AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

จงนิยาม “ความสำเร็จ” ด้วยตัวเอง

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน

มีข่าวน้องผู้ชายคนนึงที่โคราช

น้องคนนี้ดีใจมากที่เขา จบ ม.6 หลังจากที่แก้ ‘ร’ ครบทุกวิชา

ถึงกับถือใบประกาศนียบัตรไปถ่ายรูปยังที่ต่างๆ ทั่วเมือง

( คลิปข่าว >> https://goo.gl/1JmOQA )

.

ซึ่งแน่นอนว่าในมุมมองของคนทั่วไป

ต้องมองว่าน้องคนนี้ออกจะเพี้ยนๆ

อะไรกัน … นี่แค่จบ ม.6 เองนะ ถ้าจบ ป.ตรี จะฉลองขนาดไหน

ซึ่งมันก็เป็นจริงดังนั้น

คอมเมนต์ลบๆ ในโลกออนไลน์ผุดขึ้นมาเพียบ

หาว่าน้องเค้าเวอร์บ้างล่ะ

หาว่าน้องเค้าโง่ เรียนไม่เก่งเองบ้างล่ะ

พอมีใครพาดพิงระบบการศึกษา บางคนก็จะโผล่มาตำหนิน้องเค้าว่าแบ่งเวลาไม่เป็นเอง ฯลฯ

.

ใครจะว่ายังไงผมไม่ขอก้าวล่วง

แต่ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้มีอีกประเด็นนึง คือ น้องคนนี้เป็นเด็กกิจกรรม

เขาชอบทำกิจกรรมมากกว่านั่งเรียน

ในขณะที่สังคมกำหนดทัศนคติและแบบแผนองค์รวมขึ้นมาผ่านระบบการศึกษา

การที่น้องคนนี้ไม่ชอบนั่งเรียน

ไม่ได้หมายความว่า น้องเขาไม่ชอบการเรียนรู้

เพียงแต่ไม่ชอบเรียนรู้จากการนั่งฟังครูพูดเฉยๆ

.

การเรียนรู้มี 3 ประเภท

1.Visual Learning

– เรียนรู้จากภาพ เห็นภาพ เห็นตัวอย่าง ก็เรียนรู้และลงมือทำตามได้

เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ได้ง่าย หรือมีจินตนาการสูง

.

2.Auditory Learning

– เรียนรู้จากการฟัง ชอบคำพูด ชอบรายละเอียด ชอบความคิดเห็น

ชอบจดบันทึก ชอบเรื่องเล่า ชอบการอธิบาย

.

3.Kinesthetic Learning

– เรียนรู้จากประสบการณ์ สอบสัมผัส เคลื่อนไหว และชอบทดลอง

เข้าใจอะไรยาก ถ้าไม่ลงมือทำ ความรู้ไหนไม่เป็นรูปธรรมมีแนวโน้มสูงที่จะปฏิเสธ

.

ไม่บอกก็รู้ว่าระบบการศึกษาของประเทศนี้เน้นการเรียนรู้แบบไหน

โดยส่วนตัว ผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดน้องคนนี้ก็ยังโชคดีที่เขาเกิดในยุคนี้

ยุคที่พอจะแสดงออกให้คนที่มีความเชื่อเก่าๆ เห็นได้บ้างว่า ระบบที่พวกท่านทั้งหลายสร้างมานั้น มันใช้ไม่ได้กับทุกคน

.

สำหรับการผลิตสินค้าในโรงงาน … คำว่า One Size Fit for All นั้นโอเค

แต่สำหรับการผลิตคน … คำนี้แหละ ที่ฆ่าคน

.

น้องชายของอาเขยของผม

ก็ตกเป็นเหยื่อของระบบ และทุกวันนี้ก็ยังคงได้รับผลกระทบแบบนั้นอยู่

คุณอาเป็นคนเรียนเก่ง แต่ชอบการเกษตร

เมื่อเรียนจบ ม.6 ‘ถูกคาดหวัง’ จากทุกคนในครอบครัว และทุกครูในโรงเรียนให้ไปสอบแพทย์ เพราะเชื่อว่าต้องสอบติดแน่ๆ

สมัยก่อนอยากเข้าที่ไหน สอบที่นั่นที่เดียว ไม่มีให้เลือก 1-4 อันดับแบบสมัยนี้

แม้ตัวคุณอาจะชอบเกษตรมาก แต่สุดท้ายก็ทนความคิดเห็นของคนรอบข้างไม่ไหวต้องไปสอบแพทย์

ใจไม่ได้ชอบ พอสอบก็เลยไม่ตั้งใจ

ความเก่งวิชาการที่มี เมื่อไม่ได้เจียระไนก็ไม่แหลมคม

ผลสอบออกมาก็ทำให้ทุกคนที่คาดหวังพากันผิดหวังไปตามๆ กัน

.

ทุกคนหันหลังให้คุณอา

แต่คุณอาไม่รู้จะหันไปหาใคร

.

ผมไม่รู้ว่าสภาพจิตใจของคุณอาในตอนนั้นเป็นยังไง

เพราะผมรู้จักคุณอาท่านนี้ครั้งแรกหลังจากนั้นเกือบ 20 ปี

คุณอาที่ผมเห็นตั้งแต่ครั้งนั้น คือคนที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “บุคคลไร้ความสามารถ”

คุณอาคือคนที่มีอาการทางจิต เป็นโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง

.

Ken Robinson เล่าไว้ในหนังสือ The Element :: How Finding Your Passion Changes Everything ว่า

หนูน้อยจิลเลียนอายุ 8 ปี ชอบทำลายความสงบในห้องเรียน เธอนั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานไม่ได้

คุณครูเห็นว่าเธอเป็นเด็กสมาธิสั้น จึงตัดสินใจเรียกพ่อกับแม่มารับทราบพฤติกรรม และแนะนำให้พาเธอเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ

แม่ของจิลเลียนเชื่อคุณครูสนิทใจ เพราะเธอเองก็รู้ดีว่าลูกของเธอเป็นเด็กประเภทอยู่ไม่สุข

เธอตัดสินใจพาจิลเลียนไปพบจิตแพทย์เพื่อประเมินอาการ

หนูน้อยเองก็รู้ดีว่า เธออยู่ในสถานการณ์ใด

ต่อหน้าจิตแพทย์ เธอถึงกับนั่งทับมือทั้งสองข้างของตัวเองไว้ เพื่อไม่ให้มันแสดงอาการยุกยิกออกมาให้จิตแพทย์เห็น

การพูดคุยระหว่างจิตแพทย์กับแม่ของเธอใช้เวลานานพอสมควร ระหว่างนั้นเธอได้แต่ทนนั่งนิ่งๆ พร้อมกับต้องคอยสบตาจิตแพทย์เมื่อเขาหันมายิ้มให้เธอเป็นบางครั้ง

.

การสนทนาจบลง จิตแพทย์หันมาชื่นชมที่เธอสามารถอยู่นิ่งๆ ได้ ก่อนที่จะบอกกับเธอว่า เขากับแม่ของเธอจะต้องคุยกันเป็นการส่วนตัวข้างนอกสักพัก แต่ไม่มีอะไรที่เธอต้องเป็นห่วง นอกจากนั่งรอเฉยๆ

ก่อนที่ผู้ใหญ่สองคนจะเดินออกจากห้องทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง จิตแพทย์ท่านนั้นได้เอื้อมมือไปเปิดวิทยุให้เธอฟังไปพลางๆ

.

จิลเลียนไม่รู้ตัวว่าจิตแพทย์และแม่ของเธอกำลังเฝ้ามองพฤติกรรมของเธอจากนอกห้องผ่านกระจกที่มองเห็นได้ด้านเดียว

ทันทีที่เพลงในวิทยุเริ่มบรรเลง จิลเลียนก็ขยับตัว

การเคลื่อนไหวร่างกายของเธอตามจังหวะเพลงนั้นงดงาม เป็นธรรมชาติ ถึงขนาดที่สามารถเรียกได้ว่า “เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณ”

.

จิตแพทย์หันไปบอกแม่เธอ

“คุณลินน์ครับ เห็นแล้วนะครับว่าเธอไม่ได้ป่วย แต่เธอเหมาะที่จะเป็นนักเต้น ส่งเธอเข้าโรงเรียนเต้นรำเถอะครับ”

เดชะบุญที่แม่ของเธอทำตามคำแนะนำของจิตแพทย์

จิลเลียนให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า “ฉันบอกไม่ถูกเลยว่ามันวิเศษขนาดไหน”

“ฉันเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยคนแบบฉัน คนที่อยู่นิ่งๆ ไม่ได้ ต้องเคลื่อนไหว ต้องขยับตัว ถึงจะคิดอะไรออก”

.

ถ้าพวกเราสงสัยว่าจิลเลียนเป็นใคร

นี่คือเรื่องราวของเจ้าของผลงานละครเพลงชุด The Phantom of the Opera ที่โด่งดังและประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกครับ

.
.

พวกเราเห็นด้วยมั้ยครับว่าจิลเลียนโชคดี

เธอโชคดีที่ได้พบกับคนและคำแนะนำที่ถูกต้อง

หากจิตแพทย์ในวันนั้นไม่ใช่คุณหมอที่เข้าใจเรื่องความถนัดในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของเด็กแต่ละคน

ป่านนี้เราคงไม่ได้อ่านเรื่องราวของเธอ จิลเลียนคงแก่ตายเงียบๆ ไปพร้อมกับ ‘ความสำเร็จกึ่งสำเร็จรูป’ ที่สังคมยัดเยียดให้ผ่านระบบการศึกษาไปนานแล้ว

.

กลับไปที่น้อง ม.6

ผมไม่เชื่อว่าน้องเขาโง่ เรียนไม่เก่ง แบ่งเวลาไม่เป็น หรือไม่รับผิดชอบแบบที่สังคมแย่ๆ ในโลกออนไลน์ตราหน้า

แต่ผมเชื่อว่าน้องเขามีระบบการเรียนรู้คล้ายๆ กับที่จิลเลียนมี

การเรียนรู้ในระบบการศึกษาต่างหากที่ไม่มีศักยภาพครอบคลุมมาถึงความสามารถในการเรียนรู้ของพวกเขา

.

การที่ประเทศนี้มีเด็กที่ดีใจขนาดหนักทันทีที่ จบ ม.6 เป็นสัญญาณที่กำลังบ่งบอกถึงอะไรบางอย่างรึเปล่า?

ระบบการศึกษาไทย ‘ก่อสร้าง’ หรือ ‘กักขัง’?

.

ตามความเชื่อของผม …

หากน้องคนนี้ยังชัดเจนในจุดยืนของการเป็นนักเรียนรู้ด้วย Kinesthetic Learning เช่นนี้ต่อไป

ไม่ใช่เพียงแต่ชีวิตของน้องเขาจะชัดเจน

แต่สังคมนี้จะชัดแจ้งว่าอะไรกันแน่ที่กำลังบ่อนทำลายอนาคตของประเทศชาติ

.

จนถึงทุกวันนี้ …

ผู้คนต่างทยอยกันออกมาแสดงให้เห็นกัน #คนละชัดสองชัด ว่าระบบการศึกษาไม่ใช่เครื่องประกันความสำเร็จ

มันห่วย!! มันหลงทาง!!

ทุกคนล้วนมีความปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จ ระบบการศึกษาก็เข้าใจว่าตัวเองมุ่งหวังที่จะสร้างความสำเร็จให้ผู้คนเหมือนกัน

แต่ถุยเถอะครับ

‘ความถนัดแต่กำเนิด’ หรือ Talent บางอย่างของเด็กบางคนกลับยังไม่สามารถฉายแววหรือแสดงคุณค่าให้ปรากฏและถูกสนับสนุนในระบบได้นี้เลย

แล้วเรายังจะศรัทธาว่าระบบนี้สร้างคนได้ยอดเยี่ยมที่สุดอยู่ต่อไปได้อีกเหรอ?

.

กลัดกระดุมเม็ดแรกผิด เม็ดต่อไปก็ผิดตาม

‘นิยามความสำเร็จ’ มันเป็นบล็อกเดียวกันซะที่ไหน

สูญเสียกันไปเท่าไหร่แล้วกับความคาดหวังและความคิดเห็นจากระบบที่ถูกออกแบบมาอย่าง One Size Fit for All

ถึงเวลารึยังที่ต้องพูดเรื่องนี้กันแบบตรงไปตรงมา

ถึงเวลารึยังที่ต้องยอมรับและเข้าใจว่าทำไมประเทศนี้จึงเต็มไปด้วยคนที่ …

เรียนพอผ่าน

ทำงานพอรอด

ฝากความหวังไว้กับหวย

ยกย่องคนรวย

แต่ดูถูกครู

.

ลองคิดเอา

.

.

#รับผิดชอบชีวิตของตัวเอง

——————————————–

– ผู้กองเบนซ์ –

Thailand Transformation Leader

.

***ปล. อย่างไรก็ตาม ผมไม่ดูถูกวิชาชีพครู เพราะครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของระบบการศึกษาเช่นเดียวกัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 04/06/2017 by in เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน.

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 93 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,856,892 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 93 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,856,892 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 93 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,856,892 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: