AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

อาจารย์ไพศาลที่ข้าพเจ้ารู้จัก

 

ความทรงจำและความประทับใจของข้าพเจ้า
อาจารย์ไพศาลที่ข้าพเจ้ารู้จัก
แม่ชีอูฐ เขียนเล่าเรื่อง

 

ข้าพเจ้าเข้ามาทำงานที่มูลนิธิโกมลคีมทอง ในปี ๒๕๒๖ ในยุคสมัยแห่งความสับสนของคนหนุ่มสาว ยังได้อ่านบทความของ อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในหัวข้อ “ถ้าไม่สับสนก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาว” มูลนิธิโกมลคีมทองเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) แห่งแรกๆ ที่มีบทบาทในการทำงานรับใช้สังคม โดยมุ่งทำงานส่งเสริมอุดมคติของคนหนุ่มสาวโดยตรง

 

แม้กระแสความตื่นตัวของสังคมสมัย ๑๔ ตุลา ๑๖ หรือ ๖ ตุลา ๑๙ จะแผ่วลงบ้าง แต่ก็ยังมีคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่แสวงหาความหมายของชีวิต ตั้งคำถามกับสังคมและตนเอง ขณะเดียวกัน กระแสแห่งโลกทุนนิยมก็พัฒนาขึ้นจนเป็นกระแสหลักของสังคม ที่พัดพาเอาหมู่ชนส่วนใหญ่ไหลไปในทิศทางเดียวกัน โดยนำพาให้คนในสังคมแสวงหาความมั่นคงในชีวิตทางวัตถุเป็นกระแสหลัก

 

ข้าพเจ้าเข้ามาทำงานได้ไม่นาน ก็มีงานสำคัญเข้ามาชิ้นหนึ่งคือ ปาฐกถาประจำปีของมูลนิธิโกมลคีมทอง ซึ่งเป็นปาฐกถาที่มีชื่อเสียง เป็นที่รอคอยของคนในแวดวงหลายกลุ่มหลายวัย ในปี ๒๕๒๗ มีความพิเศษที่นอกจากองค์ปาฐกจะเป็นพระแล้ว ยังมีวัยเพียง ๒๖ ปี ทั้งยังบวชได้เพียง ๑ พรรษา

 

เนื้อหาของปาฐกถาที่ท่านแสดงในวันนั้น แม้จะเป็นการอ่านด้วยเสียงเรียบๆ ค่อนข้างเบา แต่ก็สามารถตรึงผู้ฟังทั้งห้อง IT คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งนับว่าเต็มจนแน่นขนัดตามทางเดิน เนื้อหานั้นเข้าถึงความรู้สึก กะเทาะเปลือกปัญหา มีมุมมองเชิงลึก เข้าถึงจิตใจ แก่นของปัญหา ตอบคำถามบางอย่างที่ค้างคาใจคนหนุ่มสาวในยุคนั้นได้อย่างตรงประเด็น ลึกซึ้ง ท่านแสดงปาฐกถาในหัวข้อ “แสวงหารากฐานของชีวิตในโลกแห่งกิจกรรม” นับเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้รู้จักพระไพศาล วิสาโล

 

ในยุคสมัยแห่งการแสวงหาความหมายของชีวิต ดูเหมือนศาสนธรรมจะเข้ามาเป็นคำตอบ แม้ข้าพเจ้าผู้ห่างไกลพระพุทธศาสนายังต้องให้ความสนใจ ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ตัดสินใจไปพักร้อน กลางปี ๒๕๒๗ ที่วัดป่าสุคะโต ด้วยตั้งใจไปฝึกปฏิบัติภาวนา ข้าพเจ้าเลือกที่นั่น เพราะนอกจากจะมีป่าเขาที่คุ้นชินแล้ว ยังมีพระไพศาลที่ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชม ทั้งรู้สึกถึงความเป็นมิตรของท่านด้วย

 

แม้ข้าพเจ้าจะไปวัดอย่างคนห่างไกล แต่ก็ได้รับการต้อนรับจากหลวงพ่อคำเขียนและพระไพศาลอย่างอบอุ่น ช่วงนั้น หลวงพ่อคำเขียนไม่ค่อยอยู่วัด ข้าพเจ้าได้ขอเก็บอารมณ์ พระไพศาลท่านก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งยังเมตตาเป็นผู้ส่งอาหารให้ทุกเช้า โดยนำอาหารในบาตรมาวางไว้ที่ศาลาไก่ ข้าพเจ้าเพียงแค่ไปหยิบเอาทุกวัน ท่านต้องเดินข้ามสะพานไม้ยาวกว่า ๒๐ เมตร ซึ่งสมัยนั้นเป็นสะพานที่สร้างอย่างง่ายๆ เมื่อวางอาหารให้แล้ว ท่านต้องเดินกลับไปฉันที่ศาลาด้านนอก ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและเกรงใจท่านมาก ทำให้ข้าพเจ้าตั้งใจปฏิบัติมากเป็นพิเศษ ยิ่งตั้งใจปฏิบัติเคี่ยวเข็ญตนเองมาก ก็ยิ่งมีปัญหาจนถึงขั้นจะเลิกปฏิบัติ ได้พระไพศาลให้กำลังใจ ให้คำชี้แนะหลายอย่าง จึงผ่านพ้นวิกฤตครั้งนั้น หลุดจากความอยาก ความยึด ทั้งความเครียดก็คลายจาง ความรู้สึกตัวเริ่มปรากฏ การปฏิบัติก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนสิ้นสุดการเก็บอารมณ์ด้วยความเบิกบานใจ ธรรมชาติทุกสิ่งดูงดงามไปหมด ทั้งนี้ เพราะได้รับความเมตตาจากท่าน ทั้งอาหารหล่อเลี้ยงกาย และโอสถทิพย์หล่อเลี้ยงใจไปด้วย

 

ในปี ๒๕๒๘ – ๒๕๓๐ ท่านยังคงแวะเวียนมาที่มูลนิธิ อยู่บ่อยๆ เนื่องจากมีงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านได้เข้ามาเป็นกรรมการมูลนิธิและยังเป็นที่ปรึกษาสำนักพิมพ์โกมลอีกด้วย บางทีท่านก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนพวกเรา เมื่อต้องมาประชุมที่ กศส. (กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม) หรือ ศพพ. (คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา)จ

 

= แม้จะเป็นพระ ท่านก็ยังให้ความสำคัญกับสังคมในโอกาสสำคัญๆ เสมอ มูลนิธิก็มักจะได้รับคำชี้แนะดีๆ จากท่าน อย่างคราว อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กลับมาเยี่ยมเยียนเมืองไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๓๐ พระไพศาลได้มีจดหมายปรารภว่า “อ.ป๋วยจากประเทศไทยไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีโดยถูกทางการบ้านเมืองบังคับให้ออกนอกประเทศ ทั้งเจ้าหน้าที่สนามบินก็ยังทำกับท่านอย่างกักขฬะ คราวนี้ ท่านมาเยือนเมืองไทย เราควรต้อนรับท่านอย่างอบอุ่นและส่งท่านอย่างสมเกียรติ”

 

ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นชมในความใส่ใจ ไม่ละเลยเรื่องที่คนอื่นอาจมองข้าม จึงยินดีร่วมสนองเจตนารมณ์ด้วยความเต็มใจ ได้มีการปรึกษาหารือร่วมกับองค์กรนักศึกษาธรรมศาสตร์ โครงการอาสาสมัครเพื่อสังคม และเอ็นจีโอที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกฝ่ายจัดการต้อนรับท่านในรูปแบบต่างๆ สำหรับมูลนิธิโกมลคีมทองได้เชิญท่านมาที่มูลนิธิ ทำบุญเลี้ยงพระเพล จัดพิธีรดน้ำ เพื่อแสดงความเคารพรัก และระลึกถึงคุณความดีของท่าน รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่มูลนิธิ โดยมีชาวโกมล กรรมการมูลนิธิ อาทิเช่น อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อ.กรุณา กุศลาสัย เป็นต้น พระไพศาล วิสาโล ได้มาร่วมงานและฉันอาหารเพลด้วย บรรยากาศเต็มไปด้วยความแช่มชื่น เบิกบาน ปลื้มปีติ และอบอุ่น

 

วันที่ท่านเดินทางกลับ เราได้จัดพิธีส่งท่านอย่างสมเกียรติ เรียบง่าย งดงาม และทรงพลัง ในภาพที่อาจารย์ป๋วยรับมอบช่อดอกไม้ เดินผ่านทิวแถวของผู้มาส่งอย่างหนาแน่น ท่ามกลางดอกกุหลาบสีแดงที่โบกสะบัดและเสียงร้องเพลง “กำลังใจ” ก้องกังวานไปทั้งดอนเมือง แน่นอนว่า ในงานมีพระไพศาลมาร่วมส่งท่านด้วย

 

ไม่เพียงชี้แนะประเด็นสำคัญทางสังคม ท่านยังเข้าร่วมกิจกรรม มีบทบาทนำในการเสนอทางออกและทิศทางในการแก้ปัญหาอย่างสมควร ถูกต้องชอบธรรมอยู่เสมอ อย่างเช่น ไปร่วมเดินป่าที่คลองท่อม จังหวัดกระบี่ เพื่อรณรงค์ต่อต้านเขื่อนเชี่ยวหลาน  จัดอบรมกระบวนการกระบวนทัศน์แบบสันติวิธีให้แก่ตำรวจที่สนใจหลายคอร์ส บทบาทการเป็นผู้นำฝ่ายสันติวิธีของท่าน เริ่มเป็นที่ปรากฏมากขึ้น ไม่เพียงจากการแปลหนังสือ เขียนบทความ หรือเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของการต่อสู้ทางสันติวิธี เพื่อความเป็นธรรมถูกต้องในหลายสถานการณ์   แต่ยังได้มีการจัดอบรมแนวคิดสันติวิธี เป็นโครงการหนึ่งในการอบรมคนรุ่นใหม่ของเสมสิกขาลัยเป็นประจำ และในบางโอกาส ท่านก็ลงปฏิบัติการจริง อย่างการเข้าร่วมกิจกรรมกับคุณฉลาด วรฉัตร เพื่อเตือนสติสังคมและเพื่อลดความรุนแรงของสถานการณ์ในช่วงเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งทำให้กลุ่มผู้เข้าร่วมปฏิบัติการด้วยสันติวิธีในครั้งนั้นก็ได้เรียนรู้และเติบโตขึ้น

 

พระไพศาล ท่านให้ความสนใจสังคมในหลากหลายเรื่อง ในช่วงที่ข้าพเจ้าใช้ชีวิตที่สวนฝากฟ้า ปี ๒๕๓๓-๒๕๔๒ เป็นช่วงที่คนหนุ่มสาวเริ่มให้ความสำคัญกับชีวิตทางเลือกมากขึ้น หมายถึงชีวิตที่ออกนอกระบบ นอกกระแสหลักของทุนนิยม พระไพศาลก็ได้ให้ความใส่ใจ มีส่วนร่วมในการสนับสนุนแนวคิดนี้มาโดยตลอด นับแต่การก่อตั้งอาศรมวงศ์สนิท ซึ่งเป็นชุมชนทางเลือกแห่งแรกๆ ดูเหมือนท่านจะเป็นที่ปรึกษาของอาศรมวงศ์สนิทด้วย

 

ช่วงที่ข้าพเจ้าใช้ชีวิตที่สวน ท่านได้มีเมตตาไปเยี่ยมเยียนให้กำลังใจสวนฝากฟ้าถึง ๒ ครั้ง ทั้งยังสละเวลาเข้าร่วมประชุมชุมชนคนสวน ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปี ประชุมครั้งหนึ่งกินเวลา ๒-๓ วัน ท่านได้ให้ความสำคัญในฐานะเป็นตัวแทนชุมชนทางเลือกหนึ่งด้วย ก็คือ ชุมชนพระสงฆ์ ซึ่งถือเป็นชุมชนทางเลือกที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตแตกต่างจากกระแสหลักของสังคมปัจจุบันเช่นกัน ทั้งยังเป็นชุมชนต้นแบบให้แก่ชุมชนทางเลือกทั้งหลายอีกด้วย   ในแต่ละครั้งที่ท่านมาร่วม เราก็จะได้รับฟังคำบรรยายที่มีคุณค่า ได้รับทั้งกำลังใจและมุมมองที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกครั้ง

 

 

= ระหว่างที่ข้าพเจ้าสร้างสวนฝากฟ้า พระไพศาลท่านได้ย้ายไปอยู่ที่ภูหลง ท่านเลือกที่จะยืนหยัดอยู่ที่นั่น ด้วยเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง นอกเหนือจากสถานที่สัปปายะ สงบ วิเวกแล้ว ที่สำคัญคือ ท่านปรารถนาที่จะช่วยดูแลรักษาป่าภูหลง ซึ่งเหลืออยู่เพียงน้อยนิดบนเทือกเขาภูแลนคา

 

งานรักษาป่าในระยะแรก ท่านต้องฟันฝ่าอุปสรรคอย่างมาก เพราะยังมีการตัดไม้ทำลายป่ากันอยู่มาก รวมทั้งขบวนการล่าสัตว์ป่าไปขายด้วย แม้ชาวบ้านท่าเว่อ บ้านตาดรินทอง ก็ยังเข้ามาตัดไม้เพื่อสร้างบ้านเรือนบ้าง เพื่อขายบ้าง เวลาที่ได้ยินเสียงเลื่อยยนต์  ท่านจะพาพระสงฆ์เดินขึ้นไปยังต้นเสียง ขอบิณฑบาต เจรจาตักเตือน ห้ามปราม  นอกจากนี้ ท่านมักจะร่วมกับพระสงฆ์ที่วัดออกเดินสำรวจป่าเป็นประจำ เพื่อให้คนที่เข้ามาลักลอบตัดไม้บ้าง ล่าสัตว์บ้าง มีความเกรงกลัว

 

ท่านไม่เคยย่อท้อในการดูแลป่าผืนนี้ แม้บางครั้งจะมีภัยถึงตัว อย่างคราวหนึ่ง มีผู้ประสงค์ร้ายเอาหนังคางคกสดมาเผารมควันวางไว้หน้ากุฏิท่าน ทราบว่าควันพิษนี้สูดดมเข้าไปมากๆ จะทำให้สลบและอาจถึงแก่ความตายได้ นับเป็นการข่มขู่ข่มขวัญกันทีเดียว

 

ในปี ๒๕๓๖ งานของท่านยังไม่มากมายเหมือนทุกวันนี้ ท่านอุทิศเวลาให้กับงานดูแลป่า ถึงกับนำชาวบ้านและกรรมการบ้านลงไปสร้างความสัมพันธ์กับหมู่บ้านเชิงเขาซึ่งเป็นพวกหนึ่งที่ขึ้นมาหาผลประโยชน์จากป่าภูหลงด้วยตนเอง.

 

การตระเวนไปตามหมู่บ้านในครั้งนั้น อย่างน้อยก็ทำให้ชาวบ้านรู้ว่า ป่าต้นน้ำแห่งนี้มีคนดูแลรักษาป่า แม้ภายหลัง งานทางสังคมบ้านเมืองจะดึงท่านห่างจากการดูแลป่าด้วยตนเอง แต่งานที่ท่านได้ริเริ่มไว้ก็มีผู้สืบทอดเรื่อยมา โดยเฉพาะ…. ชาวบ้านตาดรินทองส่วนใหญ่ ได้เปลี่ยนทัศนคติ จากการเป็นผู้โลภ ชอบตัดไม้ทำลายป่า กลายเป็นผู้รักษาป่า รักการปลูกต้นไม้ เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่า ทั้งบางคนยังเข้ามาเป็นกรรมการป่าด้วยซ้ำไป นับว่าเป็นผลที่น่าชื่นใจ

 

ทุกวันนี้ แม้งานดูแลป่าในเชิงรูปธรรมจะน้อยลง แต่ท่านก็ยังคงให้ความสำคัญกับป่าภูหลงอยู่อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทั้งยังเป็นประธานโครงการความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำปะทาว และยังคอยให้ความช่วยเหลือ แก้ไขสถานการณ์ที่วิกฤตของป่าภูหลงอยู่เสมอ

 

ในระหว่างสร้างสรรค์งานต่างๆ เพื่อคน เพื่อสังคม สิ่งแวดล้อมตลอดถึงประเทศชาติ ท่านมิได้ละเลยฐานะอันทรงคุณค่ายิ่งของท่าน คือ ความเป็นพระ ซึ่งท่านได้เขียนไว้ชัดเจนแล้วว่า “แค่เป็นพระอย่างเดียว ก็เป็นเกียรติและประเสริฐที่สุดในชีวิตแล้ว ที่เหลือเป็นส่วนเกิน”

 

เมื่อข้าพเจ้าได้เลือกมาใช้ชีวิตชาววัด นับแต่ปี ๒๕๔๒ นอกจากเพราะเสน่ห์ของป่าเขาลำเนาไพรและความเงียบสงบที่นี่แล้ว  สิ่งที่สำคัญก็เพราะที่นี่มีกัลยาณมิตรที่ข้าพเจ้าไว้วางใจ รักเคารพ และศรัทธา อย่างสนิทใจคือ… พระไพศาล วิสาโล

ข้าพเจ้าค่อยๆ เปลี่ยนฐานะจากกัลยาณมิตรในฐานะเพื่อนต่างวัย กลายเป็นศิษย์กับอาจารย์

 

= พระอาจารย์ไพศาลท่านได้ค่อยๆ สั่งสมบารมีธรรมนับเนื่องมาค่อนชีวิตท่านทีเดียว นับแต่วัยเยาว์ก็ว่าได้  ท่านมิได้มีเพียงความเพียรในการอุทิศตนให้แก่สังคม ประเทศชาติ และพระศาสนาเท่านั้น ท่านยังมีความเพียรในการประพฤติปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปด้วย ด้วยการฝึกฝนพัฒนาตนอย่างไม่ระย่อท้อถอย ความกล้าหาญของท่านมิได้แสดงออกด้วยการไม่เกรงกลัวต่ออำนาจที่ไม่ชอบธรรมเท่านั้น หากยังกล้าหาญที่จะต่อสู้กับศัตรูที่สำคัญและมีอำนาจเหนือมนุษย์ทุกคน นั่นคือ ความโลภ โกรธ หลง ความปรารถนาในชื่อเสียง เกียรติยศ ทรัพย์สินศฤงคาร ตลอดจนสิ่งบำรุงบำเรอต่างๆ

 

สำหรับพระอาจารย์แล้ว การปฏิบัติธรรมไม่ใช่แค่นั่งสมาธิ เดินจงกรม หรือเจริญสติ  ท่านทำมากกว่านั้น ยังคงมีหลายคนคลางแคลงว่า พระอาจารย์ไพศาลไม่สนใจภาวนาเลย  หารู้ไม่ว่า การประพฤติปฏิบัติธรรมของท่านนั้นมีอยู่ตลอดเวลา และท่านก็ไม่เคยทิ้งการปฏิบัติธรรมในรูปแบบเลย ทุกเช้าและก่อนนอน คนที่อยู่ใกล้ๆ จะทราบว่า ท่านจะมีเวลาเจริญสติ ทำสมาธิ เดินจงกรมอยู่เป็นประจำ สม่ำเสมอ เช่นเดียวกับการขบฉัน

 

พระอาจารย์ที่เราเห็นที่ภูหลง มิได้ปรากฎตัวแบบพิเศษพิศดารอะไร ตรงกันข้าม ความหมดจดงดงามของท่าน ปรากฏอยู่ในความเรียบง่ายเป็นธรรมดาต่างหาก

 

ในช่วงหลัง เป็นที่ทราบกันว่า ท่านกลายเป็นพระที่มีชื่อเสียงปรากฏไปทั่วทุกสารทิศ ข้าพเจ้าเห็นท่านต้องรับแขกจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ทั้งผู้ที่ต้องการมาปรึกษาหารือข้อธรรม ข้อทุกข์ ทั้งต้องการมาพึ่งพิงธรรมโอสถ ทั้งต้องการความช่วยเหลือจากท่านในหลายรูปหลายแบบ ทั้งปรารถนาจะมาแค่กราบท่านด้วยเพราะสำนึกในบุญคุณที่ท่านเผยแพร่ธรรมง่ายๆ แต่เข้าถึงชีวิตจิตใจ สามารถแก้ปมปัญหาของพวกเขาได้ บางคนแม้ไม่ได้กราบ แค่ได้เห็นท่าน ได้ยกมือไหว้ ก็ปลื้มปีติจนน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งในธรรมะของท่าน และยังมีพวกที่เมื่อได้ยินชื่อเสียงของท่าน ก็อยากมากราบชื่นชมบารมี

 

แม้ท่านจะอยู่วัดน้อยมาก ด้วยมีกิจนิมนต์บรรยายธรรมหรือจัดอบรมธรรมในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ข้าพเจ้าก็ทราบดีว่า ท่านให้ความสำคัญกับการอยู่วัดเสมอ   ทันทีที่เสร็จสิ้นกิจการงาน ท่านจะตรงกลับวัดทันที แม้ว่ามีเวลาอยู่วัดเพียงสองหรือสามวัน ท่านก็เลือกที่จะกลับมา ถึงท่านจะใช้เวลาที่วัดไม่มาก แต่ที่วัดก็มีการดำเนินชีวิต ภารกิจต่างๆ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย เหมือนกับว่าท่านได้วางแบบแผนของวัดไว้ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ไม่มีการวางแผนใดๆ จากท่านเลย เพราะ “วัดป่ามหาวัน” เป็นการอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ ลื่นไหล เรียบง่าย แต่คงอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัย อันเป็นบุคคลิกของพระอาจารย์ผู้เป็นประธานสังฆะ

 

=  กับลูกศิษย์ ท่านวางตัว ทอดระยะได้พอดี ในความสัมพันธ์ ท่านให้ความเป็นกันเอง เป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตร ไม่มีความถือตัว แสดงความเป็นตัวของตัวเองที่ง่ายๆ ตัวท่านเป็นอย่างไร ต่อหน้าศิษย์ก็เป็นอย่างนั้น   แต่ขณะเดียวกัน ท่านก็มิได้ละเลยหน้าที่อาจารย์ที่พึงมีต่อศิษย์   นอกจากการเทศนา อบรมสั่งสอนให้คำแนะนำศิษย์อยู่เป็นประจำแล้ว ท่านยังใส่ใจตักเตือนทันทีที่ทำผิด ถ้าเป็นความผิดรุนแรง ก็ให้โอกาส หากยังไม่ยอมแก้ไข ท่านก็กล้าที่จะตัดสินใจเด็ดขาดตามพระธรรมวินัย มิได้ทอดธุระเอาใจใคร ทำให้ลูกศิษย์ของท่าน ทั้งมีความสบายใจ สามารถทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกร็ง ในขณะเดียวกัน ก็ทั้งรัก เคารพ และมีความยำเกรงท่านไปด้วย

 

ที่ข้าพเจ้ากล่าวว่าท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้านั้น ยังรู้สึกละอายใจกับคำกล่าวอ้างนี้ ยิ่งข้าพเจ้าฟังคำว่า ศิษย์มีครูก็ยิ่งสะท้อนใจ แม้จะกราบท่านเป็นครูบาอาจารย์อย่างสนิทใจ ก็เป็นแค่ความปลาบปลื้มในคุณงามความดี และความหมดจดงดงามของท่าน แต่หาได้ปลูกฝังคำสอนหรือแบบอย่างที่ดีงามของอาจารย์ไว้ให้มีในตนได้สักเท่าไร

 

ซึ่งต่างไปจากพระอาจารย์ ท่านเป็นบุคคลผู้ถือได้ว่าเป็นศิษย์มีครูอย่างแท้จริง ด้วยท่านเป็นบัณฑิต เป็นผู้ฝึกฝนพัฒนาตนเสมอ ข้าพเจ้ามองเห็นลักษณะโดดเด่นหลายแง่มุมในตัวท่าน ยากที่บุคคลหนึ่งจะมีเพียบพร้อมได้เพียงนั้น ย่อมเป็นเพราะว่าท่านเป็นศิษย์มีครูโดยแท้

 

= ข้าพเจ้ามองเห็นครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณความดีอันเป็นที่ปรากฏเลื่องลือในสังคม หรือไร้ตัวตนทั้งหลาย มีปรากฏอยู่ในตัวท่าน แม้สัตว์เล็กๆ ท่านก็ยังนับถือเป็นครู อย่างเช่น

– นกกระเต็นน้อยกลางสระน้ำที่ท่านพักอาศัย ผู้สงบ วิเวก สันโดษ แต่เต็มไปด้วยไหวพริบและความตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา

-โกมล คีมทอง คนหนุ่มนักคิดผู้กล้าทวนกระแสสังคม ยึดมั่นในอุดมคติของตน เสียสละอุทิศตนเพื่อผู้อื่น

– พระยาอนุมานราชธน หรือเสฐียรโกเศศ ผู้สมถะ ถ่อมตน ทั้งที่เป็นผู้ทรงภูมิปัญญา รอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ ฉลาดเฉลียวในทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและภาษาศาสตร์

– อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียน ผู้นำทางความคิดทวนกระแส กล้าหาญในการท้าทายอำนาจที่ไม่ชอบธรรมทั้งปวงในสังคมอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเป็นผู้ชี้นำขบวนคนรุ่นใหม่โดยมีศาสนธรรมเป็นพื้นฐาน

– มหาตมา คานธี ผู้ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจความรุนแรง โดยยึดมั่นในหลักอหิงสธรรม

– นิโคลัส เบนเนตต์ ปรมาจารย์ด้านสันติวิธี ผู้มีความนุ่มนวล มีศิลปะในการอบรมสั่งสอนศิษย์ให้เข้าถึงแก่นแท้ของสันติวิธี และให้โอกาส ส่งเสริมศักยภาพของศิษย์ให้เป็นตัวของตัวเอง เติบโตตามแนวทาง ความฝันของตนเองอย่างไม่มีขีดจำกัด

– นอกจากบุคคลเหล่านี้ ท่านยังมีครูบาอาจารย์ที่ยิ่งๆ ขึ้นไป นับแต่พระธรรมโกศาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ผู้ปลุกกระแสผู้คนให้เห็นภัยของวัตถุนิยม มีชีวิตที่ประหยัด มัธยัสถ์ เรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ ไม่ติดข้องกับอำนาจ วาสนาใดๆ

– ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต – ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) ผู้มีจริยวัตรที่งดงาม เป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย แม่นในหลักธรรมคำสอนขององค์พระศาสดา ทั้งกล้าที่จะปกป้องศาสนาในยามวิกฤต หรือยามที่มีการเบียดเบียนพระธรรมวินัย

– สำหรับครูที่ใกล้ชิดท่านที่สุดคือ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ผู้เป็นบุคคลที่ทุกคนพูดตรงกันว่า ท่านมีเมตตาธรรมที่โดดเด่น อ่อนน้อมถ่อมตัว เป็นพระที่มีความเป็นธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา งดงามทั้งภายในและภายนอก ปราดเปรื่องทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านอุทิศตนให้พระศาสนาอย่างเป็นอเนกปริยาย แต่ก็ไม่เคยทิ้งการช่วยเหลือสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวข้างต้น เป็นเพียงการอนุมานเอาของข้าพเจ้าเอง ด้วยมองเห็นความเป็นผู้อ่อนโยน ถ่อมตน นบนอบ เป็นผู้ว่าง่ายของท่านในการประพฤติปฏิบัติต่อครูบาอาจารย์ผู้ใกล้ชิด โดยเฉพาะหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ทั้งได้เห็นสิ่งที่หลวงพ่อเป็น ปรากฏในตัวท่าน กับได้เห็นสิ่งที่ท่านยกย่องครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ ไว้เพียงใด สิ่งนั้นก็ปรากฏมีอยู่ในจริยวัตรของท่านด้วย และคุณความดีเหล่านั้น ได้สถิตอยู่ในตัวท่านอย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมดา กลมกลืนเป็นตัวของตัวเองอย่างงดงาม และที่เป็นเช่นนี้ เพราะยิ่งๆ ขึ้นไปแล้ว ครูที่สูงสุดของท่านคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศโลก

 

แน่นอน ชีวิตของบุคคลผู้หนึ่ง ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อบกพร่อง แต่สำหรับบุคคลผู้ฝึกตนอยู่เสมอนั้น ย่อมยากที่จะมองเห็นข้อบกพร่องของท่านได้ ด้วยคุณความดีย่อมปิดบังข้อบกพร่องที่เล็กน้อย เฉกเช่น การหาจุดดำเล็กๆ บนผ้าสีขาวผืนใหญ่กระนั้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 21/03/2017 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 90 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,708,786 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 90 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,708,786 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 90 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,708,786 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: