AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

คนหนุ่มนั้นไม่เคยแก่ แต่คนแก่นั้นเคยหนุ่มมาแล้ว

 

7....

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนถึงเรื่องความแก่ ในหนังสือ ชรากถา (พิมพ์แจกในงานวันเกิดครบรอบ ปีที่ 74 วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2528) ขออนุญาตคัดบางท่อนมาให้อ่าน (คนไม่แก่ก็อ่านได้)

คุณสมบัติ ภู่กาญจน์ (หมายถึงบรรณาธิการสยามรัฐ) อายุ 37 มาถามผมว่า คนอายุ 74 อย่างผมนั้นเป็นอย่างไร?

ผมไม่ได้ตอบคุณสมบัติทันที บอกแต่ว่าเอาไว้ว่างๆ ผมจะบอกให้ซึ่งก็กำลังจะบอกให้อยู่ในสมุดเล่มนี้

แต่ปัญหาของคุณสมบัตินี้เป็นคำตอบโดยประจักษ์แจ้ง ด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

คุณสมบัติมาถามผมว่า อายุ 74 เป็นอย่างไร ก็เพราะคุณสมบัติเพิ่งอายุ 37 ยังไม่เคยอายุ 74 จึงไม่รู้ว่า 74 นั้นเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้ก็ต้องถาม

ส่วนผมนั้นไม่ต้องถามคุณสมบัติว่า อายุ 37 เป็นอย่างไร เพราะผมเคยอายุ 37 มาแล้ว รู้จักคนอายุ 37 ดีทุกแง่ทุกมุม ทุกซอกทุกซอย รู้ด้วยกาย รู้ด้วยใจ จึงไม่มีอะไรที่จะต้องถามคุณสมบัติ

คนอายุ 37 และอายุ 74 ก็แตกต่างกันที่ตรงนี้

คนหนุ่มนั้นไม่เคยแก่ แต่คนแก่นั้นเคยหนุ่มมาแล้ว

ผมอาจมีอะไรพิเศษบางอย่างอยู่บ้าง ตรงที่ผมไม่ติดใจในความหนุ่มเมื่อยังหนุ่มก็หนุ่มเต็มที่ แต่เมื่อความหนุ่มผ่านพ้นไปไม่อาลัยเสียดาย ยอมรับความชราและแก่เต็มที่เช่นเดียวกับที่เคยหนุ่มเต็มที่

ถ้าแก่หัวจะหงอก ฟันจะหัก หน้าจะเหี่ยว ก็ไม่ปิดบัง แข้งขาจะอ่อนลงไป ไม่กระฉับกระเฉง ก็เดินมันช้าๆ ใช้ให้เท้าพยุงกายบ้าง อาศัยคนทีหนุ่มกว่าให้เขาช่วยลากช่วยจูงบ้าง เห็นปี๊บก็หลีกเสีย ไม่เดินเข้าไปเตะมันให้ดังหนวกหูชาวบ้าน ใครมาว่าแก่ แทนที่จะโกรธกลับอนุโมทนาสาธุการว่าเขาพูดจริง

ใครมาชี้หน้าปรามาสว่า แกมันแก่ไปแล้ว เป็นนายกฯ อีกไม่ได้ ก็นึกในใจด้วยความนอบน้อมว่า

สาธุ! ขอให้จริงอย่างว่าเถิดพ่อคุ้ณ !

เมื่อแก่ให้เต็มที่ เหมือนกับหนุ่มให้เต็มที่อย่างนี้ ใจคอมันก็เบิกบานเหมือนกับเมื่อยังหนุ่มเต็มที่ แต่ต่างกันว่าไม่เหนื่อยเท่าคนหนุ่ม

ทำไมจึงเหนื่อย ?

เพราะคนหนุ่มนั้นต้องคิดการณ์ไกล ต้องใช้ความคิดหนักและมากจึงเหนื่อย  ส่วนคนแก่นั้นไม่ต้องคิดการณ์ไกลอะไรทั้งสิ้น คิดแต่การณ์ใกล้ๆ จึงไม่เหนื่อย

พูดกันง่ายๆ ถ้าคนหนุ่มจะคิดปลูกต้นไม้ ก็ต้องคิด ปลูกต้นสัก ต้นยาง ต้นมะม่วง ต้นทุเรียน ซึ่งเป็นการใหญ่เอาการ

ส่วนคนแก่นั้นถ้าจะคิดปลูกต้นไม้ อย่างสูงก็แค่ต้นมะละกอ อย่างต่ำก็แค่พริก มะเขือ เอาเมล็ดหย่อนลงที่ไหนมันก็ขึ้นง่ายทันได้กินผล ไม่คิดปลูกต้นไม้แบบคนหนุ่ม เพราะจะอยู่ได้ไม่ทันมันผลิดอกออกผล

คุณสมบัติคิดเอาเองก็แล้วกันว่าปลูกมะม่วงกับปลูกมะเขืออย่างไหนมันเหนื่อยกว่ากัน เพียงแค่คิดว่าจะปลูกอะไรมันก็เหนื่อยไม่เท่ากันอยู่แล้ว


หันมาดูชีวิตจริง ๆ ก็เหมือนกัน อายุคุณสมบัติก็ คือ อายุของผมหารด้วยสอง คุณสมบัติเคยทำอะไรมาแล้วแค่ไหน ผมเคยทำมาหมดแล้ว และที่คุณสมบัติยังไม่เคยทำมาแล้วอีกเท่าตัว (37 ปี) ครึ่งหลังนี่แหละครับเหนื่อย

ครึ่งแรกนั้นมันไม่เหนื่อยเท่าไรนัก เพราะเป็นเด็กเสียเป็นส่วนมาก ตีเสียว่า 25 ปี ตอนเป็นเด็กนั้นจะทำอะไรมักไม่ต้องคิด เพราะความคิดในตัวมันก็ยังไม่งอกเงยพอที่จะคิดได้ หรือพอที่จะเอามาใช้ได้จริงจัง จะมาคิดการข้างหน้าข้างหลังก็ในช่วง 12 ปี ก่อนที่อายุจะ 37 คิดมีลูกเมีย ตั้งครอบตั้งครัวเอาเมื่ออายุ 25 ปี

……………

ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างตัวผมเมื่ออายุ 37 เท่ากับคุณสมบัติและตัวผมที่มีอายุอีกเท่าตัวหนึ่งของคุณสมบัติคือ 74 ก็คือ เมื่อยังอายุ 37 ผมไม่รู้ตัวว่าแก่ เพราะมันยังไม่แก่ แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้ตัวว่าแก่เพราะมันแก่

พูดอย่างนี้ฟังดูมันง่าย แต่เอาจริงเข้ามันไม่ง่ายนัก เพราะคนที่อายุ 75 นั้นไม่รู้ตัวว่าแก่ และไม่ยอมรับความแก่ของตนที่มีอยู่มากมายเหลือเกิน ผลก็คือความทุกข์ของคนแก่ทุกวันนี้มีมากเหลือเกิน เช่นเดียวกัน เพราะความไม่รู้หรือไม่ยอมรับความชราเท่านั้นเอง

คนมีอายุที่ยังวิ่งจ๊อกกิ้งอยู่นั้นเป็นทุกข์

สนามม้านางเลิ้งและสนามม้าสปอร์ตคลับ กวาดศพคนแก่ที่ไปหัวใจวายเรี่ยราดอยู่ตามสนามไปกี่ศพแล้ว

คนแก่อีกมากมายที่รับเอาลัทธิวิตถารต่างๆ มาใส่ตัว ทำโยคะ กลายเป็นฤๅษีดัดตนไปบ้าง กินอะไรแปลกๆ ตั้งระบบกินอาหารอย่างใหม่ให้กับตน ทำตัวเป็นคนขลังๆ ทั้งที่ตัวเองนับหนึ่งยังไม่ถึงสิบก็มี เห็นตัวเองศักดิ์สิทธิ์ หรือบริสุทธิ์เกินมนุษย์ จนคบกับใครไม่ได้ก็มี พูดภาษาคนธรรมดาไม่เป็น ต้องพูดจาอะไรให้มันล้ำลึกก็มี ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ตนเอง เพิ่มข้อผูกมัดให้แก่ตัวเองทั้งสิ้น

พูดง่ายๆ ว่า เพิ่มน้ำหนักให้แก่ตัวเอง แล้วก็เกิดทุกข์เพราะตัวมันหนักขึ้น เพราะคนแก่ไม่ควรเพิ่มน้ำหนักแก่ตัวเองเป็นอันขาด

เท่าที่ผมเห็นนั้น ผมรู้ดีกว่าเขามักจะสอนคนแก่ให้ปฏิบัติทางกายเพื่อสู้กับความแก่ เป็นต้นว่าให้กินอะไร กินเท่าไร ให้นอนเท่าไร ให้พักผ่อนเท่าไร ให้ออกกำลังเท่าไร

การปฏิบัติทางกายนี้ก็ดีอยู่ แต่มันจะรักษาโรคทางกายเท่านั้น

แต่โรคของคนแก่มันไม่ใช่โรคทางกาย เป็นโรคทางใจ

ถ้าจะรักษาหรือช่วยคนแก่ให้พ้นทุกข์ได้ และอยู่ได้เป็นปกติ ไม่เดือดร้อน ก็ต้องรักษากันทางใจ

คือ ต้องยอมรับความจริงว่ามันแก่

จะกินอย่างไร กินเท่าไร กินอะไร มันก็ยังแก่

จะนอนอย่างไร นอนเท่าไร มันก็ยังแก่

จะออกกำลังท่าไหน อย่างไร มันก็ยังแก่

และจะพักผ่อนท่าไหน อย่างไร มันก็ยังแก่

โยคีคนไหนก็ต้องแก่ทั้งนั้น จะหนุ่มตลอดไปไม่ได้

พระอรหันต์ยังแก่

พระพุทธเจ้ายังทรงพระชรา และดับขันธปรินิพพานไปในที่สุด

คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน เมื่อมันไม่ตายเสียแต่ยังเด็ก ยังหนุ่ม มันก็ต้องแก่ เพราะฉะนั้นเมื่อมันยังไม่ตาย ก็ต้องอยู่กันไป มีอะไรพอจะทำได้ก็ต้องทำ เพราะนั่นเป็นหน้าที่คนเป็น และเมื่อมันจะต้องแก่ ก็ต้องแก่กันไป จะทำอะไรก็ต้องทำแบบคนแก่

แต่การกระทำแบบคนแก่นี้ บางทีมันกลับดีกว่าการกระทำแบบคนหนุ่มเสียอีก

ข้อสำคัญเมื่อทำอะไรก็อย่าไปนึกว่าหนุ่มทำเท่านั้น

ที่ผมอยากจะบอกกับคุณสมบัติก็คือ เมื่อรู้ตัวว่าแก่และยอมรับว่าแก่แล้ว ก็อยู่มันไปตามเรื่องแบบคนแก่ อย่าไปตั้งกฎเกณฑ์จู้จี้กับคนอื่นและกับตัวเอง และอย่าไปเรียกร้องอะไรจากคนอื่น อย่าไปกะเกณฑ์ให้คนอื่นที่เขาอ่อนวัยกว่าต้องมาสนใจกับเราหรือคอยเอาใจเรา

กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตั้งเอาไว้ให้ตนเองปฏิบัติ เช่น ทำโยคะ หรือออกกำลัง กินอาหารที่นึกว่าเหมาะสม นอนเท่านั้น พักผ่อนเท่านี้ และอะไรต่อมิอะไรอีกมากนั้น พอแก่ต่อไปอีกก็จะปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันแก่เกินไปที่จะปฏิบัติได้ และเมื่อปฏิบัติไม่ได้ก็จะเป็นกังวล หงุดหงิด และขมขื่น

กลายเป็นคนแก่ที่เจ้ากังวล หงุดหงิด ขี้บ่น ปากร้าย ไม่ไว้ใจใครและไม่สนใจใครว่าเขาจะนึกคิดอย่างไร ช่วยตัวเองตามปกติสามัญชนไม่ได้ คอยแต่ร้องโวย ๆ ให้คนอื่นมาช่วยให้มาปรนนิบัติ พอถึงขนาดนี้แล้วคนอื่นแม้แต่ลูกหลานของตนเองมันก็จะทิ้ง เหลือแต่ตัวคนเดียว อยู่กับความแก่ของตน ซึ่งไม่น่าอภิรมย์นัก

แต่คนแก่บางคนที่ยอมรับความชราและไม่ยึดถือ ปล่อยมันไปตามเรื่อง ไม่พยายามจะเข้าควบคุมหรืออนุรักษ์อะไรทั้งนั้น จะไม่มีใครเขาทอดทิ้ง อยู่ในสังคมมนุษย์ไปได้อย่างสบายใจ เพราะคนแก่แบบหลังนี้จะเป็นคนแก่ที่มีความรัก ความเมตตา กิริยามารยาทเรียบร้อย มีแต่สัมมาวาจา พูดจาอ่อนหวานคุยสนุกมีความรู้ในทางอดีตที่จะให้แก่คนที่อ่อนวัยกว่าได้มาก มีความนอบน้อมต่อคนที่อ่อนวัยกว่า ช่วยตัวเองเท่าที่จะช่วยได้ ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเป็นภาระแก่ผู้อื่น ไม่ต้องการหรือเรียกร้องความสนใจจากใคร

คนแก่แบบหลังนี้จะมีแต่คนรัก ไม่มีใครทอดทิ้ง เพราะเป็นคนแก่ที่น่ารัก ผมเป็นคนแก่ที่อยู่ตามสบาย เมื่อยอมรับในความแก่ ก็ไม่เป็นกังวล ความแก่นั้นทำให้ผมนุ่มนวลละมุนละไมกว่าแต่ก่อน เหมือนผลไม้สุกคาต้น หมดความแข็งกระด้างมุทะลุดุดันที่เคยมีมา หมดรสเปรี้ยวรสฝาดและหมดยาง

เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/winlyovarin/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 05/08/2016 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: