AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

หลักรัก – On Love

img_8880

 

หมั่นประกอบเหตุ แต่ไม่เร่งรัดเอาผล

การปฏิบัติก็เหมือนกับการเลี้ยงเป็ด คือ เรามีหน้าที่หาอาหาร อย่าไปสนใจเรื่องเป็ดจะโตเร็วโตช้า เหมือนการปลูกต้นไม้ เรามีหน้าที่รดน้ำให้อาหารมัน ดูแลแมลงไม้มัน เช่นเดียวกับการปฏิบัติ ไม่ต้องไปกังวล ไปดูว่ามันจะเป็นอะไร ขยันเราก็ทำ ขี้เกียจเราก็ทำ ต้องค่อยๆ ไป ฉลาดในการรักษาจิตให้สม่ำเสมอ
จาก หนังสือความผิดในความถูก – พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) หน้าที่ ๑๘

………..

ให้พอดี

เหมือนกับไม้สอยมะม่วง ยาวหรือสั้นเกินไป มันใช้ไม่ได้ การปฏิบัติ ถ้าปัญญาสูงเกินไปก็สอนยาก ต่ำเกินไปก็สอนยาก ต้องหาให้มันพอดี คือ ไม่สูงไม่ต่ำเกินไป ฉะนั้น ธรรมะมันไม่ต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป

จาก หนังสือความผิดในความถูก – พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) หน้าที่ ๑๗

________________

หลักรัก – ชยสาโรภิกขุ

ต้นเรื่องเดิมมาจากพระธรรมเทศนา ของพระอาจารย์ชยสาโร เรื่อง “จากรักสู่เมตตา” ซึ่งพระอาจารย์ได้นำเนื้อหาสาระที่สำคัญของเรื่อง ดังกล่าวมาเขียนขึ้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งใหม่ทั้งหมด และได้ตั้งชื่อเรื่องให้ใหม่ด้วยว่า “หลักรัก”

ทางเพจ สาขาวัดหนองป่าพง เคยนำเสนอไปเมื่อปีที่แล้ว แต่ปีนี้ขอนำมาลงใหม่พร้อมเพิ่มเติมภาคภาษาอังกฤษด้วยครับ
******************

ความรักเป็นอีกส่วนหนึ่งของ ชีวิตที่เราต้องฉลาด และรู้เท่าทัน

ความรักมักจะคลุกเคล้าอยู่กับอารมณ์อื่นอยู่เสมอ ทำให้ผู้ที่ไม่เคยมองด้านในอย่างจริงจังหลงเข้าใจว่าอารมณ์ที่เป็นบริวารของความรักนั้น เป็น ส่วนหนึ่งหรืออาการของความรักทีเดียว

เช่น คนจำนวนไม่น้อยที่มองว่า ความวิตกกังวล และความหึงหวงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารักจริง จึงยินดีสงวนเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ความรักมักมีมลทินโดยผู้รักไม่ค่อยรู้ตัว และที่น่ากลัวคือกิเลสที่อาจบ่อนทำลายความรัก สามารถสอดแทรกเข้ามาในใจที่ขาดธรรมะได้อย่างง่ายดาย ปุถุชนธรรมดาเหมือนเจ้าของบ้านที่ไม่มีประตู มีแต่ช่องว่าง ใครจะเข้าจะออกก็ได้ตามสบาย ขี้ขโมยจึงชุม

ผู้มีปัญญาจงเรียนรู้เรื่องความรัก เพราะการรู้เข้าใจธรรมชาติของตนคือทางเดียวที่นำไปสู่ความ สงบสุขที่มนุษย์เราพึงประสงค์

พระพุทธเจ้าสอนเรา ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมเป็นปัญหากับผู้ไม่รู้ เท่าทัน ย่อมไม่เป็นปัญหากับผู้ที่รู้เท่าทัน

ความรักก็เหมือนกัน เมื่อเริ่มเจริญปัญญา รู้เท่าทันความ รักในระดับหนึ่ง แล้ว ก็ค่อยละสิ่งเศร้าหมอง บำเพ็ญธรรมฝ่ายเบิกบาน เพื่อความรักจะไร้โทษ และเป็นพลังในการนำชีวิตขึ้นไปสู่ความสุขที่แท้จริง

ในการเรียนรู้เรื่องความรัก คำถามที่ควรสนใจ จึงมีหลายข้อด้วยกัน เช่น ความรักคืออะไร ความรักมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ความรักเกิดขึ้นอย่างไร ตั้งอยู่อย่างไร เสื่อมและดับไปอย่างไร อะไรคือมลทินของความรัก อะไรคือเครื่องรักษาและเครื่องชำระความรัก เราควรจะปฏิบัติต่อความรักอย่างไร จึงจะได้ความสุขมากที่สุดและความทุกข์น้อยที่สุด

สิ่งท้าทายในเบื้องต้นคือภาษา ความหมายของคำว่า รัก ค่อนข้างจะกำกวม เพราะใช้สำหรับความผูกพันหลายประเภท

บางครั้งเราอุทานออกมาว่ารักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยหมายความว่าชอบมันมาก เช่น รักว่ายน้ำ รักอาหารทะเล รักภาพยนตร์เรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นต้น

รัก ประเภทนี้อาตมาจะไม่กล่าวถึงต่อไป เพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญ คำว่ารักในกรณีนี้เป็นแค่สำนวน

ความรักอีกประเภทหนึ่งคือรักสิ่งที่เป็น นามธรรม สิ่งสมมุติ หรืออุดมการณ์ เช่น รักชาติ เป็นต้น ความผูกพันกับอุดมการณ์อาจเข้มข้นถึงขั้นที่พอใจฆ่า หรือตายเพื่อสิ่งนั้น

ความรักแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่เราควรกลั่นกรองด้วยปัญญาให้ดี เพื่อไม่ตก เป็นเหยื่อหรือเครื่องมือของใครที่เก่งในการปลุกระดม ในเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ถ้าเรายึดมั่นถือมั่นว่าฝ่ายเราดี ถูกต้อง บริสุทธิ์ ฝ่ายเขาเลว ผิด พลาด ไม่บริสุทธิ์ เป็นปัญหาแล้ว โรคแบ่งเราแบ่งเขาแบบขาวดำ ดีชั่ว อันตรายเสียแล้ว

เพราะฉะนั้น ใครพูดในทางที่ชวนให้เราเกลียดหรือดูหมิ่นผู้ที่มีแนวความคิดไม่เหมือนเรา คนนั้นไม่ใช่เพื่อนที่ดี เขาเป็น “ปาปมิตร” หรือเพื่อนในทางเสื่อมเสียมากกว่า เราเชื่อและปล่อยให้อารมณ์รุนแรงครอบงำใจก็เป็นบาปอีกคน ผูกพันกับแนวความคิด หรือปรัชญา อะไรแล้ว จงดูแลความถูกต้องด้วยพลังธรรม

ความรักประเภทที่สองเป็นสิ่งที่ควรศึกษา เพราะมีผลต่อความมั่นคงและความสงบสุขของสังคม แต่ที่นี่อาตมาตั้งใจจะเน้นการวิเคราะห์ความรักประเภทที่สาม คือความรักระหว่างบุคคล เช่น รัก พ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตร สามี ภรรยา ลูก หลาน เป็นต้น และสุดท้าย ความรักที่สี่คือเมตตา

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตในเบื้องต้นว่าความผูกพันในสามข้อแรกย่อมนำความทุกข์มาสู่ชีวิตเราอยู่เสมอ ไม่มากก็น้อย เพราะธรรมชาติของความรัก ธรรมชาติของความเป็นปุถุชน เป็นอย่างนั้นเอง

จบหลักรัก ตอนที่ 1 ***

Love is a part of life which we need to imbue with wisdom and understanding.
Love tends to get intertwined with other emotions, making those who have never considered it closely mistake the emotions associated with love for a part of,

or indeed expressions of, love itself. Usually, for example, rather than considering worries and jealousy to be impurities of love, we take them to be a proof of it, and thus gladly harbour such feelings. We tend to blind ourselves to love’s impurities. It is alarming how easily the defilements (kilesa, ie) negative mental states such as greed, hatred and delusion), which can destroy love, sneak inside a heart ignorant of the Buddha’s teachings (Dhamma) Most people are like the owner of a home with a wide opening instead of a door. Anyone is free to enter or exit such a house and it is no surprise that thieves abound.

It is intelligent to learn about love because knowing and understanding our own nature is the only way to the peace and happiness that we human beings can and should aspire to. The Buddha teaches us that absolutely everything on this earth can be a problem for those without wisdom, but is not a problem for those with wisdom. So it is with love. When our wisdom has developed sufficiently then we can abandon sadness and practice the joyful side of Dhamma so that love will do no harm and instead be the engine that propels our lives to real happiness.

In learning about love, these are the kinds of questions we can ask ourselves: What is love? What are the advantages and drawbacks of love? How does love arise? How is love sustained? How does love decay and end? What are the impurities of love? What preserves and purifies love? How should we behave with respect to love so as to maximize happiness and minimize pain?

The first challenge in answering these questions is one of semantics. The meaning of the word “love” is rather imprecise because the term is used to describe many different types of attachment. Sometimes we exclaim that we love something when we mean that we like it a lot, e.g., we love swimming, we love seafood, we love such and such a movie. As this meaning of love is not relevant to my discussion, I won’t mention it again.

Another type of love is the devotion to intangibles, to beliefs or ideals, loving one’s country or one’s religion for example. The attachment to an ideal can be so intense that people are willing to kill or die for it. This kind of feeling is valued because it gives meaning and purpose to our lives and relieves for a while the drag of petty concerns. But it also robs US of discernment and we need to refine this type of love carefully with wisdom to avoid becoming a victim or a pawn of skilful manipulators.

In a conflict, if we are convinced we are good, right, pure and the other side is evil, wrong, impure, we have lost our way. People who are utterly convinced they are right are already on the wrong track. Thinking in terms of US vs. them, white vs. black, good vs. evil, is like a disease that has caused untold suffering in the world. Empathy, the antidote to this childish way of looking at things, does not, as is sometimes thought, cripple action but makes it more intelligent. Demonizing others, or simply refusing to cede them their humanity, leads to cruel, intemperate actions that eventually rebound on the perpetrators. Self-righteousness is a form of intoxication. Seeking to understand people and situations leads to measured responses. When someone tries to persuade US to hate or look down on those with viewpoints different from our own, that person is not being a “good friend” (kalyanamitta). He or she is acting as a “bad friend” (papamitta), one who leads US in unwholesome directions. Once we adopt a way of thinking or philosophy, we should check its rightness with the power of Dhamma. Does it, for example, seem as reasonable when our mind has been calmed through meditation as it does when our mind is inflamed

This second type of love is worth investigating because it has implications for social stability and peace. But here, I mean to stress the analysis of the third type of love which is personal love: love for parents, siblings, relatives, friends, spouses, children, and grandchildren. And finally, the fourth type of love, which is lovingkindness (metta).

The initial observation I would like to make is that the first three types of love will always bring some suffering, be it a lot or a little, to our lives, because that’s just the way love is and just the way of the human heart.

***on love part 1
ภาพ งานอาจริยบูชา หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี ประจำปี 2560 โดยคุณ John Tanakorn Arunruengsawat

…………………

หลักรัก ตอนที่ 2

ธรรมชาติของความรักสามัญคือมีขีดจำกัด เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโลก มันย่อมมีความพร่องอยู่เป็นนิจ นั้นคือข่าวร้าย

แต่ข่าวดีคือยังมีความรักอีกประเภท คือ เมตตาซึ่งเลิศประเสริฐ เป็น ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข สม่ำเสมอในสิ่งชีวิตทั้งหลายอย่างไม่ลำเอียง เป็นความรักที่บริสุทธิ์แท้ เมื่อความผูกพันไม่มีขอบเขตจึงไม่เป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ ตรงกันข้าม เมตตานำแต่ความสุขมาให้อย่างน่าพอใจยิ่ง เพราะเป็นส่วนหนึ่งของทางพ้นจากทุกข์ในโลก

พุทธธรรมสอนให้เห็นว่า ความรักสามัญมีข้อด้อยสองข้อสำคัญ คือ

หนึ่ง ธรรมชาติของทั้งผู้รัก ที่รัก และความรัก คือความไม่เที่ยง ความแปรปรวน เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย เป็นเหตุให้โลกไม่มีอะไรคงที่ เป็นที่พึ่งแท้จริงได้

สอง ในเมื่อผู้รักยังเป็นปุถุชนอยู่ กิเลสต่างๆ ในใจย่อมท้าให้ความรักเป็นปัญหาและมีปัญหาได้อยู่ตลอดเวลา ธรรมชาติโดยตัวของมันล้วนๆ ก็ทนยากอยู่แล้ว เรายังซ้ำเติมตัวเองด้วยความเข้าใจผิดและความอยาก

ผู้มีสัมมาทิฐิในทางพระพุทธศาสนาจึงฝึกมอง เรื่องความรักผ่านอริยสัจสี่ คือ กำหนดรู้ความพร่อง ของมัน ให้คุณค่าและความหมายของความรักให้พอดี พยายามละสิ่งเศร้าหมองทั้งหลายในใจที่ก่อให้ เกิดความทุกข์ทั้งๆ ที่รัก

ตั้งเป้าหมายอยู่ที่การไม่เป็นทุกข์หรือเป็นทุกข์น้อยที่สุดเพราะความรัก พร้อมกับมีและให้ความสุขมากที่สุด

สุดท้าย ฝึกอบรมกาย วาจา ใจ ตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ โดยเฉพาะในกรณีความรัก ด้วยการพยายามให้มันน้อมไปทางเมตตาให้มากที่สุด ตระหนักในความงดงามของความรักที่ปราศจาก เงื่อนไขเป็นกำลังใจ

ผู้อ่านบางท่านอาจจะไม่เห็นประโยชน์ในการศึกษาด้งกล่าว อาจต่อต้านว่า ไปยุ่งกับความรักทำไม มันดีอยู่แล้ว ขอตอบด้วยคำถามว่า มันดีจริงหรือ และถ้ามันดีแล้วมันจะดีอีกนานเท่าไร รู้ได้อย่างไร

พระองค์ทรงชี้ให้เราเห็นว่าสิ่งใดเป็นของจริง สิ่งนั้นย่อมทนต่อการพิสูจน์ สิ่งที่ไม่จริงเท่านั้นที่ไม่ทนต่อการพิสูจน์ เราจะปล่อยวางสิ่งแปลกปลอม เข้าถึงของแท้ ต้องดูใจตัวเองเป็น

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมจงพยายามทำความเข้าใจในเรื่องความรัก เมื่อศึกษาความรักด้วยจิตเป็นกลาง ความรู้สึกผูกพันที่เกิดจากความหลงจะค่อยๆ ดับไป พร้อมกับสิ่งเศร้าหมองต่างๆ ที่จรเข้ามาในใจรวมเป็นกระจุกกับความรัก เราจะเริ่มชื่นชมรสชาติของความรักปลอดสารพิษ

ในที่สุด ในใจของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะมีเหลือแต่ความรัก ที่ใสสะอาด และไร้เงื่อนไข ที่ล้นออกมาจากจิตใจที่เบิกบาน

ความรักระหว่างบุคคลที่เรารู้จักตั้งแต่แรกเกิด คือความรักของแม่และพ่อนั้นเอง อายุมากขึ้น เรามักจะประมาทในความรักนี้ ทั้งนี้ เพราะเรามักรู้สึก ว่าเป็นส่วนหนึ่งของโลก เหมือนดินน้ำลมไฟ เราจึงรู้สึกคล้ายๆ กับว่า ความรักของพ่อแม่เป็นสิทธิของเราที่จะได้รับ ข้อดีของสังคมไทยข้อหนึ่งจึงอยู่ที่การ เน้นย้ำเรื่องความกตัญญู ช่วยให้คนเราที่ชอบมองข้ามหรือลืมสิ่งสำคัญได้สำนึกใน หนี้ศักดิ์สิทธิ์ และ รู้จักความสุขในการตอบแทนบุญคุณของบุพการี ในที่สุดเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องจากเราไป ความเศร้าโศกไม่ต้องแฝงไปด้วยความเดือดร้อนใจว่าเราเป็นลูกที่ไม่ดี สัญญาความจำจะเต็มไปด้วยความภูมิใจ ว่าได้ทำหน้าที่ต่อผู้มีพระคุณ

คงไม่มีผู้ปกครองที่ไหนที่จะยืนยันได้ว่าความรักลูกนำแต่ความสุขมาให้ถ่ายเดียว หากถือว่าความทุกข์ที่ตามมาเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะเทียบกับ ความสุขที่ได้จากการมีลูกรู้สึกว่าคุ้ม ถ้าลูกเป็นทุกข์เมื่อไร จะเป็นทุกข์กายเพราะเจ็บไข้ได้ป่วย หรือ ทุกข์ใจเพราะผิดหวัง ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ เป็นต้น

พ่อ แม่ ผู้รักลูก มักจะเป็นทุกข์ยิ่งกว่าลูกเสียอีก ทนทุกข์ตัวเองได้ แต่ทนทุกข์ของลูกแทบไม่ไหว ในการเลี้ยงลูก พ่อแม่ส่วนใหญ่ยอมเสียสละ ยอมเหน็ดเหนื่อย ยอมลำบากทั้งกายและใจ อย่างต่อเนื่องหลายปี เพื่อจะให้ลูกได้ดี เก่ง มีความสุข

ความรักพ่อแม่ และรักลูก เป็นความผูกพัน โดยธรรมชาติที่มีทุกข์เป็นเงาตามตัว เป็นทุกข์ที่เรา ไม่ปฏิเสธ แต่ในขณะเดียวกัน เราควรสนใจศึกษา ว่ามีทุกข์อะไรบ้างไหม ที่เราปล่อยวางได้โดยไม่กระทบต่อการเป็นลูกหรือพ่อแม่ที่ดี

จบหลักรัก ตอนที่ 2 ***

Mundane love has natural limitations simply through being a part of the world. It is always in some way deficient. That is the bad news.

But the good news is that there is another, superior kind of love, namely lovingkindness {metta). It is an unconditional love, expressed universally without bias, for all living things. It is a truly pure love. When an attachment is boundless, it does not cause suffering. On the contrary, lovingkindness brings only happiness of a most satisfying kind, because rather than being a part of the unfulfilling world, it lies on the path to liberation.

The Buddha’s teachings point out two significant drawbacks of mundane love:
(l) The lover, the beloved, and the love itself are all impermanent by nature. Fluctuations and changes in accordance with causes and conditions mean that nothing in the world, including personal love, is permanent or capable of being a real refuge.

(2) The lover, as an unenlightened human being, will always bear in his or her heart negative emotions (known in the Buddhist idiom as defilements or kilesa) which render love unsatisfactory and may cause problems in loving relationships at any time. It IS already naturally difficult for mundane love to last, and we make it worse with our ignorance and unwise desires.
Those who have what the Buddha called “right view” (samma ditthi) train themselves to see love in terms of the Four Noble Truths. They train themselves to acknowledge love’s inherent deficiencies, to try to find the appropriate value and meaning they should give to love in their lives. They attempt to abandon impurities in the heart that cause suffering in spite of the presence of love. Their goal is to avoid or minimize the suffering that arises from love, and to achieve and give as much happiness as possible. Finally, they use the Buddhas teachings to train their action, speech, and mind to lead their love in the direction of lovingkindness as much as possible, inspired by the awareness of the beauty of a love that is unconditioned.

Certain readers might not see any benefit in this training and might question why we should bother to meddle with love at all when it’s fine as it is. To this I would answer with a query: Is it really fine, and if so, how long will it remain so? How do you know?

The Buddha showed US that if something is real, it will withstand being put to the test. Only false things do not withstand examination. So if our love is genuine we should not fear putting it to the test. If we want to let go of falseness and reach authenticity, we must learn to examine our own hearts. That examination must include all feelings, including those dearest to our hearts such as love.

As spiritual practitioners we strive to understand love. When we examine love with a neutral, unbiased mind, attachments that have arisen from delusion will gradually dissolve along with the various impurities that have entered into our hearts and become bundled together with love. We will begin to appreciate the taste of non-toxic love, and finally in the hearts of those who have practiced well will remain only a clear, clean and unconditional love that overflows naturally from a joyful mind.
The kind of personal love that we experience from the beginning of our lives is the love between children and their parents. As we grow up we tend to take our parents for granted because they seem to be as fixed a part of the world as earth, water, fire, and air. We feel entitled to our parents’ love. Given how prone we are to complacency, it is a strong point of society here in Thailand that it places such emphasis on gratitude, encouraging people to remember how much they owe their parents and to experience the joy of reciprocating their parents’ kindness. When finally our parents must leave US, our sorrow does not need to be tinged with regret. Our memories can be full of pride at having performed our filial duties well.
There probably isn’t a parent anywhere who can insist that loving his or her children brings only happiness. It is rather that the suffering that arises as a consequence of parental love is considered to be redeemed by the joys of parenthood. Whenever their children suffer, be it physically from an illness or emotionally from a disappointment or not being able to get what they want, loving parents often suffer even more than the children. Parents can endure their own suffering but find their children’s suffering almost unbearable. In child-rearing, most parents are willing to sacrifice and endure years of exhausting physical and emotional hardship so that their children may be successful, capable, and happy.

Love for our parents and for our children is a natural attachment that is shadowed by suffering. It is a suffering that is for the most part willingly borne, but nevertheless we should be interested in learning whether there is any aspect of that suffering that we might relinquish without affecting our ability to be a good son or daughter or a good parent.

***on love part 2

……………..

หลักรัก ตอนที่ 3

ความรักที่ปุถุชนสนใจมากที่สุดน่าจะเป็น ความรักโรแมนติกเกือบทุกคนหวังว่าจะมีโชคดีเจอ เนื้อคู่ หรือคู่ชีวิตที่ดีแล้วอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ตลอดกาลนาน การรักใครสักคนอย่างแท้จริง และ เป็นที่รักแท้จริงของคนนั้น นั่นแหละคือความฝันยอดนิยมของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม การอยากรักและเป็นที่รักในลักษณะนี้มักพัวพันกับกิเลส เช่น ความหลงและความใคร่ในกาม เป็นต้น จึงจำเป็นมากที่เราจะต้องเรียนรู้ให้ดี เพื่อจะไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะรักหรือเพราะเป็นที่รักจนเกินไป

The kind of love that people are most interested in is surely romantic love. Nearly everyone hopes to be lucky, meet a soul-mate or a good life-partner, then to live together happily ever after. Truly loving someone and being loved truly by that person is the most popular of dreams.

However, wanting to love and to be loved in this manner is usually bound up with defilements such as delusion and lust. Therefore it is vital to master how not to suffer excessively from loving or being loved.

กวีชอบยกย่องความรักว่าเป็นประสบการณ์ สุดยอดของชีวิต นักวิทยาศาสตร์บางท่านอาจมอง ว่าความรักเป็นแค่ผลของสารเคมีที่มีหน้าที่กระตุ้นให้มนุษย์สืบพันธุ์เท่านั้น อะไรเกิดก่อน ไก่หรือไข่ไก่ นามธรรมหรือรูปธรรม เรื่องแบบนี้เขาเถียงกันนาน แล้วไม่มีที่จบสิ้น

Poets have tended to praise love as the supreme experience in life. Some scientists, on the other hand, see love as merely a result of chemical reactions in the brain that have evolved to support reproduction of the species. Which is it? Which comes first, the chicken or the egg, the brain or the mind? These types of arguments have been around for a long time and never come to an end.

ปัญหาที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ เราควร ปฏิบัติต่อความรักอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด การแสวงหาคำตอบต่อปัญหานี้เริ่มต้นด้วยการสังเกตจากชีวิตของตัวเอง จากชีวิตคนรอบข้างจากชีวิตคนทั่วไป ว่าคนเรามองความรักอย่างไร

A more interesting question is how we ought to behave with respect to love in order to derive the most benefit from it. Searching for the answer to this question begins with observing our own life, the lives of those around US, and the lives of the general population.

อะไรคือเสน่ห์ของความรัก ในช่วงแรกรักมัน เป็นยาแก้ความเซ็งความเบื่อหน่ายชีวิตที่ดี สำหรับ ผู้ที่รู้สึกว่าชีวิตจืดชืดไม่มีอะไรน่าสนใจ มีแต่เรื่อง ตรากตรำหรือว่างเปล่าเท่านั้น หรือรู้สึกว่าตัวเองเคว้งคว้างไม่รู้อยู่เพื่ออะไร ความรักสามารถสร้างความตื่นเต้น และความหมาย

What is the appeal of love? In the initial stage, it is an effective antidote to boredom for those who find life stale, uninteresting, filled with only drudgery or emptiness, or for those who feel lost with no purpose for living. Love can create excitement and meaning.

ความรักในเบื้องต้น เป็นความเมาหรือความไม่สงบที่คนเราไม่รังเกียจ อารมณ์ขึ้นลงอย่างรุนแรง ขึ้นสวรรค์ ตกนรกบ่อยๆ ทำให้คนที่มีความรักรู้สึกคึกคัก มีชีวิตชีวา

Falling in love is intoxicating, a welcome agitation. Powerful emotional ups and downs as if regularly falling into hell and then rising back into heaven make lovers feel invigorated and alive.

เครื่องล่อของความรักยังมีอีกเยอะ สำหรับคู่ที่ ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว สูงขึ้นไปจากความสามารถตอบ สนองความต้องการทางเพศแล้ว ความมั่นใจว่าเรา เป็นคนที่สำคัญที่สุดในโลกของอีกคนหนึ่งทำให้รู้สึก อบอุ่น พ้นจากความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว การมีใครสักคนหนึ่ง ที่เราเป็นตัวของเราได้โดยไม่ต้องเสแสร้ง หรือปิดบังอำพรางแม้แต่น้อยเป็นความสบายใจ การแน่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น คนที่เรารักจะไม่ทิ้งเราจะช่วยรับมือกับปัญหาทุกประการด้วยความเห็นใจ และสงสาร จะให้กำลังใจเวลาเราท้อแท้และ เหน็ดเหนื่อย ชื่นชมอย่างจริงใจ และพลอยยินดีใน ความดีของเรา อย่างนี้ย่อมมีความสุขแน่

นอกจากนั้น ถ้าคู่ครองเป็นคนเก่งประสบความสำเร็จ เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปและคนรอบข้าง เราก็ภูมิใจ ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์ของความรัก

Love has many other enticements. For couples living together, in addition to the ability to meet their sexual needs there is also the security of being the most important person in the world to the other person and a feeling of warmth and escape from loneliness. Having someone with whom we can be ourselves without pretension or concealment is a comfort in a busy, competitive and insincere world. Being sure that no matter what happens, our lover will not abandon US and will help US deal with our problems with empathy and sympathy, will encourage US when we are weary and in despair, will appreciate US genuinely, and will rejoice in our accomplishments—all these are certain causes of happiness.

In addition, if our mate is capable, successful, and well-respected, we feel proud. Love has many charms.

ข้อดีของความรักมีตั้งหลายข้อ อาตมาบรรยายคงไม่ครบ เพราะเขียนตามหลักปริยัติ ไม่มีภาคปฏิบัติรองรับ ผู้อ่านคงต้องเติมส่วนที่ขาดไปเอา เอง อย่างไรก็ตาม พิจารณาเรื่องอานิสงส์ของความรักแล้ว ขอให้น้อมเข้ามาสู่ใจตนด้วย

คือเมื่อเรากำหนดข้อดีหรือคุณประโยชน์ต่าง ๆ ของความรักได้แล้ว รวบรวมสิ่งที่ตัวเองได้หรืออยากได้จากความรัก เราควรถามตัวเองต่อไปว่า เราให้สิ่งเหล่านี้แก่คนรักของเรามากน้อยแค่ไหน ส่วนใดที่ยังบกพร่องอยู่ก็ พยายามปรับปรุงแก้ไข

Personal love wouldn’t be so popular if it didn’t have a lot going for it. But as one who has lived the past thirty years as a celibate monk, I am probably not the most qualified to expand upon all of its joys; my readers will probably have to supply the points I’ve missed themselves. But after considering the good things that love can provide, please apply it to your own heart too: when we have determined the benefits of love and what we receive or want to receive from love, we might ask ourselves how much we in turn have given these things to our loved ones, and try to improve or correct our failings.

สิ่งที่ควรให้คนที่เรารักมีอะไรบ้าง ความชื่นใจ ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ กำลังใจ ความเคารพนับถือ ความเกรงใจ ความไว้วางใจ ความอดทนและให้อภัย ความเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาที่ดีที่สุด เป็นต้น

What are the things that we should share with our loved ones? Here are a few: joy, understanding, empathy, encouragement, respect, consideration, trust, patience, forgiveness, being a good counsel and the best of friends.

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราต้องการสิ่งเหล่านี้จากคู่รักต้องให้เขาทราบด้วย อย่าพึงประมาท นึกว่าเขาควรจะต้องรู้เองโดยไม่น่าจะต้องบอก เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่คนเราน่าจะรู้เป็นสามัญสำนึกกลับไม่รู้เสียเลย หรือเคยรู้แล้วลืม การสื่อสารให้ชัดให้ครบน่าจะเป็นหน้าที่ของคนรักกันและน่าจะนำไปสู่ความสุขมากกว่าการค่อนแคะหรือ ถากถางเพราะน้อยใจ ไม่อย่างนั้นแล้ว นอกจาก การจู๋จี๋หายไป ยังอาจเหลือแต่การจู้จี้

At the same time, if we want these things from them we must also let them know.

Don’t simply assume that they ought to know it themselves without being told, because many things that people should know instinctively, they don’t know at all or they used to know but have forgotten. Doesn’t it make sense for people who love each other to work on clear communication rather than resorting to resentful sarcasm? It should be more pleasant. Otherwise, what used to be sweet may turn rancid.

ความรักระหว่างคนสองคนเป็นความรักประเภทที่สังคมให้ความสนใจมากทีเดียว หนัง ละคร นวนิยาย นิทาน ภาพโฆษณารอบตัว ล้วนแต่ชวนให้เข้าใจว่าความรักแบบนี้แหล่ะ คือสุดยอดของชีวิต ชีวิตใครไม่มีก็ไม่สมบูรณ์ น่าเศร้า

อย่างไรก็ตาม ถ้าใครยอมหยุดพัก คิดไตร่ตรองสักหน่อยหนึ่ง น่าจะเห็นได้ว่า ความรักโรแมนติกในชีวิตของตน ถึงจะเทียบกับความรักในนวนิยายได้ก็ตาม ยัง ไม่ใช่ยาแก้สารพัดโรค ความรักบรรเทาความทุกข์ได้ บางประการในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถดับความทุกข์โดยสิ้นเชิงได้จะรักใครสุดหัวใจจนดินฟ้าสลาย หรือนานกว่านั้นอีก ยังไม่พอ ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วจะเห็นว่าการแต่งงานกับคนต่างศาสนา และยอมเปลี่ยนศาสนาตามสามีหรือภรรยา เป็นการเสียสละ หรือการเบียดเบียนตัวเองขนาดไหน ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเหมือนที่ชาวพุทธหลายคนจะพึงคิดกัน

Love between two individuals gets a lot of attention. Movies, plays, novels, fairy tales and advertisements all seek to convince US that this type of love is the pinnacle of life. A life without it IS portrayed as imperfect and tragic. However, if we stop and contemplate for a moment, we ought to be able to see that romantic love in our own life, even if we’ve been fortunate enough to experience an almost storybook love, is never a cure-all. Love can alleviate some suffering at a certain level, but it cannot extinguish all suffering entirely. Even loving someone utterly and for eternity is not enough. Many Buddhists think little of converting to another religion merely in order to marry someone they love. Few have any idea of how much they have sacrificed and how little, relatively, they have gained

หนุ่มสาวชอบมองความรักว่าเป็นคำตอบปัญหาชีวิตทุกอย่าง แค่รักและเป็นที่รักอย่างเดียว แล้วในที่สุดทุกอย่างจะดีไปเอง แต่ในชีวิตจริงสิ่งที่กำหนดความสุขในระยะยาวคือ การกระทำทางกาย วาจา ใจ ไม่ใช่ความรัก การถือความรักเป็นที่พึ่งของผู้ที่ยังเฉยเมยต่อการฝึกตน ย่อมก่อให้เกิดความผิดหวังและความซึมเศร้าหรือระทมขมขื่นในที่สุด

Young people often view love as the answer to every kind of problem in life. They think that simply loving and being loved is the main thing; with that in place everything else will work out by itself. But if we are willing to look more closely, experience teaches US that what determines long-term happiness is not so much the presence of love but the quality of our actions, words, and mind. Ultimately, a spiritually untrained person who takes love as a refuge is creating the conditions for disappointment.

…………..

หลักรัก ตอนที่ 4

เคยสังเกตไหมว่าคนจำนวนมากรักแล้วทุกข์ เพราะเชื่อว่ารักแล้วจะไม่ทุกข์ ขอขยายความหน่อย ว่า ใครมีทุกข์ (อย่างน้อยที่สุดในลักษณะว่ารู้สึกว่า ชีวิตไม่พอ ไม่สมบูรณ์ ไม่มีแก่นสาร หรือขาดอะไรสักอย่าง) เชื่อและหวังว่า ถ้าเขารักใครสักคนและคน นั้นรักเขา ความทุกข์ในชีวิตจะดับไป จะมีความสุข ถาวร ผลก็คือ ถ้าเขาได้สมปรารถนาในความรักแล้ว ปรากฏว่าเมื่อความตื่นเต้นในเบื้องต้นของความรัก อ่อนลงไปแล้ว ความทุกข์ในชีวิตคงยังมีอยู่

คนที่ตั้งความหวังไว้สูงมักจะเศร้าหรือน้อยใจ ว่ามันไม่ยุติธรรม ถูกหลอก เราน่าจะมีความสุขมากกว่านี้ โทษแฟนก็มี การมีที่รักและการเป็นที่รักของคนที่รักเราคือความรู้สึกที่อบอุ่นอยู่ก็จริง แต่ความทุกข์จะดับไปด้วยการดับอวิชชาเท่านั้น

ทุกข์ดับเพราะอวิชชาดับ เพราะตัณหาดับ ไม่ใช่เพราะฉันรักเธอและเธอรักฉัน

Have you noticed that a lot of people in love suffer precisely because they assumed that love would mean an end to suffering, that it would resolve something? They tend to feel disappointed and cheated when things don’t work out that way. They feel that it wasn’t meant to be like this, that it’s not fair. Once the first flush of love has faded, we cannot blind ourselves so easily to the ways in which, despite the best will in the world, emotional and spiritual immaturity constantly undermines US all. The Buddha kept pointing to the fact that we suffer through the cravings that arise when we don’t understand ourselves. Suffering ends because ignorance-based cravings (tanha) end, not because I love you and you love me.

การหวังความดับทุกข์จากความรัก คือการตั้ง ต้นไว้ผิด และย่อมมีความผิดหวังเป็นผล แต่ที่ควร สังเกตก็คือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความบกพร่องของ
ความรักเท่านั้น

จุดสำคัญคือความไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจชีวิตของตัวเองและของคู่รัก เราอดไม่ได้ที่จะหวังจากความรัก สิ่งที่ความรักให้เราไม่ได้ เพราะไม่รู้เท่าทันตัวเอง ไม่รู้เท่าทันความรักก็เลยมีปัญหา

Hoping to end suffering with love is starting out on the wrong foot, but the problem isn’t so much love itself. Love is just what it is, no more, no less. But not understanding (or misunderstanding) ourselves, we demand love to give us something it cannot. We make ourselves into victims of unrealistic expectations.

ละคร หนังสือ เพลง หลายสิ่งหลายอย่างชวนให้เราเข้าใจ ว่าความรักดับทุกข์ได้ แต่ชีวิตของเราแต่ละคนฟ้อง กลับมาว่า ไม่ใช่

เมื่อผู้รัก ผู้เป็นที่รัก และตัวความรัก เป็น สังขารคือทนอยู่ในสภาพเดิมไปเรื่อยๆ ไม่ได้ คนเรา ต้องเจอความพลัดพรากเป็นธรรมดา ไม่วันใดก็วัน หนึ่งเราจะต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักทุกคนอย่างแน่นอน

ความตายเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์ทั้งหลายในโลกไม่มียกเว้น สำหรับผู้ที่ไม่เคยให้เวลากับการพิจารณาธรรมชาติของชีวิต ความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการพลัดพรากนั้น มักจะเป็นไปตามอัตราความผูกพันที่มีอยู่

รักมากก็ทุกข์มาก รักน้อยก็ทุกข์น้อย บางทียังไม่ตายจากกันความเจ็บไข้ได้ป่วยอาจทำให้รู้สึกขาดจากกันไปได้ เช่น โรคจิตบางอย่าง หรือในวัยชรา โรคสมองเสื่อมสามารถทำให้คนที่เคยรักเราสุดชีวิตจำหน้าเราไม่ได้เลย

ธรรมชาติแห่งความเปลี่ยนแปลงตามเหตุและปัจจัยไม่สนใจความต้องการของใครเลย เราจะบวงสรวง บนบาน อ้อนวอน สวดมนต์อย่างไรก็ตาม ความพลัดพรากคงมีเหมือนเติม จะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ใครอุตริไปขอให้สิ่งคักดิ์สิทธิ์จงดลบันดาลให้พระอาทิตย์ไม่ตกดินวันนี้เลย เราคงจะนึกขำ แต่ที่จริงการไม่ยอมรับความจริงแห่งความตายก็ไม่ต่างกันเท่าไรกับความปรารถนาเช่นนั้น

The lover, the beloved, and love itself are sankhara: conditioned phenomena unable to maintain themselves continuously in one particular state. Separation from loved ones is thus natural and unavoidable. If not today then at some time in the future, it is inevitable that we will have to part from all of those we love. Death is a completely normal affair for all living things in this world, without exception. But those who have never taken the time to examine the nature of life leave themselves extremely vulnerable. The magnitude of the suffering that they undergo as a result of separation varies in accordance with the degree of attachment. Great love results in great grief; modest love results in modest grief. Sometimes even before the ultimate separation of bereavement, there may be significant separation due to illness.

For example, mental illness or senility can make someone who once loved US profoundly unable to even recognize our face. The nature of change accords with causes and conditions and heeds no one’s desire. However ardently we may pray beg or make offerings, separation will, sooner or later, always arrive. We would laugh at anyone imploring a sacred being to prevent the sun from setting, but the state of mind lying behind the refusal to accept the certainty of death is hardly different.

คนรักกันมักจะชอบยืนยันอยู่บ่อยๆ ว่ารัก รัก จริง ตอนหนุ่มสาวคงจะต้องบอกทุกครั้งที่พบ ในยุคโทรศัพท์มือถืออาจพูดได้หรือส่งข้อความได้วันละหลายครั้ง จนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปเลย ยิ่งกว่านั้น คือภาวะภาษาเฟ้อ เช่น สัญญาด้วยว่าจะรัก ตลอดกาลนาน หรือทั้งๆ ที่ไม่เคยนั่งสมาธิจนสงบ ระลึกชาติได้ ยังอวดอุตตริมนุสสธรรมว่าเคยรักกัน หลายภพหลายชาติแล้วแน่ๆ

คนพูดอย่างนี้น่าจะ หมายความว่าในขณะที่พูดนั้น (หากไม่พูดเท็จ) เขา รักมาก และในขณะนั้นเขามั่นใจว่าเขาจะรู้สึกอย่าง นั้นตลอดไป แต่ใครจะรับรองความรู้สึกของตัวเองได้ ขนาดนั้น เพราะความเข้มข้นของความรู้สึกไม่ใช่ เครื่องพิสูจน์ความทนทานของมัน

In romantic love, lovers feel impelled to insist upon or exclaim their love at frequent intervals. In this age of cell phones they might say or text the magic words several times a day until it becomes a daily routine. And expressions of love become subject to a certain linguistic inflation—people promise to love forever or (despite being unable to recall past lives) claim to have loved each other in many previous existences. What does it mean when we make such incredible statements?

People who say this probably mean that at the time of making the statement (assuming they are sincere) they feel a great love and at that moment can’t imagine ever feeling any other way. But who can guarantee their own feeling to that extent, when the intensity of a feeling IS not a proof of its endurance?

ที่น่าสังเกตคือสิ่งที่มักจะอยู่เบื้องหลังการ ยืนยันว่ารัก กล่าวคือความห่วงเพราะถ้าลึกๆ ไม่ กลัวว่าวันใดวันหนึ่งความรักจะไม่มี จะต้องยืนยัน บ่อยๆ ทำไม ถ้าความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจเหมือนตกหลุม แล้วเราจะไว้ใจได้อย่างไรว่าในชาตินี้หลุมของเราหลุมของเขาจะมีอันเดียว

อย่างไรก็ตาม พอพูดครั้งหนึ่งแล้วว่ารัก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นไป ต้องพูดเป็นระยะๆ อยู่เรื่อยๆ เพื่อให้เขาสบายใจว่า ยังรักเหมือนเติม ถ้าเคยพูดบ่อยๆ แล้วพูดน้อยลง คู่รักมีโอกาสน้อยใจ หรือระแวงว่าเปลี่ยนไป มันเป็น ความกดดันอย่างหนึ่ง

It is worth noting that what lies behind this insistence on love is a worry, because without a deep-seated fear that one day love would no longer exist (or exist in the same way) why would anyone feel that they have to insist upon it so much? If love is something that occurs all by itself without any intention just like falling into a pit, how can we be so sure that in this life our pit or their pit will be the only pit? At any rate, once love has been declared, from then on it has to be declared continuously to reassure the other person that it has not changed. If the frequency of the declaration declines, the other person can feel let down or suspicious. It’s a kind of pressure.

นอกจากนี้ ถ้าสมมุติเขาบอกว่า ฉันรักเธอดีไหม อาจจะดีก็ได้ แต่ถ้าเราไม่รักผู้ที่รักเราก็อาจรู้สึกไม่ดีนัก เรียนด้วยกันทำงานด้วยกันอาจจะอึดอัดใจพอสมควร บางทีเกรงใจ ไม่กล้า ปฏิเสธ (หรือหวังสิทธิของการเป็นคู่รักบางอย่าง) ก็โกหกว่ารักเธอเหมือนกัน จากนั้นถอนคำพูดยาก ไม่ตกหลุมก็จริง แต่ติดตะรางแทน บางคนไม่ถึงกับโกหกจริงๆ จังๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่มีอยู่นี่ มันคืออะไร มันมีชื่ออะไร สับสน เรียกว่ารักไว้ก่อนก็แล้วกัน อาจจะใช่ก็ได้

If someone says to US, “I love you,” is that a good thing? Maybe, but not if we don’t love that person back. Unrequited love amongst classmates or co-workers can cause awkward situations. Sometimes people, put on the spot, he that they love the other person too because they don’t want to hurt the other’s feelings with rejection.

Men may see an expression of love as the price to pay for sexual favours. But for whatever reasons they’re uttered, once the words “I love you” are out there, they take on a life of their own, and a relationship is irrevocably changed by them. Some people don’t mean to be dishonest but just don’t know how to label their own feelings. Out of confusion, they figure they might as well call what they are feeling love since they don’t know what else to call it.

ความรู้สึกที่เราเรียกง่ายๆ ว่ารักนั้นมักมีสิ่ง อื่นเจือปนอยู่เสมอ ซึ่งแนบสนิทอยู่กับใจจนเรามัก หลงเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งหรืออาการของความรักที เดียว เช่น ความวิตกกังวล เป็นต้น

ซึ่งมักถูกมองว่า เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารักจริง ไม่กังวลคือไม่รัก ดึกแล้ว ลูกยังไม่กลับบ้าน โทรเข้ามือถือเขาก็ไม่ติด คุณแม่ก็ ทุกข์แล้ว ดูนาฬิกาเป็นระยะๆ ถี่ขึ้นๆ คิดปรุงแต่ง ต่างๆ นานา จนเครียดเต็มที่ มีคุณแม่สักกี่คนที่ถือว่าความกังวลนั้นเป็นสิ่งเศร้าหมองที่ต้องปล่อยวาง คงน้อย ส่วนมากมีใครปลอบใจและขอให้ทำใจ เย็นๆ ไม่ต้องกังวล ก็ไม่พิง พูดแต่ว่า อดไม่ได้ อดไม่ได้

This thing with the simple name of love is a complex phenomenon, blended with other mental states that are so ingrained in our hearts that they lead US to believe them to be a part of or an expression of love. Worry and concern are good examples. These emotions are frequently considered to be the proof of true love: no worry, no love. When a son or daughter is out late and not reachable by cell phone, the mother is already stressed out, checking the time more and more frequently while her imagination runs wild. But few mothers would consider that worry to be a mental impurity that they need to relinquish. More likely, they reject anyone else’s plea to calm down and stop worrying, repeating simply that they can’t help it, just can’t help it.

ความวิตกกังวลเป็นผลพลอยได้ของความ ผูกพันในโลกที่ไม่มีอะไรแน่นอน และมีสิ่งอันตราย มากมาย จะถือว่าเป็นค่าธรรมเนียมของความรัก ก็คงไม่ผิด ความผูกพันทำให้เรารับความทุกข์ของ อีกคนหนึ่งเหมือนเป็นของเรา ความไม่สบายกาย หรือไม่สบายใจของคนที่เรารักจึงทรมานใจเรา บางทีเราอาจจะทุกข์มากกว่าคนป่วยด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็แล้วแต่ ทางพุทธธรรมสอนตรงๆ ว่า ทุกข์เพราะคิดผิด ไม่ใช่อย่างอื่น สิ่งท้าทายคือรักอย่างไรมีทุกข์น้อยที่สุด การมีสติควบคุมความคิด ไม่ให้ปรุงแต่งจนเลยเถิดเป็นศิลปะชีวิตที่จะบรรเทา ความทุกข์ประเภทนี้ได้มาก ทำให้รู้จักแยกความเป็นห่วงธรรมดาจากความฟุ้งซ่าน ความตึงเครียด เราต้องรู้จักรับผิดชอบสุขภาพจิตของตน เพราะไม่มีใครจะทำให้เราได้

Concern and worries are by-products of attachment in an uncertain and dangerous world. They’re almost like a love tariff.
Attachment causes US to accept another person’s suffering as our own. Any physical or emotional pain experienced by our loved ones torments US. Sometimes our suffering exceeds theirs.

Nevertheless, Buddhadhamma tells us plainly that mental suffering is caused by mistaken ways of thinking about life, not by particular events or relationships. What happens to US can only be a condition or trigger for inner pain, not its cause. Our challenge is then how to love with the least amount of suffering. Developing mindfulness (sati) to govern our thoughts and prevent our minds from running on into excessive proliferation is an art, a life skill which can greatly ease this kind of suffering. Mindfulness allows US to distinguish normal and ordinary concern from the unnecessary pain of mental agitation and stress. We must learn to take responsibility for our own mental health because no one else can do that for US.

ความวิตกกังวลเกินเหตุตัดได้ด้วยพลังสติและ สมาธิ ความเป็นห่วงที่สมเหตุสมผล ลดได้ด้วยการสอนตัวเองว่าห่วงหรือไม่ห่วง อะไรจะเกิดก็จะเกิด แล้วแต่บุญแต่กรรม เกอ เซอรา เซอรา! (ภาษาฝรั่งเศส หมายถึง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด)

Excessive worries can be extinguished with the power of mindfulness together with inner stability and calm {samadhi). Rational concerns can be managed by reminding ourselves that things occur according to causes and conditions.

All we can do is do all we can, accept the outcomes, and learn from them. Worrying is a destructive habit that helps nothing. It makes US unhappy, adversely affects those around US, and detracts from our ability to act well and wisely. But it takes time to develop awareness, inner calm and wise consideration. In the meantime occasionally singing to yourself a verse or two of Que sera, sera may help. To my mind, it’s one of the great non-Buddhist texts.

จบหลักรักตอนที่ 4
ที่มา  เพจสาขาวัดหนองป่าพง

………….

หลักรักตอนที่ 5

ความลำบากใจอีกข้อหนึ่งที่อาจจะพ่วงมากับ ความรักคือความอึดอัดกับครอบครัวของคู่ครอง ใน บางราย พ่อแม่หรือพี่น้องของแฟนบางคนไม่ชอบ เรา บางทีเราไม่ชอบเขา นิสัยใจคอไม่ค่อยตรงกัน หลายคนคงยอมรับว่ามีญาติของสามีหรือภรรยาบาง คน ไม่จำเป็นคงไม่คิดอยากคบหาเขาเลย ต้อง อดทนเพี่อความสามัคคีตามหน้าที่ รักใครแล้วจึง ต้องยอมเป็นทุกข์บ้าง นี่คือโทษของความรักอีก ประการหนึ่ง

Another difficulty that may accompany love is discomfort with our partner’s families. Sometimes our partner’s parents or siblings don’t like US; sometimes they do but we don’t like them. Sometimes there’s a particular issue involved, but it’ ร often j ust a clash of personalities. Many people will admit that if they had a choice they would not want to have anything to do with some of their relatives at all, but they put up with them out of a sense of duty in order to keep peace in the family. Some may be fortunate and get on well with everybody, but for many people relationships with the family and friends of the ones they love are a burden attendant on love rather than a bonus.

พอมีแฟนแล้วความสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงคงจะ เปลี่ยนไปบ้าง อาจจะไม่สนิทสนมเหมือนเติม ยิ่ง กว่านั้นถ้าเพื่อนคนหนึ่งเกิดมีปัญหากับแฟนเรา อาจ จะเป็นเหตุให้บาดหมางกันได้ สมมุติว่าผู้หญิงคนหนึ่งเกิดสงสัยว่าเพื่อนเก่าคนหนึ่งชอบแฟนเขา แน่นอนแล้วความระแวงต้องกระทบความอบอุ่นที่ เคยมีต่อกัน ถ้าไม่รักแฟน ทุกข์เหล่านี้ไม่เกิด เพราะ รักมันจึงเกิด ความแบ่งแยกและความอคติเป็น บริวารความรักในตัวบุคคลเป็นธรรมดา มันจึงไม่ใช่ ความรักสากลที่เรียกว่าเมตตา และย่อมนำความไม่ สงบมาให้ชีวิตไม่มากก็น้อย

The aim here is not to denigrate love, but to develop a more rounded, nuanced understanding of it. We may observe for instance how love relationships can weaken other friendships. Jealousies can flare up. It is difficult for US if an old friend doesn’t get on with the person we love—or if they seem to get on too well. Without love this suffering would not occur; it occurs as a direct result of love. Discriminating boundaries and bias are inherent in personal love. The fact that you have stronger feelings for your partner than for the people you pass on the street every day is precisely the point. Its specialness is its allure. But this love, for all it gives us, cannot lead to peace.

ญาติของอาตมาคนหนึ่ง ตอนเป็นนักเรียน ด้วยกัน เขานับถือมหาตมะ คานธี เป็นฮีโร่ การสู้ ความกดขี่ด้วยอหิงสาหรือสันติวิธีดลบันดาลใจเขา มาก หลังจากอาตมาอยู่เมืองไทยได้ ๖ ปี ก็กลับไป เยี่ยมบ้าน วันหนึ่งขณะพูดคุยกันกับญาติคนนี้ อาตมาถามเขาว่ายังชอบมหาตมะ คานธี ไหม เขา ตอบว่ายังชอบอยู่เหมือนเดิม แต่ทุกวันนี้ชีวิตผม เปลี่ยนไปแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นพ่อของเด็กเล็กสองคน และต้องสารภาพว่า ถ้าใครพยายามทำร้ายลูกผม ผมจะฆ่าเขาเลย ญาติอาตมาจึงกลายเป็นคนที่ ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงในทุกกรณี เว้นแต่ในเหตุ จำเป็นเท่านั้น

ปัญหาของแนวความคิด อย่างนี้คือทุกคนที่ใช้ความรุนแรงต้องอ้างความจำเป็นอยู่เสมอ หรือเป็นกรณีพิเศษ อหิงสา ที่มีข้อแม้จึงไม่ใช้ อหิงสา วันนั้นอาตมาได้บทเรียนว่า ความรักแม้จะเป็นความรักงดงามระหว่างพ่อกับลูก อาจทำให้ อุดมคติต่างๆ ในชีวิตเสื่อมได้

One of my relatives used to look up to Mahatma Gandhi as his hero when we were at school together. He was very impressed by Ahimsa, the non-violent method of opposing oppression that Gandhi developed. After six years as a monk in Thailand I went back to visit home for the first time. One day while talking to my relative, I asked him if he still admired Gandhi. He said that he did but that as his life had changed so had his views on non¬violence. He was by then a father of two small children and he confessed that if anyone tried to hurt his children he would not hesitate to kill them if he had to. He was now devoted to non¬violence except in exceptional circumstances. Afterwards I reflected how, while I sympathized with my relative’s feelings, it seemed to me that once you allow for a concept of “unfortunate necessity” or “special cases” then non-violence is effectively lost. Ahimsa with exceptions is not Ahimsa. That day I realized how love, even the beautiful love between father and child, can undermine our life’s ideals.

บางคนโชคดีได้คู่ครองยอดเยี่ยม อยู่ด้วยกัน กี่ปีๆ ความสุขสำราญไม่เคยจางคลาย ยังมีเหมือน เติม ไปไหนไปด้วยกัน ยังคงจู๋จี๋มากกว่าจู้จี้ รักแบบ ฮอลลีวูดมาก ๆ แต่ความสุขเช่นนี้มักจะมีโทษใน ระยะยาวเหมือนกัน คือมันชอบทำให้เราประมาท ขี้เกียจพัฒนาตนในทางธรรม เหมือนนั่งสบายๆ ในเก้าอี้นวมแล้วไม่อยากลุกขึ้นทำงาน ในที่สุดคนเรา รักก้นเท่าไรก็ต้องพลัดพรากจากก้นตามกฎตายตัว ของธรรมชาติอยู่ดี ส่วนผู้ที่เคยพึ่งคู่ครองมากเกินไป จนไม่มีกำลังเป็นที่พึ่งแก่ตนไต้ ย่อมเป็นทุกข์ รักแต่ พอเพียงน่าจะดีกว่า

Some lucky people have excellent life- partners. After years and years together they still greatly enjoy each other’s company. They don’t grow apart, they still go everywhere and do things together; they speak to each other sweetly without grumpiness or nagging. But even this kind of happiness, idyllic as it sounds, tends to have a long-term disadvantage. It tends to make US negligent and too complacent to commit ourselves to spiritual training. It’s like sitting comfortably on a cushy sofa and not wanting to get up to go to work. Finally, no matter how much people love each other, eventually they must part in accordance with the ironclad law of nature. Obviously, those who have become too dependent on their partner will suffer from having developed no strength of their own.

สรุปแล้วว่าความรักมีอานิสงส์หลายอย่าง เช่น ป้องกันความเหงาความว้าเหว่ ให้ความอบอุ่น แก่ชีวิตได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ดีถ่ายเดียว เพราะยังเป็น ส่วนหนึ่งของวัฏฏะสงสาร ยังขาดความสมบูรณ์ใน ตัวมันเอง เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ในใจผู้ขาด ปัญญาไต้ตลอดเวลา และนำความยากลำบากสู่ชีวิต เราอย่างเลี่ยงไม่ได้หรือเลี่ยงยาก

To summarize, love gives many benefits. It guards against loneliness and brings warmth and companionship to life. But it is not an unalloyed good: it is still bound up in the cycle of birth and death, inherently incomplete. It can cause suffering at any time for all who lack wisdom, and without spiritual education the difficulties that it brings to our lives are unavoidable or at least difficult to avoid.

พระพุทธศาสนาไม่ต้องการจับผิดความรัก เฉยๆ แต่ต้องการให้เราเปิดใจยอมรับความจริง เพราะการระลึกถึงความจริงอย่างรู้เท่าทันเป็นทาง ไปสู่การดับทุกข์ อย่างเช่นพิจารณาว่าเรามีความแก่ เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้ เรามีความ เจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้ เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไป ไม่ได้ ความพลัดพรากจากคนและสิ่งที่เรารักทั้งหมด ทั้งสิ้นมีแน่ ฉะนั้น เราจะรักก็รักได้ แต่ควรจะเตือน ตัวเองอยู่เสมอว่า เราอยู่ด้วยกันอย่างชั่วคราว จะ เป็นชั่วคราวสั้นๆ ไม่กี่เตือน ไม่กี่ปีก็ได้ หรือจะเป็น เวลายาวถึง ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๕๐ ปีก็ได้ แต่อย่างไร ก็ตาม มันก็ยังเป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น

It is not the goal of Buddhism simply to find faults in love, but to teach US to open our hearts to the true nature of things. We should do this because contemplation and understanding of the way things are is the path to the end of suffering. One method of doing this is to regularly reflect on the simple truths of life and let them soak in. We remind ourselves that it is natural for US to get old, we cannot avoid getting old; that it is natural for us to become ill, we cannot avoid becoming ill; that it is natural for US to die, we cannot avoid dying. Separation from all of our loved ones and treasured possessions will happen, sooner or later, without a doubt. So we are free to love if we wish, but it is wise to constantly bear in mind that the time we have to spend with our loved ones is limited. It might be for a short period of a few months or years, or a longer period of 10 years, 20 years, 50 years. But no matter how long we are together, ultimately it is merely a temporary association.

กายนี้เป็นของที่ยืมมาจากธรรมชาติ อาจจะ ต้อง สละคืนเมื่อไรก็ได้ ถ้าเราระลึกอยู่ในความไม่ เที่ยง ความไม่แน่นอนของการอยู่ด้วยกัน เรา น่าจะปล่อยวางในจุดที่สร้างความรำคาญซึ่งกัน และกันได้ง่ายขึ้น ให้อภัยกันได้ง่ายขึ้น ไม่ระหองระแหงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะเป็นการ เสียเวลาเปล่าๆของผู้ที่อยู่ด้วยกันอย่างชั่วคราว เทวบุตร เทวธิดา อยู่บนสวรรค์ อยู่ด้วยกัน ล้านๆ ปี ทะเลาะเบาะแว้งเรื่องทิพย์เล็กทิพย์น้อย คงไม่เป็นไร คงมีเวลาเหลือตอนร้อยดอกไม้ พอจะแก้ไขได้ แต่มนุษย์ไม่มีเวลามากถึงขนาดนั้น คนอายุยังน้อยก็ตายทุกวัน ตายเพราะโรค ตายเพราะอุบัติเหตุ ตายเพราะสงคราม การระลึกถึงความเปราะบางของชีวิตและความไม่เที่ยงจึงทำให้ความรักของเราฉลาดขึ้น มีปัญญาคุ้มครอง
The human body is composed of elements borrowed from nature, and we may have to relinquish it at any time. If we reflect on the impermanence and uncertainty of our lives together, it should be easier for US to let go of mutual annoyance and to forgive each other instead of bickering over unimportant matters. All those pointless arguments and huffs and sulks are a sad waste of time for people whose time together is limited. We don’t have the luxury of heavenly beings. If they have petty quarrels over small godly things it doesn’t really matter because they have millions of years to patch things up while they sit around stringing garlands, singing songs and so on. We human beings don’t have that much time. Even young people die every day, from diseases, in accidents and wars. Reflecting on the fragility of life and impermanence makes our love more intelligent and gives it the protection of wisdom.

นักปฏิบัติธรรมควรระลึกถึงความพลัดพราก และความตายทุกร้น เพื่อเป็นการแกซ้อมจิตใจให้ ยอมรับความจริงที่ไม่พึงปรารถนาและ ไม่ อยาก ยอมรับ ถ้าไม่ประมาท ทำไปนานๆ ไม่ใช่นานๆ จึงทำ พอมีใครเสียชีวิต ถึงจะเป็นคนใกล้ชิด หรือ
คนที่เรารัก ถึงจะตายฉับพลัน ความคิดที่เกิดขึ้นใน ใจแรกสุดที่ทราบคือ สังขารไม่เที่ยงจริงๆ หนอ พระพุทธเจ้าท่านสอนถูกต้องแม่นยำแท้ๆ สำหรับผู้ ปฏิบัติธรรม ความ เศร้าโศกที่เกิดขึ้นจึงปรากฏ ภายในกรอบของสัมมาทิฐิที่ตั้งมั่น

Dhamma practitioners reflect on separation and death every day in order to train the mind to accept the undesirable truths that we find difficulty in accepting. Without complacency, we need to do this consistently and for a long while, not just occasionally. If we do so, then when someone dies, even when it’s someone close to us or someone we love, even if the death is sudden, the very first thought in our mind will be that all things {รankhara) are truly impermanent and how correctly the Buddha taught us. For spiritual practitioners, the sorrow that occurs is tempered by the firm right understanding of the way things are.

จบหลักรักตอนที่ ๕

____________

หลักรัก ตอนที่ ๖ – ชยสาโรภิกขุ

ความต้องการมีส่วนในการกำหนด ประสบการณ์ หรือพูดง่ายๆ เรามักจะเห็นสิ่งที่เรา อยากเห็น เช่น สมมุติว่าเรามีเกณฑ์ว่าคนน่ารัก คน ที่เราจะรักได้มีคุณสมบัติอย่างนี้ๆ แต่เมื่อหลงรักใครสักคนแล้ว ปรากฏว่าเขามีข้อดีเหล่านี้ไม่ครบ ทีนี้หลายคนหลอกตัวเองว่าเขามีครบ ด้วยการเอา อุดมการณ์อยู่ในใจเขาเองทาทับคนที่เขารัก จน กระทั่งเห็นสิ่งที่อยากเห็นในตัวเขา ในบางรายกลาย เป็นว่าผู้เป็นที่รักไม่ใช่คนนั้นจริง ๆ เป็นแค่ภาพพจน์ ของคู่ครองในฝัน หรืออย่างน้อยเชื่อว่าคนที่รัก ลึกๆเขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็นโดยไม่ค่อยรู้ตัว และเรานี่แหล่ะเหมาะที่สุดที่จะดึงสิ่งดี ๆ ออกมาได้ ด้วยพลังความรัก

Dhamma practice involves looking closely at our mind, its thoughts and emotions. It involves recognizing, for example, the role that desires play in determining our experiences: how we often see what we want to see. Suppose, for example, that we have decided that those whom we can love must have such and such qualities.

But then when we fall in love and it turns out they lack some or all of these qualities, many of us will fool ourselves that this is not so. We do this by projecting the ideals in our minds over the reality of our loved ones until we finally see only what we want to see in them. This is obviously not the best foundation for a healthy relationship. In extreme cases it will turn out that we are hardly relating to the persons themselves at all but to our idea of who they are. It is unsurprising that when they act in ways that conflict with our idea, we can feel an irrationally bitter sense of hurt.
Learning how to recognize the ideals, desires and expectations that we project onto the other is a difficult task but an important one if we are to reduce our suffering. How often do we feel upset about the way a loved one has acted, not so much because of the action itself but because of its implications for certain of our most cherished assumptions?
การมองคนที่เรารักด้วยความคาดหวังบาง อย่างเป็นเหตุให้ผิดหวังได้ง่าย เมื่อมีเรื่องไม่พอใจ กันเกิดขึ้น ความเสียใจและขัดข้องใจว่าเขาไม่เป็น อย่างที่เขาควรจะเป็น (คืออย่างที่เราต้องการให้เขา เป็น) ความขมขื่นก็ทวีขึ้น พระพุทธเจ้าชี้ให้เราเห็น ว่าทุกข์เพราะตัณหาความอยาก

อย่างไรก็ตาม การรักใครไม่น่าจะต้อง
หมายความว่ามีหน้าที่หลับหูหลับตาต่อข้อบกพร่อง ของเขา และเข้าข้างเขาในทุกๆ เรื่อง เพราะจะขาด ความเป็นเพื่อนที่ดี แต่จะช่วยใครได้ต้องใจเย็น ไม่ ท้อแท้ ด้วยความเคารพและยอมรับภาวะปัจจุบันไว้ ก่อน

การสำคัญมั่นหมายในความรักมากเกินไปมี โทษหลายอย่าง ในขั้นรุนแรงการเทิดทูนความรัก อาจนำไปสู่การเบียดเบียนหรือฆาตกรรมได้ เช่น ฆ่า แฟนที่ทิ้งไป หรือฆ่าแฟนใหม่ของแฟนเก่า หรือฆ่า ทั้งสอง หรือฆ่าตัวเอง โศกนาฏกรรมเกิดขึ้นบ่อย เพราะการบ้าอารมณ์รัก หลงเชื่อว่าความรักคือตัว ชีวิต ความรักหายไปเหมือนชีวิตไร้ค่า ไม่มีความ หมายอีกแล้ว คนที่คิดผิดอย่างนี้ เรียกว่ามี “LQ” Love Intelligence ต่ำมาก (ศัพท์นี้ไม่อยู่ใน พจนานุกรม) อยากจะฆ่าอยากจะทำร้ายอะไรก็ได้ เว้นแต่ความงมงายในอารมณ์ของตัวเอง

สิ่งที่น่าสมเพชอีกข้อหนึ่งคือ ผู้หญิงจำนวน มากทั่วโลกถูก คู่รัก ตบตีเป็นประจำ (สถิติตัวอย่าง การแจ้งตำรวจอังกฤษเรื่องความรุนแรงในบ้านมีถึง ปีละห้าแสนครั้ง) ผู้หญิงตัวบอบช้ำ หรือแขนหัก
กระดูกซี่โครงหัก ฯลฯ เข้าไปรับการรักษาที่ โรงพยาบาลทุกวัน ตายก็มีไม่น้อย แล้วทำไมผู้หญิง ที่โดนผู้ชายกระทำทารุณจำนวนมากจึงยอมกลับไป อยู่กับแฟนดุเดือดประเภทนี้ต่อไป บางรายทนเพราะ ลูก บางรายเพราะกลัว บางรายเพราะไม่มีที่ไป แต่ที่ บ่อยที่สุดก็เพราะรัก แฟนเขาสร่างเมา หรือหาย โมโหแล้วมักยืนยันน้ำตาไหลว่ารัก แล้วขอโทษ ขอ เป็นครั้งสุดท้าย และผู้หญิงเองยอมรับว่ายังรักเขา อยู่ จึงยอมด้วยความหวังว่า เขาจะดีขึ้น แต่ ครอบครัวอย่างนี้มักมีครั้งสุดท้ายไป เป็นระยะ ๆ เรื่อยๆ เพราะความเสียใจของผู้ชอบรังแกมักจะ ละลายไปกับน้ำเมาได้ง่าย ที่จริงผู้ชายที่ชอบตีลูกตี เมียก็น่าสงสารเหมือนกัน เพราะตายแล้วคงยากที่จะ ได้กลับ มา เกิดเป็นมนุษย์อีกต่อไป

Learning about ourselves gives US a better understanding of others because, essentially, in looking at our own mind we are studying the nature of the human mind itself. We start to become more empathic and see that good intentions in the absence of wisdom are not always enough. Women who recognize the faults of their partners often decide to make a project out of reforming their loved ones. Although they approach their task with love and sincerity they often act in ways interpreted by their partners as a criticism of who they are, leading them to feel hurt and become stubborn. Loving our partners ought not to mean being obligated to turn a blind eye to their deficiencies or to side with them in every case. But to be able to help them to change we need patience, perseverance, and a respect for and acceptance of the present situation. Starting off from the position that they should be other than the way they are is one extreme to be avoided. Assuming that they will always be the way they are right now is the other extreme. The middle way involves an understanding of causes and conditions, and of the art of the possible.
Giving an exaggerated importance to love has many drawbacks. In extreme cases the deification of love can lead to violence or murder. Crimes of passion are classic tabloid fodder: perhaps a jilted lover kills the one who has rejected him, or kills her new lover, or kills them both, or kills himself, or kills them both and then kills himself. Such tragedies may not occur so often but how many people unhappy in love dream of violence every now and again? A huge number I would imagine. The true culprit is not a person but an identification with love, thinking that a life without loving a particular person is worthless and meaningless. Such thoughts are a sign of low LQ. People with low “love intelligence” are capable of killing; or destroying; anything; except their own Ignorance.
Another distressing situation concerns the huge number of women all over the world who routinely get beaten by their partners (I once saw British police statistics showing almost 500,000 cases of reported domestic violence a year). Women with bruises all over their bodies, broken arms, broken ribs, etc., are being treated in hospitals daily. Some die. And why do so many tormented women agree to go back and live with their abusive lovers? Some tolerate it for the sake of their children, some out of fear, some out of inertia or because they have nowhere to go, but perhaps most often it is because of love. A lover, no longer drunk or enraged, often insists in tears that he loves his partner. He apologizes and asks for the last chance, and she then admits she still loves him and agrees with hope that things will be better from now on. So he’s given one more chance over and over again because the abuser’s regret easily dissolves^ usually in alcohol. So many awful things in the world are justified in the name of love. And domestic violence is not a one-way street. Violent acts perpetrated by women against men are widespread, at least in the West, and hugely under-reported.

ตอนรักกันใหม่ๆ คนที่เรารักดูดีทุกอย่างแม้แต่ข้อบกพร่องที่เราเห็นได้ก็ดูน่าเอ็นดูไปหมด หรืออย่างมากดูเป็นมลทินเล็กๆ ที่คนรักจริงไม่ควร ใส่ใจ ข้อแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นในระดับปกติ กรรม เรื่องนิสัยใจคอ ค่านิยม ความคิดเห็น ความเชื่อถือที่ไม่ตรงกันก็ตาม เรานึกว่าไม่เป็นไร อย่างไรๆ เรารัก กัน เรื่องอื่นคงค่อยๆ เข้าล็อกกันเอง แต่แต่งงาน แล้วสักระยะหนึ่ง สิ่งน่าระคายเคืองที่เคยซุ่มอยู่ด้าน หลังอย่างเงียบ ๆ มักย้ายตำแหน่งมาอยู่ในที่โดดเด่น ขึ้น หรือกลางเวทีทีเดียว คู่ไหนมีปัญญารู้จักปล่อย วาง เสียสละความคิดเห็น ปรับตัวเข้าหากันอย่าง ประนีประนอมอาจจะผ่านพ้นไปได้ แต่หลายๆ คู่เริ่ม ได้บทเรียนอันขมขื่นว่า ความรักเป็นวัคซีนป้องกัน ทุกข์ที่ไว้วางใจไม่ได้ คุมทุกข์ได้ไม่หมด เมื่อทิฐิมานะของทั้งสองฝ่ายชนกัน คำว่า ไม่ใช่ ไม่ได้ ไม่ยอม ไม่มีทาง ไม่! ดังขึ้นมาเรื่อย รักกันไหม รักอยู่แต่ …

พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่อง ศีลเสมอกัน ทิฐิ (ความเชื่อถือ ค่านิยม) เสมอกัน ว่าเป็นเงื่อนไขหลัก ของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การพิจารณาให้ดี ก่อนตกลงร่วมชีวิตกับใครจึงสำคัญ ดีกว่าคิดได้หลัง แต่งงานไปแล้ว อาจจะทำใจได้ แต่เรื่องการทำใจนั้น โดยเฉพาะในเรื่องของศีลธรรม ขออย่าลืมว่ามีลูกแล้ว ถ้าลูกติดนิสัยไม่ดีของแฟน แล้วอาจจะต้อง ทำใจ เป็นระยะเวลายาวนาน

เมื่อใครตื่นขึ้นมาจากการหลงอารมณ์ รู้สึกตัว ว่าเป็นทุกข์ และกำลังทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ทั้ง ๆ ที่รัก พุทธธรรมจึงให้ข้อคิดว่า ความรักอย่างเดียวไม่ พอที่จะนำความสุขที่เที่ยงแท้ถาวรมาสู่ชีวิตเราได้

ความรักอาจเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฆราวาสที่อบอุ่น มั่นคงได้ แต่ต้องตั้งไว้บนฐานแห่งศีล ประกอบด้วย คุณธรรม และต้องกำกับด้วยปัญญา เริ่มด้วยการ พิจารณาหลักธรรมว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ไม่แน่นอน สิ่งทั้งหลายที่ไม่เที่ยงย่อมมีความไม่สมบูรณ์ทนตัวเป็นธรรมดา เมื่อเราต้องการให้สิ่งที่ไม่เที่ยงมีความเที่ยง และสิ่งไม่สมบูรณ์ให้มีความสมบูรณ์ ก็ต้องทุกข์แน่ๆ จิตใจเรามีกิเลส กิเลสนั่น แหล่ะคอยบ่อนทำลายความสุขในชีวิต สองคนรักกัน เท่าไรก็ตาม ถ้าไม่อบรมกาย วาจา ใจ ตามหลักคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะทุกข์ได้ ทุกข์เป็นตลอดไป

เมื่อสัมมาทิฐิเกิดจากการศึกษาเรื่องคุณและ โทษของความรักอย่างดีแล้ว ถ้ามีลูกต้องพยายาม ปลูกฝังความฉลาดในใจเขาด้วย ก่อนติดเชื้อจาก สิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเรื่องวันวาเลนไทน์

วันวาเลนไทน์เป็นอีกส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพาณิชย์ที่ ค่อยๆ กลืนวัฒนธรรมดั้งเดิม งานวันวาเลนไทน์นี้ชวนให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความรัก กาม และการบริโภคนิยมอย่างไร ก็ขอลองพิจารณาดูเอาเอง

เด็กผู้ชายอายุ ๗-๘ ขวบลงจากรถ ถือดอกไม้ สีแดงที่ห่อไว้อย่างสวยงามเดินเข้าไปในโรงเรียน วัน นี้เป็นวันวาเลนไทน์ เขากำลังเอาของขวัญไปให้ แฟน ภาพนี้น่าเอ็นดูหรือน่าเป็นห่วง สำหรับอาตมา แล้ว เป็นภาพที่บอกว่า พ่อแม่ที่ซื้อดอกไม้ฉลอง นวาเลนไทน์ให้ลูก ได้รดนํ้าให้แก่เมล็ดพันธ์แห่งความสับสนในจิตใจของลูกตั้งแต่เช้า

In the early stage of love our lover probably looks good in almost every way. Even visible flaws seem adorable or seem at most like a tiny imperfection that true love should ignore. We think it doesn’t matter that there are differences whether generally or in kamma, character, value, viewpoint, and belief. We think it doesn’t matter—we love each other!—everything else will fall into place. But after being married for a while, irritants that used to lurk quietly in the background tend to move to a more prominent position or even take centre stage. A couple wise enough to let go of their viewpoints, adapt and make compromises can survive. But many couples begin to learn a bitter lesson that love is an unreliable vaccine against suffering. When pride and opinions collide, the words “that’s not how it is,” “that’s not how it should be,” “I can’t accept that,” “no way,” “no!” keep coming up. Do we still love each other? Yes, but…
The Buddha taught that the principal condition for a couple to live together happily is a shared standard of conduct, beliefs, and values. Naturally, we are advised to consider this point well before rather than after agreeing to join our life with another’s. We might, through love, be able to put up with fundamental differences of opinion and conduct with our partner, but it won’t be easy, and things become more fraught with children in the picture.
Love may well form part of an emotionally fulfilling and stable life, but it must be founded on morality, accompanied by the cultivation of inner virtues, and above all, governed by wisdom. That wisdom is initially founded on a reflection on the Dhamma principles that all things are impermanent and uncertain. All impermanent things are inherently imperfect. When we want something impermanent to be permanent, and something imperfect to be perfect, we create suffering for ourselves. An interest in learning how to look at our life free from bias is vital if we want to transcend our destructive habits. The fundamental thesis of the Buddha’s teaching is that as long as our hearts and minds are infected with negative qualities we will never experience true happiness. But while love cannot replace the need for spiritual development it can support it. What is needed is for US to help each other overcome our negativities by learning the Dhamma and applying it.
Once we have the “right view” about love through reflecting on its pros and cons we should also try to encourage that same kind of clear-sighted habit in the minds of our children before they become infected by the commercial images that surround them on all sides. Look at Valentine’s Day: an example of a tradition that has not grown organically from our cultural values, but has been manufactured for commercial reasons. Consider what it tries to tell us about the relationship between love, sex and material consumption. After last Valentine’s Day someone told me of seeing a seven- or eight- year-old boy getting out of a car, carrying a beautiful bouquet of red flowers into his school.
They were a present for his “girlfriend.” Is this picture a cute or an alarming one? To me, the parents who bought those flowers for their son were not acting wisely. It is a small thing of course, an innocent gesture, but it is through an accumulation of such small things that a child’s values are moulded.
****
จบหลักรัก ตอนที่ ๖

ภาพงานอาจริยบูชา หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๑๒ -๑๗ มกราคม ๒๕๖๐ โดยคุณ Tanakorn Arunruengsawat

_________

หลักรัก ตอนที่ ๗ – ชยสาโรภิกขุ

กิเลสที่เกิดขึ้นพร้อมกับความรักมีมาก โดยมี ตัณหา ความอยากได้ อยากมีอยากเป็น อยากไม่ให้ มีไม่ให้เป็น เล่นบทหัวโจก กิเลสเกิดเพราะรักบ้าง ทั้งๆ ที่รักบ้าง และเกิดเมื่อไรความทุกข์ก็เกิดเมื่อนั้น เพราะกิเลสมักหลอกเราว่าไม่ใช่สิ่งเศร้าหมองเลย

หรือถ้าชัดเจนว่าไม่ดี ปฏิเสธไม่ได้ ก็หลอกว่าเป็น เรื่องธรรมดาต้องยอมรับ กิเลสจึงเป็นของหนักหน่วง แต่เมื่อเราตระหนักชัดในความอันตรายของมันแล้ว จะสำนึกว่านอกจากการปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่มีทาง แก้ไขได้ไม่มีทางเลือก ต้องคุมกรรมมืดให้ได้

Craving or tanka is the ringleader of the defilements. We crave to get, to possess, to have or to be, not to have or not to be. Defilements occur sometimes because of love, sometimes in spite of love, and whenever they occur, suffering follows. We tend not to see defilements as negative states that can and should be abandoned. Or if we do recognize an undeniably negative trait then we may often justify it as part of who we are. Or perhaps we just feel guilty and tell ourselves were bad. It is for reasons such as these that defilements are so resilient. But when we are aware of their danger, we will know that apart from spiritual training there is no way to fix things. There is no choice; we must control the dark kamma.

การปฏิบัติที่ถูกต้องจึงมุ่งจะได้ลืมหูลืมตาต่อ ธรรมชาติของกาย วาจา ใจ ให้เห็นว่ามีอะไรบ้างที่ ทำให้ชีวิตเรามีมลทิน แล้วพัฒนาศีล สมาธิ และ ปัญญา พร้อมๆ กัน เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาทั้งปวง

ความรักแบบโรแมนติก คงประกอบไปด้วย ความอยากได้ในทางเพศเป็นธรรมดา ความอยาก หรือความต้องการนี้เรียกว่าเป็นกิเลส เพราะเป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาความสงบและปัญญา แต่ในเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคู่ ฆราวาสผู้ยังต้องการ เอากิเลสนี้ไว้ก่อน ควรควบคุมมันให้ดี ไม่หลงใหลไม่ ตกเป็นทาสของมัน ไม่ให้กามเป็นศูนย์กลางของชีวิตคู่

เพราะกามมีจุดเบื่อ และเมื่อจุดเบื่อของทั้ง สองคนไม่ตรงกัน กามเป็นเหตุให้เกิดการทะเลาะ วิวาท ความขัดข้องใจ ความน้อยใจ ความเคืองใจได้ง่าย ยิ่งกว่านั้นความมักมากในกามอาจนำไปสู่การนอกใจได้ ซึ่งบ่อนทำลายความสงบ และความไว้ วางใจในบ้าน อาจทำให้คู่ที่เคยรักกันมากไม่อยากเห็นหน้ากันอีกเลย และหย่ากันในที่สุด

สำหรับคู่ที่มีลูกแล้ว ผลกระทบของการผิดศีลข้อสามก็หนักยิ่งขึ้น อาจจะมีผลร้ายต่อความสุขและสุขภาพจิตของลูกในระยะยาว

The goal of right practice is to open our eyes and ears to the nature of our actions, words, and thought. Learning to see the things that contaminate our lives with impurities, we develop our conduct, emotions and wisdom faculty simultaneously in order to escape from all problems.

Sex is a natural part of romantic love. Sexual desire or need is considered a defilement in the Buddhist teaching because it is a hindrance to the development of inner peace and wisdom. In transcending attachment to body and mind an enlightened being transcends sexuality. But for a householder, intelligent governance of the sexual drive rather than abstinence is the standard. The Buddha recognized that few people are interested in liberation from sexual desire and so he emphasized conduct that does not cause harm to self or others.

The third of the five precepts (sila) for lay Buddhists requires refraining from adultery and abusive and coercive sexual conduct. The inner restraint that he urged means not becoming infatuated with sex, not becoming its slave, not letting sex become the main focus of married life.

A couple’s appetite for sex may differ in intensity. Its role in a relationship may not be agreed upon. Having sex can mean different things to different people: one person may see it as the supreme expression of intimacy, the other as an unnecessary adjunct to it. The pleasure sex affords can be undermined when people become exhausted through stress and overwork.

Sex can easily become a cause of quarrels, frustration, disappointment, and aversion. Furthermore, excessive sexual desires can easily lead to infidelity, destroying domestic peace and trust. A couple who once loved each other deeply may never want to see each other’s face again. Divorce can be harsh and is often emotionally devastating. If the couple has any children, divorce is likely to adversely affect their long-term happiness and mental health.

กิเลสก็มีเหตุผลของมันเหมือนกัน ผู้ผิดศีลข้อ ที่สามมักจะมีข้ออ้างอยู่เสมอ ผู้ชายชอบอ้างธรรมชาติของความต้องการทางเพศ ผู้หญิงชอบอ้าง ความรัก ทั้งสองฝ่ายไม่ยอมรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง อยากจะให้เข้าใจว่า ไม่ใช่ฉันทำ ความต้องการของร่างกายพาทำ หรือความรักพาทำ

จริงอยู่ปุถุชนธรรมดาต้องเผชิญหน้ากับความยั่วยุจาก ร่างกายหรืออารมณ์เป็นประจำ แต่จะถึงขั้นละเมิด ศีลจริงๆ ขอพูดตรงๆ ว่าเป็นเพราะอยากละเมิด ไม่ใช่อย่างอื่น ถ้าคนเรารักษาศีลเฉพาะเวลาที่ไม่มี กิเลส ศีลก็คงไม่ใช่ศีล เพราะศีล เจตนางดเว้น มีหน้าที่เป็นรั้วกันบาปกรรม การฝึกความอดทน ความยับยั้งชั่งใจโดยมีศีลเป็นเครื่องระลึกของสติ เป็นทางสู่การเลี่ยงกรรมชั่วและความปลอดภัย

Defilements have their own logic. Those who break the third precept (against sexual misconduct) usually have reasons they find compelling.

Men like to cite their natural instincts as an excuse. For women it tends to be love. Neither side accepts responsibility for its own behaviour. Instead, they claim that it was their body’s desire or their love, rather than they themselves, that was responsible. While it is true that human beings routinely face physical or emotional temptation, we need to be clear that the violation of precepts takes place for no other reason than the desire to do so.

If our morality only persists in the absence of defilement, then it’s not morality at all. The essence of the Buddhist education of conduct is the cultivation of the intention to refrain, and that is developed most crucially in the presence of the desire to indulge. Precepts are designed to be a boundary that protects US from unwholesome actions and their consequences.

Training to develop patience and restraint, using precepts as a grounding for mindfulness, is the way to avoid unwholesome actions and remain safe.

การแต่งงานน่าจะหมายถึงว่าเราสัญญากับ สามีหรือภรรยาว่าจะไม่หากามสุขนอกบ้าน คือยอม เสียสละความสุขในทางนี้บ้าง เพื่อความถูกต้องต่อ คู่ครอง และเพื่อเสวยความสุขในการเป็นผู้ตรง ไม่ หลอกลวง ไม่ทรยศ

เพื่อความภูมิใจและความเคารพนับถือตัวเองว่าเป็นผู้ทรงศีล และศีลนี้แหละที่เป็น ฐานของการเข้าถึงความสุขของสมาธิ ซึ่งเลิศกว่า กามสุขอย่างเทียบไม่ได้เลย

Marriage and stable relationship prosper when we make the commitment to our partner not to seek sexual pleasure elsewhere. Such a commitment requires US to be willing to sacrifice physical pleasure for the sake of fidelity, and order to enjoy the sense of well-being that comes with being an honest and loyal partner. It is good to feel the wholesome pride and self¬respect that arises when we can skilfully govern our actions.

Furthermore, by keeping precepts and caring for the quality of our actions, we create the foundation for achieving the joy of concentration (samadhi), which is incomparably superior to sexual pleasure.

เมื่อแต่งงานแล้ว จะอยู่ในโลกโดยไม่เกิดความรู้สึกว่าชอบใคร หรือไม่รู้สึกในเสน่ห์ดึงดูดของใคร เลยคงเป็นไปได้ยาก เราห้ามความรู้สึกชั่วแวบไม่ได้หรอก แต่สิงที่เราห้ามได้คือ กาย วาจา ไม่ทำ หรือพูดสิ่งใดที่จะเติมเชื้อของความรู้สึกนั้น เช่น พูดคุยสองต่อสอง คุยทางโทรศัพท์ อีเมล์ ฯลฯ ไม่ส่งเสริมให้คนที่เราชอบคนนั้นคิดผิดหรือทำผิด

และ ที่สำคัญยิ่งคือ ไม่ยินดีในความรู้สึกนั้น ไม่คิดปรุงแต่งด้วยอำนาจของความยินดี ผู้มีความละอาย ต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป มีสัจจะ มีความอดทน ย่อมมองว่ากามเป็นไฟเผาลนใจ ผู้รักความถูกต้อง ย่อมชนะใจได้ พอความรู้สึกนั้นหายไปแล้ว ก็ได้ปัญญาว่า เป็นของแค่นั่นแหละ

Even if we are happily married it is unlikely we will find ourselves completely immune to the charms of at least some members of the opposite sex. But whereas we cannot prevent a flash of feeling, we can prevent ourselves from doing or saying anything to add fuel to such feeling. We can avoid engaging in private conversations, phone calls, email, etc., with the person we like.

We can refrain from encouraging that person to think or do the wrong thing. Most important of all, we can refrain from taking pleasure in such feeling, from allowing the delight in our minds to stimulate mental proliferations. Indulgence in fantasies is not an innocent distraction; imagination can plant seeds in our mind that result in overpowering discontent and unwise action.

Honest and patient people who shrink from unwholesome deeds, who have an intelligent fear of their consequences, look at lust as fire burning their hearts.

People who value rightness can conquer their hearts if they truly wish to. When the feeling has passed away, we gain the insight that as compelling as the feeling was, it was just that, just a feeling. No more, no less.

เรื่องกิเลสก็ค่อนข้างจะสลับซับช้อน เช่น ผู้ชายอายุ ๔๐ กว่าปีขึ้นไปจำนวนมากเกิดอยากได้เมียน้อย ไม่ใช่เรื่องของกามอย่างเดียว แต่มักจะเป็น ปฏิกิริยาต่อความกลัวตาย

อายุวัยกลางคนแล้ว เมื่อความเสื่อมของร่างกายเริ่มปรากฏ ความสำนึกว่า ความแก่และความตายเป็นเรื่องของเราจริง ๆ ถ้า หากว่าไม่เคยดูจิตใจตัวเองก็เก็บกดไม่รู้ตัว แต่อาจ จะเริ่มสู้กับความกลัวตายลึกๆ นี้ด้วยกาม โดยถือ หลักไสยศาสตร์ว่าเพศสัมพันธ์เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าไม่ ตายง่าย

ความสัมพันธ์ระหว่างการหมกมุ่นในกาม และความกลัวตายนี้เห็นได้ชัดที่สุดในยามสงคราม กามอาจจะปลอบใจ หรือกลบเกลื่อน ช่วยลืม ความจริงของชีวิตบางประการได้ชั่วคราว แต่ผลร้าย คือมันทำให้จิตใจอ่อนแอ ไม่มีกำลัง เกิดความเคยชินในการหาทางออกจากปัญหาทางใจที่ง่าย ที่สุดและเร็วที่สุด ปัญญาจะค่อยๆ ฝ่อลีบไป

สุดท้าย จะอยู่ในสภาพที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบใน ธรรมบทว่า นั่งซบเซา เหมือนนกกระเรียนแก่ จับเจ่าอยู่ริม สระที่ไร้ปลา

การเรียนรู้อารมณ์ การรู้จักบริหารอารมณ์ เป็นเครื่องรับประกันความปลอดภัยจากกิเลสที่เชื่อ ถือได้ที่สุด การผิดศีลข้อที่สามเกิดจากเหตุปัจจัย ต่าง ๆ เราจึงควรแกรู้เท่าทันความมักมากในกาม ความต้องการสิ่งแปลกใหม่เพื่อแก้ความรู้สึกจืดชืด ความตื่นเต้นในการรักษาความลับ ความอยากเป็น คนพิเศษของอีกคนหนึ่ง ความสุขในการทำสิ่งที่รู้ว่า ผิด รู้แล้วปล่อยวาง ยังปล่อยวางไม่เป็น รู้แล้วต้อง อดทน สำรวม ยับยั้งชั่งใจ

Defilement tends to be a complex matter. Middle-aged men with younger mistresses are often not just indulging in the physical pleasures of sex, but reacting to a barely conscious fear of death. In middle-age, deterioration of our body begins to manifest, and with it the uncomfortable realization that old age and death are real and are really going to happen to US.

To me! For sure! That’s a dreadful thought for most people, and those who have never examined their minds in any systematic way can experience a sudden sense of hollowness and rage. Sex is the age-old response: “I’m not finished yet, not by a long chalk. I’m virile, I’m attractive. I’m important to someone.

How could I die?” Very easily, would be the Buddhist response, but even the most rational of people are prone to this kind of magical thinking. Times of war reveal stark evidence of the relationship between the preoccupation with sex and the fear of dying.

Sensual pleasures may console US, they may conceal or help US forget some reality of life for a while, but they also harm US by weakening the resilience of the heart and mind. When we get used to seeking this easiest and quickest escape route from emotional problems, our wisdom faculty starts to atrophy Finally, in old age, we can find ourselves physically unable to enjoy the sensory world in the same way as before, but with no alternative sources of meaning and happiness.

In the Dhammapada, the Buddha described a person in such a state as: “pining away like an old heron at the edge of a fishless pond.”

The most reliable guarantee of security from defilements is to understand our emotions and know how to manage them. The violation of the precept to refrain from sexual misconduct has many causes. We should seek to discover these causes and train ourselves to deal with them wisely.

We need to comprehend such things as the conditioned nature of sexual obsession, the desire for new things to spice up our routine lives, the excitement of keeping a secret, the desire to be someone’s special person, and the pleasure in doing what we know to be wrong. Understanding the causes we seek to let them go. What we cannot yet relinquish, we must patiently restrain.

จบหลักรักตอนที่ ๗

_________

หลักรักตอนที่ ๘ – ชยสาโรภิกขุ

ความรักอาจทำให้ความเห็นแก่ตัวเบาลง
เพราะความสุขของคนที่เรารักอาจจะดูสำคัญกว่า หรือสำคัญ เท่าความสุขของเราเอง นับว่า เป็น อานิสงส์ของความรักข้อหนึ่ง แต่โดยทั่วไปต้อง ยอมรับว่าความรักไม่สามารถทำให้กิเลสต่าง ๆ หาย ไปได้ เช่น ความโกรธ ความโมโห เกิดขึ้นได้อยู่ เหมือนเดิม เราจึงเป็นทุกข์ใต้ตลอดเวลาทั้งๆ ที่รัก และเป็นที่รัก

แรกๆ เราอาจจะให้อภัยคนที่เรารักง่าย ไม่ ยอมถือสา แต่นานๆ เข้าความเคยชินเพิ่มขึ้น ความ ประมาทเพิ่มขึ้น เรามักปล่อยให้อารมณ์เศร้าหมอง ปรากฏบ่อยขึ้น โกรธใครที่ทำงานไม่กล้าแสดงออก กลัวผลกระทบไม่ดี กลับบ้าน อารมณ์โกรธยังค้างอยู่ ก็ดุภรรยาหรือสามี เพื่อผ่อนคลายความเครียด แฟน ก็กลายเป็นถังขยะอารมณ์

Love can lessen our selfishness. The happiness of our loved one might seem more important than, or at least as important as, our own happiness. The shift of perspective away from self-absorption is beautiful to see. But, overall, the protection against suffering that love provides is superficial, and if the consolations of love make US forget our capacity for liberation then we are in danger of wasting a precious human birth.
Untreated defilements in our minds are always ready to cause distress. Initially, for instance, it may be easy to forgive and let go of grudges against our loved ones. But after a while as familiarity and complacency increase, we show negative emotions more readily. We suppress our anger at co-workers for fear of professional repercussions, then we bring the lingering anger home and take out our stress on our spouse, treating our loved one as an emotional garbage can.

ปัจจัยที่ทำให้คนรักกันยังโกรธหรือโมโหกันได้มีมาก เช่น เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เรื่องคักดิ์ศรี เรื่องเงิน เรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องการใช้เวลาว่างที่ไหนกับใคร เราอาจจะโกรธเขาได้เพราะรัก ไม่ห้ามโกรธ รักกับโกรธไปด้วยกันได้ แล้วจะทำอย่างไรดี? ผู้มีปัญญาถือว่าคู่ครองเป็นอาจารย์ที่มีบุญคุณต่อเรา มาก นอกจากการส่งเสริมสิ่งที่ดีในตัวเราแล้ว ก็ยัง ช่วยให้เราได้เห็นกิเลสชัดขึ้นเยอะ ถ้าไม่มีเขาอาจจะประมาท มีจุดบอดไปอีกนาน ทำให้เห็นความจำเป็น ของการปฏิบัติธรรม ไม่อย่างนั้นจะต้องเป็นทุกข์อย่างนี้ร่ำไป

So many issues can cause difficulties in relationships. Disagreements over sensual and sexual needs are compounded by arguments caused by pride, and by differing views over status and responsibilities, finances, child¬rearing practice, and where and with whom to spend free time. We may get angry at another precisely because we love each other. We can’t just shake our heads and walk away. So then what should we do? Wise reflection helps a lot. We can consider, for instance, how our partner is a teacher to whom we owe much gratitude. We can remind ourselves of the things that we have learnt in the relationship. Even in challenging times, our partner is helping US to see our defilements. And if we don’t see defilements how will we ever be free of them? It’s certainly painful when a loved one presses our buttons, but if they didn’t get behind our defences, we might be negligent and stuck with our blind spots for much longer. Thank them for that (at least in your mind). Even if we’re totally miserable at the moment, we can reflect that only by engaging in spiritual cultivation can we hope to be free of the mental suffering that arises in the course of a relationship.

ความรักมีหลายระดับ เกรดต่ำสุดคือความรัก ที่มีเงื่อนไขชั้นหยาบ อาทิ รักตราบใดที่คนที่เรารัก ให้สิ่งที่อยากได้ เช่น ความสุขทางเพศ เงินทอง ตำแหน่ง หน้าตาในสังคม หรือชื่อเสียง ถ้าความรัก จะขึ้นจะลงตามโลกธรรมเหล่านี้ เรียกได้ว่าเป็น
ความรักที่ไม่ยั่งยืน หรืออาจไม่เหมาะที่จะเรียกว่า ความรักเลย เป็นธุรกิจเสียมากกว่า

เงื่อนไขที่สูงกว่านั้นหน่อยคือการเอาความรัก ของสามีภรรยา ลูกหลาน หรือแม้จนกระทั่งพ่อแม่ก็ ดี เป็นอาวุธขู่เข็ญบังคับให้ทำตามใจ โดยให้เหตุผล ว่า ถ้ารักจริงก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่ทำแสดงว่าไม่รัก จริง หรือเพราะฉันรักเธอ เธอต้อง … ทำอย่างหนึ่ง อย่างใด ในภาษาอังกฤษการพูดในลักษณะนี้เรียกว่า Emotional Blackmail ผู้เจอยุทธศาสตร์นี้ควรจะทำ อย่างไร นักปราชญ์ให้แยกประเด็น คือยืนยันว่ารัก อยู่ แต่รักและรู้คุณ กับการตามใจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ทำความเข้าใจแล้วเตรียมตัวอดทนต่อพลังน้ำตา พลังคำพูดรุนแรง พลังหน้าบึ้ง พลังการชะอ้อน แล้วแต่กรณีของผู้ที่ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ ต้องระวัง เพราะ ย่อมถูกขู่บ่อยๆ เพราะเกรงใจบ้าง ไม่รู้เท่าทันบ้าง มันจะกลายเป็นวัฒนธรรมครอบครัวไป แล้วความ สับสนระหว่างความรัก ความอยาก สิทธิ และหน้าที่ จะแก้ยากมาก

There are different levels of love. The lowest grade of love is that which is dependent on the other person’s giving US something we want. It is a love conditioned by such coarse rewards as the receiving of sexual pleasure, wealth, position, social recognition or fame from the other person. If love is dependent on such things it is unsustainable. In fact it’s hardly worth the name of love at all; it is more of a business transaction.
A slightly more refined way in which conditions are placed upon love is when they are used as a tool to get our own way. Husbands, wives, children, grandchildren, or even parents, can use love as a weapon. They may say things like “If you really love me, you’ll do this for me,” or “If you don’t do this then it means you don’t really love me.” It’s what we call emotional blackmail. So what to do if we encounter this tactic? Sage advice is to separate the issues: insist that we still love them, but that to US, loving and feeling gratitude for someone is not the same thing as following their wishes in every matter. Once we have made this clear, then we must prepare to resist the power of tears, the power of harsh words, the power of upset faces, the power of pleading, and so on. Difficult as this may be, it’s worth enduring. Otherwise this pattern of manipulation can become a family tradition, making it extremely difficult to sort out the confusion among love, needs and desires, rights and obligations.

จบหลักรัก ตอนที่ ๘

___________

หลักรัก ตอนที่ ๙

อวิชชาคือความไม่รู้หรือรู้ผิด สิ่งที่ไม่รู้คือ ความจริงของชีวิตนี่เอง ความรู้ผิดคือความถือว่ามี อัตตา ผู้รู้สึกนึกคิด ผู้ทุกข์ผู้สุข ซึ่งถาวรและเป็นตัว ของตัว ทำหน้าที่เป็นเจ้าของและผู้บงการชีวิต ผล ปรากฏของอวิชชาในท่าทีต่อโลกหรือการปฏิบัติต่อ โลกคือตัณหา ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากในการไม่ได้ไม่มี ไม่เป็น

Ignorance (avijja) is not knowing, or having wrong knowledge. We lack an accurate, unbiased experience of the reality of life. We assume incorrectly that ultimately we are a self (atta) that feels, thinks, is unhappy or happy, IS permanent and independent, and owns and dictates our life. The corollary of this mistaken view of the way things are is endless and unnecessary craving. Once we’ve been deluded by the idea of self, then our life becomes bound up with how to get or not to get, to have or not to have, to be or not to be.

ในประโยคว่า ฉันรักเธอ คำว่า ฉัน หมายถึง อะไร ตัวฉันแท้ๆ อยู่ตรงไหน ตัวฉันวันนี้กับตัวฉัน เมื่อวานนี้คนเดียวกันหรือไม่ ตัวฉัน ๑ ปีที่แล้ว ๕ ปี ที่แล้ว ๑๐ ปีที่แล้ว ๒๐ ปีที่แล้ว คนเดียวกันหรือไม่ คนเดียวกันก็ไม่ใช่ทีเดียวใช่ไหม คนละคนก็ไม่ใช่อีก นี่คือความแปลกประหลาดของสิ่งที่ดูชัดเจนที่สุดใน ชีวิต

In the sentence “I love you,” what does “I” refer top Where is the real “I”? Is “I” the same today as yesterday? How about the “I” of a year ago, five years ago, ten years ago, twenty years ago, is it the same person? Not quite the same person, right? Not quite a different person, either. This is what is so confounding about something that looks at first sight to be the most obvious and solid thing in our life.

พระพุทธองค์ตรัสว่า ตัวฉันที่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มี สิ่งที่มีอยู่และเรารู้ได้คือความยึดมั่นถือมั่นใน ร่างกาย และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ว่าเป็นตัวฉัน ซึ่ง เกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา เทียบเหมือนคนบ้าเชื่อ ว่าเป็นทาส ดิ้นรนทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อเจ้าของจะ ได้สบาย ได้รวย ได้เจริญ ทั้งๆ ที่เจ้าของไม่มีตัวจริง ความยึดมั่นถือมั่นในกายและใจ หรือรูปและนามว่า เป็นตัวเรา เราอยากได้สิ่งต่างๆ เพื่ออะไร? ก็เพื่อ ปกป้องและบำรุงตัวฉันนั่นเอง แต่เนื่องจากว่า ตัว ฉัน เป็นชื่อของกระแสธรรมชาติที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ มันทำให้รู้สึกพร่องอยู่เป็นนิจ

The Buddha said that a true and permanent self does not exist. What we are directly experiencing moment by moment is actually attachments to the body and to feelings, perceptions, thoughts and emotions as “me” and “mine,” constantly arising and passing away. The situation is akin to that of an insane person who, believing himself to be a slave, struggles to do everything to make his master comfortable and prosperous, when in reality no such master exists. Why do we want so much? Why are we always so restless? It is because we seek to protect and nourish this imagined self. But “I” and “me” are names we affix to an impermanent, unstable stream of phenomena. Taking a natural process to be a thing, a verb to be a noun, is the root cause of our suffering.

เรื่องอนัตตาฟัง ยาก เพราะมันฝืนสามัญสำนึก แต่ผู้ใดต้องการปล่อยวางความทุกข์จำเป็นต้อง
เข้าใจในเรื่องนี้ เพราะความรู้สึกว่าพร่อง ว่าขาด ว่า ไม่สมบูรณ์ ว่าอ้างว้าง เป็นฉากชีวิตปุถุชน และเป็น เหตุให้อยากได้ความรักเหลือเกิน และทำให้ความรักที่ได้เศร้าหมองง่าย เพราะหลงว่ามีตัวเจ้าของชีวิตที่ ขาด หรือกลัว หรือแปลกแยก จึงดิ้นรนเพื่อความรัก โดยรู้สึกว่า ฉันมีปัญหา แท้ที่จริงแล้ว ฉันคือปัญหา อย่างน้อยที่สุด ถ้าเรากลัวดูตัวเอง กลัว พิจารณาความเหงา กล้าพิจารณาความกลัว ความ กังวลต่างๆ กล้าดูสิ่งต่างๆ ที่เป็นทุกข์อยู่ในใจ ความ หิวโหย ความหวังจากคนอื่นก็จะน้อยลงไปเอง จะ เริ่มเห็นว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของจริงของจังอะไร มัน เป็นแค่อารมณ์ มีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ผู้ที่เห็นแก่ ตัวมาก เพราะเชื่อในเจ้าของมาก และเป็นผู้ที่หมั่น บำรุงเลี้ยงสิ่งลมๆ แล้งๆ นี้ ยิ่งเห็นแก่ตัว นึกว่าตัว เองฉลาด ภูมิใจว่าคนอื่นไม่ทันตน ที่จริงอยู่ในสภาพ
โง่แกมหยิ่ง เพราะยิ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ก็ ยิ่งจะต้องเจอความระแวง ความเหงา ยิ่งต้องเจอ ความกังวล ความเป็นห่วงศักดิ์ศรี และความกลัว ทั้ง ในรูปเปิดเผย และในรูปแห่งความก้าวร้าว

The lack of self (anatta) is a difficult concept to grasp because it goes against the grain of common sense; it must, however, be understood by anyone who wishes to let go of suffering. It IS through the failure to penetrate the truth of anatta that feelings of deficiency, of imperfection, of loneliness, form the backdrop of human life. Such failure is the reason for the extreme longing for love and the reason that the love acquired is prone to impurities. The delusion that there is a self that owns our life, and that is lacking, threatened or isolated, makes US struggle for love and feel that “I have a problem,” when in fact the problem lies in the T’ itself.
At the very least, if we have the courage to look at ourselves and examine our loneliness, fear, worries and various suffering in our heart, then our longings and expectations of others will naturally diminish. We will begin to see that those things are not real. They are only emotions that naturally arise and fall away. People who are selfish because of their tenacious clinging to the sense of “me” and “mine,” and who persist in nurturing these illusions, become increasingly selfish. They tend to think they are smarter than others, when in fact their arrogance bears within it a profound foolishness. The more they search for their personal gain, the more they encounter mistrust, loneliness, anxiety, pride, open fear, and aggression.

ถ้าเรารู้สึกว่าเราขาดอะไรสักอย่าง แล้วก็หวัง ว่ามีคนใดคนหนึ่งที่สามารถเสริมส่วนที่ขาดไปนั้น เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นมีเงื่อนไข แล้ว แปรไปในทางที่ต้องการอะไรสักอย่างจากเขา เมื่อ เราต้องการอะไรสักอย่างจากคนอื่น และเชื่อว่าถ้าไม่ได้สิ่งนั้นชีวิตเราจะแย่ ก็ต้องเครียดว่าจะไม่ได้ หรือถ้าได้ ความหึงหวงเพราะกลัวพลัดพรากก็จะต้องรุนแรง ถ้าเราฝากความหวังในความสุข ในความมั่นคงของชีวิตไว้กับคนใดคนหนึ่ง เราก็ต้องทุกข์กับความไม่แน่นอนของคนนั้น และความพลัดพรากที่รอคอยอยู่ข้างหน้า ใครไม่รู้จักตัวเองและไม่ยอมรับความจริงของธรรมชาติคงต้องทุกข์มาก การรักมากเกินไป ต้องการสิ่งที่คนอื่นให้เราไม่ได้คือความทุกข์

The wish for someone to fulfil a missing part of our life places limiting conditions on our relationship. Wanting something from someone, believing that failure to get it will cause US serious pain, inevitably leads to fear and tension. If we gain our object, the fear of separation becomes intense. If we pin our hopes for happiness and security on a particular person, we suffer from the unpredictability of that person and the inevitability of the separation from that person that awaits US in the future. People who do not know themselves and do not accept the reality of nature will suffer a great deal. Loving too much and wanting what others cannot give are painful.

การระลึกถึงข้อบกพร่องของความรักคงไม่ ทำให้คนรักจริงเลิกรักกันหรือรักน้อยลง เพียงแต่ ช่วยให้ความรักมีปัญญาคอยกำกับดูแลอยู่บ้าง คือ การสำนึกในความทุกข์ที่เป็นเงาตามตัวของความรัก ทำให้เราวางใจกับธรรมชาติของชีวิตได้ดีขึ้น ไม่คาดหวังให้ความรักอำนวยสิ่งที่มันให้เราไม่ได้ เมื่อเราเห็นความรักว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องการและพอใจ แต่เป็นสิ่งที่ไม่สามารถให้ความสุขที่เที่ยงแท้ถาวรแก่เราได้ ความสำคัญของการปฏิบัติธรรมน่าจะชัดเจนขึ้น

Reflecting on love’s deficiencies isn’t likely to cause people who truly love each other to stop loving or to love any less. What it does is allow love to be governed by a measure of wisdom. The awareness that suffering is the shadow of love helps US accept more readily the nature of life and not expect love to give US what it cannot give. When we view love not only as a desirable part of life but also as something incapable of giving us true and permanent happiness, the importance of spiritual practice should become clear.

การปฏิบัติธรรมคือการฝึกตนให้ฉลาด ฉลาด ในการป้องกันกิเลสที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้น ฉลาดในการระงับกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว ฉลาดในการทำสิ่งที่ ดีงามที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้ ฉลาดในการรักษาสิ่งดี งามที่เกิดขึ้นแล้วและทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป การปฏิบัติธรรมจึงไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่ มันอยู่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้อยู่เสมอ

Dhammapractice is training ourselves to be intelligent: intelligent in preventing defilements that have not yet arisen from arising, intelligent in dealing with defilements that have already arisen, intelligent in creating wholesome qualities that are not yet arisen, intelligent in sustaining and perfecting wholesome qualities that have already been developed. For this reason Dhamma practice is not restricted to certain times and places. In one form or another, it is always possible right here and right now.

ความคิดของผู้ที่ยังไม่ปฏิบัติธรรมในลักษณะ นี้มักจะเต็มไปด้วยความสำคัญผิด ความสับสน และ ความขัดแย้งอยู่ในตัว โดยเฉพาะในเรื่องความสุข และความทุกข์ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ระบบการศึกษาทั่วไปไม่ค่อยได้ช่วยอะไรมาก การเน้นการเรียนเพื่อสอบ เรียนเพื่อเตรียมการ ประกอบอาชีพต่อไป และละเลยในการสร้างคนที่มี ความรอบรู้ทั้งด้านในด้านนอก เป็นเหตุให้ความงมงายและสับสนในเรื่องชีวิตดีงามระบาด แม้แต่ในหมู่ที่จบการเรียนทางโลกในชั้นสูง ใครเฝ้าสังเกตการเกิดขึ้นและดับไปของอารมณ์ไม่เป็น ย่อมต้องทน ทุกข์ที่ไม่จำเป็นต้องทน ย่อมต้องขาดความสุขบางประการที่ผู้มีบุญพอที่จะเกิดเป็นมนุษย์ควรจะได้

Those untrained in the Dhamma tend to be prey to misunderstandings, confusion, and self-contradiction about life, especially in the case of the two things that ought to be the most important subjects of our studies: happiness and suffering. For the most part, our education systems are of little help. By emphasizing the kind of knowledge that can be tested, and by being focused primarily on preparing children for future careers, they neglect the development of wisdom. As a result, we have an epidemic of ignorance and confusion as to how to live a wholesome life. However highly educated we may be, if we are unable to detect the rise and fall of mental states we will always endure unnecessary suffering. We will always miss out on certain kinds of happiness that are the birthright of those with good enough kamma to have been born human beings.

พระพุทธเจ้าต้องการให้เราเห็นชัดว่าทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่เที่ยง ไม่คงที่ มีความเจริญและความเสื่อมเป็นธรรมดา สิ่งดีงามเสื่อมได้ สิ่งเสื่อมกลับงามได้ เมื่อเป็นเช่นนี้นักปราชญ์จึงควรพยายามป้องกัน สิ่งที่จะทำให้ความผูกพันที่งดงามเสื่อม หรือในกรณีที่เสื่อมบ้างแล้วควรรีบระงับเหตุของความเสื่อมนั้น และที่สำคัญควรจะพัฒนาตนให้ความผูกพันแม้แต่ที่งดงามไม่เสื่อม คือไม่หลับหูหลับตาต่อความจริงของธรรมชาติ ยอมรับความไม่เที่ยงแท้แน่นอน และน้อมไปในวิถีแห่งเมตตามากขึ้น

การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงจึงเป็นทาง เผชิญหน้ากับความจริง เห็นความจริงแล้ว ตัณหาก็ ลดลงหรือดับไป ความรักที่มีอวิชชาและตัณหาเป็น เชื้อเพลิงย่อมพลอยดับไป ส่วนความรักที่ตั้งไว้บน ฐานแห่งความรู้ความเข้าใจและความอยากฝ่ายดี ย่อมทนต่อการพิสูจน์

The Buddha wanted US to see clearly that all things in life are impermanent and uncertain, that they flourish and decay according to causes and conditions. Wholesome things can decay and unwholesome things can be purified. It IS wise to guard against what would diminish a wholesome relationship or, if such relationship is already decaying, to promptly arrest the cause of such decay. It is important to develop ourselves to the extent that we have the capacity to do that. We need to open our eyes and ears to the reality of nature, to accept impermanence and uncertainty, and to lead our love increasingly toward the path of lovingkindness (metta).

สรุปได้ว่า คนเราจะอยู่ในโลกนี้อย่างผู้มี ปัญญา ต้องเรียนรู้ธรรมชาติของความรัก พิจารณา เห็นโทษของมัน ไม่มองแต่ในแง่ดีไปหมด
– ควรละตัณหาซึ่งเป็นเหตุของทุกข์และ โทษที่มาพร้อมกับความรักสามัญ
– ควรตั้งเป้าหมายว่าต้องการเป็นผูใม่มี ทุกข์ไม่สร้างทุกข์ เพราะความรัก
– ควรชำระความรักให้มีคุณสมบัติของ เมตตาให้มากขึ้น

In summary, to live wisely in this world involves learning and understanding the nature of love and contemplating its disadvantages as well as its advantages. The Dhamma teaches US to abandon cravings which are the cause of the suffering and the harm that accompany mundane love. We should aim to be one who neither suffers from love nor causes suffering for others on its account. We should purify our love so that it takes on more and more the qualities of metta. Learning from experience leads US to the truth of things. When we see the way things are, the love that is fuelled by ignorance and craving will diminish or disappear altogether. The love based on wisdom, understanding, and the desires that spring from them will persist and mature.

จบหลักรักตอนที่ ๙

ที่มา  เพจเพจสาขาวัดหนองป่าพง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 09/02/2017 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 90 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,710,776 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 90 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,710,776 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 90 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,710,776 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: