AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

การศึกษาไทยที่ดีควรเป็นเช่นไร

 

(โพสต์ยาวมาก)

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้ไปฟังสัมมนาที่ดีสุดสำหรับผู้เขียนในรอบหลายปีที่ผ่านมา สัญญาตัวเองว่าจะต้องนำมาเขียนเก็บไว้เพราะมีประโยชน์มาก เป็นงานสัมมนาที่เป็นเวทีสาธารณะที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ

สาเหตุที่เป็นสัมมนาที่น่าตื่นเต้นก็เพราะมีผู้เข้าร่วมเสวนานาเป็นคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ คุณหมอจิตวิทยาเด็กที่เป็น idol ของผู้เขียนที่เคยอ่านหนังสือของคุณหมอตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ เป็นหนังสือที่ไม่เหมือนใคร ให้แนวคิดมุมมองที่น่าสนใจและเป็นวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญคือ ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมอมาโดยตลอด โดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนนับถือหมอเด็ก 2 ท่านมากๆ คือ..คุณหมอประเสริฐท่านนี้ และ คุณหมออรุณ วิทยะศุภร ที่เป็นหมอเด็กของลูกๆ ผู้เขียนและเป็นผู้ที่มีแนวคิดตรงกับคุณหมอประเสริฐอย่างไม่น่าเชื่อ แนวคิดของคุณหมอสองท่านนี้ทำให้เราพ้นวิกฤติในการเลี้ยงลูกมาได้อย่างสบายๆทุกๆครั้ง

ในวันสัมมนาเลยได้ไปสวัสดีและแนะนำตัวกับคุณหมอว่าอาจเชิญท่านมาช่วยวิจารณ์งานวิจัยเรื่องหนึ่งของผู้เขียน รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนและซักถามเรื่องความกังวลใจในการเลี้ยงลูกในโลกปัจจุบันกับคุณหมอ ในวันนั้นคุณหมอได้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับการ “ถอดรื้อการศึกษาไทย” ที่ฟังง่ายและชัดเจนถึงแนวคิด ดังนี้

คุณหมอขึ้นต้นว่า “การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้ และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ” (ซึ่งตัวเองคิดมาตลอดว่ากระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ในการเลี้ยงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็ก โดยพ่อแม่ในประเทศยังไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนี้เลย เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ใครเข้าใจ คนนั้นได้ เพราะจะไม่ตกในวังวนของการติว การแก่งแย่ง และการต้องได้เพราะถ้าเน้นที่กระบวนการ เด็กทุกคนไม่ต้องแย่ง และสุดท้ายจะ “ได้” ทุกคน)

คุณหมดพูดต่อว่าการศึกษาไทยต้องรื้อหมด ต้องเปลี่ยนแนวคิดว่าเด็กต้องเรียนรู้อะไรบ้าง (ควรโยนสาระการเรียนรู้ที่มากมายออกไปให้หมด) โดยเรื่องที่เด็กปฐมวัยต้องเรียนมี 3 เรื่องคือ…. learning skill (ทักษะการเรียนรู้)….. life skill (ทักษะชีวิต)…..และ ทักษะไอที (IT skill)

 

1) เริ่มจากทักษะการเรียนรู้ (learning skill) ที่แบ่งเป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ที่เริ่มจาก …critical thinking คือ สอนให้เด็กมีการคิดอย่างมีเหตุผลเป็น วิจารณ์เป็น (ไม่ใช่การสอนให้เด็กจำ) หลังจากนั้นต้องพัฒนาเด็กไปสู่ communication skill สามารถสื่อสารความคิดกับผู้อื่นได้ ถกเถียงได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งเป็นการพัฒนาอีกขั้นออกไปสู่ทักษะการใช้ชีวิตกับสังคมที่กว้างขึ้น   …จากนั้นต้องพัฒนาไปสู่ collaboration หรือ การร่วมมือกับผู้อื่น ยอมรับในเหตุผลและข้อจำกัดของความคิดคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ ถ้าเด็กพัฒนาได้ดีจะไปถึงอีกขั้นของทักษะการเรียนรู้ คือ …การมี creativity หรือ ความคิดสร้างสรรค์ในเชิงความรู้ที่จะนำไปต่อยอดให้เด็กคนนั้นๆ เก่งขึ้นมา
2) ทักษะกลุ่มที่สองคือ คือ ทักษะชีวิต (life skill) มีองค์ประกอบคือ …มี goal หรือ การฝึกให้เด็กมีการตั้งเป้าหมาย ซึ่งเป็นเป้าหมายที่โตตามวัย (แอบคิดตามคุณหมอว่า เช่น ฉันต้องอ่านหนังสือให้ออก) …แล้วพัฒนาให้เด็กมี plan หรือวางแผนเพื่อที่จะถึงจุดนั้น (ตอนนี้ใกล้จะเป็นอริยะสัจสี่แล้ว) เช่น จะฝึกอ่าน ก ข ทุกวันวันละ 5 นาที …จากนั้นก็ฝึกให้เด็กรู้จัก decision making หรือ การตัดสินใจเลือกว่าจะทำอย่างไร อะไรดี อะไรไม่ดี อะไร work อะไรไม่ work …จากนั้นก็พัฒนาเด็กไปถึงขั้นตอนของ accountability หรือ การยอมรับผลของการตัดสินใจและ การกระทำของตัวเอง เช่น ทำแบบนี้แล้วยังอ่านไม่ออก จะโทษใคร มีอะไรขาดตกบกพร่องบ้าง รู้จักวิเคราะห์และแก้ไข (ไม่เหมือนเด็กในปัจจุบันที่ชอบโทษพ่อแม่ โทษคนอื่นในเรื่องที่ควรจะโทษตัวเอง) …สุดท้ายต้องสอนให้เด็กมี resiliency คือ มีความยืดหยุ่น ยอมรับในความไม่สมบูรณ์ ยอมรับความผิดหวัง และ ยอมรับว่าสามารถที่จะปรับเปลี่ยนแผนได้

 

3) ทักษะกลุ่มสุดท้ายคือทักษะ ไอที (IT skill) (อันนี้ส่วนตัวคิดว่าในวงการการศึกษาไทยเรายังมองคนละมุมมอง คืออยากแต่ให้เด็กเข้าถึงไอที หรือใช้ประโยชน์จากไอทีอย่างไร) โดยคุณหมอเน้นว่า ปัจจุบันเราอาจไม่ต้องเรียนวิชาการกันแล้ว เพราะความรู้มีมากมายไปหมด การเรียนรู้ในโลกปัจจุบันจึงควร…เน้นให้เรียนให้เป็น รับข้อมูลข่าวสารให้เป็น …โดยเริ่มจากให้ทักษะการบริโภคข้อมูล (consume) ว่าจะคัดกรองอย่างไร ควรสืบค้นข้อมูลจากแหล่งใดที่น่าเชื่อถือ …หลังจากนั้นต้องเรียนรู้ที่จะวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ (analyze) ว่าอะไรเราควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ มีเหตุมีผลอย่างไร …คุณหมอเน้นว่ากระบวนการสำคัญกว่าความรู้ …สุดท้ายคือต้องให้เด็กเรียนรู้ที่จะใช้ไอทีในชีวิตและการทำงาน รู้ว่าจะนำความรู้ข่าวสารมาประยุกต์ใช้อย่างไร (serving life) ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้ว่า เด็กไทยรู้จักกูเกิ้ลแต่ไม่ชอบใช้กูเกิ้ลสืบหาข้อมูลที่จะทำให้ชีวิตเค้าเจริญขึ้น มักใช้หาเรื่องไร้สาระ

 

จากนั้นคุณหมอก็เสนอไอเดียว่าการศึกษาไทยควรให้เด็กเรียนอะไร คุณหมอพูดได้น่าสนใจว่า …เด็กปฐมวัยควรเรียนวิชาการแค่ อ่าน เขียน คณิตศาสตร์ โดยเสนอว่า ควรเลิกการเรียนที่เป็นวิชาทั้งหมดแล้วให้จัดการเรียนการสอนแบบ problem based learning (ไม่แปลไทย เดี๋ยวยิ่งงง) โดยจัดการเรียนการสอนที่เป็นโจทย์ที่มุ่งเน้นการหาคำตอบที่เน้นกระบวนการ โดยแนวการเรียนในอนาคตควรแบ่งเป็น 4 เรื่องใหญ่ๆเท่านั้น (ไม่ใช่เลข การอ่าน การฟัง การเขียน สังคม วิทย์ ดนตรี นาฏศิลป์ พละ ฯลฯ อย่างที่เด็กๆกำลังได้รับทุกข์กรรมกันอยู่กับสาระการเรียนรู้ท่วมหัว) เรื่องที่ว่าคือ…

1. สุขภาพ (Health) เช่น เราจะดูแลสุขภาพอย่างไร สมาธิสั้นมีจริงหรือไม่ กรดไหลย้อนคืออะไร แก้ไขยังไง จำเป็นต้องดัดฟันไม๊ วัยทอง/กระดูกพรุนมีจริงหรือเปล่า ป้องกันอย่างไร ฯลฯ  ซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์และสังคมก็จะตามมาเอง
2. เศรษฐศาสตร์ (Economics) (อันนี้ถูกใจมากๆ) เด็กๆต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการเรื่องของตัวเอง จัดการทรัพยากรรอบตัว รู้จักการลงทุนและการออม รู้จักการตัดสินใจและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งประเมินจาก cost และ benefit แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆใกล้ตัว (อันนี้ผู้เขียนเติมเอง)
3. สิ่งแวดล้อม (Environment) โดยเรื่องธรรมชาติ โลกร้อน ภัยพิบัติเป็นเรื่องจำเป็นในอนาคต มนุษย์จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ป้องกันภัยพิบัติ และเอาตัวรอดจากภัยพิบัติต่างๆได้ เช่น เด็กๆต้องเรียนรู้ว่า แผ่นดินไหวเกิดจากอะไร เกิดแล้วทำอย่างไร
4. การอยู่ร่วมกันในสังคม (Civil Society) โดยเน้นการศึกษาเรียนรู้ให้เด็กสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย (และจะหลากหลายมากขึ้นในอนาคต) ได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้คุณหมอเน้นว่า….

…การศึกษาที่ดีจะต้องไม่ทิ้งคนใดคนหนึ่งไว้ข้างหลัง (จะไม่เชิดชูแต่เด็กเก่ง)

…การเรียนการสอนต้องเน้นกระบวนการที่เป็นแบบ problem based learning เอาเป้าหมายเป็นที่ตั้งและเน้นกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก โดยให้เชื่อว่า “เด็กทุกคนทำบางอย่างได้เสมอ” problem based learning จะต้องแบ่งเด็กให้ในกลุ่มมีความหลากหลาย  จุดประสงค์คือ การให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้ (ไม่ใช่ให้กลุ่มมาแข่งกัน) ให้เด็กทุกคนในกลุ่มมีหน้าที่ที่เค้าจะวางแผนการทำงานและทำด้วยตัวเอง สุดท้ายเด็กจะได้ฝึกทำ ทำได้ และจะได้ self esteem ทุกคน …ทั้งนี้การแบ่งกลุ่มให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่มจะเป็นภาระหนักสำหรับครู (ควรมีครูที่เข้าใจขบวนการและฉลาด คิดเป็น) …การประชุมครูทุกครั้งต้องเอาเรื่องนักเรียนขึ้นมาถกเถียงกันก่อน   ไม่ใช่..การประชุมเพื่อกำหนดกฎระเบียบให้เด็กปฏิบัติหรืออกข้อสอบประเมินเด็ก

…และหาก problem based learning ไม่ได้ผลที่ดี ก็แสดงว่ากระบวนการไม่ดี  ครูต้องถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะปรับกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ถ้าทำยังไม่ได้ ต้องรื้อระบบการศึกษาทั้งระบบไปถึงโครงสร้าง (structure)

 

สุดท้ายคุณหมอบอกว่า…

– การวาดหน้าตาการเรียนสมัยใหม่ต้องชัด

– ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนและผู้ประเมินเป็น “โค้ช”

– ถ้าทำทั้งหมดนี้ได้ เด็กทุกคนจะถูกพัฒนา

– พ่อแม่จะได้ลูกที่ดี สังคมจะได้เด็กเก่ง ประเทศจะได้เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยพัฒนาประเทศ

– และเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (อันนี้สรุปเอง)

เสียดายอย่างยิ่งที่ผู้เขียนต้อง(วิ่ง)ไปสอบวิทยานิพนธ์นิสิต จึงไม่ได้ฟังช่วงต่อไป แต่คิดว่าสาระสำคัญในวันนั้นของคุณหมอน่าจะมีประมาณนี้

 

ที่ฟังมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่อยู่ในใจผู้เขียนมาตลอด ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่ศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควร และในฐานะแม่ของลูกวัยปฐมวัยสองคน สิ่งที่คุณหมอพูด เชื่อว่า แม้มีคนที่เข้าใจ (จริงๆ) และเข้าถึงได้ไม่มาก และดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ ideal แต่อยากจะให้เกิดขึ้นจริง เสียดายที่วันนั้นเกินครึ่งห้องที่นั่งฟังเป็นนิสิตนักศึกษา ไม่มีผู้บริหารการศึกษาระดับนโยบายของประเทศนั่งฟังด้วย (แต่แอบเห็น ศ.ดร. สมพงษ์ จิตระดับ ไปนั่งฟังอย่างตั้งใจเหมือนผู้เขียน)

จึงคิดว่าถ้าได้สรุปออกมาเขียนให้คนอื่นได้อ่าน จะเป็นประโยชน์ และถ้าบทความนี้ไปกระตุ้นความคิดและเปลี่ยนความคิดของท่านนักบริหารการศึกษาได้บ้าง เราก็คงจะได้ทำบุญร่วมกันให้เด็กไทยและพ่อแม่ที่เคว้งคว้างท่ามกลางกระแสการเรียนรู้ที่แข่งขันและมีความเหลื่อมล้ำที่น่ากลัวมากในปัจจุบัน

รศ.ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 02/07/2016 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,605 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,605 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,209,605 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: