AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พระภัทรมหาราช) ร.9

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร  (ร.9)

English version :  https://www.youtube.com/watch?v=4E8_gjD-5L4

Thai version :  https://youtu.be/2QiIfwz7A0k

จัดทำโดย : History Channel
ออกอากาศ : ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖
เสียงบรรยาย : นพพล โกมารชุน
King Bhumibol of Thailand: The People’s King พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภ­­ูมิพลอดุลยเดช ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์สมัยประทับอยู่ ณ สมาพันธรัฐสวิส จนถึงวันที่พระองค์เถลิงถวัลยราชสมบัติ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๙ จวบจนปัจจุบัน พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์เป็นระ­­ยะเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไท­ย ทรงนำพาประเทศไทยผ่านพ้นช่วงเวลาสงครามเย็­­น การปฏิวัติ และภัยธรรมชาติร้ายแรง นอกจากนี้ พระองค์ยังมีพระราชกรณียกิจมากมาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกร อย่างเช่น ทรงมีพระราชดำริ ริเริ่มโครงการหลวงกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ พระองค์ทรงเป็นพ่อของแผ่นดิน ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่า จึงทำให้ชาวไทยทุกคนต่างถวายความจงรักภักด­­ี และเทิดทูนพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่­­งของปวงชนชาวไทย

……………………………………………

My King : https://www.youtube.com/watch?v=UIeQCaZNIGc
https://www.youtube.com/watch?v=UIeQCaZNIGc
สารคดี My King ในหลวงของเรา
.
………………………………………..

“รับชม เพลงสรรเสริญพระบารมี ที่พวกเราชาวไทยหลายแสนคนไปร่วมร้องกันที่บริเวณท้องสนามหลวง หน้าพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2559 โดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล และดนตรีโดย อาจารย์ สมเถา สุจริตกุล ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น 9 นาที 10 วินาที” อ่านต่อที่: http://www.nationtv.tv/main/content/social/378523499/
—————————————————————————————

 


Daddy’s Tale (เรื่องของพ่อ)
กรุณาดูด้วยใจ และดู Full Frame ที่ 720 HDครับ
ภาพยนตร์สั้นได้รับรางวัลจากการประกวด
ภาพยนตร์สั้นเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา โครงการ”หนึ่งรักและภักดี”
1.รางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม (Best short film)
2.รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best director)
3.รางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม (Best cinematography)
4.รางวัลลำดับเสียงยอดเยี่ยม (Best sound editing)
5.รางวัลภาพยนตร์สั้นสร้างแรงบันดาลใจยอดเยี่ยม (Best inspired film)
Category
Film & Animation
License Standard YouTube License

———————————

13 ตุลาคม 2559(2016)  วันเสด็จสวรรคต ร.9 http://www.tarad.com/content/2016/10/18/newspaper-14oct/?utm_source=Facebook%0A&utm_medium=Freepost%0A&utm_campaign=Content-D181016-newspaper-download

—————————–

รวมภาพมหัศจรรย์ในวันดังกล่าว https://m.facebook.com/noopinmook/albums/1281646205240127/?ref=bookmarks
——————————–

ขอนำข้อความที่เขียนโดยคุณบรรยงค์ พงษ์พานิชมาให้อ่านเป็นความรู้

พระทรงเป็นเสาหลักแห่งชาติไทย  (16 ตุลาคม 2559)

“พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง และไม่ทรงยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” นี่เป็นหลักการที่ชัดเจนทั้งในกฎหมายและในทางปฏิบัติสำหรับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ซึ่งสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชนั้น ตลอดกว่า 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงยึดถือหลักการที่ว่าอย่างเคร่งครัด ไม่ทรงก้าวก่ายทางการเมืองใดๆ และไม่ทรงแทรกแซงการบริหารประเทศนอกเหนือไปจากที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพระราชอำนาจ

อย่างไรก็ดี เมื่อใดก็ตามที่ชาติตกอยู่ในภาวะวิกฤติ หรือภาวะสับสนอลหม่านที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะทรงชี้นำหรือปฏิบัติพระราชกรณียกิจบางอย่างที่พอเหมาะพอสม และหลายครั้งก็ทรงเป็นส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้เราผ่านวิกฤติมาได้ …และโดยเหตุเหล่านี้นี่เองที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะชาวต่างชาติหรือสื่อบางพวกบางสำนัก มักจะไปตีความว่าทรงแทรกแซงหรือทรงมีบทบาททางการเมือง

ผมจะขอยกเหตุการณ์ 4 ครั้งที่พระองค์ทรงมีบทบาทในการแก้ปัญหาในวาระวิกฤติของชาติ โดยที่ผมจะไม่สรุปว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ แต่อยากจะชวนให้วิเคราะห์ถึงผลที่เกิดมากกว่า โดยเฉพาะผลที่อาจจะเกิดหรือน่าจะเกิด อยากชวนให้คิดกันว่าถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช(ซึ่งต่อไปนี้ขออนุญาตขานพระนามว่า”ในหลวงรัชกาลที่9″นะครับ)ไม่ทรงยื่นพระหัตถ์มาช่วยแก้ไขสถานการณ์เหล่านั้น ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เราจะมีวันนี้อย่างที่เป็นไหม

เหตุการณ์แรก…..ที่จะขอยกมาคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งทุกคนคงจำกันได้ดีว่า หลังจากความสับสนช่วงเช้ามืดที่เกิดการปะทะกันระหว่างขบวนนิสิตนักศึกษาประชาชน กับกองกำลังติดอาวุธของทางการข้างพระราชวังสวนจิตรลดา พระองค์ทรงเปิดพระราชวังให้นักศึกษาประชาชนเข้าไปหลบภัยและทรงเสด็จลงเยี่ยม ซึ่งนั่นก็เลยทำให้ฝ่ายทหารตำรวจรวนเร จนในที่สุดถนอม-ประภาส-ณรงค์ ต้องยอมลาออกจากตำแหน่ง และยอมเดินทางออกนอกประเทศ ทำให้”การปฏิวัติโดยประชาชน”ครั้งเดียวในประเทศไทยประสบผลสำเร็จ

ซึ่งถ้าเรามองไปในประวัติศาสตร์ …ทุกครั้งที่เกิด”การปฏิวัติประชาชน”ในประเทศใดก็ตาม มักจะตามมาด้วยความจลาจลปั่นป่วนวุ่นวาย สถาบันต่างๆถูกรื้อถอน เศรษฐกิจมักจะปั่นป่วนถดถอยอย่างหนัก เกิดความเสียหายอย่างมากช่วงใหญ่กว่าจะตั้งหลักได้ อย่างเช่น การปฏิวัติฝรั่งเศส1789 ปฏิวัติรัสเซีย1917 ปฏิวัติจีน1949 หรือพวกอาหรับสปริงส์ ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย เยเมน ที่ผ่านมาหลายปีแล้วยังเละตุ้มเป๊ะปั่นป่วนวุ่นวายตั้งหลักไม่ได้สักประเทศ ….แต่ที่ประเทศไทยผ่านการปฏิวัติประชาชน 14ตุลา16 มาได้อย่างค่อนข้างราบรื่น ก็เพราะพระบารมีโดยแท้ ซึ่งพอทรงพระราชทานให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์เป็นนายกฯทุกฝ่ายก็น้อมรับ ทรงแต่งตั้งสภาสนามม้าเพื่อให้ไปคัดเลือกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จัดร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นไปโดยเรียบร้อยจัดการเลือกตั้งได้ภายในเวลาแค่ปีเศษ …ซึ่งใครจะว่าทรงทำงานการเมืองก็คงไม่ผิดนัก เพราะทรงตั้งทั้งนายก ทั้งสภา แต่ถ้าไม่ทรงทำอย่างนั้น ลองคิดดูสิว่าประเทศจะวุ่นวายยุ่งเหยิงขนาดไหน ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะตั้งหลักได้

เหตุการณ์ที่สอง….ที่ผมขอยกมา คือ การที่ไทยไม่ต้องตกไปเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์หลังม่านเหล็กตามทฤษฎีโดมิโน ….ในปีพศ.2518 กลางเดือนเมษายน เขมรแดงประสบชัยชนะในกัมพูชา พอวันที่ 30 เมย.เวียตกงก็ยึดเวียตนามใต้ได้ทั้งหมด และพอปลายปีต้นธันวา เจ้าสุภานุวงศ์ก็โค่นเจ้าพี่สุวรรณภูมาเปลี่ยนลาวเป็นคอมมิวนิสต์ไปอีกประเทศ ทางตะวันตกพม่าก็เป็นคอมฯมาตั้งแต่2505 …ตอนนั้นใครๆก็คาดว่า ไทยต้องแตกตามตกเป็นคอมฯไปในไม่ช้าเป็นแน่ เศรษฐีกับอำมาตย์เก่าขายสมบัติย้ายสมบัติไปไว้นอกประเทศเตรียมเผ่นกันเป็นแถว …เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่า ในช่วงเวลานั้นในหลวงรัชกาลที่9 ทรงมีพระราชดำรัสหลายครั้งหลายคราวว่าทรงมีพระราชประสงค์แน่วแน่ว่า”ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหน จะไม่เดินทางออกนอกประเทศไทย” ซึ่งนับว่าทรงกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเป็นที่สุด เพราะตัวอย่างของคอมมิวนิสต์นั้นโหดร้ายกับราชวงศ์อย่างยิ่ง พระเจ้าซาร์นิโคลัสแห่งรัสเซียถูกประหารทั้งครอบครัว จักรพรรดิปูยีโดนจับเข้าค่ายฝึกหนัก อย่างเขมรก็ฆ่าคนชั้นสูงทั้งหมด(แต่ไม่ฆ่ากษัตริย์สีหนุ เพราะทรงเป็นคอมฯ)

การที่พระองค์ทรงเด็ดเดี่ยวมั่นคงมากทำให้การต้านทานคอมมิวนิสต์ในไทยเข้มข้นมาก พรรคคอมฯก็ไม่สามารถขยายตัวได้รวดเร็ว เพราะประชาชนที่จงรักขัดขวาง พระองค์เองก็ทรงเสด็จทั้งเยี่ยมทหาร และทรงช่วยเหลือประชาชนที่ด้อยโอกาสและยากจนอย่างไม่ทรงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มที่จะถูกโน้มน้าวได้ง่าย ทำให้เรารอดพ้นจากการต้องตกเป็นประเทศคอมฯไปได้

ทำไมผมถึงว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเรากลายไปเป็นพวกหลังม่านเหล็ก วันนี้เราจะทุกข์ยากกว่านี้มากมายแน่นอน …ตรงนี้ต้องขอยืนยันด้วยตัวเลขนะครับ ในปี2503(1960) ซึ่งเป็นปีแรกที่ธนาคารโลกเก็บตัวเลขรายได้ประชาชาติของประเทศต่างๆ ในปีนั้นในภูมิภาคนี้ยังไม่มีใครเป็นคอมมิวนิสต์ ไทยเป็นประเทศที่ยากจนที่สุด มีรายได้ต่อหัวต่อปีแค่$101 ขณะที่กัมพูชามี$125 พม่ามี$180 เวียตนามมี$220 ฟิลิปปินส์$255 มาเลย์$285 สิงคโปร์$390(ลาวยังไม่มีการเก็บตัวเลข) .,,,พอปี 1962 พม่าเป็นคอมฯ ปี 1975 กัมพูชา เวียตนาม ลาว กลายเป็นคอมฯ แล้วในที่สุดทุกประเทศก็เลิกใช้ระบบศก.แบบคอมมิวนิสต์ตามจีนกับรัสเซีย ในช่วงประมาณ 1992 ….มาวันนี้ ไทยกลายเป็นมีรายได้ต่อหัวต่อปี $6,000 ทิ้งพวกอดีตคอมฯไม่เห็นฝุ่น เพราะวันนี้ กัมพูชามีแค่$800 พม่า$1,200 ลาว$1,800 เวียตนาม$2,100 ซึ่งถ้าเรากลายเป็นคอมฯในช่วงนั้นศก.ก็ต้องพังเหมือนๆเขา ถดถอยยาวนาน เพราะถึงคอมฯจะมีอุดมการณ์ที่ดี ที่ต้องการให้ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าระบบที่ไม่ยอมให้มีแรงจูงใจนั้นมันไม่เวอร์ค มันไม่มีประสิทธิภาพ สร้างผลผลิตไม่ได้ ทุกคนรอจะแบ่งมากกว่าที่จะทำ

การที่ประเทศไทยสามารถต้านทานการแผ่ขยายของคอมมิวนิสต์ได้นี้ สำหรับผมเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะในที่สุดประเทศคอมมิวนิสต์เองก็เลิกเป็นคอมมิวนิสต์(ทางเศรษฐกิจ)แทบทั้งหมด …และก็ชัดเจนครับ สถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทอย่างมากในการนี้ ทำให้เรารอดมหันตภัยนั้นมาได้

เหตุการณ์ที่สาม ….ที่ผมคิดว่าทรงช่วยประเทศได้อย่างมหาศาล ก็คือเหตุการณ์”กบฎเมษาฮาวาย”ในปี2524 ที่กลุ่มทหารยังเติร์กที่นำโดย พอ.มนูญ รูปขจร พอ.ชูพงศ์ มัทวพันธ์ พอ.ประจักษ์ สว่างจิตร พอ.สาคร กิจวิริยะ ฯลฯ โดยมีรองผบ.ทบ.พลอ.สัณห์ จิตรปฏิมา เป็นหัวหน้าคณะ ลุกขึ้นมาปฏิวัติ แล้วพลอ.เปรม นายกฯขณะนั้นฉวยโอกาสขณะที่หลอกให้พอ.ประจักษ์ไปรับโทรศัพท์ หนีออกหลังบ้านเข้าสวนจิตร กราบบังคมทูลเสด็จไปประทับที่โคราช ซึ่งการที่ทรงตัดสินพระทัยเสด็จในครั้งนั้น ทำให้ในที่สุดการปฏิวัติครั้งนั้นไม่สำเร็จ

ลองคิดดูสิครับ ว่าตอนนั้นเราอยู่ในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ รธน.2521 มีบทเฉพาะกาลที่ให้อำนาจวุฒิสมาชิกมากจนถึง 2526(คล้ายๆฉบับที่กำลังจะใช้นี่แหละครับ) จริงๆแล้วกลุ่มทหารพวกนี้ทุกคนต่างก็เป็นสมาชิกและมีอำนาจอิทธิพลมากอยู่แล้วในวุฒิสภา(ขนาดที่เคยบีบให้พลอ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ต้องลาออกจากนรม.ได้สำเร็จมาแล้ว) แต่ก็ยังไม่พอใจ ต้องการเปลี่ยนประเทศไทยเป็นรัฐทหารสมบูรณ์แบบ ซึ่งถ้าพวกเขาทำสำเร็จ เราก็คงต้องอยู่ใต้ระบบเผด็จการทหารสมบูรณ์แบบไปอย่างยาวนาน ลองเปรียบเทียบกับประเทศที่มีนายทหารหนุ่มเป็นเผด็จการปกครอง อย่างกัดดาฟีของลิเบีย ซัดดัมฮุดเซนแห่งอิรัค หรือฮิวโก ชาเวซของเวเนซูเอล่าดูสิครับ ถึงตอนจบเผด็จการพวกนี้มักจะไม่ได้ตายดี แต่ประเทศก็เละตุ้มเป๊ะได้อย่างยาวนาน ประชาชาติยากเข็ญกันเป็นหลายชั่วอายุคน …ประเทศไทยโชคดีจริงๆที่รอดเงื้อมมือเผด็จการทหารหนุ่มมาได้เพราะพระบารมี

เหตุการณ์ที่สี่ ….เป็นเรื่อง”พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี 2535 ซึ่งเกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่นำโดยพลต.จำลอง ศรีเมือง กับ ฉลาด วรฉัตร เพื่อคัดค้านการที่พลอ.สุจินดา คราประยูร ยอม”เสียสัตย์เพื่อชาติ”เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์ลุกลามจนมีการปะทะกับทางการ มีคนตายหลายสิบคน จนกระทั้งในที่สุด ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงเรียกคู่กรณีเข้าเฝ้ารับพระราชทานพระบรมราโชวาทในคืนวันที่ 20 พค. ถ่ายทอดสดทั่วประเทศจนนำไปสู่ความสงบของเหตุการณ์

เรื่องนี้ผมขอเล่าเบื้องหลังที่ผมเคยได้รับฟังจากการบอกเล่าของข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดท่านหนึ่งนะครับ (ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและการนำมาเผยแพร่จะไม่ทำให้เป็นการเสื่อมเสียพระเกียรติยศแต่อย่างใด)

ความจริงการปะทะจนมีคนบาดเจ็บล้มตายเริ่มมีตั้งแต่คืนวันที่ 17 พค. 2535 ซึ่งก็มีผู้กราบบังคมทูลให้ท่านทรงออกมาระงับเหตุ แต่ก็ทรงตอบว่า(จากคำบอกเล่า)”ยังไม่ได้หรอก เราเป็นด่านสุดท้ายแล้ว ถ้าเราออกไปแล้วไม่ได้ผล ก็จะเป็นเรื่องน่ากลัวมาก” ซึ่งหลังจากนั้นทรงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแทบจะตลอดเวลา(คงทราบกันดีนะครับว่าพระองค์ทรงพระปรีชาเข้าถึงเครือข่ายวิทยุสื่อสารอย่างกว้างขวาง) จนกระทั่งบ่ายวันที่ 20 จึงมีพระราชดำรัสให้อ.สัญญา ประธานองคมนตรี และพลอ.เปรม ไปตามพลอ.สุจินดา และพลต.จำลองมาเข้าเฝ้าตอนสองทุ่ม ….”ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังงงกำลังกลัวกันแล้วทั้งคู่ กำลังหาทางออกกันอยู่ จึงเป็นจังหวะเวลาที่น่าจะได้ผล”นี่เป็นพระราชดำรัสที่ทรงอธิบายที่ผมได้รับการบอกเล่า …หลังจากนั้น ตั้งแต่สี่โมงเย็น พระองค์ก็ทรงเสด็จลงมาที่ห้องที่จะใช้พระราชทานพระบรมราโชวาท ทรงบัญชาการจัดห้องจัดสถานที่ด้วยพระองค์เอง ทั้งการวางพระเก้าอี้ วางกล้องวางไมโครโฟน แล้วก็ทรงเตรียมพระองค์อย่างตั้งพระทัย

พอถึงเวลา อ.สัญญา และพลอ.เปรมพาทั้งสองเข้ามา และนั่งกับพื้น ทั้ง พลต.จำลอง และพลอ.สุจินดาก็เลยต้องนั่งกับพื้นไปด้วย …พอมีคนเข้ามากราบบังคมทูลว่าพร้อมแล้ว ก็ทรงประทับยืนขึ้น แต่ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินออกไป ทรงเอนพระองค์พิงข้างพระทวารและหลับพระเนตรนิ่งอยู่กว่านาที(เพื่อรวบรวมพระสติ) แล้วจึงเสด็จออก …ถ้าใครดูการถ่ายทอดสดและจำได้ ก็จะเห็นว่า ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทที่เฉียบคมที่สุด ทรงชี้ให้เห็นว่าถ้ายังขัดแย้งยังเดินกันไปอย่างนี้ จะไม่มีใครชนะ แล้วทุกคนก็จะเป็นผู้แพ้ โดยเฉพาะประเทศ จะเป็นผู้แพ้ที่สุด ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง (ใครสนใจเข้าไปหาอ่านละเอียดได้นะครับ ผมคิดว่าเป็นพระราชดำรัสที่ยอดเยี่ยมที่สุดอันหนึ่งเลยทีเดียว) ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทอยู่ประมาณสิบห้านาทีแล้วก็ทรงเสด็จขึ้นเลย ไม่ทรงเปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งหรือหารือใดๆ

หลังจากการถ่ายทอดสดออกอากาศทั่วประเทศ เหตุการณ์ก็สงบลง พลต.จำลอง ยุติการประท้วง และอีกไม่กี่วันพลอ.สุจินดาก็ลาออก จนมีการตั้งรัฐบาลใหม่แล้วกลายเป็นรัฐบาลอานันท์2 นั่นแหละครับ …ประเทศไทยก็เลยรอดพ้นเหตุการณ์นองเลือดกลับสู่ความสงบได้อีกครั้งด้วยพระบารมีและพระปรีชา

….นั่นคือเหตุการณ์สำคัญทั้งสี่ครั้ง ที่ผมจำได้ว่าในหลวงรัชกาลที่9 ทรงช่วยให้ชาติไทยได้ผ่านพ้นวิกฤติใหญ่ๆมาได้ ซึ่งถ้าไม่มีพระองค์ท่าน หรือไม่ทรงยื่นพระหัตถ์มาช่วย ผมนึกไม่ออกเลยครับ ว่าประเทศไทยวันนี้จะเป็นอย่างไร(ที่แน่ใจคือ ไม่ดีขึ้นหรอกครับ น่าจะแย่ลงมากๆ) ….และแน่นอนครับ ที่ผมเล่ามานั้นเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของพระราชกรณียกิจ ทั้งที่ทรงเป็นหลักให้ชาติ ทั้งที่ทรงพัฒนาชาติ ทรงช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ …แต่แค่ส่วนเสี้ยวแค่นี้ ก็เพียงพอแล้วครับ ที่เราจะถวายพระนามท่านว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช”

ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้าจักขอเป็นข้ารองละอองธุลีพระบาททุกชาติไป

___________

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
เทศน์ ณ วัดสวนสันติธรรม
๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรื่องธรรมดานะ! ท่านอายุมากแล้ว

มีชีวิตอยู่อายุเยอะๆ ไม่สบายนะ! ทรมานมาก
ร่างกายมันช่วยตัวเองไม่ได้
หายใจก็ต้องใช้เครื่องช่วย
ไตก็ต้องเครื่องช่วย
อะไรก็ต้องใช้เครื่องช่วย
มีแต่เรื่องเจ็บ.. เจ็บตัวตลอด

หลวงพ่อก็เป็นคนไข้โรงพยาบาลศิริราชเหมือนกัน
หมอก็มาเล่าให้ฟังเหมือนกัน
ท่านถูกฉีดยา ถูกเจาะ ถูกผ่า
หลังๆท่านก็ฮึดเหมือนกัน อะไรอย่างนี้
หลังๆท่านก็ฮึดสู้เหมือนกัน
หมอจะฉีด ท่านก็จะรับสั่งว่า “จำเป็นอะไร?”
โดนเยอะ! ทรมานนะ!
ไม่ใช่ชีวิตเป็นของวิเศษวิโสหรอก

ในส่วนตัวท่าน ท่านสบายของท่านอยู่แล้ว
เพราะความดีท่านทำมาเยอะแล้ว

ไอ้ที่ว้าวุ่นใจ คือพวกเราเองแหละ
เราไม่มั่นใจในความดีของเรา
หวังจะพึ่งท่าน
คิดว่าบ้านเมืองไม่มีท่าน.. อยู่ไม่ได้แล้ว
ไปๆมาๆ รักตัวเองเยอะนะ!

รักท่าน ท่านก็พอดีของท่านแล้ว
ไม่ทรมานมาก แค่นี้ก็ทรมานมากอยู่แล้วล่ะ

บางทีพ่อแม่เราไม่สบายมากๆนะ
โดนหมอทำอย่างโน้นอย่างนี้นะ
เรายังอยากปล่อยเลย

เวลาอะไรก็เหมาะสมไปทุกอย่างนะตอนนี้
บ้านเมืองกำลังร่มเย็นอยู่ สงบอยู่
คิดดู.. ถ้าเร็วกว่านี้สัก ๒ ปี เกิดอะไรขึ้น!
นึกภาพไม่ออกเลย
ตอนนี้ก็เหมาะ.. เหมาะสมแล้วล่ะ!
คนที่จงรักภักดีกำลังมีอำนาจอยู่
ถ้าได้พวกคิดร้าย เกิดภาวะอย่างนี้
ฉวยโอกาสทำอะไรได้เยอะแยะเลย
บ้านเมืองเสียหายมากกว่านี้

ฉะนั้น ตรงนี้สมควรแล้ว เหมาะพอดี

ชาวพุทธเรามองทุกอย่างด้วยเหตุด้วยผล
ท่านก็แสดงธรรมะให้เราดู..
ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา
ไม่อยากคิดถึงด้วยซ้ำไปว่า ท่านจะสิ้น
แค่คิดเรายังไม่อยากจะคิดเลย
ท่านก็จะต้องสิ้นจนได้

ฉะนั้น ไม่ใช่เวลาที่จะมาเศร้าโศกนาน
เศร้าโศกนิดหน่อยพอสมควร
ทำความดีไป
บอกว่ารักพ่อ รักพ่อ
ทำอย่างพ่อให้ได้ก็แล้วกัน

ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติเข้า
อย่างน้อยก็ลดคนเลวลงไปคนหนึ่งในสังคม
รู้ไหมว่า.. คนเลวอยู่ที่ไหน ?
ลดลงสักคนก็ดีนะ บ้านเมืองจะดีขึ้น!
พ่อรู้.. พ่อก็ชื่นใจ!

________________________

______________________

 

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ ให้สัมภาษณ์ BBC World News (13 ตุลาคม 2559) ภายหลัง มีประกาศสำนักพระราชวัง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต

BBC World News interviews Verapat Pariyawong following the breaking news of the passing of His Majesty King Bhumibol Adulyadej of Thailand.

 

________________________

 

In remembrance of His Majesty King Bhumibol Adulyadej 1972-2016. Always our beloved King.

“Dear all my Non-Thai friends,

Some of you may have heard about the most tragic news in our lifetime for all Thai people, the death of our beloved King Bhumibol Adulyadej who passed away yesterday at the age of 89 and during the 70th year of his reign.

Then, you may notice that not only all your Thai friends have changed their FB profile pictures and covers all into black to mourn our beloved King but you may notice also through several news sources about the nation’s deepest grieve. Not a single face without tears.

Not a single word well enough to express the sorrow. The whole nation has once again united as one to share moment of the darkest hours in our history, losing the heart of the nation who we love unconditionally and wholeheartedly.

For those who are not familiar with the strong bond between Thai people and the royal family, especially King Bhumibol, you may not understand why Thais are so much in deep sorrow when the King passed away. Let me proudly and humbly share with you some of his stories I know……

Born on the 5th of December 1927 in Cambridge, MA in US. He was named “Bhumibol” which means “The Strength of the Land” by his mother who was originally born as an ordinary people and well raised him and his brother and sister in a simple ordinary way, not in a royal luxurious way.

At the age of 2, he lost his father from a severe illness. At the age of 19, he lost his brother, King Anandamahidol from a mysterious accident.

So, he had to accept the request from the government to start his service on the throne ever since.

At the age of 20, he lost one eye from a car accident and he had used only one eye to work for his people throughout the long service of his monarch ever since.

The long 70 years of service without a rest.
His first royal statement as a king was ” I will rule the land with righteousness for all the good and well-being of all Thai people”

And he had done what he promised every single day of his life until his last breath.

Throughout 70 years of the reigning monarch, he had traveled to almost every bit of the kingdom, mostly remote areas where the names are not eventually known to us in order to visit his people and helped them getting rid of the problems they had and leveling up their quality of life.

He created thousands of royal projects to create foods, jobs and wealth for his people.

His palace is the only palace in the world where there are no luxurious decorations or fancy stuffs.

There are only testing farms, agricultural inventions, cows, school, satellite radio station and other stuffs you wouldn’t imagine other kings would have in their palaces.

He had sacrificed his happiness, time, money and put all his devotion to his service for one single purpose, to create good lives for his beloved people.

He had unconditional love for all the people, regardless of races and religious.

His supports were equal for Buddhist, Christian, Muslim, Hindi, etc. This is why Thailand is one of the most free country in the world, religious-wise.

He was a great teacher, creator, scientist, commander, farmer, musician and above all, he was the only man in the country who could truly unite all the people as one.

He once said “My place in this world is to be among my people”.

He taught us with words and without words via his actions to love, help and give peace to each other.

For the one who could have had a happy luxurious life if he wanted to but, instead, he had chosen a very simple life and rough road to complete his given mission.

His reward and life-time achievement was only one thing, the happiness of his people.

This is why we love him……..so much……”

Cr. Kavil Navanugraha – The writer
Supachai Tanphan – Source of Article

______________

ถ้าเพื่อนฝรั่งไม่เข้าใจ ลองให้เค้าอ่านบทความนี้นะครับ มันอธิบายพระราชกรณียกิจของพระองค์เป็นอย่างดีครับ http://www.thebigchilli.com/features/the-life-and-work-of-his-majesty-king-bhumibol-adulyadej

_______________

ผมเขียนบทความเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ

อ่านดู

Man of century

December 5, 1999 — As he marks the Sixth Cycle Celebration today and looks forward to the 55th year of his reign, King Bhumibol Adulyadej has become the world’s most popular and revered living monarch.

For more than half the century, he has become the living symbol of unity and stability, guiding Thailand through the uneventful period, from the Cold War, the Vietnam War, the domestic military and political upheavals, the struggling democracy to the economic crisis of the late 1990s.

Under his reign of constitutional monarchy Thailand has come mostly under the military regime. There have been 17 coups, of which seven are successful. The last one was staged in February 1992. And there have been a total of 23 prime ministers swearing an oath of office before him and struggling to form governments one after another.

As the political leaders may come and go, the monarch, as an institution, endures. The Monarchy guarantees the legitimacy of the existing social and political order. It also renders a necessary continuity of the nation as a whole.

In the face of the periodic threats, from either the outside or the inside, to divide the country, the King has stepped in each time, privately or publicly, to provide the crucial leadership. In this way he acts as a pillar of political authority, albeit in a non-political way. And in doing so, he achieves the delicate task of asking for all contradictory elements to reconcile.

This is the essence, if not the mystique, of his kingship, forged through the years of his determination to attain perfection of all the virtues.

As keeper of the Buddhist faith, he reigns his country with the moral authority and righteousness.

Greatest Thai of the Century
Virtually, there are no other figures in the 20th century who have come to dominate the Thai life, the Thai institutions and the Thai culture like King Rama the Ninth of the Chakri Dynasty.

King Rama the Fifth, who abolished slavery and engineered the reform process that transformed Siam into a modern state, was considered one of the greatest Chakri kings and one of the most admirable figures of the 20th Century. Like his father, King Mongkut, or King Rama the Fourth, King Chulalongkorn had to deal with the colonial powers. He guided the old Siam through the dangerous period with shrewd diplomacy, helping the country to narrowly escape colonisation.

But, as pointed out by David K Wyatt in his Studies in Thai History, King Chulalongkorn, who reigned for 42 years until the year 1910, was largely a 19th Century figure, ranking among such world leaders as Garibaldi, Bismarck, Gladstone, Disraeli, the Meiji Emperor, Li Hung-chang, and Abraham Lincoln.

After King Chulalongkorn, the Chakri Dynasty, founded in 1782 by Phra Phutthayodfa Chulalok or King Rama the First, became weakened. In 1932, during the reign of King Prachathipok, or King Rama the Seventh, a revolution was staged and successfully toppled absolute monarchy. The Thai monarchy system, embedded for thousands of years successively in the long Thai history, was in deep peril.

The circumstances under which King Bhumibol Adulyadej came to the throne in 1946 were precarious. This followed the sudden death of his brother, King Ananda Mahidol or King Rama the Eighth. It was only 14 years after the Revolution. World War II just ended a year before. The military virtually dominated the political landscape.

King Bhumibol Adulyadej set his sight on recreating the monarchy institution literally from scratch. He had virtually no economic, military or political support. But that allowed him, in his own unique way, to render a fresh dimension to the kingship he inherited. He reached out to the Thai people directly by focusing on social and economic development. He played a key role in introducing technology on farmland and water resource management to help improve the people’s living conditions.

His charisma immediately earned him popular and unquestionable support from the Thai people.

It is from this stronghold of the grass-root support that the King has gradually strengthened his kingship and transformed it into a pragmatic monarchy institution, unprecedented in the modern era. In other words, he has been able to adjust his kingship, change it with time and retain its mythical attribute. Other institutions have found it more difficult to go through the structural changes.

Old Traditions vs Modernity
Two important events this year exemplify how the King stands at the centre of the two confrontational forces: the old traditions and modernity. As part of the Sixth Cycle Celebration, the King, on Nov 4th, revived the ancient tradition of a royal procession down the Chao Phya River with the glittering barges.

By doing so, the King revived the ancient tradition that dated back to the Ayudhya period. The King set sail on the Suphannahongse in the afternoon from the Vasukri pier to preside over the Kathin merit-making ceremony, marking the end of the Buddhist Lent, at the Temple of the Dawn.

Thousands of Thais flocked both sides of the Chao Phya River to witness this spectacular and most colourful event. There were a total of 52 barges featuring different august animals. Some had tears brimming in their eyes when they saw their King float by in the Suphannahongse. They almost unconsciously held their hands in the wai position.

In one of the old Thai traditions, parents, particularly the mothers, weep with joy when they witness their sons entering the monkhood. For the mothers believe that they can hang on the yellow robe of their sons to enter heaven after their death.

In this similar metaphor and imagery, the Thai people held their King at once as a symbol of a profound religious experience. The pictureque procession of the barges was almost surreal, like a mural painting that had been brought alive. Travelling from the Vasukri pier to the Temple of the Dawn, the King symbolically led the Thais from the realm of the world to the realm of Heaven as part of the journey to attain supreme tranquility.

This royal ritual established a sense of identity, offering a transcendental experience into which the future and the past unite.

Another event was the commission, Nov 25th, of the Pasak Jolsid Dam, which provides irrigation and feed thousands of Thai families in the Pasak River Basin. The project, of which the King is so proud, covers Lopburi and a part of Saraburi.

Under his reign, the King initiated thousands of reservoir projects, mostly small and medium scale. But the Pasak Jolsid Dam is one of the large-scale projects, which can hold a maximum water level of 960 million cubic metres. The commission of this dam reinforces his readiness to employ modern technology to help improve the quality of life of his people.

About 70 per cent of the Thai are living in the agricultural sector, which however accounts for only 12 per cent of the country’s gross domestic product. It is this sector of the population that he so cares about.

In 1993 the King made it known that he would like the dam built. Then he issued a prophetic note. He said by the time the dam was completed in 1999, he would be 72 and that he would go to Lopburi to open it if his health permitted.

His wish has been fulfilled.

By Thanong Khanthong

_________________

สถานะ “พระเจ้าอยู่หัว” เมื่อผลัดแผ่นดิน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ในเวลานั้น องค์พระรัชทายาทคือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร หรือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
.
วันนั้นได้เกิดปัญหาขึ้นมาว่าควรจะออกพระนามของพระองค์ว่าอย่างไร ซึ่งได้มีความเห็นแตกออกเป็นสองฝั่ง

ฝั่งเจ้านายรุ่นใหม่อย่างกรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดชซึ่งเป็นพระเชษฐาเห็นควรให้ออกพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

แต่เจ้านายรุ่นเก่าที่เป็นพระเจ้าน้องยาเธอของรัชกาลที่ ๕ อย่างกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ และกรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ ทรงแย้งว่าตามธรรมเนียมเก่าต้องรอราชาภิเษกแล้วถึงจะเรียกว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ได้

กรมหมื่นนครไชยศรีจึงตรัสถามว่า “ถ้าเช่นนั้นแปลว่าในเวลานี้ไม่มีพระเจ้าแผ่นดินฉนั้นหรือ?”

เจ้านายรุ่นเก่าก็ตรัสอ้อมแอ้ม กรมหมื่นนครไชยศรีจึงทรงอ้างถึงธรรมเนียมของชาติตะวันตกว่า

“ธรรมเนียมเก่าจะเปนอย่างไรไม่ทราบ แต่ในสมัยนี้จะปล่อยลังเลไว้เช่นนั้นไม่ได้ ชาวต่างประเทศเขาจะเห็นแปลกนัก เพราะเปนธรรมเนียมที่รู้อยู่ทั่วกันในยุโรปว่าในประเทศที่มีลักษณะปกครองเป็นแบบราชาธิปตัย พระราชาต้องมีอยู่เสมอ จนมีแก่ธรรมเนียมในราชสำนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลงเมื่อใด ก็เปนน่าที่เสนาบดีกระทรวงวัง หรือผู้ที่เปนหัวน่าเสวก ออกมาร้องประกาศแก่เสนาบดีและข้าราชการผู้ใหญ่ว่า

“Messeigneurs et Messeieurs le Roi et Mort Vive le Roi”

(“ใต้เท้าทั้งหลายและท่านทั้งหลาย, สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว ขอให้สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเจริญยิ่งๆ”)

.

ดังนั้นในกลางดึกวันที่ ๒๓ ตุลาคมจึงได้ไกล่เกลี่ยตกลงกันว่า ในประกาศภาษาไทยให้ออกพระนามว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ผู้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” แต่ในหนังสือที่ส่งไปให้ทูตเป็นภาษาอังกฤษออกพระนามว่า “His Majesty the King”
.
แต่กรมหมื่นนครไชยศรีไม่ทรงยอมเรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชว่าอย่างอื่นนอกจาก “พระเจ้าอยู่หัว” และด้วยเหตุที่ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการจึงทรงเกณฑ์ให้ทหารบกใต้บังคับบัญชาทั้งหมดเรียกขานตามพระองค์
.

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกเกี่ยวกับกรมหมื่นครไชยศรีในช่วงการเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๕๓ ไว้ว่า

“เมื่อกระบวนจะออกเดิรนั้น กรมนครชัยศรีได้ส่งพระยาสุรเสนา (กลิ่น แสง-ชูโต), ซึ่งเวลานั้นเปนสมุหราชองครักษ์, ว่าให้จัดราชองครักษ์คน ๑ ถือธงมหาราชตามเสด็จ “พระเจ้าอยู่หัว” ส่วนราชองครักษ์นั้นแบ่งให้เดิรตามพระบรมศพพวก ๑ เดิรตามฉันพวก ๑ และพวกที่เดิรตามฉันนั้นมีพระองค์กรมนครชัยศรีเองเปนอาวุโส, ชักกระบี่ทุกคน.

พอกระบวนเริ่มออกเดิร, กรมนครชัยศรีก็เรียกหาธงมหาราช, ปรากฏว่าไปเชิญเดิรตามพระบรมศพอยู่ กรมนครชัยศรีฉุนใหญ่, เดิรตรงขึ้นไปที่พระยาสุรเสนาและพูดว่า, “นี่แกไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัวของแกหรือ?”

พระยาสุรเสนาจะตอบว่ากระไรตอนนี้ฉันได้ยินไม่ถนัด, แต่ก็เป็นอันกรมนครชัยศรีเรียกเอาคนถือธงมาเดิรตามหลังฉัน.

ต่อมาภายหลังจึ่งได้ทราบจากตัวพระยาสุรเสนาเองว่า เมื่อเขาได้รับคำสั่งเรื่องธงนั้น เขาก็ได้สั่งผู้เชิญธงว่าให้เข้าริ้วเดิรตามหลังฉัน, แต่กรมหลวงนเรศร์บอกว่าผิด, ต้องไปเชิญตามพระบรมศพจึ่งจะถูก, เพราะ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชยังหาได้ราชาภิเษกไม่, จะเรียกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้” ดังนี้,

กรมนครชัยศรีจึ่งได้ตรัสว่า, “เมื่อจะได้หรือไม่ได้ก็คอยถามดาบปลายปืนดูสิ” ”
.

หลักจากนั้นก็มีปัญหาจากการที่ใช้พระนามภาษาไทยไม่ตรงกับภาษาอังกฤษทำชาวต่างประเทศที่รู้ภาษาไทย โดยเฉพาะมิสเตอร์เย็นส์ ไอเวอร์สัน เว็สเต็นการ์ด (Jens Iverson Westengard ภายหลังได้เป็นพระยากัลยาราชไมตรี) ที่ปรึกษาราชการทั่วไป ทักท้วงว่าเป็นการไม่สมควร จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้
.
ด้วยเหตุนี้เวลาบ่าย ๕ นาฬิกา วันที่ ๒๕ ตุลาคม จึงโปรดให้จัดประชุมพิเศษที่ท้องพระโรงมุขตะวันตกของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทโดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเป็นพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ได้แก่

– สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถ เสนาธิการทหารบก
– กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ
– กรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ
– กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
– กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ เสนาบดีกระทรวงวัง
– กรมขุนสมมติอมรพันธุ์ ราชเลขาธิการ
– กรมหมื่นนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ
.

ที่ประชุมได้แก้ปัญหาเรื่องการออกพระนาม โดยกรมหลวงเทววงศ์ทรงค้นในหนังสือแสดงกิจจานุกิจของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ได้ความว่าเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์เสด็จสวรรคตแล้ว ได้เรียกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า “พระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร” (เพราะก่อนขึ้นครองราชย์ทรงมีตำแหน่งเป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล) ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงราชาภิเษก
.
แต่เพราะในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อก่อนราชาภิเษกไม่ได้มีการออกพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ก็เลยกลายเป็นธรรมเนียมไป โดยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต่างไม่มีการเรียกพระเจ้าแผ่นดินก่อนราชาภิเษกว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

(ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงบันทึกไว้ว่าเพราะในสมัยพระจอมเกล้าฯ เมื่อพระนั่งเกล้าฯ เสด็จสวรรคตได้มีการรีบอัญเชิญให้ลาผนวชแล้วราชาภิเษกโดยเร็ว ส่วนในสมัยพระจุลจอมเกล้าฯ นั้น ทรงพระประชวรหนักอยู่จนคนพากันคิดว่าจะสวรรคตเสียก่อน จึงไม่มีการออกพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว )
.

ดังนั้นที่ประชุมจึงตกลงกลับไปยึดอย่างครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้เรียกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” โดยไม่ต้องรอทำพระราชพิธีราชาภิเษก
.

เมื่อมีการตรากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ จึงได้แก้ปัญหาเรื่องการเรียกขานพระยศ โดยกำหนดให้พระรัชทายาทเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อทันทีเมื่อถึงเวลา ตามความในหมวด ๓ มาตรา ๖ ว่า

“เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสมมุติท่านพระองค์ใดให้เป็นพระรัชทายาทแล้ว และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศข้อความให้ปรากฏแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เสนามาตย์ ราชเสวกบริพารและอาณาประชาชน ให้ทราบทั่วกันแล้ว ท่านว่า ให้ถือว่าท่านพระองค์นั้นเป็นพระรัชทายาทโดยแน่นอนปราศจากปัญหาใด ๆ และเมื่อใดถึงกาลอันจำเป็น ก็ให้พระรัชทายาทพระองค์นั้นเสด็จขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์สนองพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษโดยทันที ให้สมดังพระบรมราชประสงค์ที่ได้ทรงประกาศไว้นั้นแล”
.

ได้ปรากฏมาในสมัยหลัง เมื่อพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศสวรรคตแล้ว พระรัชทายาทจึงรับราชสมบัติต่อในฐานะ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และเมื่อผ่านพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ถึงขนานพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

.

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยใน พ.ศ.๒๔๗๕ และมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจึงได้มีบทบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญว่า การสืบราชสมบัตินอกจากให้พิจารณาตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว ต้องประกอบด้วยความเห็นชอบของรัฐสภาด้วย
.

ต่อมามีบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ ว่าการสืบสันตติวงศ์นั้นจะต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภาก่อน คือต้องให้องคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบสันตติวงศ์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาเห็นชอบจึงให้ประธานสภาอัญเชิญองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป โดยในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ จะให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพลางก่อน
.
ภายหลังในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔ จึงเปลี่ยนให้รูปแบบให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ และให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาท ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อ
.
และใช้สืบต่อมาถึงปัจจุบัน ดังปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๒ มาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง ความว่า

“ในกรณีที่ราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แล้ว ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชน

เอกสารอ้างอิง
– ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖. ราม วชิราวุธ
– กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ (https://th.wikisource.org/wiki//กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์_พระพุทธศักราช_๒๔๖๗)
– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ (https://th.wikisource.org/wiki/รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_๒๕๕๐)
– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๓๔
(https://th.wikisource.org/wiki/รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_๒๕๓๔)
– รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๐ (http://law.longdo.com/law/125/rel126)

ภาพประกอบ
– พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมราชภูษิตาภรณ์ ทรงฉายเมื่อคราวพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกสมโภช พ.ศ.๒๔๕๔
– จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช

______________

ข้อมูล.. ดีๆ

รัชกาลที่ ๑.. เป็นพ่อ รัชกาลที่ ๒
รัชกาลที่ ๒.. เป็นพ่อ รัชกาลที่ ๓ และ ๔
รัชกาลที่ ๓.. เป็นพี่ รัชกาลที่ ๔
รัชกาลที่ ๔.. เป็นพ่อ รัชกาลที่ ๕
รัชกาลที่ ๕.. เป็นพ่อ รัชกาลที่ ๖ และ ๗
รัชกาลที่ ๕.. เป็นปู่ รัชกาลที่ ๘ และ ๙
รัชกาลที่ ๖.. เป็นพี่ รัชกาลที่ ๗
รัชกาลที่ ๖.. เป็นลุง รัชกาลที่ ๘ และ ๙
รัชกาลที่ ๗.. เป็นอา รัชกาลที่ ๘ และ ๙
แต่พ่อ ของรัชกาลที่ ๘ และ ๙ ไม่ได้ ขึ้นครองราชย์ เนื่องจาก เสียชีวิต ไปก่อนหน้านั้น
รัชกาลที่ ๘.. เลยขึ้น เถลิงถวัลย์ ราชสมบัติ
รัชกาลที่ ๘.. เป็น พี่รัชกาลที่ ๙
รัชกาลที่ ๙.. เถลิงถวัลย์ ราชสมบัติ ต่อ จน ๗o ปี แห่งการครองราชย์ พระชนมายุ ๘๘ พรรษา
รัชกาลที่ ๙.. เป็นพ่อ รัชกาลที่ ๑o

#เก็บโพสนี้ไว้ในความทรงจำ
#ฉันเกิดในรัชกาลที่๙

Cr. Narongrit Denn

__________

เผยเรื่องเล่าพระศพในพระบรมโกศ   เกร็ดความรู้เรื่องจริงจากในอดีต ที่ไม่เคยเปิดเผยให้ประชาชนรู้
http://news.jarm.com/view/68522

__________

Annomation พระมหาชนก https://m.youtube.com/watch?v=mUSqRxFQwUo

62 comments on “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (พระภัทรมหาราช) ร.9

  1. AC127Mum
    24/10/2016

    สุดยอด…ไทม์ไลน์ในหลวงตั้งแต่ประสูติ ทำได้ครบถ้วนทุกปีควบคู่ไปกับเหตุการณ์สำคัญที่เกิดในโลกยุคนั้นๆ

    เก็บเป็นตำราได้เลยครับ

    ขอขอบคุณผู้จัดทำ
    http://www.supremeartist.org/timeline/timeline/index.php

  2. AC127Mum
    30/10/2016

    Humans Of China #15 บทสัมภาษณ์ “เปิดใจ ลี่ลี่ คนจีนหัวใจไทย แต่งเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับภาษาจีน เพื่อถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช …ที่ถูกแชร์ทั่ว Facebook ในขณะนี้”

    อ้ายจง: สวัสดีครับ ช่วยแนะนำตัวเองนิดหนึ่งครับ

    ลี่ลี่: สวัสดีครับ ผมชื่อลี่ลี่ 利力 เป็นคนจีนครับ ชื่อภาษาไทยสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ชื่อว่า กวิน ครับ

    —–

    อ้ายจง: รู้สึกอย่างไรบ้างครับ หลังจากที่โพสต์คลิปนี้ลง Facebook และมีคนแชร์ไปเป็นจำนวนมาก?

    ลี่ลี่: ต้องขอบคุณทุกคนที่ดูคลิปนี้ ผมอยากให้คนไทยรู้ว่า คนจีนก็รักเมืองไทย รักและเคารพในหลวงของคนไทยมากเช่นกันครับ

    —–

    อ้ายจง: พูดไทยคล่องมากๆ อยู่เมืองไทยมากี่ปีแล้วครับ และตอนนี้ทำอะไรที่เมืองไทยครับ

    ลี่ลี่: ผมเป็นคนมณฑลกว่างซี หรือที่คนไทยจะเรียกกันว่า กวางสี ผมเรียนเอกภาษาไทยครับ เรียนในมหาวิทยาลัยที่จีน 2ปี และมาเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทยอีก2ปี ตอนนี้อยู่ที่ไทยมา 8ปีแล้วครับ ปัจจุบันทำงานแปลข่าวภาษาไทยเป็นภาษาจีนอยู่ที่กรุงเทพครับ
    —–

    อ้ายจง: อ้ายจงได้ดูคลิปที่ลี่ลี่ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับภาษาจีน ..หน้าตาของลี่ลี่เหมือนกำลังจะร้องไห้เลย คือลี่ลี่รักประเทศไทย รักในหลวงมากเลยใช่ไหมครับ ?

    ลี่ลี่: ใช่ครับ แม้ผมจะเป็นคนจีน แต่ผมรักเมืองไทย และรักในหลวงมากครับ เวลาได้ฟังข่าวแล้วรู้สึกเศร้าใจเหมือนคนไทยทุกๆคน เพราะผมรู้ว่าคนไทยรักในหลวง ผมเคยดูคลิปในyoutubeที่เกี่ยวกับในหลวง พระองค์ท่านทรงงานหนักเพื่อคนไทยได้มีชีวิตที่ดี ผมก็รักในในหลวงของคนไทย พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยและคนที่รักเมืองไทย
    —–

    อ้ายจง: อะไรคือแรงบันดาลใจของการทำเพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับภาษาจีนครับ

    ลี่ลี่: ผมได้อ่านข่าว คนไทยร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ที่ สนามหลวง วันที่22ที่ผ่านมา ผมก็เลยอยากทำเป็นภาษาจีนบ้าง เพื่อเป็นการถวายความอาลัยครับ
    —–

    อ้ายจง: คืออยู่ที่ไทยมานาน สัมผัสได้เลยใช่ไหมครับ? ว่าในหลวงสำคัญกับคนไทยมากแค่ไหน และในหลวงทำเพื่อคนไทยมามากแค่ไหน

    ลี่ลี่: ใช่ครับ คือผมอยู่เมืองไทยมา 8ปี ไม่ว่าไปไหนมาไหน ก็จะเห็นรูปของในหลวง ก่อนฉายภาพยนตร์ก็จะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อน ทำให้เข้าใจเลยว่าคนไทยรักพ่อของแผ่นดินมาก ท่านทรงงานหนักกว่า70ปี เพื่อคนไทย
    —–

    อ้ายจง: คิดเนื้อเพลงฉบับภาษาจีนนานไหมครับ? ต้องขอชมเชยว่าร้องได้ไพเราะมากครับ

    ลี่ลี่: ขอบคุณครับ🙂 สำหรับเนื้อเพลง ผมไปหาเนื้อเพลงจาก Wikipedia เพื่อศึกษาความเป็นมาของเพลงนี้ ศึกษาความหมายของคำศัพท์ในเพลง เพื่อให้ฉบับภาษาจีน ออกมาถูกต้องตรงความหมายของต้นฉบับ และหลังจากนั้นก็ลงมือแปล โดยเริ่มแปลในวันที่22 ตุลาคมที่ผ่านมา แปลไปฝึกร้องไป แก้เนื้อเพลงหลายรอบมาก ซึ่งเพิ่งทำเสร็จจริงๆเมื่อวันที่25ที่ผ่านมาครับ
    —–

    อ้ายจง: ช่วยฝากถึงคนจีนบางคนสักนิดได้ไหมครับ เกี่ยวกับสถานการณ์ของไทยตอนนี้ มีคนจีนจำนวนไม่น้อยเลยที่ลังเลว่าจะมาเที่ยวเมืองไทยดีไหมตอนนี้ มาแล้วต้องทำตัวอย่างไร

    ลี่ลี่: ได้ครับ ตามนี้เลยนะครับ

    ” 普密蓬国王是泰国人民最崇敬和敬仰的人,国王的逝世让泰国人民悲痛万分。
    泰国依然欢迎外国游客来旅游,不用担心会影响来泰国的行程,但作为外国人需要入乡随俗。国丧期间,希望来泰国旅游的中国游客能理解泰国人这段时间的心情,不要在公共场所嬉闹,尽量穿着素色的衣服,不要议论泰国王室成员。”

    “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือบุคคลที่คนไทยรักและเคารพยิ่ง ดังนั้นการสวรรคตของพระองค์ ทำให้คนไทยทุกคนโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก …ประเทศไทยยังคงต้อนรับนักท่องเที่ยวเสมอ แต่พวกเราชาวต่างประเทศก็ต้องเคารพกฎระเบียบและประเพณีของไทย ตอนนี้อยู่ในช่วงเวลาของการไว้ทุกข์ สิ่งที่ทุกคนควรทำคือสวมชุดสีเรียบไม่ฉูดฉาดและในช่วงไว้ทุกข์ จะงดงานรื่นเริง สิ่งรื่นเริงต่างๆ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจสถานการณ์ และที่สำคัญคือเคารพเบื้องสูงและราชวงศ์ของไทย”

    (สำหรับภาษาจีนตรงนี้ ทุกคนสามารถนำไปเผยแพร่ต่อให้คนจีนได้รับทราบได้เลยครับ –อ้ายจง)

    —–
    อ้ายจง: ขอบคุณสำหรับการสัมภาษณ์ในวันนี้มากเลยนะครับ ขอบคุณที่รักในหลวง ขอบคุณที่รักเมืองไทยครับ 谢谢!

    ลี่ลี่: ขอบคุณเช่นกันครับ 谢谢你!

    —–

    จบลงไปแล้วนะครับสำหรับบทสัมภาษณ์ “ลี่ลี่-คนจีนหัวใจไทย ผู้แต่งเนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับภาษาจีน ที่กำลังโด่งดังในโซเซียลมีเดียตอนนี้” ใครที่ยังไม่เคยฟังฉบับภาษาจีนของลี่ลี่ ฟังได้ที่นี่เลยครับ https://www.facebook.com/aizhongchina/posts/881981068600124

  3. AC127Mum
    30/10/2016

    อลัน เบท วัย 45 ปี อดีตนักปั่นจักรยานทีมชาติอังกฤษผู้นำทีมชาติอังกฤษกวาดแชมป์ปั่นจักรยานระดับโลกมาแล้วหลายสิบรายการ
    .
    ออกเดินทางขี่จักรยานรอบโลก ระยะทางประมาณ 29,500 ก.ม. เพื่อต้องการแสดงออกให้คนทั่วโลกรับรู้ว่า…. ตัวเขาและคนไทย รักในหลวงแค่ไหน
    .
    อลัน เบท สำเร็จภารกิจยิ่งใหญ่ “29,500 ก.ม. ประกาศให้โลกรู้ว่า…ผมรักในหลวง” ดังกึกก้องไป 5 ทวีปทั่วโลก
    .
    หลังจากเดินทางกับจักรยานคู่ชีพมานานกว่า 4 เดือน ตั้งแต่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา เดินทางผ่านเส้นทางทุรกันดารและเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนในตลอดเส้นทาง ในที่สุดภารกิจประกาศให้โลกรู้ถึงความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงก็สิ้นสุดลง โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือ กรุงเทพฯ ณ บริเวณประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง ในวันพุธที่ 4 สิงหาคม 2553 รวมเวลาทั้งสิ้น 114 วัน ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าสถิติโลกปัจจุบันถึง 80 วัน
    .
    .
    จุดประสงค์ของการปั่นจักรยาน : https://www.youtube.com/watch?v=vTM2oU6reG4
    .
    .
    อลัน เบท…”ผมรักในหลวง”
    แม้การปั่นจักรยานรอบโลกจะเป็นเรี่องที่ยากลำบาก แต่ อลัน เบท บอกว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องเล็กมากๆ และเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ ในหลวง ทรงทำเพื่อพสกนิกรของพระองค์
    การปั่นช่วงแรก : https://www.youtube.com/watch?v=k617fLdoqRQ
    การปั่นช่วงที่ 2 : https://www.youtube.com/watch?v=rlnbfalkXKs
    การปั่นช่วงสุดท้าย: https://www.youtube.com/watch?v=yF0c_tm7JCY

  4. AC127Mum
    02/11/2016

    ฝรั่งใช้คำว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเป็นเหมือน
    Living God หรือ Soul of The Nation ของคนไทย
    .
    ถ้าพระองค์เป็น Living God จริง ก็เป็น God ที่เต็มไปด้วยภาระ
    .
    God เมื่อวัยสิบหกสิบเจ็ด ชอบทำรูปจำลอง รถมั่ง เรือมั่ง เป็นของสะสม
    .
    ครั้งหนึ่ง God ใช้เวลานาน กว่าจะทำรูปจำลองเรือสุพรรณหงส์สำเร็จ
    แต่แม่ของ God บอกว่า ให้เอาไปประมูลเพื่อนำเงินมาสมทบทุนแก้ปัญหาอหิวาต์ระบาดที่เมืองไทย
    .
    God ชอบศิลป ชอบดนตรี ชอบวิทยาศาสตร์
    แต่ Godต้องหันมาเรียนด้านสังคมศาสตร์ การปกครอง เพราะมีภาระหน้าที่ใหม่
    .
    God ไม่ได้ไปทำงานในบ้านเมืองที่เจริญแล้วอย่างประเทศที่ God โตมา
    .
    แรกๆ God ไม่มีอำนาจอะไร มีแต่ตำแหน่ง God จึงมีเวลาเขียนเพลง วาดรูป ทำในสิ่งที่ชอบ
    .
    God ต่อเรือใบเอง และ อาศัยช่วงเวลาที่แล่นเรือใบ เพื่อมีเวลาอยู่กับตัวเองจริงๆ สู่อิสรภาพจากทุกๆสิ่ง
    .
    .
    God วางมือจากงานอดิเรกที่ชอบ เมื่อมีการเปลี่ยนผู้จัดการประเทศ
    .
    ผู้จัดการคนใหม่เปิดโอกาสให้ God เดินทางไปเรียนรู้บ้านเมืองของ God อย่างจริงจัง
    .
    สิ่งที่ God ได้พบ God ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะเติบโตจากดินแดนที่ห่างไกลมาก
    .
    .
    ในที่ที่ไกลปืนเที่ยง God พบกับคนจน ความขาดแคลน โรคภัยไข้เจ็บ
    บนความขาดแคลนทั้งหลาย ผู้คนขอเรื่องเดียว “น้ำ”
    ขอ “น้ำ” เพื่อเอามาทำมาหากิน
    .
    คนจนพวกนั้นไม่ได้ขอเงิน เขาขอ “น้ำ”
    .
    God ไม่มีฤทธิ์ที่จะเสกฝน
    God จึงต้องทำงาน เอาความชอบที่ยังเหลือ คือ วิทยาศาสตร์เข้ามาจับใช้ความรู้ ใช้ผู้ชำนาญ ใช้การทดลอง ใช้การค้นคว้าทุกวิถีทางเพื่อ หาน้ำมาให้
    .
    หลายสิบปีที่ God ทำตามสัญญา ..มีฝาย ..มีอ่างเก็บน้ำ ..มีเขื่อน ..มีฝนหลวง
    .
    แต่เส้นทางของGod ไม่ได้พบเจอปัญหาแค่น้ำเรื่องเดียว ยังมีปัญหาเรื่อง…ดิน ..ป่า ..โรคภัยไข้เจ็บ ..การสู้รบ ..การทะเลาะเบาะแว้ง ..การรุกรานจากบ้านเมืองอื่นๆ ..การจราจร ..การศึกษา ..เศรษฐกิจ ..พลังงาน ..และงานพิธีการอีกมากมาย
    .
    .
    God เหนื่อย Godไม่สบายหลายครั้ง
    .
    ครั้งหนึ่งราวปี 2525 God เกือบตาย ไปถึง Twilight Zone มาแล้ว เพราะ God ศึกษาเส้นทางเกลือ เพื่อแก้ปัญหาคอพอกให้ชาวเขา การทำงานของ God ทำใ ห้God ติดเชื้อไมโครพลาสม่า โรคนี้ยังไม่มีในเมืองไทย God จึงอนุญาตให้แพทย์ใช้เป็น case study ได้ แต่โรคนี้ก็มีผลต่อระบบการทำงานของหัวใจGod ตั้งแต่นั้น
    .
    .
    แม่ของ God ปลูกฝังนิสัยการประหยัด และเห็นคุณค่าของของใช้
    หลายสิบปี God มีแว่นตาไม่มาก มีสูทก็ไม่มาก เมื่อเปรียบเทียบกับฐานะของGod
    .
    เวลาลุยงาน God มีแผนที่ส่วนตัว สั่งพิมพ์มาตราส่วนละเอียดกว่าแผนที่ทั่วไป
    God เอามาต่อเองกับมือเป็นแผนที่ผืนใหญ่ ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนจะห่อพลาสติกไว้
    .
    ส่วนใหญ่ God นั่งทำงานกับพื้น เพราะแผนที่ของ God ใหญ่มาก เอกสารก็เยอะ
    .
    ห้องทำงานของGod มีหนังสือมากมาย บางมุมต้องตะแคงตัวเดิน ไม่รวมภาพถ่ายพื้นที่ทั่วประเทศที่ God ถ่ายเก็บไว้เป็นข้อมูลทำงาน และเป็นความชอบประสาคนชอบถ่ายภาพด้วย
    .
    God ทำงานถึงดึกดื่น ถ้าไม่มีนัดทางการตอนเช้าจะทำงานถึงตีหนึ่ง ตีสอง หรือ ตีสาม หรือ ตีสี่ บางวันGod ก็ผ่อนคลายด้วยการเล่นดนตรี

    God มีที่พักไว้ 4 มุมเมือง เหนือ ใต้ ออก ตก เพื่อ God จะหมุนเวียนไปพักทุกปี ที่ละสองสามเดือน ใช้สำหรับตามงานเก่า และสร้างงานใหม่
    .
    .
    ชีวิตของGod หมุนเวียนอย่างนี้ 70 ปี
    .
    God เหนื่อย เหมือนคนทั่วๆไป
    God มีความเจ็บป่วย เหมือนคนทั่วๆไป
    .
    แต่เพราะ God อดทน มีความเพียรเพื่อความเพียร มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความรัก รักคน รักแผ่นดิน รักประเทศของ God
    .
    .
    วันนี้ God ไม่ใช่ Living God แล้ว ร่างกายของGod ไม่ต้องลำบากจากการทำงานอีกแล้ว
    แต่ตัวอย่างกำลังใจ ความอดทน ความเพียรของ God ทำให้ God เป็น Eternally God
    ที่ไม่มีใครหน้าไหน จะมาลบล้างได้.

    ปัณฑา 14 ตุลาคม 2559

  5. AC127Mum
    02/11/2016

    ตามรอย “ที่ที่พ่อไป” ภาพถ่ายอดีต..สู่ปัจจุบัน สถานที่ที่ในหลวง
    เคยเสด็จฯ

    – ภาพเสด็จทรงปลูกต้นยูงทอง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต
    – ภาพเสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง จ.พระนครศรีอยุธยา
    – ภาพเสด็จพระราชดำเนินวางพวงมาลัยถวายราชสักการะ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ณ รพ.ศิริราช
    – ภาพการทอดพระเนตรระดับน้ำสองฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา
    – ภาพการเสด็จพระราชดำเนินร้านโกลเด้นเพลส
    – ภาพพระบรมวงศานุวงศ์ทรงฉายพระรูปร่วมกับสมเด็จพระเทพฯ ในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร หลังพระองค์ทรงจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    โดยคุณอภิสิทธิ์ ศุภกิจเจริญ ช่างภาพสมัครเล่น และอาจารย์พิเศษ ม.รามคำแหง เจ้าของผลงานเผยได้แรงบันดาลใจจากเว็บต่างประเทศ ที่บอกเล่าอดีต เปรียบเทียบกับปัจจุบัน เริ่มจากภาพที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ซึ่งแต่ละสถานที่จะถ่ายประมาณ 30-40 ภาพ ต้องจัดองศา องค์ประกอบภาพ ให้เหมือนการทับซ้อนกันมากที่สุด ทั้งนี้คาดไม่ถึงว่าจะถูกการแชร์อย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ พร้อมฝากให้ทุกคนตามรอยเบื้องพระยุคลบาทเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ทั้งนี้จะยังคงถ่ายภาพต่อไป โดยอาศัยวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ว่างเว้นจากงาน ซึ่งไม่รู้ว่ากี่ปีจะตามรอยได้หมด แต่ตั้งใจว่าจะทำให้ได้มากที่สุด

    ดูคลิปภาพ https://www.youtube.com/watch?v=-IHTsg80Rbc

  6. AC127Mum
    02/11/2016

    บันทึกไทย บันทึกพระชนมชีพ ตอนที่ 1-12

  7. AC127Mum
    02/11/2016

    ไม่แน่ใจว่า Friend ใน Facebook ของผมนั้น มีคนที่ไม่ชอบไม่รักในหลวงรึเปล่า ใครไม่ชอบหรือเกลียดท่าน อ่านสเตตัสนี้ดีดีครับ ^^
    วันนี้ผมไปถึงยอดดอยปุย เจอเจ้าหน้าที่อุทยานซ่อมบันไดอยู่ จึงเข้าไปช่วยทำ พอทำเสร็จเราคุยเรื่องการเสด็จของในหลวงกันครับ
    โป้ : พี่ครับ นี่พลับพลาของใคร ในหลวงหรือพระเทพครับ
    เจ้าหน้าที่ : ทั้งสองพระองค์แหละ
    โป้ : แล้วทำไมมันมาอยู่ตรงนี้
    เจ้าหน้าที่ : ในหลวงมาประทับนี่ พักที่นี่ก่อนเดินข้ามไปแม่สา ท่านจะมาจากพระราชวังภูพิงค์ ไปบ้านม้งดอยปุย แล้วมาพักที่นี่ซักพัก แล้วเดินต่อไปแม่สา แม่สาน้อย แล้วไปจบที่โป่งแยง
    โป้ : แล้วไปทางไหนครับ กี่โล
    เจ้าหน้าที่ : ประมาณ 4 โล จะถึงดอยผากลอง ไปแค่นั้นก็ได้ ทางเดียวกัน
    โป้ : (ดูนาฬิกา) บ่าย 3 ทันครับ
    จากนั้นก็เป็นทางลงยาวๆ ผ่านเขา1ลูก หลังจากนั้นขึ้นเขา 1 ลูก
    สภาพทาง – โคตรลำบาก ผมเป็นคนบ่นเรื่องทาง น้อยมาก แต่รอบนี้ผมบอกเลย โคตรลำบาก ไม่มีทางเลยที่จะไม่บ่น บ่นทุกคน Confirm หญ้าบาด เลือดไหลอย่างเยอะ หลายสิบแผล
    โคลนนี่แม่งตลอดทาง, หญ้าปิดทาง ต้องเอามือแหวกเอง, แมลงรวมแล้ว เป็นร้อยตัวแกะผม ต้องแกะออกตลอดทา , โ ดนทากไป 5 ตัว
    นี่คือสภาพวันนี้ 4 Km ขาไปครับ
    พอถึงดอยผากลอง ผมก็ Live อย่างที่เห็นใน Facebook
    ขากลับ ลงมาก่อน 1 ลูก แต่พอหมดลูกนั้น ขึ้นเขาแบบว่าหัวใจวายได้เลย ผมก็งงว่า ตะกี้กูลงมามันชันขนาดนี้เลยเหรอวะ พอขากลับถึงรู้ว่า… ” มันชันมากกกกกกกกกกกกกกก ”
    ผมแหงนหน้ามองทางที่จะต้องขึ้น แรงก็เริ่มหมด ตะคริวทำท่าจะมา ฟ้ากะลังจะมืด น้ำตาแม่งไหลเลย ” ในหลวงกลับทางนี้ จริงเหรอวะ , ต้องมายังงี้เลยเหรอวะ ”
    เพียงบทความที่ผมเขียนนั้นอาจจะไม่เห็นภาพ คราวหน้ามาเชียงใหม่ ผมแนะนำให้มาเดินทางนี้ เชื่อโป้เถอะ คุณจะร้องไห้ทันทีจริงๆ ผมหมดแรงตั้งแต่อยู่บนยอดดอยปุยแล้วนะ แต่พี่อุทยานบอกว่าในหลวงเดินนะทางนี้ ผมเลยไป เพราะไม่ได้มาบ่อยๆ ลองดูซิวะ มันจะลำบากขนาดไหน
    “เคยดูแต่ในทีวี วันนี้ทางอยู่แค่นี้เอง ไปเถอะ”
    อ่อ ลืมบอกกกกก “ที่ในหลวงไปอ่ะทางเต็มๆ มันเกือบ 20 Km แล้วก็ท่านไปเมื่อ 40 ปีที่แล้ว
    ที่ผมไปอ่ะ เทียบไม่ติดแม้ไรฝุ่น”
    การเดินของท่าน ทำให้เกิดอะไรขึ้นอ่ะเหรอ ?
    ถ้านึกกันไม่ออก เอาง่ายๆแล้วกัน พวกเรามี “สตอเบอรี่” หากินกันง่ายๆ ก็เพราะการเดินของในหลวงนี่แหละ
    “ถ้าทำไม่ได้ซักเสี้tยวของในหลวง ก็หุบปากแล้วนั่งเฉยๆ ”
    Cr. Yuttasak Plaipoo
    ดูคลิป https://www.facebook.com/yuttasak.plaipoo?fref=ts

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 13/10/2016 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 87 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,206,959 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: