AC127 : https://ac127.wordpress.com/

คุณยุ้ย – อัมพิกา (หาญพานิช) ศิริสุวัฒน์

อริยสัจสี่….ตัณหา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อริยสัจ ข้อที่สองเรียกว่า เหตุให้เกิดความทุกข์

 

ในอริยสัจอย่างที่สรุปสั้น ๆ ท่านเรียกว่า “ตัณหา” คือ ความอยาก เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

 

ในภาษาไทยคำว่า…”ความอยาก” นี้ มันกำกวมไม่เหมือนในภาษาบาลีที่เรียกว่า “ตัณหา”

 

“ตัณหา” ในภาษาบาลีหมายถึง ความอยากที่มาจากความโง่ มาจากอวิชชา เป็นเหตุให้อยากด้วยอำนาจอวิชชา ความอยากอย่างนี้จึงจะเรียกว่า “ตัณหา”

 

ถ้าเป็นความอยากที่มาจากวิชชา ความต้องการที่มาจากปัญญา อย่างนี้ไม่เรียกว่าตัณหา เช่น เรารู้ว่าจะต้องดับทุกข์อย่างไร แล้วเราอยากจะดับทุกข์พยายามจะดับทุกข์อยู่ ความอยากอันนี้ไม่เรียกว่าตัณหา

 

แต่พอแปลคำว่าตัณหาเป็นความอยากในภาษาไทยคนที่เข้าใจผิดว่า อะไรก็เป็นตัณหาไปหมด แล้วห้ามไปหมด ก็เลยไม่กล้าอยากอะไร แม้แต่อยากทำการงานเป็นต้น แล้วก็ไปโทษพระพุทธเจ้าตามเคย ว่าตรัสอะไรไว้ไม่เหมาะสมไม่ถูกต้องก็มี หรือว่าหลักธรรมนี้มันใช้ไม่ได้กับเราเสียแล้วก็มี เพราะว่าไปเข้าใจคำนี้ผิด

 

ฉะนั้น “ความอยากที่เป็นกิเลส” นั้นมันเป็น..ความอยากที่มาจากความโง่และหลงทะเยอทะยาน กระวนกระวายระส่ำระส่าย และแม้จะได้ทำไป ก็ทำไปตามความโง่ความหลงความสำคัญผิด เขาจึงเรียกว่า “ความโลภ” หรือเรียกว่า “ตัณหา” หรือว่า “อุปาทาน” หรืออะไรก็สุดแท้ มันเป็นความต้องการด้วย…ความโง่

 

แต่ถ้าความประสงค์หรือความต้องการที่เป็นไปตามปัญญาที่แท้จริงนี้ เขาเรียกว่าความปรารถนาหรือความต้องการ แล้วแต่จะเรียกกัน

 

ในภาษาบาลีก็เรียกความต้องการนี้ว่าความพอใจ เช่น “ฉันทะ” บ้าง “ปัถนาความปรารถนา” บ้าง “สังกัปปะความดำริประสงค์”บ้าง ถ้ามันเป็นไปในทางถูกต้องแล้วไม่เรียกว่าตัณหา

 

ต่อเมื่อมัน..มีความโง่..ความไม่รู้เป็นมูล จึงเรียกว่า “ตัณหา”

 

เพราะฉะนั้นเราจะต้องจับใจความสำคัญให้ถูกต้องว่า ถ้าต้องการอะไร อยากอะไรประสงค์อะไร จงดูเสียก่อนว่ามันเป็นความต้องการของวิชชาหรือของอวิชชา ความอยากในกามารมณ์อย่างนี้ มันเป็นความอยากของอวิชชา หรือของวิชชา หรือว่าถ้าเราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึกชนิดใดอย่างนี้เป็นต้น จึงจะไม่เป็นความทุกข์ขึ้นมา

 

ขอให้เข้าใจถูกกันเสียด้วยว่า..พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสว่า อย่าแต่งงาน อย่ามีผัวมีเมียทิ้งบ้านทิ้งเมืองไปบวชกันเสียให้หมด อย่าเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ ท่านไม่ได้ตรัสอย่างนี้ จะเป็นพระหรือฆราวาสก็ได้ จะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามหนทางที่ตรัสไว้   ถ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส คือ กามารมณ์นี้ ก็ต้องทำด้วย..สติสัมปชัญญะ  ให้รู้ความพอเหมาะพอดีในทางที่จะไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา แต่จะให้เกิดความรู้บางอย่างบางประการขึ้นมาเรื่อย ๆ จนรู้สึกจนรู้จักเบื่อหน่ายไปเองในตอนหลัง อย่างนี้มันก็กลายเป็นการศึกษาไป

 

การที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสเหล่านั้นกลายเป็นการศึกษาไปในตัว ถึงจะเป็นอะไรก็ตามใจ ถ้ามนุษย์ยังจำเป็นจะต้องเกี่ยวข้อง ก็ไปเกี่ยวข้องด้วยวิชชา ด้วยปัญญา ด้วยความรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่เพียงพอ ก็ได้ทั้งนั้น แล้วมันค่อยเลื่อน ๆ ของมันขึ้นไปเองตามลำดับ ๆ จนกระทั่งว่าไม่เกี่ยวข้องหรือไม่อะไรเลย.

 

นี่เราจะต้องเข้าใจคำนี้ให้ถูกต้อง คำว่า “ตัณหา” ในภาษาบาลี ก็หมายถึงว่า..อยากด้วยอวิชชา

ความอยากที่เป็นไปด้วยปัญญา หรือวิชชานั้นยังมีอยู่ส่วนหนึ่ง แล้วอันนั้นแหละจะช่วยดับความอยากที่เป็นไปด้วยอวิชชาในตอนหลังอีก

พุทธทาสภิกขุ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

นำทาง

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 94 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,860,430 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 94 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,860,430 hits

หมวดหมู่

Enter your email address to follow this blog and receive notifications of new posts by email.

Join 94 other followers

สถิติบล็อก

  • 3,860,430 hits

หมวดหมู่

%d bloggers like this: