Category Archives: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน

วิธีบรรลุธรรมโดยเร็วที่สุด

Standard

Image004.1

วิธีการบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด

โยม : หลวงปู่ครับผมทำอย่างไรจะบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด

หลวงปู่ : ก็ ละความอยาก บรรลุธรรมของคุณให้เร็วที่สุด คุณละได้เร็วเท่าไหร่คุณก็จะบรรลุธรรมได้เร็วเท่านั้น

โยม : ไม่ใช่ครับผมหลวงปู่ ผมหมายถึงว่า ในการปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติของสายใดเป็นวิธีลัดให้เราบรรลุธรรมได้ง่ายๆและเร็วที่สุด

หลวงปู่ : เออ ก็อย่างนั้น แล้วคุณจะรีบไปไหนหล่ะ หรือ ทุกวันนี้คุณรีบไม่พอ เดินทางก็รีบ ทำมาหากินก็รีบ รีบไปหมด การปฏิบัติธรรมก็รีบ คุณดูนี่ (แล้วท่านก็ยกมือข้างซ้ายท่านขึ้นมา กางนิ้วมือทั้ง ห้านิ้วออก แล้วก็เริ่มโบกเร็วๆ) คุณว่าตอนนี้มีกี่นิ้ว

โยม : เห็นไม่ชัดครับผม หลวงปู่ต้องโบกช้าๆ ผมถึงจะเห็น

หลวงปู่ :  นั้นๆ นี่ไงหล่ะ ขนาดคุณยังอยากให้หลวงปู่โบกมือช้าๆเลย โบกมือเร็วๆไม่เห็นนิ้วมือใช่ไหม?  โบกช้าๆมันจึงจะเห็นชัด

การปฏิบัติธรรมหน่ะคุณเอ้ย มันไม่มีอะไรเร็วได้ดอก

รีบทำ รีบทำ มันไม่เห็นปัญญานะ ถึงเห็นมันก็ไม่แจ้ง

ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่…อย่าหยุด

เดินทุกวัน ทำทุกวัน ภาวนาทุกวัน

ขี้เกียจขี้คร้านก็ทำ

ขยันหมั่นเพียรก็ต้องทำ

อย่าหยุด ค่อยเป็นค่อยไป
พวกคุณใช้ชีวิตแบบเร่งๆรีบๆจนเคยตัว เลยคิดว่าการพ้นทุกข์นั้นก็รีบได้ ยิ่งพวกคุณอยาก พวกคุณรีบ ยิ่งพวกคุณปฏิบัติสุกเอาเผากิน ธรรมมะก็ยิ่งจะหนีห่างพวกคุณออกไปไกลเรื่อยๆ

ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ สังเกตุไปทุกระยะ ตั้งสติอย่าขาด อย่าวาดอนาคต อย่าผูกอดีต อย่าอยาก

การปฏิบัติธรรมให้เหมือนการเอามือกำนกตัวน้อยๆ กำแรงนกก็ตาย กำเบานกก็บินหนี กำให้มันพอดี อย่าเบาอย่าแรง อย่าเร่งอย่ารีบ อย่าอยากมุงหลังคาทั้งๆที่ยังไม่ตั้งเสายังไม่เทพื้นเทคาน

ทานเป็นเหตุ  ชำระกิเลสอย่างหยาบ  มีศีลเป็นผล

ศีลเป็นเหตุ   ชำระกิเลสอย่างกลาง   มีสมาธิเป็นผล

สมาธิเป็นเหตุ  ชำระกิเลสอย่างละเอียด   มีปัญญาเป็นผล

ปัญญาเป็นเหตุ   รู้รอบในกองสังขารทั้งปวง  มีวิมุติความหลุดพ้นเป็นผล
ทำไปตามขั้นตามตอน อย่าอยาก  อย่าเร่งอย่ารีบ ถ้ามันบ่มให้สุกได้อย่างกล้วย อย่างมะม่วง มันก็ดีน่ะสิ
แต่…ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ ไม่มีใครลัดได้ดอก
ดูความยากของการปฏิบัตินะ มันจะได้ละอยาก ละความห่วงในโลก อันนั้นหล่ะคุณจะได้ไวไว เข้าใจนะ

ธรรม..คำสอน..พระญาณวิสาลเถร (หา สุภโร)

เจ้าอาวาสวัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว)

ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์

ฮาร์วาร์ดแนะนำผู้บริหารให้….ฝึกการเจริญสติ วิปัสสนา

Standard

image  image

ที่มา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=395255900665655&id=100005437449824

ทำไมฮาร์วาร์ดแนะนำผู้บริหารให้ฝึกการเจริญสติวิปัสสนา?

วันนี้จะมาคุยถึงเรื่อง “การเจริญสติเปลี่ยนสมองได้

สัปดาห์นี้เรา “โดดเรียน” จากชั้นเรียน “ศาสตร์แห่งสุข” ในเบอร์คลีย์   ข้ามฟากไป Harvard Business School กัน
วารสารรชื่อดัง Harvard Business Review ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “Mindfulness Can Literally Change Your Brain”
ซึ่งจะขอแปลแบบสรุปมาฝากดังนี้ค่ะ

= เปิดประเด็น =
งานวิจัยล่าสุดมากมายพิสูจน์ให้เห็นว่า…. การเจริญสติสามารถเปลี่ยนสมองได้จริงๆ และเปลี่ยนได้ในแบบที่ทุกคนที่ทำธุรกิจโดยเฉพาะผู้นำองค์กรพลาดไม่ได้เด็ดขาด

ทีมวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ทำงานวิจัยลักษณะนี้มาตั้งแต่ปี 2011 และพบว่า…. สมองส่วนเนื้อเทาของผู้เข้าร่วมการทดลองที่ฝึกเจริญสติติดต่อกันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีความหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากนั้นก็มีทีมวิจัยจากทั่วโลกศึกษาผลของการเจริญสติที่มีต่อสมองกันมาอย่างต่อเนื่อง   ล่าสุดทีมนักวิจัยจากม.บริติช โคลัมเบีย และ ม.เทคโนโลยีเคมนิทซ์  ได้รวบรวมข้อมูลมาจากงานวิจัยถึง 20 ชิ้นและพบว่า…… การเจริญสติมีผลดีต่อสมองถึง 8 บริเวณด้วยกัน!
ในบทความนี้จะเน้นไปยังผลดีต่อสมอง 2 บริเวณที่น่าจะเป็นประโยชน์เป็นพิเศษต่อนักธุรกิจและผู้บริหารค่ะ
= การเจริญสติส่งผลดีต่อสมองส่วน ACC =

บริเวณแรกที่การเจริญสติไปช่วยเสริมสร้างให้แข็งแรงและทำหน้าที่ได้ดีขึ้นคือ anterior cingulate cortex (ACC)  สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมตนเอง  ความสามารถที่จะตั้งใจมีสมาธิจดจ่อและควบคุมพฤติกรรม
ACC จะช่วยควบคุมการตอบสนองแบบอัตโนมัติ และ ช่วยให้การตัดสินใจมีความยืดหยุ่นมากขึ้นค่ะ
ผู้ที่ ACC มีปัญหาในการติดต่อกับสมองส่วนอื่นๆ นั้น จะทำแบบทดสอบเกี่ยวกับความสามารถในการปรับตัวได้ไม่ค่อยดีนัก คือ จะมีพฤติกรรมยึดติดกับกลยุทธการแก้ปัญหาที่ไม่ได้ผล แทนที่จะพยายามปรับตนเองให้มีความยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
= ผู้เจริญสติภาวนา ทำคะแนนทดสอบได้ดีกว่า =

ในทางตรงกันข้าม กลุ่มผู้เจริญสติภาวนาทำคะแนนแบบทดสอบดังกล่าวออกมาได้ดีมาก   มีสมาธิจดจ่อ และ ตอบคำถามถูกต้องมากกว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญสติ

นอกจากนี้การทำงานของ ACC ในหมู่ผู้เจริญสติภาวนายังคึกคักกว่าผู้ที่ไม่ได้เจริญสติอีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ACC นั้นน่าจะมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือ มีความไม่แน่นอนนั่นเองค่ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจใช่ไหมคะ เพราะการเจริญสติภาวนานั้นทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) ได้ดี
= การเจริญสติส่งผลดีต่อสมองส่วน Hippocampus =

สมองส่วนนี้ล่ะค่ะที่นักวิจัยพบว่า มีการเพิ่มของปริมาณเนื้อสีเทา ฮิปโปแคมปัสนั้นทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์และความจำค่ะ
ด้านนอกของฮิปโปแคมปัสนั้นถูกครอบคลุมด้วย ปุ่มรับฮอร์โมนความเครียด คอร์ติซอล  ถ้ามีความเครียดเรื้อรัง ฮิปโปแคมปัสจะเกิดความเสียหาย และส่งผลร้ายในรูปแบบของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทางร่างกายต่อไป

ที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ป่วยโรคหดหู่ซึมเศร้าและโรคเครียดหลังจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) ซึ่งจะมีขนาดของฮิปโปแคมปัสที่เล็กลง

นักวิจัยพบว่า  การที่การเจริญสติ ทำให้ฮิปโปแคมปัสแข็งแรงขึ้นนั้น ทำให้ผู้เจริญสติมีความสามารถที่จะฟื้นตัวจากสภาวะทุกข์ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในวงการธุรกิจที่แข่งขันกันสูงทุกวันนี้
=  ผลดีต่อสมองส่วนอื่นๆ  =

นอกจากสมองทั้ง 2 ส่วนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นักประสาทวิทยายังพบกว่าการเจริญสติวิปัสสนาเป็นประจำส่งผลดีต่อ

1) การรับรู้

2) การตระหนักรู้ทางร่างกาย

3) ความสามารถในการทนอาการเจ็บปวด

4) ความสามารถในการควบคุมอารมณ์

5) ความเข้าใจความคิดและความรู้สึกของตนเอง

6) การคิดแบบลึกซึ้ง

7) การรู้จักตนเองค่ะ

= สรุป =
บรรดาคณาจารย์และนักวิจัยฮาร์วาร์ดทั้ง 3 ท่าน ที่เขียนบทความนี้สรุปว่า  เราไม่ควรมองว่าการเจริญสติวิปัสสนานั้นเป็นเรื่องที่ “ถ้าทำได้ก็ดี”  สำหรับผู้บริหารอีกต่อไป แต่มันเป็น… สิ่งที่ผู้บริหารทุกคน “ต้องทำ” ต่างหาก!

9 แนวคิดที่แตกต่างระหว่าง “คนมั่งมี” กับ “คนไม่มี”

Standard

image

9 แนวคิดที่แตกต่างระหว่าง “คนมั่งมี” กับ “คนไม่มี”

ทำไมถึง “จน” เพราะ…คุณยังมีความคิดแบบคนจนที่ยังไม่พัฒนา

คนจน กับ คนรวย ว่าคิดต่างออกไปอย่างไร ?
1. คิดลบทุกเรื่อง (Negative Thinking) ความคิดแง่ลบเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะกำหนดการดำเนินชีวิตให้ตกต่ำลง เพียงแค่แวบแรกที่คุณคิดลบ มันจะปิดกั้นการกระทำที่จะนำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของคุณในทันที เพราะคุณก็จะหาวิธีการทำแต่อะไรที่แย่ๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ แตกต่างกับคนรวย ที่ความคิดส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะความคิดบวก (Positive Thinking) ยกตัวอย่างเช่น คำพูด “ไม่ได้ กับ ได้” คนที่คิดลบ ที่พูดว่า ไม่ได้ เหมือนเป็นการปิดกันทางความคิดและการกระทำของเราให้หยุดอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าเราคิดว่า ได้ จะเป็นการเปิดรับความคิด การเรียนรู้ เพื่อที่จะพัฒนาตนเองไปอีกขั้นหนึ่ง ถึงแม้สิ่งที่เราทำจะไม่สำเร็จแต่อย่างน้อยเราได้ลองทำ ลองเรียนรู้ และสิ่งที่ได้กลับมาคือประสบการณ์นั่นเอง
2. ไม่คว้าโอกาส “คนรวยมองหา โอกาสคนจนมองหา อุปสรรค” คำพูดนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ดีถึง การโฟกัสทางความคิดที่แตกต่างกันทำให้บางครั้งเราพลาดสิ่งดีๆที่เข้ามาในชีวิตไปอย่างน่าเสีย บางครั้งโอกาสที่ผ่านเข้ามาอาจจะไม่กลับมาให้อีกเป็นครั้งที่สอง เหตุผลที่เราไม่คว้าโอกาสนั้นไว้มีเพียงแค่เหตุผลเดียวคือ คือ “อุปสรรค” ที่ทำให้เรากลัวไม้กล้าที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้ ถ้าเราเปลี่ยนความคิดให้เหมือนอย่างคนรวยที่มักจะไม่ปล่อยโอกาสที่เข้ามาถึงให้หลุดมือ ถึงแม้คนรวยเหล่านี้จะต้องเผชิญปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆมากมาย แต่พวกเขามองอุปสรรคต่างๆเป็นเรื่องเล็กแล้วส่วนใหญ่อุปสรรคเหล่านั้นก็สามารถผ่านพ้นไปได้
3. มีรายได้เพียงช่องทางเดียว คนจนมักจะมีรายได้จากงานประจำเพียงช่องทางเดียว อาจจะไม่เพียงพอที่จะสามารถทำให้คุณมั่งคั่งร่ำรวยได้ แตกต่างกับคนรวย คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่แล้วรายได้ไม่ได้มาจากการทำงานเพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง คนรวยส่วนใหญ่จะกระจายรายได้ในหลากหลายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี รายได้ไม่ได้มาจากธุรกิจน้ำเมาเพียงอย่างเดียว ยังมีรายได้มาจาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเครื่องดื่ม ของกินเล่น เป็นต้น ทำให้เวลาธุรกิจหนึ่งทรุดตัวลงก็ยังมีอีกธุรกิจหนึ่งคอยประคองรายได้ไม่ให้หายไปจนขาดมือซึ่งถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
4. คิดว่าตัวเองรู้หมดแล้ว คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะพยายามค้นคว้าหาความรู้เปิดรับสิ่งใหม่ตลอดเวลา ไม่ปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่และยอมรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น การวางตัวในลักษณะนี้จึงทำให้เกิดการพัฒนาเปิดรับมุมมองใหม่ๆตลอดเวลา แตกต่างกับคนจน ที่มักคิดว่าตนเองเก่งแล้ว ฉลาดแล้ว อีโก้ไม่ยอมฟังผู้อื่น ความคิดลักษณะนี้จะเป็นการสั่งสมองไม่ให้รับฟังความคิดเห็น ไม่เรียนรู้เพิ่มเติม สุดท้ายจะทำให้เราไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอดีตเป็นอย่างไรปัจจุบันก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่
5. ไม่มีวินัย วินัยในที่นี้ หมายถึง วินัยในการทำงานและวินัยทางการเงินวินัยเป็นสิ่งที่สำคัญของคนที่ต้องการรวยหรือต้องการที่จะประสบความสำเร็จ เราจึงฝึกวินัยให้ติดตัวเราไปตลอด วินัยจะช่วยให้เรามีระเบียบในการดำเนินชีวิตไม่ออกนอกลู่นอกทางและเป็นการสร้างโอกาสที่จะประสบความสำเร็จให้มีมากยิ่งขึ้นด้วย การฝึกให้ตัวเองมีวินัยในช่วงแรกอาจจะเป็นอะไรที่อึดอัด แต่เมื่อทำไปทุกวันแล้วจะติดตัวเราไปเอง เราจะสังเกตได้ว่า คนจน ทำไมถึงไม่รวยซักที เพราะไม่มีวินัยทางการเงิน ไม่รู้จักเก็บออม ใช้จ่ายเกินตัว ใช้เงินผ่อนยืมเงินอนาคตมาใช้กับสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งไม่ก่อเกิดรายได้มาจุนเจือดอกเบี้ยที่ต้องเสียไปในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการขาดวินัยทั้งสิ้น ถ้าเป็นแบบนี้ทำอย่างไรก็ไม่รวยซักที ดังนั้นจึงต้องมองกลับมาทำไมคนรวยถึงรวยแล้วรวยขึ้นไปอีก เพราะคนเหล่านี้ มีแผนในการบริหารเงินที่ดี ทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปมีเหตุผลเสมอ และที่น่าสังเกตบุคคลเหล่านี้มักจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่อวดรวย ทำตัวเรียบเงียบในสังคม คำตอบก็คือคนเหล่านี้มี วินัยทางการเงิน วินัยด้านการทำงาน

ตัวอย่างบุคคลที่เป็นแบบอย่าง เช่น คุณเฉลียว อยู่วิทยา เจ้าพ่อกระทิงแดง มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ประกอบอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ ถึงแม้จะเป็นทำธุรกิจกระทิงแดง จนประสบความสำเร็จเป็นเศรษฐี แต่คุณเฉลียวก็ยังคงทำตัวเรียบง่าย ขับรถเบนซ์เก่าๆไปทำงาน ตรวจโรงงาน คุมงาน อย่างพนักงานทั่วไป และไม่มีลักษณะการจับจ่ายใช้สอยฟุ้งเฟ้อแม้แต่น้อย
6. อิจฉาผู้ที่ได้ดีกว่าตนเอง ผู้ที่อิจฉาผู้อื่นที่ได้ดีกว่ามักจะพลาดโอกาสดีๆที่จะได้เรียนรู้จากผู้ประสบความสำเร็จ สุดท้ายคนจนก็จะคบค้าสมาคมกับคนระดับเดียวกัน จนเหมือนกัน เพราะเราอิจฉาคนที่รวยกว่าเรา จึงต้องอยู่แบบจนๆต่อไป แต่กลับกัน คนรวยมักจะค้าสามาคมกับรวย และมักจะแลกเปลี่ยนมุมมอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โลกจะดูกว้างขึ้นและมีโอกาสดีๆเข้ามาเสมอๆ
7. คิดได้แต่ไม่ลงมือทำ ความแตกต่างของคนเราอยู่ที่เราจะเริ่มลงมือทำเมื่อไร คนจนมักจะคิดเล็กคิดน้อย จะเริ่มก็ไม่เริ่มเพราะแต่คิดถึงอุปสรรค ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่เริ่มไม่ลงมือทำ แต่คนที่จะประสบความสำเร็จเหล่านี้ไม่ใช่ไม่คิดคนรวยก็ต้องเผชิญกับอุปสรรค เผชิญกับความเสี่ยงเช่นกัน แล้วอะไรคือทำให้คนรวยกล้าที่จะลงทุนกล้าที่จะลงมือทำ นั้นก็คือ “การลดความเสี่ยง” ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงค่อยเริ่มที่จะทำมันให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
8. คิดเล็กไม่คิดใหญ่ คนจนมักจะคิดอะไรเล็กๆ แค่จะคิดให้ใหญ่ยังไม่กล้าคิด ขนาดของความสำเร็จถูกกำหนดจากขนาดของความเชื่อ ถ้าคิดอะไรเล็กๆก็จะได้แต่อะไรเล็กๆ เพราะสมองคุณถูกสั่งให้คิดที่จะได้เพียงแค่นั้น ถ้าคุณคิดใหญ่มันจะดึงดูดสิ่งเหล่านั้นเข้ามา จึงทำให้บุคคลผู้ที่จะประสบความสำเร็จ มักจะมีความเชื่อและมีความมั่นใจที่จะอะไรใหญ่ๆ และเชื่อว่าต้องประสบความสำเร็จและได้เตรียมแผนไว้สำหรับอนาคตว่าธุรกิจสามารถโตได้ขนาดไหนสามารถต่อยอดสิ่งที่กำลังทำได้มากน้อยเพียงใด
9. ทำงานเพื่อเงินไม่ได้ให้เงินทำงาน (วลีนี้ฮิตของผู้ที่ใฝ่หาความสำเร็จ) ข้อแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน คือ “การเก็บออมแล้วนำเงินนั้นไปสร้างรายได้” คนจนมักแต่คร่ำเคร่งที่จะทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำแต่สุดท้ายไม่มีเงินเก็บออมเพื่อสร้างรายได้กินดอกผลต่อไป (ทำงานเพื่อเงิน) แต่คนรวยคิดตรงกันข้ามกับคนจน เงินที่หามาได้ต้องรู้จักบริหารเก็บบางส่วนออมและส่วนที่เหลือเอาไว้สำหรับใช่จ่ายตามปกติ สิ่งที่ได้คือ เงินก้อนที่เติบโตจากการเก็บออมเอาไว้ลงทุนกินดอกผลต่อไป ไม่ว่าจะลงทุนใน สินทรัพย์มีค่า หุ้น ที่ดิน ทำธุรกิจ เป็นต้น (ให้เงินทำงาน) คนเริ่มออมก่อมักจะได้เปรียบกว่าคนที่ออมช้าหลายเท่าจากประโยชน์ของอัตราดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งเป็นเคล็ดลับด้านการลงทุนอย่างหนึ่ง

 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากที่สุดคือ Warrant Buffet นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก Buffet ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี (เขารู้สึกเสียใจที่เริ่มต้นช้าไป) และปัจจุบันได้เป็นต้นแบบนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จอีกด้วย ถึงแม้ Warrant Buffet จะร่ำรวยแล้วยังเป็นผู้ใจบุญบริจาคเงินให้กับมูลนิธิต่างๆ จำนวนกว่า 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 85 ของทรัพย์สินเพื่อการกุศล

TerraBKK ขอฝากทิ้งท้ายถึงผู้ที่อยากประสบความสำเร็จทุกท่านว่า จุดเริ่มต้นระหว่างความร่ำรวยและความยากจน มีจุดเล็กๆที่แตกต่างกันคือ ความคิด (Mind Set) จะเห็นว่า 9 ข้อคิดข้างต้นนั้นแตกต่างกันชัดเจน คนรวยกับคนจนมีความคิดที่ตรงกันข้ามกัน ถ้าสารตั้งต้น (ความคิด) ถูกต้อง ผลลัพธ์ (Result) ที่ได้ก็มีโอกาสถูกมากขึ้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ที่ท่านแล้วว่าอยากมีความคิดเหมือนกับคนประเภทไหนและจะแก้ไขความคิดหรือความเชื่อที่ไม่ดีนั้นเพื่อพัฒนาตนเองหรือไม่ – เทอร์ร่า บีเคเค

CR: อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : TerraBKK.com

ติดตาม เพจคุณภาพ ข้อมูลข่าวสาร โดนๆ ดังๆได้ที่>>> http://line.me/ti/p/%40donjung

บวชเพื่อ…ละ ไม่ใช่บวชเพื่อ..รวย

Standard

พราหมณ์อินเดียมองพระไทย 

**** ชาวพราหมณ์อินเดียมองพระไทย ในมุมที่พระไทยคาดไม่ถึง ****

ข้ามีเพื่อนเป็นคนอินเดียอยู่หลายคน เป็นพราหมณ์ที่ศรัทธาในวิถีพุทธ แต่เขาเป็นฮินดู  เป็น ด๊อกเตอร์ก็มี ผู้นำทางศาสนาก็มี  และความแตกต่างทางด้านวรรณหลายๆคนก็มี

ชาวอินเดียที่เป็นฮินดู เป็นพราหมณ์ เขามองว่า…พุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกไปจากศาสนาของเขา   เป็นกิ่งหนึ่งของเหล่าพราหมณ์ที่ดำเนินมาทางปัญญา
ไม่ขึ้นกับความเชื่อที่ไม่มีเหตุปัจจัย

เขาภูมิใจในบรรพบุรุษของเขา  ที่เรานับถือเป็นพระพุทธเจ้าของเรา  ความภูมิใจของเขาไม่เกี่ยวกับ เหล่าสาวกทั้งหลาย ที่เป็นพระอย่างพวกเรา
ข้าไปสู่อินเดีย ด้วยความภาคภูมิใจในการที่ได้เดินทางไปในเพศบรรพชิต  ไตรจีวรชุดเดียว เดินอย่างสง่าผ่าเผย ท่ามกลางสายตาของคนฮินดู  ดูเขาแปลกใจและชื่นชมหลายท่านน้อมเข้ามานมัสเต   เอามือซ้ายแตะหน้าอก เอามือขวาแตะที่เท้าข้า  ก้มลงและกล่าวนมัสเตด้วยความภูมิใจ ที่ได้เห็นสาวของบรรพบุรุษเขา ยังคงยืนอยู่บนผืนแผ่นดิน

ดร. อรชุน ได้กล่าวว่า นานแล้วแม้แต่บนผืนแผ่นดินของอินเดีย ที่ไม่ได้เห็น พระครองจีวรด้วยผ้าบังสกุล เป็นผ้าผืนเดียวเก่าคร่ำ เดินอย่างสง่างามประกาศตัวเช่นนี้  การเปลือยไหล่ ครองผ้าสังฆฏิ ย่ำไปบนพื้นด้วยเท้าเปลือยเปล่า ท่ามกลางอากาศแสนหนาว ที่ไม่มีอะไรมาห่อหุ้ม นอกจากไตรจีวร

ตรงนี้ สร้างความนับถือและเลื่อมใสต่อพุทธศาสนิกชน ที่หันมานับถือลัทธิต่าง ได้เหลียวกลับมองหันมาดู  เขาอยากเข้ามากอด มาจับหลังเท้า เพื่อขอเดินตามรอยเท้า อย่างที่บรรพบุรุษของเขาได้เคยประกาศไว้

แต่เดี๋ยวนี้ บนผืนแผ่นดินแทบไม่มี   ที่มีก็เต็มไปด้วยความมักมาก ไม่ยังอัตภาพให้เกิดความพอดี ตามที่พระศาสดาบรรพบุรุษของเขา ได้ให้ทางเอาไว้

เขาบอกว่า… พระจากเมืองไทยเสื่อมถอยมาก พระพุทธเจ้าของเขา ละจากความเป็นพระราชา มาสู่ความเป็นยาจก  

แต่…. สาวกแห่งพุทธศาสนา ละจากความเป็นยาจก อยากมาเป็นพระราชา

พระต่างๆที่มา ไม่ว่าจะเป็นจาก จีน ฑิเบต ไทย ญี่ปุ่ญ พม่า ลาว เขมร ศรีลังกา เนปาล บังคลาประเทศ แม้แต่ในอินเดียเอง ล้วนทำตัวสูงส่ง เป็นเทวดา

บ้าคลั่งการบูชา  หากมาหน้าหนาว พระทั้งหลาย จะปกคลุมร่างกายด้วยเครื่องห่มหุ้มกายแบบมหาเศรษฐี เป็นพระพวกผู้ดี ไม่เหมือนนักบวชในประเทศเขา ที่ไม่ใช่พุทธ

ทั้งหมวกไหมพรม ถุงมือ ถุงเท้าซ่อนเสื้อกันหนาวภายในและห่มชั้นนอก ผ้าพันคอขนสัตว์ กินอยู่อย่างอลังการ อาหารเลิศหรู เอาแต่ใจยกตัวเองเป็นเทวดา และข่มขู่ผู้คน ยังกะไม่ใช่คน

นี่..พอบวชแล้ว  เป็นเทพเจ้า  เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์  แตะไม่ได้  ว่าไม่ได้ เป็นของสูงที่ควรเทิดทูลบูชา  ไม่ว่าจะเป็นไอ้เหี้ยไอ้ห่าที่ไหน ก็เป็นเหมือนกันหมด

นี่..เขามองอย่างนี้

ส่วนพวกเขานี่ อยู่อย่างพอมีพอกิน นักบวชที่นี่ เปลือยกายไม่เอาอะไร ท้าทายความหนาวก็มี อยู่อย่างละสิ่งสะสม พอยังอัตภาพ

มาบวชแล้วสละ  อยู่แค่ยังอัตภาพเพื่อหาโมกธรรม แม้ดูสกปรกรุงรัง  แต่นักบวชของเขา น่าเลื่อมใสต่อจิตใจผู้คน
แตกต่างจากพระอย่างเราๆ ที่มีความเป็นอยู่ อย่างมหาเศรษฐี

บรรพบุรุษของเขาบวชเพื่อละ  แต่สาวกบวชเพื่อสะสมให้อิ่มหมีพีมัน  แม้นักบวชของเขาเอง ที่เป็นพระ เป็นพุทธศาสนาต่างก็กอบโกยสะสม ด้วยความโลภโมโทสันด้วยกันแทบทุกคน  พุทธศาสนาในดินแดนเขา จึงมีไม่ถึง 1% จากคนเป็นพันล้าน  นี่พุทธมันเสื่อมถอยในประเทศเขา  เพราะเห็นชัดถึงความเป็นศาสนาแห่งการกอบโกย แย้งกับคำชี้สอนชาวบ้านว่าให้สละ อย่าไปยึดมั่นถือมั่น
นี่..นักบวชเราที่เป็นพุทธศาสนา ในสายตาของชาวอินเดีย ที่เป็นเจ้าของศาสนา

มันน่าอายจริงๆ ที่พระพุทธเจ้าครองผ้าชุดเดียว แต่ของเรามันพอกซะหลายชุด
มันน่าอายจริงๆ ที่พระพุทธเจ้าย่ำเท้าด้วยพระบาทเปล่า แต่เราย่ำเท้าเปล่าแค่ตอนไปขอเขาแดก
พระมหากัสปะ ครองผ้าที่ปะแล้วปะอีก จนหนาเตอะเป็นจีวรคร่ำ
แต่เราสาวกรุ่นหลัง ผ้าใหม่สีสด หลากหลายชุดใหม่ๆเตรียมไว้ใส่ ยังกะเสื้อชาวบ้าน
ชาวอินเดียเขาถือว่า นี่ไม่ใช่นักบวช เขาถือว่า นี่เป็นแค่เห็บที่มาเกาะหนังหมาแดกเพื่อเลี้ยงตัวตน   เป็นเห็บพุทธที่ประกาศตนว่า….ตนเป็นเจ้าของแห่งผืนหนังหมา
เมื่อมาเจอพระอย่างข้า เขากลับบอกว่า นี่ไม่ใช่พระ  พวกเขาไม่ได้ก้มกราบด้วยความเป็นพระ อย่างใครเขาเข้าใจ   พระที่เดินตามหลังมากมาย พวกเขาไม่กราบนมัสเต เขาถือว่านั่นเป็นพระทั่วไป ที่เป็นธรรมดาที่เขาเห็นและเข้าใจอยู่แล้ว

แต่..ที่เขามากราบมัสเต เพราะเขาเห็นว่านี่เป็นนักบวช  ที่บวชเข้ามาเพื่อยังศาสนาของบรรพบุรุษเขาให้เจริญรุ่งเรือง  เขากราบด้วยความเป็นผู้เดินตามรอยพระบาทของพระผู้เป็นเจ้าที่เขาภาคภูมิใจด้วยความเคารพ
และเมื่อได้คุยธรรมกัน ความศรัทธาในธรรมที่ตรงและเห็นชัดตามรู้ได้ สร้างความปลื้มปิติใจ ในความเป็นพุทธศาสนา ที่เขาค้นหา ไม่ต้องลอกจากพระสูตรหรือหนังสือมา
นี่..ภาวะเช่นนี้ ที่เขามองมาทางเรา เขาย่อมตัดสินตามความเห็นและทิฏฐิเขา
แต่เรา ผู้เดินตามรอยเท้าพระพุทธองค์ เรา..แหกคอกด้วยตัณหาอัตตาด้วยความเป็นเรา หรือเรา เดินตามทางที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้ไว้จริงๆ

การยืนอย่างสง่าผ่าเผยในต่างแดน อย่างไม่หวั่นไหวในสายตาใคร แม้แต่เจ้าของต้นแบบแห่งศาสนาก็ยังหวั่นไหว   นี่..เพราะความมั่นใจในธรรม และความประพฤติ ตามครรลองธารแห่งการถือธุดงค์

ธุดงค์ คือ การชำระกิเลส ด้วยกาย  วาจา  ใจ   นักบวชไทยก่อนไปอินเดีย ชำระใจให้ใจมันเกิดการธุดงค์หรือยัง?

ถ้ายัง..อยู่เมืองไทยเฝ้ากองกิเลสไว้ อย่าเผยโฉมออกไป ให้ใครๆที่อินเดีย เขาสมเพชและเวทนาในเบื้องหลังอันแสนอดอยาก แล้วเอาตัวมาฝากพุทธศาสนา เพื่อขุนตัวเองให้อ้วนท้วนสบายอุรา

ไอ้ห่า..!! บวชมาเป็นขี้ข้ากิเลส บวชมาทำห่าอะไรให้ใครเขาดูถูกเอา…!!!

-คำสอนพระอาจารย์ธรรมกะ บุญญพลัง-

เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน

Standard

เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน เล่ม 1 ดังตฤณ – ฉบับปฏิรูป
โจโฉอ่าน เวอร์ชั่นไม่มีดนตรี

เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน เล่ม 2 (มหาสติปัฎฐาน) ดังตฤณ

คู่มือมนุษย์ ของท่านพุทธทาสภิกขุ

Standard

คู่มือมนุษย์  ของท่านพุทธทาสภิกขุ
อ่านโดย โจโฉ

หนังสือดีที่รวมหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาไว­้ครบถ้วน เกิดมาแล้วชาติหนึ่งควรอ่านหรือฟังให้ได้ เป็นแผนที่สำหรับการพ้นทุกข์ที่จะทำให้คุณ­ไม่หลงเดินทางผิด หรือใช้ตรวจสอบตัวเองได้ดีมาก

7 วิธีตายอย่างสบายใจ ….. ดังตฤณ

Standard

7 วิธีตายอย่างสบายใจ ของดังตฤณ

โจโฉอ่าน มีดนตรีประกอบ ไฟล์เดียวทั้งฉบับ

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 1-12

Standard

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เ่ล่ม 1

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 2

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 3

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 4

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 5

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 6

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 7   (ไม่่ชัดนัก)

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 8

เล่ม 9 ไม่มีใครอ่าน

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 10 

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 11

เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 12