AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

จุดจบของโจรขโมยศรัทธา

img_6015

คนใจบาปแอบขโมยทองหล่อพระพุทธรูป

เรื่องราวของการ “ขโมย” ทองหล่อพระพุทธรูปนี้ ยายของฉันเล่าให้ฟังว่า…

ยายเป็นคนชอบทำบุญมาก ทุกๆ เช้ายายจะตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อทำกับ ข้าวไปใส่บาตรทุกวัน พอถึงวันพระ ยายจะนุ่งขาวห่มขาวไปถือศีลที่วัดหรือถ้า มีกิจกรรมงานบุญนอกเหนือไปจากนี้ ยายก็ยินดีช่วยเหลือทั้งหมด ถ้าช่วยเป็นกำลังกายไม่ได้ ยายก็พร้อมช่วยเป็นกำลังทรัพย์แทน

ยายบอก ฉันเสมอ ๆ ว่า ถึงยายจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ถ้าเรื่องบำรุงพระพุทธศาสนาแล้ว  ยายช่วยเต็มที่ ยิ่งถ้าเรื่อง“เททองหล่อพระพุทธรูป” ด้วยแล้ว ยายจะมี ศรัทธามาก เพราะครั้งหนึ่ง หลวงพ่อขอม วัดไผ่โรงวัว ได้เคยเทศน์ไว้ว่า
“ผู้ใดสร้างรูปพระพุทธเจ้า จะองค์เล็กเท่าต้นคาก็ดี หรือใหญ่กว่าต้นคาก็ดี ผู้นั้นจะได้เกิดเป็นพรหม เป็นอินทร์ หมื่นชาติแสนชาติ ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ จะ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิหมื่นชาติ แสนชาติ และจะไม่เป็นผู้ตกต่ำเลย ตราบจน กว่าเข้าสู่นิพพาน”

ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจังทำให้ยายถึงกับ เปิดพระไตรปิฎกสืบค้นกลับไปถึงครั้งพุทธกาล ซึ่งความพยายามของยายก็ไม่สูญ เปล่า เพราะในพระไตรปิฎกมีการพูดถึงอานิสงส์ของการสร้างพระพุทธรูปไว้จริง ๆ  เช่น ได้เกิดเป็นนางฟ้า เทวดาเศรษฐี ฯลฯ และถ้ายิ่งทำบุญด้วยทองคำด้วยแล้ว ยิ่งดีนัก เพราะเป็นธาตุที่เลิศที่สุดในวัตถุทั้งหลาย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีคนมาบอกบุญชวนไปงานหล่อพระพุทธรูปทีไร ภาพที่ฉันจำได้แม่นก็คือ ยายจะรีบหาขันทองเหลือง กำไลเงินเข็มขัดนาก แหวนทองคำ หรือโลหะมีค่าสักชิ้น  ฯลฯ ไป “หลอมรวม” กับน้ำทองหล่อพระพุทธรูป

ยายเชื่อว่า การร่วมบุญแบบนี้จะให้อานิสงส์สูงสุด เพราะเป็นการทำทานสละสมบัติส่วนตน และทำให้ปล่อยวางได้ไม่ยึดติด ไม่ครอบครอง

มี อยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสตามยายไปหล่อพระพุทธรูปที่วัดแห่งหนึ่ง สิ่ง ที่ฉันเห็นก็คือ นอกจากยายของฉันซึ่งได้นำแหวนทองคำมาร่วมบุญแล้ว ยังมีลุง ป้าน้าอาอีกหลายสิบคนที่ทยอยนำโลหะมีค่ามาร่วมบุญกันอย่างเนืองแน่น บ่งบอก ถึงศรัทธาอย่างแรงกล้าในพุทธศาสนา

ระหว่างที่ฉันกำลังมองกองโลหะสูงพะเนินเทินทึกด้วยความตื่นตาตื่นใจอยู่นั้นยายก็หันมาพูดว่า

“หนูรู้ไหม…เคยมีคนใจบาปแอบขโมยทองหล่อพระพุทธรูปไปด้วยนะลูก…”

เรื่องเกิดขึ้นสมัยยายยังสาว ๆ ในงานหล่อพระพุทธรูปประธานที่วัดแห่งหนึ่ง  วันนั้น ‘ลุงผล’ ซึ่งเป็นกรรมการวัดกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินอยู่พอดี ด้วย อารมณ์ชั่ววูบ แกจึงแอบหยิบสร้อยทองเส้นเขื่องที่ญาติโยมนำมาถวายไปเส้น หนึ่ง หวังจะนำไปขายหาเงินมาใช้หนี้

แน่นอนว่าไม่มีใครรู้…และพิธี หล่อพระก็ดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จ ทว่าในคืนนั้นเอง อยู่ๆ บ้านของลุงผลก็เกิดไฟไหม้ขึ้นกลางดึก แม้ทุกคนใน บ้านจะหนีตายออกมาทัน แต่ด้วยความเสียดายสร้อยทองเส้นเขื่องที่แอบขโมยมาลุง ผลจึงย้อนกลับเข้าไปในบ้าน หมายจะหยิบสร้อยทองออกมาให้ได้ แต่ขณะที่วิ่ง กลับออกมา เสาต้นเขื่องก็เกิดล้มลงมาพาดประตูเสียก่อน ลุงผลจึงติดอยู่ใน บ้านทันที

กว่าที่นักดับเพลิงจะฝ่าเปลวไฟเข้าไปช่วยได้ ลุงผลก็ถูก  “ไฟครอก” จนตัวไหม้ดำมือไม้หงิกงอ ไม่ได้สติแล้ว เหลือเพียงลมหายใจรวยริน และสร้อยทองเส้นเขื่องที่กำไว้แน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหล่นหายไป!

ลุงผลอยู่โรงพยาบาลได้เพียง 3 วันก็สิ้นใจ เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

หลังงานศพเสร็จสิ้น ป้านันผู้เป็นภรรยาก็ตัดสินใจเปิดเผยเรื่องราวของลุงผลให้ ญาติๆ ฟัง เพราะลุงผลมาเข้าฝันบอกว่าต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่คน ทั่ว ๆ ไป ป้านันเล่าด้วยน้ำตานองหน้าว่า เย็นวันที่เกิดเรื่อง หลังกลับจากวัดลุงผล แอบกระซิบให้ป้านันฟังว่า แกขโมยสร้อยทองมา หวังจะขายใช้หนี้

แทนที่ ป้านันจะเห็นดีเห็นงามไปด้วย แกกลับขอร้องให้ลุงผลนำสร้อยไปคืน เพราะถึงแม้จะลำบากยากเข็ญแค่ไหน แกก็ ต้องการให้ช่วยกันทำมาหากิน ช่วยหาเงินกันไปมากกว่าจะทำบาปแบบนี้

คำพูดของป้านันได้ผล เพราะลุงผลตั้งใจว่าจะนำสร้อยทองไปคืนหลวงพ่อในวันรุ่ง ขึ้น ทว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นมาเสียก่อนอย่างไรก็ดี ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี สำคัญที่สุด ป้านันตัดสินใจนำสร้อยทองเส้นนั้นไปถวายคืนหลวงพ่อแทนลุงผล  พร้อมกับปวารณาตนขอรับใช้ศาสนาอย่างไม่มีกำหนด ด้วยความตั้งใจว่าจะอุทิศผล บุญนั้นแก่ลุงผล เผื่อว่าเวรกรรมจะเบาบางลงบ้าง

ฉันฟังเรื่องของลุง ผลแล้วก็นึกสยดสยองแทนไม่ได้ ร่างกายมนุษย์ที่ถูกเปลวไฟแผดเผาทั้งเป็นจะ เจ็บปวดทรมานสักเพียงไหน…คงไม่ต่างจากโลหะมีค่าที่ถูกหลอมด้วยความร้อน นั่นเอง

นี่แหละที่เขาเรียกกันว่า เวรกรรมตามทัน! เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว คงไม่มีใครกล้าขโมย “ศรัทธา” ของใครอีกเป็นแน่

เรื่อง ปลายเทียน

พระอาจารย์ ชาญชัย อธิปญฺโญ ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการขโมยและความโลภ ดังนี้

กิเลสใหญ่ที่ครองใจชาวโลกเป็นที่รู้จักกันดีอยู่ 3 ตัว คือความโลก ความโกรธ และความหลง

ความโลภนั้นมีอยู่แทบทุกคน ทั้งโลภอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด

ความโลภอย่างหยาบเป็น สิ่งที่น่ารังเกียจ น่ากลัว และเป็นภัยต่อสังคม พฤติกรรมของผู้ที่มีความโลภอย่างหยาบคือ หากต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาเป็นของตน จะหามาโดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่าจะผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ทำร้ายทำลายผู้อื่น หรือเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ เช่น พวกโจรปล้นทรัพย์ บางครั้งถึงกับฆ่าหรือทำร้ายเจ้าของทรัพย์ นอกจากนี้พวกลักขโมย ฉกชิงวิ่งราวทรัพย์ ก็เป็นพวกที่มีความโลภอย่างหยาบเช่นกัน

กล่าว โดยสรุปคือพวกที่กระทำการทุจริต ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม เพียงเพื่อให้ได้ทรัพย์สิ่งของมาเป็นของตน อันเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ถือว่าเป็นผู้ที่มีความโลภอย่างหยาบ ผลของการกระทำดังกล่าวหากถูกจับได้ จะได้รับโทษตามกฎหมาย หากยังไม่ถูกกฎหมายลงโทษ ก็เป็นที่รังเกียจถูกสังคมติฉินนินทา ดังเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความโลภอย่างกลาง เป็นเช่นไร คนส่วนมากไม่ค่อยตระหนักถึงความโลภอย่างกลาง เพราะไม่เข้าใจว่าทรัพยากรของโลกเป็นสมบัติส่วนกลางที่มวลมนุษย์ควรมีโอกาส ใช้เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอด

ความโลภอย่างละเอียด เป็นความโลภที่คนทั่วไปไม่ได้ตระหนักถึง เป็นกันแทบทุกคน ยากจะละความโลภนี้ได้ ความโลภประเภทนี้ได้แก่ การยึดติดทรัพย์สิ่งของอันเป็นที่รักของตนไว้อย่างเหนียวแน่น ด้วยแรงของตัณหา เป็นเหตุให้หวงแหนห่วงใยทรัพย์เหล่านั้น บางคราวสิ่งนั้นชำรุดเสียหายหรือพลัดพรากจากไป ก็เกิดความทุกข์

ในทางพุทธศาสนามีธรรมที่จะช่วยแก้ความโลภประเภทต่างๆ ได้ดังนี้

การแก้ความโลภอย่างหยาบให้รักษาศีล โดยเฉพาะศีลข้อ 2 หากเว้นจากการลักทรัพย์ แล้ว ก็ไม่คิดจะเบียดเบียนเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาครอบครอง อันทำให้เจ้าของทรัพย์ได้รับความเดือดร้อน สำหรับการประกอบอาชีพผิดกฎหมายนั้น แก้ได้ด้วยการมีสัมมาอาชีพ ซึ่งจัดอยู่ในศีลแห่งองค์มรรคเช่นกัน

การแก้ความโลภอย่างกลาง ให้มีเมตตาต่อ ผู้อื่น โดยเห็นว่าทรัพย์สิ่งของทั้งหลายเป็นทรัพยากรของโลก ที่คนร่วมโลกควรมีโอกาสได้ใช้เพื่อการดำรงชีวิต อย่างน้อยให้อยู่รอดได้ ผู้ที่มีมากจึงควรเสียสละแบ่งปันหรือให้ทาน แก่ผู้ที่มีความเป็นอยู่ยากไร้ เพื่อให้เขาพ้นจากความทุกข์ หรือบริจาคให้ผู้ที่สมควรแก่การช่วยเหลือ เพื่อให้เขาพัฒนากิจกรรมที่ทำอยู่ให้สูงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เช่น งานการกุศล

การแก้ความโลภอย่างละเอียด ต้องเจริญภาวนาใช้ ปัญญาเข้าใจกฎไตรลักษณ์ เห็นความเป็นอนัตตาว่าสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ของตน เป็นเพียงธาตุ 4 ที่มีอยู่ในโลกและเป็นสมบัติของโลก เราต่างพากันมาอาศัยโลกอยู่ มาใช้ธาตุ 4 ของโลกกันชั่วคราว เมื่อตายไปก็ต้องคืนสมบัติวัตถุต่างๆ ไว้ในโลก ไม่มีใครเอาสมบัติของโลกไปได้เลย

 

ทีมา secret magazinr

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 11/12/2016 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 89 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,571,328 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 89 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,571,328 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 89 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,571,328 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: