Category Archives: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน

8 เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันฝึกนั่งสมาธิครบ 100 วัน

มาตรฐาน

4

Things That Happened After I Meditated For 100 Days

8 เรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันฝึกนั่งสมาธิครบ 100 วัน

ฉันไม่ใช่โยคี ไม่ใช่ผู้เสริมสร้างพลังชีวิต หรือครูสอนโยคะใดๆทั้งสิ้น อันที่จริงไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณเรียกว่าโยคีเลยล่ะ ที่ผ่านมาฉันล้มเหลวมาเยอะ เช่น สอบตก ไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ เคยเข้าไปอยู่ในสถานบำบัดยาเสพติด แถมยังเคยถูกจับอีกต่างหาก แต่ในที่สุดฉันก็กลับใจจนได้มาเป็นทนายความและใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ฉันก็อยากให้คนอื่นมีโอกาสที่ดีแบบนี้บ้าง

 

เชื่อไหมว่าการนั่งสมาธินำพาสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตของเราทุกคนได้ ไม่นานมานี้ฉันเริ่มเรียนรู้ถึงประโยชน์ของการนั่งสมาธิ แม้ที่ผ่านมาฉันไม่เคยนั่งสมาธิได้นานกว่า 5-10 นาทีเลย แต่มาวันนี้ฉันได้ตัดสินใจลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีติดต่อกันนานหนึ่งสัปดาห์เพื่อดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

 

การทดลองนี้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม ปี 2015 จากสัปดาห์แรกเป็นเดือน จากเดือนเป็นสามเดือน มารู้ตัวอีกทีก็ครบ 100 วันแล้ว

 

ฉันนั่งสมาธิทุกวันในตอนเช้า โดยไม่มีวันหยุดเลย  ตอนแรกที่นั่งสมาธิฉันนั่งอยู่นิ่งๆไม่ได้เลย ทั้งปวดหลังและเมื่อยขาสุดๆ  ฉันรู้สึกเหมือนกำลังพยายามปรับวิธีการนั่งมากกว่าที่จะทำสมาธิกับการกำหนดลมหายใจเข้าออก  ที่สำคัญฉันต้องฝืนตัวเองไม่ให้ลืมตา แต่ในที่สุดฉันก็ชินกับการกำหนดลมหายใจเข้าออก และร่างกายของฉันก็เริ่มปรับท่าทางให้เป็นไปตามธรรมชาติ

ยิ่งนั่งสมาธินานเท่าไร ฉันก็ยิ่งค้นพบวิธีนั่งสมาธิให้สบายมากขึ้นเรื่อยๆ  ไม่นานนักการนั่งสมาธิก็กลายเป็นกิจวัตรในยามเช้าที่ขาดไม่ได้และสิ่งดีๆก็เริ่มทยอยเข้ามาในชีวิตของฉัน

 

นี่คือ 8 สิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ฉันนั่งสมาธิทุกวันจนครบ 100 วัน

1. ชีวิตมีความเป็นระเบียบ

ยิ่งหัวสมองปลอดโปร่งก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จ  มีการจัดระเบียบความคิด  มีสมาธิกับการทำงานและพร้อมที่จะก้าวสู่งานชิ้นต่อไปได้ง่ายขึ้น  ฉันจะตั้งใจทำงานที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุดแล้วค่อยทำงานอื่นต่อไป

2. เริ่มรู้จักคิดก่อนพูด

เดิมทีฉันปากไวหรือพูดทันทีที่ความคิดนั้นปรากฏขึ้นมาในหัว  แต่ตอนนี้ฉันต้องหยุดคิดก่อนว่าจะพูดอะไร แล้วค่อยตอบกลับไปอย่างระมัดระวัง  การหยุดคิดจะช่วยให้ฉันเรียบเรียงคำพูดได้ชัดเจน  และเมื่อพูดออกไปแล้วฉันจะทบทวนว่าสิ่งที่พูดไปนั้นดีพอหรือยัง หรือคราวหน้ายังสามารถทำได้ดีกว่านี้อีกไหม ซึ่งปกติฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

3. สุภาพและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

ฉันกลายเป็นคนขี้รำคาญน้อยลง อดทนมากขึ้น ไม่เบื่อกับการต้องเข้าคิวนานๆ  ฉันเริ่มมองสถานการณ์ต่างๆในมุมมองของคนอื่น  ด้วยวิธีนี้เองทำให้ฉันสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่กระทำต่อคนอื่นได้อย่างสิ้นเชิง

4. มีพลัง

ฉันสามารถนอนหลับได้สนิทกว่าเดิม และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่นมีพลังพร้อมเริ่มวันใหม่  ขนาดหลังเลิกงานฉันก็ยังมีพลังเหลือเฟือที่จะออกไปวิ่งหรือออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆต่อได้เลย

5. รู้จักเลือกรับประทานอาหารได้ดีขึ้น

ฉันตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่ออยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านอาหาร  ฉันมักจะถามตัวเองก่อนเสมอว่า.. อาหารนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของฉันมากน้อยแค่ไหน

6. ดูโทรทัศน์น้อยลง

ความปรารถนาในการดูโทรทัศน์ของฉันลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ  แต่ฉันกลับมีสมาธิกับสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เช่น การอ่านหนังสือ การออกกำลังกาย การออกไปพบปะเพื่อนฝูง หรือการทำงานบนเว็บไซต์ของตัวเอง

7. ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น

ฉันเริ่มรู้จักหยุดสังเกตและชื่นชมกับความสวยงามของธรรมชาติ  ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือพระอาทิตย์ตกดิน นี่คือปรากฏการณ์มหัศจรรย์ชัดๆ ฉันจะพยายามดื่มด่ำกับช่วงเวลาเหล่านี้ให้มากที่สุด

8. ดีขึ้นทุกอย่าง

นี่อาจเป็นคุณประโยชน์ที่ดีที่สุดอีกอย่างหนึ่งของการนั่งสมาธิ  ฉันรู้ว่าตัวเองเป็นใครและสามารถทำอะไรได้บ้าง  ฉันกล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น  ฉันมีกำลังใจที่จะเป็นตัวของตัวเองและกล้าเสี่ยงเพื่อที่จะเติบโตต่อไปในวันข้างหน้า  ฉันรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญและสามารถประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการได้

และนี่คือการเปลี่ยนแปลงของฉันหลังจากที่เริ่มนั่งสมาธิ  แม้ว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่เกิดขึ้นภายในวันเดียวหรือ 100 วัน แต่ฉันรู้ว่าทุกวันนี้ฉันไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว  ฉันมีความสุขมากขึ้นเพราะฉันได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ  ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากที่นั่งสมาธิผ่านไปเพียง 100 วัน ฉันก็อยากเห็นว่าอีก 200 วันหรือแม้แต่ 1,000 วันจะเป็นอย่างไร ลองนั่งสมาธิวันละ 20 นาทีติดต่อกันสัก 100 วันดูสิ ฉันมั่นใจว่าคุณจะกลายเป็นคนใหม่อย่างแน่นอน

Blogger : Kyle V. Robinson

Source : mindbodygreen.com

ที่มา http://issue247.com/beauty/health/things-that-happened-after-i-meditated-for-100-days/

สูตรเด็ดกล้วยน้ำว้า สุดยอดยาอายุวัฒนะ

มาตรฐาน

ผมคัดลอกข้อความเดิมตามที่อ่านจากหนังสือมาเลยนะครับ

ตามนี้———————————–
เมื่อ พ.ศ.2510 ข้าพเจ้า (หมายถึงผู้เผยแพร่นะครับ) ได้ไปที่จังหวัดอุดรธานี ได้ไปพบพระยาอุดรฯ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุ 82 ปี
ท่านเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เมื่อท่านมีอายุ 52 ปี สุขภาพทรุดโทรมมาก ถึงกับต้องลาออกจากราชการก่อนเกษียณ
แต่ปัจจุบันท่านสามารถเล่นกอล์ฟ แทงบิลเลียด และเต้นรำได้ดุจคนหนุ่มๆ  มิหนำซ้ำยังมีอนุภรรยาได้ด้วย

ข้าพเจ้าถามท่านว่าท่านมีอะไรดี ถ้าไม่สงวนขอได้ไหม ?
ท่านได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า พระธุดงค์รูปหนึ่งเป็นผู้บอกตำรายานี้ให้กับท่าน   ท่านได้รับประทานยาขนานนี้มาเป็นเวลากว่า 30 ปี  และข้าพเจ้าก็ได้ทำยาขนานนี้รับประทานมา 8-9 ปีแล้ว รู้สึกว่าได้ผลดีมาก จึงได้แนะนำยานี้ไปทั่ว  จนบางคนถึงกับขนานนามข้าพเจ้าว่า “อาจารย์กล้วยน้ำว้าดองน้ำผึ้ง”  ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่ถือ เพราะถือว่าเอาของดีมาเผยแพร่

–  เอากล้วยน้ำว้าชนิดงอมจัดๆ  คือ เปลือกกล้วยเริ่มมีจุดดำบ้างแล้วมาปอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ  ดุจหั่นแตงกวา ปริมาณ 10 ผล ต่อน้ำผึ้ง 1 ขวดกลม (750 ซีซี)  จะดองครั้งละกี่ขวดก็ได้ ตามส่วนที่ได้แจ้งมา
– ส่วนน้ำผึ้งนั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นน้ำผึ้งแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยคงหายาก  (หาซื้อที่เค้าขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต เช่น น้ำผึ้งโครงการหลวง  ก็น่าจะใช้ได้ )
–  นำส่วนผสมมาใส่ขวดโหลดองเอาไว้  อย่าใส่ให้เต็มโหล ประเดี๋ยวจะฟูและล้นมานอกโหล
–  ต้องดองให้ครบ 3 เดือน จึงจะใช้ได้

–  ระหว่าง 3 สัปดาห์แรก กล้วยจะลอยอยู่ข้างบนและจะมีรา จงใช้ไม้ตะเกียบคนให้กล้วยข้างบนจมลงไปอยู่ด้านล่าง
–  ต่อไปก็จะมีราขึ้นอีก หมั่นคนจนไม่มีราเกิดขึ้นอีก
เมื่อครบ 3 เดือนแล้ว จงเอาผ้าบางมากรองโดยไม่ต้องคั้น    น้ำจะใส มีรสเปรี้ยวนิดๆ
–  เอากากกล้วยทิ้งไป กินแต่เฉพาะส่วนที่เป็นน้ำ
–  กินคืนละ 1 ถ้วยชาจีน หรือประมาณ 4 ช้อนคาว กินทุกคืนก่อนนอน  ถ้ารับประทานมากเกินไปจะร้อนจนทนไม่ไหว

เมื่อกินไปได้ 15 วัน ท่านจะรู้สึกตัวทันทีว่า ร่างกายอบอุ่นและกระชุ่มกระชวยผิดธรรมดา

     เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือ “รีดเดอร์ไดเจสต์” ของต่างประเทศ เขาก็มีอยู่บทหนึ่งที่กล่าวว่า  เมื่อเชื้อเห็ดราของผลไม้ผสมกับน้ำผึ้งแล้ว จะทำให้เกิดปฏิกิริยา คือ สามารถสร้างฮอร์โมนในร่างกายของคนเราได้  คือ เชื้อเห็ดราของกล้วยนั่นเอง มาตรงกับยาอายุวัฒนะของไทยเรา  เมื่อท่านลองแล้วท่านจะเห็นผลเอง

ยาขนานนี้ไม่แต่เป็นยาอายุวัฒนะเพียงอย่างเดียว ยังเป็นยาเตะปี๊บพังด้วย  คำพังเพยของไทยเรากล่าวว่า  “ตากแดดตากลม เพราะอ้ายนมสองเต้า ลำบากยากเข็ญ เพราะเอ็นอันเดียว” ก็คงเป็นจริงอยู่
คัดลอกมาครบถ้วนตามตำราทุกอย่างแล้วครับ
—————————
จากตำรับโบราณของแท้ เห็นเค้าว่าเจ๋งโคตร  รับประทานเป็นประจำ จะเกิดผลดีต่อสุขภาพ   กินได้ทั้งชายและหญิง รวมทั้งกลุ่มไม่สังกัดเพศจะใช้เป็นยาอายุวัฒนะหรือเสริมพลังในการเตะปี๊บ ก็แล้วแต่ถนัด
ส่วนสุภาพบุรุษท่านใดที่ยังคงเตะได้หนักหน่วงรุนแรง  และเตะได้อย่างไม่บันยะบันยัง (เตะปี๊บนะครับ ไม่ใช่เตะเมีย) ก็กินเพื่อวัตถุประสงค์อย่างแรก คือ ใช้เป็นยาอายุวัฒนะดังว่า
ส่วนบรรดาท่านสุภาพสตรี ก็ใช้กินเพื่อบำรุงร่างกาย ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ไร้โรคาพยาธิ หรือเป็นการเพิ่มพลังในการเตะก้านคอสามี ก็ถือเป็นผลพลอยได้
บอกเล่าเก้าสิบกันมา
ผม (คราวนี้ล่ะ “ผม”ถึงได้หมายถึง adul) พิมพ์มาตามตำรับดั้งเดิมทุกประการ
วัตถุดิบหาง่าย กรรมวิธีไม่ซับซ้อน เพียงแต่ต้องใช้เวลานานหน่อย ถึง 3 เดือนและหากท่านใดได้ลองแล้ว ผลเป็นยังไงก็บอกต่อกันนะครับ  กุศลแรงเชียวนา ขอบอกส่วนสุภาพบุรุษท่านใด กินน้ำผึ้งดองกล้วยสูตรนี้เข้าไปแล้วถึงกับจะต้องมีกิ๊กกันละก้อ โปรดรับผิดชอบกันเองนะครับ ตัวใครตัวมัน   หากภรรยาจับได้แล้วอย่ามาโบ้ยใส่ผมก็แล้วกัน   ผมไม่เกี่ยวนะคร้าบ

NOTE :   เปิดฝาใว้อย่าปิดแน่นนะครับเดี๋ยวขวดจะระเบิดเพราะมีแก๊สภายในต้องคลายฝาให้อากาศผ่านได้บ้างแล้วก็เอาช้อนพลิกคว่ำ-หงาย…ผ่านไปสักเดือนลองชิมดูถ้ารสเปรียวหวานล่ะก็เริ่มใช้ได้.

ศิริราช360°ตอนเปิดห้องอาจารย์ใหญ่

มาตรฐาน

ศิริราช360°ตอน 2:เปิดห้องอาจารย์ใหญ่(1/3)

ศิริราช360°ตอน 2:เปิดห้องอาจารย์ใหญ่(2/3)

ศิริราช360°ตอน 2:เปิดห้องอาจารย์ใหญ่(3/3)

พิพิทธภัณฑ์

ศ.พิเศษ นพ.สรรใจ แสงวิเชียร ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล  ให้เกียรตินำชมพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง ที่แรกคือพิพิธภัณฑ์กายวิภาค-คองดอน  ณ ตึกกายวิภาคศาสตร์ ภาควิชากายวิภาคศาสตร์   สถานที่เก็บรวบรวมสิ่งแสดงของมนุษย์เพื่อการเรียนรู้ไว้มากมาย และที่นี่ยังมีสิ่งแสดงของมนุษย์ที่มีเพีย­งชิ้นเดียวในโลก โดยฝืมือแพทย์หญิงคนไทย (รศ. พญ. เพทาย ศิริการุณ) จัดแสดงอยู่ด้วย และอีกที่คือ พิพิธภัณฑ์และห้องปฏิบัติการเรื่องราวก่อน­ประวัติศาสตร์ สุด แสงวิเชียร ที่เริ่มต้นจากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เกิดการสำรวจและรวบรวมจนได้เป็นแหล่ง­เรียนรู้เพื่อแสดงสิ่งที่ค้นพบ ทั้งโครงกระดูกของมนุษย์ หิน และวัตถุโบราณในยุคต่างๆ

ความโกรธ … รู้ทัน รับทันความโกรธ

มาตรฐาน

4

ความโกรธ ทำให้หัวใจ…ทำงานหนัก
ความรัก ทำให้หัวใจ….ทำงานดี
ความดีทำให้หัวใจนั้น…พองโต
ความโง่จะทำให้…เสียหาย
ความตายนั้นเป็นเรื่อง…ธรรมดา
บุคคลใดเข้าใจธรรม บุคคลนั้นย่อมเห็นทุกสิ่ง..เป็นธรรมดา

สิ่งที่สูงค่ากว่าเงิน มี 7 ประการคือ
(1)   การได้เกิดมาเป็นคน
(2)   การได้ยลพระพุทธศาสนา
(3)   การมีกัลยาณมิตร
(4)   การมีความสุจริตเป็นนิสัย
(5)   การมีใจปราศจากริษยา
(6)   การมีเวลาให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก
(7)   การรู้จักสะกดคำว่า..พอ

**  อ่านเรื่องตะปูและความโกรธ   http://wp.me/p16952-1IO

……………………………………………………….

รู้ทันรับทันความโกรธ

   รศ. กนกรัตน์ สุขะตุงคะ

                                                ที่ปรึกษาสาขาวิชาจิตวิทยาคลินิก
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ 

Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

ความโกรธ

          ความหมาย ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติที่พบได้ในคนที่มีสุขภาพอารมณ์สมบูรณ์ แต่เมื่อควบคุมไม่ได้มันจะกลายเป็นพลังทำลาย ทำนายไม่ได้ และนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่นความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ปัญหาในที่ทำงาน และคุณภาพชีวิต

สัญญาณของความโกรธ

          หัวใจเต้นแรงและเร็ว หน้าอกกระเพื่อมมากขึ้นเพราะหายใจเร็วขึ้นเหมือนจะหายใจไม่พอ สิ่งที่ตามมาคือกล้ามเนื้อตึงตัวและเกร็งไปทั่วตัว ทำให้ความร้อนมากขึ้น ตัวร้อนขึ้นและเหงื่อออกมากมาย

          ธรรมชาติของความโกรธ เป็นภาวะอารมณ์ที่มีความเข้มข้นแตกต่างกันตั้งแต่โกรธน้อยๆ แค่มีความหงุดหงิด จนถึงรุนแรงมากถึงเถื่อน ตรงกันข้ามในกรณีที่มีนิสัยเก็บกดมากเกินไป ความโกรธที่สะสมอยู่อาจเปลี่ยนเป็นความเศร้า ล้า หมดเรี่ยวแรง และแยกตัวได้ ความโกรธนอกจากจะส่งผลถึงพฤติกรรมแสดงออกแล้วยังส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวะและสรีระ เช่นหัวใจเต้นแรงและเร็ว รู้สึกใจสั่น ความดันโลหิตสูงขึ้น หน้าแดง กล้ามเนื้อเกร็งถ้าเป็นมากๆอาจจะมีอารมณ์พลุ่งระเบิดคำพูดหรือการกระทำออกมาโดยขาดการควบคุม

  ความโกรธประกอบด้วย 5 ลักษณะใหญ่ๆ
Ø  โกรธคนอื่น
Ø  ถูกคนอื่นโกรธ
Ø  โกรธตัวเอง
Ø  ความโกรธที่ค้างจากอดีต ถ้ามีอะไรมาสะกิดก็จะออกมา
Ø  ความโกรธที่เป็นนามธรรม ที่มาที่ไปอาจจะซับซ้อนจนต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยวิเคราะห์

          สาเหตุ : เกิดได้จากทั้งภายในและภายนอกตัว เช่นความห่วงใย กังวล หรือวิตกกังวลกับปัญหาส่วนตัวบางอย่าง หรือการพบกับเหตุการณ์ที่กระตุ้นความทรงจำเก่าๆที่เจ็บปวด รวมทั้งความรู้สึกว่าถูกบีบให้จนมุม หรือไม่ได้รับความยุติธรรม

          การแสดงออก : ใช้กระบวนการทางจิตใจทั้งระดับรู้ตัวและไม่รู้ตัว โดยที่กฎหมาย มาตรฐานสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และกาลเทศะ เป็นตัวกำหนดว่าเราจะปลดปล่อยความโกรธออกมาได้เท่าใดและอย่างไร การแสดงออกหลักๆของความโกรธได้แก่ ปล่อยออกมาตรงๆ หรือเก็บกดทำเป็นเฉย พฤติกรรมพื้นฐานที่สุดคือก้าวร้าว

การบริหารความโกรธ ทำโดยลดอารมณ์โกรธของตัวเองโดยสร้างความสามารถในการอดทนให้เข้มแข็งขึ้น หรือลดสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดอารมณ์โกรธ ถ้าลดไม่ได้ก็เลี่ยงการเผชิญหน้าออกไปชั่วคราว

ทำไมแต่ละคนจึงมีความโกรธไม่เหมือนกัน

พันธุกรรม เป็นปัจจัยอันหนึ่ง คนที่มีความอดทนต่อความคับข้องใจได้น้อยมักเป็นคนโกรธง่าย การเลียนแบบบุคคลสำคัญหรือผู้ที่ใกล้ชิดก็มีผล ซึ่งปฏิกิริยาของความรู้สึกโกรธจะมากน้อยเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับความสามารถที่จะปรับตัวและการมีที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยดูแลหรือไม่อย่างไรสิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญ อิทธิพลจากสังคมวัฒนธรรม ค่านิยมของแต่ละสังคมเป็นตัวกำหนดการแสดงออกด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์ในการจัดการกับความโกรธ

          เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าอารมณ์โกรธกำลังเพิ่มพลัง ให้นึกถึงความจริงที่ว่าอารมณ์โกรธเป็นเรื่องธรรมชาติและเป็นตัวที่บอกถึงการมีสุขภาพดี การที่ไม่รู้สึกโกรธเลยต่างหากเป็นเรื่องของความไม่ปกติ  ทั้งนี้เพราะความโกรธเป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเจ็บปวดทางกายและอารมณ์ ในช่วงชีวิตของคนเราเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับความไม่ถูกใจหรือผิดหวังในสิ่งที่ต้องการ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีอารมณ์โกรธเลย แต่สิ่งที่ควรทำคือการเรียนรู้วิธีที่จะบริหาร ควบคุมหรือระบายความโกรธออกมาอย่างเหมาะสมต่างหาก เทคนิคต่างๆต่อไปนี้สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล วิธีการหนึ่งอาจจะได้ผลในคนคนหนึ่งแต่อาจจะไม่ได้ผลในอีกคนก็ได้เป็นเรื่องปกติเพราะคนเรามีจริตต่างกัน
1.การสร้างความผ่อนคลาย  เมื่อความโกรธทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ สิ่งที่เป็นตัวแก้ก็คือภาวะที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือการคลายตัวของกล้ามเนื้อซึ่งทำได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ฝึกการหายใจที่ถูกต้อง การหายใจที่ถูกต้องจะได้ปริมาณออกซิเจนเหมาะสมเพียงพอต่อความผ่อนคลายของร่างกาย ทำได้โดยหลับตาลงเบาๆ หายใจเข้าออกลึกๆช้าๆสัก 5-10 นาที เทคนิคคือเมื่อหายใจเข้าช้าๆจนท้องป่องแล้วก็กลั้นไว้สักครู่โดยการนับ 1-5 ตามจังหวะวินาทีแล้วค่อยๆระบายลมหายใจออกมาช้าๆทางจมูกหรือทางปากก็ได้ตามสะดวก การหายใจที่ถูกต้องจะช่วยการเต้นของหัวใจให้ช้าลงและกล้ามเนื้อคลายตัว ซึ่งร่างกายจะส่งสัญญาณความสบายนี้ไปสมองทำให้อารมณ์เย็นลง
  • การผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้วยการยืดหดเบาๆส่วนต่างๆของร่างกายไม่ให้เกิดความตึงเครียดทำได้หลายวิธีเช่นออกกำลังหรือเล่นกีฬาเบาๆ เดินเร็วๆ ทำให้ endorphins ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้สงบและมีความสุขหลั่งออกมา
  • การจินตนาการสั้นๆเรื่องที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจเพื่อได้เปลี่ยนสภาวะจากความเครียดมาให้ได้มีความสุขระยะหนึ่ง

ตัวอย่าง

ใช้เวลา 10 นาที ทำต่อไปนี้

หลับตาสร้างจินตนาการให้ไปอยู่ในสถานที่และเห็นสิ่งที่คุณชอบหรือรู้สึกดีๆด้วย เป็นอะไรที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีจริงก็ได้ ให้มีสมาธิรับรู้แต่สิ่งนั้นเท่านั้น แล้วอยู่กับสิ่งนั้นอย่างสงบ ไม่ต้องฟังเสียงจากที่อื่น ใช้อวัยวะสัมผัสของคุณทุกส่วนรับรู้บรรยากาศทั้งหมดทั้งเสียง กลิ่น ภาพ สัมผัสและรสชาติในสิ่งที่คุณจินตนาการถึงให้ชัดเจนเหมือนกับว่าคุณกำลังอยู่ที่นั่นจริงๆ เก็บความสุข ความสบายใจ ผ่อนคลายตัวเองให้มากที่สุด จนเมื่อรู้สึกสบายใจ อารมณ์ดีแล้วก็ให้มาสนใจอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายทีละส่วนตั้งแต่หน้าผากเรื่อยลงมาถึงนิ้วเท้า บอกให้อวัยวะแต่ละส่วนที่กำลังนึกถึงนั้นผ่อนคลายลง เมื่อครบทั่วตัวแล้วให้พูดกับตัวเองว่า ฉันรู้สึกผ่อนคลายทั่วตัว สบายใจ สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และพร้อมจะปฏิบัติภารกิจต่างๆได้อย่างมีชีวิตชีวาและเต็มพละกำลัง หลังจากนั้นให้นับถอยหลังช้าๆจาก 6 ลงมาโดยขยับแขนขาเนื้อตัวเบาๆไปด้วยเพื่อให้รู้สึกตัว เตรียมกลับมาสู่ภาวะปกติ เมื่อนับถึง 1 ก็ค่อยๆ ลืมตา แล้วลุกขึ้นช้าๆ
1.      เทคนิคแก้ปัญหาด้วยตนเอง

บอกตัวเองว่าการต้องแก้ปัญหาให้สำเร็จทุกครั้งไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป เพราะจะเป็นการกดดันตัวเองโดยไม่จำเป็น ควรให้ความสำคัญกับการจัดการและวิธีการเผชิญปัญหาที่เหมาะสมกับกาลเทศะ ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องโทษตัวเองถ้าได้ทำดีที่สุดแล้ว หรือลองมองสถานการณ์ที่ทำให้โกรธใหม่ว่ามันเป็นเรื่องที่ใครๆก็พบได้ในขณะที่คนอื่นๆเห็นเป็นเรื่องปกติหรือไม่กดดันทำไมคุณถึงรู้สึกรุนแรงกว่าคนอื่น แล้วแก้ปัญหาให้ตรงประเด็น
2.      สร้างการสื่อสารที่ดี

ถ้าเริ่มรู้สึกมีอารมณ์โกรธขณะพูดคุยกัน ให้ทำตัวเองช้าลงเพื่อลดระดับอารมณ์ ระมัดระวังคำพูดมากขึ้น ฟังอย่างตั้งใจ และไม่ด่วนสรุป คิดก่อนตอบออกไป ถ้าเห็นว่าบรรยากาศไม่ดีให้พักและใช้เรื่องตลกเบาๆเบรกความตึงเครียด
3.      สร้างสมดุลอารมณ์

พยายามบอกตัวเองให้นิ่งก่อนโดยการหายใจเข้าออกช้าๆให้สมาธิไปอยู่ที่ลมหายใจ สักพักหนึ่งค่อยหายใจตามปกติ อย่าใจร้อนหรือใช้คำพูดเสียดสีแบบสะใจ เพราะจะสร้างปัญหาซ้อนขึ้นมา อาจจะใช้อารมณ์ขันเข้าช่วย แต่มีข้อที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องของกาลเทศะและอย่าพยายามฝืนหัวเราะเพราะจะรู้สึกแย่มากขึ้น
4.      เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

ถ้ารู้สึกว่าจะระเบิด ขอเวลานอกแยกตัวออกมาอยู่ตามลำพัง 5 – 10 นาทีเพื่อสงบตัวเอง ควรจะไปนั่งที่อากาศปรอดโปร่ง หรือในห้องที่สบายๆ เปิดเพลงฟังให้ใจเย็นลง จิบน้ำให้สดชื่น หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ถ้าไม่ดีขึ้นอาจจะต้องทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อปลดปล่อยแรงขับภายในออกมาเช่น ขุดดินปลูกต้นไม้ เล่นกีฬาที่ต้องออกแรงเหวี่ยงออกไป

  1. ยอมรับความจริงและหาตัวเลือกอื่น

บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถไปจากสิ่งเร้าที่ทำให้รู้สึกโกรธได้ด้วยข้อจำกัดส่วนตัว ดังนั้นควรยอมรับในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้วพยามยามปรับตัวอยู่กับสิ่งนั้นอย่างเข้าใจ หรือหาทางเลือกอื่นๆที่มีโอกาสทำได้สำเร็จมากกว่าก็จะได้บางสิ่งบางอย่างเป็นการชดเชยแทน
6.      ระวังความคิดอัตโนมัติ

คนเราเวลาพบกับสิ่งที่ทำให้โกรธมักคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันไม่ควรเป็นอย่างนั้น ไม่ยุติธรรมเลย ความคิดแบบนี้จะกระตุ้นให้โกรธเร็วและแรงขึ้น และตัวเองก็ไม่คิดจะแก้ปัญหาเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม ตัวเองตกเป็นเหยื่อ หรือถูกกระทำ รู้สึกสงสารตัวเอง ผลที่เกิดขึ้นก็คือนอกจากจะไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นแล้วยังเป็นการผลักใสคนที่อยากช่วยออกไปทางอ้อมอีกด้วย
7.      ขอคำปรึกษาผู้ที่ไว้วางใจหรือผู้เชี่ยวชาญ

ให้ทำทันทีเมื่อรู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้จนมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเรื่องสำคัญในชีวิต หรือเมื่อคุณไม่เข้าใจคำพูดที่ว่า “ คนเรามีความผิดหวัง เจ็บปวด และเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอซึ่งเราเปลี่ยนมันไม่ได้ แต่เราก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรหรืออยู่กับมันได้ ”

ความโกรธกับการใช้สารเสพติด

คนบางคนไม่รู้จะจัดการกับความโกรธอย่างไรก็เลยใช้วิธีแช่แข็งมันโดยผลักไปเก็บไว้ในใจที่บางคนเรียกว่าเก็บกด ให้ดูเหมือนไม่มีมันอยู่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะมันคือระเบิดที่รอวันปะทุ  ผู้ที่มีโอกาสติดสารเสพติดไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหาด้านความโกรธ และไม่ได้คิดว่าปัญหาความโกรธเกี่ยวข้องกับการติดเหล้า ยา หรือสารเสพติด เพราะเหล้า ยาหรือสารเสพติดอื่นๆจะช่วยหลอกว่าใช้แล้วสบาย ผ่อนคลาย แม้ว่าเมื่อหมดฤทธิ์ยาปัญหาก็คงยังอยู่ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่สบายใจก็กลับจำได้ว่าเมื่อใช้ยาหรือสารเสพติดนั้นแล้วจะสบายใจขึ้นจึงวนเวียนกลับไปใช้อยู่ จนเกิดการดื้อยาทำให้ต้องเพิ่มขนาดขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปและในที่สุดก็ขาดมันไม่ได้ ซึ่งเมื่ออยู่ในภาวะเสพติดจนขาดสติสัมปชัญญะอารมณ์รุนแรงก็จะระเบิดออกมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ความโกรธกับโรคซึมเศร้า

          เรามักจะคิดว่ามันคนละเรื่อง เพราะดูเหมือนแตกต่างกันอย่างสุดโต่ง เพราะคิดว่าถ้าได้ระบายความโกรธออกมาแล้วจะโล่งใจและมันน่าจะมีความสุขมากกว่า แต่ในความเป็นจริงลองกลับไปดูอารมณ์จริงๆหลังจากระบายออกไป จะเห็นได้ว่ามันโล่งก็จริงแต่หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยคือความรู้สึกผิด และเสียใจ บางคนกลับมาโกรธตัวเองว่าไม่รู้จักระงับอารมณ์ เสียภาพลักษณ์ ขาดวุฒิภาวะฯ และที่ร้ายที่สุดคืออาจจะทำให้เสียโอกาสดีๆในชีวิตไป

ตรงกันข้ามคือการที่ไม่แสดงอารมณ์โกรธเลยเพราะคิดว่าดูไม่ดีหรือกลัวว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น ดังนั้นเมื่อมีเรื่องที่ทำให้โกรธก็จะเก็บกดตลอดเวลาใบหน้าจะเปื้อนยิ้มอยู่เสมอ แต่ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าอมทุกข์อยู่ภายใน ความโกรธไม่ได้หายไปไหนจะสะสมพอกพูนอยู่ในตัวรอวันระเบิดเมื่อหมดแรงกดหรือเมื่อมันเต็มล้น เหมือนกาน้ำที่ปิดฝาสนิทตั้งอยู่บนเตาไฟตลอดเวลา

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างบนล้วนทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ทั้งคู่ ทั้งนี้เพราะความคิดที่สุดโต่งทั้งสองด้านคือด้านหนึ่งก็โพล่งออกมาตรงๆแล้วเสียใจภายหลัง แต่อีกด้านหนึ่งคือเก็บกดเอาไว้จนมันระเบิดออกมาอย่างรุนแรงและจบลงด้วยความเสียใจของตนเองและคนที่เกี่ยวข้อง

ความสัมพันธ์ระหว่างความเศร้าและอารมณ์โกรธ

          ความรู้สึกเบื่อ เหงา หดหู่ใจ ท้อแท้ หมดหวัง รู้สึกไม่มีคุณค่า รู้สึกผิด ไม่สามารถควบคุมความคิดในแง่ร้ายของตัวเองได้แม้จะพยายามแค่ไหนก็ตาม สมาธิไม่ดี ความจำเสีย อะไรที่เคยทำได้ง่ายๆกลับเป็นเรื่องยาก น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ การนอนหลับผิดปกติ อาจจะตื่นกลางดึกและไม่สามารถหลับต่อได้หรือนอนหลับมากเกินไป มีอาการปวดตามที่ต่างๆในร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้ เหล่านี้เป็นอาการที่พบทั่วไปในผู้ป่วยซึมเศร้า แต่คนที่ความโกรธและเป็นแรงขับให้เกิดความเศร้าจะไม่เหมือนการโกรธทั่วๆไป แต่จะเป็นความโกรธที่ผสมความเกลียดทั้งต่อตัวเอง คนอื่น หรือสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี พฤติกรรมที่เห็นได้ตั้งแต่แรกคือการปลีกตัวหรือแยกตัวไปจากครอบครัว เพื่อนฝูง มีผลการทำงานหรือการเรียนแย่ลง ขาดแรงจูงใจ นอนไม่หลับ ท้อแท้ หมดหวัง รู้สึกผิด ความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการเหล่านี้มาจากความรู้สึกโดดเดี่ยว ปัญหาเศรษฐกิจ การงาน ปัญหาครอบครัว การขาดการสนับสนุนทางสังคม การใช้สุราและสารเสพติด หรือแม้แต่การได้รับประสบการณ์ไม่ดีในวัยเด็กและกรรมพันธุ์

ลักษณะที่แสดงออกของความเศร้า

          พฤติกรรมการแสดงออกของความเศร้ามีความแตกต่างไปตามเพศและวัย วัยรุ่นอาจจะแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด ก้าวร้าว โผงผาง ตรงไปตรงมา ส่วนคนหนุ่มสาวจะออกทางอาการเจ็บปวดส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกทางจิตใจที่จะบอกถึงความไม่พึงพอใจในสภาวะที่เป็นอยู่และเป็นการร้องขอความช่วยเหลืออ้อมๆ สำหรับผู้สูงอายุความเศร้ามักมาจากการสูญเสีย เช่นการตายจากของคู่สมรส การเกษียณจากงาน อิสระที่จะทำอะไรต่างๆด้วยตนเองลดลงตามสภาพร่างกายและสุขภาพ ดังนั้นการแสดงออกก็มักเป็นการบ่นถึงสิ่งต่างๆดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเสียทำให้เกิดการพูดหรือถามซ้ำๆถึงเรื่องที่แม้จะเพิ่งผ่านไปทำให้ลูกหลานอาจจะแสดงความรำคาญหรือมีปฏิกิริยาจนทำให้ผู้สูงอายุเกิดความน้อยใจหรือโกรธพลุ่งออกมาได้

ผู้ชายมักแสดงออกออกด้วยการบ่นถึงความล้า หงุดหงิด มีปัญหาการนอนหลับ ขาดความสนใจในเรื่องรอบๆตัว และใช้สุราหรือสารเสพติดเป็นทางออก ในขณะที่ผู้หญิงมักแสดงออกด้วยความรู้สึกผิด กินมากนอนมากน้ำหนักเพิ่ม หรือตรงกันข้ามกินไม่ได้นอนไม่หลับน้ำหนักลด อัตราการฆ่าตัวตายของผู้หญิงสูงกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่าเนื่องจากฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้จะมีประจำเดือน บางคนจะมีอาการ Premenstrual syndrome (PMS) หรือหลังคลอดบุตรอาจจะมีอาการ Postpartum blue ให้เห็น

สัญญาณเตือนการคิดฆ่าตัวตายหรือสัญญาณการร้องขอความช่วยเหลือทางอ้อม

  1. พูดออกมาว่าจะฆ่าตัวตาย หรือพูดทำนองว่าคนอื่นคงจะดีขึ้นถ้าตัวเองตายไปซะ หรือแสดงท่าทีให้เห็นว่าหมดหวังหรือถึงทางตัน
  2. หมกมุ่นกับเรื่องความตายผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆซึ่งมีแรงขับมาจากความรู้สึกอยากตาย
  3. ไปพบคนคุ้นเคยหรือคนที่ไม่ได้พบกันมานานเพื่อล่ำลา
  4. เปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็วจากเศร้ามาสู่ความสงบ นิ่ง และดูเหมือนมีความสุข สิ่งนี้อาจจะบอกทางอ้อมว่าเขาตัดสินใจได้แล้วว่าจะฆ่าตัวตาย

          สรุป     การที่มีอารมณ์โกรธเป็นครั้งคราวเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่ถ้าเป็นบ่อยและเป็นอยู่นานไม่ค่อยหายไปอาจจะเป็นเรื่องของความเศร้าที่อยู่เบื้องหลังก็ได้ ฉะนั้นอารมณ์โกรธจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ถ้าสามารถรับรู้ได้เร็วถูกต้องและสามารถตั้งรับได้เหมาะสมก็เป็นเรื่องปกติ อาจจะเป็นแรงผลักให้เกิดสิ่งสร้างสรรค์ต่างๆได้ เช่นโกรธที่ไม่ได้เกิดมาสบายเหมือนคนอื่นก็อาจจะพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถ อดทนจนสร้างเนื้อสร้างตัวให้ดีกว่าเดิมได้ แต่ตรงกันข้ามถ้ามีอะไรไม่พอใจแล้วกลับท้อแท้ สงสารตัวเอง จมปลักกับความคิดนั้นๆความเศร้าก็จะตามมา ที่ร้ายก็คืออาจจะเปลี่ยนไปเป็นแค้นและทำเรื่องไม่เหมาะสมจนเดือดร้อนทั้งตัวเองและสังคม ดังนั้นถ้าพบว่าตนเองเศร้าอาจจะต้องลงไปสำรวจจริงๆจังๆว่ามีเรื่องของความโกรธซ่อนและผลักดันอยู่ภายในหรือไม่ จะได้แก้ไขให้ตรงประเด็น

http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=870

ผู้นำ 5 ระดับ

มาตรฐาน

นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 

ถ้าเปรียบการบริหารองค์กรเสมือนกับการทำสงคราม “ผู้นำ” ก็ปรียบเสมือน “แม่ทัพ” ที่จะต้องวางแผน วางกลยุทธ์ให้ลูกทัพปฏิบัติตาม หากวางแผน หรือบริหารงานผิดพลาดจะส่งผลกระทบกับองค์กรและบุคคลากรในองค์กร

 ท่ามกลางความหลากหลายขององค์กรในปัจจุบัน “ผู้นำ”ควรมีรูปแบบเป็นอย่างไร จึงจะนำพาองค์กรให้ก้าวต่อไปในโลกอันกว้างใหญ่ได้

 เมื่อเร็วๆ นี้มีนักศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง “ภาวะผู้นำแบบตะวันออก” ผมอยากนำเอาคำตอบในวันนั้นมาแบ่งปันให้คนอื่นได้รับรู้ด้วย เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้างสำหรับคนที่เป็นผู้นำอยู่ในปัจจุบัน และผู้ที่จะเป็นผู้นำในวันข้างหน้า

  

ข้อคิดคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ พูดเรื่อง”ผู้นำ”  ให้ได้คิด

ระดับล่างสุด คือ ผู้นำที่เฉลียวฉลาด  มีไหวพริบ  รู้เท่าทันคน มียุทธวิธีและกลยุทธ์ที่แหลมคม  มีวิสัยทัศน์กว้างไกล  เป็นผู้นำที่ลูกทีมมั่นใจว่าจะพาทีมไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่เก่งฉลาด

ระดับที่สอง คือ ผู้นำเก่งฉลาด บวกด้วยประสบการณ์ชีวิต รวมทั้งมีบทเรียนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมาแล้ว และแน่นอนต้องผ่านการทำงานอย่างโชกโชนเพียงพอ  เขาจะได้เข้าใจถึงกาลเทศะ เรื่องอะไรควรหนัก เรื่องอะไรควรเบา  สิ่งใดควรรีบเร่ง สิ่งใดควรรั้งรอไว้ก่อน ประเด็นใดสำคัญมาก  ประเด็นใดสำคัญน้อยกว่า ผู้นำระดับนี้ก็จะสร้างความมั่นใจได้มากขึ้นว่า  จะไม่บุ่มบ่าม หุนหันพลันแล่น แต่จะมีวิธีแก้ปัญหาที่ยืดหยุ่น นุ่มนวล ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น  เท่ากับนำพาให้ทีมงานลดความเสี่ยงที่จะต้องพบเจอกับภาวะวิกฤตโดยไม่จำเป็น ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีปัญญา

ระดับที่สาม คือ ผู้นำที่มีปัญญาแล้วยังสามารถเป็นที่พึ่งของลูกน้องได้ มีความเมตตากรุณาที่ใครเดือดร้อนก็จะมาพึ่งพาขอความช่วยเหลือ ลูกทีมที่อยู่ร่วมกันก็จะมีความรู้สึกผูกพัน อบอุ่น มั่นคง ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่มีน้ำใจ

ระดับที่สี่ คือ ผู้นำที่เปิดทางสนับสนุนให้ลูกทีมได้ประสบความสำเร็จ บุคคลเหล่านั้นจะเคารพนับถือผู้นำชนิดนี้อย่างสุดจิตสุดใจ เพราะความสำเร็จในชีวิตของพวกเขาได้มาจากผู้นำคนนี้ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่สร้างคน

ระดับสูงสุด คือผู้นำที่ไม่ได้อยากเป็นผู้นำ แต่เป็นคนที่มีความสามารถนำพาองค์กรทั้งทีมฝ่าฟันผ่านพ้นวิกฤตไปได้โดยไม่มีกิเลสตัณหาคิดจะเป็นใหญ่ จึงทำทุกอย่างโดยไม่มีอะไรแอบแฝง โปร่งใสตรวจสอบได้ในทุกด้าน ดังเช่นปูชนียบุคคลที่ผมเคยเขียนแนะนำประวัติไว้สองท่าน คือ จอร์จ วอชิงตัน(1) และ เติ้งเสียวผิง(2) ซึ่งล้วนถูกเคี่ยวเข็ญให้ขึ้นมาเป็นใหญ่เพื่อกอบกู้วิกฤต และ พยายามขอถอนตัวจากไปอย่างเงียบๆ เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ ผู้นำระดับนี้เรียกว่า “ผู้นำที่ยิ่งใหญ่”

กล่าวโดยสรุป ผู้นำระดับที่หนึ่งและสองใช้ “สมอง” เป็นหลัก    แต่….ผู้นำที่สูงขึ้นมาในระดับสาม สี่ ห้า ต้องใช้ “หัวใจ” เป็นกลไกขับเคลื่อน      แนวทางการบริหารจัดการแบบตะวันออกเน้นเรื่องหัวใจมากกว่าสมอง  โดยยึดปรัชญาที่ว่า “คนจะใหญ่ หัวใจต้องใหญ่พอ

ดังนั้น บุคคลที่ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นมากที่สุดหรือเก่งที่สุด แต่มีภาวะจิตใจอยู่ในระดับสาม สี่ ห้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว จึงมักจะอยู่ในตำแหน่งระดับสูงขององค์กรใหญ่ๆ ที่บริหารตามแนวทางตะวันออก เพราะ……..องค์กรเหล่านี้ไม่ได้ยึดผลประโยชน์เป็นใหญ่ แต่…...ให้น้ำหนักกับเรื่องความสุขของทุกคนในทีมเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด

เชิงอรรถ
1 จอร์จ วอชิงตัน เข้าร่วมขบวนการปลดแอกจากอังกฤษจนสำเร็จ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสหรัฐอเมริกาเรียบร้อยแล้ว ก็กลับบ้านไปทำไร่ตามเดิม จนถูกพรรคพวกที่เคารพนับถือไปรบเร้าเชื้อเชิญให้กลับมาเป็นประธานาธิบดี และเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 2 สมัย พรรคพวกก็จะแก้กฎหมายเป็นกรณีพิเศษให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ จอร์จ วอชิงตัน กล่าวขอบคุณพร้อมตอบปฏิเสธไป

2 เติ้งเสี่ยวผิง เป็นผู้กอบกู้วิกฤตของสังคมจีนที่ถูกย่ำยีจนย่อยยับด้วยน้ำมือของ “แก๊งสี่คน” จนประเทศอ่อนแอและอับอายไปทั่วโลก เติ้งเสี่ยวผิงผลักดันให้เกิดการพัฒนาประเทศทุกๆ ด้านด้วยนโยบาย “สี่ทันสมัย” จนประเทศจีนเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมาผงาดอยู่ในแถวหน้าของมหาอำนาจโลก แต่หลังจากปี ค.ศ.1978 จนถึง ค.ศ. 1997 ที่เขาเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงไม่ยอมรับตำแหน่งประธานาธิบดีหรือประธานพรรค ยอมรับเพียงแค่ตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารเพียงตำแหน่งเดียว และหลังจากเขาเสียชีวิตมาจนถึงปัจจุบันปี ค.ศ. 2013 ยังไม่ปรากฎว่า เติ้งเสี่ยวผิงและลูกหลานร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินซุกซ่อนไว้

โดย…นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373885879&grpid=03&catid=&subcatid=

คิดบวก

มาตรฐาน

คิดบวก2

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิธีคิด ดีมากๆ…

• เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. โอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ

• เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. บทเรียนที่จะสร้างปัญญาได้อย่างวิเศษ

• เวลาเจอความทุกข์หนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. แบบฝึกหัดที่จะช่วยให้เกิดทักษะในการดำเนินชีวิต

• เวลาเจอนายจอมละเมียด ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. การฝึกตนให้เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)

• เวลาเจอคำตำหนิ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. การชี้ขุมทรัพย์มหาสมบัติ

• เวลาเจอคำนินทา ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. การสะท้อนว่าเรายังคงเป็นคนที่มีความหมาย

• เวลาเจอความผิดหวัง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. วิธีที่ธรรมชาติกำลังสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต

• เวลาเจอความป่วยไข้ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. การเตือนให้เห็นคุณค่าของการรักษาสุขภาพให้ดี

• เวลาเจอความพลัดพราก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. บทเรียนของการรู้จักหยัดยืนด้วยขาตัวเอง

• เวลาเจอลูกหัวดื้อ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. โอกาสทองของการพิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ที่แท้จริง

• เวลาเจอแฟนทิ้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ..  ความเป็นอนิจจังที่ทุกชีวิตมีโอกาสพานพบ

• เวลาเจอคนที่ใช่แต่เขามีคู่แล้ว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. ประจักษ์พยานว่าไม่มีใครได้ทุกอย่างดั่งใจหวัง

• เวลาเจอภาวะหลุดจากอำนาจ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. ความอนัตตาของชีวิตและสรรพสิ่ง

• เวลาเจอคนกลิ้งกะล่อน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. อุทาหรณ์ของชีวิตที่ไม่น่าเจริญรอยตาม

• เวลาเจอคนเลว ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. ตัวอย่างของชีวิตที่ไม่พึงประสงค์

• เวลาเจออุบัติเหตุ ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. คำเตือนว่าจงอย่าประมาทซ้ำอีกเป็นอันขาด

• เวลาเจอศัตรูคอยกลั่นแกล้ง ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. บททดสอบว่าที่ว่า ‘มารไม่มีบารมีไม่เกิด’

• เวลาเจอวิกฤต ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. บทพิสูจน์สัจธรรม ‘ในวิกฤตย่อมมีโอกาส’

• เวลาเจอความจน ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. วิธีที่ธรรมชาติเปิดโอกาสให้เราได้ต่อสู้ชีวิต

• เวลาเจอความตาย ให้บอกตัวเองว่า นี่คือ.. ฉากสุดท้ายที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์

สีหน้า กับคำพูดจาสำคัญ อย่าใช้มันกับผู้มีพระคุณ

มาตรฐาน

2

สีหน้า กับคำพูดจาสำคัญ อย่าใช้มันกับผู้มีพระคุณ

คุณแม่ชราคนหนึ่ง เดินเข้าไปหาหนังสือพิมพ์ในห้องของลูกชาย เผอิญลูกชายกลับบ้านมาพอดี

ลูกชายหัวเสียมาจากการเจรจาการค้า การเจรจาครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ ลูกค้าไม่ยอมสั่งออร์เดอร์ตามเดิม จึงรู้สึกหงุดหงิดมาก  เมื่อเขาเห็นแม่เหมือนกำลังควานหาอะไรบนเตียงของเขา ความหงุดหงิดบวกเป็นความไม่พอใจ จึงตวาดออกไปว่า  “แม่! มาทำอะไรที่ห้องผม อย่ายุ่งของๆผมนะ ผมบอกแม่กี่ครั้งแล้ว!”

แม่ของเขาหันมาอธิบายแก่ลูกชายว่า “แม่หาหนังสือพิมพ์ ก็เลยนั่งบนเตียงของแกแป๊บเดียวเอง”

ลูกชายแสดงสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ก่อนเดินออกจากห้อง ก็กล่าวทิ้งท้ายว่า “อยู่บ้านก็ไม่ทำอะไร ว่างมากหรือไง?”

เที่ยงคืนของคืนนั้น แม่ชราผู้อาภัพ ตัดสินใจโดดจากตึกชั้น7ลงมาเสียชีวิตในทันที
…………………………

ท่านขงจื้อกล่าวไว้ว่า  “การปรับสีหน้าให้เป็นปกติ คือ กตัญญู

เหตุใดการปรับสีหน้าให้เป็นปกติคือความกตัญญู ก็เพราะการจะทำสีหน้าให้ปกติเป็นเรื่องยาก

กับข้าวอยู่ที่โต๊ะนะ กินไปเลยไม่ต้องรอ หนูงานยุ่ง!”

“ของพวกนี้ราคาแพงนะ เวลาใช้ก็ประหยัดหน่อยนะแม่!”

“ดึกขนาดนี้จะมานั่งรอผมทำไม ผมโตแล้วนะ วันหลังไม่ต้องนะแม่ รู้ไปถึงไหนผมก็อายไปถึงนั่น!”

เรางานยุ่งถึงขนาดนั่งกินข้าวกับพ่อแม่ไม่ได้เลยหรือ?

หากของที่ซื้อมาในราคาแพงนั้น เราเอาไปให้เจ้านาย เราจะกล้าพูดแบบนี้ไหม?
ความห่วงหาอาทรที่พ่อแม่มีต่อลูก มันไม่เคยจางหายไปจากใจ
“ขอบคุณท่าน”  เมื่อคุณเห็นท่านนั่งรอคุณกลับบ้าน เหมือนคุณขอบคุณเพื่อนๆ เวลาคุณไปถึงงานเลี้ยงสาย
คุณทำกับคนอื่นได้ แต่..กับพ่อแม่ คุณทำไม่ได้เลยหรือ?
ท่านบรมครูขงจื้อจึงกล่าวไว้ว่า “ยามท่านอยู่ เลี้ยงดูด้วยความเคารพ ยามปรนนิบัติ ให้ความสุขสบาย ยามท่านป่วย ให้การดูแลเอาใจใส่   หากวันหนึ่งท่านจากไป ให้ความอาลัยอย่างสุดซึ้ง (อย่าครึกครื้นเฮฮา แต่งหน้าแต่งตา กินดื่มไม่ต่างอะไรกับงานมหรสพทั้งๆที่พ่อแม่เพิ่งเสียไป:นุสนธิ์)  ยามบูชาเซ่นไหว้ ให้ความสำรวม”

ได้โปรดระลึกว่า…  วันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องแก่ เพียงแต่พ่อแม่แก่ก่อนเรา สิ่งที่เราควรมีก็คือความเข้าใจและปฏิบัติต่อท่านเหมือนที่เราอยากได้จากลูกหลานในอนาคต เราจึงมีความเพียรในการดูแล ไม่ปรักปรำพร่ำบ่น

ยามท่านอยู่ ดูแลเอาใจใส่ท่านเพิ่มอีกสักนิด เพราะเวลาของเรานับกันเป็นปี แต่เวลาของท่านอาจนับเป็นวันแล้วก็ได้

นุสนธิ์บุคส์

6https://d19tqk5t6qcjac.cloudfront.net/i/412.html

ดร. นิศรา การุณอุทัยศิริ นักวิทยาศาสตร์ระดับโลก (หนังสือเก่งได้ไร้ขีดจำกัด)

มาตรฐาน

2

เก่งได้ ไร้ขีดจำกัด

หลายคนอาจจะคิดว่านักวิทยาศาสตร์ระดับด็อกเตอร์ จะมีแต่บุคลิกใส่แว่นตาหนาเตอะเท่านั้น แต่ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ คือตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ ที่จะขอพลิกความเชื่อดั้งเดิมของใครหลายคน ให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่เพราะเธอคือนักวิทยาศาสตร์หน้าใส ที่มีความสามารถล้นเหลือจนก้าวไกลไปในระดับโลก เพื่อสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยได้อย่างไม่อายใคร รายการวีไอพี (9 กรกฎาคม) จึงขออาสาพาไปพูดคุยกับสาวอัจฉริยะคนนี้กัน ..

ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ หรือ ดร.ต่าย หัวหน้าห้องปฏิบัติการไมโครอะเรย์แบบครบวงจร ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) คือนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับรางวัลการันตีจำนวนมาก นับตั้งแต่ “รางวัลทุนวิจัยลอรีอัลเพื่อสตรีในงานวิทยาศาสตร์” “รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้นจากสภาวิจัยแห่งชาติ ชุดตรวจเชื้อก่อโรคในอาหาร” และ “รางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ดีเด่นของประเทศไทย พระราชทานจากพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี” ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรางวัลในระดับประเทศ

นอกจากนี้ยังมีรางวัลในระดับโลกอย่าง การได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 43 ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จากทั่วโลก เพื่อเข้าร่วมเวทีประชุมวิชาการระดับโลก World Economic Forum (WEF) อีกทั้งยังได้รับเลือกตั้งเป็นตัวแทนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งประธานร่วมขององค์กรเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของโลก พร้อมทั้งได้รับเชิญจากผู้แทนพระองค์ราชินีอังกฤษ ในประเทศแคนาดา ให้เป็น 1 ใน 14 คน ที่จะเข้าร่วมเสวนาวิทยาศาสตร์ โดย ดร.นิศรา เป็นตัวแทนคนเดียวจากทวีปเอเชียอีกด้วย

สำหรับการเสวนานั้น เป็นการจัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิทยาศาสตร์ ในการพัฒนาประเทศแคนาดา โดยดร.นิศรา ได้เสนอมุมมองว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ คือบุคคลที่ไม่ควรถูกมองข้าม เนื่องจากยังมีไฟแรง และยังคงคิดนอกกรอบ ทำให้มีการเปิดมุมมองความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยสร้างเสริมให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะที่แคนาดาควรนำไปพิจารณา

หากย้อนกลับไปในสมัยวัยเยาว์ ดร.นิศรา คือชาวจังหวัดนครสวรรค์ ที่สนใจคณิตศาสตร์ตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ และคุณพ่อเป็นอาจารย์สอนจิตวิทยาเด็กในมหาวิทยาลัย ซึ่งเน้นการสอนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุมีผล

ดร.นิศราตั้งใจเรียนในห้อง และตั้งใจฟังครูมาก เพราะเป็นคนไม่ชอบท่องจำ จึงพยายามตั้งใจเรียนให้เข้าใจ อีกทั้งฐานะทางบ้านก็ไม่ได้ร่ำรวย จึงไม่ค่อยได้เรียนพิเศษมากเท่าไหร่ เน้นการถามคุณครูในยามที่ไม่เข้าใจมากกว่า เนื่องจากเป็นคนช่างพูดช่างถาม จึงทำให้เรียนรู้เรื่องและมีผลการเรียนที่ดี

ทั้งนี้ ดร.นิศรา บอกว่าตนเองมีพี่สาวเป็นแรงบันดาลใจ เพราะพี่สาวเรียนเก่งมาก จึงใฝ่ฝันอยากจะเป็นให้ได้เหมือนพี่สาว ทำให้ตั้งใจเรียนและสอบเทียบข้ามชั้น เพราะอยากสอบเข้าแพทย์ตามพี่สาว ก่อนที่จะมีโอกาสได้สอบชิงทุนรัฐบาลไทยเพื่อไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ โดยดร.นิศรา เลือกสอบทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ สายวิศวกรรมเคมี กับ ทุนกระทรวงต่างประเทศ สายเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ซึ่งเธอก็สอบผ่านทั้ง 2 ทุน แต่เมื่อต้องเลือกเพียง 1 ทุน ดร.นิศราจึงขอเลือกสายวิทยาศาสตร์อย่างที่ชอบ

ดร.นิศรา ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 16 ปี และได้รับทุนจากรัฐบาลแล้ว ต้องเก็บกระเป๋าหอบสัมภาระเพื่อเดินทางไปเรียนต่อยังประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ยังไม่เก่งภาษาอังกฤษ จึงมีปัญหาในการปรับตัวช่วงปีแรกอย่างมาก แม้เธอจะตั้งใจเรียนในห้องและพยายามฝึกฝนภาษา แต่การเตรียมตัวสอบวัดผลต่าง ๆ เพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอย่างหักโหม ทำให้เธอถึงกับเอ่ยว่าปีนั้นเป็นปีที่หนักที่สุดในชีวิต

แต่เมื่อมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ดร.นิศราจึงนำจุดเด่นนี้มาติวให้กับเพื่อน ๆ ต่างชาติ ซึ่งนอกจากจะได้ทบทวนความรู้เพิ่มเติมไปด้วยแล้ว ยังทำให้ได้ฝึกภาษามากขึ้นด้วย เพราะเพื่อน ๆ เองก็ติวภาษาอังกฤษให้เป็นการแลกเปลี่ยนเช่นกัน จนในที่สุด ดร.นิศรา ก็สอบติดมหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ 1 ใน 5 ของสหรัฐอเมริกาได้ นั่นก็คือมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และเธอตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอยู่ 4 ปี จนจบการศึกษามาด้วยคะแนนสูงที่สุดของคณะวิศวกรรมเคมี ได้รับปริญญาเกียรตินิยมอันดับ 1 รวมทั้งมีชื่อจารึกลงบนแผ่นทองคำของมหาวิทยาลัยอีกด้วย ซึ่งดร.นิศรา คือคนไทยคนแรกและคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับเกียรตินี้

จากนั้น ดร.นิศรา ยังคงไม่หยุดนิ่ง เดินหน้าศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ต่อทันที โดยได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเพื่อช่วยประหยัดเงินทุนจากรัฐบาลไทยอีกด้วย ในครั้งนี้ ดร.นิศรา ใช้เวลาในการศึกษาอยู่ 5 ปี ก่อนที่จะได้ดีกรีด็อกเตอร์มาครอบครองได้สำเร็จ

แม้ว่าการเรียนจบมาด้วยคะแนนสูงและมีความสามารถล้นเหลือ จะทำให้ดร.นิศรา ได้รับการติดต่อทาบทามเพื่อให้ไปร่วมงานด้วยทั้งจากองค์กรในประเทศไทยและต่างชาติ แต่ ดร.นิศรา กลับเลือกที่จะกลับมาใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมานับ 10 ปี ด้วยเงินทุนของรัฐบาลและภาษีของประชาชนชาวไทย เพื่อทำงานตอบแทนประเทศชาติ

โดย ดร.นิศรา บอกว่า แม้การชดใช้ทุนจะมีข้อกำหนดให้สามารถชดใช้เป็นตัวเงินได้ แต่ตนเองก็ยังคงเชื่อมั่นว่า การใช้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาเพื่อตอบแทนภาษีประชาชนคือสิ่งที่คุ้มค่ามากกว่า เพราะรัฐบาลเองคงไม่ได้ต้องการเงินคืน มากเท่ากับการสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถเพื่อมาช่วยพัฒนาประเทศ ดังนั้นหากตนเองคืนทุนเป็นจำนวนเงิน รัฐบาลก็จะต้องไปเสียเวลาสร้างคนที่มีความสามารถขึ้นมาใหม่ เสียเวลาไปอีกนับ 10 ปี พร้อมทั้งยังต้องแบกรับความเสี่ยงไว้อีกด้วย

ดร.นิศรา จึงเลือกที่จะทำงานอยู่ในองค์กรของรัฐบาลเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิทยาศาสตร์ พร้อมรับผิดชอบด้านการวิจัยพันธุ์กุ้งกุลาดำ สัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าการส่งออกสูง ซึ่งมักมีปัญหาในการเจริญเติบโต เนื่องจากประสบปัญหาโรคระบาด โดยมีการเขียนโครงการเพื่อขอเงินทุนจากแหล่งต่าง ๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศเพื่อทำการวิจัยร่วมด้วย อีกทั้งยังเป็นหัวหน้าทีมวิจัย ที่มหาวิทยาลัยควีน ในประเทศอังกฤษ โดยใช้ทุนวิจัยจากสหภาพยุโรป และในปัจจุบันเธออยากสร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์เพื่อให้ก้าวไปในเวทีระดับโลกให้มากขึ้นด้วย

ส่วนเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จของดร.นิศรานั้น เธอบอกว่า จะต้องเลือกทำในสายงานที่ตัวเองรัก ไม่ท้อแท้กับงานหนักและเหนื่อยในการใช้สมอง และความโชคดีของเธอก็คือมีครอบครัวและคนรอบข้างที่ดี ที่จะคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้มีกำลังใจในการทำงาน

“ชีวิตของเราทุกคน เราเป็นคนสร้าง อยากให้ชีวิตของต่ายได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน เพื่อให้มุ่งมั่นตั้งใจและเพิ่มพูนศักยภาพของตนเอง อย่าคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ขอเพียงแค่มุ่งมั่นตั้งใจ และเลือกในสิ่งที่อยากทำ รวมทั้งรักในสิ่งที่ทำอยู่ ก็จะผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้” คือคำพูดปิดท้ายของ ดร.ต่าย นิศรา นักวิทยาศาสตร์หญิงหน้าใสคนนี้

นี่คือตัวอย่างของคนที่มีความพยายาม และหาตัวเองจนเจอว่าอะไรคือสิ่งที่ใช่สำหรับชีวิต รวมทั้งยังเป็นตัวอย่างของความตั้งใจและมุ่งมั่นที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค หวังว่าเรื่องราวดี ๆ ของหญิงเก่งมากความสามารถคนนี้ จะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้นำเธอไปเป็นแบบอย่างนะคะ

ที่มา  http://hilight.kapook.com/view/73550
Read the rest of this entry