Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

ส่งต่อความดี หรือ ลูกโซ่ความดี (Pay It Forward)

มาตรฐาน


มีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นมาบนโลกใบกลมๆใบนี้  ทฤษฎีที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่เป็นทฤษฎีที่จะช่วยให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นถ้าทุกคนเข้าใจ และนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

ทฤษฎี “Pay it Forward  ส่งต่อกระจายความดี  หรือ  ความดีลูกโซ่”

เด็กชายวัยสิบสองขวบที่อาศัยอยู่กับแม่ (Helen  Hunt) ที่ติดเหล้าและไม่มีเวลาให้เขา   วันหนึ่ง..ในชั้นเรียนวิชาสังคมศึกษาของเด็กมัธยมต้น   มิสเตอร์ยูจีน  ซิมโมเน็ต (Kevin  Spacey) ครูสอนวิชาสังคมศึกษาที่ย้ายมาใหม่ได้ให้การบ้านแก่เด็กๆ    โดยหัวข้อ “How can you change the world?  คิดวิธีที่จะทำให้โลกดีขึ้น”

            พอถึงวันที่ต้องออกมาหน้าชั้น เด็กแต่ละคนก็จะมาเล่าแนวคิดของตัวเอง  เด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเอาใบปลิวเรื่องการรีไซเคิลไปไว้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อช่วยรณรงค์ ให้ทุกคนรักษ์โลก เด็กผู้ชายอีกคนมาด้วยแนวคิดสุดล้ำ บอกว่าจะเปิดเว็บไซต์เป็นภาษาจีน บอกคนจีนให้กระโดดขึ้นลงพร้อมกัน เพื่อให้แกนโลกเปลี่ยนกลับมาตรง

แล้วก็มาถึง คำตอบของ เทรเวอร์ แม็คคินนีย์ (ฮาร์เลย์ โจแอล ออสเมนท์) เด็กอายุ 12 คนนี้นี่เองที่เป็นเจ้าของ ทฤษฎีที่ชื่อว่า Pay it forward  โดยสรุปหลักการง่ายๆได้ว่า การส่งต่อความดี ให้การช่วยเหลือกับคนอื่น ต่อไปเรื่อยๆ คือ ถ้าใครมาทำดี มาช่วยเหลือคุณ  คุณไม่ต้องตอบแทนอะไรเขาเลย แต่เปลี่ยนการตอบแทนเป็นการไปช่วยเหลืออื่นๆอีก 3 คน นั่นคือการส่งต่อความดี  แล้วก็ส่งต่อความดีต่อไปเรื่อยๆ นี่คือ ทฤษฎี Pay it forward

ผมจะอธิบายให้เข้าใจอีกครั้งดังนี้  เริ่มที่ตัวเราเป็นวงกลมวงแรก แล้วเมื่อมีใครมาช่วยเหลือเรา ในเรื่องใดๆก็ตาม แม้จะเป็นเรื่องที่ที่ยิ่งใหญ่ เรื่องที่เล็กน้อย หรือเข้ามาช่วยเหลือในบางสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง  คุณไม่ตอบตอบแทนพวกเขาเหล่านั้นด้วยสิ่งของ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เปลี่ยนการตอบแทน เป็นการช่วยเหลือคนอีก 3 คน แม้จะเป็นเรื่องที่ที่ยิ่งใหญ่ เรื่องที่เล็กน้อย หรือช่วยเหลือในบางสิ่งที่เขาเหล่านั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง คุณก็จะมีวงกลมต่อจากคุณอีก 3 วง…นั่นคือคุณได้สร้างความดีอีก 3 ครั้ง กับคนอื่นๆอีก 3 คน

และในวันต่อๆมา คน 3 คนนั้น ก็คิดเหมือนคุณ แต่ละคนจึง ได้ส่งต่อความช่วยเหลือ และสร้างความดีไปยังคนอีก3 คน คุณก็จะได้ วงกลมเพิ่มมาอีก 9 วง นั่นคือคนที่คิดดีทำดีเหมือนคุณ

ต่อมา คน 9 คนนั้น ก็ขยายความดีต่อไปช่วยส่งต่อความช่วยเหลือ และสร้างความดีไปอีกคนละ 3 คน มาถึงตอนนี้คุณก็จะมีวงกลมถึง 27 วงกลม ๙งเป็นกำลังความดีที่คุณและคนที่คิดเหมือนคุณสร้างขึ้น และต่อมาในแต่ละวัน คนเหล่านั้นทุกๆ คนได้ส่งต่อความช่วยเหลือต่อไปยังคนอีก 3 คนเรื่อยๆ รู้มั้ยจากวงกลมความดีวงแรกที่คุณ ภายใน 2 สัปดาห์  จะมีผู้คนที่ได้รับความช่วยเหลือถึง 4,782,969 คน เป็นกำลังความดีแบบมหาศาลและพร้อมที่จะแพร่ขยายไปเรื่อยๆ.

นี่คือลูกโซ่แห่งความดี มันอาจจะยากในความเป็นจริง แต่ถ้าทำได้แม้เพียงครึ่งสังคมนี้ก็น่าอยู่มากแล้วโดย….แล้วเชื่อมั้ยปัจจุบันทฤษฎี Pay it forward  มีหลายกลุ่มคน จากที่ต่างๆ  รวมตัวกัน นำไปใช้แล้ว ทั้งในการช่วยเหลือเด็กนักเรียน  การช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง  และอื่นๆ อีกมากมาย

หลายๆคนอาจตั้งคำถามว่า “เราเป็นแค่ประชาชนตาดำๆ คนหนึ่ง ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีฐานะทางสังคม ไม่มีเงินทองมากมาย แล้วจะมีปัญญาอะไร ไปแก้ปัญหาระดับชาติ ที่สั่งสมกันมาอย่างยาวนาน?” แล้วถ้าเรายังนิ่งเฉยปัญหาเหล่านี้ก็ต้องสังสมยั่งรากลึกลงไปในสังคมของเราเรื่อยๆ หรือเราจะทนดูข่าวอาชญากรรมในจอทีวีได้ไปตลอดชีวิตอย่างมีความสุข โดยไม่คิดตะขิดตะขวงใจ ผมอยากให้เราทุกคนมีความคืดร่วมกันว่า  “ทุกคนสามารถเริ่มได้โดยการสร้างความดีที่ตัวเอง  แล้วส่งต่อความดีนั้นไปเรื่อยๆ”

ดูเรื่องเต็ม  

เคล็ดลับแม่บ้านงานเรือน

มาตรฐาน

เคล็ดลับที่ทุกท่านควรรู้…..

1 . ไข่ขาวสามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวกได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยใช้ไข่ขาวมาทาที่น้ำร้อนลวกให้ทั่วทิ้งไว้จนแห้ง ไปเอง แล้วรอสักพักใหญ่ๆ จึงล้างออกจะไม่มีรอยแดง หรือพองเลย ข้อสำคัญ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้ถูกน้ำเย็นหรือของอื่นเลย และอย่าไปแกะ หรือเกาตอนที่ใกล้จะแห้ง เพราะจะทำให้หนังถลอก
2. ยาหม่องสามารถใช้ขจัดหมากฝรั่งเปื้อนผ้าได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยการใช้ยาหม่อง76ถูตรงยางเหนียวๆของหมากฝรั่งไปมา ไม่นานยางของหมากฝรั่งก็จะหลุดออกหมดแล้วจึงนำผ้าไปซักตามปกติ
3. ใส่หลอดในขวดซอสมะเขือเทศจะทำให้เทออกง่าย จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยการใส่หลอดลงไปให้ลึกถึงก้นขวด เพื่อให้อากาศสามารถแทรกผ่าน เข้าไปในขวดได้ แล้วเทซอสมะเขือเทศก็จะไหลออกมาง่ายขึ้น
4. ถุงน่องแช่น้ำเกลือช่วยให้ถุงน่องไม่ขาดง่าย จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยการนำเกลือ 2 ถ้วยผสมกับน้ำ 1 แกลอน แช่ถุงน่องใหม่ไว้นาน 3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ยกถุงน่องขึ้น มาตากให้น้ำหยดจนแห้ง ก็จะทำให้ถุงน่องคงสภาพ และเหนียวทนนาน
5. มันฝรั่งกำจัดกลิ่นปลาร้าติดมือได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง แต่มันฝรั่งสามารถกำจัดกลิ่นหัวหอมติดมือได้ โดยการนำมันฝรั่งที่ปอกแล้ว มาถูมือที่มีกลิ่นหัวหอมติดอยู่ กลิ่นหัวหอมก็จะค่อยๆ จางหายไป
6. พริกแห้งใช้ไล่แมลงวันได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เวลาตากของแห้งไว้ จะมีแมลงวันมาตอม ให้เอาพริกแห้ง 5 – 6 เม็ด เสียบไว้รอบกระด้ง ไอร้อนของพริก จะทำให้แมลงวันไม่กล้าเข้าใกล้
7. เบียร์ช่วยคลายเกลียวขึ้นสนิมได้
เฉลย : จริง ให้รินเบียร์ลงไปบนเกลียวขึ้นสนิมนิดหน่อย รอ 2-3 นาที ความเป็นกรดของเบียร์ จะช่วยขจัดสิ่งสกปรก และเศษสนิม ทำให้เกลียวหมุนเปิดได้ง่ายขึ้น
8. เอาผ้าไหมแช่ช่องแข็งจะทำให้รีดง่าย จริงหรือ
เฉลย : จริง การรีดผ้าไหม ควรใช้ไฟอ่อนๆ เพราะผ้าไหมจะไหม้เกรียม หรือเป็นสีเหลืองได้ง่าย แต่ถ้าผ้าไหมยับมาก ก่อนรีดควรฉีดพรมน้ำยาให้ทั่ว แล้วพับใส่ถุงพลาสติก นำไปแช่ในช่องแข็งของตู้เย็น ประมาณ 10 -15 นาที แล้วจึงนำออกมารีด จะทำให้รีดผ้าไหมได้ง่าย และเรียบยิ่งขึ้น
9. นำเหรียญสลึงใส่แจกันช่วยให้ดอกไม้ไม่เหี่ยวเฉาได้ จริงหรือ

เฉลย : จริง โดยให้หย่อนเหรีย ¬ สลึงลงไปในแจกัน ส่วนผสมที่เป็นทองแดงในเหรียญจะช่วยยับยั้งการเจริญ เติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุให้ดอกไม้เหี่ยวเฉา
10. ใบฝรั่งช่วยดูดกลิ่นได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยให้นำใบฝรั่งมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำ แยกกากใบออก น้ำมันหอมระเหยที่ได้ จะทำหน้าที่ดับกลิ่น ส่วนกากใบที่ได้ให้นำไปวางไว้ตามจุดต่างๆเพื่อช่วยดูดกลิ่นได้

 
ชุดคำถามที่ 2 : หมวดกินเพื่อสุขภาพ
1. กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง แต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา ทำให้อาการเมาหายไปได้
2. เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้
3. มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำจริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่าโรคนอนหลับ ได้อีกด้วย
4. ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น เพราะนมร้อนจะส่งเสริมให้สมองหลั่งสาร

5. การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง แต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัด เป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้อง และท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง
6. การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้น จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะในเนยมี กรดอมิโน ที่มีชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้น
7. กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย
8. การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะ โกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อ เวกัสเนอร์ฟ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การไอ ทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล
9.. การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง เพราะ การที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความ เป็นด่างได้ทัน แต่ บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้ และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย
10. การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง เพราะ เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้น สารอาหารไปเลี้ยง สมองได้น้อยลงสมองจึงค่อยๆเสื่อม

 
ชุดคำถามที่ 3: หมวดรู้ไว้ใช่ว่า

1. การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง อาการเผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรถที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป
2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดาน ไม่กระเทือนสั่นไหว ขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรนและไม่นอนอ้าปากอีกด้วย
3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง เพราะกลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้
4. แอปเปิ้ลผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง ถ้าเสียบแผ่นสังกะสี และแผ่นทองแดง กรดในแอปเปิ้ลจะทำให้เกิดการแตกตัวของไอออน ทำให้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเหมือนแบตเตอรี่ ซึ่งผลไม้ชนิดอื่นเช่น มะนาว เกรปฟรุ๊ต หรือมันฝรั่ง ก็ทำได้เช่นกัน
5. ปัสสาวะมนุษย์ใช้ทำยาสีฟันในสมัยโบราณ จริงหรือ
เฉลย: จริง โดยแพทย์ชาวโรมันเชื่อว่า ปัสสาวะมนุษย์ มีคุณสมบัติทำให้ฟันขาว และแข็งแรง ยาสีฟันในยุคดังกล่าว จึงเป็น น้ำยาบ้วนปากที่ทำจากปัสสาวะมนุษย์
6. วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ
เฉลย: ไม่จริง เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคา ¬ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า

7. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ
เฉลย: จริง การทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม
8. การทะเลาะกันทำให้แผลหายช้า จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะ ความเครียดที่เกิดขึ้น ทั้งระหว่าง และหลังจากการทะเลาะกัน จะส่งผลให้ร่างกายลดการผลิตโปรตีนเม็ดเลือด ที่มีประโยชน์ต่อการรักษาบาดแผล หรือส่วนที่สึกหรอในร่างกายให้น้อยลงทำให้บาดแผลต่างๆ หายช้า
9. แสงแดดอ่อนๆ ช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะ แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดการสร้างฮอร์โมน เมลาโตนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าหากเก็บตัวอยู่แต่ในที่มืดจะทำให้ฮอร์โมนตัวนี้สูงขึ้น และอาจส่งผลให้เกิดการง่วง เหงา ซึมเซาได้
10. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะการฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และ บรรเทาอาการปวดข้อลงได้

 
ชุดคำถามที่ 4: หมวดความสวยความงาม
1. กินหวานมากทำให้ผิวเหี่ยว จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะ เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป มันจะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เกิด ภาวะผิวเครียดขึ้น และนำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้านและเหี่ยวย่นในที่สุด
2. การยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้าจะทำให้ผิวหน้าดูสดใส จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยการยืนเอาปลายนิ้วมือแตะปลายนิ้วเท้า ก้มตัวต่ำๆค้างไว้นับ 1-30 แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นจะทำให้โลหิตบริเวณหนังศีรษะ และใบหน้าหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลกระทบให้ผิวหน้าดูสดใสขึ้น
3. เอาน้ำแข็งถูหน้าก่อนนอนจะทำให้หายมันได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง แต่แก้ปัญหาหน้ามันได้โดยการ ใช้น้ำเมือกว่านหางจระเข้ทาหน้าให้ทั่วใบหน้า ทาแล้วไม่ต้องล้างออก น้ำเมือกจะแห้งไป เองภายใน ๕ – ๑๐ นาที ทำก่อนนอน แค่นี่หน้าก็จะหาย

4. การสวมเสื้อผ้าหนาๆ เพื่อให้เหงื่อออกเยอะๆ จะทำให้ผอมเร็วจริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง การที่เหงื่อออกเยอะคือ ภาวะที่ร่างกายโดนความร้อนแล้วระบายความร้อนออกมา ไม่ใช่การเผาผลา ¬ ไขมันออกมา เพราะฉะนั้นพอเราดื่มน้ำเข้าไป น้ำหนักก็จะเท่าเดิม
5. คนผิวแห้งมีโอกาสเกิดริ้วรอยกว่าคนผิวมัน จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะคนผิวแห้งขาด ซีบัม หรือสารไขมัน ทำให้กลไกลการปกป้องตนเองของผิวหนังทำงานได้ไม่ดีท่าที่ควร เพราะฉะนั้น คนผิวแห้งควรดูแล และทาครีมบำรุงเพื่อความชุ่มชื่นแก่ผิวพิเศษกว่าคนผิวมัน
6. การฝึกกลั้นหายใจสามารถชะลอหน้าแก่ก่อนวัยได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง โดยการหายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึง หายใจออกอย่างช้าๆ ทำแบบนี้วันละ 2 ครั้งๆ ละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัย และรอยคล้ำ ได้
7. การร้องไห้ช่วยลดความอ้วนได้ จริงหรือ
เฉลย : ไม่จริง แต่การหัวเราะต่างหากที่ช่วยเผาผลาญแคลอรีให้หมดไปได้ดีกว่าอยู่เฉยๆ ได้มากถึง 20% ซึ่งหากได้หัวเราะวันละสัก 10 -15 นาที จะช่วยเผาผลาญพลังงานลงได้มากถึง 50 แคลอรี
8. กาวตราช้างใช้รักษาส้นเท้าแตกได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะเมื่อปิดหนังที่แตกด้วยกาวตราช้าง สิ่งสกปรกจะเข้าไปในรอยแตกไม่ได้ ผิวจะไม่ ถูกรบกวน จึงมีการซ่อมแซมตนเองขึ้นมา มีการสร้างเซลล์ใหม่ และผลัดเซลล์เก่าออก กาวช้างก็จะหลุดออกไป แต่ห้ามใช้กับคนที่แพ้กาวตราช้าง
9. การเต้นรำทำให้ผิวสวยได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะ การเต้นรำเพียงวันละ 20 นาทีช่วยเผาผลาญแคลอรี กระตุ้นระบบการหายใจ และระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้เลือดลมเดินทั่วผิว ทำให้ผิวสวยมีสุขภาพดี
10. การใส่กระโปรงสั้นในห้องแอร์เป็นประจำทำให้ขาใหญ่ได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง เพราะ ช่วงขาส่วนที่อยู่นอกกระโปรงจะเกิดการสะสมไขมันเป็นพิเศษ เพื่อให้เข้ากับสภาพอากาศ โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังเจอความหนาวเย็น ทำให้เกิดเซลลูไลท์ขึ้นจนทำให้ขาใหญ่หากจำเป็นต้องใส่กระโปรงสั้นจริงๆ ควรใส่ถุงน่องเพื่อเพิ่มความอบอุ่น

 

คำพูด…สร้างพลัง

มาตรฐาน

3

คำพูด…สร้างพลัง

คน..เปราะบางยิ่งกว่าไข่ไก่   ไข่ไก่ .. ต้องเคาะหนึ่งที่ถึงจะแตก
คน..ก็เช่นกัน หลายครั้ง เพียงเพราะคำพูดคำๆเดียวของผู้อื่น หัวใจก็แหลกสลายแล้ว

3

……….

ครั้งแรก..ที่เข้าร่วมการประชุมผู้ปกครอง คุณครูชั้นอนุบาลพูดว่า…

” ลูกชายของคุณเป็นโรคอยู่ไม่สุข ไม่สามารถนั่งสงบนิ่งบนเก้าอี้ แม้เพียงสามนาที ให้ดีแล้ว

ผมว่าคุณพาเขาไปตรวจเช็กที่โรงพยาบาลดีกว่าไหม”   ตอนเดินทางกลับบ้าน ลูกชายถามเธอว่า

คุณครูพูดอะไรบ้าง เธอเจ็บปวดหัวใจ น้ำตาแทบจะไหลรินออกมา เพราะว่า..เด็กน้อยทั้งห้องสามสิบคน

มีเพียงการกระทำ การปฏิบัติตัวของเขาแย่ที่สุด….

คุณครูแสดงออกถึงความดูแคลนทว่า..   เธอยังคงบอกกับลูกชายว่า

             ” คุณครูชื่นชมลูก บอกว่า เดิมทีลูกไม่สามารถนั่งสงบนิ่งบนเก้าอี้แม้แต่นาทีเดียว แต่ตอนนี้สามารถนั่งได้

               สามนาทีแล้ว ส่วนคุณแม่คนอื่นๆ ต่างก็อิจฉาแม่  เพราะว่า ทั้งห้องมีลูกเพียงคนเดียว ที่มีการพัฒนาที่ดีขึ้น “

ค่ำวันนั้น ลูกชายของเธอกินข้าวหมดสองถ้วย ซึ่งเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งไม่ต้องให้เธอป้อน

……….

ลูกชาย..ขึ้นชั้นประถมแล้ว การประชุมผู้ปกครอง คุณครูพูดว่า……

” นักเรียนทั้งชั้นสี่สิบคน ผลการสอบคณิตศาสตร์ครั้งนั้ ลูกชายของคุณได้อันดับที่สี่สิบ พวกเราสงสัยว่า สติปัญญาของ

เขาอาจจะมีปัญหา ให้ดีแล้ว คุณควรพาเขาไปตรวจเช็กที่โรงพยาบาล นะ”

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน น้ำตาเธอไหลรินออกมา ทว่า เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว กลับพูดกับลูกชายว่า….

               ” คุณครูเชื่อมั่นในตัวลูกมาก เขาบอกว่า ลูกไม่ใช่เด็กที่โง่เขลา ขอเพียงแต่เพิ่มความละเอียดรอบคอบมากขึ้น

               ก็จะเหนือกว่า คนที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับลูก  ครั้งนี้..คนที่นั่งโต๊ะตัวเดียวกันกับลูก เขาสอบได้อันดับที่ยี่สิบเอ็ด “

ตอนที่เธอพูดคำพูดเหล่านี้ เธอพบเห็นว่า……ดวงตาของลูกชาย ค่อยๆเปล่งประกายแสงยิ่งๆขึ้น ใบหน้าที่เศร้าสร้อยเมื่อครู่ก็ร่าเริงขึ้นมาทันที อีกทั้ง..เธอ  พบเห็นว่าลูกชายอ่อนโยนจนทำให้เธอตกใจคล้ายดั่งเขาได้เติบใหญ่ขึ้นมากในทันที วันรุ่งขึ้นไปโรงเรียน ก็ไปเช้ากว่าปกติ

……….

ลูกชาย..ขึ้นชั้นมัธยมต้น เป็นอีกครั้งของการประชุมผู้ปกครอง เธอนั่งอยู่ในที่นั่งเรียนของลูกชาย รอคอยคุณครูขานชื่อของลูกชายเธอ เพราะว่าการประ ชุมผู้ปกครองทุกครั้งที่ผ่านมา รายชื่อของนักเรียนที่มีผลการเรียนย่ำแย่ จะมีรายชื่อของลูกชายเธอทุกครั้ง ทว่าครั้งนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเธอ จวบจนสิ้นสุดก็ไม่ได้ยินชื่อของลูกชายเธอ เธอเกิดความไม่เคยชิน ก่อนกลับจึงไปถามคุณครู คุณครูบอกกับเธอว่า……

” ดูจากผลการเรียนของลูกคุณในปัจจุบันแล้ว หากไปสอบเข้าเรียนโรงเรียน มัธยมปลายที่มีชื่อเสียง

ยังมีความเสี่ยงที่สูงอยู่ แต่เขาพัฒนาขึ้นมาก”

เธอเดินออกจากโรงเรียนด้วยความดีใจ ยามนี้เธอเห็นลูกชายยืนรอคอยเธออยู่ ระหว่างทางเธอจับไหล่ของลูกชาย ภายในจิตใจรู้สึกหวานชื่นยิ่ง เธอบอกกับลูกชายว่า…..
” คุณครูประจำชั้น พอใจในตัวลูกมาก เขาบอกแล้วว่า ขอเพียงลูกมีความพยายามก็จะมีหวังยิ่งขึ้น

               ที่จะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่มีชื่อเสียง “

……….

จบมัธยมปลายแล้ว รายชื่อนักเรียนชุดแรก ที่ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งผลการสอบผู้คัดเลือกได้ ยามนั้น..ทางโรงเรียนได้โทรศัพท์มา ให้ลูกชายเธอไปที่โรงเรียน เธอมีลางสังหรณ์ว่า ลูกชายของเธอจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแน่ เพราะว่า..ตอนที่ไปสมัครสอบเธอได้พูดกับลูกชายว่า เธอเชื่อและมั่นใจว่า เขาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้แน่นอน

ลูกชายกลับมาจากโรงเรียน นำจดหมายที่มีตราประทับ จากสำนักงานของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังยื่นให้เธอ จากนั้นเขาเดินมากอดแม่และก็ร่ำร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ร้องไปก็พูดไปว่า

   ” แม่..ผมรู้ว่าผมไม่ใช่เด็กที่เฉลียวฉลาด แต่ว่า..บนโลกนี้ มีเพียงแม่เท่านั้นที่ดีกับผมเสมอและ
               ชื่นชมผมตลอดมา ขอบคุณครับแม่

               ……..ที่ทำให้ผมเกิดมา

               ……..ขอบคุณที่ทำให้ผมเป็นคนได้อย่างภาคภูมิ และ
               ……..อนาคต แม่จะต้องภูมิใจในตัวผม”

เขารู้เรื่องทั้งหมดจากที่ครูประจำชั้นเล่าให้ฟังว่าจริงๆแล้ว ท่านเคยพูดอะไรในตอนที่แม่ของเขาไปประชุมผู้ปกครองทุกครั้ง ครูรู้เพราะถามเขาว่าทำไมเขาถึงสอบได้ ถามว่าทำไมเขาเก่งขึ้น พอเขาเล่าให้ครูฟัง ครูเงียบไปพักใหญ่จากนั้น เรียกให้เขามานั่งใกล้ๆ แล้วจึงเล่าความจริงให้เขาฟัง นั่นยิ่งทำให้เขารับรู้ความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่เรียกว่า ” แม่ ”

ผู้เป็นแม่ ยามนี้..เธอสุดแสนจะดีใจ ไม่สามารถกลั้นน้ำตาที่อัดอั้นมาสิบกว่าปีอีกต่อไปแล้ว จึงปล่อยให้ไหลรินร่วงลงบนซองจดหมายที่อยู่ในมือ

คำพูด..ที่ให้กำลังใจ ให้การสนับสนุน สามารถแปรเปลี่ยนแนวคิด และพฤติกรรมของคนคนหนึ่งแม้กระทั่ง…แปรเปลี่ยนโชคชะตาของคนๆ หนึ่ง

คำพูด..เชิงลบ บั่นทอนกำลังใจ  จะทิ่มแทงหัวใจและร่างกายของคนๆหนึ่ง จนบาดเจ็บชอกช้ำ จวบจนกระทั่งทำลายอนาคต ของคนๆหนึ่ง

…………………………

เรื่องเดียวกัน แต่คน 2 คน มีมุมมอง  มีความคิด คำพูดต่างกัน .ผลที่ได้จึงต่างกัน

4

“The best place to cry is on a mother’s arms.”  – Jodi Picoult
 
อ้อมกอดของแม่ คือ ที่ซับน้ำตาที่ดีที่สุด
 
 
 
 
“Mother love is the fuel that enables a normal human 
being to do the impossible.” – Marion C. Garretty 
 
รักของแม่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงเติมพลัง ทำให้คนธรรมดาทำในสิ่งที่ไม่ธรรมดาได้
 
 
“Before you were conceived I wanted you. 
Before you were born I loved you. 
Before you were here an hour I would die for you. 
This is the miracle of love.”  – Maureen Hawkins 
 
ก่อนลูกจะคลอดแม่คิดถึงลูก ก่อนลูกจะเกิดแม่รักลูก ก่อนลูกจะมาอยู่ในอ้อมกอดแม่ 
แม่ก็รู้สึกว่าแม่สละชีวิตเพื่อลูกได้ มันเป็นความรักที่ปาฏิหาริย์จริง ๆ
 
 
“No language can express the power and beauty 
and heroism of a mother’s love.” – Edwin Chapin 
 
ไม่มีคำใด ภาษาไหน ที่จะใช้นิยามอานุภาพ ความงดงามของความรักที่แม่มีได้เลย
 
 
“A man loves his sweetheart the most, 
his wife the best, but his mother the longest.” – คำคมไอริช
 
ผู้ชายรักแฟนหรือภรรยามากที่สุด แต่พวกเขารักแม่นานที่สุด
 
 
“I cannot forget my mother.  She is my bridge.  
When I needed to get across, she steadied herself long enough 
for me to run across safely.” – Renita Weems
 
ฉันไม่อาจลืมแม่ได้ แม่เป็นเหมือนสะพาน เวลาที่ฉันต้องเดินข้ามแม่น้ำหรือหุบเหว 
แม่ก็จะแผ่ร่างพาดผ่านให้ฉันข้ามไปได้อย่างปลอดภัย
 
“Behind all your stories is always your mother’s story. B
ecause hers is where yours begin.” – Mitch Albom
 
เบื้องหลังความทรงจำทั้งชีวิตของคุณ มักจะมีเรื่องราวของแม่อยู่เสมอ 
เพราะแม่อยู่กับเราตั้งแต่เราลืมตาดูโลก
 
“There is no one who takes care of us as lovingly as our mother does. 
She is our living God.” – Mohtasham Usmani
 
ไม่มีใครจะดูแลเราด้วยความรักแท้เท่ากับที่แม่ทำ แม่เป็นเทพธิดาที่มีชีวิตจริง ๆ
 
 
“My Mom has always been one of my biggest supporters 
and the wisdom she has given me over the years 
has helped shaped the person I am today.” – Catherine Pulsifer 
 
แม่ฉันเป็นหนึ่งในกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ และสติปัญญาที่แม่ให้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา 
หล่อหลอมให้ฉันเป็นฉันได้อย่างทุกวันนี้
 
 
“There is no way to be a perfect mother, 
and a million ways to be a good one.” – Jill Churchill
 
ไม่มีหนทางไหนที่ทำให้ใครเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบได้ แต่มีหนทางเป็นล้านที่จะทำให้เป็นแม่ที่ดี
 
 
“The heart of a mother is a deep abyss at the bottom of which you will 
always find forgiveness.” -Honor? de Balzac 
 
หัวใจของแม่เปรียบเสมือนเหวลึก ที่ก้นเหวนั้นมีแต่การให้อภัย
 
 
“Mothers hold their children’s hands for a short while, 
but their hearts forever.” – นิรนาม
 
แม้ว่าแม่จะจูงมือลูกในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ความรักของแม่ไม่เคยสิ้นสุด
 
 
“Your arms were always open when I needed a hug. 
Your heart understood when I needed a friend. 
Your gentle eyes were stern when I needed a lesson. 
Your strength and love has guided me and gave me wings to fly.”  – Sarah Malin 
 
อ้อมกอดของแม่อ้ากว้างเสมอเมื่อลูกต้องการ 
หัวใจของแม่เข้าใจลูกเสมอเมื่อลูกต้องการเพื่อนที่เข้าใจ 
ดวงตาอ่อนโยนของแม่ดูเข้มงวดทุกครั้งเมื่อลูกต้องการบทเรียน 
ความเข้มแข็งและความรักของแม่คอยประคองและให้ปีกลูกได้โบยบิน
 
“God could not be everywhere and therefore he made mothers.” – คำคมยิว
 
เพราะพระเจ้าไม่อาจอยู่ทุกที่บนโลกใบนี้ได้ จึงสร้าง “แม่” ขึ้นมาเป็นตัวแทน
 
 
“My mom is a never-ending song in my heart of comfort, 
happiness, and being. I may sometimes forget the words 
but I always remember the tune.” – Graycie Harmon 
 
แม่เป็นเหมือนบทเพลงแห่งความสุขสบายที่ดังในใจไม่มีวันสิ้นสุด 
บางครั้ง ฉันก็หลงลืมเนื้อร้องไปบ้าง แต่ฉันจำท่วงทำนองได้เสมอ
 
 
“Mothers are the people who love us for no good reason. 
And those of us who are mothers know 
it’s the most exquisite love of all.” – Maggie Gallagher 
แม่คือคนที่รักเราโดยไม่มีเหตุผล และแม่ทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นความรักที่งดงามที่สุด
 
 
“I believe in love at first sight, because I’ve been 
loving my mother ever since I opened my eyes.” – นิรนาม
 
ฉันเชื่อในรักแรกพบ เพราะฉันรักแม่ตั้งแต่ฉันลืมตาขึ้นมาดูโลก
 
 
“When you are a mother, 
you are never really alone in your thoughts.  
A mother always has to think twice, 
once for herself and once for her child.”  – Sophia Loren
 
เมื่อคุณกลายเป็นแม่ คุณต้องคิดอะไร ๆ ถึงสองครั้ง 
ครั้งหนึ่งเพื่อตัวคุณเอง ส่วนอีกครั้งก็เพื่อลูกของคุณ

เข้มแข็งหลัง 60

มาตรฐาน

3 - Copy

 

 

image

 

 

 

Friday, 5 December, 2014 – 00:00

วันนี้เป็น “วันพ่อ”. เท่าที่สังเกต วันพ่อ-วันแม่ ระหว่างคนเป็นพ่อ-แม่ กับคนเป็นลูก ให้ค่าและมุ่งหวังในวันต่างกัน

พ่อ-แม่ ยิ่งแก่ ยิ่งห่วง
ส่วนลูก ยิ่งโต ยิ่งห่าง

หลายวันก่อน มีคนส่งเมลที่แปลจากข้อความฝรั่งเรื่อง Sixty plus and Going strong เข้มแข็งหลัง ๖๐ มาให้อ่าน
Don’t worry about what will happen after you are gone, because when you return to dust, you will feel nothing about praises or criticisms.
อย่าไปกังวลว่าถ้าคุณจากไป อะไรจะเกิดขึ้น…เพราะเมื่อกลายเป็นผงธุลีไปแล้ว ใครเขาจะยกย่องชื่นชมหรือตำหนิประณามอย่างไร คุณจะไปรู้สึกรู้สาอะไรได้ได้
Don’t worry too much about your children for children will have their own destiny and find their own way. Don’t be your childrens slave.
ลูกของคุณเขาจะเป็นอย่างไร…ก็อย่าเป็นห่วงให้มากนัก พวกเขาต่างก็มีจุดหมายและหนทางชีวิตของตนเอง ตายไปแล้ว…คุณก็ยังไม่เลิกเป็นทาสของลูกๆ อีกหรือ
Don’t expect too much from your children. Caring children, though caring, would be too busy with their jobs and commitments to render any help. Uncaring children may fight over your assets even when you are still alive, and wish for your early demise so they can inherit your properties. Your children take for granted that they are rightful heirs to your wealth; but you have no claims to their money.
อย่าคาดหวังอะไรมากจากเด็กๆ ต่อให้คุณชุบเลี้ยงใครไว้ดูแลคุณยามแก่เฒ่า เขาก็ต้องวุ่นวายกับการงานและภาระผูกพันต่างๆ เกินกว่าจะมีเวลามาช่วยเหลือดูแลอะไรคุณได้มากนัก   ส่วนลูกจริงๆ นั้น ก็อาจจะกำลังทะเลาะกัน เพื่อแย่งทรัพย์สมบัติของคุณอยู่ ทั้งๆ ที่คุณยังมีชีวิตอยู่ก็ได้  ดีขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะแค่แอบภาวนาให้คุณอย่าใช้เงินให้มากและรีบจากไปเสียเร็วๆ อย่างนี้ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป
คุณไม่รู้หรอกหรือว่า..บรรดาลูกๆ เขาถือว่า ทรัพย์สมบัติของคุณเป็นสิทธิ์ขาดของเขาไปแล้ว คุณจึงไม่มีสิทธิ์จะไปกำหนดอะไรได้เลย ในเงินที่เป็นของเขา…เข้าใจไหม?
60-year olds like you, don’t trade in your health for wealth anymore; Because your money may not be able to buy your health. When to stop making money, and how much is enough (hundred, thousands, million, ten million)?
คนอายุเกิน ๖๐ อย่างคุณ ต้องเลิกเอาสุขภาพไปแลกกับความร่ำรวยได้แล้ว มีเงินเท่าไรก็ซื้อสุขภาพคืนมาไม่ได้
คุณตอบได้ไหมว่าจะหยุดหาเงินเมื่อใด…เท่าไหร่คุณถึงจะบอกว่าพอแล้ว…ร้อย พัน หมื่น ล้าน สิบล้าน…พอรึยังไม่ทราบ ?
Out of thousand hectares of good farm land, you can only consume three quarts (of rice) daily; out of a thousand mansions, you only need eight square meters of space to rest at night. So as long as you have enough food and enough money to spend, that is good enough.
ต่อให้คุณมีไร่นานับพันไร่ คุณก็กินข้าวได้แค่วันละสามจาน แม้นมีคฤหาสน์นับพันหลัง คุณก็ต้องการพื้นที่หลับนอนยามค่ำคืนเพียงแปดตารางเมตร   ดังนั้น..ตราบใดที่คุณยังมีข้าวปลาอาหารกินอย่างเพียงพอ มีเงินพอใช้สอยได้ทุกวัน เพียงเท่านี้ก็ดีเหลือหลายแล้ว
So you should live happily. Every family has its own problems. Just do not compare with others for fame and social status and see whose children are doing better, etc. but challenge others for happiness, health and longevity.. Don’t worry about things that you can’t change because it doesn’t help and it may spoil your health.
อายุเท่านี้แล้ว คุณควรอยู่อย่างเป็นสุข ทุกบ้านต่างก็มีปัญหาของตนเอง อย่ามัวไปคิดเปรียบเทียบ แก่งแย่งแข่งดีกัน ไม่ว่าชื่อเสียง ฐานะในสังคม หรือความก้าวหน้าของเด็กๆ ฯลฯ   สิ่งที่ควรจะแข่งกัน ท้ากันจริงๆ นั้น คือ แข่งกันมีความสุข แข่งกันมีสุขภาพดีและอายุยืนนาน
ส่วนอะไรที่เราเปลี่ยนมันไม่ได้ ก็อย่าไปฝังอกฝังใจให้ป่วยการและทำลายสุขภาพตัวเองเลย อายุป่านนี้แล้วก็ยังเปลี่ยนมันไม่ได้เลย
You have to create your own well-being and find your own happiness; As long as you are in good mood, think about happy things, do happy things daily and have fun in doing, then you will pass your time happily every day.
หลัง ๖๐ แล้วอย่างนี้ คุณต้องค้นหาหนทางของคุณเองที่จะสร้างชีวิตที่เป็นอยู่ดีๆ และสุขสดใสขึ้นมาให้ได้  ตราบใดที่มันทำให้คุณอารมณ์ดี คิดถึงแต่สิ่งที่ทำให้เป็นสุข ทำอะไรก็สุขสนุกกับมันอยู่ทุกวัน นั่นก็หมายความว่า คุณได้ผ่านวันเวลาอย่างเป็นสุขแล้ว
One day passes, you will lose one day; One day passes with happiness, then you gain one day. In good spirit, sickness will cure; in happy spirit, sickness will cure fast; in good and happy spirit; sickness will never come.
ทุกวันวานที่ผ่านไป คุณจะสูญเสียไป ๑ วัน แต่ถ้ามันผ่านไปอย่างเป็นสุข วันนั้นคือกำไรชัดๆ เลย
จิตใจที่ดี จะช่วยรักษาโรคภัยได้ ถ้าจิตใจเป็นสุข โรคก็จะหายเร็วขึ้น แต่ถ้าจิตใจทั้งดีทั้งเป็นสุขด้วยแล้วล่ะก็ ความเจ็บป่วยจะไม่มีทางมาแผ้วพานได้
With good mood, suitable amount of exercise, always in the sun, variety of foods, reasonable amount of vitamin and mineral intake, hopefully you will live another 20 or 30 years of healthy life.
ด้วยอารมณ์ที่ดีแจ่มใสอยู่เป็นนิจ ออกกำลังกายให้เพียงพอ อยู่กลางแจ้งบ่อยๆ กินอาหารให้ครบหมู่ ได้วิตามินและแร่ธาตุอย่างเพียงพอ เพียงเท่านี้ก็เชื่อได้แน่นอนว่า ชีวิตที่เป็นสุข อีก ๒๐ หรือ ๓๐ ปี จะเป็นของคุณแน่นอน
Above all learn to cherish the goodness around and FRIENDS…… they all make you feel young and wanted …without them you are sure to feel lost!!
เหนือสิ่งอื่นใด…คุณต้องรู้จักบ่มเพาะและเก็บเกี่ยวความสุขดีๆ จากการได้อยู่ ได้เที่ยว ได้คุยกับเพื่อนๆ  เพราะเขาเหล่านี้ จะช่วยให้คุณรู้สึกเยาว์วัยและมีความหมายอยู่เสมอ ขาดพวกเขาเมื่อใด…คุณจะต้องรู้สึกสูญเสียอย่างแน่นอน
Wishing you all the best.
ครับ…อ่านแล้วเห็น “เฉลียงชีวิต” ในวัยชรากันบ้างมั้ย?
ก็ต้องขอบคุณทั้งเจ้าของความคิด ผู้เผยแพร่ และทั้งผู้ส่งให้ผมอ่าน ก็อยากบอกว่า….
อายุเราเลือกไม่ได้ก็จริง   แต่ชีวิตแต่ละช่วงชีวิต เราเลือกได้.

เปลว. สีเงิน

5. ธ. ค. 2014

หลวงแจ่ม ภักดี สุนัขทรงเลี้ยง

มาตรฐาน

4  เรื่องของ …… “ คุณหลวงแจ่ม ภักดี ”

ครั้งหนึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ แปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนัก เปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน เจ้าหน้าที่ก็นำชาวบ้านในละแวกนั้นพร้อมกับ สุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดตัวหนึ่งมาเข้าเฝ้า

เจ้าของสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายสุนัขเซนต์เบอร์นาร์ดตัวนั้น แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะเจ้าเซนต์เบอร์นาร์ดซึ่งมีชื่อว่า “ เซอร์เจมส์ ” ตัวนี้ ชอบหนีเข้ามาแอบนอนในพระตำหนัก และทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่ในวังเห็นก็จะพากลับไปส่งเจ้าของซึ่งอยู่ใกล้ๆ พระราชวัง แต่ไม่ช้าไม่นานเจ้าเซอร์เจมส์ก็จะแอบเข้ามานอนในพระตำหนักที่เย็นสบายอีก

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่ 3-4 ครั้ง จนในที่สุดเจ้าของ “ เซอร์เจมส์ ” จึงตัดสินใจนำ “ เซอร์เจมส์ ” ซึ่งดูท่าจะมีความจงรักภักดีต่อเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแน่แล้ว มาทูลเกล้าฯ ถวาย

กิตติพันธ์ ศรีสวัสดิ์ (2547 : 322-323) ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารพลอยแกมเพชร ฉบับที่ 310 เดือนธันวาคม 2547 ถึงที่สุดแห่งความปลาบปลื้มของครอบครัว “ ศรีสวัสดิ์ ” เรื่องหลวงแจ่มภักดี ว่า “ …เมื่อก่อนที่บ้านมีหมา พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดชื่อ เจ้าเจมส์ แม่ไปซื้อมาด้วยความไม่รู้ว่าเซนต์เบอร์นาร์ดพอโตแล้วจะขนาดไหน ตอนไปซื้อเห็นเป็นลูกหมาน่ารักดี …. เสร็จแล้วเอามาเลี้ยง เจ้าเจมส์ก็จะซนมาก จะวิ่งเข้าวิ่งออกกหัวซอยท้ายซอย แล้วรั้ววังไกลกังวลจะอยู่หน้าบ้านพอดี เป็นรั้วลวดหนามธรรมดา แล้วมีช่องเปิดอยู่ เจ้าเจมส์ก็จะมุดเข้าไป แล้วไปทำความรู้จักกับพวกทหารยามหมดเลย เขาก็ชอบว่ามันน่ารัก … แล้วเจ้าเจมส์ก็ค่อยๆ เข้าไปอยู่ในครัวไปรู้จักพ่อครัว เขาก็จะให้มันกินสเต็ก พอไปเจอในครัวมีทุกอย่าง มันก็ชอบ ก็ไปทุกวันเลย

…ทีนี้ในหลวงท่านทรงเลี้ยงตัวเล็กๆ เอาไว้ประมาณ 10 กว่าตัว เจ้าเจมส์ก็จะไปวิ่งเล่นกับเขา แล้วกลายเป็นหัวโจกไปเลยเพราะตัวใหญ่กว่าเพื่อน พวกตัวเล็กๆ ก็จะกระโดดงับหูงับหางบ้าง เสร็จแล้วมันก็ไม่โกรธ ทำตัวเป็นเพื่อนที่ดี …. ในหลวงท่านทรงเห็น ก็เอ็นดู มันก็ได้เข้าไปวิ่งเล่นอยู่ในตำหนักด้วย …ทีนี้วันหนึ่งมหาดเล็กเขาก็มาบอกที่บ้านว่า “ ป้า — เดี๋ยวช่วยเก็บเจมส์ไว้ที่บ้านหน่อยได้มั๊ย วันนี้ท่านไม่ค่อยสบาย กลัวเจมส์วิ่งขึ้นตำหนักแล้วจะรบกวน ท่านจะบรรทมไม่ได้ ”

… แม่ก็เลยเก็บใส่กรงไว้ ไม่ให้ออก พอซักพักหนึ่ง มหาดเล็กก็วิ่งกลับมาบอกว่า “ ป้าครับ ขอยืมคุณเจมส์หน่อยครับ ” แม่ก็ถามว่า ทำไมเหรอ … เขาบอกว่า “ วันนี้ท่านรับสั่งถามหา ว่าวันนี้หมาตัวใหญ่ไปไหน ” …แม่เลยบอกว่าจะเอาตัวไปถวาย …มหาดเล็กไปแล้ว ก็กลับมาบอกว่า เดี๋ยว 5 โมงนี่เข้าเฝ้าเลยนะครับ … ก็ได้ถวายวันนั้นเลย …ตอนนั้นเจมส์ซักขวบหนึ่ง เดี๋ยวนี้เป็นหลวงแจ่มภักดีไปแล้ว มีลูกหลาน 12 ตัว… ”

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับไว้ และพระราชทานชื่อให้เซอร์เจมส์ใหม่ ทรงมีรับสั่งว่า “ เมื่อเข้ามาเป็นสุนัขของพระมหากษัตริย์ไทย ก็น่าจะมีชื่อเป็นไทยๆ ”

จากที่เคยเป็น เซอร์ ( ชื่อยศขุนนางอังกฤษ ) ก็ทรงเปลี่ยนเป็น “ คุณหลวง ” และจาก “ เจมส์ ” ก็ทรงเปลี่ยนกลายเป็น “ แจ่ม ” เซอร์เจมส์จึงเข้ามาอยู่ในวัง พร้อมกับได้ชื่อพระราชทานใหม่ว่า “ คุณหลวงแจ่ม ” และได้พระราชทานนามสกุลให้ด้วยว่า “ ภักดี ”

……………………………………….

4 - Copy

จักกับ หลวงแจ่ม ภักดี อีกหนึ่งสุนัขทรงเลี้ยง

เรื่องที่ศูนย์สารสนเทศ สำนักราชเลขาธิการ นำมาถ่ายทอดนี้ ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่จากบทความเรื่อง “เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง” ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร ฅ คน ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๙ 

ณ บ้านของนางสาวฉันทนา ศรีสวัสดิ์ ซึ่งหันหน้าบ้านเข้าหารั้ววังไกลกังวล บ้านหลังนี้เคยเป็นที่อาศัยของ ” หลวงแจ่ม” ตัวละครเอกที่เราจะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง

หลวงแจ่ม เป็นสุนัขเพศผู้พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โต ขนยาว มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบเทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรป แม้จะเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในเขตหนาว แต่ก็มีคนนิยมนำมาเลี้ยงในเขตร้อนอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะเหตุว่าเป็นสุนัขที่มีนิสัยนุ่มนวลน่ารัก

คุณฉันทนา ได้ยอมจ่ายเงินสองหมื่นบาทเพื่อซื้อสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดที่คุณแม่ของเธอชอบมาเลี้ยงไว้ในบ้าน เมื่อได้สุนัขพันธุ์ดีตัวโตมาเลี้ยงสมความตั้งใจแล้ว เธอกับคุณแม่ก็ตั้งชื่อฝรั่งให้ว่า “เจ้าเจมส์” ให้สมกับที่เป็นสุนัขที่มีพันธุ์มาจากต่างประเทศ

ครอบครัวคุณฉันทนาได้เลี้ยงดูเจ้าเจมส์เป็นอย่างดี แต่เจ้าเจมส์ก็ดูจะมีอาการผิดปกติกว่าสุนัขทั่วไป คือ ได้เซื่องซึมนิ่งอยู่ทั้งวัน ไม่เล่นซนตามประสา แม้ว่าจะพาไปเที่ยวที่ชายทะเล ก็ไม่ได้ตื่นเต้นดีใจที่จะกระโดดวิ่งเล่นของสุนัขทั่วไป คงนอนมองเฉยอยู่บนรถ จนเธอต้องอุ้มเจ้าเจมส์ลงจากรถ เมื่อลงจากรถแล้ว มีเด็กๆ เข้ามาเล่นด้วย เจ้าเจมส์ก็ยังนิ่งเฉยไม่สนใจ นอนนิ่งไม่เดินไปไหน

ดังที่กล่าวมาเบื้องต้่นว่า บ้านคุณฉันทนา อยู่ใกล้วังไกลกังวล เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๑ รั้ววังไกลกังวลแถบที่อยู่ใกล้บ้านของเธอ เป็นเพียงรั้วลวดหนามเก่าๆ มีช่องพอที่สุนัขจะเดินลอดเข้าไปในเขตวังได้ แม้กระนั้นก็ยังไม่เคยมีสุนัขตัวใดมุดลอดรั้วนั้นเข้าไป แต่เจ้าเจมส์คงเป็นตัวแรกที่กล้าทำเช่นนั้น

คุณฉันทนาเล่าว่า เจ้าเจมส์มักแอบลอดรั้วเข้าไปเขตวังไกลกังวลบ่อยๆ โดยเฉพาะในเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับ เมื่อเจ้าเจมส์เข้าไปในเขตวังแล้ว ก็จะวิ่งเล่นร่าเริง เหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งทีเดียว

คราวหนึ่งเจ้าเจมส์หายไปจากบ้านนาน ๓ วัน คุณฉันทนาเห็นท่าไม่ดี จึงได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เข้าไปตามเจ้าเจมส์ในเขตวังไกลกังวล ไปพบเจ้าเจมส์อยู่ในห้องครัวฝรั่ง (สมกับที่เป็นสุนัขพันธุ์ต่างประเทศ) นอนหลับตากแอร์อย่างเป็นสุข เมื่อจะพากลับก็ทำท่าไม่อยากกลับ

คุณฉันทนา เริ่มกังวลมากขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่วังไกลกังวล เธอพยายามควบคุมสุนัขที่เลี้ยงไว้ไม่ให้ไปเล่นซนใกล้รั้ววัง ด้วยเกรงว่าจะเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท กระนั้น เธอก็มิได้ล่ามหรือขังสุนัข เพราะเธอเป็นคนรักสัตว์เลี้ยงมาก แม้จะระวังเต็มที่ แต่เจ้าเจมส์ก็ยังคงมุดลอดรั้วเข้าไปในวังไกลกังวลจนได้ แทบทุกวันจะมีเจ้าหน้าที่จูงสุนัขตัวโตมาส่งคืนที่บ้านเธอ

วันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น เจ้าหน้าที่ที่จูงพาเจ้าเจมส์มาส่งแจ้งคุณฉันทนาว่า เจ้าเจมส์ล่วงเข้าไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน คราวนี้เจ้าหน้าที่กำชับว่าอย่าปล่อยให้เจ้าเจมส์หลุดลอดเข้าไปในวังอีกเป็นอันขาด คุณฉันทนาตกใจเมื่อได้ยินดังนั้น จึงตัดสินใจเอาเจ้าเจมส์ใส่กรงขัง เจ้าเจมส์เลยนอนหงอยอยู่แต่ในกรง…

จากนั้นไม่นาน เวลาสายวันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่ในวังไกลกังวลมาพบคุณฉันทนาที่บ้าน แจ้งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งถามหาสุนัขตัวโตที่เคยมาวิ่งเล่นหายไปไหน เจ้าหน้าที่ทราบว่าเจ้าเจมส์เป็นสุนัขของเธอ จึงได้มาแจ้งให้เธอพาเจ้าเจมส์ไปเข้าเฝ้าฯ ในวัง เวลา ๕ โมงเย็น
เมื่อทราบเช่นนั้น คุณฉันทนาจึงจัดการอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณเจ้าเจมส์อย่างเต็มที่ ก่อนจะพาเข้าเฝ้าฯ หลังจากเข้้าเฝ้าฯ แล้ว เจ้าเจมส์ก็ได้อยู่ในวังเป็นเวลา ๓ วัน จึงมีเจ้าหน้าที่พากลับมาส่งคืนให้คุณฉันทนา เธอคิดไตร่ตรองเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคงจะโปรดเจ้าเจมส์มาก จึงได้มีรับสั่งหาและโปรดให้อยู่ในวังถึง ๓ วัน ฉะนั้น เธอจึงได้ตัดสินน้อมเกล้าฯ ถวายเจ้าเจมส์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยประสงค์จะทำสิ่งที่พระองค์ทรงพระสำราญ

เมื่อดำเนินการขอน้อมเกล้าฯ ถวายเจ้าเจมส์แล้ว เจ้าหน้าที่ก็มาติดต่อขอรับตัวเจ้าเจมส์ไปทำความสะอาดให้ได้มาตรฐานก่อนนำเข้าเฝ้าฯ เจ้าหน้าที่ได้ทำความสะอาดเจ้าเจมส์อย่างดี ไม่มีกลิ่นตัวติดเลย มีแต่กลิ่นโคโลญจ์หอมฟุ้ง

การได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนั้น คุณฉันทนาและครอบครัวประทับใจปลาบปลื้มมาก เมื่อเสด็จออก เธอก็ทำอะไรไม่ถูก ลืมหมดแม้กระทั่งคำกราบบังคมทูลที่อุตส่าห์ท่องจำมาหลายร้อยเที่ยว กว่าเธอจะรวบรวมสติได้ ก็เมื่อมีรับสั่งว่า “สีเหมือนทองหลางมาก” เธอจึงได้กราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้า ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ มีความประสงค์จะขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสุนัขเพศผู้พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด อายุ ๑๑ เดือน ชื่อเจมส์ เพคะ” แล้วมีรับสั่งต่อไปอีกหลายองค์

ในระหว่างที่คุณฉันทนานำเจ้าเจมส์เข้าเฝ้าฯ ห่างออกหน่อยหนึ่ง สุนัขเทศสีแดง ชื่อ ทองแดง ซึ่งทรงเลี้ยงมาอยู่ก่อน นั่งรออยู่ คุณทองแดงวิ่งออกมาเห่าเจ้าเจมส์ ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อใหม่ ว่า “หลวงแจ่ม” คุณฉันทนาจึงได้กราบบังคมทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “เขาถูกกันไหมเพคะ” รับสั่งตอบว่า “ไม่รู้สิ ยังไม่เคยเจอกัน แต่นี่เขาขี้อิจฉา” รับสั่งพลางทรงชี้ไปที่คุณทองแดง สุนัขทรงเลี้ยง

หลังจากที่คุณฉันทนาและครอบครัวได้เข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้นแล้ว ก็ได้มีโอกาสทำเรื่องขออนุญาตเข้าไปเยี่ยม “หลวงแจ่ม” ในวังอีก ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อพาพี่ชายของคุณฉันทนาเดินทางกลับมาจากต่างประเทศไปเยี่ยหลวงแจ่ม และครั้งที่สอง เมื่อหลวงแจ่มมีลูก เธอเล่าว่า “เขาดูดีขึ้นมาก และไม่ลืมเรา ยังจำเราได้ พอเห็นเราก็เดินเข้ามานิ่งๆ แล้วก็เอาคางมาเกยที่บ่า เหมือนจะบอกว่าตอนนี้ฉันเป็นคุณหลวงแล้วนะ”

นับตั้งแต่นั้นมา คุณฉันทนาก็ได้อาศัยสอบถามข่าวคราวของหลวงแจ่มจากเจ้าหน้าที่ในวัง ทำให้ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรด “หลวงแจ่ม” มาก เพราะเป็นสุนัขใหญ่ใจดี ไม่เคยเกะกะระราน แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถก็โปรดเช่นกัน อย่างไรก็ดี จะเสียหน่อยก็ตรงที่หลวงแจ่มมีน้ำลายมาก ไหลอยู่ตลอดเวลา ต้องมีคนคอยซับน้ำลายให้เสมอ

เรื่องราวของ “เจ้าเจมส์” ที่ได้กลายเป็น “หลวงแจ่ม” สุนัขทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้จะเป็นเรื่องเล่าเล็กๆ แต่ก็เป็นความประทับใจที่มีค่าอย่างยิ่งในชีวิตสำหรับคุณฉันทนาและครอบครัวศรีสวัสดิ์

หมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุนัขเพศเมียสุนัขหนึ่งซึ่งลูกของหลวงแจ่ม แก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงนำไปเลี้ยงที่วังสระปทุม พระราชทานชื่อว่า แป๊ะฮวยอิ้ว

ข้อมูลและภาพจากบทความเรื่อง “เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง” เขียนโดย ปองธรรม สุทธิสาคร
พิมพ์เผยแพร่ในนิตยสาร ฅ คน ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๙

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=882443

“คนไทย มอนิเตอร์ 2557 : วันนี้ของเด็กไทย เปลี่ยนแปลงอนาคตของสังคม

มาตรฐาน

เข้าใจ…วันนี้ของเด็กไทย เปลี่ยนแปลงอนาคต…ของสังคม

ผลวิจัย “คนไทย มอนิเตอร์ 2557 : เสียงเยาวชนไทย”   จากผลวิจัย ที่ต้องการทราบความคิดความเป็นไปของเยาวชน­ไทย อายุ 15-24 ปี จากทุกสถานะ ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ สู่วีดีโอ info-graphic

เพื่อให้เรา “เข้าใจ” วัยรุ่นในวันนี้  เพื่อร่วม “เปลี่ยนแปลง” อนาคตของสังคมไปด้วยกัน

ผลวิจัยคนไทยมอนิเตอร์ 2557 เสียงเยาวชนไทย
 ดาวน์โหลดผลวิจัยคนไทยมอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชนไทย Youth Today ได้ที่นี่  files/images/รายงานคนไทยมอนิเตอร์ เสียงของเยาวชน (Full version).pdfมูลนิธิเพื่อ “คนไทย” (ต่อจากนี้เรียกย่อว่า “มูลนิธิฯ”) ได้ถูกจัดตั้งขึ้น เพื่อให้คนไทยทุกคนได้เกิดความตระหนัก เข้าใจ และที่สำคัญ มีส่วนร่วมในการลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหา และเสริมสร้างปัจจัยที่มีผลในการสร้างความ    อยู่ดีมีสุขให้สังคมไทย การทำงานของมูลนิธิฯ เน้นถึงการสร้างกลไกหลัก เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยประกอบไปด้วยการรับฟัง ลงมือทำ แก้ปัญหา และขยายผล

เพราะคนไทยทุกคนมีอิทธิพลต่อความอยู่ดีมีสุขในสังคมไทย มูลนิธิฯ จึงมุ่งที่จะปลูกฝังให้คนไทยเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม (Active Citizenship) ซึ่งหมายถึง“พลเมืองที่มีส่วนร่วมในชุมชน สังคม และการเมือง และมีความสงบ และเคารพซึ่งกันและกัน ตามหลักการของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย” (Bryony Hoskin 2006)

ทั้งนี้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมประกอบไปด้วยหลายองค์ประกอบ ซึ่งควรปรับตามลักษณะของกลุ่มเป้าหมายในการสำรวจ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ดังนั้นเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองของประเทศไทย มูลนิธิฯ สรุปว่าความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม สำหรับประเทศไทยสามารถแบ่งได้เป็น 5 ระดับ ตามรูปที่ 1

14

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพราะเยาวชนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย มูลนิธิฯ จึงได้ร่วมกับ บริษัท จี เอฟ เค (ประเทศไทย) จำกัด (ต่อจากนี้เรียกย่อว่า “บริษัทฯ”) เพื่อสร้าง Active Youth ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืนผ่าน 2 งานวิจัย และ 1 ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัย อันได้แก่ การกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวและปลุกความสนใจในแนวคิดของพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม ผ่านแบบทดสอบทาง social media

ทั้งนี้รายงานฉบับนี้ได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอบทสรุปและข้อแนะนำที่ได้จากงานวิจัย ตลอดไปจนถึงตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ผลงานวิจัย โดยลำดับในการนำเสนอสามารถสรุปได้ตามรูปที่ 2 ในหน้าถัดไป

15

บทสรุปเสียงจากเยาวชนไทย

เพื่อมุ่งสร้าง Active Youth มูลนิธิฯ จึงได้จัดทำโครงการ “คนไทย” มอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชนไทย (Youth Today) และพลังเสียงของเยาวชนที่มีต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย โดยโครงการ “คนไทย” มอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชนไทย (Youth Today) ได้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเยาวชนที่มีคุณภาพ ในขณะที่โครงการพลังเสียงของเยาวชนที่มีต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย ได้เกิดขึ้นเพื่อวิเคราะห์แรงขับดันของ Active Youth ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้าง Active Citizen ในหมู่เยาวชนและกลุ่มคนอื่นๆ เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้โครงการ “คนไทย” มอนิเตอร์ 2557 เสียงเยาวชนไทย (Youth Today) ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เยาวชนแบบตัวต่อตัว จำนวนทั้งหมด 4,000 คน โดยอาศัยนิยามความเป็นเยาวชนในระดับสากลของสหประชาชาติ ซึ่งกำหนดให้เยาวชนคือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์จนถึง 24 ปี นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนของเยาวชนทั่วประเทศ โครงการ “คนไทย” มอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชนไทย (Youth Today)                        ได้ดำเนินการเก็บข้อมูลจากเยาวชนใน 21 จังหวัด จากกรุงเทพมหานคร และ 6 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ   ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดยการสุ่มตัวอย่างในแต่ละภูมิภาคได้จัดทำอย่างเป็นระบบตามสัดส่วนประชากรจริง และสัมภาษณ์เฉพาะผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ใน จังหวัดนั้นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี โดยได้มีการจัดเก็บข้อมูลถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2557

จากการรับฟังเสียงของเยาวชนจำนวน 4,000 คน มูลนิธิฯ สามารถสรุปประเด็นหลักเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต ทัศนคติ พฤติกรรม ตลอดจนความต้องการต่างๆ ของเยาวชน ได้ดังนี้

16

การทุจริตคอร์รัปชัน – จากผลสรุปในรูปที่ 3 เยาวชนจำนวนมากมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน และเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดมาก/ไม่ผิดเลย นอกจากนี้จากเหตุการณ์สมมุติพบว่า เยาวชน 25% ยินดีจ่ายสินบนเพื่อให้สอบใบขับขี่ผ่าน

ครอบครัว – มีส่วนสำคัญต่อการปลูกฝังค่านิยม และคุณค่าแก่เยาวชน โดยเยาวชนส่วนมากเห็นว่าคุณค่าที่เกี่ยวกับครอบครัว เช่น ความกตัญญู และความกลมเกลียวในครอบครัว มีความสำคัญสูงสุดในการดำเนินชีวิต โดยคุณค่าที่เกี่ยวกับครอบครัวมีค่าเฉลี่ยของความสำคัญสูงถึง 2.92 จาก 3 คะแนน อย่างไรก็ตามครอบครัวเน้นมักปลูกฝังด้านการเรียนและการพัฒนาตนเอง มากกว่าความรับผิดชอบต่อสังคมและความรักต่อประเทศชาติ ดังนั้นเยาวชนกว่า 90% ต้องประสบกับความเครียด โดย 78% ของเยาวชนทั้งหมดนั้นเครียดกับเรื่องของการเรียน และ 99% ของเยาวชนให้คำนิยามของความสำเร็จว่าการได้ผลการเรียน หน้าที่การงานและเงินเดือนที่ดี ทั้งนี้เยาวชนส่วนมากยึดคนใกล้ตัว เช่น พ่อแม่/ผู้ปกครอง เพื่อน และครู/อาจารย์เป็นแบบอย่าง โดยนอกเหนือจากคนใกล้ตัว ศิลปิน ดาราถือเป็นแบบอย่างที่สำคัญ เพราะมีเยาวชนจำนวน 25% ยึดถือศิลปิน ดาราเป็นแบบอย่าง

ความเชื่อ – เยาวชนแสดงออกถึงความพร้อมและความต้องการที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศ ด้วยความหวังที่จะเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคต แต่เชื่อว่าตนเองยังเด็กเกินไปที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่างๆ และไม่ทราบว่าตนเองสามารถช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างไรบ้าง โดยเยาวชนจำนวน 97% กล่าวว่าตนเองยังไม่ได้ทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

สื่อออนไลน์ – สื่อออนไลน์มีบทบาทและอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของเยาวชนเหนือสื่อรูปแบบเดิม ทั้งนี้เยาวชนใช้เวลาเฉลี่ยอย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อวันกับสื่อดิจิตอล/สื่อออนไลน์ เช่น การพูดคุย/อ่านข่าวสารผ่านแอพพลิเคชั่นสังคมออนไลน์ การเล่นเกมคอมพิวเตอร์/เกมออนไลน์/เกมในโทรศัพท์มือถือ และการเล่นอินเตอร์เน็ต/อ่านข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซต์ ทำให้การปฏิสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวลดลง

ความเข้าใจ – เยาวชนมีความเข้าใจในหน้าที่ของพลเมืองดีไม่มากนัก และในกว่า 90% ของเยาวชนนั้นความหมายของ “ความดี” จำกัดอยู่กับเรื่องของ “น้ำใจ” ดังนั้นความหมายของพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม ยังจำกัดอยู่ในเรื่องใกล้ตัว มากกว่าบทบาทด้านกิจกรรมเพื่อสังคม/ชุมชน/ประเทศชาติ

ทั้งนี้จากการสำรวจเยาวชนจำนวน 4,000 คน มูลนิธิฯ พบ Active Youth จำนวน 14.92% (597 คน) โดยเยาวชนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีลักษณะ ดังรูปที่ 4 ด้านล่างนี้

017

พลังเสียงของเยาวชนที่มีต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้มีเยาวชนมีความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม มูลนิธิฯ จึงมอบหมายให้บริษัทฯ ทำการสัมภาษณ์เชิงลึก 5 เยาวชนไทยที่เป็นแบบอย่างในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม มีจิตสาธารณะ และต้องการพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น  เพื่อวิเคราะห์และขยายผลความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมไปสู่เยาวชนและกลุ่มคนอื่นๆ ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่าองค์ประกอบสำคัญที่ผลักดันให้เยาวชนเหล่านี้เป็น Active Youth เริ่มต้นจากการมีจิตสาธารณะ มาสู่การทำประโยชน์เพื่อสังคม และหันมองสิ่งใกล้ตัวที่เป็นชุมชนและสังคมของตนเองจนเห็นช่องทางที่สามารถพัฒนาชุมชนให้น่าอยู่ สร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ชุมชน และขยายผลการทำประโยชน์เพื่อสังคมจากชุมชนตนเองไปสู่ชุมชนอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้นทั้ง 5 เยาวชนยังมีความกระตือรือร้นในการหาโอกาสเข้าร่วมทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม พัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ยังพบว่าครอบครัวเป็นต้นแบบทางความคิดในการดำเนินชีวิต โดยพ่อและแม่ทำประโยชน์เพื่อสังคมให้เห็นเป็นตัวอย่าง และบ่มเพาะ ขัดเกลาเรื่องการทำประโยชน์เพื่อชุมชน สังคม จนกลายเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ดีในการช่วยเหลือสังคม ส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการทำเพื่อส่วนรวม โดยสนับสนุนการทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนช่วยให้คำแนะนำในการแบ่งเวลาของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมและการเรียนอย่างเหมาะสม

หากเยาวชนไทยมีจิตสำนึกของความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม เยาวชนเหล่านี้จะเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และพร้อมที่จะสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับครอบครัว ชุมชน สังคม นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่การพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน ดังนั้นเพื่อเผยแพร่แนวคิดของพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม ให้เป็นที่รู้จักของเยาวชนและบุคคลทั่วไป มูลนิธิฯ จึงอ้างอิงถึงอิทธิพลของสื่อและสังคมออนไลน์ในปัจจุบันจากผลการสำรวจเยาวชนจำนวน 4,000 คน และเห็นควรว่าการเผยแพร่ควรอยู่ในรูปแบบของแบบทดสอบทาง Social media เพื่อให้เกิดการเข้าถึงและการกระจายของแนวคิดในคนกลุ่มใหญ่

ข้อเสนอแนะในการสร้างเยาวชนที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม

จากผลการสำรวจนี้ มูลนิธิฯ ได้มีข้อเสนอแนะในการพัฒนาเยาวชนไทย ให้มีความเป็น Active Youth ดังนี้

1.       ครอบครัว เพราะครอบครัวมีส่วนสำคัญในการสร้างทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีให้เยาวชน ทุกภาคส่วนควรมุ่งส่งเสริมให้ครอบครัวอบอุ่น เน้นการเลี้ยงดูแบบรักและเอาใจใส่ รับฟังเหตุผล สนับสนุนให้เป็นตัวของตัวเอง มีทัศนคติเพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเยาวชน ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจควรสนับสนุนให้เกิดความสมดุลย์ในชีวิต (Work-life balance) เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้มีเวลาให้กันมากขึ้น ในขณะที่ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนด้านสวัสดิการที่ไม่ใช่ตัวเงิน (เช่น การหยุดงานเพื่อดูแลบุตรโดยได้รับค่าจ้าง หรือจัดการอบรมด้านการเลี้ยงดูบุตร) เพื่อส่งเสริมให้เกิดความอบอุ่นและปรองดองภายในครอบครัว เป็นต้น

2.       สื่อ ทั้งสื่อหลักและสื่อชุมชน ควรกระตุ้นให้เยาวชน ครอบครัว และหน่วยงานอื่นๆ เห็นถึงความสำคัญของสังคมและประเทศชาติ ในขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆ ควรใช้ทั้งสื่อทั้งหลาย ในการสร้างความเข้าใจและแสดงตัวอย่างของคุณลักษณะของความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม โดยสื่อควรเชิดชูคุณลักษณะที่ดีของเยาวชนและศิลปินดาราที่เป็น Active Citizen เพื่อโน้มน้าวและทำให้เยาวชนเข้าใจและเห็นตัวอย่างการประพฤติตนเป็น Active Citizen

3.       ออนไลน์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรใช้ความแพร่หลายของสื่อออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ โดยการใช้สื่อออนไลน์ในการนำเสนอสถานการณ์ที่มีการแสดงความเป็น Active Citizenหรือกระตุ้นให้เกิดความสนใจในแนวคิดและการประพฤติตนแบบ Active Citizen รวมไปถึงคุณลักษณะที่ดีของบุคคลหรือสถานการณ์ต้นแบบ ไม่เพียงเท่านั้น ควรมีการใช้สื่อออนไลน์เป็น “Platform” ในการเชื่อมต่อ สร้างสัมพันธ์กับกลุ่มเยาวชนเพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผ่านกิจกรรม/โครงการประเภทต่างๆ   ตลอดไปจนถึงปลูกฝังแนวคิดที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาตน ชุมชน และประเทศชาติ และสนับสนุนให้กลุ่มคนที่สนใจสามารถใช้สื่อออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์โครงการหรือแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม

4.       ศึกษาเยาวชน – ภาครัฐและเอกชนควรสนับสนุนการศึกษาเชิงลึกเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีส่วนผลักดันและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้าง Active Youth และสาเหตุที่ทำให้เยาวชนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนาโครงการเพื่อการสร้าง Active Youth ที่ได้ผลและยั่งยืนต่อไป

5.       สร้างความเข้าใจ ควรมีการสร้างความเข้าใจและค่านิยมในการเป็น Active Citizen ในหมู่เยาวชนผ่านกิจกรรมและการศึกษา โดยการผลักดันเรื่องพลเมืองศึกษา (Civic Education) สำหรับเยาวชน กำหนดให้การสร้าง Active Youth เป็นเป้าหนึ่งของการศึกษาและติดตามผล และช่วยให้เข้าใจและเห็นวิธีเป็น Active Youth ผ่านกิจกรรมที่น่าสนใจและเข้าถึงได้

 

เสริมสร้างพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม

วัตถุประสงค์หลักของการจำทำแบบทดสอบผ่านทาง social media คือ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดการเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม ไปสู่ภาคสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้จากผลการสำรวจเยาวชน 4,000 คน พบว่าสื่อออนไลน์มีบทบาทและอิทธิพลต่อเยาวชนมากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ อีกทั้งเยาวชนใช้เวลาเฉลี่ย 4 ชั่วโมงในแต่ละวันไปกับสื่อออนไลน์ ดังนั้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเป็น “จุดเริ่มต้นในการต่อยอดการเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม” ไปสู่ภาคสังคมอย่างต่อเนื่อง” มูลนิธิฯ จึงได้เสนอแบบสอบถามผ่านทาง social media โดยมีจุดประสงค์ย่อยดังนี้

1.       สร้างความรู้ความเข้าใจ เพื่อสร้างความเข้าใจในคุณลักษณะของ Active Citizen แบบสอบถามจึงถูกออกแบบให้ครอบคลุมองค์ประกอบที่หลากหลาย นอกเหนือไปจากเรื่องของความมีน้ำใจและสิทธิ ที่ได้รับการตระหนักถึงแล้วในหมู่เยาวชน

2.       กระตุ้นให้รับรู้ความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมในหมู่คนไทย มูลนิธิฯ ได้จัดทำแบบสอบถามผ่านทาง Facebook ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากในหมู่คนไทย โดยออกแบบเพื่อสนับสนุนให้เกิดการแชร์ทาง Facebook ซึ่งจะทำให้เกิดความตระหนักถึงความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมในหมู่คนไทยได้มากขึ้น

3.       จูงใจ เพื่อจูงใจให้คนส่วนหนึ่งมีส่วนร่วมในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ในการแสดงผลของแบบทดสอบจึงมีการแนะนำถึงกิจกรรมที่สะท้อนความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมและเวบไซต์ของมูลนิธิฯ เพื่อให้ผู้ที่ทำแบบทดสอบสามารถต่อยอดความสนใจในการทำความดีได้

4.       สร้างกระแส เนื่องจากความง่ายของการแชร์แบบทดสอบผ่านทาง Facebook มูลนิธิฯ คาดว่าการแชร์จะก่อให้เกิดกระแส และการพูดคุยถึงตัวแบบทดสอบ ซึ่งอาจนำมาสู่กระแสการพูดถึงความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมในวงที่กว้างขึ้นกว่าปัจจุบัน

5.       หยั่งรากลึกคู่สังคม กระแสและการแชร์ในหมู่คนที่กว้างขึ้น สามารถทำให้เกิดการค่อยๆ ปลูกผังความเป็น พลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมในคนไทยกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมให้อยู่คู่สังคมไทยต่อไปได้ ถ้าได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้มูลนิธิฯ หวังว่าการปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวมจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว สถานศึกษา หน่วยงานราชการ บริษัทเอกชน และสื่อสารมวลชน เพื่อให้ความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม สามารถหยั่งรากอยู่คู่สังคมไทยสืบไป

http://www.khonthaifoundation.org/news-detail.php?id=47

BANGKOK POP-UP BOOK “The City of Angels” หนังสือป๊อปอัพ กรุงเทพ

มาตรฐาน

BANGKOK POP-UP BOOK “The City of Angels”, Bangkok, Thailand. This magnificent pop-up book ingeniously portrays some of the most remarkable landmarks in greater Bangkok. Featuring more than 25 of Bangkok’s most visited and touristic destinations, this book includes everything from the historical landmark of Ratanakosin Island to modern Bangkok’s skyscrapers.
Each pop-up page is beautifully illustrated in the detailed, intricate and unique artistic style of renowned Thai artist Taveepong Limmakorn. This is truly an extraordinary pop-up book, a must-have for your family’s library. Published by Limmark Advertising Phuket, Thailand.

หนังสือป๊อป-อัพกรุงเทพมหานคร เล่มแรกของประเทศไทย ที่ถูกประดิษฐ์ประดอยเป็นชิ้นงานป๊อป-อัพใ­นระบบซับซ้อน บรรยายถึงสถานที่ยอดนิยมกว่า ๒๕ แห่ง ที่มีนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนมากที่สุด เริ่มจากโบราณสถานในประวัติศาสตร์บนเกาะรั­ตนโกสินทร์ ถึงท้ายสุด สู่ในความทันสมัยของกรุงเทพฯ ที่เรียงรายด้วยตึกระฟ้า สูงตระหง่านอยู่ทั่วไป
หนังสือป๊อป-อัพเล่มนี้ ถูกบรรจงวาดขึ้นอย่างสวยงาม พิถีพิถัน และละเอียดลออในทุกขั้นตอน โดยฝีมือของจิตรกรไทย   ทวีพงษ์ ลิมมากร ศิลปินหลากหลายเทคนิค ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ประจักษ์ ได้ออกแบบและสร้างสรรค์ ให้เป็นหนังสือป๊อป-อัพในระบบซับซ้อนได้อย­่างสุดยอด นับเป็นชิ้นงานศิลปะที่สวยงามและไม่ธรรมดา­ทั้งในประเทศ หรือในระดับสากล จึงเป็นหนังสือที่เปี่ยมด้วยคุณค่า ควรแก่การสะสมเล่มหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนจำกัด จัดทำโดย บริษัท ลิมมาร์ค แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด

หาซื้อง่าย ได้ที่เอเชียบุ๊คส์
ตั้งแต่ 19 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป
Easy to get at Asia Books

BANGKOK POP-UP BOOK
Published by
Limmark Advertising Co., Ltd. Phuket
Tel: 076-215599 Fax: 076-216120

หนังสือป๊อป-อัพ กรุงเทพมหานคร
ผลิตและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท ลิมมาร์ค แอ็ดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ภูเก็ต
โทร. 076-215599 แฟ็กซ์ 076-216120

รายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมประวัติและผลงาน อจ.ทวีพงษ์ ลิมมากร  http://www.taveepong.com/special_project.htm

3 วิธี คลายเครียด เรียกพลังฮึดสู้ ให้กับตัวเอง ในวันที่รู้สึกแย่

มาตรฐาน

76ถ้าคุณโดนตำหนิเรื่องงานแต่เช้า ทะเลาะกับแฟนจนรู้สึกหดหู่ไปทั้งวันจนไม่อยากทำอะไรเลย หรือ เจอปัญหาอะไรก็แล้วที่ทำให้คุฯหมดกำลังใจ เรามี 3 เคล็ดลับดีๆ ที่จะเพิ่มกำลังใจ ให้คุณฮึดสู้ในวันที่รู้สึกแย่ มาดูกันเลยดีกว่า

1. นิ่งเงียบไว้ก่อน Message ทีหลัง

          สงบสติอารมณ์ คือ  สิ่งแรกที่ควรทำ   แต่ถ้าไม่มั่นใจว่าอารมณ์จะระเบิดใส่ผู้อื่นหรือไม่  แนะนำว่า…ควรวิ่งเข้าห้องน้ำให้ไวที่สุด เพื่อใช้โทรศัพท์ให้เป็นประโยชน์โดยการ…พิมพ์ข้อความที่อยากระบายถึงคนที่คุณนึกถึงในแวบแรกตอนนั้น แบบที่ไม่ต้องสนใจว่ามันจะยาวแค่ไหน แต่เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว  แต่…อย่าเพิ่ง…..กดส่งข้อความ ให้ย้อนกลับไปอ่านข้อความที่พิมพ์ก่อน อ่านหลายๆรอบ    การทำแบบนี้เป็นการเรียกสติกลับคืนมาขณะที่กำลังโกรธอยู่ และเมื่อได้ระบายอารมณ์ไปสักทางแล้ว จะรู้สึกได้ว่าอารมณ์โกรธได้เบาลง  จนเกิดสติมากพอที่จะแยกแยะเรื่องราวได้ดีขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วคุณจะพบว่าไม่อยากส่งข้อความพวกนี้แล้ว

2. เปลี่ยนบรรยากาศ (ปรับอารมณ์) ให้ตนเอง

           อย่าเพิ่งคิดที่จะหยิบกระเป๋ากลับบ้าน  แต่…ให้หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วพาตัวเองไปร้านกาแฟประจำ หรือร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ เลือกซื้อของกินสักอย่างติดไม้ติดมือ  แล้วเดินชมบรรยากาศข้างนอก ประมาณ 15-30 นาที ขณะที่เดินให้คิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เหตุการณ์เมื่อครู่ที่เพิ่งเกิด  วิธีนี้จะช่วยปรับอารมณ์ให้คุณดีขึ้น

3. หายใจเข้าลึกๆ เรียกสติให้กลับมาที่งาน

          หากรู้สึกอารมณ์ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่   ให้นั่งอยู่กับที่ก่อน  อย่าเพิ่ง…..เดินไประบายเรื่องราวกับเพื่อน  นั่งนิ่งๆที่โต๊ะทำงานของตัวเอง  หรือ สักมุมที่คนไม่พลุกพล่านนัก   สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมนับ 1-4 ในใจแล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจช้าๆ ทำซ้ำประมาณ 2-3 รอบ   หลังจากนั้นให้บอกกับตัวเองว่า วันนี้มีเรื่องอะไรให้ต้องสะสางบ้าง ให้รับจัดการให้เสร็จ

 ที่มา : Smart SME

ถ้ายังไม่ดีขี้น

ให้คิดว่าเครียดมากลำบากหน้า คอลลาเจนอ่อนล้า พาหนังหน้าเหี่ยว ไม่ว่าจะทั้งเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ถ้าเหนื่อยนัก ก็พักหน่อยดีไหม พอกันทีกับอะไรที่ทำให้คุณต้องเครียด แต่ถ้าบางทีการนับ 1 – 100 ก็ไม่ค่อยช่วยอะไร ถ้าใจคุณร้อนเป็นไฟไปซะแล้ว

พบกับ 3 Choice ง่าย ๆ ที่ทำได้เลย

1.Youtube ช่วยคุณได้

จะดีแค่ไหนถ้าคุณมีตัวช่วยสุดหรรษาอย่างยูทูป เพราะเพียงแค่คลิ๊กเดียวก็จะช่วยให้จิตใจที่ห่อเหี่ยวกระชุ่มกระชวยขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นบันเทิงรูปแบบไหน ๆ คุณก็หาได้ที่นี่

2. เปิดเฟสบุ๊ค / Line / Web ฮาๆ 

ในเวลาที่คุณอารมณ์ปรี๊ด ๆ บรรดาเพจสุดฮา จะเป็นตัวช่วยรีดเสียงหัวเราะได้เหมาะเป็นที่สุด

3.ดนตรีบำบัด สกัดความเครียด

เขาว่ากันว่าคนเราเลือกฟังเพลงตามอารมณ์จริงหรือไม่ ? แต่ไม่ว่าอารมณ์ไหน ๆ เสียงเพลงก็ช่วยมอบความผ่อนคลายให้คุณได้แน่นอน ยิ่งตอนที่คุณรู้สึกตึงเครียด ลองเปิดเพลงฟังเบา ๆ หรือใครชอบเพลงร็อคแบบหนัก ๆ ก็จัดไป ให้สุด ๆ จากนั้นลองใช้นิ้วโป้งกดลงกลางฝ่ามือเบา ๆ แล้วกดค้างไว้สัก 3 วิ จากนั้นค่อยปล่อย ทำแบบนี้ข้างละ 5 – 10 ครั้ง รับรองคุณจะผ่อนคลายลงได้อีกเยอะ

ขอบคุณบทความจาก WearYouWant  

 ที่มา : Smart SME

นิทาน หลวงตา กับ ขอทาน

มาตรฐาน

14
นิทานสร้างแรงบันดาลใจเรื่อง หลวงตากับขอทาน

ทีวัดแห่งหนึ่ง วันนี้มีชายขอทานพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียว เดินทางมาเพื่อขออาหาร และได้พบหลวงตาเซน ผู้เป็นเจ้าอาวาส แต่เมื่อเอ่ยปากขออาหาร หลวงตากลับชี้มือไปยังกองอิฐที่หน้าโรงทานและบอกกับขอทานแขนเดียวว่า “โยมช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปไว้ที่หลังโรงทานก่อนเถอะ”

ขอทานแขนเดียวได้ยินดังนั้นก็ไม่ค่อยพอใจ กล่าวว่า  “ผมเหลือแขนเพียงข้างเดียวจะย้ายอิฐได้อย่างไร ผมมาขออาหาร หากหลวงตาไม่อยากให้ทานก็ไม่เป็นไร ผมไปขอที่อื่นก็ได้

หลวงตาเซน ไม่พูดอะไรเพียงแต่เดินไปยกก้อนอิฐโดยใช้แขนเพียงข้างเดียว จากนั้นค่อยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า ” งานประเภทนี้ ถึงมีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”

ขอทานแขนเดียว ด้วยความหิวและต้องการอาหารจึงได้แต่ทำตาม โดยค่อยๆ ย้ายก้อนอิฐไปยังหลังโรงทาน ทีละก้อน ทีละก้อน ใช้เวลาพักใหญ่จึงย้ายก้อนหินได้หมดกอง จากนั้นหลวงตาเซน จึงมอบเงินค่าตอบแทนให้กับขอทานจำนวนหนึ่ง ขอทานคาดไม่ถึงว่าจะได้เงิน จึงดีใจมากและกล่าวคำ “ขอบคุณ ขอบคุณ” ไม่หยุด

หลวงตาเซน จึงตอบว่า “ไม่ต้องขอบคุณอาตมา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของโยมเอง” ขอทานรู้สึกปลื้มใจมาก ที่ได้เงินจากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จึงเอ่ยด้วยความสำนึกว่า “ผมจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นจึงก้มตัวน้อมคำนับด้วยความสำนึกในบุญคุณ ก่อนอำลาจากไป

ผ่านไปหลายวัน มีขอทานอีกคนหนึ่งเดินทางมาขอทานที่วัดนี้ หลวงตาเซน ก็พาขอทานผู้นี้เดินมาที่หลังโรงทาน และชี้ไปยังกองอิฐและกล่าวว่า “โยมช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหน้าโรงทานก่อนเถอะ” แต่ขอทานผู้มีแขนขาครบผู้นี้กลับไม่สนใจคำกล่าวของหลวงตา ได้แต่หันกายจากไปโดยพลัน แบบไม่ค่อยพอใจ

บรรดาพระในวัดเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามหลวงตาเซนว่า “คราวก่อนหลวงตาให้ขอทานย้ายอิฐมายังหลังโรงทาน ทำไมวันนี้กลับคิดที่จะให้ขอทานอีกผู้หนึ่งย้ายอิฐกลับไปหน้าโรงทาน ที่แท้แล้วหลวงตาอยากให้นำก้อนอิฐไปไว้ที่ใดกันแน่?”

หลวงตาเซนตอบพระลูกศิษย์เพียงสั้นๆ ว่า “อิฐวางไว้หน้าโรงทาน หรือ หลังโรงทานล้วนไม่ต่างกัน ทว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายต่างหากที่สำคัญสำหรับขอทานเหล่านั้น”

กาลเวลาผ่านไปนานหลายปี  วันหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานเดินทางมาที่วัด คนผู้นี้มีแขนเพียงข้างเดียว ที่แท้ก็คือ ขอทานแขนเดียวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เขาพบหลวงตาในครั้งนั้น เขาจึงค่อยได้รู้ถึงคุณค่าในตัวเอง จากนั้นจึงหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จนในที่สุดได้พบกับสำเร็จในชีวิตสามารถสร้างฐานะจนร่ำรวย...ส่วนขอทานอีกคนหนึ่งนั้น ยังคงเป็นขอทานอยู่เรื่อยมาเพราะมันคิดได้แค่นั้นเอง

เรื่องนี้ให้แง่คิดว่า :  เชื่อมั่นในตนเอง รู้คุณค่าในตนเอง และพึ่งพาตนเอง คือ คุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการเป็นมนุษย์

เขียนเล่าเรื่องพระสุรินทร์ ก่อนการคิด