Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

ชีวิตนี้น้อยนัก – บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก

มาตรฐาน


ชีวิตนี้น้อยนัก  – บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลสังฆปรินายก จัดทำเสียงอ่านโดย : โจโฉ ดนตรีเปียโนบรรเลงโดย : ตองพี อัพโหลดคลิปโดย : รักษ์พล

คีตธรรมแห่งการไว้อาลัยและน้อมส่งเสด็จสู่­พระนฤพาน   ” ชีวิตนี้น้อยนัก แต่สำคัญนัก ”   ในการสิ้นพระชนม์ของเจ้าพระคุณสมเด็จพระญา­ณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

“องค์ใดพระสัมพุทธ” (Homage to The Buddha)   บทเพลงแห่งการน้อมนมัสการองค์สมเด็จพระสัม­มาสัมพุทธเจ้า

คำสรภัญญะ : พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)
เรียบเรียง : วงศ์วริศ อาริยวัฒน์
ศิลปิน : ธนพร แวกประยูร

 

 

*******ฟังเพลงธรรมต่อเนื่อง 71 เพลง ******

งบทสวดมนต์ต่อเนื่อง เช่น บทเพลงมอบให้องค์สังฆราชาไทย ธรรมะ คือ คุณากร องค์ใดพระสัมพุทธ ปางเมื่อพระองค์ปะระมะพุทธ จิตตนคร ฯลฯ

อาหาร คือ ยา – โดยอาจารย์ไกร พิมลมาศ – นักโภชนบำบัด

มาตรฐาน

อาจารย์ไกร พิมลมาศ – นักโภชนบำบัด แนะนำเรื่องอาหาร  (13 clip) 

สนทนาธรรมกับ  อ.วศิน อินทสระ *****

มาตรฐาน

 

สนทนาธรรมกับ  อ.วศิน อินทสระ   (18 แผ่น)

 

ทางแห่งความดี ธรรมะ และ ทัศนะชีวิต อ.วศิน อินทรสระ   (66 แผ่น)

 

ธรรมะ ของ  อ.วศิน อินทรสระ  (12 แผ่น)

 

 

 

โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์

มาตรฐาน
โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์

01.

โรงเรียนสตรีที่มีความเป็นมายาวนานแห่งย่านสีลม “โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์

ต้องยอมรับว่าภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป ครั้งที่ ๑ (พ.ศ. ๒๔๔๐) ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประเทศสยามได้เริ่มเข้าสู่ยุคของการปฎิรูปประเทศอย่างแท้จริง พระองค์ทรงว่าจ้างผู้ชำนาญการชาวตะวันตกเข้ามารับราชการเป็นจำนวนมาก ทั้งทางด้านการเงิน การคลัง กฏหมาย วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ

ชุมชนชาวตะวันตกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น บริเวณแถบตรอกโอเรียนเต็ล สุรวงศ์ บางรัก สีลม สาทร บ้านทวายเมื่อมีชุมชนเกิดขึ้นความต้องการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่ทันสมัยก็ตามมา ทั้งการก่อสร้างอาคารตึกรามบ้านช่อง ทั้งถนนหนทาง โดยเฉพาะความต้องการโรงพยาบาลสำหรับการรักษาดูแลชาวตะวันตกเหล่านี้

 

พระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ซึ่งเป็นผู้แทนพระสันตะปาปาประจำราชอาณาจักรสยาม มีประสงค์ที่จะสร้า งโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ที่กรุงเทพฯ เพื่อให้เป็นโรงพยาบาลเฉพาะชาวตะวันตกซึ่ง แม้ว่าจะมีโรงพยาบาลอยู่ ๒ แห่ง แล้วในย่านชาวตะวันตกอยู่อาศัยคือ บางกอกเนิร์สซิ่งโฮม ที่หัวถนนสีลมแต่ก็เป็นสถานพยาบาลขนาดเล็ก และโรงพยาบาลบางรัก ในความดูแลของนายแพทย์เฮย์ แห่งกระทรวงทหารเรือบริเวณถนนบางรักแต่ก็ไม่เพียงพอพระสังฆราชหลุยส์ เวย์ จึงได้มีหนังสือขอความร่วมมือไปยังคุณแม่กังดิ๊ด (Mere Candide) ซึ่งเป็นเจ้าคณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ของภาคตะวันออกไ กล มีที่ทำการอยู่ที่ไซ่ง่อนให้ช่วยส่งคณะภคินีมาช่วยงานโรงพยาบาลความว่า “ที่กรุงเทพฯ ซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธทั้งหมด จำเป็นต้องตั้งโรงพยาบาลสำหรับชาวยุโรปขึ้น และบุคคลผู้มีอิทธิพลในเมืองนั้นได้เรียกร้องให้มีนักบวชหญิงมาปฎิบัติงานทางมิสซังเสนอให้ที่ดินและจะเป็นผู้ออกค่าก่อสร้าง”

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ คุณแม่กังดิ๊ดตอบรับหนังสือดังกล่าว ด้วยการส่งภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร จำนวน ๗ คน เดินทางจากไซ่ง่อนมาปฏิบัติงานในประเทศสยาม อันประกอบด้วย เซอร์อิกญาส เดอ เยซู, เซอร์ดอนาเซียน, เซอร์คามิล เดอ เยซู, เซอร์เซราฟิน เดอ มารี, เซอร์เอด มองค์, เซอร์เชนี ดู ซาเครเกอ, เซอร์ซอง แบร์ฆมันส์ พร้อมกันนี้ก็มีนายแพทย์อีก ๑ ท่านติดตามคณะภคินีเข้ามาด้วยได้แก่ นายแพทย์ปัวซ์ (ซึ่งต่อมาเป็นแพทย์ประจำราชสำนัก) มาเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาล ในปีเดียวกันนั้นเองโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ก็ถูกก่อสร้างขึ้นและเพียงโรงพยาบาลเปิดทำการได้ไม่นาน ก็มีหญิงชาวไทยจำนวนหนึ่งสมัครใจเข้าเป็นนักบวชหญิงและทำงานในโรงพยาบาลที่ตั้งขึ้นใหม่นี้

ความสำเร็จดังกล่าว จึงทำให้มิสซังคาทอลิกเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะเผยแผ่คริสต์ศาสนาผ่านนักบวชหญิงเหล่านี้ และน่าจะมีความเป็นไปได้ในการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงขึ้นในประเทศสยาม เพื่ออบรมให้นักบวชหญิงเหล่านี้ให้มีความรู้ทั้งในด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาล ทั้งนี้เพราะ ณ ขณะนั้นโรงเรียนสำหรับเด็กชายที่มิสซังคาทอลิกตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ คือ โรงเรียนอัสสัมชัญ ได้เจริญรุดหน้า มีเด็กนักเรียนนิยมเ ข้าศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากบาทหลวงด’ฮอนดต์ (D’Hodt) รักษาการผู้แทนพระสันตะปาปาประจำกรุงสยาม ณ ขณะนั้นจึงได้ส่งหนังสือไปถึงคุณแม่กังดิ๊ด ความว่า “เรื่องเป็นอย่างนี้ ที่กรุงสยาม เรามีกลุ่มนักบวชหญิงพื้นเมืองอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งอุทิศตนทำงานมิสซัง นักบวชหญิงเหล่านี้ติดตามธรรมทูตไปยังแหล่งที่ไกลที่สุด ใช้ชีวิตเหมือนคนในถิ่นนั้นและรับใช้เราในเรื่องสำคัญๆ เช่น ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำโรงเรียน และสอนส ตรีซึ่งปรารถนาจะกลับใจ อาตมาปรารถนาจะสร้างนักบวชหญิงที่แท้จริงขึ้นมา จึงใคร่ขอเซอร์สองคนในคณะของท่าน เพื่อมาอำนวยการคอนแวนต์นักบวชหญิงพื้นเมืองด้วย วัตถุประสงค์ดังที่ได้ชี้แจงไว้แล้ว”

ดังนั้นแนวคิดเริ่มต้นในการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิงของคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ก็เพื่อให้มีสถานที่ฝึกอบรมเด็กหญิงที่ต้องการเป็นนักบวชหญิงของฝ่ายคาทอลิก แต่ท้ายสุดแล้วแนวคิดนี้ก็ขยายไปสู่การจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง โดยไม่ได้จำกัดแต่เพียงเด็กหญิงที่ต้องการเป็นนักบวชเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเด็กหญิงทั่วไปอีกด้วย โดยเปิดเป็นโรงเรียนสำหรับฝึกสอนการเย็บปักถักร้อยงานฝีมือ การเรียนพูดภาษาต่างประเทศ อันได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน โปรตุเกส และฝรั่งเศส เป็นต้น

ในขณะที่มีความพยายามที่จะขอให้ทางแขวงไซ่ง่อน จัดส่งเซอร์มาเพื่อร่วมในการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง ประเทศฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นทางที่มิสซังคาทอลิกส่วนใหญ่ในประเทศสยามสังกัดอยู่ได้มีปัญหาภายในประเทศ ทางรัฐบาลประเทศฝรั่งเศสได้ออกกฎหมายให้คณะนักบวชจำเป็นต้องโอนทรัพย์สินให้ฆราวาส และมีผลบังคับครอบคลุมไปถึงอาณานิคมทุกแห่งของฝรั่งเศส คุณแม่กังดิ๊ดจึงกังวลสถานะของคณะภคินี ที่อาจถูกรัฐบาลฝรั่งเศสยึดครองทรัพย์สินทั้งหลายและอาจกระทบกับการดำรงชีพในภายหน้า ดังนั้น การหาดินแดนที่มิได้ถูกฝรั่งเศส ยึดครองให้เป็นที่พำนักของคณะภคินีในระยะยาวจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และประเทศสยาม ก็คือดินแดนที่ปลอดภัยที่สุด ณ ขณะนั้นในภูมิภาคนี้

พระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ได้เสนอสถานที่ให้คุณแม่กังดิ๊ด เชื่อมั่นถึงแนวทางในการจัดตั้งโรงเรียนเพื่อให้เป็นที่ทำการของคณะภคินีว่าจะเป็นที่มั่นคง และสามารถให้การดูแลคณะภคินีได้เป็นอย่างดี ความหมาย “นี่คือสิ่งที่เราจะสามารถทำได้ คือ เปิดสถานที่สอนเย็บปักถักร้อย ซึ่งเด็กสาวๆ จะได้มาทุกวัน เพื่อเรียนการฝีมือ ประดิษฐ์เสื้อผ้า ที่เย็บปักอย่างละเอียดงดงาม หรือมิฉะนั้นก็เรียนพูดภาษาอังกฤษ เยอรมัน โปรตุเกส ฝรั่งเศส สถานฝึกซึ่งจะเปิดขึ้นนี้ จะสร้างอยู่ใกล้วัดอัสสัมชัญ ตรงข้ามสำนักสังฆราช… นอกจากโครงการนี้แล้ว เราก็อาจจะรับเซอร์อีก ๕ หรือ ๖ คน ให้ไปอยู่ที่บ้านหนึ่งของเรา ใกล้ๆ กับวัดซางตาครู้สบนฝั่งขวาของแม่น้ำเกือบจะตรงข้ามกับพระบรมมหาราชวัง

แนวความคิดดังกล่าวเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เมื่อพระสังฆราชหลุยส์เวย์ได้มอบให้ บาทหลวงเอมิลกอลมเบต์ เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียน โดยมี บาทหลวง เรอ มิเออ เหรัญญิกของมิสซังคาทอลิกเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างตึกเรียนขึ้นในที่ดินของอาสนวิหารอัสสัมชัญในเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งานติดกั บแม่น้ำเจ้าพระยา อาคารเรียนก่อสร้างแล้วเสร็จสามารถเปิดดำเนินการสอนได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ นับเป็นโรงเรียนคาทอลิกหญิง แห่งแรกของประเทศโดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์” มีเซอร์แซงต์ ซาเวียร์ เป็นอธิการคนแรก

ถัดมาอีก ๒ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ภายใต้มิสซังคาทอลิก คณะภคินีได้เริ่มดำเนินการเปิดโรงเรียนขึ้น ๒ แห่ง ในเวลาใกล้เคียงกัน แห่งหนึ่ง คือ โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ที่ย่านถนนสีลม และอีกแห่งหนึ่ง คือ โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ที่ย่านกุฎีจีน ฝั่งธนบุรี

โดยโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์มีภคินีคณะเซนต์มอร์ เป็นผู้ดำเนินการ  ส่วนโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ มีภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร เป็นผู้ดำเนินการ แต่ภายหลังภคินีคณะเซนต์มอร์อยู่ดำเนินการโรงเรียนที่ย่านสีลมได้ไม่นานก็มีสาเหตุบางประการให้ต้องเดินทางออกประเทศไทย จึงได้ยกกิจการให้กับมิสซังคาทอลิกโดยคิดมูลค่าสิ่งก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๑๑๕,๐๐๐ ฟรังก์ โดยจำนวนเงินดังกล่าวภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร รับผิดชอบที่จะเป็นผู้จ่ายเอง มิสซังคาทอลิกจึงมอบกิจการโรงเรียนให้ภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร เข้าดำเนินการต่อและใช้ชื่อโรงเรียนว่า “เซนต์โยเซฟคอนเวนต์” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

ที่ตั้งของโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์นั้น เดิมเป็นที่นาตราจองในตำบลทุ่งวัวลำพอง บนถนนสีลม ซึ่งเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง ชู โต) ได้รวบรวมและจัดซื้อไว้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งใน ปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ท่านได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวบริจาคที่ดินด้านหลังบ้านจำนวน ๙ ไร่ ให้แก่ภคินีคณะเซนต์มอร์เพื่อนำไปก่อสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง ได้มีการรังวัดปักเขตกำหนดเส้นรุ้ง-แวง โดยรุ้งต้นตะวันออกติดที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ๓ เส้น โดยรุ้งต้นตะวันตกติดที่เจ้าพร ะยาสุรศักดิ์มนตรีตัดใหม่ ๓ เส้น เส้นแวงทิศเหนือติดที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ๓ เส้น เส้นแวงทิศใต้ติดที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ๓ เส้น ดังนั้นรูปแปลงที่ดินที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีบริจาคให้จึงน่าจะเป็นแปลงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ๓ เส้น ยาว ๓ เส้น และมีที่ดินทั้ง ๓ ด้านติดที่ดินของเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ส่วนอีกด้านหนึ่งที่เหลือติดถนนที่เจ้าพระยาสุรศักดิ์ตัดขึ้นใหม่แต่ปัจจุบันโรงเรียนมีที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น ๑๖ ไร่ ๓ งาน ๖๘ ตารางวาจึงน่าจะมีการจัดซื้อเพิ่มเติมในภายหลัง

การก่อสร้างโรงเรียน เริ่มขึ้นโดยซิสเตอร์คณะเซนต์มอร์ ได้มอบหมายให้ นายอัลเฟรโด รีกาซซี (Alfred Rigazzi) สถาปนิกชาวอิตาลีออกแบบก่อสร้าง อาคารโรงเรียนเริ่มแรกเป็นอาคาร ๒ ชั้น ก่ออิฐถือปูนหลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้อว่าวใต้ถุนใช้เป็นที่เก็บน้ำ และฐานรากทำด้วยขอนไม้ขนาดใหญ่ ส่วนปีกขวาของโรงเ รียนก่อสร้างเป็นวัดน้อย (โบสถ์ขนาดเล็ก) เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน สูง ๓ ชั้นผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แนวสถาปัตยกรรมคลาสสิครีไววัล เพื่อเน้นความสงบและสง่างาม ใจกลางอาคารเป็นห้องประกอบพิธี (Nave) ขนาบด้วยทางเดิน (Gallery) ๒ ชั้นบริเวณแท่นบูชา (Apse) เป็นซุ้มโค้งรูปแบบปัลลาเดียน รอบอาคารเป็นหน้าต่างเกล็ดไม้ ทำให้อาคารมีความโปร่งระบายอากาศได้ดีปัจจุบันวัดน้อยเป็นสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียวที่คงอยู่ตั้งแต่สมัยการก่อตั้งโรงเรียนเมื่อเริ่มแรก และได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปะสปาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารปูชนียสถานและวัดวาอารามจากสม าคมสถาปนิกสยาม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐

เมื่อภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ได้เข้ามาดำเนินการต่อจากภคินีคณะเซนต์มอร์แล้ว ก็สถาปนาให้โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ เป็นศูนย์กลางที่ตั้งแห่งสำนักภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ในประเทศไทย   ทั้งนี้น่าจะเพราะโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าโรงเรียนอีก ๒ แห่ง คือ โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ ประกอบกับที่ตั้งโรงเรียนทั้ง ๒ แห่งนั้น เป็นส่วนหนึ่งในเขตอาสนวิหาร ดังนั้น การย้ายสำนักภคินีมาจัดตั้งที่โรงเรียนแห่งนี้นอกจากจะมีสถานที่กว้างขวางแล้ว ยังถือเป็นที่เฉพาะที่จะมีแต่นักบวชหญิง โดยไม่มีบาทหลวงของมิสซังคาทอลิกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในขณะเดียวกันคณะภคินีก็ได้มอบหมายให้ เซอร์แซงต์ ซาเวียร์ อธิการิณี จากโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ ย้ายมาดำรงตำแหน่งเป็นอธิการิณี ผู้จัดการและครูใหญ่คนแรกของโรงเรียนแห่งนี้

เมื่อเริ่มแรกก่อตั้งโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ มีนักเรียนจำนวน ๕๕ คน แบ่งเป็นผู้เรียน ในแผนกฝรั่งเศส ๑๕ คน และแผนกอังกฤษ ๔๐ คน ในจำนวนนี้มีนักเรียน ๒๑ คน เป็นนักเรียนประจำ และ ๑๔ คน เป็นเด็กกำพร้านอกเหนือจากนั้นเป็นนักเรียนไป-กลับ เมื่อเข้าสู่ปีที่ ๒ จำนวนนักเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็น ๗๘ คน และได้เพิ่มมากขึ้นทุกปีจนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ทา งโรงเรียนจึงจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่อีกจำนวน ๖ ห้องเรียนทางปีกซ้ายของอาคารเรียนเดิม

จวบจนถึงปัจจุบันโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ได้เปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาได้ ๑๐๔ ปีแล้ว โดยอาคารที่หลงเหนืออยู่จากเมื่อเริ่มแรกก่อตั้งโรงเรียน มีเพียงวัดน้อยเพียงหลังเดียวเท่านั้น แต่แม้ว่าอาคารเรียนอื่นๆ จะถูกทุบทิ้ง และสร้างใหม่ขึ้นทดแทนในระยะ เวลาต่อๆ มา แต่สิ่งที่เจริญรุดหน้าเป็นอันมาก คือกิจการด้านการศึกษาในประเทศไทย ภายใต้การดำเนินกา รของภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร ที่ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้นอีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นับรวมถึงปัจจุบัน มีโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลมากถึง ๓๓ แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียนของสังฆมณฑล ๑๓ แห่ง อาทิ โรงเรียนเซนต์แอนโทนี จังหวัดฉะเชิงเทรา (พ.ศ.๒๔๙๐) โรงเรียนมารดานฤมล บางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา (พ.ศ. ๒๔๙๘) ฯลฯ และโรงเรียนของคณะภคินี ๒๐ แห่ง อาทิโรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ คอนแวนต์ (พ.ศ. ๒๔๖๘) โรงเรียนเซนต์โยเซฟ นครสวรรค์ (พ.ศ.๒๔๙๙) โรงเรียนเซนต์ปอลคอนแวนต์ ศรีราชา (พ.ศ. ๒๕๐๖) ฯลฯ.

ข้อมูล : บทความ “๑๐๔ ปี โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ กับโรงเรียนคาทอลิกหญิงในประเทศสยาม” : ผศ. ยุวดี ศิริ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหนังสือศิลปวัฒนธรรม ปีที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๔ หน้า ๔๖-๕๑

 

0

0 - Copy

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

01. - Copy

 

ผังผืดรัดเส้น / นิ้วล็อค

มาตรฐาน

5
ผังผืดในมือและข้อมือ

ในบริเวณมือและข้อมือมีปัญหาที่เกิดจากผังผืดทับเส้นเอ็นและเส้นประสาทอยู่หลายตำแหน่ง ตำแหน่งที่สำคัญและพบบ่อยๆ มีดังนี้

1. ผังผืดรัดเส้นประสาทที่ข้อมือ (Carpal tunnel syndrome)

เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการกดทับของผังผืดบนเส้นประสาทที่บริเวณข้อมือ ทำให้มีอาการดังต่อไปนี้

ปวด ชาบริเวณฝ่ามือและนิ้วมือจะมีอาการข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง มักจะมีอาการเด่นชัดในมือข้างที่ถนัด โดยเฉพาะนิ้วโป้ง ชี้ กลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว

เมื่อย มือง่ายเมื่อทำงานออกแรง มีอาการอ่อนแรงของมือ และนิ้วมือ เช่น กำมือได้ไม่แน่น หยิบจับของแล้วหล่นง่าย ถ้าไม่รีบรักษา จะสังเกต เห็นกล้ามเนื้อในมือฝ่อลีบ อาจพบว่ามีอาการมากขึ้นในตอนกลางคืน บางครั้งผู้ป่วยอาจตื่นขึ้นมาเนื่องจากอาการปวด แต่เมื่อสะบัดข้อมือ แล้วมีอาการดีขึ้น

เพศหญิงพบได้บ่อยกว่าเพศชาย อายุที่พบบ่อยคือประมาณ 35-40 ปี
สตรีอาจมีอาการขณะตั้งครรภ์

ผู้ที่ใช้ข้อมือกระดกขึ้นลงบ่อยๆ หรือทำงานที่มีการสั่นสะเทือน ของมือและแขนอยู่เป็นเวลานาน ดังนั้นจะพบโรคนี้ได้บ่อยในกลุ่มแม่บ้านที่ทำกับข้าว ซักผ้า พนักงาน โรงงาน พนักงานขุด เจาะถนน

2. ผังผืดรัดเส้นเอ็นที่นิ้ว ( นิ้วล็อค )

ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนนิ้วถูกล็อค นั่นคือ กำมืองอนิ้วได้ แต่เวลาเหยียดนิ้ว จะเหยียดไม่ออกเหมือนโดนล็อคไว้ จึงเป็นที่มาของคำว่า “นิ้วล็อค”ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Trigger Finger” เป็น โรคที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วบริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่ง โคนนิ้ว มีโอกาสเป็นได้ทุกนิ้ว ผู้ป่วยบางคนอาจจะเป็น 2 หรือ 3 นิ้วพร้อมกันได้ หรือเป็นที่มือทั้ง 2 ข้าง พบบ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อายุประมาณ 40 – 50 ปี โดยโรคนี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมากจะเกิดกับผู้ที่ใช้งานมือในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อยๆ เช่น การทำงานบ้านต่างๆ การหิ้วของหนักการใช้กรรไกรตัดกิ่งไม้ ตัดผ้า การยกของหนักต่างๆ เป็นต้น

3. ผังผืดรัดเส้นเอ็นที่ข้อมือ ( Dequervain’s syndrome)

เป็นการอักเสบและตีบแคบของปลอกหุ้มเอ็น (tenosynovitis) ที่ ใช้ในการกระดกนิ้วหัวแม่มือ แต่การตีบแคบและอาการแสดงจะเจ็บบริเวณที่ข้อมือ โครงสร้างเอ็นสองเส้นที่มาบังคับการทำงานของนิ้วหัวแม่มือจะวิ่งในปลอกหุ้ม เอ็น เอ็นจะมีเยื่อหุ้มเอ็นซึ่งจะทำหน้าที่ทำให้เอ็นเคลื่อนในปลอกลื่นไหล เมื่อปลอกหุ้มเอ็นอักเสบหรือบวมจะทำให้เกิดอาการปวด (ตามรูป) การ ตรวจผู้ป่วยจะเจ็บมากขึ้นเมื่อกระดกข้อมือขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีแรงต้านการกระดกข้อมือ หรือต้องบิดหมุนขวด สาเหตุมักจะเกิดเนื่องจากการใช้งานของข้อมือและนิ้วหัวแม่มือในลักษณะกระดก ข้อมือซ้ำๆ เช่น การหยิบสิ่งของต่าง การทำงานในโรงงาน การทำงานสวน งานหนัก บางรายเกิดในช่วงที่ต้องอุ้มเด็กเป็นเวลานานๆ

ภาวะโรคทั้งสามที่กล่าวมา การรักษามักเริ่มต้นด้วยการปรับรูปแบบการทำงาน ลดสาเหตุที่ทำให้เจ็บและเกิดการอักเสบมากขึ้น อาจจะทานยาต้านการอักเสบ ยาลดปวดและลดบวมร่วมด้วย เมื่ออาการเป็นมาก เป็นมานาน และได้รับการรักษาด้วยวิธีต่างๆข้างต้นแล้วไม่ดีขึ้นหรือไม่หายสนิท สามารถใช้วิธีการฉีดยาต้านการอักเสบเฉพาะที่ หรือจะเลือกวิธีการผ่าตัดเพื่อให้อาการหายและไม่กลับมาเป็นอีก การเลือกวิธีการรักษาโดยการผ่าตัดควรปรึกษาแพทย์เพื่อได้อธิบายข้อดีข้อเสีย และการปฎิบัติตัวก่อนและหลังผ่าตัดได้อย่างครบถ้วน

นพ. สุขสันต์ ตั้งสถาพร
ศัลยแพทย์ ออร์โธปิดิกส์
ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อโรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี

5 2

ทำไม? หนูต้องตาย…

มาตรฐาน

1409459817-11-o 1409459827-12-o 1409459844-13-o1409459858-14-o 1409459879-15-o 1409459888-16-o

 

ชอบ comments   ใน http://pantip.com/topic/32520417

  • ตราบใดที่สุรายังจำหน่ายได้เพราะจ่ายภาษีอย่างงดงามให้กับเมืองพุทธที่มีศีลข้อ 5 ห้ามดื่มของมึนเมา  ก็ต้องมีคนตายสังเวยภาษีนั้นต่อไปแหละครับจากการ์ตูนหัวกระทู้  เราห้ามพุทธศาสนิกชนดื่มสุราไม่ได้  ที่ทำได้ก็แค่เลี่ยงสถานที่อโคจรยามวิกาลเพื่อลดความเสี่ยงครับ  ถ้าทำงานเสร็จก็กลับบ้านซะ งดไปงานเลี้ยง โอกาสที่จะถูกขี้เมาชนตายก็ลดลงครับ
  • ดื่มเหล้าไม่ผิดอะไรนักหนาหรอก
    แต่เมาแล้วขับน่ะผิดหลายประเทศเขาเลยรณรงค์ให้ “ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ”
    ใครจะขับก็ไม่ต้องดื่ม ใครเมาก็ให้คนอื่นขับ จะแท็กซี่หรือให้เพื่อนขับให้อะไรก็ว่าไป

 

ที่นั่ง VIP

มาตรฐาน

76

มีคณะละครสัตว์มาทำการแสดงที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง พวกเขาต้องการหาคนงานเพื่อช่วยเตรียมงาน โดยมีข้อตอบแทนว่า
ทำงาน3ชั่วโมง ให้ตัวเข้าชมที่นั่งหลังสุด1ใบ
ทำงาน6ชั่วโมง ให้ที่นั่งตรงกลาง
ทำงานทั้งวัน ให้ที่นั่งVIPด้านหน้าสุด
มีพี่น้องที่ยากจนคู่หนึ่งยินดีทำงานทั้งวัน เพื่อจะได้นั่งด้านหน้าสุดซึ่งเป็นที่นั่ง VIPเขาทั้งสองเริ่มทำงาน ตั้งแต่ตอนเช้าจนตะวันตกดินเขาทำงานไม่หยุด ช่วงเวลาพักทานอาหารกลางวันพวกเขากินหมั่นโถวเพียงแค่คนละลูก เมื่อถึงช่วงบ่าย สองพี่น้องต่างก็เริ่มมีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ที่นั่งVIPทำให้เขายืนหยัดที่จะสู้ต่อ และเมื่อถึงตอนค่ำ พวกเขาก็ได้รับตั๋วที่นั่งด้านหน้าสุดสมดั่งใจหมายสองพี่น้องนั่งอยู่บนเก้าอี้VIPด้วยความอ่อนล้าและเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนมอมแมม อีกทั้งสองมือก็เต็มไปด้วยตุ่มน้ำใสๆเจ็บระบมไปหมด
และเมื่อพิธีกรออกมาประกาศให้รู้ถึงรายการแสดงในค่ำคืนนี้ ผู้ชมต่างพากันปรบมือเป่าปากวิ๊ดวิ้วเกรียวกราว แต่สองพี่น้องผู้น่าสงสาร นั่งเอาหัวชนกันหลับอยู่บนเก้าอี้VIPด้วยความเหนื่อยล้า!

……………………..
เราต่างรู้สึกว่าสองพี่น้องคู่นี้ช่างน่าสงสารและน่าขันสิ้นดี
แต่เมื่อกลับมาพิจารณาตัวเอง พวกเราก็ไม่ได้แตกต่างจากสองพี่น้องนี้เลย!
โลกนี้เต็มไปด้วยสีสัน เปรียบไปก็เหมือนคณะละครสัตว์
เราทุกคนต่างก็อยากได้ที่นั่งที่ดีที่สุดในการชมการแสดง
เราจึงทุ่มเทสุดกำลังกายใจเพื่อให้ได้ที่นั่งที่ดีที่สุดมาครอบครอง
แต่ในวันที่เราได้รับตั๋วใบนั้นมาครอบครอง เราก็แก่เสียแล้ว!
หูตาเริ่มฟ้าฟาง โรคภัยเริ่มรุมเร้า เหนื่อยล้ามาทั้งชีวิต สุดท้ายก็หลับสนิทอยู่บนเก้าอี้VIP
มาถึงตรงนี้ คุณคิดว่าคุณควรเลือกนั่งชมการแสดงแม้จะไม่ใช่ที่นั่งที่ดีที่สุด หรือจะเลือกนั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ที่ดีที่สุด?

นุสนธิ์บุคส์

จาก comments https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.1073741828.286409091527190/371699309664834/?type=1&theater
  • อ่านแล้วหัวเราะจนน้ำตาไหล นึกถึงตัวเอง เคยเป็นแบบนี้ อยากสร้างฐานะ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ เงินเยอะ แต่ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว สุขภาพก็แย่ ไมเกรนกินขั้นรุนแรง   วันนี้ที่ได้คิด ขายของครึ่งวันเลิก พอกิน พอใช้ ชีวิตสบาย ครอบครัวมีสุข สุขภาพแข็งแรง ไมเกรนเป็นอย่างไงไม่เคยรู้จักมาหลายปีวันที่เรายังมีกิเลศ เราทำร้ายตัวเองอย่างที่สุด  เราอยากมีความสุข เราหาเงิน เราอาจทำสำเร็จ แต่ครอบครัว ร่างกายของเราอาจไม่เหมือนเดิม เหมือนนั่งหลับบนเก้าอร้วีไอพี   วันไหน เราพอใจกับการงาน กับรายได้ จัดสรรปันส่วนให้พออยู่ได้สมฐานะ วันนั้นความสุขกาย สบายใจพร้อมใจกันก้มห้วคำนับที่ปลายเท้า… ขอบคุณอาจารย์กีบทุกแง่คิดที่เมตตาแบ่งปันเสมอมาครับ…
  • ไม่ต้องเป็นที่นั่งที่ดีที่สุด แค่ขอได้นั่งแล้วมีความสุขก็พอคะ
  • จริงค่ะ บทเรียนชีวิตบทนี้แพงมาก…ทุ่มแทแรงกายแรงใจหาไว้เพื่ออนาคตจนลืมใส่ใจดูแลตัวเอง สุดท้ายสิ่งที่หามาได้กลับหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล สิ่งที่คาดหวังในอนาคตก็ไม่ได้ทำ สิ่งที่มีปัจจุบันก็เรียกคืนกลับมาไม่ได้…สุดท้ายจึงคิดได้ว่าถ้าไม่คาดหวังมาก รู้จักเพียงพอและพอเพียง ก็คงไม่เป็นเช่นนี้
  • เรื่องนี้โดนเข้าเต็มๆตอนนี้เลย ไม่ต้องมโน ทำและทุ่มเทมาทั้งชีวิต งาน ครอบครัว เงิน ชีวิตคู่ ลูกกับเวลาที่เป็นของตัวเองบ้าง วันนี้ป่วยเดินไม่สะดวกนัก ขาชา ปวดหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อ่านจบเหมือนโดนตีแสกหน้าเลยค่ะ แต่ทั้งหมดที่ทำก็เพื่อลูก เพื่อที่ชีวิตที่ดีขึ้น เ ห นื่ อ ย ม า กกกกก ค่ะ☹
  • ในบางมุมมอง…ที่นั่งที่ดีที่สุดไม่ได้มีความหมายที่เห็นชัดที่สุดและคือที่สุดของตรงนั้นสถานะนั้น แต่มันคือความภาคภูมิในหนทางที่ได้มา…ในมุมของ… หากมีเเรงและยังมีความสุขจงเต็มที่สุดๆกับการกระทำ…เพราะความรู้สึกในใจคือสิ่งที่หล่อเลี้ยงเราได้จีรังและเราสัมผัสมันได้อย่างเเท้จริงด้วยตัวเราเพียงคนเดียว
  • ทุกอย่างอยู่บนทางสายกลางตามพุทธองค์กล่าวดีที่สุดจริงๆนะคะ
  • ทุกคนบนโลกต่างยอมเหนื่อย วิ่ง วุ่น กับฉากหนึ่งของละครชีวิต แต่เมื่อละครชีวิตจบลง..สิ่งที่เหลือ..ว่างเปล่า
  • ที่ๆดีที่สุด คือที่ นั่งแล้วสะบายใจที่สุด ในทุกๆสถานที่ ย่อมมีมุมที่หลากหลาย แค่เลือกให้เหมาะ กับตัวเอง
  • เห็นด้วย!!! ไม่ต้องเป็นที่นั่งที่ดีที่สุด ขอเพียงเป็นที่นั่งแล้วมีความสุขก้อพอเพียงกับชีวิตค่ะ

ไขมันในเลือดสูงกินอะไรดี

มาตรฐาน

image

กินอย่างไร เมื่อไขมันในเลือดสูง
ไม่ว่าอาหารเสริมหรือยาจะดีขั้นเทพและช่วยลดไขมันในเลือดได้ดีแค่ไหนก็ตาม “การควบคุมอาหารที่เราบริโภคและการออกกำลังกาย” เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี การใช้ยารักษาอาจมีความจำเป็นในบางกรณีที่มีระดับไขมันในเลือดสูงมาก แต่…….การใช้ยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารเลยจะยากต่อการทำให้ระดับไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติได้

 

การกินอาหารเพื่อควบคุมระดับโคเลสเตอรอลไม่ให้สูงทำได้โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง และลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันชนิดอิ่มตัวซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างโคเลสเตอรอลในร่างกาย
ใน ๑ วัน เราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลรวมแล้วไม่เกิน ๓๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชไม่มีโคเลสเตอรอล ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์มีโคเลสเตอรอลในปริมาณที่แตกต่างกัน ดังนั้น……จึงควรระวังในการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีโคเลสเตอรอลสูงจำพวก ไข่แดง ไข่นกกระทา เครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ อาหารทะเล เช่น หอยนางรม ปลาหมึก เป็นต้น

แต่การควบคุมอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงเพียง อย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดลดลง เพราะโคเลสเตอรอลที่อยู่ในเลือดส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ ๘๕ เป็นโคเลสเตอรอลที่สร้างขึ้นได้เองจากตับและเซลล์ในลำไส้เล็กของร่างกายคนเรา โดยโคเลสเตอรอลจะสร้างมาจากกรดไขมันอิ่มตัว ดังนั้น…….. จึงต้องเข้าใจให้ดีว่า ควบคุมอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงแต่ไม่ควบคุมอาหารที่มีไขมันสูงก็จะประสบความสำเร็จได้ยากจึงควรลดการกินไขมันลง โดยเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบมากในไขมันจากสัตว์ ไขมันในนม กะทิ น้ำมันปาล์ม เป็นต้น

ปริมาณไขมันที่กินใน ๑ วัน ไม่ควรเกินร้อยละ ๓๐ ของพลังงานที่ได้จากอาหาร เช่น ถ้าใน ๑ วัน ได้พลังงานจากอาหาร ๒,๐๐๐ กิโลแคลอรี ควรเป็นพลังงานจากไขมันไม่เกิน ๖๐๐ กิโลแคลอรี หรือ คิดเป็นไขมันประมาณ ๖๗ กรัม (ไขมัน ๑ กรัมให้พลังงาน ๙ กิโลแคลอรี) ไขมันจำนวนนี้ไม่ใช่ปริมาณ น้ำมันที่สามารถใช้ได้ในการประกอบอาหารทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่าเรายังได้ไขมันจากอาหารเนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วย เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันโดยเฉลี่ย ๑ ช้อนโต๊ะ (๑๕ กรัม) มีไขมัน ๒-๓ กรัม ดังนั้น ถ้าเรากินเนื้อสัตว์วันละ ๑๐ ช้อนโต๊ะหรือ ๑๕๐ กรัม จะได้รับไขมัน ๒๐-๓๐ กรัมแล้ว จึงเหลือเป็นไขมันที่ใช้ในการประกอบอาหารได้ประมาณ ๔๐ กรัม หรือ ๘ ช้อนชา ปริมาณนี้ใกล้เคียงกับน้ำมันที่ใช้ในการผัดซีอิ๊วหรือข้าวผัด ๑ จาน ดังนั้น……คนที่มีโคเลสเตอรอลสูงควรเลือกกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ มากกว่า อาหารทอดหรือผัด นอกจากนี้ น้ำมันที่ใช้ควรเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เพราะไม่ทำให้โคเลสเตอรอลสูงขึ้น เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก เป็นต้น

คนมีโคเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยงอาหาร เบเกอรีที่ใช้เนยขาวหรือเนยเทียมเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ทั้งนี้ เพราะไขมันที่อยู่ในเนยเหล่านี้เป็นไขมันที่เราเรียกว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ (trans fatty acid) ที่ทำให้

 

โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น และพบว่ามีผลเสียต่อสุขภาพมากยิ่งกว่ากรดไขมันชนิดอิ่มตัวเสียอีก โครงสร้างของไขมันชนิดทรานส์พบในอาหารที่ผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชัน ซึ่งทำให้น้ำมันพืชที่มีลักษณะเป็นของเหลวเปลี่ยนเป็นเนยที่มีลักษณะแข็ง ดังนั้นการโฆษณาว่าเป็นเนยที่ทำจากน้ำมันพืช คุณภาพดี ไม่มีโคเลสเตอรอลก็ตาม แต่ถ้าผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชันก็จะเปลี่ยนเป็นกรดไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน

นอกจากเรื่องไขมันที่คนมีโคเลสเตอรอลสูงควรระวังแล้ว อาหารอื่นๆ สามารถกินได้ตามปกติ โดยเฉพาะควรหันมากินข้าวกล้องและเพิ่มอาหารพวกผักใบต่างๆ และผลไม้ที่ให้ใยและกาก เช่น คะน้า ผักกาด ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก เป็นต้น เพื่อให้ร่างกาย ได้รับกากใยอาหารมากขึ้น กากใยเหล่านี้ช่วยให้การดูดซึมของไขมันสู่ร่างกายน้อยลง และช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ สำหรับเนื้อสัตว์ควรกินเนื้อปลามากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เพราะไขมันในปลามีคุณภาพดีกว่า ถ้าเป็นไปได้ควรกินโปรตีนจากพืชสลับด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง คนที่ดื่มนมควรดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมสด
การออกกำลังกายเป็นประจำครั้งละ ๒๐-๓๐ นาที สัปดาห์ละ ๓-๔ ครั้ง เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากช่วยเผาผลาญไขมันแล้ว ยังช่วยทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดีหรือ เอช-ดี-แอล เพิ่มขึ้นได้

การงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีส่วนทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือภาวะอ้วน การลดน้ำหนักลงบ้างจะทำให้การควบคุมโคเลสเตอรอลดีขึ้น

ท้ายนี้การควบคุมระดับโคเลสเตอรอลไม่ให้สูง เป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน เส้นเลือดตีบ สโตรค อัลไซเมอร์ พาร์คินสัน อัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคอ้วน

สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีระดับไขมันในเลือดเท่าไร ลองหาโอกาสตรวจเลือดวัดระดับไขมันสักครั้ง เพื่อรู้ทันไขมันของตนเอง และจะได้บริโภคอาหารได้เอร็ดอร่อยโดยไม่ส่งผลต่อสุขภาพ

คนใกล้จะตายควรแนะนำอย่างไร ? หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

“คนใกล้จะตายควรแนะนำอย่างไร ?”

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ : .ถ้าป่วยใหม่ๆ อาตมาแนะนำให้ทำดังนี้คือ

๑) ให้นำ พระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร พร้อมอาหารและของใช้ที่จำเป็น นำไปให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

“ของทั้งหมดนี้ขอถวายเป็นสังฆทานแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวรของผู้ป่วยได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย”

แล้วญาติก็นำของทั้งหมดไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบายเพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ

 

๒) ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อยตามแต่ศรัทธา ให้ผู้ป่วยถือเงินไว้และให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่ได้เจตนาก็ตาม”

 

๓) ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่ ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น  อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระ  ใจจะสบายช่วยให้คลายจากทุกขเวทนาได้บ้าง และถ้าตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก

 

๔) ถ้าป่วยมากมีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า หรืออย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่า ถ้าไปแนะนำยาวๆ จะเกิดอาการกลุ้ม

๕) ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปพระนิพพาน ให้นึกภาวนาว่า “นิพพานัง สุขัง”
ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรกก็ให้ภาวนาว่า “พุทโธ”  ให้บอกสั้นๆ อย่าบอกยาว

๖) ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้   ให้นึกถึงพระไว้ หรือ จะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้ อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นทุกขเวทนามากจะทำให้กลุ้ม  ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้มจะทำให้ลงนรกไป ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ อย่าไปพูดมาก

พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

แม่ผัวลูกสะใภ้

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

แม่ผัวสมัยใหม่คนหนึ่ง ไปเยี่ยมลูกชายและลูกสะใภ้ที่อเมริกา เพราะลูกชายไปเรียนต่อด็อกเตอร์ เมื่อไปถึงอมริกา เห็นลูกของตัวเองอ้วนท้วนสมบูรณ์  แต่ลูกสะใภ้กลับซูบผอมน่าสงสาร นางจึงถามลูกสะใภ้ว่า  “ทำไมลูกถึงผอมอย่างนี้ล่ะ!”

เมื่อลูกสะใภ้ได้ยิน ก็ทนไม่ไหวระบายความคับแค้นใจสามีของตัวให้แม่ผัวฟังว่า “สามีของตนไม่เอาไหน ทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง งานบ้านไม่เคยช่วย  เวลาออกไปข้างนอกก็จำถนนหนทางไม่ได้ เวลาปล่อยให้ออกไปไหนคนเดียวก็หลงทางตลอด เธอจึงต้องคอยไปรับไปส่ง ให้ทำอะไรก็เสียหาย”

อันแม่ผัวในสากลจักรวาลนี้ ไม่มีใครอยากให้ลูกสะใภ้นินทาลูกให้ตัวเองฟังหรอก และแม่ผัวส่วนมากก็จะแก้ตัวแทนลูกชายของตัวเอง แต่แม่ผัวสมัยใหม่คนนี้เป็นคนมีปัญญา เมื่อนางฟังลูกสะใภ้เล่าจบ นางก็หัวเราะออกมาพร้อมกับพูดว่า  “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ลูกชายแม่ทำได้ถูกต้องที่สุดเลย”
“เรื่องอะไรค่ะ!”
“ก็แต่งหนูเป็นเมียยังไงล่ะ!”   เมื่อลูกสะใภ้ได้ฟัง ก็ถึงกับพูดไม่ออก

@-@-@-@-@

สุภาษิตจีนกล่าวว่า
“ไม่ใช่คนบ้านเดียวกัน ไม่มาอยู่บ้านเดียวกัน”
เหมือนกับคำพูดที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆว่า  “ไม่มีกรรมไม่มาเจอกัน”

แท้จริงแล้ว แม่ผัวกับลูกสะใภ้ ลูกเขยกับพ่อตา คือ พ่อแม่ลูกกันเมื่อชาติปางก่อน แต่มีเหตุต้องพลัดพรากไม่ได้ดูแลซึ่งกัน บุญคุณยังไม่ได้ชำระ
ต่อกัน ในชาตินี้จึงได้มาเป็นคนในครอบครัวกันอีกครั้ง เพื่อจะได้แก้ไขและดูแลกันอีกครั้ง เมื่อเราเข้าใจได้อย่างนี้ พ่อแม่สามีก็จะรักเอ็นดูลูก
สะใภ้ดั่งลูกของตน ลูกสะใภ้ก็จะเคารพรักปฏิบัติต่อพ่อแม่สามีดั่งพ่อแม่ของตัวเอง

ที่มา : https://www.facebook.com/NusonBooks/photos/a.286417594859673.