AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

ยูจีน โอ’เคลลี ผู้บริหาร “ความตาย” ได้อย่างน่าชื่นชม

11046684_914216665302609_3751565983596999281_n

เมื่อชีวิตต้องประสบกับเรื่องนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ ตกใจ ตระหนก กลัว เสียจริต ทุกข์ทรมาณ แต่ “ยูจีน” ผู้ซึ่งเป็นนักบริหารธุรกิจอย่างยอดเยี่ยม ได้บริหารชีวิตก่อนจะสิ้นลมของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม ได้เรียนรู้ความงดงามของชีวิตในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนหมดลมหายใจ … และเขียนบางสิ่งฝากถึงพวกเราไว้ให้ได้ครุ่นคิด และให้ภิรมย์กับชีวิตในทุกขณะได้อย่างซาบซึ้ง”

คุณสุทธิชัย หยุ่น เขียนในคำนิยมของหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า “ตอนที่คนเขียนบอกว่าค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิต และความสำคัญของการ “อยู่กับปัจจุบัน” นั่นแหละ คือ ตอนที่เห็นว่าคุณค่าของชีวิตจริงๆ อยู่ที่ไหน”

คุณโตมร  ศุขปรีชา ผู้แปล เขียนไว้ว่า “กว่าเราจะรู้ว่า อนาคตไม่มีวันมาถึง และอดีตไม่มีวันหวนกลับ เราก็อาจหลงเหลือวันเวลาอยู่เพียงน้อยนิดเสียแล้ว”

จากปกใน “เรียนรู้คุณค่าแห่งชีวิต ให้คุณค่ากับทุกชีวิตตรงหน้าไปด้วยกันกับ หนังสือเล่มนี้ Chasing Day Light (ไล่ล่าแสงตะวัน) … ร้อยเรียงชีวิตของ ยูจีน โอ’เคลลี่ บอกเล่าเรื่องราวของการค่อยๆ ตื่นรู้ สะท้อนให้เห็นถึงชีวิต และความตายทีละขณะ ทั้งความรัก ความสำเร็จ จิตวิญญาณ และการค้นหาความหมาย ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ของพลังแห่งจิตวิญญาณของมนุษย์ และเป็นการบอกกล่าวว่า เราจะมีชีวิตที่ชัดเจน สมดุล และมีความหมายได้อย่างไร”

อยู่กับปัจจุบันขณะไปด้วยกัน กับ Chasing Day Light (ไล่ล่าแสงตะวัน)

———-

เขาอายุเพียง ๕๓ เป็นผู้บริหารสูงสุดของบริษัทตรวจบัญชียักษ์ “KPMG” ของสหรัฐฯได้รับเงินเดือนอันดับต้น ๆ ของสุดยอดนักบริหารมะกัน กำลังอยู่จุดสูงสุดของอาชีพ…กำลังเตรียมเดินทางรอบโลก เตรียมไปร่วมงานวันแรกของลูกสาวขึ้นเรียนชั้นมัธยม, ทุกอย่างกำลังเป็นไปอย่างเฟื่องฟู

และวันดีคืนดี, หมอก็ตรวจพบว่านาย “ยูจีน โอ’เคลลี่” (Eugene O’Kelly) มีมะเร็งในสมองและอยู่ในขั้นสุดท้ายเสียด้วย  หมอบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน ๓ ถึง ๖ เดือน  มันไม่ต่างอะไรกับสวรรค์อับปางลงต่อหน้าต่อตา ความฝันทุกอย่างที่มีสำหรับตัวเองและครอบครัวพังสลายลงฉับพลัน

ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะไม่ยอมนอนรอวันตาย  เขาตัดสินใจปรับแผนชีวิตเพื่อให้ไม่กี่สิบวันของชีวิตที่เหลือมีความหมายที่สุด

11046684_914216665302609_3751565983596999281_n

ผมรู้จักเขาจากหนังสือ “Chasing Daylight” (“ไล่ล่าแสงตะวัน”) ที่ออกขายมาในอเมริการะยะหนึ่งแล้ว เป็นหนังสื่อที่เขาเล่าชีวิตวันต่อวันจนถึงวันสุดท้าย โดยมีบทส่งท้ายเขียนโดยภรรยาที่ชื่อ “คอรีนน์” ซึ่งเป็นทั้งเงาประจำตัวและเป็นพยาบาลตลอด ๒๔ ชั่วโมงที่เล่าถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตของสามี

 

เรื่องราวน่าทึ่งของนักธุรกิจใหญ่ที่ต้องเผชิญกับ “กำหนดตารางวันตาย” นี้เป็นการบันทึก “การเดินทางวาระสุดท้าย” อย่างกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว   ภายใต้ชื่อหนังสือนั้น คนเขียนอธิบายว่า…มันคือ เรื่องราวส่วนตัวที่เล่าขานอย่างละเอียดละออว่า…

“ความตายที่กำลังจะมาถึง ไปปรับเปลี่ยนชีวิตของข้าพเจ้าอย่างไรบ้าง?”

 

“ทันที ที่หมอบอกว่าผมจะมีชีวิตอยู่อีก ๓ ถึง ๖ เดือน   ผมก็ถามตัวเองว่า “ทำไมช่วงสุดท้ายของชีวิตคนเราจะต้องเป็นช่วงที่เลวร้ายที่สุด?”

เขาบอกตัวเองว่าเขาจะทำให้วันเวลาช่วงสุดท้ายก่อนตายนั้นเป็น “ประสบการณ์ทางสร้างสรรค์ที่ควรจะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของชีวิต” ให้ได้

เมื่อมีเวลาไตร่ตรองและพูดคุยกับตัวเองเพียงพอ   ยูจีนก็บอกว่าถือว่าเป็น “โชคดี” ที่เขารู้ล่วงหน้าว่าจะตาย เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเวลาคิดถึงความตายของตัวเองก่อนด้วยซ้ำ เพราะมันมาอย่างรวดเร็ว กระทันหัน และเจ้าตัวตั้งตัวไม่ทันด้วยซ้ำไป

หมอบอกเขาว่ามะเร็งในสมองของเขาส่วนนั้นจะไม่ทำให้มีอาการเจ็บปวดมากนัก ความเสื่อมของสมองมาค่อย ๆ มาในรูปของเงามืด สายตาจะพร่ามัว และเมื่อถึงเวลาอาการก็จะทรุดเข้าสู่โคม่า ความมืดของกลางคืนจะมาถึง และเขาก็จะตาย

 

เขานับนิ้วแล้วว่าจะเหลือชีวิตเพียง ๑๐๐ วัน

เขาย้อนมองชีวิตการทำงานเขาแล้วก็ปลงว่าเขาไม่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว  ไม่ค่อยได้กลับบ้านกินข้าวเย็นกับภรรยาและลูก   แม้ลูกจะอ้อนว้อนขอร้องให้เขาไปร่วมงานโรงเรียนของลูก เพราะพ่อแม่ของเพื่อนๆ ต่างก็ไปร่วมทั้งนั้น  เขากลับอ้างว่ามีนัดหมายเรื่องงานการที่ไม่อาจจะไปเป็นเพื่อนของลูกได้

 

ยูจีนนั่งเสียใจว่าเขาใช้ชีวิตอย่าง “นักธุรกิจที่เคยมีเวลาให้กับครอบครัว” ทั้ง ๆ ที่เขาอ้างว่าที่เขา ทำงานหามรุ่งหามค่ำ  ต่อสู้เรียกร้องเพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้นและได้รายได้เพิ่มพูนขึ้นนั้นก็เพราะเขารักครอบครัว

 

“ในฐานะซีอีโอของบริษัทใหญ่ที่มีพนักงานถึง ๒๐,๐๐๐ คน  ผมมีสิทธิ์พิเศษมากมาย แต่งานใน ตำแหน่งนั้นก็กดดันให้ผมต้องทำงานอย่างบ้าเลือด  ปฏิทินงานการของผมกำหนดไว้ ๑๘ เดือนล่วงหน้า  ผมเคลื่อนไหวด้วยความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมงตลอดเวลา ผมทำงานตลอดเวลา  แม้วันสุดสัปดาห์ก็ไม่ได้เว้น  กลางดึกกลางดื่นผมก็ยังทำงาน ผมไม่เคยได้ไปงานโรงเรียนของลูกสาวคนเล็กของผมเลย สิบปีแรกหลังการแต่งงาน  ผมไม่เคยไปพักร้อนกับภรรยาเลย…”

แต่เขารู้วันที่เขามีชีวิตเหลือไม่กี่เดือนว่านั่นเป็นข้ออ้างที่เขาไม่มีโอกาสได้แก้ตัวอีก

ยูจีนตัดสินใจว่าเขาจะทำให้การจากโลกของเขาเป็น “ความตายที่ดีที่สุด” เท่าที่จะทำได้  เขาเรียกมันว่า “The best possible death”

 

เขานั่งลงเขียน “สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย” อย่างนี้

๑.   จัดแจงเรื่องกฎหมายและการเงินของตัวเองให้ครอบครัวให้เรียบร้อย
๒.  “ร่ำลา” ครอบครัว, เพื่อนสนิท, และเพื่อนร่วมงาน
๓.  ทำให้ทุกอย่างที่เหลือของชีวิตเป็นเรื่อง “ง่าย ๆ และสบาย ๆ”
๔.  อยู่กับปัจจุบันทุกนาที
๕.  สร้างและเปิดอารมณ์ให้รับ “นาทีอันสมบูรณ์” (“perfect moments”) ตลอดเวลาจนถึงลมหายใจสุดท้าย
๖.  เริ่มต้นกระบวนการ “ผ่องถ่าย” ไปสู่ภาวะถัดไป
๗.  เตรียมงานศพของตัวเอง

น่าแปลกว่าสำหรับคนที่ต้องรับการรักษาที่ทำให้ร่างกายต้องผ่ายผอมและสมองทำงานช้าลงไปเรื่อย ๆ นั้น  ยูจีนสามารถทำตามตารางที่วางไว้ให้กับตัวเองเกือบทั้งหมด

 

ทุกวันเขาจะนั่งลงเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยปากกา  เพราะสมองไม่พร้อมจะให้ใช้นิ้วพิมพ์คอมพิวเตอร์ได้ และลายมือก็เริ่มจะเฉๆ ไฉๆ ไม่เป็นตัวหนังสือแล้ว  แต่เขาก็มีความอดทนและมุ่งมั่นเขียนจนถึงอีกไม่กี่วันก่อนที่จะจากไปโดยมี ภรรยาของเขาเป็น “ผู้เขียนร่วม”  เพื่อปิดฉากชีวิตด้วยหนังสือที่เขาเชื่อว่า… จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่เคย คิดว่าวันหนึ่งชีวิตอันยุ่งเหยิงและวุ่นวายกับการ “สร้างเนื้อสร้างตัว” หรือ “สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและครอบครัว” นั้นจะต้องปิดฉากลงอย่างฉับพลันอย่างนั้น

 

ยู จีนร่ำลาเพื่อนฝูงด้วยการเขียนจดหมายไปขอบคุณเขาที่ได้เป็นเพื่อนอันแสนดี หรือเพื่อนร่วมกันที่น่ารัก และบอกด้วยว่าเขากำลังจะจากโลกนี้ไปในเร็ว วัน ขอให้เพื่อนได้รับความขอบคุณจากเขาด้วย

 

หนึ่งในหลายร้อยฉบับที่เขาเขียนอำลาเพื่อนนั้นมีสั้น ๆ อย่างนี้

“ดั๊กเพื่อนรัก…

“เพื่อนคงได้ยินข่าวแล้ว  สุขภาพฉันย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เพราะเจ้ามะเร็งปอดระยะสุดท้าย

“ที่ ฉันเขียนจดหมายฉบับนี้มาก็เพื่อจะบอกเพื่อนว่ามิตรภาพของเราตั้งแต่เราเรียน ที่ Penn State ด้วยกันนั้นมีความหมายต่อชีวิตฉันอย่างมากทีเดียว

“ขอให้เพื่อนโชคดีในชีวิต
“ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเพื่อนด้วย
“ยูจีน…”

 

เขานั่งลงกับลูกทีละคนเพื่อ “พูดจาสั่งลา” กันอย่างสนิทสนม อยากคุยเรื่องอะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอดีต, หรือสิ่งที่เคยทำด้วยกันหรือประสบการณ์อันน่าประทับใจที่เคยใช้ชีวิตร่วมกัน

 

ไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงความอาลัยอาวรณ์  ไม่จำเป็นต้องเป็นการพูดคุยกันอย่างเป็น “สาระ” เกินไป…จะคุยอะไรก็ได้ระหว่างพ่อกับลูก   ลูกกับพ่อ   ผัวกับเมีย  เมียกับผัว…หัวเราะต่อกระซิก กระเซ้าเย้าแหย่กันได้ก็ยิ่งดี

และสิ่งที่ยูจีนค้นพบที่สำคัญที่สุดก่อนหมดลมหายใจก็คือ.. ความสำคัญของการ “อยู่กับปัจจุบัน” หรือ here and now เพราะตลอดชีวิตของการทำงานนั้น เขาไม่เคยอยู่กับตัวเอง ไม่เคยอยู่กับปัจจุบันเลย…มีแต่อดีตกับอนาคต

เมื่อเขารู้ว่าเหลือชีวิตเหลือเพียงแค่ประมาณ ๑๐๐ วัน  เขาจึงรู้ว่าการ “อยู่กับปัจจุบัน” นั้นมีความหมายอันลึกซึ้งเพียงใด

ที่มา เมื่อหมอบอกว่าเขามีชีวิตเหลือ ๑๐๐ วัน ของ สุทธิชัย หยุ่น
credit :http://www.oknation.net/blog/black/2007/03/11/entry-1

ยูจีน โอ’เคลลี ผู้บริหาร “ความตาย” ได้อย่างน่าชื่นชม

11046684_914216665302609_3751565983596999281_n

เรื่อง นายแพทย์ชวโรจน์  เกียรติกำพล ภาพ Crespella

ชายวัย 52 ปีคนหนึ่งเป็นประธานและซีอีโอของบริษัทการบัญชีรายใหญ่ มีธุรกิจปลีกย่อยในเครือหลายบริษัท  มีพนักงานในบริษัทหลายหมื่นคน

เขากำลังประสบความสำเร็จสูงสุดในหน้าที่การงาน  เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์และพลังที่จะก้าวไปข้างหน้า  ส่วนเรื่องครอบครัวเขาก็อยู่ในช่วงที่มีความสุขไม่แพ้กันทุกอย่างดูลงตัวไปหมด  เว้นเสียก็แต่สุขภาพของตนเอง  ใครจะรู้ครับว่าเขากำลังป่วยเป็นโรคมะเร็งในสมองขั้นสุดท้าย

 

เขามาโรงพยาบาลด้วยอาการตาพร่า มองเห็นไม่ชัดมาประมาณหนึ่งเดือน  จากนั้นแขนขาที่เคยมีกำลังและทำงานได้ดีก็เริ่มอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ  หลังจากทราบว่าเขาป่วยเป็นโรคมะเร็งสมองชนิดรุนแรงระยะสุดท้าย  แพทย์ได้แนะนำว่า

“คุณควรใช้เวลาที่เหลือประมาณ 3 เดือนเตรียมตัวจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตให้ดี”

นั่นทำให้ชีวิตที่เหลือของเขาเปลี่ยนไป  จากชายที่มีความมุ่งมั่นในชีวิตและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังที่พร้อมจะแบ่งปันให้คนรอบตัว เขากลายเป็นคนซึมเศร้า  เก็บตัว  ไม่ยอมพบปะผู้คน  รวมถึงคนในครอบครัว  เบื่ออาหาร และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนมองเพดานอยู่บนเตียง  ธุรกิจการงานของบริษัทก็แทบจะหยุดชะงักและเริ่มประสบปัญหาขาดทุนเพราะนอกจากเขาก็ไม่มีตัวแทนที่พร้อมพอจะตัดสินใจอะไรได้อีก  อาการของเขาทรุดลงเร็วกว่าที่แพทย์คาดการณ์ไว้ และสุดท้ายแล้วเขาก็จากไปในเวลาไม่ถึง 3 เดือน  ในค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดในชีวิต   แน่นอนครับ  ใครเจอเหตุการณ์แบบเขาคงทำใจได้ยากมาก และอาจเลือกจบชีวิตลงแบบเขาเพื่อให้ความมืดอำพรางคราบน้ำตาเอาไว้  3 เดือนที่เหลือคงไม่มีค่าอะไรมากไปกว่าการเฝ้ารอความตาย

 

แต่….มีใครอีกคนเลือกทำสิ่งที่แตกต่างไป เขาพยายามต่อสู้กับความมืดมิดในจิตใจและไล่ล่าแสงตะวันอย่างสุดชีวิต…เขาคือยูจีน  โอ’เคลลี (Eugene O’Kelly) นักบัญชี  นักธุรกิจ  นักวางแผน  เขาเป็นคนทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบมาตลอดรวมถึงการเตรียมตัวตายด้วย  เขาบอกว่า…

“ผมจัดการธุรกิจการงานของผมได้ดีเสมอมา  ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต  ผมก็ควรทำให้ได้ดีด้วย  เพราะฉะนั้นผมจึงขอเป็นผู้บริหารและจัดการความตายของผมเอง”

เริ่มแรกเขาตั้งคำถามกับตัวเองสองข้อและพบคำตอบว่า  หนึ่ง วาระสุดท้ายของชีวิตไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป   และสอง เราสามารถจัดการให้ความตายเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตได้

จากนั้นเขาก็เขียนรายการที่จำเป็นต้องทำทั้งหมดไว้  เช่น  การจัดการเรื่องพินัยกรรมและการเงินให้เรียบร้อย  การฝึกฝนและหาคนที่เหมาะสมที่จะมารับหน้าที่บริหารบริษัทต่อจากเขา  และใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะ เขาวางแผนงานศพและบอกลาเพื่อนและญาติพี่น้อง

 

เขานั่งสมาธิทุกเช้าเพื่อให้ใจสงบ  แล้ววันหนึ่งเขาก็เกิดความคิดอยากจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการจัดการความตายของเขา  เพื่อแบ่งปันประสบการณ์สำคัญครั้งนี้กับคนอื่น ๆ

หลังจากนั้นจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเขาเริ่มเขียนหนังสือที่ตั้งใจถ่ายทอดประสบการณ์ในชีวิตและวิธีการรับมือกับความตาย

เขาเสียชีวิตในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ.2548  ด้วยโรคมะเร็งสมอง  แต่ทว่า 3 เดือนก่อนจากไปนั้นเขาได้จัดการชีวิตที่เหลืออยู่อย่างน่าชื่นชม

ยูจีน  โอ’เคลลี เขียนหนังสือชื่อ Chasing Daylight (ไล่ล่าแสงตะวัน) อันเป็นศัพท์เฉพาะที่นำมาจากการเล่นกอล์ฟซึ่งเป็นกีฬาที่เขาชื่นชอบ  โดยหมายถึง การเล่นกอล์ฟช่วงเย็นในขณะที่ลำแสงกำลังจะหมด ผู้เล่นต้องพยายามเล่นต่อให้จบเกม เขาต้องการสื่อถึงชีวิตของมนุษย์เราว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ควรพยายามสู้ต่อให้จบ  เช่นเดียวกับที่เขาแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาสามารถบริหารความตายได้อย่างน่าชื่นชมโดยใช้ชีวิตจนจบอย่างมีคุณค่าต่อผู้อื่น

 

ยูจีน  โอ’เคลลี แสดงให้เราเห็นว่า… แม้กระทั่งความตายก็ยังสามารถบริหารและจัดการให้ดีได้  การรับรู้เรื่องราวของเขาคงไม่ใช่เพื่อเก็บไว้ใช้ตอนเราใกล้จะตาย  เพราะบางทีเราอาจไม่โชคดีรู้ระยะเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตเช่นเขาก็ได้  ดังนั้นเราควรใช้เรื่องราวของเขาเตือนใจให้ตระหนักถึงความสำคัญของปัจจุบันอันมีค่าและอยู่กับมันให้ดีที่สุดเพราะหากเรามีชีวิตอยู่เพียงในปัจจุบันขณะไม่ฟุ้งซ่านถึงเหตุการณ์ร้าย ๆ ในอดีตหรืออนาคต  เราก็จะสามารถปล่อยวางความวิตกกังวลและความทุกข์ทั้งปวง  แม้กระทั่งความตายลงได้

            เราก็จะมีความสุขอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอย่างที่มันควรจะเป็นครับ 

credit http://www.secret-thai.com/article/5548/death-healing-60259/

 

หนังสือ The Last Lecture + Chasing Daylight (ไล่ล่าแสงตะวัน) + นั่งคุยกับความตาย

เราคิดวิธีเตรียมตัวตายกันแล้วหรือยัง?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 30/08/2016 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: