AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

เสียชีวิตจาก…การตรวจสุขภาพ

1-png
นพ.สันต์ หัตถีรัตน์

เสียชีวิตจากการตรวจสุขภาพ
.
ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ ๕๕
ชายไทยม่ายอายุ ๗๒ ปี ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ได้ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเป็นอย่างดี ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มสุรา ไม่มีอาการผิดปกติ วิ่งออกกำลังกายทุกวัน จึงแข็งแรงดี ในครอบครัวไม่มีใครเป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง โรคหัวใจ หรือโรคร้ายแรงใดๆ บิดามารดายังมีชีวิตอยู่และยังช่วยตนเองได้ตามสภาพแก่วัยที่เกิน ๙๐ ปีแล้ว
วันหนึ่ง บุตรสาวคนสุดท้องที่อยู่กับพ่อ เห็นข่าวประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่งว่า ผู้สูงวัยควรไปตรวจ (เช็ก) สุขภาพประจำปีว่ามีโรคร้ายแรงหรือเปล่า จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ
.
ยิ่งมีข่าวผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองล้มฟุบกลางที่ประชุม จนต้องนำส่งโรงพยาบาล และแพทย์ต้องนำไป “บอลลูน” ขยายหลอดเลือดหัวใจโดยด่วน แล้วแพทย์ยังออกมาให้ข่าวว่า “โชคดีที่มาเร็ว ไม่งั้นอาจรักษาไม่ทัน” เป็นต้น ยิ่งทำให้เธอเป็นห่วงพ่อมากขึ้น จึงรบเร้าให้พ่อไป ตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของรัฐ เพราะเชื่อว่าโรง-พยาบาลของรัฐคงจะไม่มั่วหรือตรวจรักษาเพื่อหวังผลกำไรเช่นโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากเธอได้ข่าวว่าโรงพยาบาลเอกชนมี “โปรแกรม” และ “แพ็กเกจ” ตรวจสุขภาพแบบต่างๆ มานานแล้ว เพื่อ หาเงินŽ ให้กับแพทย์และโรงพยาบาล เธอจึงไม่สนใจ
.
แต่เมื่อโรงพยาบาลของรัฐโฆษณาประชาสัมพันธ์เรื่องการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องโรคหัวใจในผู้สูงอายุ เธอจึงสนใจและรบเร้าพ่อให้ไปตรวจ ทั้งที่พ่อเองไม่อยากตรวจ เพราะเห็นว่าตนเองสบายดี ไม่มีอาการผิดปกติอะไรและยังออกกำลังได้เป็นปกติ ทั้งตนเองก็ไม่เคยไปตรวจสุขภาพประจำปีมาก่อนเลย ก็ไม่เห็นเป็น อะไร (แต่เคยไปตรวจสุขภาพเมื่อครั้งไปสมัครเข้าทำงาน แล้วเขาบังคับว่าต้องไปให้หมอตรวจสุขภาพก่อน เพื่อจะได้เลือกเอาคนที่ไม่เป็นโรคเข้าทำงาน จึงจำเป็นต้องไปตรวจสุขภาพ)
.
อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกรบเร้าอยู่เรื่อยๆ พ่อก็ยอมตามใจลูก เพราะลูกบอกว่าสามารถเบิกค่าตรวจรักษาต่างๆ ได้หมด จึงไปตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุตามคำโฆษณาประชาสัมพันธ์นั้น แม้ว่าการตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจะแพงกว่าสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่เจาะจงว่าจะตรวจแบบผู้สูงอายุ เนื่องจากโปรแกรม หรือ แพ็กเกจ การตรวจ สุขภาพทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดจะเน้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (การตรวจ “แล็บ“) แบบครอบจักรวาล หรือแบบสะเปะสะปะ โดยไม่ได้ขัดเกลาให้เหมาะสมกับประวัติความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน และให้เหมาะสมกับความผิดปกติที่พบจากการตรวจร่างกายในแต่ละคน
.
เพราะในการตรวจสุขภาพส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด แพทย์จะให้ความสนใจกับการซักประวัติและการตรวจร่างกายน้อยมาก เพราะการซักประวัติและตรวจร่างกาย ให้ละเอียดถี่ถ้วนต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒๐-๓๐ นาที ซึ่งจะทำให้แพทย์เสียเวลามาก และไม่คุ้มกับค่าตรวจที่ได้รับ
.
การตรวจสุขภาพเกือบทั้งหมดจึงเน้นการตรวจ “แล็บ” เช่น ตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ เอกซเรย์ คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นเสียงสะท้อนหัวใจและ/หรือท้อง และอื่นๆ
เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกาย จะย่อหย่อนและมีโรคภัยไข้เจ็บเพิ่มมากขึ้น การตรวจ แล็บŽ จึงต้องครอบจักรวาลมากขึ้น การตรวจสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุจึงมีราคาแพงมากกว่าสำหรับประชาชน ทั่วไป และยิ่งตรวจมาก ก็ยิ่งพบความผิดปกติมากขึ้น เป็นธรรมดา
.
ชายผู้นี้ก็เช่นเดียวกัน หลังการตรวจ แพทย์บอกว่า ไขมัน (คอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ในเลือดสูงเล็กน้อย กรดยูริกสูงเล็กน้อย คลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ ควรตรวจเพิ่มเติมด้วยการออก-กำลังบนลู่วิ่ง (treadmill exercise test)
.
ชายผู้นี้ปฏิเสธ แต่ลูกสาวก็รบเร้าให้ตรวจ เพราะเบิกค่าตรวจได้ ในที่สุดชายผู้นี้ก็ยอมให้ตรวจคลื่นไฟฟ้า หัวใจขณะวิ่งจนเหนื่อย แต่ไม่มีอาการอะไรอื่น เพราะเคย วิ่งออกกำลังทุกวันอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจออกมายังก้ำกึ่งว่า จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรือไม่ แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (echocandiography) ซึ่งไม่เหนื่อยและไม่เจ็บตัว ผลปรากฏว่าหัวใจดูปกติดี แต่ไม่สามารถบอกว่าหลอดเลือด หัวใจตีบหรือไม่

แพทย์จึงแนะนำให้สวนหัวใจ (cardiac catheterization) และฉีด สีŽ (สารทึบแสงเอกซเรย์) เข้าในหลอดเลือดหัวใจ (coronary angiography) ซึ่งจะเป็นการตรวจที่แน่นอนที่สุดว่า หลอดเลือดหัวใจผิดปกติหรือไม่ ชายผู้นี้ปฏิเสธ เพราะไม่อยากเจ็บตัวและเห็นว่า ยิ่งตรวจยิ่ง “หนักข้อ” ขึ้นเรื่อยๆ แต่ลูกสาวก็ยังรบเร้าให้ตรวจ เพราะเบิกค่าตรวจรักษาทั้งหมดได้ และหมอยังบอกด้วยว่า “ถ้าเป็นพ่อของหมอ หมอก็จะให้สวนหัวใจตรวจเช่นเดียวกัน”
.
ลูกสาวจึงเคี่ยวเข็ญพ่อ จนพ่อยอมอดอาหารและเตรียมตัวเป็นอย่างดีเพื่อการสวนหัวใจ และในเช้าวันหนึ่ง พ่อก็ได้รับการสวนหัวใจหลังจากที่ถูกงดไปครั้งหนึ่ง (เพราะมีผู้ป่วยหนัก “แซงคิว” ไปในครั้งก่อน) แต่ชายผู้นี้โชคร้าย สายสวนหัวใจเกิดแทงทะลุหลอดเลือดใหญ่ ทำให้ตกเลือด ช็อก และเสีย ชีวิตในเวลาต่อมา
.
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นน้อยมาก แต่ก็เกิดขึ้นได้ เพราะในการตรวจพิเศษต่างๆ ที่ต้องสอดใส่เครื่องมือเข้าไปในร่างกาย ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ย่อมเกิดขึ้นได้ และบางรายก็ถึงแก่ชีวิต เช่นเดียวกับการผ่าตัด แม้แต่การผ่าฝีหรือผ่าตัดไส้ติ่งที่คนทั่วไป (รวมทั้งแพทย์) อาจเห็นว่าเป็นของเล็กน้อย แต่ภาวะแทรกซ้อนถึงแก่ชีวิตก็อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะเกิดขึ้นน้อยมากก็ตาม
.
การฉีด “สี” (สารทึบแสงเอกซเรย์) ก็เช่นเดียวกัน คนที่แพ้ “สี” อาจจะหายใจไม่ออก ช็อก และเสียชีวิตได้ แม้จะเป็นการฉีด “สี” เข้าหลอดเลือดธรรมดา เหมือนการฉีดยาทั่วไป การตรวจและการรักษาต่างๆ ที่ต้องใช้ยา หรือสารเคมี หรือเครื่องมือกระทำต่อร่างกาย จึงเกิดผลข้างเคียง (ภาวะแทรกซ้อน) ได้เสมอ ถ้าเป็นน้อย ก็เป็นเพียง อาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือผื่นคัน ถ้าเป็นมากก็อาจมีอาการรุนแรง หรือถึงแก่ชีวิตได้
.
ที่น่าเสียใจสำหรับชายผู้นี้ก็คือ ท่านเป็นคนแข็งแรงดี ไม่มีอาการอะไร และไม่มีประวัติโรคร้ายแรงในครอบครัว แต่ต้องมาจบชีวิตลงด้วย “การตรวจสุขภาพ

.
ในกรณีนี้ นอกจาก “คนดีๆ” (คนที่ไม่เป็นโรคอะไร) ต้องเสียชีวิตด้วยการตรวจสุขภาพแล้ว “คนดีๆ”อีกคนหนึ่งที่ไม่เคยเป็นโรคอะไร ยังต้องล้มป่วยลงด้วยโรคจิตซึมเศร้า จากความรู้สึกผิดว่า ตนเป็นผู้รบเร้าให้พ่อไปตรวจสุขภาพจนพ่อต้องเสียชีวิต
.
การตรวจสุขภาพ” ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อมาช้านาน จนกลายเป็น “จินตนาการอันบรรเจิด” หรือ “ความฝันอันสูงสุด” ของประชาชนทั่วไปที่เข้าใจว่า ถ้าได้ตรวจสุขภาพแบบที่เขาโฆษณากันแล้ว สุขภาพของตนจะดี ไม่มีโรค และถ้ามีโรค จะได้ตรวจพบแต่เนิ่นๆ และรักษาให้หายขาดได้ ยิ่งถ้าได้ตรวจสุขภาพโดยไม่ต้องเสียเงิน หรือเสียน้อยลง (จากการ “ลดแลกแจกแถม” เช่นเดียวกับการขายสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่) ยิ่งทำให้เกิดความอยากที่จะตรวจสุขภาพเพิ่มขึ้น
.
อันที่จริง การตรวจสุขภาพ คือ การตรวจหา “โรค” ให้แก่คนที่ไม่ใช่ผู้ป่วย หรือหาโรคเพิ่มให้แก่ผู้ป่วย จึงเป็นการ “หาเงิน” ให้แก่แพทย์และโรงพยาบาล โดยเฉพาะแพทย์และโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยไปให้รักษาน้อย เพราะแพทย์และโรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยมากจนล้นมืออยู่แล้ว ไม่มีใครที่อยากจะให้บริการตรวจสุขภาพ กับใครอีก เพราะแค่งานตรวจรักษาผู้ป่วยก็แสนสาหัสอยู่แล้ว ยังจะต้องมาคอยให้บริการคนดีๆ ที่ไม่มีอาการเจ็บป่วยอีก
.
รัฐบาลและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ชอบโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาตรวจสุขภาพ “ฟรี” จึงเป็นการเพิ่มภาระให้แก่แพทย์และโรงพยาบาล ทำให้แพทย์และโรงพยาบาลต้องใช้ทรัพยากร (ทั้งบุคคลและวัตถุ) สำหรับคนดีๆ ทั้งที่ทรัพยากรที่รัฐบาลและ สปสช. ให้ไว้นั้นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการตรวจรักษาผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก แล้วยังสร้าง “ค่านิยม” ผิดๆ ให้แก่สังคมและ ประชาชนทั่วไปในเรื่องสุขภาพ เพราะสุขภาพ คือภาวะแห่งความสุข ทั้งทางกาย ทางใจ ทางจิต และทางสังคม ด้วย
.
สุขภาพ” ไม่ใช่ภาวะที่ปราศจากโรค เพราะคนทุกคนย่อมมีโรค อยู่ในตนไม่มากก็น้อยเสมอ เช่น ปวดเวียนศีรษะเพราะโรคเครียด ปวดฟันเพราะโรค    ฟันหรือเหงือก ปวดท้องเพราะโรคกระเพาะลำไส้หรืออาหารเป็นพิษ ตาพร่ามัวเพราะโรคสายตา เป็นต้น แต่แม้เราจะมีโรค แต่เราก็มีความสุขทั้งทางกาย ทางจิต ทางใจ และทางสังคมได้ ถ้าเราควบคุมดูแลโรค ของเราให้เราสามารถอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข
.
คนที่มีโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคหัวใจ/ตับ/ไต ฯลฯ ส่วนใหญ่จึงมีความสุข นั่นคือมี สุขภาพ การมีโรค จึงไม่ได้แปลว่า ไม่มีสุขภาพ หรือ สุขภาพไม่ดี
การตรวจสุขภาพ แบบที่ทำกันอยู่ทั่วไป ยังไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าช่วยสร้างเสริมสุขภาพ แต่มักจะทำให้เกิดโรคประสาท (ความกลัวว่าจะเป็นโรค) และหาโรค ให้แก่คนดีๆ  หรือทำให้คนดีๆ ต้องล้มป่วยหรือเสียชีวิตจากการตรวจและการรักษาที่ไม่จำเป็น ต่างๆ
.

เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อน ก็มีคนดีๆ ที่ไปตรวจเช็กสุขภาพของกระเพาะลำไส้ด้วยการเอกซเรย์แบเรียม แล้วเกิดแบเรียมเป็นพิษ ทำให้คนดีๆ ๔ คน (รวมเด็กในท้องด้วยก็เป็น ๕ คน) ต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ทำให้การตรวจสุขภาพ ซบเซาไปพักใหญ่ แต่ปัจจุบันกลับเป็นธุรกิจที่แพร่หลายและหาเงินได้อย่างมหาศาล
.
การตรวจสุขภาพแบบครอบจักรวาลและแบบสะเปะสะปะ จึงเป็นขยะในทางการแพทย์ และควรที่ประชาชนจะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของธุรกิจเช่นนั้น จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของความปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย ของผู้ใดเป็นอันขาด
จงดูแลสุขภาพของตนเองโดยหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และอย่าไปห่วงเรื่อง “การตรวจสุขภาพประจำปี” เลย

 

ข้อมูลสื่อ

ชื่อไฟล์: 345-008

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 345

เดือน/ปี: มกราคม 2551
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์
ที่มา https://www.doctor.or.th/article/detail/1149

 

การตรวจสุขภาพประจำปี

คุณ “วันชัย ตัน ” เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ มติชนรายวัน ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ในหัวเรื่องว่า “ถึงเวลาไปตรวจสุขภาพประจำปี?” ดังที่ได้คัดย่อมาดังนี้
.
อันที่จริง การตรวจสุขภาพ ไม่ควรจะเป็นการตรวจประจำปี เพราะเราเจ็บ/ป่วยได้ทุกวัน เราจึงต้องรักและห่วงใยสุขภาพทุกวัน ไม่มีใครตรวจสุขภาพของเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง เพราะไม่มีใครจะรู้ดีกว่าเราว่า เราไปทำอะไร กินอะไร หรือมีพฤติกรรมอะไร บ้างที่เสี่ยงต่อการทำลายสุขภาพได้ดีไปกว่าเรา เช่น
.
เราไปขับรถเร็ว จนเกือบชนท้ายรถสิบล้อที่อืดเป็น เรือเกลืออยู่ข้างหน้า ทำให้เราตกใจจนใจสั่นไปหมดเพราะ ถ้าชนเข้าแล้ว คงไม่แคล้วตายหรือพิการ เสียสุขภาพไปอย่างถาวร ถ้าเราได้ตระหนักทันทีตั้งแต่นาทีนั้นว่า นี่เป็นการกระทำที่เสี่ยงต่อสุขภาพ นั่นก็คือ การตรวจสุขภาพที่ดีที่สุด ที่จะทำให้เราหยุดหรือเลิกการกระทำที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ที่จะทำให้เราตายหรือพิการถาวรได้
.
เรามีเรื่องกับเพื่อน โกรธเพื่อนจนปากคอสั่น มือสั่น หอบเหนื่อย และหน้ามืดเป็นลม เพราะเถียงสู้เพื่อนไม่ได้ แล้วเราก็วูบล้มลง ศีรษะและลำตัวฟกช้ำเล็กน้อยจากการฟุบล้มลง เมื่อเราตื่นเต็มที่และมีสติกลับมาใหม่ ได้ตระหนักว่าความโกรธรุนแรงเป็นอันตรายต่อสุขภาพและ เราจะไม่โกรธแบบนั้นอีก นั่นคือ การตรวจสุขภาพที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราไปพบแพทย์ แพทย์ก็จะตรวจพบแต่รอยฟกช้ำ ที่เกิดจากการฟุบล้มลงเท่านั้น และถ้าเราอาย ไม่กล้าบอกความจริงแก่แพทย์ว่า นั่นเกิดจากอารมณ์โกรธของเรา แพทย์ก็จะรักษาให้แต่รอยฟกช้ำทางกายเท่านั้น แต่ความโกรธที่ยังฝังแน่นอยู่ในใจจะไม่ได้รับการรักษาเลย
.
การตรวจสุขภาพที่ดีที่สุด จึงเป็นการตรวจสุขภาพ ด้วยตนเองตลอดเวลาโดยการหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อร่างกายและจิตใจของเรา และพยายามหาสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น  แล้วกำจัดสาเหตุเสีย เมื่อกำจัดสาเหตุแล้วอาการหายหรือดีขึ้น ก็แสดงว่าเราได้ตรวจและรักษาสุขภาพของเราเองได้ถูกต้องแล้ว ถ้าไม่ดีขึ้น ก็ลองหาและรักษา สาเหตุอื่น ถ้าไม่ดีขึ้นอีกหรือไม่แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุอะไร จึงไปปรึกษาแพทย์
.
การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจสุขภาพที่ โฆษณากันอย่างครึกโครมนั้น เกือบทั้งหมดจึงเป็น “การตรวจสุขภาพพาณิชย์” หรือ “การหากิน ” ของสถานพยาบาลต่างๆ ที่ต้องการหา”โรค “ ให้แก่ประชาชนทั่วไป ทำให้เกิด “โรคเท็จ” (false disease) จากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (ตรวจแล็บ) ที่ให้ “ผลบวกเท็จ” (false positive) หรือทำให้เกิดความหลงผิดว่าตนมีสุขภาพดี เพราะ “ผลลบเท็จ” (false negative) ทำให้ไม่ดูแลสุขภาพ ของตนเองเท่าที่ควร ทำให้โรคที่เป็นอยู่น้อยๆ (จนผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยังปกติ) ลุกลามใหญ่โตกลายเป็นโรคที่รักษาไม่ทันจนเสียชีวิต ดังเช่นกรณี ย.โย่ง ที่คุณวันชัย ตัน อ้างถึง เป็นต้น

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปี ในตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ 23 ในหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 309 เดือนมกราคม พ.ศ. 2548)


ถึงเวลาไปตรวจสุขภาพประจำปี ?
วันชัย ตัน vanchaitan@yahoo.com
.
ใกล้จะสิ้นปีแล้ว หลายคนเริ่มรู้สึกว่า ถึงเวลาต้องไปตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อความสบายใจ

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมอดข้าวอดน้ำเกือบ 10 ชั่วโมง ก่อนไปตรวจสุขภาพประจำปีในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง หลังจากว่างเว้นมาหลายปี
.
พอเดินพ้นประตูเข้าไปในโรงพยาบาลแอร์เย็นฉ่ำ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์สาวสวยได้เข้ามาสอบถาม ก่อนจะพาไปทำบัตรและพาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง     ผมทำท่างงๆ เมื่อพบว่า ศูนย์ตรวจสุขภาพของโรงพยาบาลแห่งนี้อยู่ในห้องเดียวกับศูนย์เสริมความงาม จึงเข้าใจเอาเองว่า ทางโรงพยาบาลคงจัดให้การตรวจสุขภาพประจำปีกับการเสริมความงามเป็นแผนกเดียวกัน คือเป็นกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคแต่อย่างใด
.

พอเข้าไปนั่งรอคิวสักพัก คุณพยาบาลสาวได้อธิบายให้ฟังว่า ค่าบริการการตรวจสุขภาพประจำปีมีหลายแพคเกจ ตั้งแต่ราคาพันกว่าบาทไปจนถึงเจ็ดพันกว่าบาท ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจเบาหวาน ตรวจไขมัน ตรวจไต การทำงานของตับ ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ปอด และการตรวจคลื่นหัวใจ แต่ราคาแตกต่างกันตามความละเอียดของการตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์
.
ผมเลือกการตรวจสุขภาพราคาประมาณ 3,000 บาท จะได้รู้ว่าตับไตไส้พุงข้างในรอบหลายปีเป็นอย่างไรมั่ง
พยาบาลพาผมไปวัดส่วนสูงและชั่งน้ำหนักอย่างรวดเร็วเพราะมีคนไข้อีกหลายคนกำลังรออยู่ และบอกเพื่อนอีกคนที่คอยจดว่า   “ส่วนสูง 173 ซม. น้ำหนัก 68 กก.
ผมสงสัยขึ้นมาทันที เพราะวัดส่วนสูงกี่ครั้งก็ได้ 172 ซม. มาโดยตลอด ร่างกายผมคงไม่ยืดไปกว่านี้แล้ว และเมื่อเช้าชั่งน้ำหนักมาจากบ้านได้ 69 กก. แต่เหตุไฉน จึงหายไปถึง 2 กิโล ผมจึงเดินไปหาพยาบาลที่ดูท่าจะอาวุโสที่สุดในห้อง และอธิบายให้เธอฟังว่า คงมีความเข้าใจอะไรผิดเกี่ยวกับการวัดร่างกายของผม สุดท้ายเธอได้ให้ผมไปตรวจวัดร่างกายใหม่ ปรากฏว่าได้ส่วนสูง 172 ซม. และน้ำหนัก 69 กก.จริงๆ
.
นี่แค่การตรวจวัดอันแสนจะธรรมดา ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นได้ แต่ผมยังสามารถตรวจสอบได้ทัน
.
ผมชักหวั่นใจในความแม่นยำของการตรวจสุขภาพ ขึ้นมา ตั้งแต่ขั้นตอนที่พยาบาลพาไปเจาะเลือด เอาปัสสาวะไปตรวจ เอ็กซเรย์ปอด หรือฟังคลื่นหัวใจ เพราะแม้ทางโรงพยาบาลอ้างว่าใช้เครื่องมือทางการแพทย์อันทันสมัย แต่เราไม่มีทางมั่นใจได้เลยว่าจะไม่เกิดความ ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็น.. ความแม่นยำของเครื่องมือการตรวจ ความเลินเล่อของพนักงาน (จากลูกค้าที่มากขึ้น และต้องเร่งทำงานให้ทันกำหนด) อาทิ ตัวอย่างเลือด ฟิล์มเอ็กซเรย์จะมีการสลับกับคนอื่นหรือไม่
.
ก่อนหน้านี้ เพื่อนคนหนึ่งพาแม่ไปรักษาในโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าหลังการเจาะเลือดมีการสลับตัวอย่างเลือดกับคนไข้รายอื่น จนทำให้การวินิจฉัย โรคเกิดความผิดพลาด กว่าจะรู้ข้อเท็จจริง คุณแม่ก็ต้อง กินยาผิดไปแล้ว แต่ได้เพียงคำขอโทษจากโรงพยาบาล
.
2 ชั่วโมงผ่านไป พยาบาลให้ผมไปพบคุณหมอคนหนึ่ง เพื่อไปฟังผลการตรวจสุขภาพ คุณหมอดูรายงานที่ทางห้องแล็บส่งมาให้ ฟิล์มเอ็กซเรย์ปอด ดูกราฟคลื่นหัวใจ และตรวจร่างกายพื้นฐาน คือ ฟังชีพจร กดหน้าท้อง ส่องดูตา ฟังการหายใจ และบอกผมว่าสุขภาพดี ผลเลือดปรกติ ตับ ไต ปอด หัวใจไม่มีปัญหา
ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที เพราะคนไข้รอคิวอีกหลายคน
ผมเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยความดีใจว่าสุขภาพยังดีอยู่ เพราะที่ผ่านมาก็ดูแลสุขภาพมาโดยตลอด ไม่ว่าการออกกำลังกาย หรืออาหารการกิน แม้ว่ายังจิบเหล้าอยู่บ้าง
.
แต่ผมหวนนึกถึงเพื่อนคนหนึ่ง ตลอดเวลา 20 กว่าปี เพื่อนคนนี้กินเหล้าทุกวัน สูบบุหรี่วันละไม่ต่ำกว่า 2 ซอง และไม่ค่อยออกกำลังกาย แต่ก็ไปตรวจสุขภาพทุกปี และล่าสุดบอกผมว่า เพิ่งไปตรวจสุขภาพมา ปรากฏว่า สุขภาพดี ตับแข็งแรง ปอดไม่เป็นจุด เขาจึงกินเหล้า สูบบุหรี่หนักเหมือนเดิม เพราะเชื่อในผลการตรวจสุขภาพ
.
เขาไม่ยอมรับว่าตัวเองอยู่ในภาวะความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอะไรได้อีกมากมาย หากไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่ว่าเพื่อนฝูงหรือคนในครอบครัวจะเตือนกี่ครั้งก็ตาม เพราะเขายึดเอาผลการตรวจสุขภาพเป็นข้อแก้ตัวและเครื่องปลอบใจมาโดยตลอด
.
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้เพื่อจะบอกว่า ทุกวันนี้ธุรกิจการตรวจสุขภาพประจำปีมีมูลค่าปีละหมื่นกว่าล้านบาท และกลายเป็นช่องทางการแสวงหารายได้ใหม่ของโรงพยาบาลแทบทุกแห่งในประเทศ
.
เพื่อนคนหนึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล เล่าว่า กำไรจากการตรวจสุขภาพแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 300%
.
ไม่น่าแปลกใจที่ระยะหลังเราจะเห็นการโฆษณาให้หมั่นไปตรวจสุขภาพประจำปี หรือหากวัยสูงอายุก็หมั่นมาตรวจ 2 ครั้งต่อปีด้วยซ้ำ โดยมีจุดขายสำคัญคือเครื่องมือการตรวจในห้องแล็บอันทันสมัย จนดูเหมือนว่า การตรวจสุขภาพประจำปีกำลังเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตแล้ว
.
แต่ทุกวันนี้วงการแพทย์ยังถกเถียงกันอยู่ว่า การตรวจสุขภาพประจำปีมีประโยชน์หรือโทษกันแน่?  และคนไทยจำเป็นต้องเสียเงินเพื่อไปตรวจสุขภาพหรือไม่ ?
.
คนในวงการสาธารณสุขต่างทราบดีว่า ผลการตรวจ จากตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ อุจจาระในห้องแล็บมีโอกาส ผิดพลาดได้บ่อยๆ ยิ่งตรวจตัวอย่างมากๆ โอกาสผิดพลาดก็สูงมาก
.
ในทางการแพทย์ ความสำคัญของการตรวจสุขภาพ ไม่ได้อยู่ที่การตรวจทางห้องแล็บ เพราะการตรวจในห้องแล็บไม่มีวิธีใดที่แม่นยำที่สุด บางอย่างให้ผลบวกลวง คือไม่ได้เป็นโรค แต่บอกว่าเป็น บางอย่างให้ผลลบลวง คือเป็นโรคแต่บอกว่าไม่เป็น หรือหาไม่เจอ  บางคนสุขภาพดีแจ่มใสร่าเริงมาตลอด แต่ผลจากห้องแล็บผิดพลาดจนนึกว่าเป็นหลายโรค กลายเป็นคนเครียดไปก็มี
.
แต่หากผลการตรวจสุขภาพของคนไข้ออกมาดี ก็ทำให้คนไข้เกิดความประมาท ไม่ยอมดูแลสุขภาพตัวเอง อาทิ คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำ เมื่อผลเอ็กซเรย์ปอดได้ผล ปกติ ก็จะคิดว่าตนสามารถสูบบุหรี่ได้อีก แต่คำว่าปอดปกติไม่ได้หมายความว่า คนคนนั้นจะไม่เสี่ยงต่อโรค ถุงลมโป่งพอง หากยังสูบบุหรี่ต่อไปเรื่อยๆ
.
เราฝากชีวิตไว้กับเทคโนโลยีทางการแพทย์มากกว่า การดูแลสุขภาพด้วยตนเอง เพราะการตรวจสุขภาพที่ถูกต้องนั้น ต้องเน้นการตรวจพฤติกรรมของคนไข้ว่าเป็นอย่างไร เช่น ไม่ชอบออกกำลังกาย กินเหล้า สูบบุหรี่ เป็นคนเคร่งเครียด หรือกินอาหารผิดประเภท เพื่อเน้นให้คนไข้เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคร้ายก็ยากจะถามหา
.
การเสียเงินเพื่อไปตรวจสุขภาพอาจจะไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก หากคนเหล่านั้นยังใช้ชีวิตเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ต่อไป
.
หมอคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
กรณีของคุณ ย โย่ง (เอกชัย นพจินดา นักพากย์กีฬาชื่อดัง) ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ก่อนตายเขาไปตรวจสุขภาพประจำปี แล้วผลออกมาว่าแข็งแรง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเขามีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจ พอไปออกกำลังกายก็เลยเสียชีวิต”
.
ในขณะที่ฝ่ายที่สนับสนุนการตรวจสุขภาพประจำปี ให้เหตุผลว่า เป็นการช่วยทำให้เรารู้ว่าสภาวะร่างกายของเราอยู่ในระดับไหน มีโรคร้ายแฝงตัวอยู่หรือไม่ การมาพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจทางห้องทดลอง ก็ทำให้มีโอกาสตรวจพบโรคเหล่านี้ และสามารถรักษาได้ทันท่วงที
.
วันต่อมาผมโทรศัพท์ไปหาเพื่อนผู้เป็นหมอใหญ่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เพื่อบอกผลตรวจสุขภาพให้ฟัง เขาตอบมาว่า    ” ก็ดีนี่ มึงมีเงินก็ไปตรวจซะ จะได้สบายใจ แต่พวก หมอด้วยกันเอง ไม่ค่อยมีใครไปตรวจสุขภาพประจำปีหรอก เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าไม่ค่อยได้อะไรมากนัก

ช่วงนี้ฟิตร่างกายให้แข็งแรงนะเพื่อน อีกไม่นานคงต้องออกมานอกถนนกันอีกแล้ว” เพื่อนผู้ไป ร่วมชุมนุมบนถนนราชดำเนินเมื่อหลายเดือนก่อนพูดทิ้งท้ายไว้

ข้อมูลสื่อ

ชื่อไฟล์: 332-005

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 332

เดือน/ปี: ธันวาคม 2549
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 91 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,793,343 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 91 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,793,343 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 91 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,793,343 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: