Author Archives: AC127Mum

About AC127Mum

Facebook : AC127Mum

อาหารผู้ป่วยมะเร็ง :: ต้มยำผักรวมเห็ดหูหนูขาว

มาตรฐาน

02 - Copy

การประกอบอาหารของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ซ้ำทุกๆ วันอาจจะทำให้ผู้ป่วยเบื่ออาหารได้ ดังนั้นควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเมนูบ้าง ซีอิ้วขาวที่ใช้ควรเป็นซีอิ้วขาวที่มีโปรแทสเซียมสูงกว่าโซเดียม ซึ่งอาจซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ถ้าการทำอาหารนั้นมีอยากใช้กระเทียมโรยหน้า ก็มิควรใช้กระเทียมทอด แต่ให้ใช้เป็นกระเทียมอบแทน ทุกรายละเอียดเล็กน้อยมีความสำคัญอย่างมากกับการบำบัดผู้ป่วย ซึ่งผู้ดูแลผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่าง

สูตรอาหารผู้ป่วยมะเร็ง :: ต้มยำผักรวมเห็ดหูหนูขาว

ส่วนประกอบ
1. ซุปโปรแทสเซียม (วิธีทำอยู่ด้านล่างนะคะ)
**น้ำซุปนี้จะเป็นส่วนประกอบสำคัญในทุกสูตรอาหาร :: สูตรอาหารอื่นจะนำเสนอต่อไปในภายหลังค่ะ**
2. ข้าวโพดอ่อนหั่นตามขวาง
3. แครอทหั่นสี่เหลี่ยม
4. ดอกกะหล่ำคลี่เป็นช่อเล็กๆ
5. เห็ดหูหนูขาวหั่นพอดีคำ
6. พริกขี้หนู
7. มะนาว
8. ผักชีฝรั่ง
9. ซีอิ้วขาว
10. ข่า
11. ตะไคร้
12. ใบมะกรูด
13. มะเขือเทศ
14. หอมแดง

วิธีทำ
1. นำน้ำซุปโปรแทสเซียมใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด
2. ใส่เครื่องต้มยำ, ใบมะกรูด
3. จากนั้นก็ใส่ผักที่เตรียมไว้แล้วลงไป
4. เมื่อสุกแล้วปรุงรสด้วยพริก ซีอิ้วขาว มะนาว ผักชีฝรั่ง ชิมรสให้เปรี้ยวนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง จะช่วยให้ผู้ป่วยทานอาหารได้มากขึ้น

น้ำซุปโปรแทสเซียม
น้ำซุปโปรแทสเซียมนั้นใช้เป็นส่วนประกอบของการทำอาหารทุกชนิด เพราะว่าการทำอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งจะไม่ใช้น้ำมัน ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำซุปโปรแทสเซียมแทนน้ำมัน

ส่วนประกอบ
1. น้ำสะอาด
2. กะหล่ำปลี
3. แครอท
4. มันฝรั่ง
5. หอมใหญ่
6. มะเขือเทศ

วิธีทำ
นำน้ำสะอาดและผักต่างๆ ใส่หม้อตั้งจนเดือด เคี่ยวนานประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง

หมายเหตุ: ข้อมูลทางสุขภาพที่ทางเพจไม้ภูตะวันโพสต์ทั้งหมด มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค และเพื่อความปลอดภัย ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณพิมลมาลย์ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่เอื้อเฟื้อข้อมูลดีดีแก่ผู้ป่วยมะเร็งท่านอื่น (ขอผลบุญจากความกรุณานี้จงบังเกิดกับท่าน)/ phimonmarn.com
ขอบคุณรูปจาก unitedmushroom.com

 

https://www.facebook.com/mAiPhUtAwAn/photos/a.390030631026817.105025.192620464101169/825221544174388/?type=1&theater

กฏ 3 ข้อ ในการเลือกของเล่น

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

อัจฉริยภาพ” คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระดับเด็กๆ ที่แย่งของเล่นกัน หรือปัญหาระดับชาติ สิ่งนี้พัฒนาไปตามวัย และปัญหาก็ยากง่ายซับซ้อนขึ้นไปตามอายุของเราที่โตขึ้นมา

ดังนั้น การเลือกของเล่นพัฒนาสมอง มีกฎหลักๆ 3 ข้อ

>> ซื้ออะไรให้สมองลูกดี โดย หนูดี วนิษา เรซ

สมมติว่า เรามีงบ 1 หมื่นบาทสำหรับซื้อของเล่น หรืออุปกรณ์พัฒนาฝึกสมองให้กับลูก เราจะซื้ออะไรดี

หนูดีมักเจอคำถามแบบนี้บ่อย อาจจะไม่ได้ตั้งงบมาให้ แต่เป็นการถามว่า “จะซื้อของเล่นอะไรให้ลูกดี ลูกถึงจะเป็นอัจฉริยะ

อันดับแรกเราคงต้องย้อนกลับไปดูนิยามคำว่า `อัจฉริยะ´ ของแต่ละคนกันก่อน เพราะเราแต่ละคนมีนิยามคำนี้ไม่เหมือนกันแน่ๆ

สำหรับหนูดีเอง คำนิยามนั้นอยู่ในหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” นั่นก็คือ…

`อัจฉริยภาพ´ของคนมีหลายด้านและทุกคนมีแล้วในตัว …ปัญหา คือ สำหรับหลายๆ คน มันซ่อนอยู่และไม่โชว์ตัวออกมาเป็นศักยภาพที่จับต้องได้เสียที

ตรงนี้ล่ะที่พ่อแม่และโรงเรียนจะต้องมีบทบาทเข้ามาพัฒนาเด็กๆ ร่วมกัน เพื่อให้เขาแสดงออกมาให้กับโลกภายนอกมองเห็นได้

แต่สำหรับหนูดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด “อัจฉริยภาพ” คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระดับเด็กๆ ที่แย่งของเล่นกัน หรือปัญหาระดับชาติ

สิ่งนี้พัฒนาไปตามวัย และปัญหาก็ยากง่ายซับซ้อนขึ้นไปตามอายุของเราที่โตขึ้นมา

ดังนั้น การเลือกของเล่นพัฒนาสมอง มีกฎหลักๆ 3 ข้อ…

::::::::::::::::::

1. พ่อแม่ คือ ของเล่นราคาแพงที่สุดของลูก หากของเล่นชิ้นไหน พ่อแม่เล่นด้วยได้ พูดคุยสอนลูกไปด้วยได้ ของเล่นชิ้นนั้นจะนับว่าได้คะแนนสูง

2. ของเล่นต้อง “ไม่คิดมาให้เด็กแล้วทั้งหมด” นั่นก็คือ หากเป็นของเล่นที่ซับซ้อน มีการคิดกระบวนการเล่นไว้แล้วเสร็จสรรพ เด็กไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เล่นไปให้จบตามที่คนออกแบบของเล่นกำหนดไว้ ก็เพียงพอแล้ว    อันนี้ ไม่สนับสนุน เพราะจะเป็นการฝึกให้ลูกเราไม่ต้องคิด ฝึกให้เป็นผู้ตามอย่างเดียว ของเล่นมันสร้างสรรค์เกินจนกลายเป็นผู้นำของเด็กโดยไม่เจตนา

สังเกตว่า ของเล่นแพงๆ มักอยู่ในกลุ่มนี้ แถมมักจะเป็นกลุ่มเสียบปลั๊กใช้ไฟฟ้าด้วย เช่น เกมวิดีโอต่างๆ หรือเกมที่มีการเริ่มต้น กลาง จบที่ชัดเจน

3. ระลึกไว้เสมอว่า ของเล่นที่ดีคือ “เป็นของเล่นแค่ 10% ส่วนอีก 90% ต้องเป็นจินตนาการของลูก”  เพราะจะฝึกให้เด็กได้ออกแบบวิธีเล่นเอง คิดและสร้างสรรค์เอง ของเล่นประเภทนี้จะดูบ้านๆ มาก ราคาไม่แพง เช่น กิ่งไม้ ใบตอง เครื่องครัวดินเผา ม้าก้านกล้วย สาคู ถ้วยตวง หุ่นนิ้วมือ หุ่นมือ โรงหุ่นทำจากลังกระดาษ ลังกระดาษเปล่าๆ ฯลฯ

หรือถ้าจะเล่นให้หรูขึ้นมาหน่อย ก็คือ ไม้บล็อคแบบไม้จริง อันนี้ หนูดียินดีให้ทุ่มทุนไปเลย ซื้อมาหลายๆ เซ็ตแล้วให้ห้องเด็กเป็น “ห้องบล็อค” ไปห้องหนึ่งเลย ไม่ต้องรื้อแต่ให้เขาสร้างเพิ่มไปเรื่อยๆ

ไม้บล็อคช่วยสร้างกระบวนการคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะทักษะคณิตศาสตร์ เด็กที่เล่นบล็อคมาเยอะจะเข้าใจคอนเซปต์คณิต โดยเฉพาะเรื่องรูปทรงและปริมาตรเร็วมากจนน่าทึ่ง

อีกสิ่งที่เล่นได้ดีไม่แพ้บล็อคคือ เลโก้ ต้องขอคารวะคนคิด วิธีการเลือกง่ายดาย ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไร ยิ่งต้องเลือกของเล่น หรือพู่กัน ดินสอ แปรง ที่อันใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง

ดังนั้น มีบล็อคและเลโก้เท่านั้น ที่เป็นของแพงแล้วมาอยู่ใน Category ของเล่นที่น่าเลือกลงทุน

นี่คือ คำแนะนำสำหรับเด็กเล็กในวัยอนุบาล ซึ่งในการพัฒนาสมองเด็กวัยนี้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ไม่ควรให้เด็กมาเล่นเกมในมือถือของพ่อแม่ 

อย่าเห็นว่าน่ารักหากลูกวัยอนุบาลรับมือกับหน้าจอเป็น เล่นเกมนี้เกมนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะหน้าจอกับเด็กเล็กไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรกัน สมองของเด็กจำเป็นต้องได้เรียนรู้จากของ “สามมิติ” คือ จับต้องได้ มีรูปทรง ไม่ใช่ของในหน้าจอ

::::::::::::::::::

ส่วนวัยพี่ประถมนั้น หากมีงบ 1 หมื่น หนูดีจะลงทุน “ซื้อหนังสือ” แน่นอนว่า ในปัจจุบัน เราดาวน์โหลดในหน้าจอได้ แต่การอ่านหนังสือจากหน้าจอนั้นทำร้ายดวงตากว่าที่เราคิด

แม้จะมีการโฆษณาว่า หน้าจอรุ่นใหม่ถนอมสายตาอย่างไรก็ตาม คนขายของก็ต้องบอกว่า ของเขาดีอยู่แล้ว แต่สำหรับหนูดีแล้ว สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัยต่อเนื่องเกิน 10 ปีขึ้นไป ก็ขอไม่เชื่อถือไว้ก่อน เพราะไม่อยากเป็นหนูทดลอง

วันนี้ หากเราเป็นพ่อแม่วัยอนุบาล ลองมองหาของเล่นที่เป็นของเล่นแค่ “10%” ดู ส่วนพี่ประถม หากพ่อแม่มีงบไม่เกิน 1 หมื่นก็มองหนังสือดีๆ เป็นตัวเลือกแรกๆ แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

::::::::::::::::::

เรื่องโดย : วนิษา เรซ

ที่มา : คอลัมน์ ฉลาดสุขกับหนูดี – กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 

19 อย่างที่พวกขี้แพ้ / ไม่มีความสุขมักคิดและทำ

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

19 สิ่งที่คนไม่มีความสุขเค้าทำกัน

มีความสุขมั้ยครับ ถ้ามีอยู่ก็ข้ามโพสต์นี้ไปได้เลย (นี่ ไล่แขก)

แต่ถ้าคุณไม่มีความสุข คงต้องมาเช็คตัวเองกันดูแล้วว่าทำไมไม่มีความสุข นั่นก็คือ ทุกข์ ทุกข์แล้วก็ต้องหาเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย …

ชักจะออกทะเลไปไกล นี่ไม่ใช่เว็บไซต์สอนศาสนา มาเข้าเรื่องกัน

ไปเจอบทความเรื่อง 19 Things Unhappy People Do มาจากเว็บไซต์ Business Insider มา อ่านแล้วเข้าตัว ก็เลยอยากนำมาเรียบเรียง ส่งต่อและแบ่งปันกัน อ่านจบแล้วจะได้รู้ว่า ควรเปลี่ยนตัวเองไปในทางไหนดี จะได้เอาไปปรับใช้กับการทำงานได้ด้วย

ขออนุญาตเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาพูดในแบบตัวเอง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลยครับ

1. พวกเขากังวลกับสิ่งที่ตัวเองเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว
พวกคนไม่มีความสุขมักจะกังวลกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว ประมาณว่า ถ้าตอนนั้นทำแบบนี้จะเป็นยังไงนะ? และแทนที่จะมานั่งคิดถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว   พวกนี้ ทำไมไม่เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นและปรับปรุงให้มันดีขึ้นในครั้งต่อไปแทนล่ะ เอาเข้าจริงแล้วมานั่งรู้สึกผิดกับอดีตเป็นเวลานาน ๆ มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ไป! ไปสู้!

2. พวกเขาล้มเลิกเมื่อสิ่งที่ทำอยู่มันยากขึ้น
พวกที่ไม่มีความสุขมีแนวโน้มจะเลิกทำสิ่งที่ทำอยู่หากมันกลายเป็นความท้าทาย เป็นการแข่งขัน ก็ล้มเลิกมันง่ายกว่านี่นาถ้าแข่งไปก็ต้องแพ้ เพราะคิดแบบนี้เลยไม่มีความสุข เพราะสิ่งที่ได้จากการยอมแพ้ก็มีเพียงแค่ความรู้สึกว่าถูกปราบลงเท่านั้น ทางที่ดีก็ต้องพยายามทำต่อไปโดยไม่ต้องไปคิดถึงผลของมันมากนัก ทำไปในแบบที่อยากจะทำ ทำจนกว่ามันจะเกิดขึ้นให้ได้ ไป! ไปสู้! จะได้ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์เป็นไอ้ขี้แพ้ที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จอยู่แบบนี้

3. พวกเขาจริงจังกับตัวเองมากเกินไป
คนที่จริงจังกับตัวเองเกินไปมีแนวโน้มที่จะจริงจังกับชีวิตมากเกินไปด้วย ถ้ายังมีโอกาสที่ย้อนกลับมาหัวเราะในความไร้สาระของชีวิตตอนนี้ได้บ้าง มันก็คงจะดี ไป! ไปขำ!

4. พวกเขาไม่ออกกำลังกาย
ข้อนี้แทบไม่ต้องอธิบายครับ ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งรู้สึกดีกับตัวเองมากเท่านั้น อีกทั้งอารมณ์ยังดีขึ้นมาเพราะสาร… เอ่อ สารอะไรซักอย่างที่จะหลั่งออกมาแล้วทำให้คุณมีความสุข ผมคิดไม่ออก เพราะผมไม่ได้ออกกำลังกาย!

5. พวกเขาตั้งเป้าหมายที่ตัวเองไม่สามารถไปถึงได้
เราทุกคนรู้กันดีว่าการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ และวิธีเดียวที่จะไปให้ถึงเป้าหมายก็คือการลงมือทำให้สำเร็จ แต่มันก็อาจจะเป็นปัญหาขึ้นได้เมื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้มันสูงเกินจะบรรยายเกินไป การตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินเอื้อมถึงโดยไม่เจียมตัวจะทำให้คุณนั่นแหละที่จะรู้สึกผิดหวังเองตอนทำไม่ได้

วิธีแก้ก็คือฝันให้เล็กลงก่อน แล้วคุณก็จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อทำมันได้สำเร็จ จำเอาไว้ว่าไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์!

ผมคิดว่าข้อนี้คนเป็นกันเยอะ อาจมาจากการที่เราได้เห็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จออกสื่อกันมากมายทั้งไทยและต่างชาติ แต่อย่าลืมว่าพวกนี้เป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่ทำได้ขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะล้มเหลวซักหน่อย ไอ้พวกนี้มันแค่ไปได้เร็วกว่าเท่านั้นเอง

6. พวกเขากินอาหารตามใจปาก
ยัง-ต้อง-อธิบาย-อีก-เหรอ-ครับ

มันมีแต่ผลเสียกับตัวเองแน่นอน หลัก ๆ เลยก็เรื่องอ้วน จริง ๆ แล้วคนเราจะกินของพวกนี้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ถ้ามัวแต่กิน กิน กินโดยไม่คำนึงถึงเรื่องสุขภาพเลย ผลมันก็ออกมาแบบที่เป็นกันอยู่นี่แหละครับ เตงเค้าอ้วนมั้ยยยย?, สิ้นเดือนจะไปวิ่งแล้ว!, ถ้าผอมแล้วอย่ามาง้อ! ฯลฯ ถ้ากินดี ๆ ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องมาเครียดกันแล้ว

7. พวกเขานอนไม่มากพอ
การนอนที่มากพอจะส่งผลกับชีวิตในวันถัดไปของคุณ ว่าคุณจะมีความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานมากน้อยแค่ไหน คุณอาจจะคิดว่าการทำโอทีเป็นไอเดียที่ดี แต่การทำงาน (และก็ทำอย่างอื่นด้วย) ควรมาพร้อมกับการหลับที่สบายในตอนกลางคืนด้วยเช่นกัน ลุกออกจากโต๊ะทำงานไปนอนกันเดี๋ยวนี้เลยครับ (พูดเล่น)

8. พวกเขาใส่ใจในความอ่อนแอของตัวเอง ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่มี
จากกรณีนี้วิธีแก้ก็ไม่ยาก ไปโฟกัสที่จุดแข็งครับ (ไม่ได้หมายถึงอวัยวะ) การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าตัวเองมีดีตรงไหน พวกคนที่ไม่มีความสุขเค้ามักจะใส่ใจกับความอ่อนแอของตัวเองอยู่แบบนั้นแทนที่จะทำตัวเองให้ดีขึ้น เราควรรู้ว่าตัวเองมีข้อเสียอะไร แต่ไม่ควรปล่อยให้ข้อเสียนั้นมันทำลายเรา ไป! ไปสู้!

9. พวกเขาใช้เวลามากมายหมดไปกับโซเชียลมีเดีย
ข้อนี้คนเขียนเค้าว่าเป็นเรื่องใหญ่ (This one is a biggie!) เพราะทุกวันนี้ผู้คนเอาชีวิตไปออนไลน์แทบหมด และผลกระทบที่ได้กลับมาจากสังคมถ่าย – โหลด – แชร์พวกนี้อย่างแรกเลยก็คือการเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนคนอื่น ๆ เช่นเพื่อนได้งานใหม่, เพื่อนแต่งงาน, เพื่อนมีลูก, เพื่อนทีไอ้นั่นไอ้นี่ พอเห็นใครได้ดีกว่าแล้วมันก็บั่นทอนตัวเอง ทั้ง ๆ ที่โซเขียลมีเดียเค้าก็อวดตัวเองกันทั้งนั้นแหละครับ เสพมากไปใจก็ทุกข์

ลองถอยห่าง (อย่าผวน) จากจอคอมพิวเตอร์และมือถือออกมามองโลกด้วยตาคุณเองบ้าง พวกคนที่ไม่มีความสุขมีแนวโน้มที่จะเป็นทุกข์เพราะมัวแต่กังวลว่าชีวิตพวกเขาจากสายตาคนอื่นที่มาดูโปรไฟล์นั้นจะเป็นยังไง ออกมาดีพอหรือยัง ถ้ามัวแต่ใส่ใจโลกเสมือนอยู่แบบนี้ ก็ไม่น่าจะมีความสุขได้

10. พวกเขาเอาแต่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
การอยู่ใน comfort zone ดูไม่น่าจะทำให้คนมีทุกข์ได้ใช่มั้ยครับ เพราะมันก็ไม่มีความเสี่ยงอะไร สบายใจดี แต่การอยู่ในนี้นานเกินไปก็ทำให้คุณพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตนี้ด้วย แฟคเตอร์หลักของข้อนี้ที่ทำให้คนไม่มีความสุขก็คือความน่าเบื่อนั่นเอง และก็แก้ไขได้ไม่ยาก ออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ทำอะไรที่มีความเสี่ยง (ณ ตอนนี้ผมอยากให้เปิดเพลงเรือเล็กควรออกจากฝั่งของบอดี้แสลมประกอบไปด้วย) ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องออกไปเล่นกีฬาผาดโผน แต่หมายถึงว่าให้ลองทำอะไรที่ต่างออกไปจากชีวิตปกติที่ทำอยู่บ้าง ทำอะไรมัน ๆ หรือจะออกไปหางานใหม่ที่ท้าทายก็ได้ครับ

จะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือน HR ไม่ดูโปรไฟล์ ~~~

11. พวกเขากังวลสิ่งที่คนอื่นคิด
พวกที่ไม่มีความสุขมักจะเอาแค่ใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง มันมีหนทางมากมายที่คุณจะทำให้คนพวกนั้นพอใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘รักตัวเอง!’

12. พวกเขาขี้นินทา
วัน ๆ เอาแต่นินทาชาวบ้านก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นครับ อาจจะฟินที่ได้เสพความผิดพลาดหรือเรื่องเสียหายของคนที่กำลังพูดถึงอยู่ แต่ตัวคุณเองก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าความปากเสียที่เลเวลอัพเช่นกัน ไป! ไปทำอย่างอื่นที่มันสร้างสรรค์!

13. พวกเขาทำงานมากไป
ในบางครั้งก็ควรจะพักจากการทำงานทำการมาใส่ใจตัวเองกันบ้าง เดี๋ยวตายคาโต๊ะกันพอดี

14. พวกเขาแยกตัวออกจากสังคม
พอคนพวกนี้เจอเรื่องยาก ๆ พวกเขาจะหลีกหนีจากคนที่แคร์ แต่การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิทตอนที่คุณกำลังแย่ทำให้อาการพวกนี้ดีขึ้น อยู่กับคนที่สบายใจในยามทุกข์ เขารู้ เขาก็ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ ถ้ามัวแต่ไปนั่งอินดี้อยู่คนเดียวในห้องเงียบ ๆ แล้วมันจะมีอะไรดีขึ้นได้ยังไง จริงมั้ย?!

15. พวกเขาไม่เคยตามใจตัวเอง
ผู้คนที่มีความสุขมักจะรู้ว่าตัวเองอยากไปเที่ยวตอนไหน อยากได้เสื้อผ้าใหม่ก็ออกไปซื้อ อยากทำอะไรก็ทำ แต่พวกที่ไม่มีความสุขก็มักจะหลงลืมที่จะใส่ใจตัวเอง มัวแต่สนใจคนอื่น หรือไม่ก็ยุ่งอยู่แต่กับการทำงานหาเงิน เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงินนั่นเอง

16. พวกเขาโอเคในการอยู่กับที่
เท่าที่อ่านดูจากต้นฉบับ เนื้อหาคล้าย ๆ ข้อสิบครับ ตัดทิ้งไปแล้วกัน

17. พวกเขาไม่คิดจะลืม
พวกเขามักยึดติดอยู่กับความทุกข์เก่า ๆ โดยไม่ปล่อยให้เรื่องราวเลวร้ายผ่านไป ไม่ยกโทษให้ตัวเองและผู้อื่นในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

18. พวกเขาหลีกเลี่ยงการวางแผนและการจัดการ
การใช้ชีวิตอยู่แบบสะเปะสะปะ รก ไร้ระเบียบก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเกิดความเป็นทุกข์ได้ ลองลุกขึ้นมาเก็บห้องนอนตัวเองดูเป็นอย่างแรก แล้วคุณจะพบว่าการที่คุณสามารถควบคุมห้องนอนเล็ก ๆ ห้องนี้ให้มันไม่รกได้ก็ถือเป็นความฟินอย่างหนึ่ง ก่อนจะต่อยอดไปจัดการชีวิตตัวเอง กิน, นอน, ทำงาน, จัดการเงิน ฯลฯ เพราะเค้าว่ากันว่าพวกที่ไม่จัดระเบียบชีวิตตัวเองมีแนวโน้มที่จะไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตถ้าเวลานั้นมาถึง

19. พวกเขาสนใจแต่ตัวเอง
การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่พวกที่ไม่มีความสุขมักจะสนใจแต่ตัวเอง ‘คนเดียว’ เท่านั้น และปฏิบัติตัวกับคนอื่นได้แย่กว่าที่คนเค้าทำกัน การใส่ใจแต่ปัญหาของตัวเองอย่างเดียวอย่างต่อเนื่องอาจจะไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้นก็ได้ การใส่ใจในคนรอบข้างด้วยก็ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นได้เช่นกัน (แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ไปยุ่งเรื่องชาวบ้านทั้งวี่ทั้งวันอะไรยังงั้นนะ)

อ่านไปเขียนไป จับใจความได้ว่า ‘นี่มันกูทุกข้อเลยนี่หว่า!’

ขอตัวไปพัฒนาตัวเองก่อนครับ อย่างแรกที่ทำได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยคือ ไปนอน สวัสดีครับ
http://fjsk.in.th/2014/05/19-things-unhappy-people-do-2014-5/

ภาพจาก http://twicsy.com/i/KxhoZf

 

45 เรื่องที่รู้ตอนจัดชั้นหนังสือ

มาตรฐาน
02 - Copy - Copy
45 เรื่องที่รู้ตอนจัดชั้นหนังสือ 1. ชั้นวางหนังสือมีพื้นที่จำกัด มันเก็บหนังสือไม่ได้หมดทุกเล่ม สุดท้ายเราก็เลือกเก็บแค่เล่มที่มีความหมายกับเราจริงๆ เท่านั้น

2. หนังสือเล่มแรกที่เราอ่านแล้วประทับใจ คือเล่มสุดท้ายที่จะทิ้ง

3. ผมเก็บหนังสือเก่าจำนวนมากเอาไว้ ไม่ใช่เพราะมันเป็นหนังสือดี แต่เพราะเป็นหนังสือที่ตอนเด็กๆ อ่านแล้วรัก

4. หนังสือเล่มโปรดที่อ่านสมัยเด็กไม่ได้มีคุณค่าทางวรรณกรรมนัก แต่มันก็สนุกจนทำให้เด็กคนหนึ่งรักการอ่านได้

5. เมื่อก่อนคิดว่าอยากทำหนังสือให้คนอยากซื้อ ต่อมาอยากทำหนังสือให้คนอยากอ่าน แต่ตอนนี้อยากทำหนังสือให้คนอยากเก็บ ยิ่งเก็บนานแค่ไหนก็แสดงว่ามีค่ากับเขานานแค่นั้น

6. เวลาออกแบบหนังสือไม่ควรคิดแค่กระดาษปกและเนื้อในมีผิวสัมผัสที่ดีตอนอ่าน แต่มันควรอยู่ในสภาพเดิมได้อย่างยาวนานด้วย

7. ในฐานะคนทำหนังสือ ผมซื้อหนังสือบางเล่มเพียงเพราะอยากได้พลัง อยากทำหนังสือให้ดีแบบนี้บ้าง

8. ผมแบ่งหนังสือออกเป็น 2 หมวดหลัก คือ อ่านแล้ว และ ยังไม่ได้อ่าน กองที่ยังไม่ได้อ่านก็แบ่งออกเป็น กองน่าอ่าน กับ กองที่ยังไม่ต้องรีบอ่านก็ได้ (พอทิ้งไว้นานไปก็กลายเป็นกอง ‘ไม่ต้องอ่านก็ได้’)

9. หนังสือจำนวนมากซื้อมาเพราะอยากรู้เรื่องข้างใน คิดว่าซื้อมาแล้วจะรู้ แต่ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่าหาเงินมาซื้อก็คือ หาเวลามาอ่าน

10. บางช่วงของชีวิตผมก็ชอบซื้อหนังสือปกแข็งขลังๆ แบบที่เหมาะจะมีติดไว้ในห้องสมุด เวลาผ่านไปถึงรู้ว่า ห้องเราไม่ใช่ห้องสมุด ควรซื้อหนังสือมาอ่านมากกว่าซื้อมาโชว์

11. หนังสือที่ตอนซื้อยังลังเลว่าจะได้อ่านหรือเปล่า รับรองว่าซื้อมาแล้วไม่มีทางได้อ่าน

12. หนังสือบางเรื่องซื้อมาซ้ำกัน 3 เล่ม น่าคิดว่าเราอยากอ่านมันจริงๆ หรือเราไม่สนใจมันเลยถึงจำไม่ได้ว่าเคยซื้อแล้ว

13. บางเล่มเห็นปกก็จำเนื้อหาข้างในได้

14. บางเล่มอยู่ในกองอ่านแล้ว แต่ไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลยว่าเคยอ่านแล้ว

15. เวลาเจอหนังสือดีๆ หายากที่หมดจากแผงไปแล้ว และลืมไปแล้วว่าตัวเองมีได้ยังไง รู้สึกชมตัวเองในอดีตว่าทำได้ดีมากที่มีเล่มนี้ในครอบครองได้

 
16. นักเขียนที่ผมมีหนังสือมากสุดคือ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ นับได้สองร้อยเล่มนิดๆ17. การได้วางหนังสือที่ตัวเองเขียนร่วมตู้กับหนังสือที่เราอ่าน เป็นความรู้สึกที่แปลกดี

18. ชั้นวางหนังสือที่ผมเขียนเป็นชั้นเดียวที่มีที่ว่าง ด้วยความหวังว่าจะรีบเขียนมาเติมจนเต็มเร็วๆ

19. พอเก็บชั้นหนังสือเลยรู้ว่า เรายืมหนังสือใครบางคนมานานมาก นานจนลืมไปแล้ว

20. หนังสือเล่มที่หายากที่สุดคือ เล่มที่ไม่รู้ว่าใครยืมไป (ใครยืม ‘ยี่หวาไชน่าทาวน์’ ของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์) ของผมไปเอามาคืนด้วยนะครับ

21. หนังสือหายากอีกเล่มคือ ‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’ มีนิตยสารเล่มหนึ่งมาสัมภาษณ์และขอยืมหนังสือเล่มโปรดเล่มนี้ของผมไปถ่ายรูป แล้วก็หายไปเลย ถ้าใครเจอฝากซื้อด้วยนะครับ

22. เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีหนังสือรวมภาพถ่ายเยอะมาก โดยเฉพาะแนวสตรีท เวลาไปต่างประเทศนี่ซื้อแทนโปสการ์ดเลย

23. ในบรรดาหนังสือภาพถ่ายทั้งหมด ผมมีหนังสือภาพถ่ายรถไฟของญี่ปุ่นเยอะสุด เจอก็ซื้อเก็บมาเรื่อยๆ จนวันนึงถึงรู้ว่า หนังสือเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของคนช่างภาพคนเดียว

24. รูปลักษณ์หนังสือเล่มแรกของนักเขียนชื่อดังส่วนใหญ่มักดูเด๋อด๋า ยังไม่ลงตัวและหล่อเหลาเหมือนเล่มหลังๆ

25. การได้อยู่ในวงการหนังสือ ทำให้หนังสือในครอบครองจำนวนมากมีลายเซ็นต์ของผู้เขียน

26. ตั้งแต่อยู่ในวงการนี้ ผมบากหน้าถือหนังสือจากบ้านไปขอลายเซ็นต์นักเขียนแค่ 2 คนเท่านั้น คือ ปินดา โพสยะ (พี่อั๋น วัชระ แวววุฒินันท์ แห่ง JSL) กับจิมมี่ เลี่ยว (คนหลังนี่ถึงขั้นขอให้เขาวาดรูปผมให้ด้วย)

27. เมื่อก่อนอ่านหนังสือของคนรุ่นเดียวกันเยอะ เพราะอยากเช็คว่าเพื่อนพ้องพัฒนาแซงหน้าเราไปหรือยัง แต่เดี๋ยวนี้ชอบอ่านหนังสือของคนที่แก่กว่ามากๆ และเก่งกว่ามากๆ เพราะเราอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง การมองคนรุ่นเดียวกันที่เก่งๆ ได้พลัง ส่วนการมองผู้ใหญ่ได้วิชา

28. นักเขียนอีกกลุ่มที่ผมชอบอ่านคือ นักเขียนใหม่ๆ อ่านแล้วก็ไม่ได้ชอบนัก แต่ไม่อยากเป็นคนแก่ที่มีแต่อดีตและเรื่องราวของรุ่นตัวเอง

29. หนังสือหมวดที่ผมมีเยอะที่สุดคือ เรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่น รองลงมาคือ ไดโนเสาร์ เพราะมันเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการเขียน หมวดแรกใช้ไปเยอะแล้ว หมวดหลังยังไม่ได้เริ่มเขียนเลย

30. เห็นไกด์บุ๊กหลายเล่มแล้วเพิ่งนึกออกว่า เราเคยอยากไปเที่ยวที่นี่นี่นา

31. หนังสือบางเล่มตั้งใจออกแบบรูปเล่มอย่างแปลกประหลาดเพื่อยั่วให้คนซื้อไปเก็บ แต่ในความเป็นจริง มันคือสิ่งที่เก็บยากที่สุด และน่าเก็บน้อยที่สุด32. หนังสือขนาดมาตรฐานน่ะดีที่สุดแล้ว

33. TIME เป็นนิตยสารที่ตั้งใจทำเนื้อหาให้เก็บ แต่โดยรูปเล่มแล้วมันคือกลุ่มแรกที่ผมอยากโละ เพราะการเก็บหนังสือที่เข้าเล่มแบบมุงหลังคาเล่มบางเฉียบไม่เอื้อให้ค้นหา นักจัดการข้อมูลคนหนึ่งเคยบอกว่า การเก็บข้อมูลที่ปราศจากระบบสืบค้นนั้นแทบไม่มีประโยชน์เลย

34. ถึงหนังสือที่เข้าเล่มแบบมุงหลังคาไม่น่าเก็บ แต่ผมก็ยังเก็บนิตยสาร Open, 375 F, Hamburger ยุคแรก, a day weekly รวมถึง a day ยุคแรก บางทีคุณค่าของหนังสือก็ไม่ได้อยู่ที่รูปเล่ม แต่อยู่ที่เนื้อหาต่างหาก

35. หนังสือที่ใส่ปกพลาสติกอยู่ยงคงกระพันในสภาพเดิมได้ดีกว่าหนังสือที่ไม่ใส่เห็นๆ

36. ปกหนังสือที่ดีที่สุดก็คือ ปกที่โดนผ้าชุบน้ำเช็ดฝุ่นออกแล้วไม่บุบสลาย

37. ไม้ปัดฝุ่นนาโนคืออุปกรณ์ที่จัดการฝุ่นตรงขอบกระดาษรอบหนังสือได้ดีที่สุด

38. วิธีจัดชั้นหนังสือที่ดีสุดคือ เรียงตามขนาด เพราะสวยและป้องกันฝุ่นง่ายสุด แต่ในแง่ของการหาหนังสือแล้ว ถือว่าไม่เวิร์คเลย

39. เข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่ต้อ บินหลา สันกาลาคีรี ถึงลงทุนจ้างบรรณารักษ์มาจัดชั้นหนังสือที่บ้าน จะได้ค้นหาหนังสือได้ง่ายๆ นี่เอง

40. แต่ละคนมีระบบจัดเก็บหนังสือของตัวเอง สำหรับเราแล้ว มันใช้ง่ายกว่าระบบดิวอี้ หรือ รัฐสภาอเมริกัน เยอะ

41. เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมหนังสือรุ่นต้องทำปกแข็งใหญ่โตเทอะทะ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ารูปเล่มอันแข็งแรงจะช่วยดูแลความทรงจำดีๆ ของเราข้างในให้อยู่ได้ยืดยาว

42. การได้ครอบครองหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เป็นความสุขอย่างหนึ่ง คล้ายๆ การได้พบเพชรเม็ดงามด้วยตัวเอง

43. การเก็บนิตยสารหัวต่างๆ ฉบับปฐมฤกษ์ ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนทำนิตยสาร

44. ชั้นหนังสือที่สวยคือชั้นที่เต็มพอดีเป๊ะ แต่ชั้นที่ใช้งานดีคือ ชั้นที่มีที่ว่างให้เติมหนังสือได้

45. นักอ่านคนไหนได้จัดชั้นหนังสือครั้งใหญ่ คงได้เจอเรื่องราวมากมายแบบนี้แน่ๆ

ที่่มา https://www.facebook.com/ZcongklodPage

วิธีทำ Honey Toast ทานเองที่บ้าน

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

ดูขั้นตอนการทำได้ที่นี่ http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/06/D9341142/D9341142.html

 

Honey Toast ที่ชิบุย่า…หวานมากกกกค่ะ… มาทำทานเองที่บ้าน อร่อยกว่าเยอะแยะเลย


Shibuya Honey Toast แบบ After U ขั้นตอนง่าย & ถูกจนกูขอล่ะ..โปรดทำกินเอง
ที่บ้านเหอะ! มันไม่ได้ยากเย็นเลย // ถ้าไม่มีเตาอบ..จะใช้กะทะนาบขนมปังยังได้!

1. ซื้อขนมปัง creamy gold by yamazaki แบบยังไม่สไลด์ (แนะนำให้เดินไปถามที่เคาท์เตอร์)

2. ผ่าหนมปังเป็น 3แถวแบบตารางหมากรุก (ไม่ต้องหั่นขาดจากกันนะ เอาไว้ใช้เสียบเนยเฉยๆ)

3. เนยเค็ม 1 ก้อนแบ่ง3 ส่วน
3.1 ส่วนแรกใช้ 1/3 หั่นให้บางๆ เสียบลงหนมปัง
3.2 ส่วนที่สองใช้ 2/3 ละลายเนย แล้วเอาหนมปังในข้อ 3.1 จุ่มให้ครบทุกด้าน

4. ยัดใส่เตาอบเปิดไฟ 180’C สังเกตดู ให้ผิวดูกรอบๆ เหลืองๆ จากนั้นนำออกจากเตา

5. สุดท้าย จะบีบวิปครีม/ราดน้ำเมเปิลไซรัปเกรด A หรือจะราดน้ำผึ้งเดือน5 แล้ว topping ด้วยเครื่องอะไรก็สุดแท้แต่จะสรรหากันไป

คำเตือน : ลองทำดูซักครั้ง มันไม่ได้ยากเกินไป ราคาก็แสนจะถูก

แต่ไม่แนะนำให้ทำบ่อย เพราะมันจะอ้วนง่ายมาก!

shibuya honey toast 1 จาน (199บาท) ให้พลังงาน 691 Kcal เทียบเท่าข้าวขาหมู1จาน! (50 บาท) ..หึหึ..กำไร 4 เท่าตัวเลยนะ

อัลบั้มนี้ #แชร์ได้ทุกรูปโดยไม่ต้องขออนุญาต ยินดีให้กระจายความสุขในการกินอย่างทั่วถึง!

ไม่แนะนำให้ใช้เวฟค่ะ เพราะขนมปังจะแข็งเป็นหินแทน ให้ลองเปลี่ยนไปจี่ไฟอ่อนๆในกระทะแทนนะคะ

ลองแล้วค่าาาาา อร่อย ประหยัดกว่าเยอะเลยคะ พอดีเอาไปปิ้งๆ แทนอบ ตัดขอบหนมปังออกด้วย มันก้อเลยคล้ายขนมปังปิ้งไปซะงั้น 555
มันไม่ยากเย็น แต่ถ้าทำตามสูตรนี้ ไปซื้อเค้ากินก็ไม่เสียหายนะ..เนย 1 ก้อน ก็เกือบร้อย ขนมปังซัก 60 บาท ใช้ครึ่งก้อน ค่าไฟ น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง วิปครีม..หมดนี่น่าจะแพงกว่า 199 นะคะ
ขอแจมนิดลองใช้เนยจืดผสมมาการีนแทนเนยเค็มดูครับเผื่อจะค้นพบอีกรสชาติ จริงๆเนยเค็มไม่เหมาะมาทำขนมแบบนี้เลย

การขอพรพระ

มาตรฐาน

02 - Copy

ถาม – การจะขอพรอย่างผู้มีปัญญา ควรขออย่างไร

ตอบ – ใครคิดจะขอพรอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ทำได้ตามอัธยาศัย แต่ใครก็ตามที่บอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธ ควรจะมีวิธีขอพรอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นพรที่ “เราต้องขอจากตัวเอง เพื่อตัวเอง และด้วยตัวเอง” ชาวพุทธซึ่งตามปกติมีสร้อยต่อท้ายว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ควรจะขอพรกันอย่างไร ผู้เขียนขอนำเสนอให้พิจารณาดังต่อไปนี้

1. ขออย่าให้ข้าพเจ้าหลงผิดคิดไปว่า ลำพังการขอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ


2. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าละเลยการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ


3. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าประมาทขาดสติในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว


4. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการเป็นคนคดในข้อ งอในกระดูก ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนลื่นไหล เฉกเช่นศรีธนญชัย


5. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นนักจับผิด มองโลกแต่ในแง่ร้าย เห็นแต่ด้านที่เลวทรามต่ำช้าของมนุษยชาติผู้มีทั้งความดีงามและความผิดพลาดในชีวิตเป็นธรรมดา


6. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น รวมทั้งส่วนรวม


7. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการประพฤติทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ


8. ขอให่ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนละโมบโลภมากในยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


9. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเกิดมาเสียเวลาเปล่าโดยไม่ประทับรอยแห่งความดีงามฝากไว้ให้ชนรุ่นหลัง


10. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนลืมตัว หลงผิดคิดว่าตนเก่งตนดีอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือเกื้อกูล

ที่มา – ถามดี ตอบโดน โดย ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์ ทำทันที 2555
Cr ภาพจาก baanmaha.com

 

ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าถ้ามีสติเพียงอย่างเดียว จะสามารถครอบคลุมพรเหล่านี้ได้ทุกข้อ ดังนั้นการฝึกการเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นทางสายเอก ทางสายเดียวที่จะนำไปสู่ปัญญาและสันติสุขอย่างยั่งยืนได้นั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวพุทธทุกคน

เป็นคำขอที่ประเสริฐ สมกับการเป็นพุทธบุตรแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สาธุ

30 ปี ครึ่งทางของการเดินทางสู่วัยชรา

มาตรฐาน

images

 

คนเราอาจรู้สึกแก่ตอนอายุ 60 แต่แท้จริงแล้ว หากเรามองอายุเฉลี่ยของคนบนโลกนี้อายุ 30 ก็ คือ ครึ่งทางหลังของการเดินทางเข้าสู่ความชราอย่างเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ผมจึงหยิบยกเอาบทแปลจากบางส่วนของหนังสือ “Secret of old age” มาฝากกันครับ


1. Before middle age – Do not fear!
“ก่อนวัยกลางคน ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว (น่ากลัว)!”

2. After middle age – Do not regret!
“หลังวัยกลางคน ก็ไม่มีอะไรที่น่าเสียใจอีกแล้ว”

2. Enjoy your life while you can.
“หาความสุขให้กับชีวิต เมื่อคุณยังมีความสามารถอยู่”

3. Do not wait till you cannot even walk just to be sorry and to regret.
“อย่ารอจนกว่าคุณเดินไม่ไหวแล้วต้องมานั่งเสียดายและเสียใจ”

4. As long as it is physically possible, visit places you wish to visit.
“ตราบใดที่ร่างกายคุณยังไหวอยู่ ก็ขอให้คุณไปเยี่ยมเยียนในสถานที่ที่คุณอยากไปเถอะ”

5. When there is an opportunity, get together with old classmates, old colleagues & friends.
“เมื่อเรายังมีโอกาส หาเวลาร่วมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน สหายรักและเพื่อนเก่า (แก่)”

6. The gathering is not just about eating;  it’s just that there is not much time left.
“การสังสรรค์นั้นมิใช่เพื่อสนุกกับการกินเท่านั้น หากแต่เพราะเราต่างเหลือเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลงแล้ว”

7. Money kept in the banks may not be really your.
“เงินที่คุณนำไปฝากไว้ที่ธนาคารนั้น อาจจะไม่ได้เป็นของคุณโดยแท้…”

8. When it is time to spend, just spend, treat yourself well as you’re getting old.
“เมื่อถึงเวลาที่จะใช้ จงใช้มันหาความสุขให้ตัวเอง ในขณะที่วันเวลาของชีวิตเหลือน้อยลงแล้ว (ขณะที่คุณกำลังชราภาพมากขึ้น)”

8. Whatever you feel like eating, just eat! It is most important to be happy.
“เมื่อคุณอยากจะกิน ก็จงกินเถอะ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำตนให้มีความสุข”

9. Food which are good for health – eat often and more but that is not everything.
“อาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ทานเยอะและบ่อยสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะทานได้ทุกอย่าง”

10. Things which are not good for health – eat less once in a while but do not abstain from them totally.
“อะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ก็ทานให้น้อยลงสักหน่อย หรือทานเป็นบางครั้งบางคราว แต่อย่าให้ถึงกับอดอยากเลยทีเดียว”

11. Treat sickness with optimism. Whether you are poor or rich.
“มองการเจ็บป่วยแบบคนมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้ทั้งนั้น”

12. Do not be afraid or worried when you are sick.
“อย่ากลัวหรือวิตกกังวลใจเมื่อคุณต้องเจ็บป่วย”

13. Everyone has to go through the birth, aging, sickness and death. There is no exception, that’s life.
“มนุษย์ทุกรูปทุกนามล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ เพราะนั่นคือ..ชีวิต”

14. Settle all the outstanding issues before hand and you will be able to leave without regret.
“จัดการปัญหาต่างๆ ที่สำคัญทั้งหมดทั้งมวลเสียก่อน แล้วคุณก็จะสามารถที่จะจากไปโดยปราศจากความเสียใจใดๆ”

15. Let the doctors handle your body, God handle your life, but be in charge of your own mood.
“ปล่อยให้หมอเป็นผู้ดูแลสุขภาพของคุณ พระเจ้าดูแลชีวิตของคุณ แต่คุณต้องจัดการกับอารมณ์ของคุณเอง”

16. If worries can cure your sickness, then go ahead and worry.
“ถ้าหากความวิตกกังวลช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคุณได้ ก็ปล่อยให้ใจมันกังวลต่อไป”

17. If worries can prolong your life, then go ahead and worry.
“ถ้าหากความวิตกกังวลช่วยให้คุณมีชีวิตที่ยืนยาว ก็ขอจงวิตกกังวลใจต่อไป”

18. If worries can exchange for happiness, then go ahead and worry.
“ถ้าหากความวิตกกังวลสามารถแลกเปลี่ยนเป็นความสุขได้…ก็ขอให้คุณจงวิตกกังวลต่อไป”

19. Our kids will make their own fortune.
“ลูกหลานเราจะสร้างสรรค์โชคลาภ ด้วยตัวของเขาเอง (อย่าได้กังวลใจเลย)”

20. Your old body – pay more attention to health, you can only rely on yourself in this.
“สำหรับร่างกายที่แก่เฒ่าของคุณ คุณต้องให้ความสนใจต่อสุขภาพของคุณมากขึ้น คุณเท่านั้นที่จะวางใจตัวคุณเองได้”

21. Your old companion – treasure every moment with your other half, one of you will leave first.
“คู่ชีวิตที่แก่เฒ่า – ขุมทรัพย์ทุกขณะจิต ที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่งของชีวิต อาจจะทิ้งคุณไปก่อน”

22. Retirement funds – money that you have earned, it is best to keep them yourself.
“เงินเกษียณ เป็นเงินที่คุณหามาตลอดชีวิต ดีที่สุดก็คือ…เก็บไว้กับตัวคุณเอง”

23. Your old friends – seize every opportunities to meet up with your friends, such opportunities will become rare as time goes by.
“สำหรับเพื่อนเก่าทั้งหลาย จงแสวงหาทุกโอกาสที่จะพบกับพวกเขาเหล่านั้น โอกาสเช่นนั้นนับวันจะหาได้ยากมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป”

24. Everyday you MUST smile and laugh.
“ทุกๆ วัน คุณต้องยิ้มและหัวเราะให้ได้”

25. Running water does not flow back. So is life, make it happy!
“สายน้ำนั้นไม่สามารถไหลย้อนกลับ เช่นเดียวกับชีวิตของเรา ดังนั้นจงทำชีวิตให้มีความสุข”

26. Cry louder if you want to cry.
“จงร้องไห้ให้เสียงดังขึ้น ถ้าหากคุณต้องการจะร้อง”

27. Life ends; when you stop DREAMING.
“ชีวิตสิ้นสุด เมื่อคุณเลิกฝัน”

28. Hope ends; when you stop BELIEVING.
“ความหวังสิ้นสุด เมื่อคุณหยุดเชื่อ”

29. Love ends; when you stop CARING.
“ความรักสิ้นสุด เมื่อคุณหยุดที่จะใส่ใจ”

30. And Friendship ends; when you stop SHARING.
“และมิตรภาพจะสิ้นสุด เมื่อคุณหยุดการแบ่งปัน!”

อายุเราเพิ่มมากขึ้นทุกๆวัน เหมือนกับเส้นตรงที่ขีดลงบนกระดาษจากซ้ายไปขวา แต่หากเราลองพับกระดาษครึ่งนึง ให้เห็นรอยพับตรงกึ่งกลางเราจะรู้ว่า เรากำลังเดินทางเข้าสู่เวลาครึ่งหลัง และที่สำคัญโจทย์ชีวิตของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว บางทีมันอาจไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่มันคือ ตัวเอง ครอบครัวและสังคม 

…………………………

1.1

สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้สนุกกับการใช้ชีวิต 30% ที่เป็นของคุณ

o   ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้องบำรุง

o   ไม่กระหายแต่ก็ต้องดื่มน้ำ

o   ว้าวุ่นแค่ไหนก็ต้องปล่อยวาง

o   มีเหตุมีผลแต่ก็ต้องยอมคน

o   มีอำนาจแต่ก็ต้องรู้จักถ่อมตน

o   ไม่เหนื่อยแต่ก็ต้องพักผ่อน

o   ไม่รวยแต่ก็ต้องรู้จักพอเพียง

o   ธุระยุ่งแค่ไหนก็ต้องรู้จักพักผ่อน

o   หมั่นเตือนตน:  ชีวิตนี้สั้นนัก

o   หากเวลาของคุณยังมีเหลือเฟือ
ใจตัวเองบ้าง ดังนั้น

อยากกิน…กิน

อยากเที่ยว….เที่ยว

เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้

สุขสบายทุกเพลา

เวลาที่ยังจับมือไหว ให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์

เวลาที่ยังกอดไหว  ให้โอบกอดให้ชื่นใจ

ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้อง เพื่อนที่ดีต่อไป

เวลาที่อยู่ด้วยกันอย่าได้โกรธกันง่ายๆ

 

……………………..

คิดบวก

มาตรฐาน

 

02 - Copy - Copy

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อปฏิบัติเพื่อฝึกหาความสุข

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า “เรามาถูกทางแล้ว” แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก
คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือ คนไม่รู้เท่าทันโลก  แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

เรื่องเล่าจากความเจ็บป่วย และ การจากลา

มาตรฐาน

หลับในสบาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

~แม่หลับให้สบายนะคะ~

บันทึกโดย คุณมารยาท สุจริตวรกุล โรงพยาบาลชลบุรี

เธอเป็นคุณแม่ของลูก ๓ คน ลูกชาย ๒ คน ลูกสาว ๑ คน เป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เคยได้รับการผ่าตัดเอาเนื้อปอดออกบางส่วนแล้ว แต่มะเร็งลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะรับเข้ามารักษาในหอผู้ป่วย ผู้ป่วยมีอาการท้องบวมโต ขาทั้ง ๒ ข้างบวมเป่ง ผู้ป่วยไม่สามารถขยับขาได้เลย ถ้าไม่มีใครช่วยพลิกตะแคงตัวช่วงล่างให้

มีอาการหอบเหนื่อยมาก ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องนอนศีรษะสูงและนั่งตลอดเวลา ให้ออกซิเจนไว้ประมาณ ๔-๕ ลิตร และให้ยาพ่นขยายหลอดลมเป็นระยะ ผู้ป่วยรายนี้เข้ามารับการรักษาในหอผู้ป่วยเนื่องจากแพทย์ผู้รักษาและญาติต้องการให้ได้รับการดูแลในระยะสุดท้ายของชีวิตให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานน้อยที่สุด

แรกเริ่มที่พบกับเธอนั้น เธอจะมีลักษณะของการปฏิเสธสังคมรอบ ๆ ข้าง ไม่ค่อยยอมพูดคุย ทั้งกับญาติและพยาบาลที่ดูแล ห้องจะปิดม่านมืดทึบตลอดเวลา ลูก ๆ ที่เฝ้าอยู่จะคอยระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงรบกวนการนอนของแม่

เธอจะมีแผลเปิดระบายน้ำเหลืองออกจากปอด บริเวณสีข้างด้านขวา จะมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมาตลอดเวลา ถ้าแผลชุ่มมาก เธอจะหงุดหงิดมากถ้าไม่ได้รับการเปลี่ยนแผลให้ทันที และจะหายใจหอบเหนื่อยเมื่อต้องพลิกตะแคงตัวทำแผล พยาบาลต้องพยายามพูดคุยกับเธอตลอดเวลาขณะให้การพยาบาล ที่ต้องใช้คำว่า ‘พยายาม’ เพราะเธอจะไม่ยอมพูดคุยด้วยเลย

ในระยะแรกที่เจอกัน พยาบาลได้สอบถามประวัติและแผนการดูแลของญาติ ซึ่งลูกสาวได้บอกว่า “แม่ทำใจไม่ได้ต่อการเจ็บป่วยและเป็นห่วงสามีและลูก ๆ ทุกคนมาก เศร้าโศกเสียใจกับการที่จะต้องจากไปจากคนที่ตนรัก ลูกชายคนโต มีความคิดว่าจะบวชให้แม่ได้ผลบุญอันนี้แล้วจะได้จากไปอย่างสงบไปสู่ภพภูมิที่ดี ไม่ทุกข์ทรมาน

ซึ่งในเวลาต่อมา ลูกชายได้บวชให้กับแม่ได้สำเร็จ เธอได้เห็นลูกบวช ก็มีกำลังใจขึ้น พยาบาลได้พูดคุยกับผู้ป่วยบ่อยครั้งขึ้น เธอมีท่าทียอมรับ พูดคุยด้วยมากขึ้นตามลำดับ พยาบาลช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาความทุกข์ทรมานให้ตามที่ผู้ป่วยต้องการ ให้ผู้ป่วยได้อยู่ในท่าที่สุขสบายมากที่สุด ซักถามผู้ป่วยถึงความต้องการในด้านต่าง ๆ เช่น การใส่บาตร และการฟังเทปหรือซีดีธรรมะ บทสวดมนต์ บ้างหรือไม่

ในระยะแรกผู้ป่วยปฏิเสธ อีก ๒-๓ วัน ต่อมาเธอบอกกับลูกว่าต้องการฟังบทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม  พยาบาลได้จัดหาบทสวดมนต์มาให้ และนิมนต์พระมาให้เธอได้ใส่บาตรในตอนเช้า หลังจากนั้นพยาบาลได้พูดคุยกับลูกสาวของเธอถึงการพูดกับแม่ในขณะที่เธอใกล้เข้าสู่วาระสุดท้าย

ในวันต่อ ๆ มาได้ฝึกให้เธอฝึกการหายใจ โดยการสูดลมหายใจเข้าให้ลึก ๆ โดยหายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกยาว ๆ จนท้องแฟบลง ให้ผู้ป่วยฝึกลักษณะนี้อยู่เป็นประจำทุกวัน โดยมีลูกชายและลูกสาวของผู้ป่วยคอยให้กำลังใจอยู่ไม่ห่าง ผู้ป่วยผ่อนคลายจากความเครียด ลูกชายและลูกสาวรู้สึกดีขึ้นเมื่อเห็นแม่สงบมากขึ้น ไม่กระวนกระวาย

เช้าวันสุดท้าย เธอมีอาการหอบเหนื่อยมากขึ้น ความเข้มข้นของออกซิเจนในกระแสเลือดลดลง พยาบาลเพิ่มการให้ออกซิเจนกับผู้ป่วยเป็นแบบหน้ากากครอบ และพูดคุยกับผู้ป่วยถึงการหายใจที่เคยฝึกไว้และให้ความมั่นใจกับเธอว่า “คุณทำตามที่เราได้เคยฝึกกันไว้นะคะ ไม่ต้องกลัวหรือกังวลอะไรทั้งนั้น ทั้งคุณหมอและพยาบาลจะคอยอยู่ใกล้ตลอดเวลา รวมทั้งลูก ๆ ของคุณด้วยค่ะ เราพร้อมจะให้การช่วยเหลือคุณค่ะ“

โดยแนะนำลูกชายและลูกสาวคอยอยู่ใกล้กับเธอ ให้จับมือแม่ไว้ และพูดคุยกับแม่ไว้ บอกให้แม่นับลมหายใจ และพูดคุยให้ผู้ป่วยอบอุ่นว่ามีทั้งลูกและพยาบาลคอยอยู่ใกล้เขา และพร้อมจะให้ความช่วยเหลือ

ลูกสาวเริ่มพูดกับแม่ว่า “แม่นอนหลับซะนะ ไม่ต้องห่วงลูกทุกคน ลูก ๆ ทุกคนจะรักกันมาก ๆ ไม่ทะเลาะกัน จะดูแลกันตลอดเวลา และจะช่วยกันดูแลป๊าด้วย แม่ไปไหว้พระให้สบายใจนะ เอาเงินนี่ (ลูกสาวเอาเงินใส่มือแม่) แม่ ไปทำบุญนะ ใครเรียกแม่ ไม่ต้องหันกลับมาดูนะจ๊ะแม่ ลูก ๆ ทุกคนโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ แม่หลับให้สบายนะคะ”  ขณะที่ลูกสาวผู้ป่วยพูดนั้น เป็นน้ำเสียงที่น่าฟังมาก สม่ำเสมอ ไม่มีสั่นเครือเลย หลังจากลูกสาวพูดจบ ผู้ป่วยหายใจแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ และค่อย ๆ จากไปอย่างสงบพร้อมลูก ๆ ทุกคนที่อยู่รอบตัว สีหน้าของเธอเหมือนคนนอนหลับสงบนิ่งมาก ๆ

ในการให้การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายนั้น นอกจากการช่วยบรรเทาอาการทุกข์ทรมานแล้ว พยาบาลไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากเลย ในขณะที่ผู้ป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต เพียงแต่พยาบาลคอยให้การดูแลอย่างใกล้ชิด คอยให้คำแนะนำญาติผู้ป่วยเท่านั้น ญาติของผู้ป่วยจะรับรู้ได้เองโดยสัญชาติญาณว่าผู้ป่วยต้องการอะไร หรือมีห่วงอะไรอยู่ พวกเขาเหล่านั้น สามารถพูดกับผู้ป่วยให้คลายความห่วงหาลงได้ และจากไปอย่างสงบ และเป็นที่หวังแห่งสุคติภูมิเป็นเบื้องหน้า…!!!

บทบันทึก “แม่หลับให้สบายนะคะ”
บันทึกโดย คุณมารยาท สุจริตวรกุล /โรงพยาบาลชลบุรี

http://www.gotoknow.org/posts/568111

………………………………………………………………………………………………………

พรุ่งนี้ที่ไม่มีวันมาถึง..

บ่ายแก่ๆ ของเย็นวันศุกร์ที่ 15 มีนาคม ปี 2556
มีเสียงโทรศัพท์สายหนึ่งโทรเข้ามาในขณะที่ฉันกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด
ผู้หญิงในปลายสาย มีน้ำเสียงเรียบๆ ค่อยๆบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฉันฟัง

เนื่องด้วยวันนั้นเป็นวันฝนตก ลมพัดแรง ทำให้เสียงที่ฉันได้ยินจากปลายสายไม่ค่อยชัดเจนนัก
แต่ประโยคที่ฉันได้ยินชัดเจนและดังก้องที่สุดในตอนนั้น ฉันยังจำได้ดี

แม่ : ผลตรวจของแม่เมื่อเช้า หมอบอกว่า…แม่เป็นโรคร้าย

ฉัน : โรคร้าย?? คือ โรคอะไรคะ

แม่ : ก็..นั่นแหละ โรคนั้นแหละ

ฉัน : แม่เป็นอะไร? (ใจคอเริ่มไม่ดีแล้ว)

แม่ : แม่เป็นมะเร็ง เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ฉัน : ………………………………(นิ่งไปประมาณ 1 นาที )

ฉัน : แล้วแม่อยู่ที่ไหน อยู่กับใคร แม่เป็นไงบ้าง….. (คำถามต่างๆพรั่งพรูขึ้นมาในสมอง จนฉันเรียบเรียงประโยคผิดๆถูกๆ)

จนกระทั่งได้สติ จึงรีบวางสายจากแม่ แล้วโทรหาพี่ชาย และพูดเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆทีึ่เกิดขึ้น จนได้ข้อสรุปตรงกัน ว่าเราทั้งสองคนจะเดินทางกลับต่างจังหวัดเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล

ฉันรีบเก็บข้าวของที่วางบนโต๊ะ แล้ววิ่งออกจากห้องสมุดโดยเร็ว จนลืมไปเลยว่า ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก

ณ วินาทีนั้น ฉันไม่คิดแม้แต่จะหยิบร่มในกระเป๋ามากางกันฝน รีบวิ่งให้ไปถึงป้ายรถเมล์ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ไปถึงปลายทางเร็วที่สุด

ฉันและพี่ชาย จัดเตรียมสิ่งของเพื่อกลับต่างจังหวัดด้วยเวลาอันรวดเร็ว ฉันเก็บของไปร้องไห้ไปพลาง พี่ชายก็คอยปลอบใจ และให้กำลังใจ บอกว่า “แม่ต้องไม่เป็นอะไรๆๆ” (พูดแบบนี้ซ้ำๆ)

ระหว่างการเดินทาง ฉันและพี่ชายแทบจะไม่พูดคุยอะไรกันเลย ต่างคนเหมือนกำลังนั่งคิดอะไรบางอย่างอยู่กับตัวเอง…

————————-

จนกระทั่ง วันเสาร์ ที่ 16 มีนาคม 2556 (เดินทางครบ 12 ชั่วโมงเต็ม )
ฉันและพี่ชายมาถึงโรงพยาบาล และรีบมุ่งตรงไปยังหอผู้ป่วยที่แม่นอนพักรักษาตัวอยู่

เปิดประตูห้องเข้าไป..

สิ่งแรกที่เจอ คือ แม่อยู่ในชุดรพ.สีเขียวอ่อน รีบเดินเข้ามาหาพวกเราทั้งสองคน เข้ามากอด แล้วร้องไห้

เราสามคนแม่ลูก กอดกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ มีเพียงเสียงสะอื้นของผู้เป็นแม่ ที่กอดเราทั้งสองคนด้วยความคิดถึง และด้วยความเศร้าทุกข์ระทมกับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้น.. ฉันและพี่ชายเก็บข้าวของ และมานั่งคุยกับแม่ ดูแลแม่ (เท่าที่จะทำได้) ช่วงเวลาเหล่านั้น ฉันไม่รู้เลยจริงๆ ว่าฉันต้องทำอะไรบ้าง มันดูสับสนไปหมด แต่ในใจก็ยังคิดอยู่เสมอว่า “แม่ต้องไม่เป็นอะไร”

ทุกครั้งเวลาที่ฉันนั่งคุยกับแม่ข้างๆเตียง ฉันมักจะถามแม่เสมอว่าว่า “แม่เจ็บมั้ย ปวดตรงไหนรึเปล่า”

แม่ก็มักจะตอบว่า “ปวดเหมือนๆเดิม เหมือนที่เคยปวด เมื่อยตรงนั้นตรงนี้ เพลียๆนิดหน่อย”

เป็นคำตอบที่ได้ยินบ่อยครั้ง อาการเดิมๆเหมือนที่เคยเป็น เหมือนตอนที่แม่กำลังย่างเข้าสู่วัยทองใหม่ๆ หรือตอนที่แม่พักผ่อนน้อย เนื่องจากนอนไม่หลับ

แต่ทำไม ครั้งนี้หมอต้องให้ยา ให้เลือดตั้งเยอะตั้งแยะ แม่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว

แล้วยังไงต่อล่ะ? อาการต่อจากนี้จะเป็นยังไง ต้องดูแล ต้องรักษาต่อแบบไหน ต้องนอนที่โรงพยาบาลอีกกี่วัน ฯลฯ

ฉันมีคำถามในใจมากมาย..

พี่ชายฉันหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต อ่านอาการของโรค การรักษา รวมทั้งวิธีการดูแลผู้ป่วยให้ฉันฟังอย่างละเอียดยิบ และนำไปถ่ายทอดให้แม่ฟังเกี่ยวกับโรคนี้ พร้อมทั้งบอกให้แม่คลายความกังวลว่าโรคนี้มีคนเป็นกันเยอะ คนที่เป็นแล้วหายก็มีอยู่ไม่น้อย แต่แม่ต้องเข้มแข็ง ต้องมีกำลังใจที่ดี แล้วแม่จะต่อสู้กับโรคนี้ได้

ตอนนั้น สีหน้าแม่ดูสดชื่นขึ้นอย่างชัดเจน

บรรยากาศในวันนั้นเป็นปกติดีทุกอย่าง แม่กินข้าวได้ นอนหลับพักผ่อนเป็นช่วงๆ ฉันและพี่ชายสลับกันดูแลแม่ พี่ชายพาแม่เข้าห้องน้ำบ้าง ฉันเช็ดตัวให้แม่บ้าง ช่วยกันตักข้าวให้แม่ทานบ้าง

ช่วงเวลานั้น ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่แม่กำลังเจ็บป่วย แต่ฉันรู้สึกว่า มันก็ดีนะ เราไม่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ตั้งนานหลายเดือน ต่างกันแค่สถานที่เท่านั้นเอง เปลี่ยนจากที่บ้านมาอยู่ที่โรงพยาบาล..

แม่ดูมีความสุข เวลาที่พวกเราสองคนนั่งใกล้ๆ และได้พูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆให้กัน

ในเวลากลางคืน ของวันนั้น พี่ชายชักชวนให้แม่สวดมนต์ก่อนนอน แม่พยายามปฏิเสธ บอกว่าสวดไม่ไหว เพลียๆเหนื่อยๆ

พี่ชายก็คะยั้นคะยอ จนกระทั่งแม่ยอมสวดจนจบ (นี่เป็นครั้งแรกที่เราสวดมนต์พร้อมกันสามคน) สวดเสร็จก็รีบปิดไฟ เพื่อให้แม่ได้นอนพักผ่อน ฉันกับพี่ชายตกลงกันว่าจะสลับเปลี่ยนผลัดกันดูแลแม่ ในช่วงที่พี่ชายหลับฉันจะอยู่เฝ้า ในช่วงที่ฉันหลับ พี่ชายจะอยู่เฝ้า ขณะที่ฉันนอนเฝ้าแม่ตอนกลางคืน ฉันไม่สามารถข่มตาหลับได้อย่างสนิทใจ มันเหมือนมีหลายๆอย่างที่ต้องคิด พยายามตัดใจจะไม่คิดแต่อดคิดไม่ได้ รู้สึกกังวลตลอดเวลาที่แม่นอนหลับ ยิ่งเวลาที่แม่ไอ หรือเวลาที่แม่พลิกตัวไปมา ก็ยิ่งรู้สึกกังวล สภาพที่เป็นคือการหลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืน

————————

เช้า วันอาทิตย์ ที่ 17 มีนาคม 2556

ฉันและพี่ชาย ตื่นขึ้นมา จัดเตรียมของต่างๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ เพื่อเตรียมรอเวลาที่หมอจะเข้ามาตรวจอาการอีกทีในช่วงสายๆ

ระหว่างที่รอหมอ มีญาติๆ และเพื่อนร่วมงานของแม่มาเยี่ยมโดยไม่ขาดสาย พอคนนี้กลับคนโน้นก็มา บางคนหุงข้าว ทำกับข้าว ใส่ปิ่นโตมาฝาก บางคนซื้อของที่แม่ชอบมาฝาก ทุกคนที่มาเยี่ยมแม่ เป็นห่วงแม่กันทุกคน แม่ก็มีสีหน้า ที่ปกติ พุดคุยหัวเราะ ร่าเริงได้เหมือนเดิม

จนกระทั่งหมอเข้ามาตรวจช่วงสายๆ หมอบอกว่าเกร็ดเลือดแม่ต่ำทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายพลอยต่ำไปด้วย ต้องระมัดระวังให้มากๆ และหมอบอกว่างดเยี่ยม เนื่องจากคนที่มาเยี่ยมอาจนำเชื้อโรคมาให้แม่ได้

ขนาดตอนที่งดเยี่ยม ก็ยังมีเพื่อนๆมาโผล่หน้าตรงประตูยืนดูแม่ ถึงเข้ามาไม่ได้ แต่ขอผ่านมาเยี่ยมก็ยังดี

ในช่วงเวลาแบบนี้ มีคนที่คอยแวะเวียนมาให้กำลังใจแม่ไม่ขาดสาย แม่โชคดีจัง :) ใครๆต่างพากันรัก เพราะแม่ใจดีกับทุกคน แม่ช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด นี่คงเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่ง ที่เป็นความสุขระหว่างทาง ในเส้นทางของความทุกข์สินะ…

เย็นวันนั้น ก่อนที่ฉันจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ เนื่องจากต้องทำธุระบางอย่าง ฉันและพี่ช่วยกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แม่ ฉันตัดเล็บมือเล็บเท้าให้แม่ หวีผมให้แม่ ทาแป้งหอมๆให้แม่ (ทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้) ก่อนเวลาเดินทางก็นั่งคุยกับแม่ใกล้ๆ สลับกันป้อนข้าวตักอาหารให้แม่กับพี่ชายสองคน

วินาทีนั้น เป็นอีกช่วงเวลาแห่งความสุขที่เกิดขึ้น ฉันอยากหยุดเวลาไว้ตรงนั้นนานๆ อยากใช้เวลาด้วยกันสามคนแม่ลูก แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนใกล้เวลาเดินทางฉันเข้าไปกอดแม่ หอมแก้มแม่เหมือนทุกๆครั้ง แล้วบอกแม่ว่า

“พรุ่งนี้เจอกันนะแม่”

ฉันไม่อยากจะหันหลังให้กับแม่ แล้วปล่อยให้แม่อยู่แบบนี้เลย ถ้าไม่ใช่ธุระจำเป็นจริงๆ ฉันคงไม่ไป..

นี่เป็นครั้งแรก ที่ฉันเดินทางกลับกรุงเทพ โดยไม่มีแม่ไปส่งที่บขส.เหมือนเคย ใจมันหวิวๆ แปลกๆ แต่ฉันก็พยายามฝืนใจ และบอกตัวเองว่า “ยังไงเดี๋ยวก็กลับมา ไปเดี๋ยวเดียว พี่ชายก็ยังอยู่ที่นี่ทั้งคน”

ฉันเดินมาจนถึงประตูห้อง แล้วเดินกลับไปหาแม่อีกครั้ง และกอดแม่อีกครั้ง แล้วก็ย้ำกับแม่ว่า

“พรุ่งนี้จะกลับมานะแม่”

แม่ก็ลุกจากเตียงตามมาส่งถึงหน้าประตูห้อง

ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวออกจากห้อง จนกระทั่งก้าวขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ ฉันรู้สึกว่า ไม่อยากกลับๆๆอยู่ซ้ำๆ ระหว่างที่นั่งอยู่บนรถก็พยายามฟังเพลง เพื่อจะได้หลับ แต่ก็หลับไม่ลง..

จนกระทั่งเวลาประมาณ ทุ่มเศษๆ ระหว่างที่กำลังเดินทาง พี่ชายโทรเข้ามา แล้วเล่าอาการของแม่ให้ฟัง

พี่ชายบอกว่า แม่อาการไม่ค่อยดี ดูเบลอๆยังไงแปลกๆ เหมือนไม่ค่อยมีสติด้วยซ้ำ พอพูดจบพี่ชายก็รีบวางสาย บอกว่าจะไปตามหมอมาดูอาการ

ระหว่างนั้น ฉันใจคอไม่ดีเลย คิดไปต่างๆนานา ภาวนาขอให้แม่ไม่เป็นอะไร

หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที พี่ชายโทรมาอีกครั้ง บอกว่า ให้ฉันตีตั๋วรถกลับด่วน เพราะแม่อาการไม่ค่อยดี ความดันต่ำ เริ่มจะไม่มีสติ

ได้ยินแบบนั้นแล้ว ฉันรู้สึกเหมือนโลกมืดมิดไปหมด คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเริ่มได้สติ หันไปมองข้างทางเพื่อหาจุดสังเกตว่าเดินทางไปถึงไหน ตอนนั้นเดินทางไปถึงอ.สวี จ.ชุมพร ซึ่งเดินทางไกลพอสมควรจากต้นทาง จึงรีบเดินไปหาพนักงานขับรถด้านหน้า เพื่อสอบถามว่า มีจุดไหนที่สามารถแวะลงระหว่างทางได้บ้าง ขอเป็นจุดที่่มีบ้านคนอาศัย หรือมีอะไรที่เด่นๆ เพื่อที่ว่าคนที่จะมารับกลับหาเจอได้สะดวก

จุดที่จอดลง คือ สน.สวี จ.ชุมพร ข้างๆมีปั๊มน้ำมัน ตอนนั้นเวลาประมาณ 2ทุ่มเศษๆ ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะมีที่ไหนที่ฉันสามารถนั่งรอได้บ้าง เพราะปกติต่างจังหวัดเวลาทุ่ม-สองทุ่มคนก็พากันปิดบ้านกันหมด ฉันจึงเดินไปที่ป้อมตำรวจข้างๆสน. เห็นมีไฟเปิดอยู่ เลยสันนิษฐานว่าน่าจะมีคนเข้าเวรอยู่แถวๆนั้น แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิด แถวนั้นไม่มีใครเลยสักคน ตอนนั้นรู้สึกกลัว จึงกดโทรศัพท์
หาอาจารย์ท่านหนึ่ง (ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยที่เคยสอนฉันและพี่ชายของฉัน รวมทั้งคอยช่วยเหลือ อบรมสั่งสอนพวกเราสองพี่น้องมาโดยตลอด) อาจารย์บอกว่าให้พยายามมีสติ ลองดูว่าแถวนั้นมีจุดไหนที่ยังพอแวะพักได้บ้าง ให้ระมัดระวังดูแลตัวเองให้ดีๆ ถ้าแวะไปที่ไหน ให้โทรบอกรายงานความคืบหน้า่เป็นระยะๆ

ทันใดนั้นฉันหันไปเจอปั๊มน้ำมันเล็กๆใกล้ๆกับสน. จึงเข้าไปสอบถามเด็กปั๊มว่าที่นี่เปิดถึงกี่ทุ่ม เด็กปั๊มบอกว่า 3 ทุ่ม ปั๊มก็จะปิด

ฉันก้มมองนาฬิกา อีก 15 นาที ก็จะสามทุ่ม จะนั่งรอที่นี่คงไม่ได้แน่ เพราะพอถึงเวลาปั๊มปิด ที่นี่คงมืดมาก ฉันจึงเดินออกจากปั๊มด้วยอาการคอตก รู้สึกผิดหวัง เดินไปน้ำตาคลอไป ชีวิตแลดูเหมือนไร้จุดหมายปลายทาง ฉันได้แต่เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ข้างทางก็มืดแสนมืด แต่ฉันก็ยังเดินไปเรื่อยๆ หวังว่าจะเจอบ้านผู้คน หรือร้านค้าอยู่ข้างหน้า

เดินไปสักพัก…

ฉันมองเห็นป้ายริมทางป้ายใหญ่ เขียนว่า “ร้าน…ข้าวต้มโต้รุ่ง” จึงรีบเดินมุ่งไปที่ร้าน หาที่นั่งที่มีคนนั่งอยู่เยอะๆ คุณป้าเจ้าของร้านเดินมาแล้วยื่นรายการอาหารมาให้ ฉันพลิกรายการอาหารไปมาอยู่หลายรอบ จนตัดสินใจเลือกอาหารได้อย่างสองอย่าง ทั้งๆที่ใจไม่คิดอยากจะกิน แต่จำเป็นต้องสั่ง ไหนๆนั่งร้านเค้าทั้งที สั่งน้ำเปล่าอย่างเดียวก็เกรงใจ

ระหว่างที่รออาหาร ฉันได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆอยู่คนเดียว ระหว่างนั้นญาติที่จะมารับโทรมาบอกว่ากำลังจะขับรถมาจากสุราษฎร์ฯ
(ระยะทางจากที่สุราษฎร์ถึงจุดที่ฉันอยู่ ห่างกันเกือบ 200 กิโลเมตร)

ทุกนาทีที่รอมันช่างนานแสนนาน…

ความรู้สึกในการรอคอย ณ ตอนนั้น เป็นความรู้สึกที่เกินคำอธิบาย ตลอดเวลาที่รอ อาจารย์คอยโทรมาสอบถามตลอดเวลาด้วยความเป็นห่วง ว่าแถวนั้นเปลี่ยวมั้ย มีใครอยู่บ้างมั้ย ฉันยังคงรู้สึกอุ่นใจ ที่ยังมีคนที่คอยอยู่เคียงข้างเสมอ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เลวร้ายแต่ก็ยังพอมีสิ่งดีๆให้จดจำได้ในระหว่างทาง…

จนกระทั่งญาติมาถึงจุดที่ฉันนั่งรอ หลังจากที่รอมานานถึง4-5 ชัวโมง ก่อนออกจากร้าน ฉันได้แต่พูดขอบคุณคุณป้าและคุณลุงเจ้าของร้านอยู่ซ้ำๆ พวกเขาดีกับฉันมาก ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเลยสักนิด ในระหว่างที่รอ เขาก็มานั่งคุยเป็นเพื่อน คอยถามว่าเป็นยังไง จะเดินทางไปที่ไหน แล้วทำไมถึงมาคนเดียว พอบอกว่าจะเดินทางกลับไปเยี่ยมแม่ที่ป่วยหนัก เขาก็ยิ่งสงสาร และคอยปลอบใจ ตอนก่อนออกจากร้าน จะจ่ายเงินค่าอาหาร คุณป้ากับคุณลุงก็ไม่คิดค่าอาหาร (ให้ทั้งที่นั่งพักพิง ให้ทั้งอาหาร) ก่อนจะขึ้นรถก็ยังอวยพรให้ฉันกลับไปทันดูใจแม่ ซึ้งใจจริงๆ..

ระหว่างช่วงเวลาที่เดินทางกลับ มีสายเรียกเข้าจากพี่ชาย ตอนนั้นเวลาประมาณ เที่ยงคืน-ตี1 ของวันที่ 18 มีนาคม 2556

พี่ชายบอกว่า อยากให้พุดอะไรกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย เพราะแม่อาการแย่ลงเรื่อยๆ ความดันต่ำ แต่ยังพอมีสติหายใจได้อยู่

ฉันเลยรีบคว้าโอกาสนั้น รวบรวมสติ ไม่ฟูมฟาย แล้วพูดทุกอย่างที่ต้องการพูด..

ฉันเรียก แม่ เบาๆ แล้วบอกว่า “แม่ ไม่ต้องเป็นห่วงหนูนะ ถ้าแม่เหนื่อยแม่ก็พักเถอะ หนูอยู่ดูแลตัวเองได้ อะไรที่หนูล่วงเกินแม่ไป แม่อโหสิให้หนูด้วยนะ รักแม่นะคะ”

หลังจากพูดจบ ฉันร้องไห้อย่างหนัก ไม่คิดว่าช่วงเวลาในการจากลาจะสั้นถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่า “เมื่อวาน” คือ ช่วงเวลาสุดท้ายของการใช้เวลาอยู่ด้วยกัน และไม่คิดเลยว่า “พรุ่งนี้” เราจะไม่ได้เจอกันอีก

รักและระลึกถึงเสมอแม่ผู้เป็นที่รัก..

 

บทเรียน เก็บสุขกลางทุกข์

1. การทำปัจจุบันขณะให้ดีที่สุดต่อตนเอง และต่อคนรอบข้าง คือ สิ่งที่สำคัญ เราไม่มีวันรู้เลยว่า จะมี “พรุ่งนี้” เกิดขึ้นได้อีกกี่ครั้ง

2. ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ เรามักจะได้เห็นถึงน้ำใจที่คนรอบข้างมอบให้เสมอๆ ทำให้เราเห็นได้ว่า เราไม่ได้เผชิญกับโชคชะตาเหล่านั้นแต่เพียงคนเดียว ช่วงเวลาในการข้ามผ่านความทุกข์ยาก มีหลายคนที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ

3. เวลา ไม่เคยรอใคร ทำทุกวันให้มีความสุข พรุ่งนี้หรือชาติหน้า ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมาก่อน มาหลัง (พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้)

4. ทุกช่วงเวลาแห่งความทุกข์ มีความสุขได้เสมอ และทุกช่วงเวลาแห่งความสุข ก็มีความทุกข์เกิดขึ้นได้เสมอเช่นกัน เพราะฉะนั้นจงเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความทุกข์และความสุขที่จะเกิดขึ้น.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

…………………………………………………………………………………………………………………

สัมผัสของเมีย

 “ในยามไม่มีใคร เรายังมีสองคน ผัวเมีย “ 

“ในยามไม่มีใคร เรายังมีสองคน ผัวเมีย ”

แม่…เคยบอกผู้เขียน เมื่อผู้เขียนบอกว่าจะไม่แต่งงาน

“ใครๆก็ไม่เหมือน ผัวเมีย เวลาเจ็บปวด ใครจะกล้า เปิดผ้าถุง เช็ดขี้เยี่ยวได้เท่าผัวเมีย”

การปฏิบัติตัวของ บัวเลียน ต่อสามี ทำให้ผู้เขียนคิดว่า “คำพูดของแม่เป็นเรื่องจริง”

สามีของบัวเลียน หย่าเครื่องช่วยหายใจไม่ได้

คุณหมอคุณพยาบาล พยายามเท่าใดแล้วก็ไม่เป็นผล

แม้..จะถูกเจาะคอ เสมหะก็ยังมีเป็นจำนวนมาก

ไอ ขับเสมหะไม่ได้เลย

บัวเลียนต้องทิ้งสวนยาง มาเฝ้าสามีที่โรงพยาบาล

ปล่อยให้ลูกๆเป็นผู้ดูแลสวน ส่วนบัวเลียน รับหน้าที่ดูแลสามี

นานๆครั้งเป็นเดือน ลูกๆถึงจะมาหาสักที

มีครั้งหนึ่ง บัวเลียน พูดกับผู้เขียน คล้ายจะน้อยใจ ว่า “ดีเหมือนกันได้มาอยู่โรงพยาบาล ไม่ต้องทำสวน ขาวขึ้นเยอะเชียว ลูกๆคงดำจนขึ้นมันกันแล้ว”

บัวเลียน ไม่รู้จะทำกิจกรรมอะไรให้สามีบ้างในแต่ละวัน เมื่อถึงเวลาเยี่ยม

ผู้เขียน จึงชวนเชิญให้ บัวเลียน นวดสัมผัสให้สามี

ในวันแรก ที่เราฝึกไปด้วยกัน ผู้เขียนได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของสามีบัวเลียน

บัวเลียนยิ้มทั้งน้ำตาให้ผู้เขียนและสามี

เราเปลี่ยนเป็นนวดเท้าบ้างนวดมือบ้างสลับกันไป

เธอหยอกล้อสามีว่า “กินข้าวเยอะๆนะ จะได้ไม่เจ็บมือเวลานวด เพราะเหลือแต่กระดูก”

สามีจะบัวเลียนผอมลงมากจริงๆ

คุณหมอต้องเพิ่มไข่และแคลลอรี่ให้อีก

ผู้เขียนสังเกตุว่า เสมหะของสามีบัวเลียนลดน้อยลง

จนดูเหมือนจะ ถอดเครื่องช่วยหายใจได้

แต่ก็น่าเสียดาย เมื่อเขาได้รับการฝึกหายใจ

สลับระหว่างออกซิเจนและเครื่องช่วยหายใจ

ในวันหนึ่ง สามีบัวเลียน ส่ายหน้า ไม่ยอมรับการฝึกหายใจ

ดูเขาอ่อนเพลียมาก ผู้เขียนแนะนำให้บัวเลียนนวดหน้าผาก นวดศีรษะให้

เขาไม่มีรอยยิ้ม กลับมีรอยน้ำตาซึมที่เบ้าตา

สามีบัวเลียนติดเชื้อดื้อยา

ไม่ตอบสนองต่อยา คุณหมอคุณพยาบาล บ่นผิดหวัง

แต่..บัวเลียน กลับบอกว่า เราได้ทำดีที่สุดแล้ว ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นริ้วรอยของการขมวดคิ้วหายไปจากหน้าสามีก็เป็นสุขอันยิ่งใหญ่แล้ว ไม่มีอะไรติดค้างคาใจแล้ว

ลูกๆมารับศพของพ่อกลับบ้าน เราจัดรถโรงพยาบาลไปส่ง

ญาติๆต่างขอบคุณ ที่เห็นว่า “เราทำดีกับคนไข้”

บัวเลียน ยังแวะมาเยี่ยมเราทุกครั้งที่เข้าเมือง

เราต่างไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า “ความสุข ของประชาชน แม้ว่า มีบางชีวิต ต้องจากไป”

เราขอให้บัวเลียน มีความสุขเช่นกัน

มีความสุขภายใต้ สุขภาพดีทั้งกาย ทั้งใจ

หวังว่า เราจะได้พบกันในสถานะ “ผู้แวะมาเยี่ยมเยือน ไม่ใช่ผู้แวะมานอนรักษาตัว”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย    http://www.gotoknow.org/posts/568973

…………………………………………………………………………………………………….

สมพร สายสิงห์ทอง : พี่…พร้อม

หลังจากรู้สึกผิดจากการปิดบังความจริงคุณย่าซึ่งป่วยด้วยโรคมะเร็งมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นเมื่อพี่สาวคนโตของสามีสาวโสด อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นหลักในการดูแลคุณย่าก่อนเสียชีวิต เกิดเป็นมะเร็งท่อทางเดินน้ำดี หลังจากย่าเสียชีวิตไม่กี่ปี ประสบการณ์…ได้สอนทั้งคนไข้ คือ พี่สาวและตัวดิฉันเอง ที่ทำหน้าที่พยาบาลผู้ดูแลและตัดสินใจในทุกๆเรื่อง… นำประสบการณ์ที่ผ่านมา มาเป็นบทเรียนในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งอีกครั้ง

เย็นวันหนึ่ง พี่สาวเอาผลการตรวจเช็คร่างกายมาให้ดู พบว่า AST, ALT มากกว่าปกติ 2 เท่า แต่แพทย์ไม่ได้ให้การรักษาหรือคำแนะนำใดๆ  ด้วยความกังวลใจ จึงให้พี่สาวไปตรวจซ้ำใน 2 อาทิตย์ต่อมา ผล AST, ALTเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า จึงแนะนำให้พี่สาวไปทำอุลตราซาวด์ซึ่งพี่สาวก็เชื่อฟัง แต่โชคร้ายที่เลือกทำกับคลินิกที่คุ้นเคยกันแต่เครื่องเก่ามาก ผลออกมาปกติ พี่สาวดีใจขอไปเที่ยวลาว ยังไม่ไปหาหมอ แต่ดิฉันหนักใจเพราะU/S มืดมาก มองไม่เห็นอะไรเลย หลังจากนั้นอีก 2 อาทิตย์พี่สาวโทรศัพท์มาหาบอกว่า “ปัสสาวะพี่เหลืองมากเลย เหลืองเหมือนขมิ้นเลย ” ใจคิดเลยว่า “ตายละวา ดีซ่าน ชัวร์… อีกคนรึเปล่า” แต่ตอบพี่สาวด้วยน้ำเสียงปกติว่า “พรุ่งนี้ฉี่ใส่กระป๋องไว้ให้น้องดูหน่อยเน้อ เช้าจะไปดู” ด้วยความกลัว ดิฉันรีบโทรศัพท์ไปหาพี่สาวและพี่สะใภ้ให้เตรียมใจรอรับข่าวร้าย ตอนเช้าเดินไปหาพี่สาว โอ้…แม่เจ้าไม่ต้องดูปัสสาวะ เพราะพี่สาวตัวตาเหลืองอร่าม จึงพาไปหาหมอที่รพ. ผล ALP 900 กว่า คุณหมอให้ไปทำ CT ผล CT พบว่าเป็น CCA stage 3

หลังทำ CT พี่สาวพูดว่า “บอกพี่มาตามตรงเลยนะว่า…พี่เป็นอะไร พี่ยอมรับได้ ”

เมื่อเห็นดิฉันยังนิ่ง พี่สาวจึงสำทับมาว่า “บอกมาเหอะ…พี่จะได้เตรียมตัวเตรียมใจ จะได้วางแผนชีวิตได้ ”

ฉันรู้ว่าพี่สาวสงสัยว่าตัวเองเป็นมะเร็งเพราะน้ำหนักตัวที่ลดฮวบฮาบ และอาการจุกแน่นร้อนภายใน พี่สาวบ่นว่าอาการเหมือนที่ย่าเคยเป็น

ดิฉันจึงบอกพี่สาวไปว่า “ต้องเอาไปให้หมอดูก่อน˝

ก่อนพาพี่สาวไปหาหมอ ดิฉันพยายามหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต และคุยกับพี่ๆน้องๆของสามี พร้อมชักชวนพี่สะใภ้ไปเป็นเพื่อนด้วย เมื่อไปหาคุณหมอๆพยักหน้าเป็นอันรู้กัน แต่ไม่บอกคนไข้ และบอกดิฉันว่า คงต้องทำ ERCP ให้ดิฉันคุยกับพี่สาว ตอนคุยกับหมอเราพูดทับศัพท์กัน พี่สาวมองตาปริบๆด้วยความสงสัย

เมื่อออกจากคลินิก พี่สาวพูดว่า “บอกมาตรงๆพี่เป็นอะไร พี่…พร้อม ”

ดิฉันจึงบอกพี่สาวว่า “ผล CT สงสัยว่าป้าจะเป็นมะเร็งท่อทางเดินน้ำดี แต่ป้าอย่าเพิ่งคิดมากนะ”  ดิฉันพยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นปกติที่สุด พี่สาวนิ่งเงียบ ดิฉันกับพี่สะใภ้บีบมือพี่สาวคนละข้าง เรา 3 คนนิ่งเงียบกันพักนึง ดิฉันจึงพูดต่อไปว่า “หมอแนะนำให้ส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี เดี๋ยวน้องจะไปหารายละเอียดมาให้นะ”

ตลอดทางกลับบ้าน พี่สาวนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่จา น้ำตารื้นแต่ไม่ร้องไห้ออกมา ดิฉันรู้สึกว่าป้าเด็ดเดี่ยวมาก แต่การที่พี่สาวเงียบมากๆทำให้ใจหวั่นๆ

หมอนัดไปทำ ERCP อีก 2 อาทิตย์ เนื่องจากคนไข้มีมาก และพี่สาวใช้สิทธิ์ UC หลังศึกษาข้อมูลและประเมินอาการของพี่สาวแล้วคิดว่าไม่ควรรอเวลา พี่สาวมีเงินเก็บพอสมควรเนื่องจากเป็นคนขยันและประหยัดอดออม พวกเราพี่น้องตกลงกันว่าน่าจะให้พี่สาวใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นในการดูแลรักษาตัวเอง ทุกคนจึงชวนพี่สาวไปทำ ERCP ที่ศูนย์ศรีพัฒน์ รพ.มหาราชเชียงใหม่

พี่สาวตกลง…หลังทำ ERCP อาการตัวตาเหลืองหายไปอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง …แพทย์แนะนำให้ทำการรักษาต่อด้วยเคมีบำบัด พี่สาวกลัวเคมีบำบัดมาก ดิฉันแก้ปัญหาด้วยการไปหาข้อมูลผลดีผลเสียของการทำเคมีบำบัดมาให้พี่สาวอ่านเพื่อประกอบการตัดสินใจ น้องๆทุกคนมาเยี่ยมพี่สาวทุกวันเพื่อให้กำลังใจ และหาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการดูแลรักษามะเร็งมาให้ ผลการรักษาเป็นไปด้วยดี อาการแพ้น้อยมาก

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ เมื่อพี่สาวทราบว่าตนเองเป็นมะเร็ง พี่สาวเปลี่ยนตัวเองทุกอย่าง เลิกทานอาหารสำเร็จรูป ทานแต่น้ำผักผลไม้ปลอดสารพิษปั่น กินข้าวกล้อง เลิกทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นปลาทะเลน้ำลึกทำสมาธิ ปฏิบัติธรรม และรักษาด้วยสมุนไพรแพทย์ทางเลือกร่วมด้วย

ดิฉันและพี่ๆน้องๆเห็นแล้วรู้สึกเวทนาสงสาร แต่พี่สาวบอกว่า “พี่ไม่กลัวตาย แต่พี่ยังไม่อยากตาย˝

อีกอย่างที่พี่สาวทำ คือ เตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในการจัดพิธีศพ เช่น ถุงข้าวด่วน เงินทำบุญในการสวดศพ เงินค่าอาหารเลี้ยงแขกสั่งเสียพร้อมจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะทั้งคนไข้ ผู้ดูแลและแพทย์เจ้าของไข้คิดเหมือนกัน คือ มากสุดคงไม่เกิน 1 ปี แต่…ตั้งแต่เริ่มมีอาการเดือนพฤศจิกายน พ.ศ 2553 จนถึงปัจจุบันพี่สาวยังมีชีวิตอยู่ ทำมาหาเลี้ยงชีพ เข้าสังคมเพื่อนฝูงได้ตามปกติ แต่ยังยึดมั่นในการปฏิบัติตัวเคร่งครัดดังเดิม คือ ห่อข้าวไปทานเอง นั่งดูเพื่อนๆกินอาหารตามใจปากอย่างเอร็ดอร่อย จนหลายครั้งดิฉันอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถ้าน้องเป็นน้องคงตายไปนานแล้ว˝

ซึ่งพี่สาวดีใจและภูมิใจในตัวเองมาก ถึงแม้ว่าหลังทำเคมีบำบัดได้ประมาณปีครึ่งมะเร็งจะกำเริบจนลำไส้อุดตัน ต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่นานกว่า 7 ชั่วโมง โดยดิฉันทำหน้าที่หาข้อมูลให้พี่สาวตัดสินใจลิขิตชีวิตเองทั้งหมด ซึ่งบทเรียนในการดูแลพี่สาวคือ เราไม่ควรคิดแทนคนไข้ ควรให้คนไข้ตัดสินใจลิขิตชีวิตของเขาเอง “คุณภาพชีวิตของคนแต่ละคน แตกต่างกัน˝

สมพร สายสิงห์ทอง

พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ โรงพยาบาลลำปาง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

http://www.gotoknow.org/posts/567123

………………………………………………………………………………………………….

อ่านหลากหลายเรื่่องได้ที่   http://www.gotoknow.org/posts/567212

 

 

เสี้ยวนาทีแห่งชีวิต กับ กล้ามเนื้อหัวใจตาย

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

ทางด่วนชีวิต กล้ามเนื้อหัวใจตาย-เสี้ยวนาทีแห่งชีวิต
“บันทึกประสบการณ์จากผู้เยี่ยมสำรวจสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล สะท้อนความรู้สึกดีๆ ที่คุณหมอ (บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข) มุ่งมั่นพัฒนา เพื่อให้คนไข้ปลอดภัย หายจากโรค และมีความสุข”

โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอกับความต้องการกล้ามเนื้อหัวใจ  ส่วนที่ขาดเลือด จะตาย ถ้ากล้ามเนื้อตายปริมาณมากคนไข้จะหัวใจวาย และเสียชีวิต

เรามักได้ข่าวบ่อยๆ แม้แต่คนที่แข็งแรง นักกีฬาระดับโลกก็ยังหัวใจวายขณะแข่งขัน นักกีฬาบางคนเกิดเหตุในสนามแข่งที่มีทีมปฐมพยาบาลและอุปกรณ์ครบครัน ก็ยังไม่สามารถช่วยชีวิตได้ โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันนั้น ต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ทันท่วงที ทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงโอกาสรอดของคนไข้ที่ลดลง  คนไข้หลายคนเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล คนไข้บางคนแม้มาถึงโรงพยาบาลแล้วก็ยังไม่รอด

ตัวอย่างที่ 1  :    คนไข้รายหนึ่งได้รับการส่งต่อจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งไปโรงพยาบาลศูนย์ โดยมีการติดต่อกันล่วงหน้าระหว่างหมอทั้ง ๒ โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลศูนย์เตรียมทีมหมอ พยาบาล อุปกรณ์และยาไว้พร้อม เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาลศูนย์ ขณะที่พยาบาลกำลังจะฉีดยาเข้าเส้น คนไข้หัวใจหยุดเต้น และไม่อาจกู้ชีวิตได้สำเร็จ คนไข้คนนี้มาช้าเกินไป เพราะการเดินทางระหว่าง ๒ โรงพยาบาล ใช้เวลามากกว่า ๑ ชั่วโมง

ตัวอย่างที่ 2 :   ชายวัยกลาง คนขับรถมาที่แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเขาจอดรถหน้าห้องฉุกเฉิน บอกพนักงานเปลว่า “เจ็บหน้าอก ขอพบหมอ” แต่พนักงานเวรเปลบอกเขาว่าเขาจอดรถขวางทาง ให้ขับไปจอดที่ลานจอดรถ เนื่องจากทางเข้าแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลเป็นเนินสูง และจอดรถได้ทีละไม่เกิน ๒ คัน เมื่อรถมาส่งคนไข้แล้วต้องขับออกไปทันที คนไข้มาคนเดียว เขาจึงยื่นกุญแจให้พนักงานเปลขับรถลงไปจอดให้ แต่พนักงานเปลปฏิเสธเพราะว่าขับรถไม่เป็น คนไข้จึงต้องขับรถไปจอดที่ลานจอดรถด้านล่าง แล้วเดินขึ้นเนินมาใหม่ แล้วเขาก็เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นที่หน้าห้องแผนกฉุกเฉินนั่นเอง ทีมหมอและพยาบาลต้องระดมกันมาช่วยกู้ชีวิตฉุกเฉิน ผลสุดท้ายคนไข้รอดชีวิต ท่ามกลางความโกลาหล และขวัญที่กระเจิงของพนักงานเปลคนนั้น เหตุการณ์วันนั้นโรงพยาบาลต้องเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการการดูแลคนไข้ฉุกเฉิน โดยให้พยาบาลห้องฉุกเฉินไปดูแลคนไข้ภาวะวิกฤติที่รถ สำหรับโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ได้ร่วมกันจัดทำแนวทางปฏิบัติสื่อสารให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับทราบสภาพของโรคและการปฏิบัติต่อคนไข้อย่างถูกต้องเหมาะสม ตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน
โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ที่มาด้วยอาการเจ็บหน้าอกจะมีอาการเจ็บแน่นทันที เจ็บคล้ายถูกรัดจนหายใจไม่ออกนานกว่า ๑-๒ นาที คนไข้มักมีประวัติของโรคหัวใจขาดเลือดมาก่อน เช่น เจ็บหน้าอกเวลาเครียด โกรธ ทำงานเหนื่อย หรือออกกำลังกาย อาการจะดีขึ้นด้วยการหยุดพัก บางรายที่ได้รับการรักษาแล้ว เมื่ออมยาขยายหลอดเลือดที่ใต้ลิ้น อาการเจ็บหน้าอกจะทุเลา

โรคหัวใจขาดเลือดที่นำไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญในห้องฉุกเฉิน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาละลายลิ่มเลือด และ/หรือการสวนหัวใจขยายหลอดเลือดภายในเวลาที่ทันท่วงที ก่อนที่กล้ามเนื้อหัวใจจะตายมากจนหัวใจหยุดเต้น

เป้าหมายการรักษาที่มีประสิทธิภาพนั้น คือ การทำให้เลือดกลับมาไหลผ่านหลอดเลือดที่อุดตันอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้กล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดฟื้นคืนกลับ มาทำงานได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นคนไข้ควรได้รับยาละลายลิ่มเลือดหรือได้รับการสวนหัวใจด้วยลูกโป่งขยายหลอดเลือด (บอลลูน) เร็วที่สุด หลายโรงพยาบาลตั้งเกณฑ์มาตรฐานในเรื่องเวลาดังนี้

เมื่อคนไข้มาถึงห้องฉุกเฉิน จนถึงการได้รับยาละลายลิ่มเลือด (Door to Drug time) ต้องน้อยกว่า ๓๐ นาที และหากต้องสวนหัวใจด้วยลูกโป่งขยายหลอดเลือด (Door to Ballon time) ต้องน้อยกว่า ๙๐ นาที

สำหรับคนไทย คนไข้หัวใจขาดเลือด เมื่อเกิดอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน มักเข้ารับการบำบัดรักษาจากสถานพยาบาลใกล้บ้านก่อน ซึ่งไม่มีแพทย์เฉพาะทางและทีมงาน ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า เมื่อเกิดความไม่แน่ใจ ก็อาจส่งต่อคนไข้ไม่ทัน หรือแม้ว่าส่งคนไข้ถึงโรงพยาบาลใหญ่แล้ว กว่าจะตามทีมได้ก็หลายขั้นตอนและต้องใช้เวลา ศูนย์โรคหัวใจโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งหาทางแก้ปัญหา ดังกล่าวด้วยกระบวนการทางด่วน (Fast track) โดยจัดสร้างเครือข่ายการดูแลคนไข้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน สำหรับโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลชุมชนในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง จัดทีมให้คำปรึกษาผ่านระบบสารสนเทศ มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้


เมื่อโรงพยาบาลในเครือข่ายพบคนไข้ที่มีอาการน่าสงสัย
ให้ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) แล้วส่งแฟกซ์มาที่ศูนย์โรคหัวใจ ซึ่งมีหมอพร้อมให้คำปรึกษาตลอด ๒๔ ชั่วโมง เมื่อหมอผู้เชี่ยวชาญคิดว่าใช่ ให้ส่งคนไข้มาที่แผนกฉุกเฉิน พร้อมประทับตรา “Fast track” ที่ใบส่งตัวคนไข้ โดยทีมงานของโรงเรียนแพทย์จะเตรียมพร้อมรอรับคนไข้ ผลการดำเนินงานในระยะเริ่มโครงการพบว่า เวลาเฉลี่ยที่ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกจนมาถึงแผนฉุกเฉิน ๑๙๖.๕ นาที ระยะเวลาตั้งแต่มาถึงแผนกฉุกเฉินจนถึงการเข้าอยู่ในห้องบริบาลคนไข้หนักโรคหัวใจ (CCU) ๑๔ นาที ระยะเวลาที่คนไข้มาถึงแผนกฉุกเฉินจนได้รับยาละลายลิ่มเลือด ๓๒.๕ นาที และถ้าคนไข้ที่ต้องสวนบอลลูน จะสามารถทำได้ในเวลา ๘๒ นาที

ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร ท่ามกลางความขาดแคลนบุคลากรและทีมงานของโรงพยาบาลทุกระดับ เครือข่ายสามารถพัฒนางานได้ผลเทียบเท่าประเทศที่มีพัฒนาการทางการแพทย์ระดับก้าวหน้า สามารถช่วยให้คนไข้รอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากภูมิภาคต่างๆ ได้รับการสนับสนุนการจัดตั้งเครือข่ายในลักษณะนี้ ก็จะเป็นโชคดีของคนไข้โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันอย่างทั่วถึง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ได้แก่ บุหรี่ สำหรับคนที่สูบมานานหลายสิบปี และคิดว่ามาเลิกเมื่อแก่จะไม่มีประโยชน์ เป็นความเข้าใจผิด เพราะมีหลักฐานยืนยันว่า ถ้างดบุหรี่ได้ ๒ ปี อัตราเสี่ยงต่อการเกิดอาการจะลดลงเหลือพอๆ กับคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ควรดูแลรักษาตนเองให้ดี เพื่อควบคุมโรคเหล่านี้ เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญเช่นกัน ณ วันนี้โรงพยาบาลต่างๆ ได้พัฒนาการดูแลรักษาคนไข้โรคหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หลายแห่งจัดระบบ “ทางด่วน” โดยมุ่งเป้าหมายเพื่อความปลอดภัยและอยู่รอดอย่างมีคุณภาพชีวิตของคนไข้ แม้จะยังไม่สามารถให้บริการได้ครบถ้วนกระบวนการตามเป้าหมายและหลายแห่งยังพบจุดอ่อนในระบบ

แต่ก็เป็น “ทางด่วนชีวิต” ที่เต็มไปด้วยความหวัง และอาจเป็น “ทางด่วนชีวิต” สำหรับชีวิตเราเอง

ที่มา FB: มูลนิธิหมอชาวบ้าน