Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

รักโดยไม่มีเงื่อนไข ภรรยามีข่าวร้าย…แต่ “ความลับของสามี” ซึ้งยิ่งกว่า

Standard

2

เมื่อคุณเลือกที่จะ“แต่งงาน” กับใครสักคน   คุณพร้อมที่จะเสียสละ  คุณพร้อมที่จะรักเขา  ไม่ว่าในยามทุกข์หรือยามสุข  คุณก็จะอยู่เคียงข้างกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีอะไรมาพรากได้…

มันคือเรื่องจริงที่ว่า “ความรัก คือ ความเสียสละ” เพราะเมื่อเรารักใครมากๆ เราจะเห็นความสุขของคนที่เรารัก มาก่อนความสุขของตัวเองเสมอ ชีวิตแต่งงานของคู่หนึ่งในภาพยนตร์สั้นที่คุณจะได้ดูเรื่องนี้ คือ บทพิสูจน์ของความรักใน “ชีวิตแต่งงาน” ที่มีทั้งขึ้นและลงปนเปกันไปในชีวิต แต่คำถามมันอยู่ที่ว่า เมื่อชีวิตอยู่ในช่วงขาลง… คุณพร้อมจะยืดหยัดอยู่ข้างคนที่คุณรักได้มากแค่ไหน

Jubilee Project ร่วมกับ Pastor Francis Chan ทำภาพยนตร์สั้นออกมาเรื่องหนึ่งชื่อว่า “Blind Devotion” ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่อธิบายคำว่า “Unconditonal love” ได้ดีอย่างไร้ที่ติ

เรื่องราวเริ่มต้น ด้วยการถ่ายทอดชีวิตคู่ของคู่หนึ่ง ผ่านสายตาของภรรยา โดยภรรยาคนนี้ เป็นคนที่มีความคิดที่ว่า การเป็นภรรยา ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในทุกๆ รายละเอียด ตั้งแต่ตื่นนอน ทำกับข้าว ซักผ้า…

แม้กระทั่งการซักผ้า เธอก็จะปราณีต และตั้งใจทำสุดๆ เพราะแม่ของเธอสอนมาดีว่า หากเสื้อผ้าของสามีไม่เรียบ คนภายนอกที่เห็นจะมองว่า ชายคนนี้ภรรยาไม่รักเขาหรืออย่างไร นี่คือตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่บอกว่า เธอรักสามีของเธอมากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด แม้ว่าตัวเองก็ต้องออกมาทำงาน เช่นกัน แต่ความรักก็คือความเสียสละ…

2
จนกระทั่งวันหนึ่ง ในวันที่เธอเดินทางไปทำงานตามปกติ เธอก็รู้สึกถึงความผิดปกติของดวงตาของเธอ และเมื่อเธอไปตรวจกับคุณหมอ… ผลที่ออกมาคือเรื่องที่น่าช็อกที่สุด เพราะเธอกำลังจะตาบอดโดยโรคที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่นั่นทำให้เธอเครียด และเศร้ามาก ที่ไม่รู้ว่าเธอจะบอกคนที่เธอรักที่สุดอย่างสามีของเธอได้อย่างไร

2

จากที่เธอทำทุกอย่างได้ไม่ขาดตกบกพร่อง เธอเริ่มทำได้ยากกว่าเดิม จนแทบจะทำไม่ได้ ตั้งแต่ หยอกล้อสามีเธอในตอนเช้า ทำอาหาร ซักผ้า และงานที่เธอทำ จนทำให้ทุกอย่างเริ่มตึงเครียด

2

เธอไม่อยากให้สามีของเธอรู้เพราะเธอจะต้องเป็นภาระแก่เขา และคิดว่า เขาอาจจะมีความสุขมากกว่านี้หรือเปล่า ถ้าไปอยู่กับคนอื่น แต่สุดท้ายเธอก็ต้องยอมบอกสามีของเธอ

2 2

และทั้งคู่ก็พร้อมที่จะเดินไปด้วยกัน สู้ไปด้วยกัน…

2

โดยภรรยา ยังคงยืนกรานที่จะทำทุกอย่างเองเหมือนเดิม เธออยากปรนนิบัติเขาอย่างเช่นที่เคยทำมา  โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร เธอยังคงอยากทำอาหารเอง อยากซักผ้าเอง และยังคงเดินทางไปทำงานเอง ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะยาก แต่เธอพยายามฝึก ด้วยใจที่สู้ และรักสามีของเธอ

2 2

และนี่คือจุดที่ทำให้ใครหลายๆ คนถึงกับน้ำตาตก  เมื่อสามีเห็นถึงความพยายามจากความรักของภรรยา   และสิ่งที่เขาทำโดยที่ภรรยาไม่รู้
คือ การติดตามเธอไปทุกเช้าจนกระทั่งเธอเข้าที่ทำงาน เพื่อให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัยดี   คุณจะเข้าใจว่าคำว่า “ความรักคือการเสียสละ และการอยู่ด้วยการทั้งยามทุกข์และยามสุขคืออะไร”  เขาช่วยเหลือภรรยาอยู่ห่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่า ภรรยาของเขาปลอดภัย   ไม่ว่าจะเดินไปไหน เขาคอยเดินตาม เพื่อดูแลปกป้องเธอ  โดยที่ไม่ให้ทุกคนบอกภรรยาของเขา เพราะไม่เช่นนั้น ภรรยาของเขาจะรู้สึกว่าเป็นเธอภาระ และนั่นจะทำให้เธอเศร้ามากกว่าเดิม และนี่ล่ะ คือ ความรักแบบไม่มีเงื่ิอนไข อย่างแท้จริง

เราไปหาคำตอบของคำว่า “เสียสละ” ในมุมมองของ “หนังสั้น” เรื่องนี้กันเลย:

ที่มา  http://hot.ohozaa.com/hot-5-15-143756

ฆ่าช้าง เอางา (มาดูว่าเขาทำอย่างไร)

Standard


ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  มีความต้องการ งาช้างเพิ่มขึ­้นเป็นอย่างมาก   ช้างในแอฟริกาจึงถูกฆ่าในอัตรา­ที่น่าตกใจ  ประเมินว่าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นตัวต่อปี หลายคนมองว่าเพื่อให้ได้งาไม่จำเป็นต้องฆ่­าช้างก็ได้แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น  เพราะ 25% ของงาช้างฝังอยู่ในใบหน้าของช้างบริเวณส่วนหัวและกรามของช้าง  จึงต้องฆ่าและคว้านตัดใบหน้าช้าง
กำไรงาช้าง ทำจากส่วนแข็งตรงกลาง และโคนของงาช้างเท่านั้น

ปี 2012  ขบวนการลักลอบฆ่าช้างเพื่อเอางา ได้สังหารช้างมากกว่า 300 ตัว ในอุทยานแห่งชาติบูบัน จิดา ประเทศแคเมอรูน นับตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา แคเมอรูนได้เริ่มเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ­ความมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่คุ้มครอง  โดยการจัดกำลังทหารพิทักษ์ป่า 60 นาย เพื่อเฝ้าระวังบูบัน จิดา และสอดส่องดูแลสัตว์ป่าที่ยังคงเหลืออยู่ใ­นอุทยานฯ นอกจากนี้ รัฐบาลแคเมอรูนยังได้เห็นชอบแผนการรับสมัค­รเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยานเพิ่มเติมอีก 2,500 คน เป็นเวลาอีก 5 ปีข้างหน้า

Infused Water หรือ Detox Water น้ำหมักผักผลไม้

Standard

Infused water / Detox water  เป็นการนำน้ำ มาหมัก/แช่กับผลไม้ จะมีรสชาติจางๆจากผลไม้ที่เราใส่ลงไป

Infused Water ไม่หวานมากเพราะไม่ได้ใส่น้ำตาลลงไปจนกลายเป็นน้ำหวาน จึงไม่ทำให้อ้วนจากน้ำตาล

อุปกรณ์
1. น้ำเปล่า / น้ำแร่ / Sparkling Water (น้ำเปล่าแบบอัดแก๊ส) เพราะให้ความรู้สึกว่าซ่ามากกว่า
2. ขาดโหล
3. น้ำแข็งสะอาด (เพื่อให้ผัก ผลไม้คงความสด คงอุณหภูมิและสภาพของนั้ำหมัก หลังนำออกมาจากตู้เย็น)
4. ผลไม้ พืชผักสมุนไพร

วิธีทำ    นำผลไม้ มาหั่นชิ้นเล็กๆ   ใส่ลงไปในกระบอกน้ำที่มีฝาปิด  เติมน้ำ   และแช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างต่ำ 1 ชม. ไปจนถึง 1-2 วัน หรือจนกระทั่งผลไม้ไม่มีรสชาติแล้ว

(ถ้าอยากกินไวทิ้งไว้ในตู้เย็น 1-2 ชม. ก็เอาออกมาดื่มได้แล้ว  ถ้าอยากให้รสกลมกล่อมก็แช่ข้ามคืน)

 

 ส่วนประกอบของ น้ำหมักผลไม้ ที่หาได้ง่ายๆในบ้านเรา

ผลไม้ : มะนาว  เลม่อน  ส้ม  สตอเบอร์รี่  เชอรี่  ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่  ลูกแพร์ ทับทิม มะม่วง สับปะรด กล้วย กีวี่ มะเฟือง แคนตาลูป  แตงโม แอปเปิ้ล องุ่น ลูกพีช

ผัก : แตงกวา แครอท คึ่นช่าย

สมุนไพร และเครื่องเทศ : สะระแหน่ โหระพา ผักชี หญ้าหวาน ลาเวนเดอร์ ขิง อบเชย พริกไทยดำ

น้ำ : น้ำกรอง   น้ำแข็ง   น้ำแร่   น้ำสปาร์กกิ้ง (อัดแก๊ส)

ที่นิยมเอามาทำ ได้แก่  ส้ม  มะนาว  เลม่อน  แตงโม แอบเปิ้ลแดง  แอบเปิ้ลเขียว  แตงกวา  สะระแหน่  ขิง

2

1.  All Citrus Flavored Water  เอาใจคนชอบความสดชื่นจากตระกูล Citrus 

1. ฝานส้ม 1 ลูก +  มะนาว 1 ลูก  +  เลมอน 1 ลูก ใส่ลงขวดโหล
2. ใช้ช้อนกดๆ ให้น้ำออกมา   (อย่ากดจนเละ เพราะผิวส้มที่ฝาดจะออกมาก)
3. เติมน้ำแข็งจนเต็ม
4. เติมน้ำลงไป
5. คนให้เข้ากัน
6. ปิดฝา   นำเข้าตู้เย็น ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
แค่จิบเดียวก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ทันตา

5

2.  Raspberry Lime Flavored Water

1.  มะนาว 2  ลูก   บีบมะนาวลงไป แล้วนำชิ้นส่วนมะนาวที่บีบไปแล้วใส่ลงไปในโหลด้วย
2. ใส่ราสเบอร์รี่ลงไปตามชอบ
3. ใช้ทัพพีบดเบาๆ ให้น้ำราสเบอร์รี่ออกมา
4. ใส่น้ำแข็งจนเต็ม
5. เติมน้้ำ
6. คน่ให้เข้ากัน
7. ปิดฝา   นำเข้าไปแช่ตู้เย็น ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
สูตรนี้ช่วยเพิ่มความสดชื่นเช่นกัน ควรเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วนำมาดื่มหลังมื้อเที่ยง จะได้สดชื่นไปตลอดบ่าย

5

3.  Blackberry Sage Flavored Water   สูตรนี้ใช้ใบเสจ (sage) ซึ่งเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใส่ในอาหารอิตาเลียน แต่เราปรับเป็นใส่ใบสาระแหน่แทน
1) ใส่ใบเสจ / ใบสาระแหน่ ลงไปในขวดแล้วบดเบาๆ พอให้มีกลิ่น
2. ใส่แบล็ดเบอร์รี่
3. ใช้ช้อนยาวหรือตะเกียบ กดๆ หมุนๆ ให้น้ำของแบล็คเบอร์รี่ออกมา จะเห็นได้ว่าเริ่มมีสีม่วงเข้มๆ ออกมาแล้ว
4. ใส่น้ำแข็งจนเต็ม
5. ใส่น้ำ  คนให้เข้ากัน
6. ปิดฝา    แช่ตู้เย็น  ทิ้งไว้สักวัน   คนที่ชอบรสเบาๆ เน้นความนุ่มนวลน่าจะโปรดปรานเครื่องดื่มนี้

3

4.  Watermelon Rosemary Flavored Water   มาถึงผลไม้รสหวานสดชื่นอย่างแตงโมกันบ้าง
1.  ใส่ก้านโรสแมรี่ลงไป บดๆ ขยี้ๆ อย่างเบามือ เพราะแค่บดนิดๆ ก็จะได้กลิ่นและรสของโรสแมรี่แล้ว
2.  หั่นแตงโมเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ  กดเบาๆ ให้น้ำแตงโมออกม
3.  ใส่น้ำแข็งจนเต็ม
5.  ใส่น้ำ
6.  ปิดฝา   แช่ตู้เย็น  ทิ้งไว้สักวัน   สูตรนี้จะให้รสหวานละมุน

4

5 .Pineapple Mint Flavored Water   สดชื่น ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
1.  ใส่ก้านมินต์เล็กๆ 1 ก้าน หรือใส่ลงไปเฉพาะใบก็ได้ (ใช้สะระแหน่แทนได้เพราะเป็นพืชสมุนไพรตระกูลมินต์ช่วยเพิ่มกลิ่นสดชื่นได้เหมือนกัน) ใช้ช้อนยาวๆ ขยี้เบาๆ ระวังอย่าให้ใบเละ
2.  สับปะรดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ มากน้อยตามความชอบ  แล้วขโลกเบาๆ พอให้มีน้ำสับปะรดออกมา
3.  ใส่น้ำแข็งจนเต็ม
4.  เติมน้ำ   คนให้เข้ากัน
5.  ปิดฝา   แช่เย็น ค้างคืน   นำมาดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นได้ตามต้องการ สูตรนี้ได้ความหวานอบเปรี้ยว ดื่มง่ายๆ

เก็บได้นานแค่ไหนนั้น
– ในเว็บไซต์แนะนำว่าสัก 3 วัน ก็ควรจะดื่มให้หมด
– ขวดหมักน้ำ Infused Water  ถ้าใส่น้ำแข็งจนเต็ม  แล้วแช่ไว้ในตู้เย็น ภายใน 24 ชั่วโมง น้ำแข็งจะยังคงอยู่ เมื่อเทน้ำออกมาก็จะไม่มีเศษจากใบสมุนไพร หรือเนื้อผลไม้ออกมาให้รำคาญใจ เป็นสูตรเครื่องดื่มที่ทำง่ายมากๆ ทั้งยังมีประโยชน์จากสมุนไพรและผลไม้ที่ใส่ลงไปอีกด้วย

 

Mix and Match ส่วนผสมได้ตามที่เราชอบ 

–  ส้ม + บลูเบอร์รี่

– แตงกวา + ผักชี

– เลมอน + ขิง

– บลูเบอร์รี่ + ลาเวนเดอร์

– มะนาว/เลม่อน/สับปะรด/แตงโม กับ สะระแหน่

– ส้ม/แตงโม กับ ผักชี

– ส้ม แตงกวา สะระแหน่

– สตอเบอร์รี่ มะนาว แตงกวา

– สตอเบอร์รี่ เลม่อน โหระพา

– แตงกวา แตงโม สะระแหน่

– เลมอน มะนาว ผักชี

– แครอท แอปเปิล เลมอน ขิง

ประโยชน์จาก น้ำหมักผลไม้ 

– ได้รับ วิตามิน แร่ธาตุ และ สารต้านอนุมูลอิสระจากผลไม้ ผัก และสมุนไพรต่างๆ ที่เราใส่ลงไป
– ได้ทานน้ำมากขึ้น (บางคนวันหนึ่งๆ ทานน้ำไม่กี่แก้ว  ทำให้เลือดข้น ร่างกายขาดความสมดุล จึงทำให้เจ็บป่วยง่าย)
– สดชื่น กระปรี่กระเปร่า และ intrend  น้ำหมักผลไม้ ใส่ขวดที่มีฝาปิดสามารถพกไปดื่มนอกบ้านได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะไป ฟิตเนส  ไปเรียน หรือไปปิคนิค  และสำหรับคนที่ออกกำลังกาย น้ำเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

หมายเหตุ  
1. Infused water เป็นเพียงแค่ น้ำหมักผลไม้   ไม่ใช่ น้ำผลไม้ ดังนั้น เราจะได้รับปริมาณน้ำตาลและแคลอรี่เพียงเล็กน้อยจากส่วนผสมที่เราใส่ลงไป

2.  ควรล้างผลไม้ ผัก และสมุนไพร ให้สะอาดก่อนการทำ   เพราะอาจจะมีสารตกค้างในผักและผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีจากยาฆ่าแมลง เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส หรือสารโลหะหนักอื่นๆ ที่ปะปนมากับผักและผลไม้ ซึ่งสารเหล่านี้ จะสามารถก่ออันตรายต่อสุขภาพมากกว่าจะได้รับประโยชน์เสียอีกค่ะ

ที่มา http://th.openrice.com/th/bangkok/

 

4 2 3

เดี๋ยวแม่

Standard

image

การขออีก 1 นาทีของเจี๊ยบ

ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายชื่อเจี๊ยบ เป็นเด็กที่ไม่ค่อยกระตือรือร้น และค่อนข้างขี้เกียจ
ทุกๆเช้าเมื่อแม่เรียกให้ตื่นไปโรงเรียน เจี๊ยบจะงัวเงียบอกว่า “ขออีก 1 นาทีครับแม่” พอลงมาข้างล่าง แทนที่จะรีบกินข้าวเช้าก็ไปเปิดโทรทัศน์นั่งดูการ์ตูน พอแม่เรียกให้มากินข้าวก็บอกว่า “เดี๋ยวแม่ ขออีก 1 นาที” จนแม่เอ่ยปากว่าจะทำโทษนั่นล่ะ เจี๊ยบถึงจะมานั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารได้สักที ..

“คอยดูเถอะเจี๊ยบ” พ่อซึ่งมองลูกชายคนเดียวอย่างระอาพูดขึ้น .. “สักวันแกจะต้องเจอเรื่องที่แม้ 1 นาทีก็ให้ไม่ได้ ถ้าถึงวันนั้นแล้วแกจะรู้สึก” …

การขอเวลา 1 นาทีทำให้เจี๊ยบไปโรงเรียนสายทุกวัน .. และการทำโทษให้วิ่งรอบสนามก็ไม่ได้ทำให้เจี๊ยบจดจำเลยแม้แต่น้อย .. เขากล้าต่อรองเวลาแม้แต่กับครู ?? ..

“ไปเข้าห้องเรียนได้แล้วเจี๊ยบ” ครูร้องเตือนเมื่อเห็นเจี๊ยบยังเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ในสนามหญ้า .. ทั้งๆที่ออดเรียกเข้าชั้นเรียนดังไปพักหนึ่งแล้ว ..

“ขออีก 1 นาทีครับครู” .. เจี๊ยบบอกโดยไม่ทุกข์ร้อน

วันหนึ่งเป็นวันหยุด แม่บอกเจี๊ยบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเยี่ยมยายที่บ้านสวน .. เจี๊ยบชอบบ้านสวนของยายจึงขอตามแม่ไปด้วย .. แต่พอรุ่งเช้า เจี๊ยบก็ตื่นสาย ไม่ว่าแม่จะขึ้นไปปลุกกี่ครั้ง เจี๊ยบก็พูดว่า “ขออีก 1 นาที.. ขออีก 1 นาที” ตลอด .. ในที่สุดแม่ก็ตัดสินใจไปบ้านสวนของยายคนเดียว .. เพราะถ้าออกช้ากว่านั้นจะหารถโดยสารไปยาก …

สักพักเจี๊ยบ ก็เดินงัวเงียลงมาจากห้องนอน .. เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในบ้านจึงถามพ่อว่า

“แม่ล่ะครับพ่อ”
“แม่ไปบ้านยายแล้ว” พ่อบอก
“อ้าว ทำไมแม่ไม่รอผม” เจี๊ยบร้อง เขาอยากไปบ้านสวนของยายมาก ..

“แม่รอแกจนรอไม่ได้อีกแล้ว รู้รึเปล่าว่าแค่ 1 นาทีที่แกขอก็ทำให้แม่ตกรถได้ .. นี่ยังไม่รู้เลยว่าแม่จะได้นั่งรถอะไรไป ถ้าโชคดีก็ได้ไปสายรถประจำ.. แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องขึ้นรถที่วิ่งเป็นทางผ่าน แล้วรถสายนั้นน่ะขับอันตรายจะตายชัก” พ่อบ่นเจี๊ยบด้วยความเป็นห่วงแม่ …

“แหม ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่าพ่อ” เจี๊ยบบอก

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เจี๊ยบกำลังอาบน้ำอยู่ .. เขาก็ได้ยินเสียงพ่อร้องเอะอะอยู่ชั้นล่าง .. จึงรีบวิ่งลงมาดู หน้าของพ่อซีดขาวราวกับกระดาษ (゚ ロ゚ ;)a

“รถที่แม่นั่งประสบอุบัติเหตุ แม่อาการสาหัส เราต้องไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้” .. พ่อพูดเสียงแตกพร่า เจี๊ยบตกใจจนหน้าซีดตามพ่อไปอีกคน (;ノ゚Д゚)ノ .. เขารีบขึ้นไปแต่งตัวโดยไม่มีคำว่า “ขออีก 1 นาที” เหมือนเช่นทุกครั้ง ..

ทันทีที่สองพ่อลูก ไปถึงโรงพยาบาล ก็ช่วยกันตามหาแม่ในห้องฉุกเฉิน .. แล้วก็พบแม่นอนนิ่งอยู่ที่เตียงในสุด เลือดสีแดงไหลอาบอยู่เต็มหน้าแม่ และพยาบาลกำลังจะเข็นแม่ไป ..

“แม่ แม่” เจี๊ยบร้องเรียกแม่เสียงดังลั่น น้ำตาเอ่อล้นทะลัก … บุรุษพยาบาลเข้ามากันเขาไว้ เพราะเกรงว่าจะกีดขวางทางของรถเข็น ..

“แม่ แม่ .. ตื่นสิแม่ ผมอยู่นี่ อยู่ตรงนี้” .. เจี๊ยบยังคงร้องเรียกแม่เขาต่อไป และทุบตีบุรุษพยาบาลที่จับตัวเขาไว้ “ปล่อยผม ผมจะไปหาแม่” …

พยาบาลคนหนึ่งหันมาบอกพ่อของเจี๊ยบ ซึ่งยืนกุมมือแม่อยู่ว่า “เราต้องพาภรรยาของคุณไปผ่าตัดด่วน เธอเสียเลือดไปมากจากอุบัติเหตุครั้งนี้” !!! ..

คำพูดนั้น ทำให้เจี๊ยบรู้ทันทีว่า เขาอาจจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก ..

“เดี๋ยวครับ ขอเวลาให้ผมอยู่กับแม่สัก 1 นาที ได้โปรดให้ผมได้บอกแม่ว่า “ผมรักแม่ ” ให้ผมได้กอดแม่อีกสักครั้ง” เจี๊ยบร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา … แต่ไม่มีใครฟัง

พยาบาลและบุรุษพยาบาลเข็นเตียงของแม่เข้าห้องผ่าตัด .. และหายไปในนั้นเป็นเวลานาน ก่อนที่แพทย์จะออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า .. “แม่ของเจี๊ยบเสียชีวิตไประหว่างการผ่าตัด”

เจี๊ยบมารู้อีกในภายหลังว่า “รถคันที่แม่นั่งไปประสบอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่รถเมล์สายประจำไปบ้านยาย แต่เป็นรถสองแถวที่ขับโดยคนขับรถที่ขาดความรับผิดชอบ” คนๆนั้นอยากได้เงินมาก ๆ แต่ไม่สนใจความปลอดภัยของผู้โดยสาร แม่ของเจี๊ยบมาคนสุดท้ายจึงต้องนั่งเบียดอยู่นอกสุด และกระเด็นออกไปไกลเมื่อรถประสบอุบัติเหตุ …

พ่อโกรธคนขับรถมาก บอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด .. แต่เจี๊ยบไม่โกรธคนขับรถเลย เขาโกรธและเกลียดตัวเอง .. เพิ่งเข้าใจว่าเวลา 1 นาทีที่เขาเคยขออย่างพร่ำเพรื่อนั้นมีค่ามากมายเพียงได .. เพราะ “1 นาทีที่ได้มาในวันนี้ต้องแลกกับเวลาทั้งหมดในชีวิตของแม่”

ถ้าเจี๊ยบตื่นทันทีที่แม่เรียก ถ้าเขาไม่ขอแค่ 1 นาทีเพื่อให้ได้นอนต่อ แม่ก็คงไม่ตกรถประจำทางจนต้องไปนั่งรถปิศาจคันนั้น .. กระทั่งถึงคราวที่เจี๊ยบต้องการเวลาจริงๆ เขากลับ “ไม่มีแม้เพียง 1 นาทีที่จะได้อยู่กับแม่” .. ไม่มีแม้เพียงวินาทีด้วยซ้ำไป … ไม่มีเลย (T ^ T)
______________________________________

* บทสรุปของผู้แต่ง
– เงยหน้ามองเข็มวินาทีอันเล็กๆ ที่เดินอยู่ในนาฬิกาสิ .. นั่นล่ะ คือ เวลาในชีวิตของเรา

ทันทีที่คุณคิดว่า “เดี๋ยว ขอเวลาอีกหน่อย” หรือ “เดี๋ยว เอาไว้ทำวันหลัง” .. รู้ไว้เลยว่า คุณกำลังสูญเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปมากมาย .. คนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามาทำงานย่อมทำงานได้มากกว่าคนนอนตื่นสายอย่างไม่ต้องสงสัย .. เด็กที่ทำการบ้านเสร็จมาจากโรงเรียนก็ได้วิ่งเล่นในตอนเย็นกับเพื่อนๆ อย่างเต็มที่ .. คนที่รู้คุณค่าของเวลามักได้เปรียบคนอื่นและเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปน้อยมาก .. แน่นอนว่า ชีวิตของคนแบบนี้ย่อมเปรมไปด้วยความสุขสมหวัง

เข็มวินาทีเดินเร็วกว่าจังหวะการหายใจอีก .. ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น มักมีอะไรเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และบางทีก็เกิดขึ้นเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน .. เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า “พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร” แต่ถ้าวันนี้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่พูดว่า “เดี๋ยว” และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า .. ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เราก็ไม่กลัวที่จะรับมือกับมัน .. และไม่ต้องตั้งคำถามที่ไร้ประโยชน์ในภายหลังว่า “เมื่อวานเรามัวทำอะไรอยู่” …
______________________________________

__/\__ ขอขอบคุณ “ชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา” .

10 แนวคิดธุรกิจ จาก 10 สุด ยอดนักธุรกิจไทย

Standard

10 แนวคิดธุรกิจ จาก 10 สุด ยอดนักธุรกิจไทย

?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

1.  ในโลกนี้ไม่มีคนไหนเก่ง ไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจ เก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่ง กว่าคุณ…เพราะฉะนั้นคนใด ก็ตามที่ภูมิใจว่า “ตนเองเก่ง”
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า…. ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว ความโง่คืบคลานมา ใกล้ตัวคุณแล้ว
“ธนินท์ เจียรวนนท์”

2.  ผมพร้อมที่จะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่…ถ้าวันใดที่เขื่อนนั้นเปราะบาง และโอกาสแห่งการสำแดง พลังมาถึงผมก็พร้อมจะกลาย เป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้นแม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่ง ผมเคยสยบยอมก็ตาม
“เจริญ สิริวัฒนภักดี”

3.  ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบ แต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ แบงค์กรุงเทพฯ เคยถูกกระทบตลอดเวลาและไม่เคย ท้อถอย
“ชาตรี โสภณพนิช”

4.  กินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร  ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือและก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้น ลูก ๆ ทุกคนก็ปฏิบัติ อย่างนี้
“บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา”

5.  เมื่อคุณจะทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม  หากคุณชอบและรัก และพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับมัน คุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่คุณต้องลงมือศึกษาอย่าง เป็นจริงเป็นจังด้วย
“ชัยยุทธ กรรณสูต”

6.  อย่าลืมว่า ในการประกอบธุรกิจ เก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเฮงด้วย และเก่งกับเฮง ก็ใช้ไม่ได้แล้วในสมัยนี้  ต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วยและเรื่องนี้ผมก็สอนลูกๆ ผมอยู่เสมอ
“อุเทน เตชะไพบูลย์”

7.  ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ  คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆอย่างเป็นจริงเป็นจัง  แต่ถ้าคุณไม่ อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงมากเช่นกัน
“อนันต์ กาญจนพาสน์”

8.  จงเดินไปหาภูเขา  อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา  เราต้องเดินไปหาลูกค้า  อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
“พรเทพ พรประภา”

9.  มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด  เพราะคนที่ดีที่สุด และเลวที่สุด ได้ตายจากโลกนี้ไปนานแล้ว  คนที่เหลืออยู่จึง เป็นเพียงชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียวเหมือนกัน
“ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ”

10.  หลักในการบริหารงาน 3 ประการ
1. ต้องลับคมอยู่เสมอ
2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำ อะไรต้องทำทันที
3. ต้องรักษาคำพูด
“คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย”

ไม่ว่าแนวคิดธุรกิจใดที่ว่าดีที่สุดจะไม่มีทางสำเร็จเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าไม่ลงมือทำ

img004 copy of 2.3 copy of 2.4

35 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

Standard
download

35 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ของคนวัย 35 ที่น่าเลียนแบบ

1. สำรวจความรู้ของตัวเอง
คนที่ประสบความสำเร็จรุ่นใหญ่หลายคนก็ไม่ได้เรียนจบปริญญามา แต่ทำไมถึงรวยได้ ก็เพราะเขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งนั่นเอง และนำความรู้ที่มีอยู่ทำเงินได้มหาศาล ดังนั้นเลิกตั้งคำถามให้ตัวเองสักทีได้แล้วว่าทำไมถึงไม่รวย ให้เปลี่ยนมาถามตัวเองดีกว่าว่าเราเก่งเรื่องอะไรมากที่สุด

2. รู้จุดแข็งตัวเอง
เป็นนิสัยที่ตัวเราควรคิดตกตะกอนให้เร็วที่สุดว่าเราถนัดเรื่องอะไร ซึ่งจุดแข็งนี่แหละจะเป็นคำตอบให้กับคุณเองว่า ควรหันเหชีวิตไปทางไหน ดังนั้นในแต่ละวันที่ลืมตื่นขึ้นมาก็อย่าลืมถามตัวเองว่า วันนี้เราต้องพัฒนาตัวเองอะไรบ้าง?

3. รู้จุดอ่อนตัวเอง
ข้อที่แล้วพูดถึงสิ่งที่คุณถนัด ในข้อนี้ลองหันกลับมามองสิ่งที่ไม่ถนัดบ้าง ซึ่งสิ่งที่ไม่ถนัดถือเป็นจุดอ่อนที่สามารถฉุดความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณได้ ดังนั้นทุกครั้งที่มีการนำเสนอผลงานของตัวเอง ก็อย่าลืม…ขอคำติชมด้วย คุณจะได้รู้ว่าต้องปรับปรุงในเรื่องอะไร

4. เรียนรู้ที่จะเป็นตัวแทนของใคร
นิสัยในข้อนี้ฟังดูอาจร้ายกาจไปหน่อย เพราะดูเหมือนจะสอนให้เราหัดเลื่อยขาเก้าอี้คนอื่นซึ่งมันก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นซะทีเดียวนะ นิสัยข้อนี้ควรทำเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่เราขาดไปนั่นเอง เช่น หัวหน้าคุณเป็นคนทำงานเก่งมาก บริหารงานได้คล่องแคล่วไปหมด คุณก็ควรแอบจำวิชาเขามาฝึกปรือบ้าง ดีไม่ดีคุณอาจจะเหนื่อยกับงานน้อยลง เพราะรู้ทันสไตล์การทำงานของหัวหน้านั่นเอง
(ความเห็นส่วนตัว  คือ การมองจุดเด่น จุดแข็งของคนอื่น แล้วนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาตนเอง เช่น การแก้ปัญหา การวางตัวกับลูกน้อง ลูกค้าของเจ้านาย)

5. คว้าทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต
หลายคนต้องพลาดโอกาสเรื่องงานไปเพียงเพราะการต่อรองไม่ได้อย่างใจต้องการ แทนที่จะใช้โอกาสที่ได้รับนั้นแสดงความสามารถของตัวเอง ค่อยไปต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการในทีหลัง    ดังนั้นเมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือ  ก็อย่าเรียกร้องอะไรมากนักควรใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ดีกว่า

6. เลือกทำในสิ่งที่คุณรู้สึกภูมิใจ
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่จะภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างมาก เขาจะสามารถเล่าให้เราฟังอย่างละเอียดจนเห็นภาพได้เลยว่างานที่เขาทำเป็นอย่างไร   ดังนั้น หยุดค้นหางานที่คิดว่าน่าจะทำแก้ขัดไปก่อนได้ แต่ควรหางานที่คิดว่าคุณสามารถเต็มที่กับมันได้จะดีกว่า เพราะคุณจะมีความตั้งใจให้งานออกมาดี

7. เรียนรู้จากข้อผิดพลาด   ไม่ใช่จากสิ่งที่ประสบความสำเร็จแล้ว
คนที่มีผลงงานสร้างชื่อมากมาย  มักจะไม่ชื่นชมกับความสำเร็จเหล่านั้นมากนัก แต่…จะหันไปสนใจกับสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะพวกเขาต้องการเรียนรู้ปัญหาใหม่ๆ นั่นเอง  ดังนั้นหากสิ่งไหนที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ควรนำกลับมาทบทวนตัวเองว่า มีอะไรบ้างที่เราทำดีแล้ว และมีอะไรบ้างที่เราควรทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม

8. หาเวลาออกไปท่องเที่ยวบ้าง
การที่ขยันทำงานโดยที่เคยไม่ลาป่วย ลากิจ หรือลาพักร้อนเลย บางครั้งเจ้านายก็ไม่ได้ปลาบปลื้มใจเท่าไรนัก เพราะนั่นกำลังหมายถึงว่าพนักงานคนนี้ไม่คิดจะเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตบ้าง ดังนั้นใช้สิทธิ์วันหยุดของตัวเองแล้วออกไปท่องโลกกว้างบ้างก็ได้ อย่างน้อยมันก็จะช่วยเติมพลังให้คุณมีไฟในการทำงาน

9. ปรับตัวเข้ากับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
ประสบการณ์แย่ ๆ จากการทำงานที่เคยเจอมาอาจทำให้คุณจำฝังใจและไม่อยากเจอะเจออีกเลยในชาตินี้ เช่น ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ไม่ชอบเจ้านาย หรือแม้แต่ไม่ชอบบรรยากาศในออฟฟิศ จนกลายเป็นว่าเมื่อไรที่คุณรู้สึก “ไม่ใช่” ขึ้นมา ก็คิดหาทางจะหนีไปหาสิ่งใหม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกที่ก็มีปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นลองปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นดูก่อน อาจทำให้รู้ว่าความจริงแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

10. รับฟังคอมเม้นท์เรื่องงานอย่างเป็นกลาง
ฟีดแบ็กเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณรู้ว่าคุณเป็นที่ยอมรับมากแค่ไหนในสายตาคนอื่น ดังนั้นอย่ากลัวที่จะอ่านคอมเม้นท์จากคนอื่น เพราะคอมเม้นท์ทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนจุดบอดที่คุณทำพลาดไป ถือเป็นข้อดีนะ เพราะเมื่อไรที่คุณก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่ขึ้นคงไม่มีใครบอกให้รู้ตัวกันหรอก

11. รู้จักนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ
นิสัยในข้อนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นผู้นำที่แฝงอยู่ในตัวคุณ ดังนั้นเมื่อไรที่คุณผุดไอเดียใหม่ ๆ ก็นำเสนอออกมาบ้าง คนอื่นจะได้เห็นว่าคุณมีความเอาใจใส่ในงานที่ทำ

12. รู้จักที่จะปฏิเสธซะบ้า
คำว่า “ไม่” สำหรับน้องใหม่ไฟแรงอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณมีงานล้นมือ คาดว่าเคลียร์ไม่ทัน ก็ควรใช้คำนี้ให้เป็นประโยชน์ อย่างน้อย ๆ ก็ทำให้คนอื่นรู้ว่าตัวคุณเองมีการบริหารจัดการงานของตัวเองในระดับหนึ่งนะ แต่ไม่ใช่ว่าเอะอะก็ปฏิเสธไว้ก่อนโดยที่ยังไม่ได้ดูความเป็นไปได้เลย อันนั้นก็คงดูไม่งามค่ะ

13. สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจบ้าง
การเข้าสังคมกับที่ทำงานจำเป็นอย่างมาก ถือเป็นกิจกรรมที่บ่งบอกว่าคุณก็มีตัวตนอยู่ในบริษัท แต่ก็ไม่ต้องถึงกับต้องตีซี้กับคนในออฟฟิศไปทั่วหรอก นัดกินข้าวกับคนที่คลิกกับคุณจริง ๆ เท่านั้นก็พอ อย่างน้อยเวลาเกิดปัญหาเรื่องงานก็ยังมีเพื่อน ๆ คอยให้คำปรึกษา

14. ควรมีผู้ใหญ่ไว้ปรึกษาเรื่องงาน
เบื้องหลังของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคนมักจะมีกุนซือหนุนหลังกันแทบทุกคน เพราะคนที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะมักจะมองอะไรออกกว่าคนประสบการณ์น้อย ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเราเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการตัวเล็ก ๆ ก็ควรมีผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้คำปรึกษาเอาไว้บ้างเพื่อคอยให้คำแนะนำ คอยเตือนว่าอะไรทำแล้วดี อะไรไม่ควรทำ

15.วางตัวให้ดีบนโซเชียลมีเดีย
แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างไร ข้อมูลก็สามารถถูกแฮคข้อมูลได้อยู่ดี ดังนั้นควรใช้พื้นที่ตรงนี้ทำแต่เรื่องดี ๆ ดีกว่า เช่น การแชร์ข่าวที่มีสาระ โพสต์เรื่องราวที่น่าติดตาม รวมถึงการใช้คำพูดสุภาพ การทำแบบนี้จะทำให้ผู้อื่น

16. รู้จักใช้ LinkedIn สร้างคอนเน็กชั่น
ลิงค์อิน (LikedIn) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางด้านธุรกิจ ที่ส่วนใหญ่จะมีแต่คนที่โปรไฟล์เริด ๆ ใช้งานกัน ดังนั้น หากต้องการยกระดับคุณภาพตัวเอง ก็ลองใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์นี้ดู แล้วจะพบว่ามันช่วยสร้างคอนเน็กชั่นให้คุณได้มากทีเดียว อีกทั้งยังทำให้คุณรับรู้ข่าวสารแวดวงธุรกิจก่อนใครอีกด้วย

17. อัพเดทพอร์ตงานของตัวเองเสมอ
ในบางสายงานก็จะพิจารณาจากประสบการณ์เป็นหลัก ซึ่งพอร์ตงานจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยการันตีได้ถึงความสามารถของคุณ และยังช่วยนำทางไปสู่โอกาสการงานที่รุ่งโรจน์ในเวลาต่อมา ดังนั้นควรอัพเดทผลงานของตัวเองอยู่เสมอ และเลือกเก็บผลงานเฉพาะที่คุณคิดว่าเจ๋งจริงเท่านั้นก็พอ

18. รู้วิธีขายตัวเอง
หากคุณไม่พูดโฆษณาตัวเองก็คงไม่ใครรู้ได้ว่าคุณทำอะไรเป็นบ้าง ดังนั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าจุดแข็งของเราคืออะไร ใช้สกิลตรงนี้เป็นจุดขายซะเลย ซึ่งถ้าคุณสามารถพูดเชียร์ตัวเองได้อย่างไหลลื่น ไม่ติดขัด คนฟังก็จะเชื่อมั่นตามไปด้วยว่าคุณมีความสามารถจริง แต่ก็อย่าโม้เกินจริงล่ะ ถ้าเกิดทำไม่ได้อย่างที่พูดจะยุ่งเอา

19.รู้วิธีต่อรองเงินเดือนในฝัน
หลายคนอาจต้องพลาดงานที่ตัวเองอยากทำเพียงเพราะต่อรองเงินเดือนไม่เป็น ซึ่งความจริงแล้วไม่ยากเลยเพียงแค่เสนอเงินเดือนให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน หากคุณเจ๋งกว่ามาตรฐานที่เขากำหนดก็อาจเรียกเงินเดือนสูงกว่านี้นิดหน่อยได้ อย่างไรก็ตามอย่าเรียกเงินเดือนน้อยไปจนดูเหมือนเราไม่มีทางเลือก

20. ไม่ดองงาน
ไม่ว่าสไตล์การทำงานของใครจะเป็นอย่างไรก็มักจะมีปลายทางเหมือนกันคือ ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ซึ่งบางคนอาจมีอารมณ์อินดี้ไปบ้างคือจะทำงานเมื่ออยากทำเท่านั้น ทำให้งานมากองไม่ถูกเคลียร์ไปเป็นวันต่อวัน ดังนั้นลองใช้วิธีของคนมือโปรที่เขาทำกันก็คือ รีบจัดการให้เสร็จก่อนกำหนดเวลา เผื่อเวลาเอาไว้แก้ไขนั่นเอง

21. รายงานความคืบหน้าเรื่องงานตลอด
อีเมลเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันได้ว่าคุณทำงานอะไรไปแล้วบ้าง ดังนั้นไม่ว่าระบบงานจะยืดหยุ่นแค่ไหน คุณก็ควรอีเมลแจ้งหัวหน้าเป็นรายวันว่าวันนี้คุณทำอะไรบ้าง ถึงแม้เขาจะไม่เปิดอ่านก็ตาม อย่างน้อย ๆ ถ้าใครมาหาว่าคุณไม่ทำงาน คุณก็จะได้มีหลักฐานไปงัดกับเขานะ

22. รู้วิธีแสดงความเสียใจ
ในการสมัครงานก็เหมือนการเดินเข้าสนามรบอย่างหนึ่ง ที่ต้องมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้ ดังนั้นคุณก็ควรรู้วิธีแสดงความเสียใจกับผู้แพ้อย่างถูกต้องด้วย เช่น ถ้าคุณได้ตอบรับเข้าทำงาน ในขณะที่ผู้สมัครอีกคนไม่ได้ คุณก็ควรมีคำพูดให้กำลังใจเขาสักหน่อย ดีกว่าโบกมือบาย ๆ พร้อมคำพูดว่า “เสียใจด้วย”

23. เตรียมอุปกรณ์ทำงานพร้อมใช้เสมอ 
มันคงดูไม่ดีเท่าไรนัก ถ้าคุณมาทำงานในสภาพที่หลง ๆ ลืม ๆ สิ่งของที่จำเป็นต่อการทำงาน ทำให้ต้องหยิบยืมเพื่อนข้างโต๊ะ ซึ่งบ่อยครั้งเข้าเขาต้องรู้สึกไม่ดีแน่ ดังนั้นควรทำลิสต์รายการเลยว่าในแต่ละเดือนมีอะไรบ้างที่คุณต้องใช้ทำงาน การมีอุปกรณ์ครบแบบนี้จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างไหลลื่น ไม่ต้องเสียเวลาเดินขอยืมใคร

24. รู้ข้อจำกัดในร่างกายตัวเอง
สุขภาพกับคนทำงานเป็นของคู่กัน และยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย เพราะในแต่ละวันที่คุณออกแรงทำงานก็เหมือนกับการใช้จ่ายสุขภาพไปทีละน้อยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรหาเวลาฟิตร่างกายบ้างเพื่อให้พร้อมกับการทำงานบ้าง

25. ให้ความสำคัญกับการนอน
เรื่องงานมักจะเบียดเบียนเวลานอนของเราได้เสมอ ดังนั้นคุณก็ควรตั้งเหล็กให้กับตัวเองเลยว่าจะเข้านอนเวลาไหน และต้องนอนให้ได้กี่ชั่วโมง เพราะการนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายมีสมาธิเพียงพอในการทำงานด้วยนะ

26. รู้วิธีจัดการกับความเครียด
ความเครียดเป็นตัวศัตรูตัวฉกาจสำหรับร่างกายของเรา เมื่อไรที่รู้สึกเครียดแล้ว ร่างกายแย่ลง จิตใจก็ห่อเหี่ยวไม่อยากทำอะไรตามไปด้วย ดังนั้นควรหาวิธีเฉพาะตัวสักหนึ่งอย่างเอาไว้สู้รบปรบมือกับความเครียดที่ชอบมาเยือน เช่น ออกไปเดินเล่น ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น

27. ไม่พูดขอโทษพร่ำเพรื่อ 
คำว่าขอโทษเป็นสิ่งที่คนสุภาพเขาทำกันก็จริง แต่ถ้าทำบ่อย ๆ คงโดนสงสัยว่าคุณเป็นพวกติ๋ม ไม่สู้คนแน่ ดังนั้นพูดขอโทษกับเรื่องที่เราทำผิดจริงดีกว่านะ ส่วนทำผิดพลาดอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ใช้คำว่า “จะแก้ไขทันทีครับ/ค่ะ” แทนแล้วกัน น่าจะเหมาะสมกว่าเนอะ

28. ไม่ขโมยไอเดียคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกก็เกิดขึ้นมาจากการลอกเลียนแบบกันไปมาทั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องงานแล้วการลอกเลียนงานคนอื่นเป็นเรื่องน่าเกลียดอย่างมาก ควรเอามาปรับเปลี่ยนใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปบ้าง ดังนั้นถ้าหากจำเป็นต้องทำจริง ๆ ก็นำมาใช้เป็นแนวทางได้ แต่ถ้าลอกมาทั้งดุ้นก็คงไม่ไหวนะ

29. มีแผนสำรองในชีวิตเสมอ
คนที่มีประสบการณ์ในชีวิตมาในระดับหนึ่ง จะค้นพบว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะต้องมองหาหลักประกันชีวิตในด้านอื่นเอาไว้ด้วย เช่น การทำประกันชีวิต ดังนั้นถ้าหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวลงตัวดีแล้ว ก็อย่าใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยต้องหันมาวางแผนรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เอาไว้ด้วย

30. หารายได้เสริม
รู้หรือไม่ว่างานประจำที่ทำอยู่ก็ช่วยให้เรามีรายได้เสริมได้เหมือนกันถ้าคุณรู้จักพลิกแพลงวิธีนิดหน่อย เช่น ถ้าคุณเป็นที่ปรึกษาการตลาดอยู่แล้ว ก็อาจจะลองบริหารกิจการออนไลน์เล็ก ๆ ดูบ้างดีไม่ดีอาจทำกำไรมากกว่างานประจำที่ทำอยู่ แถมยังได้ความรู้จากการลงมือทำจริงด้วย

31. วางแผนชีวิตตัวเองในวัยเกษียณ
หากคุณอยู่ในวัยเพิ่มเริ่มทำงานประจำขอแนะนำว่าให้เก็บเงินให้ได้มากที่สุด อย่าเพิ่งคิดเอาเงินไปลงทุนอะไร เพราะในช่วงการใช้ชีวิตวัยทำงานแรก ๆ ยังไม่มีภาระหนี้สินเท่าไรนัก เมื่อทำงานไปได้สัก 2-3 ปี ถึงตอนนั้นจะเอาเงินมาลงทุนก็ยังไม่สาย ส่วนใครที่มีอายุงานมากแล้วก็ขอให้วางแผนชีวิตในวัยเกษียณของตัวเอง หยุดหาหนี้สินเพิ่มได้แล้ว เพราะแก่ตัวไปจะไม่มีแรงทำงานปลดหนี้เอาน่ะสิ

32. เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเอง
หลายคนทำงานหนักเพราะหวังว่าอนาคตจะสบาย เลยไม่ค่อยตอบแทนรางวัลอะไรให้ตัวเองมากนัก ซึ่งหากใครที่ไม่รู้จะให้รางวัลอะไรตัวเอง ก็ลองลงทุนกับตัวเองดูด้วยการสมัครคอร์สเรียนพิเศษ เช่น เรียนภาษา เรียนทำขนม หรือเรียนงานฝีมือ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าความสามารถพิเศษเหล่านี้จะทำให้เรามีรายได้เสริมทีหลัง

33. คืนกำไรสู่สังคม
ส่วนใหญ่นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จแล้วจะมองถึงเรื่องการคืนกำไรให้สังคม เช่น การตั้งกองทุนบริจาค เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือตามค่ายต่าง ๆ เป็นต้น เพราะพวกเขาคิดว่าได้จากสังคมมามากพอแล้ว ซึ่งคนธรรมดาอย่างเราก็สามารถทำได้โดยการบริจาคเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยเหลือโครงการเพื่อการกุศลบ้าง

34. ค้นพบสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง 
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เราจะเห็นคนดังที่ประสบความสำเร็จแล้ว บั้นปลายชีวิตกลับผันตัวเองไปทำในสิ่งที่แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ทำแล้วมีความสุข นั่นอาจเป็นเพราะว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาลืมมองหาความสุขที่ใช่สำหรับตัวเอง ดังนั้นเราก็ใช้คติในข้อนี้มาเป็นบทเรียนตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ด้วยว่าจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่ และหลังจากนั้นจะทำอะไรต่อ เพราะมันเป็นสัจธรรมที่ว่าบทบาทในสังคมของเราย่อมมีวันหมดอายุ

35. ให้รางวัลตัวเองทุกวัน
ในแต่ละวันเราอาจไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักได้แบบเต็มเวลา แต่เราก็สามารถแบ่งเวลาไปทำในสิ่งที่เรารักได้นี่นา โดยการแบ่งเวลาสัก 2 ชั่วโมง ด้วยการดูหนังโปรดสักเรื่อง หรือกินข้าวนอกบ้านอาทิตย์ละครั้ง เพื่อปลดปล่อยความเครียด เป็นการชาร์จพลังใจให้เราอยากตื่นมาทำงานในทุกวัน

ข้อมูลจาก kapook.com

กล้วยไม้ไม่โกรธ

Standard

copy of 2.3

หลวงพ่อรูปหนึ่งปลูกกล้วยไม้กระถางหนึ่งด้วยความทะนุถนอม กล้วยไม้ก็แข็งแรง สวยงามยิ่งนัก…
วันหนึ่ง หลวงพ่อต้องออกไปธุระหลายวัน เลยฝากเณรน้อยให้ช่วยดูแล เณรน้อยก็เอาใจใส่ดูแลอย่างดี กล้วยไม้ก็ยิ่งงอกงามด้วยดี..
วันหนึ่ง เณรน้อยต้องออกไปธุระ ก่อนออกไปได้เอากระถางไปวางตากแดดริมหน้าต่าง หลังจากนั้น เกิดพายุอย่างไม่คาดคิด พัดเอากระถางตกลงบนพื้นแตกกระจาย ต้นกล้วยไม้หักเละ เณรน้อยกลับมาเห็นตกใจและเสียใจมาก และยังกลัวถูกหลวงพ่อตำหนิด้วย…
เมื่อหลวงพ่อกลับมา เณรน้อยก็บอกเล่าตามจริง เตรียมตัวเตรียมใจรับการถูกดุด่า แต่หลวงพ่อกลับไม่ได้ว่าอะไร ทำให้เณรน้อยประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะหลวงพ่อรักกล้วยไม้กระถางนี้มาก…
หลวงพ่อเพียงยิ้มๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าปลูกกล้วยไม้ ไม่ได้เพื่อไว้โกรธนะ”  คำง่ายๆ กลับกลายเป็นสัจธรรมปลดปล่อยวาง…
คนเราทำงาน ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน…
คนเรารักกันก็ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน…
สิ่งที่ให้ไปแล้ว เมื่อเอากลับมาไม่ได้ ก็ไม่ต้องโทษใครหรือเสียใจ…
ตอนมีต้องใส่ใจ ตอนเสียไปให้ปลดปลง ใจไม่ติดค้างใครก็พอแล้ว…

copy of 2.3

ถ้าคุณแค้น ชีวิตก็เต็มไปด้วยความแค้น…
ถ้าคุณนึกขอบคุณ ที่ใดๆก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าขอบคุณ…
ถ้าคุณเติบกล้า การงานก็จะก้าวหน้า…
ไม่ใช่โลกนี้เลือกคุณ แต่คุณเป็นคนเลือกโลกใบนี้…
ฉะนั้น… ใจกว้าง และเมตตา อุเบกขา ปลดปล่อยวาง แค่นี้ ก็สุขละ

Copy of 2.2 copy of 2.1

CHANGE YOUR WORDS. CHANGE YOUR WORLD.

Standard

ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยน “คำพูด” ที่ป้ายชายขอทาน คุณจะแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น!

CHANGE THE WORDS FROM…..   I’M BLIND, PLEASE HELP
TO………      IT’S A BEAUTIFUL DAY   AND I CAN’T SEE IT.
The Power of Words

บางทีเราก็ลืมนึกว่า พลังของ “คำพูด”  มันสำคัญและยิ่งใหญ่มากแค่ไหน
2  ประโยคที่ความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกัน
แต่…เมื่อ พูด หรือ เขียนออกมา มันไม่ได้ต่างกันแค่ตัวอักษรที่ร้อยเรียง

แต่…มันคือ การมองโลกในอีกมุมมองหนึ่งเลยเสียด้วยซ้ำ
และ..การเปลี่ยนมุมมองนั้น ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบได้แตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลเลยก็ได้

เมื่อคุณดูคลิปนี้จบแล้ว คุณจะเข้าใจว่า สิ่งที่เราพูดข้างต้นถึง พลังของ “คำพูด” นั้น มันหมายความว่าอย่างไร

CHANGE YOUR WORDS.   CHANGE YOUR WORLD.
แค่เพียงเรา….เปลี่ยนคำพูด  โลกก็เปลี่ยน

เราสามารถ เปลี่ยนโลก  เปลี่ยนความคิด  เปลี่ยนทัศนคติคนอื่น ได้ด้วย “คำพูด”

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=oHVyDB_JkJA#t=89

2.2