คำพูดรุนแรงทำร้ายจิตใจเขา แต่นี่คนในครอบครัวที่เรารักแท้ๆ เหตุใดจึงใช้คำพูดทำร้ายจิตใจกันได้

สาเหตุสำคัญของความขัดแย้งก็คือ เขาพูดไม่ถูกใจเรา หรือเขาทำไม่ถูกใจเรา เราจึงทนฟังคำพูดหรือทนเห็นการกระทำของเขาไม่ได้ ทำให้เราโต้ตอบไป   สิ่งที่เราโต้ตอบก็ไม่ถูกใจเขา เขาจึงโต้ตอบกลับมา กลายเป็นการปะทะคารมกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งแรงมา  อีกฝ่ายแรงกลับไป เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ ความเกรงอกเกรงใจกันก็จะไม่มีคนที่อยู่ร่วมด้วยเมื่อพบเห็นพฤติกรรมเช่นนี้ก็รู้สึกรำคาญ เครียด เบื่อหน่าย ทำให้บรรยากาศในบ้านขาดสันติสุข

เราจะแก้ข้อบาดหมางนี้ได้อย่างไร?  การแก้ปัญหาทุกปัญหาต้องรู้ต้นเหตุของปัญหานั้นๆ  แล้ว “อย่าสร้างเหตุแห่งปัญหาอีก”  เมื่อหมดเหตุแห่งปัญหา ผลก็คือปัญหานั้นย่อมหมดไปด้วย

คนส่วนใหญ่มักจะมองต้นเหตุของปัญหาว่าอยู่ที่สิ่งอื่นนอกตัวเรา ไม่มองว่าอยู่ที่ตัวเรา จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เช่น มองว่าเขาพูดไม่ดี ทำไม่ดี ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจ เราจึงโต้แย้งเขา หรือสอนเขา เพื่อให้เขาพูดและทำในสิ่งที่เราต้องการ ผลก็คือ เขาโต้แย้งกลับมา เราก็มักไม่ฟังเหตุผลของเขา จึงโต้แย้งกลับไป ทำให้ปัญหานั้นไม่จบ

แท้จริงแล้วเหตุแห่งปัญหาอยู่ที่ตัวเรา   นั่นคือ เราอยากจะให้เขาคิด เขาพูด เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ หรืออยากให้ได้อย่างใจเราครั้นไม่ได้อย่างใจเรา ความรู้สึกไม่พอใจจึงเกิดขึ้น

ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจว่า คนแต่ละคนแสดงพฤติกรรมขณะใดขณะหนึ่งตามคุณภาพของกายและจิตของเขาในขณะนั้น เช่น หากร่างกายไม่สบาย หิว เหนื่อยล้า ย่อมหงุดหงิด หากใจมีความทุกข์ ความเครียด ย่อมอารมณ์ไม่ดี พาให้พูดไม่น่าฟัง หรือหากมีความรู้ ทัศนคติ ความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมแสดงออกไปตามพื้นฐานจิตของเขา คนแต่ละคนมีคุณสมบัติต่างกัน การแสดงออกจึงต่างกันเป็นธรรมดา

อย่างไรก็ดี พฤติกรรมที่แตกต่างกันนั้นมิใช่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกหรือผิดเสมอไป  เราจะเอาความเห็นหรือความรู้สึกของเราเป็นเครื่องวัดไม่ได้ หากจะใช้เครื่องวัดก็มีเครื่องวัดทางโลก อันได้แก่ ระเบียบ กฎหมาย ประเพณี วัฒนธรรม (ซึ่งอาจจะไม่ถูกเสมอไป)

ส่วนเครื่องวัดทางธรรมได้แก่ ศีลธรรม หรือหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องวัดได้ดีกว่าทางโลก แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคนแต่ละคนมีพื้นฐานจิตใจไม่เหมือนกัน พฤติกรรมจึงต่างกันไปดังได้กล่าวแล้ว เราจะบังคับให้เขาดีหมดหรือเป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้ ให้คิดเสียว่า แม้ตัวเราเองก็ยังบังคับพฤติกรรมของเราให้ดีอย่างที่เราต้องการไม่ได้เลย

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปโต้แย้งใครที่เขามีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเรา เว้นแต่เขาคิดผิด ทำผิด อันจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ตัวเขาเองและผู้อื่น ซึ่งหากเรามีหน้าที่รับผิดชอบที่จะสอน ก็ควรแนะนำสั่งสอนไปตามหน้าที่ ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่นั้น เราไม่สามารถบังคับใจเขาได้ บอกแล้วสอนแล้วก็ต้องทำใจเป็นอุเบกขา มิฉะนั้นจะทุกข์ใจหรือสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นต่อไปอีก

คำบอกคำสอนถึงแม้จะเต็มไปด้วยความหวังดี แต่ถ้าใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะผู้ฟังไม่อยากฟัง


คำพูดที่จะเกิดผลนั้นพระพุทธองค์ทรงแนะไว้ดังนี้

พูดด้วยจิตเมตตา..ใช้วาจาที่ไพเราะ… ให้เหมาะกับผู้ฟัง… ตั้งอยู่บนความจริง… พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์

หากใช้องค์ประกอบทั้งห้าในการพูดจะช่วยให้คำพูดนั้นสัมฤทธิผลได้ไม่มากก็น้อย อย่างไรก็ตาม ไม่ควรจะพูดแนะนำสั่งสอนพร่ำเพรื่อ บอกไป 2 – 3 ครั้งถือว่ามากแล้ว เมื่อเขาไม่เชื่อ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องราวของเขา เขาเลือกทางของเขาเอง เป็นกรรมของเขา การพูดแนะนำสั่งสอนพร่ำเพรื่อจะทำให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากฟัง หรือโต้เถียงกลับมา

ที่ทำงานเป็นอีกที่หนึ่งซึ่งมักมีปัญหากันอยู่เสมอ บางคนมีวาจาไว้ทำร้ายตัวเองและผู้อื่น หรือเอาขวานที่ติดตัวมาในปากฟันตัวเองอยู่เป็นประจำ

 

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ว่า… คำพูดที่เป็นอกุศลหรือเป็นมิจฉาวาจา ได้แก่ พูดโกหก… พูดส่อเสียด… พูดคำหยาบ… และ พูดเพ้อเจ้อ ลองสำรวจดูอย่างไม่เข้าข้างตัวเองเถิดว่า มิจฉาวาจาทั้งสี่ข้อนี้ เรามีอยู่เป็นนิสัยกี่ข้อ บางคนมีครบทั้งสี่ข้อเลย นับว่ามีปากไว้นำภัยมาสู่ตัวเองแท้ๆ

บางคนชอบพูดโกหกใส่ร้ายป้ายสีหรือนินทาผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่ตนไม่ชอบ  ซ้ำยังพูดส่อเสียดและพูดคำหยาบใส่เขาเป็นประจำ โดยหลงยินดีว่าตนมีวาจาคมคาย สามารถเชือดเฉือนคู่กรณีได้   หารู้ไม่ว่ากำลังสร้างวิบากกรรมอันจะนำภัยใหญ่หลวงมาสู่ตนเอง ดังเช่นเรื่องของสตรีนางหนึ่งที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ดังนี้

ในสมัย พระสิขีพุทธเจ้า มีสตรีนางหนึ่งเกิดในสกุลพราหมณ์เป็นคนปากร้ายชอบส่อเสียดผู้อื่น คราหนึ่งนางใช้วาจาจาบจ้วงพระอรหันตภิกษุณีว่า เป็นหญิงแพศยา (โสเภณี) ผลจากการที่นางใช้วาจาหยาบคายต่อผู้มีคุณธรรมสูงทำให้นางตกนรก  ครั้นกลับมาเกิดเป็นคน ผลของวิบากกรรมทำให้นางเป็นโสเภณีอยู่หลายต่อหลายชาติ ในชาติสุดท้ายนางเกิดเป็นสตรีโฉมสะคราญชื่อ อัมพปาลี มีอาชีพเป็นหญิงงามเมืองประจำนครเวสาลี อาศัยที่นางมีพื้นฐานจิตใฝ่ในธรรม ได้บำรุงพระพุทธศาสนา ถวายสวนอัมพปาลีวันเป็นสังฆารามแด่พระพุทธองค์ เมื่อนางพ้นวัยที่จะยึดอาชีพหญิงงามเมืองแล้วได้หันมาปฏิบัติธรรม ยกเอาสังขารที่เสื่อมโทรมขึ้นมาพิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ในที่สุดจึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ หากนางไม่ปากร้ายก็คงได้บรรลุธรรมไปนานแล้ว ไม่ต้องรับผลของวิบากกรรมยาวนานเช่นนี้

เรื่องของนางอัมพปาลีนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้มีมิจฉาวาจาอยู่ไม่น้อย

ขอจงอย่าใช้คำพูดเพื่อสนองอารมณ์ของตนโดยมุ่งทำร้ายจิตใจของผู้อื่นเลย แต่จงใช้คำพูดที่เป็นสัมมาวาจาให้เป็นคุณต่อตนเองและผู้อื่นเถิด ขวานที่ติดมาในปากจะได้ไม่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

เรื่อง พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโ

ที่มา http://www.secret-thai.com/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,962 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,962 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 88 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,212,962 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: