AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

พ่อขอโทษ…ที่ปลูกข้าวผิดนา

_001

สะเทือนวงการศึกษาไทย! หมอโพสต์ “พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา”
โพสต์สะเทือนระบบการศึกษาไทย “รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์” แพทย์ชื่อดัง ในฐานะคุณพ่อลูกสอง เปรียบการศึกษาไทยเหมือนผืนนาที่แห้งแล้ง ทำลูกสาวที่เปรียบเหมือนข้าว ปลูกขึ้นยาก ไม่ค่อยประสบความสำเร็จด้านการเรียน เชื่อลูกสาวเป็นเด็กเก่ง หลังไปเรียนต่อ ป.โทที่ญี่ปุ่น ถึงกับทึ่ง ลูกสาวได้เกรด 3.9-4.0 ทุกเทอม การมองชีวิต สังคม และโลกเปลี่ยนไปมาก เผยญี่ปุ่นมีความเจริญกว่าไทยในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความคิด” ที่ไทยยังไม่เข้าใจเลยว่าคืออะไร?

“ลูกเป็นข้าวพันธุ์ดี แต่นาที่บ้านเมืองเราแห้งแล้งเกินไป เลยปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น และนี่คือความจำเป็นที่ลูกต้องมาเรียนไกลบ้านซึ่งมีที่นาดีกว่าเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า…ข้าวของพ่อเป็นข้าวพันธุ์ดี ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พ่อเคยฝังไว้ในความคิดและความจำมาตลอดเวลา ขอโทษนะลูก” เป็นส่วนหนึ่งของข้อเขียนที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก “อาจารย์วิทยา ถิฐาพันธ์” คุณพ่อลูกสองที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการศึกษาในไทย

แม้จะมีความคิดเห็นทั้งแบบนิ่มนวล และดุเดือดเลือดพล่านเข้ามาจำนวนมากจากการได้อ่านข้อเขียนฉบับเต็ม แต่เขาก็ยินดีน้อมรับเพื่อการเรียนรู้ และมีความหวังว่า ประเทศไทยจะกลับมาจริงจังกับการแก้ไข และพัฒนาระบบการศึกษาไปในทางที่ดีขึ้น เข้าใจเด็กมากขึ้น

นี่คือข้อเขียนฉบับเต็มที่ทีมข่าวผู้จัดการ Live ขออนุญาตหยิบยกมานำเสนอต่อ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าในทัศนะของคุณพ่อคนหนึ่งที่สะท้อนถึงระบบการศึกษาไทย และต้องการสื่อสารไปถึงพ่อแม่ทุกคน โดยเฉพาะการมองลูกให้ออกว่าเป็นคนอย่างไร เพื่อส่งเสริมอย่างถูกทาง และช่วยให้ลูกมีความสุขในเส้นทางของตัวเอง

พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา

3 เมษายน พ.ศ. 2559 ผมและภรรยาเดินทางไปสนามบินสุวรรณภุมิเพื่อส่งลูกสาวคนโตกลับไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากที่เคยไปส่งหลายครั้งแล้ว หวังว่าอีกไม่นานเราก็จะไม่ต้องพบกับสภาพ “พานพบเพื่อพลัดพราก จำใจจากเพื่อรอเจอ” กันอีกแล้ว

ผมมีลูกสาวสองคน ลูกคนโตของผมเป็นคนที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเรียนในระบบของประเทศไทยสักเท่าไร เพราะผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์แค่เอาตัวรอดได้เท่านั้น ไม่เคยได้เกรด 4 ทุกวิชา ไม่ใช่นักเรียนชั้นแนวหน้าของห้องเรียน ยิ่งถ้าพูดลงลึกเข้าไปอีก ต้องบอกว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างสมองมาเพื่องานทางวิทยาศาสตร์ให้กับเธอเลย เพราะผลการเรียนทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เธอแย่มาก ทุกครั้งที่สอบวิชาเหล่านี้ พ่อแม่ต้องลุ้นระทึกเสมอ

แต่เพราะผมและภรรยาช่วยกันเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง ไม่ฝากใครเลี้ยง ไม่มีพี่เลี้ยงเด็ก ผมดูลูกอย่างใกล้ชิดมาตลอด ผมสังเกตว่า… ลูกสาวคนโตของผมเป็นคนช่างซัก ช่างถาม ช่างสงสัยตั้งแต่เด็ก เช่น ทำไมเราต้องเรียนเรื่องร้อยละ ทำไมเรียนแค่บวก ลบ คูณ หาร ไม่ได้หรือ ทำไมต้องเรียนเรื่องเลขยกกำลัง ทำไมต้องเรียนถอดสมการที่ยุ่งยาก ทำไมนิวตันต้องสร้างกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่ยุ่งยากและจับต้องไม่ได้ให้เธอเรียน แต่ทุกคำถามของเธอ ไม่เคยมีใครให้คำตอบที่ถูกใจเธอเลย ส่วนมากของคำตอบจากครูบาอาจารย์และสารพัดผู้รู้ในประเทศนี้ ก็คือ เรียนๆ ไปแล้วก็จะเห็นประโยชน์เอง

ผมมีความรู้สึกลึกๆ แต่ไม่กล้าบอกใครว่า ลูกสาวคนโตของผมน่าจะเป็นเด็กเก่งอยู่เหมือนกัน แต่ในแนวที่ไม่ค่อยจะเหมือนเด็กเก่งที่พบกันดาษดื่นในประเทศไทย และเชื่อว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในเมืองไทยดูลูกผมไม่ออก บอกไม่ได้ และหาโรงเรียนที่เหมาะกับลูกผมยาก

ภายหลังจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ ผมเสนอเชิงขอร้องให้เธอไปเรียนปริญญาโทต่อที่ต่างประเทศจะในสาขาวิชาอะไรก็ได้ และในมหาวิทยาลัยอะไรก็ได้ โดยหวังเพียงให้เธอได้ไปเรียนรู้วิธีคิดที่ดีกว่าในบ้านเรา เธอตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทที่ Keio University ประเทศญี่ปุ่นในสาขา Innovative Design เพราะถูกจริตและมีเนื้อหาวิชาให้คิดสิ่งใหม่ๆ มากมาย

เกือบสองปีแล้วที่เธอไปอยู่ญี่ปุ่นกับการเรียนในแบบที่เธอชอบ คือ การมีโอกาสได้แสดงความคิด ความสามารถ ให้คนอื่นรับรู้ ไม่ต้องนั่งท่องจำ หรือทำข้อสอบประเภทต้องเลือกข้อที่ถูกตามความเห็นของคนออกข้อสอบ ผลการเรียนของเธอดีกว่าในเมืองไทยอย่างชัดเจน การมองชีวิต สังคม และโลก ของเธอเปลี่ยนไปมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผลการเรียนของเธออยู่ในเกณฑ์ดีมากประมาณ 3.9-4.0 ทุกเทอม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ผมฝันอยากได้ ที่อยากได้และผมได้แล้วก็คือ ลูกผมเข้าใจแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญกว่าไทยในทุกด้านอย่างเทียบกันไม่ได้เลย และสิ่งสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ “ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่เคยหยุดนิ่งทางความคิด” ในขณะที่ประเทศไทยยังไม่เข้าใจเลยว่า “ความคิด”คืออะไร?

ผมเคยคิดว่าลูกสาวผมเป็นข้าวพันธ์ไม่ค่อยดีปลูกขึ้นยาก แต่เมื่อเปลี่ยนให้ไปเรียนที่ญี่ปุ่นจึงทำให้ผมได้รับรู้ว่าผมเข้าใจผิดมาตลอด

“ลูกเป็นข้าวพันธุ์ดี แต่นาที่บ้านเมืองเราแห้งแล้งเกินไป เลยปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น และนี่คือความจำเป็นที่ลูกต้องมาเรียนไกลบ้านซึ่งมีที่นาดีกว่าเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า… ข้าวของพ่อเป็นข้าวพันธุ์ดี ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พ่อเคยฝังไว้ในความคิดและความจำมาตลอดเวลา ขอโทษนะลูก ”

ถ้าเรียนได้ เกรดสี่ วิถีไทย
ถ้ามุ่งมั่น ตั้งใจ ทำตามสอน
ถ้าเลียนแบบ ทำตาม ทุกขั้นตอน
จงว่านอน สอนง่าย ที่ไทยเทอญ

แต่ถ้าคุณ คิดแปลก และแตกต่าง
และมุ่งมั่น ทำอย่าง ที่ใฝ่ฝัน
อย่ารอช้า รีบมา ญี่ปุ่นพลัน
เพื่อรวมฝัน กับความจริง เป็นสิ่งเดียว

ที่มาและ comments จาก https://www.facebook.com/vitayatit/posts/1007106842709087
  • สังคมทุกวันนี้ เรากำลังพัฒนาลูกของเรา ให้มีการศึกษา เพื่อเป็นลูกจ้าง ได้ทำงานได้เงินเดือนสูงๆ และ ถ้ามีโอกาสก็เพื่อสร้างกิจการให้ร่ำรวย หรือสรุปว่า “ต้องทำงานน้อยทำงานสบายที่สุด แต่ให้ได้เงินมากที่สุด”

    เราน่าจะพัฒนาลูกของเราให้เขาก้าวเดินช่วยตัวเขาเองได้ตั้งแต่เล็กๆเป็นไปตามลำดับ เขาสามารถที่จะรับผิดชอบช่วยเหลือตนเองได้ตามวัยที่ควรจะเป็น มิใช่เรียนเพื่อไปสตาร์ตด้วยการเป็นลูกจ้าง ทำงานที่สบายได้เงินมาก

    เราผลักภาระการเรียนการสอนไว้นอกบ้านทั้งหมด ความจริงพ่อแม่ส่วนใหญ่มีการศึกษาแต่กลับสอนลูกตัวเองให้เป็นเด็กที่มีความเป็นสเปเชียลลิสไม่ได้ นั่นเพราะเรามีแนวคิดแต่ว่า ต้องสบาย มีเงินมาก เป็นเป้าหมายผิดๆของชีวิตรุ่นพ่อรุ่นแม่

    การงานเป็นแค่ทางผ่าน เป็นแค่เครื่องดำรงชีวิตอยู่ ไม่ใช่เป้าหมายในชีวิต อย่าไปเข้าใจผิด เพราะถ้าเราเข้าใจผิดเอาสิ่งไม่เป็นสาระมาเป็นสาระ ไม่เอาสิ่งเป็นสาระมาเป็นสาระชีวิต ลูกเราจะไม่มีวันมีความสุขจริงๆได้ แต่มีความสุขในแบบฉบับของเราเป็นแบบที่ผิดๆมาจากรุ่นเดิมๆก่อนนั้นทั้งๆที่สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดมาคู่กับสังคมไทยแต่เราก็กลับให้ความสำคัญน้อยหรือไม่ให้ความสำคัญ

    การศึกษา ควรสอนให้คนใช้เหตุผล คิดได้กระทั่งว่า ชีวิตเกิดมาทำไม ? ถ้าคิดเหตุผลนี้ได้ นั่นก็หมายถึงว่าเรามีเป้าหมายถูกต้องแล้ว ก็จะดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายนั้นด้วยการกระทำอันเป็นไปตามกิเลสตนให้อยู่ในกรอบแห่งธรรม

    แต่ถ้าเป้าหมายผิด ที่เดินมาทั้งหมด คือ ” ผิด”

  • โอกาสของคนไม่เท่ากัน….. ทุกอย่างมีสองด้าน…. ความสำเร็จมาจากหลายปัจจัย…รวมถึงจังหวะและโอกาส
  • ผมเห็นแย้งน่ะครับ ….อ่านไปอ่านมาเหมือนอวยลูกตัวเองยังไงไม่รู้ เหตุผลส่วนตัวของผมน่ะ……คุณมาโทษระบบอย่างเดี่ยวก็ไม่ถูก มีคนตั้งเยอะที่เรียนในไทย ทำงานในไทยแล้วเค้าก็มีความสุข คุณเขียนแบบนี้ได้เพราะมีเงินส่งลูกไปเรียนได้ ซึ่งเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นของคนทั้งประเทศ แล้วจะมาว่าระบบของไทยไม่ดีกับลูกตัวเองอย่างนั้นอย่างโน้นมันก็ดูเป็นทัศนคติส่วนตัวที่ชี้นำเกินไป ทั้งๆที่ลูกคนอื่นส่วนใหญ่เค้าก็ทำได้ และก็ทำได้ดีกันหลายคน………คนมันจะเก่งมันอยู่ที่ไหนก็เก่ง อยู่ที่ไหนคนรอบข้างก็ยอมรับ….ต่อให้จบญี่ปุ่นอย่างที่คนเป็นพ่ออ้างมา มาอยู่เมืองไทยทำงานไม่เป็น เพื่อนไม่คบ ก็ไม่รู้จะเก่งไปทำไม แล้วก็จะมาพาลว่าสังคมไทยไม่เหมาะกับลูกตัวเองอีก.
  • เห็นด้วยค่ะ ประเด็นคือลูกจะต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนและอยู่ให้ได้อย่างมีความสุข
  • ก็เห็นด้วยทั้งหัวเรื่องกับคอมเมนท์นี้ แต่…แต่ ต่างกันที่มีทางเลือกและได้เลือกไป , กับไม่มีทางเลือกแล้วสู้จนไปได้
  • เห็นด้วยค่า ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ไม่ได้มีพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ทุกวันนี้หนูคิดว่าหนูฉลาดหัวดีนะคะ หนูอยากไปเรียนต่างประเทศเหมือนกัน แต่พ่อแม่ ให้ได้แค่ม.6 ค่ะ
    ตอนนี้คิดแค่ว่าทำไงให้ชีวิตมีความสงบสุขก็พอ แล้ว
  • เห็นด้วยค่ะ..คนที่ต้นทุนชีวิตตำ่..แต่เค้าเรียนดี..มีจุดพิเศษเยอะ..เป็นลูกตาสีตาสา..แต่เค้าเรียนได้..จอความข่วยเหลือ..สอบชิงทุน..(คนบนที่ราบสุุง)เด็กดอย..จบดอกเตอร์หลายคน..เค้าดิ้นรนด้วยตัวเอง..ไม่จำเป็นต้องไปถึงเมืองนอกตั้งแต่เด็ก..จบโทที่ไท..ทำงานนนาน..แล้วก็ต่อเอกแทน…เก่งป่าวแบบนี้
  • อ่านดูแล้ว เค้าก็ไม่ได้โทษที่ระบบการศึกษาของไทยทั้งหมดนะคะ ท่านก็ชี้ชัดลงไปอยู่ว่ามันไมีเหมาะกับลูกสาวท่าน. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไมีเหมาะกับเด็กไทยทั้งหมด โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าความคิดของท่านฉลาดและแยบยลในการเขียนมาก ทำให้มองภาพได้ชัดเจน และดิฉันเห็นด้วยเป็นที่สุดเลยค่ะกับระบบการศึกษาและความคิดของคนไทยเรา ส่วนที่ญี่ปุ่นจะมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรอันนี้ไม่มีความคิดเห็นค่ะ เพราะไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย
  • S__106708994
  • ประเด็น คือ คนโพสกำลังจะบอกว่า ด้วยอะไรหลายๆอย่างในระบบของประเทศไทย มันไม่เหมาะกับสภาพความคิดและตัวตนของลูกเขาค่ะ
    ไม่ได้ไปโฟกัสว่าไปญี่ปุ่น ลูกเลยเก่ง
    คือลูกเขาถ้าได้เรียนด้านที่ถนัด ในสังคมที่เหมาะสมกับการพัฒนาและเปิดกว้างทางตวามคิด เป็นแบบนี้แล้วมันยิ่งส่งเสริมความสามารถของลูกสาวเขาค่ะ

    ส่วนตัวเราเองเรามองว่าถ้าเรามีโอกาสไปต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะยุโรปหรืออเมริกา เรามองว่าชีวิตเราจะดีและพัฒนาตัวเอง พัฒนาผลงานตัวเองได้ดีกว่านี้มากค่ะ

    ประเทศเราไม่เข้าใจระบบความคิดอะไรเลย
    คนในประเทศเราตีกรอบทุกอย่าง ตั้งแต่ความคิดไปจนการกระทำ มันเลยทำให้เราไม่สามารถเอาความเก่งในตัวมาใช้ได้แบบเต็มที่จริงๆน่ะค่ะ

    ส่วนกลอนหลังสุด เขาเขียนเป็นญี่ปุ่นดีก็เพราะมันเหมาะกับลูกเขาเท่านั้นแหละค่ะ คิดอะไรกันให้วุ่นวาย

  • จบจุฬา สอบเข้า Keio Univ. ได้น้องก็มีสติปัญญาดีมากแล้วค่ะ เพียงแต่วิธีคิด และการเรียนแบบบ้านเรามันตอบไม่ได้ว่าเรียนไปทำไม และไร้ทิศทางค่ะ

ตามอ่านต่อเองนะคะ เพราะเยอะมาก

 

 

อันเนื่องมาจาก…..พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา

ภายหลังจากที่ผมเขียนบทความเรื่อง “พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา” ขึ้นบน facebook ของผมตั้งแต่ประมาณ 4 โมงเย็นของเมื่อวาน พบว่า ณ เวลาที่เขียนบทความนี้ มีผู้สนใจเข้ามาอ่านมากมายสองล้านกว่าคนแล้ว รวมทั้งผู้ที่มาเขียน comment ก็มากมายเช่นเดียวกัน แถมยังได้ทั้งดอกไม้และก้อนหินก้อนกรวดจากสารพัด comment ด้วย ซึ่งผมก็ขอน้อมรับไว้เพื่อการเรียนรู้ทั้งหมดครับ อย่างไรก็ตามต้องขอเรียนว่า ผมมีโอกาสอ่าน comment ที่เขียนมาเพียงบางส่วนเพราะมากมายเหลือเกิ

ภายหลังอ่าน ผมอยากจะขอบอกเล่าสิ่งในใจบางอย่างให้ทุกท่านได้เข้าใจเจตนาในการเขียนของผมเพิ่มเติมจากที่เขียนไปในบทความข้างต้น

เนื่องจากผมเป็นทั้งแพทย์และอาจารย์ในมหาวิทยาลัย มีโอกาสสอนนักศึกษาแพทย์มานับพันคนแล้ว และเช่นเดียวกันกับที่ผมมีโอกาสได้ให้การดูแลรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยมาก็มากมาย ประสบการณ์ทั้งจากการเป็นแพทย์และเป็นอาจารย์ทำให้ผมได้รับรู้รับทราบชีวิต ความสุข ความทุกข์ ความเศร้า และความสวยงามของชีวิต ของผู้คนมากมาย ซึ่งผมคิดว่าข้อมูลเหล่านี้น่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นด้วย จึงได้ขออนุญาตบุคคลที่เกี่ยวข้องในการนำมาเรื่องราวเขียนเป็นบทความขึ้น facebook เพื่อให้เพื่อนสนิท มิตรสหาย ลูกศิษย์ และผู้สนใจท่านอื่นได้มีโอกาสได้รับรู้และนำไปเป็นข้อคิดในชีวิตต่อเนื่องกันมาประมาณ 2 ปีแล้ว

สำหรับบทความเรื่อง “พ่อขอโทษที่ปลูกข้าวผิดนา” ความจริงผมใช้เวลาในการเขียนบทความนี้แค่ 40 นาทีเท่านั้นเอง แต่ไปเสียเวลาแต่งโคลงกลอนอีกเกือบชั่วโมงโดยหวังจะใช้ประกอบให้บทความให้น่าอ่านขึ้นแต่หลายคนอ่านแล้วไม่คิดเช่นนั้น

ที่ผมเขียนครั้งนี้ความจริงผมต้องการจะเน้นถ้อยคำสำคัญเพียงแค่ว่า “สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่คน การมองลูกให้ออกว่า..เขาเป็นคนอย่างไร และมองลูกให้ถูกตามที่เขาควรจะเป็น แล้วส่งเสริมให้เขาได้มีโอกาสมุ่งสู่ความฝันตามที่เขาต้องการเพื่ออนาคตและความสุขของเขาเองไม่ใช่ของพ่อแม่ เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรกระทำ” เรื่องก็มีเท่านี้เองแหละครับ

เผอิญเรื่องที่ผมเขียนครั้งนี้เป็นเรื่องในครอบครัวของผม และเผอิญเช่นกันที่ลูกผมเลือกที่จะไปเรียนวิชาที่ตัวเองชอบที่ญี่ปุ่นเพราะ… ที่เมืองไทยไม่มีเรียนวิชานี้กันจริงจังแบบญี่ปุ่น   สำหรับตัวผมเองมีหน้าที่ส่งเสียลูกให้ไปเรียนเท่านั้นไม่ได้บ้าคลั่งญี่ปุ่นหรือประเทศอะไรอย่างที่หลายคน comment มาแม้แต่น้อย

ที่ลูกผมสอบเข้า Keio ได้ เพราะวิธีการคัดเลือกนักเรียนของเขาไม่เหมือนไทย เขาใช้สอบสัมภาษณ์เพียงแค่ชั่วโมงเดียวเพื่อดูว่า.. เรามีความคิดความฝันอะไร แล้วตัดสินเลยว่าจะรับหรือไม่รับ ไม่ดูผลการเรียนปริญญาตรีเลย เอาแค่ได้ปริญญาก็พอ ถ้าดูคะแนนด้วยลูกผมคงไม่ได้เรียนหรอก  เพราะต้องลุ้นจนเทอมสุดท้ายจึงได้เกรดรวมแค่ 3.0… นิดๆ ในขณะที่เพื่อนฝูงได้เกียรตินิยมมากมายไม่รู้กี่คน แต่แน่นอนว่าลูกผมต้องเรียนรู้ที่จะสอบเข้าด้วยวิธีนี้ให้ได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยในไทยก็ไม่เคยสอนเช่นกัน

ภายหลังนำเสนอบทความขึ้น facebook ไปตั้งแต่เมื่อวาน ผมก็ตกใจเหมือนกันว่าทำไมคนเข้ามาอ่านมากมายขนาดนั้น และ comment ก็มีทั้งแบบนิ่มนวลและดุเดือดเลือดพล่าน

ผมต้องขออภัยถ้าบทความของผมจะแสลงตาแสลงใจคนบางคนโดยไม่เจตนา ทำให้มี comment ออกมานอกเรื่องนอกประเด็นที่ผมเขียนจนไปไกลสุดกู่ ผมคงไม่มาแก้ตัวและตอบคำถามอะไรใครทั้งนั้น ความคิดความอ่านทุกอย่างที่ได้จากการบทความของผมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้อ่านทุกท่านจะตัดสินเองครับ แต่..อยากฝากข้อคิดเพียงเล็กน้อยว่า.. คนเราคิดไม่เหมือนกันได้ แต่ไม่ควรจะก้าวร้าวใส่กัน หรือ ด่วนสรุปเรื่องราวว่าใครดีใครเลวเพียงแค่อ่านความคิดเห็นของคนที่ยังไม่เคยรู้จักกัน และผ่านตาเพียงบทความสั้นๆ มันทำให้สังคมโหดร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ครับ

 

ผมได้เรียนรู้มากมายทีเดียวในการเขียนบทความนี้ ทั้งที่เขียนด้วยใจบริสุทธิ์ ง่ายๆ ตามความจริงที่มันเป็นไป แต่อาจจะเป็นเพราะเขียนสั้นเกินไป รายละเอียดไม่มากพอ ทำให้หลายคนมองบทความของผมเป็น “บทความของชนชั้น” ซึ่งไปกระตุ้น ต่อม ปม หรือความรู้สึกที่ซ่อนลึกในใจของบางคนออกมา และแสดงความคิดเห็นรวมทั้งจินตนาการออกมาจนเกินเลยออกไปจากขอบเขตของเนื้อหาที่ผมเขียน ผมจึงอยากจะขอโทษเป็นอย่างยิ่งมา ณ ที่นี้ด้วยสำหรับทุกท่านที่จิตอักเสบจากบทความของผม

ผมมีลูกศิษย์เป็นแพทย์มากมาย มีมิตรสหายที่เคยเป็นคนไข้ก็ไม่น้อย ผมรักเมืองไทย ผมคิดว่าผมได้แทนคุณบ้านเมืองแล้วโดยตั้งใจเป็นแพทย์ที่ดีของคนไข้ เป็นครูแพทย์ที่ดีของลูกศิษย์มาโดยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี แล้ว ลูกผมไปญี่ปุ่นเพียงแค่ไปเรียนวิชาครับ ไม่ได้เพ้อคลั่งหรืออยากอยู่ที่ญี่ปุ่นอย่างไร้สติหรอกครับ และเมื่อเรียนจบก็จะกลับมาอยู่เมืองไทยแน่นอน

 

ผมอยากจะฝากข้อคิดไว้สักนิดก็คือ.. “ผมยังคิดว่าบ้านเรามีปัญหาทางการศึกษามากมาย และก็ล้าหลังประเทศอื่นๆอีกมากเช่นกัน ถ้าทุกคนยอมรับความจริงนี้แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ขมขื่น แล้วคิดช่วยกันแก้ น่าจะดีกว่าการแสดงความโกรธเกลียดคนที่พูดความจริง แล้วทำให้บ้านเมืองหยุดนิ่งหรือถอยหลังอย่างที่เป็นอยู่นะครับ”

 

 

ที่มา  http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9590000035106

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,906 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: