Category Archives: เรื่องดีๆ มีไว้แบ่งปัน

ศาสตร์แห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ

Standard

5ศาสตร์แห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจ พร้อมกับสร้างความสมดุลให้กับชีวิต ดูแลได้ทุกโรคและทุกคน

เป็นการจัดสมดุลความเป็นอยู่และชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ทำได้โดยการเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด เพราะอาหารจะทำหน้าที่เป็นทั้งอาหารและยาธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยขับพิษที่สะสม ตกค้างในร่างกายมานานให้ค่อย ๆ หมดไป และธรรมชาติที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นองค์ประกอบของ คน สัตว์ และ พืช ดังนั้น อาหารที่สด ปรุงใหม่ สะอาด จะเป็นอาหารที่มีพลังงานที่เมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำให้ร่างกายสามารถกลับมามีพลังที่จะเยียวยาตัวเองได้อย่างมหัศจรรย์ อีกทั้งประกอบกับการฝึกโยคะและการออกกำลังที่ถูกต้องเหมาะสม ทั้งร่างกายและจิตใจก็จะแข็งแรงและสดชื่นไปพร้อม ๆ กัน
ร่างกายของเรามีช่องทางที่จะขับพิษออก 5 ช่องทางด้วยกัน ดังนี้

  1. ทางลมหายใจ
  2. ทางเหงื่อ
  3. ทางอุจจาระ
  4. ทางปัสสาวะ
  5. ทางประจำเดือน

นอกจากการขับพิษหลักใหญ่ ๆ 5 ช่องทางแล้ว ยังมีขบวนการปลีกย่อยอื่น ๆ ที่แสดงถึงการขับพิษได้อีกหลากหลาย อาทิเช่น

  1. การไอ จาม น้ำมูกไหล
  2. การอาเจียน
  3. ท้องร่วง
  4. การเป็นไข้
  5. อาการอื่นๆ เช่น สิว ผื่นคัน ฝี ตกขาว ฯลฯ

การรับประทานอาหารแต่ละชนิด มีความหมายอย่างไร ควรมีระยะเวลาห่างกันหรือไม่ มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง เพราะขบวนการย่อยภายในร่างกาย จะเรียนรู้และปรับเป็นการสร้างพลังต่อร่างกายอีกหนึ่งรูปแบบ

อาหารที่ส่งเสริมพลังและเป็นประโยชน์สูงสุด

  1. มะพร้าว
  2. ผลไม้
  3. ผักสด
  4. ข้าวกล้อง
  5. ธัญญพืช,ถั่วต่างๆ
  6. รากไม้ (หัวเผือก , หัวมัน)

มาเรียนรู้ว่าระบบการย่อยภายในร่างกาย จะใช้ระยะเวลาในการย่อยนานเพียงไร ต่ออาหาร 1 ชนิด

  • น้ำมะพร้าว ใช้เวลาย่อย 5 นาที
  • ผลไม้สด ใช้เวลาย่อย 1 ชั่วโมง
  • ข้าว ใช้เวลาย่อย 3-4 ชั่วโมง
  • ผักสด ใช้เวลาย่อย 3 ชั่วโมง
  • เนื้อสัตว์ ใช้เวลาย่อย 3 วัน

เราควรประมาณการรับประทาน การพักผ่อนนอนหลับ อย่างชาญฉลาดอย่างไร เพื่อจัดเวลาให้ร่างกายได้มีพลังอย่างเต็มที่

  • ตื่นนอนเวลา 06:00น.
  • รับประทานอาหารเช้าเวลา 08:00น.
  • รับประทานอาหารกลางวันเวลา 11:30-12:30 น. (น้ำย่อยออกเยอะที่สุด)
  • รับประทานอาหารเย็นเวลา 16:00-18:00 น.
  • เข้านอนเวลา 21:00-22:00 น.

* สำคัญที่สุด ไม่ควรรับประทานอาหารก่อน 06:00 น. และหลังเวลา 22:00 น.

ร่างกายของเราเป็นหมอใหญ่ ซึ่งจะแสดงอาการให้เราได้รู้ว่าร่างกายเราเป็นปกติดีได้ ดังนี้

  • นอนหลับดี
  • เจริญอาหาร
  • ระบบขับถ่ายดี (รวมถึงสีและกลิ่นของอุจจาระ)
  • กลิ่นตัวไม่มี
  • ไม่มีผื่นคัน
  • สีและกลิ่นของอุจจาระ-ปัสสาวะ ใส ไม่มีกลิ่นฉุน
  • ตา ลิ้น เล็บ เป็นสีชมพู สะอาดใส

หลักการจำง่าย ๆ
– อาหารที่มีอายุยืนยาว จะทำให้อายุเราสั้น (หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็ง)
– อาหารที่มีอายุสั้น อายุเราจะยืนยาว (เช่น ผักสด,ผลไม้สด ยกเว้นทุเรียน)

ที่มา http://www.sdsweb.org/sdsweb/index.php/2010-09-04-06-22-07/2010-09-04-10-27-29/180-2010-09-21-09-25-57


 

ธรรมชาติบำบัด…เพื่อชีวิตเป็นสุข

          โลก คือ กายและใจของเรา หากเรามองโลกอย่างที่โลกเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล เราจะเห็นว่าไม่ว่าโลกจะเป็นอย่างไร ใจของเราจะไม่ทุกข์ และถ้าเราอยู่กับโลกอย่างเหนือโลก เราจะพบกับอิสระอย่างแท้จริง

 โรค คือ กายและใจของเรา หากเรามองโรคอย่างที่โรคเป็นอย่างอ่อนโยนอยู่ด้วยกุศล ร่ายกายที่เจ็บป่วยจะไม่ใช่ปัญหาของเรา และจิตของเราก็จะเป็นอิสระ แต่วิธีการนี้ต้องควบคู่ไปกับการเยียวยาร่างกายของเราด้วย และธรรมชาติบำบัดก็เป็นหนึ่งในทางเลือก

ธรรมะจากท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่พูดกับผู้ที่เข้ามาอบรมคอร์ส “ธรรมชาติบำบัด…เพื่อชีวิตเป็นสุข” ในเสถียรธรรมสถาน

 

          ธรรมชาติบำบัด คือ ศิลปะแห่งการเยียวยา การดูแลตนเอง และความเป็นอยู่ให้เกิดความสมดุล ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ คนเราทุกคนพึงใช้ปัญญา จิตสำนึกในการสังเกตตัวเองและควรเปิดโอกาสให้ร่างกายได้เยียวยาตัวเอง ด้วยการเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ ใกล้ตัว คือ การบริโภค โดยเลือกรับประทานอาหารที่สด สะอาด และมีพลังชีวิต เพื่อให้ร่างกายกลับมามีพลังในการเยียวยาตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่แสวงหาหรือเปิดโอกาสให้พิษที่มีผลไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจเข้าสู่ร่างกาย หมั่นออกกำลังกาย ฝึกโยคะ สูดอากาศที่บริสุทธิ์ และอาศัยความเพียรในการปรับวิถีชีวิตความเคยชินเก่าๆ เพื่อชีวิตใหม่ที่สดใส แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ

ที่สำคัญ…จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่า ร่างกายของเราเป็นหมอที่เก่งที่สุด

ทุกคนต้องเคยได้ยินธรรมะบทนี้ อโร คยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ   การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมชาติที่ทุกคนต้องพบเจอ หนีไม่พ้น ดังพระพุทธปัจฉิมวาจา…”วย ธมฺมา สงฺขารา อุปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา จงทำกิจทั้งปวงให้ถึงพรอันด้วยความไม่ประมาท ความไม่ประมาทจะทำให้เราทุกคนระมัดระวัง จะทำให้ทุกข์น้อยลง การดูแลกายและจิตของตัวเองเป็นสิ่งที่ต้องไปคู่กัน เนื่องจากกายและจิตเป็นของคู่ที่แยกกันไม่ออก

เมื่อกาย                  สบาย                จิต          สบาย

เมื่อกาย                  ป่วย                  จิต          ป่วย

เมื่อจิต                   สบาย                กาย         สบาย

เมื่อจิต                   ป่วย                  กาย         ป่วย

เสถียรธรรมสถานเป็นชุมชน เป็นสถานที่ที่มีปณิธานการทำงานด้วยความกตัญญู เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างศานติ โดยมีพุทธธรรมเป็นรากฐาน ทำงานสร้างชีวิตตั้งแต่ปฏิสนธิจิต จนคืนชีวิตสู่ธรรมชาติ โดยการสร้างธรรมชาติให้สัปปายะ เกื้อกูลให้คนทุกเพศ ทุกวัยได้มีโอกาสศักยภาพปฏิบัติธรรม รู้ธรรม อันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ ที่ทำให้เกิดพุทธิภาวะ “รู้ ตื่น เบิกบาน” ทุกคนมีโอกาสอยู่บนเส้นทางแห่ง “อริยะ” ธรรมชาติบำบัด “ธรรมาศรม” เป็นหนึ่งในวิถีชีวิต ที่ทุกคนควรมีโอกาส เฝ้าระวัง ดูแล “กาย” ด้วยขบวนการของธรรมชาติ อย่างไม่ประมาท ร่างกายมนุษย์เป็นแหล่งธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีองค์ประกอบของธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม

ดิน ของแข็งในร่างกายตลอดจนกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ เป็นธาตุดิน

น้ำ  ของเหลวทุกชนิดภายในร่างกาย  เป็นธาตุน้ำ

ไฟ อุณหภูมิ ความร้อน เป็นธาตุไฟ

ลม ลมหายใจ แก๊สตามช่องว่างในร่างกาย เป็นธาตุลม

เมื่อมีความสมดุลของธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย จะพบว่าร่างกายก็จะไม่เจ็บป่วย แต่องค์ประกอบภายนอกก็มีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งรุมเร้าต่างๆ สิ่งประกอบภายนอก อาทิเช่น

อาหาร เป็นสิ่งที่จำเป็นในการให้พลัง การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พอเพียง จึงมีความจำเป็นต่อการเพิ่มพลังชีวิต

อากาศ อากาศที่บริสุทธิ์ จะช่วยให้ขบวนการทางระบบหายใจสะอาด สะดวก ระบบการสูบฉีด การฟอกของเสีย การขับถ่ายของเสีย

ออกกำลังกาย การออกกำลังกาย เป็นการปลดปล่อยของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อ เป็นการทำให้ร่างกายแข็งแรง เป็นการปรับขบวนการของกล้ามเนื้อ การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยะต่างๆ ในร่างกาย

อารมณ์ การมีอารมณ์ดี คิดสิ่งดี ทำสิ่งดี จิตใจจะอิ่มเอิบ สารสุขในร่างกายก็จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ จิตเป็นสุข กายก็สบาย

โดยธรรมชาติร่างกายของคนเรามีขบวนการ มีระบบที่เกื้อกูล มีการรับเข้า มีการถ่ายออก ถ้าขบวนการนั้นๆ สมดุล ทุกคนก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ มีความพร้อมต่อการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่จะแทรกแซงสู่ร่างกาย แต่ถ้าเราประมาทไม่ระมัดระวัง ขาดการเฝ้าสังเกตร่างกายก็อาจจะได้รับผลกระทบ จากความไม่สมดุลภายในที่มีการสะสมสิ่งแปลกปลอมอย่างต่อเนื่อง หรือได้รับอันตรายจากภายนอกได้

การนำธรรมะหรือธรรมชาติมาใช้ในชีวิตประจำวัน จึงควรเป็นเป้าหมายหลักที่ทุกคนพึงพิจารณาสำหรับตนเอง มาเรียนรู้ธรรมชาติของคนที่มีช่องทางการสื่อสาร ๖ ช่องทาง และก็มีช่องทางการถ่ายเทของเสียออกจากร่างกาย ๖ ช่องทางด้วย

ช่องทาง ทางตา ทำให้ได้รับรู้ ได้เห็น สิ่งที่ทั้งดีงามและสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ถูกขับออกทางตา คือ ขี้ตา

ช่องทาง ทางหู  ทำให้รับรู้ด้วยการได้ยิน สิ่งที่ถูกขับออกทางหู ได้แก่ ขี้หู

ช่องทาง ทางจมูก ทำให้รับรู้ด้วยการได้กลิ่น สิ่งที่ถูกขับออกทางจมูก ได้แก่ ขี้มูก (น้ำมูก)

ช่องทาง ทางลิ้น ทำให้ได้รับรู้รสต่างๆ ช่องทางการขับออกทางปาก ได้แก่ ขี้ฟัน อาเจียน เสมหะ

ช่องทาง ทางกาย ผิวหนังจะรับรู้ความรู้สึกหนาว ร้อน อ่อน ตึง การขับถ่ายทางกาย ได้แก่เหงื่อ ขี้ไคล

ช่องทาง ทางใจ การรับรู้ทุกช่องทางจะไปแสดงที่ใจทุกช่องทาง จึงมีคำที่กล่าวว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
ร่างกายของมนุษย์ หนึ่งคนเป็นหมอที่มีความเก่ง ด้วยตัวของตัวเอง ด้วยความสมดุลของร่างกาย ตามธรรมชาติ มีอยู่ เป็นอยู่ แต่เมื่อไรที่ขาดความสมดุล  ก็จะพบกับทุกข์ทางกาย เป็นอาการทางกายที่แสดงให้คนต้องหันกับมาทบทวนขบวนการของตัวเอง  ถ้าเราปล่อยปละละเลย ก็จะเกิดการสะสมทำให้ภาวะอาการที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนต้องพึ่งพาการรักษาจากภายนอก จากขบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ต่อไป (ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ราไม่ต้องพึ่งพาการรักษาทางการแพทย์) จะเห็นได้ว่า วิวัฒนาการของเชื้อโรคต่างๆ ก็เป็นเพราะความไม่สมดุล

ธรรมชาติบำบัด เป็นการดูแลตัวเองโดยขบวนการที่เฝ้าสังเกตทุกอย่าง อย่างเป็นธรรมชาติ ถ้าเราจะนำหลักธรรมในโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นหัวใจสำคัญที่นำมาใช้กับธรรมชาติบำบัดได้ดังนี้

ประการแรก คือ การไม่ทำชั่วทั้งปวง หยุดอกุศลทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าเราประยุกต์กับธรรมชาติบำบัดนั้น หมายถึง การไม่นำสิ่งที่เป็นโทษหรือของไม่มีประโยชน์เข้าไปสู่ร่างกาย

ประการที่สอง คือ การเพียรทำความดีให้เพิ่มขึ้น โดยหลักธรรมชาติบำบัด หมายถึง การเพิ่มสิ่งดีเข้าไปสู่ร่างกาย

ประการที่สาม คือ การทำจิตให้ขาวรอบ การนำจิตให้สงบเย็น และเป็นประโยชน์

ธรรมะ ๓ ข้อแรกในโอวาทปาติโมกข์ สามารถนำมาประยุกต์กับพฤติกรรมการเป็นอยู่หลับนอนของคนๆ หนึ่ง ที่สามารถทำให้ทุกข์น้อยลง อยู่เป็นสุขขึ้น
ร่างกายเราเป็นเหมือนห้องทดลองทางธรรมชาติ ที่ดีที่สุด และมีตัวเราเองเป็นนักทดลอง เราลองมาทดลองเป็นนักทดลอง ขั้นพื้นฐานกันเลยดีไหมคะ คนเราต้อง กิน อยู่ หลับ นอน ขับถ่าย เมื่อหิว ก็ต้อง กิน กินเพื่ออิ่มพอดี ก็จะได้ประโยชน์   ถ้ากินแบบโลภ กินอย่างตามใจปาก กินจนมากเกิน ก็จะเป็นโทษ จะอึดอัด อวัยวะในระบบการย่อยก็ทำงานมากเกินเหตุ การทำงานมากเกินก็จะทำให้ล้า เพลีย นี่เป็นตัวอย่าง จากการกิน ถ้าเราเฝ้าสังเกต ระมัดระวังไม่ประมาท เลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ อาหารสดมีพลังชีวิต ก็จะช่วยเสริมสร้างพลังชีวิตในตัวเราเป็นอย่างดี (เราจะได้ศึกษารายละเอียดในการรับประทานอาหารกันต่อๆ ไป)

จากบทสัมภาษณ์ ต้นกล้าอาสาสมัคร โดยถมทอง ทองนอกในนิตยสาร “สาวิกา” ฉบับที่ 87 พฤษภาคม ๒๕๕๒


 

5
น้ำมะพร้าว ช่วยได้ ชะลอวัย คลายเครียด

ในช่วงอากาศร้อนแม้จะเริ่มมีสายฝนโปรยปรายลงมาให้คลายร้อนบ้าง และด้วยอุณหภูมิที่พุ่งสูงของสถานการณ์บ้านเมืองก็อาจทำให้หลายคนเริ่มมองหน้ามองตากันแล้วสังเกตเห็นในกันและกันว่า ผิวพรรณที่เคยสวยใสกลับไม่ผุดผ่องดังเดิม ริ้วรอยและความหมองคล้ำก็กลับมามีบทบาทอีแบบไม่ทันตั้งตัว นั่นคงเป็นเพราะผลจากข่าวสารต่างๆ รอบตัวที่เราซึมซับเข้าไปทุกวันๆ มันได้บั่นทอนความงามในร่างกายและจิตใจไปทีละน้อยๆ อย่างช้าๆ แต่ไม่ต้องตกใจไปหรอกนะคะ พี่อู่มีวิธีรับมือง่ายๆ กันเรื่องเหล่านี้มาแนะนำในสไตล์ของธรรมชาติบำบัดที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ไม่ยากเลย

ประการแรก ให้เริ่มต้นที่จิตใจกันก่อน แค่ลองเปิดใจให้กว้างและวางอคติลง ทำแบบนี้ให้ได้ตลอดวันรู้เท่าทันใจและความคิดอาจยากไปสักนิดแต่ให้พยายามฝึก รับรองว่าทำได้ทุกคนแน่นอนค่ะ กับอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่ควรทำคู่กันไปเพื่อช่วยชะลอวัยอย่างได้ผลดี นั่นคือ

ทุกเช้าที่เราตื่นนอนขึ้นมา ให้ดื่มน้ำมะพร้าวสดๆ เช้าละ 1 ผล ทานลูกเขียวๆ สดๆ ไม่ต้องเติมน้ำตาลและไม่ต้องแช่เย็นนะคะ ดื่มแต่น้ำห้ามทานเนื้อมะพร้าวเด็ดขาด เพราะถ้าเราทานเนื้อด้วยจะเป็นแค่เพียงทานผลไม้เฉยๆ ซึ่งจะไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการเลยค่ะ เนื่องจากประโยชน์ของการดื่มน้ำมะพร้าวก็คือ เราได้ดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ที่แฝงฤทธิ์ของยาอายุวัฒนะตามธรรมชาติไว้ด้วย น้ำมะพร้าวช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอความชรา และชะล้างสิ่งที่ตกค้างในร่างกายสรรพคุณเป็นฤทธิ์เย็นและช่วยขับพิษได้ดีทีเดียว

– น้ำมะพร้าว 1 ลูก เท่ากับข้าว 2 จานเชียว แต่จะขับออกไปภายใน 5 นาที จะเข้าเยียวยาร่างกายเราได้เร็วมาก
– ถ้าวันไหนเพลียมากๆ ก็ให้เติมน้ำผึ้งแท้ๆ สัก 1-2 ช้อนชา รับรองสดชื่นหายเพลีย ยิ่งกว่าได้เครื่องดื่มชูกำลังซะอีก (พวกติดกาแฟลองดูสูตรนี้นะคะ)
– ใช้หยอดตาแก้คันตา ภูมิแพ้ที่ตาได้ด้วย
– ใช้ทาหน้ายกกระชับใบหน้าได้ดีมาก…มาก (ทาทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออกหน้าจะนุ่มเด่งดึงแต่ไม่ใช่ล้างหน้านะ ถ้าล้างหน้าก็…เอวัง…ตัวใครตัวมันก็แล้วกันจ้ะ)
– ผู้ป่วยเป็นโรคไต และเบาหวาน…ห้าม..ทานนะคะ

ไม่ต้องเชื่อพี่อู่หรอกนะแค่ขอให้ลองทำดู เราจะรู้ว่าของดีเป็นยังไงก็ต่อเมื่อเราได้ลองด้วยตัวเราเองจริงมั้ย…อย่าลืมนะเพียงดื่มให้ได้ทุกวัน จะได้เห็นพลังสด…และผลของยาอายุวัฒนะขนานนี้และจะได้รู้ว่าน้ำมะพร้าวเป็นยิ่งกว่าน้ำมะพร้าวได้ยังไง เพียงลองทำตามที่พี่อู่แนะนำดูนะคะ

โดย ชัญญา เศรษฐบุตร

ภาพ http://lookhealth.blogspot.com/2009/11/blog-post.html

http://xn--m3ciplly4ds5rf.blogspot.com/

จากหนังสือ healthy wealthy

ศาสตร์แห่งความสมดุล

Standard
health.haijai.com

health.haijai.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 


” ศาสตร์แห่งความสมดุล”

ความสมดุล นำมาซึ่งความสำเร็จ เปรียบได้กับหลักธรรมทางพุทธศาสนา  “มัชฌิมาปฏิปทา” คือ การปฏิบัติทางสายกลาง ด้วยความพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป

 

“ความภูมิใจ” ในตัวเองเป็นสิ่งที่ดี
แต่…ถ้าภูมิใจมากเกินไป
จนกลายเป็น “พูดข่ม” คนอื่นไปทั่ว
คุณจะกลายเป็นคน “คุยโว โอ้อวด”

ความมั่นใจ” ในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ
แต่…ถ้ามั่นใจมากเกินไป
จนกลายเป็นคน “ไม่ฟัง” ใคร
คุณจะกลายเป็นคน “หยิ่งยะโส”

ความรู้” เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จ
แต่..ถ้ามีความรู้มาก
จนคิดว่าตัวเอง “ถูกเสมอ”
คุณจะกลายเป็นคนมี “อัตตา” คือ ถือตัวเองเป็นสำคัญ

ความอ่อนน้อม” จะทำให้คุณเป็นคนน่ารัก
แต่..ถ้ามีมากเกินไป
จนกลายเป็น “ยอม” ทุกคน
คุณจะกลายเป็นคน “อ่อนแอ”

ความจริงจัง” จะทำให้คุณดูมุ่งมั่น
แต่…ถ้ามีมากเกินไป
จนกลายเป็น “หวังผลลัพธ์สูง”
คุณจะกลายเป็นคน “เครียด” ตลอดเวลา

ความนิ่ง” จะทำให้คุณดูสุขุม
แต่..ถ้ามีมากเกินไป
จนกลายเป็นความ “เฉื่อยแฉะ”
คุณจะกลายเป็นคน “ไร้น้ำยา”

“บริหารตัวเองให้สมดุล”
“ภูมิใจ แต่ เคารพผู้อื่น”
“มั่นใจ แต่ พร้อมรับฟัง”
“อ่อนน้อม แต่ แข็งแกร่ง”
“จริงจัง แต่ มีความสุข”
“นิ่ง แต่ มีพลัง”

จาก  Line

10 ทักษะยากที่จะเรียนรู้แต่คุ้มค่าที่คุณจะใช้ตลอดชีวิต

Standard

image

สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตคนเรานั่นก็คือ … “อิสรภาพ”  แต่การได้มาซึ่งอิสรภาพแล้วคุณนั่งๆนอนๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมไร้พลัง ท้อแท้ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ไม่มีเป้าหมายชีวิต …เขาเรียกว่า “ซอมบี้ที่ยังมีลมหายใจ”

ถ้าคุณกำลังเป็นแบบนี้ …หรือกำลังเฉียดเข้าไปใกล้คำนี้ ผมว่าถึงเวลาที่คุณต้องเพิ่มทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิต ในการทำงาน หรือการเริ่มต้นธุรกิจเพื่อสร้างรายได้สำรองเป็นกระเป๋าเงินใบที่สอง เป็นโซฟานุ่มๆรองรับคุณในยามจำเป็นของชีวิต

10 ทักษะยากที่จะเรียนรู้ แต่คุ้มค่าที่คุณจะใช้ตลอดชีวิต

(1) . จัดการเวลา ก่อนเวลาจัดการเรา
ตั้งแต่เกิดจนตาย ชีวิตเราผูกพันกับเวลา เรียกได้ว่า เวลาเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตในแต่ละวันเลยก็ว่าได้ เวลาเป็นตัวกำหนดทุกอย่างในชีวิต เริ่มตั้งแต่ – ตื่นนอน เดินทางไปทำงาน ตอกบัตรเข้างาน นั่งทำงาน ส่งงาน พักทานข้าวกลางวัน นำเสนองาน ประชุมงาน เลิกงาน กลับบ้าน เจอหน้าครอบครัว เล่นกับลูก อาบน้ำ ดูทีวี ทานข้าวเย็น เล่นหุ้น อ่านหนังสือ นอน

— ทุกกิจกรรมล้วนมีคำว่า “เวลา” นำหน้าเสมอ —

ทักษะแรกที่สำคัญและสามารถสร้างมูลค่าสูงที่สุดถ้าคุณทำได้นั่นก็คือ …”ทักษะการบริหารจัดการเวลา
แต่สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการบริหารจัดการเวลาก็คือ “การทำตามแผน”  บางคนรู้ว่าเวลาสำคัญ  เวลาเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ  แต่คนส่วนใหญ่วางแผนแล้วไม่ได้ดู  ดูแล้วไม่ได้ทำ  ทำแล้วไม่ต่อเนื่อง  วันนี้ผมมีตัวช่วยเพื่อให้คุณบริหารจัดการเวลาได้ง่ายยิ่งขึ้น…

10 วิธี จัดการตัวเขมือบเวลาของคุณ
1.  ตั้งเป้าหมาย – สะสางงานทันที – อย่ามัวจดๆจ้องๆ ลูกค้า หัวหน้า รออยู่ ให้ไว
2.  จัดโต๊ะทำงาน – เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ หยิบจับใช้สอยได้ง่าย
3.  Social Media , อีเมล , สร้างแลนด์มาร์ค – กำหนดเวลา – เล่น ติดตาม โต้ตอบข้อมูล
4.  อย่าเช็คมือถือบ่อย  –  อย่าขี้สงสัย ทำไมวันนี้เงียบจัง แบตหมดรึเปล่า ดูหน่อยดีกว่า
5.  ใช้ Post it ใช้แอพพลิเคชั่นช่วย เตือนความจำ – ในการทำงาน นัดหมายลูกค้า
6.  เม้าท์มอย ซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าให้น้อยลง – หาเงินให้เยอะขึ้น เว้นแต่เม้าท์แล้วเงินเพิ่ม
7.  ออกกำลังกาย – ลดน้ำหนัก เพราะความอ้วนทำให้คุณขี้เกียจขึ้น 20 % แต่ส่งผล 80 %
8.  ตื่นเช้าขึ้นอีกนิด – ไปถึงที่ทำงานเร็วอีกหน่อย ตั้งเวลาล่วงหน้าไว้ก่อน ดีกว่าไปถึงแบบฉิวเฉียด
9.  ตั้งใจทำอะไร – ให้ปิดหู เปิดตา พุ่งไปข้างหน้า อย่าเสียเวลาฟังคนที่ต้องการหักปีก ดับฝันคุณ
10. เขียน To Do List  ก่อนนอน 3 ข้อสำคัญ ที่ต้องทำวันพรุ่งนี้ –  ทำได้ครบให้รางวัลตัวเอง

สูตร 8 : 8 : 8 = 24 ชั่วโมงใน 1 วัน
8 ชั่วโมงแรก  – สำหรับการพักผ่อน นอนหลับ (Relax)
8 ชั่วโมงที่สอง – สำหรับการทำงาน เรียน เข้าสังคม เดินทาง (Work)
8 ชั่วโมงที่สาม – สำหรับการพัฒนาทักษะการเป็นนายตัวเอง – หารายได้ทางที่ 2 (Entrepreneur)
(ภาระหน้าที่ของคนเราไม่เหมือนกัน  คุณสามารถยืดหยุ่นเวลาได้ตามความเหมาะสม
สิ่งสำคัญคือ …คุณต้องมีความสุขขึ้น เก่งขึ้น พัฒนาขึ้น รายได้มากขึ้น)


4 วิธี ลำดับความสำคัญของงาน
1. สำคัญ..เร่งด่วน = ทำทันที ณ บัด Now ไม่ทำกรูตาย !!!
เช่น ป่วยหนัก รถน้ำมันหมด เดินตกท่อ ไฟไหม้ หนีน้ำท่วม ส่งงานวันสุดท้าย จมน้ำ กระเป๋าตังค์หาย

2. สำคัญ แต่..ไม่เร่งด่วน = วางแผนทำล่วงหน้าได้ ไม่ต้องทำตอนนี้
เช่น มีคิวอบรมสัมมนาอาทิตย์หน้า นัดหมอขูดหินปูน มีคิวตรวจสุขภาพประจำปี จองคิวเอารถไปเช็คศูนย์

3. ไม่สำคัญ แต่..เร่งด่วน = ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ เอาตามที่พี่สบายใจแล้วกัน
เช่น มีคนโทรมาขายประกันจะรับหรือไม่รับ เพื่อนนัดไปทานข้าวเย็นนี้จะไปหรือไม่ไป ฝรั่งถามทางจะบอกทางหรือจะยิ้มสยาม ใช้คูปองส่วนลดหรือไม่ใช้ จะซื้อมือถือใหม่ดีหรือไม่ดี

4. ไม่สำคัญ  ไม่เร่งด่วน = ใจสั่งมา จัดไป
เช่น นอนเล่น ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ เล่นเกมเศรษฐี เม้าท์มอยกับเพื่อน ออกไปช้อปปิ้ง รดน้ำต้นไม้ กินขนม 7-11 ขี่รถเล่น

 

(2).  เอาใจใส่ผู้อื่น
การเอาใจใส่ผู้อื่น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เป็นทักษะที่คุณควรเรียนรู้และให้ความสำคัญ คนส่วนใหญ่เอาใจใส่แต่ตัวเอง บางคนเอาใจใส่ตัวเองมากเกินไป จนถูกมองว่า …เป็นคนเห็นแก่ตัว การเอาใจใส่แบบพอดี – ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นยาบำรุงหัวใจของทุกคน…

เอาใจใส่..ธุรกิจ …ธุรกิจคุณก็เจริญก้าวหน้า
เอาใจใส่..ลูกค้า …สินค้าคุณก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เอาใจใส่..ทีมงาน …ทีมงานคุณก็มีแรงจูงใจ มีไฟในการทำงานมากขึ้น
เอาใจใส่..ครอบครัว …ครอบครัวก็แฮปปี้ มีความสุขมากขึ้น
เอาใจใส่..ตัวเอง …คุณก็ดูดีขึ้น สวยขึ้นหล่อขึ้น ฟิตแอนด์เฟิร์ม
เอาใจใส่..เพื่อนร่วมงาน …การทำงานเข้าขากันมากขึ้น งานลื่นขึ้น คล่องตัวยิ่งขึ้น
เอาใจใส่..สามี …สามีก็คิดว่า ภรรยาเราน่ารักที่สุดในโลก
เอาใจใส่..ภรรยา …ภรรยาก็รักและดูแลเอาใจใส่ครอบครัวดี  ไม่หงุดหงิดอารมร์เสียง่ายๆ
(3).  ชาร์จแบตชีวิต
หลายคนเก่งงาน แต่ไม่เก่งนอน แปลกแต่จริง …สาเหตุเป็นเพราะคุณยังคิดถึงเรื่องงานของวันพรุ่งนี้ งานวันนี้ก็ยังไม่เสร็จ พรุ่งนี้จะเจออะไรอีก เครียด คิดมาก กลุ้มใจ งานยังวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนคอมพิวเตอร์ฉายหนังวนซ้ำ 1 รอบ 2 รอบ 3 รอบ ตลอดทั้งคืน

อาการแบบนี้เรียก “ตาหลับสมองตื่น” ตื่นเช้ามาคุณเลยรู้สึกว่า ไม่สดชื่น อ่อนเพลีย เหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน ทั้งที่หลับทั้งคืน

สิ่งที่ยากที่สุดของการนอน คือ การไม่ได้นอนตามเวลาที่ควรจะนอน คุณควรเรียนรู้ทักษะการนอน เพื่อการพักผ่อนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้คุณหลับง่ายขึ้น หลับลึกขึ้น ตื่นมาพร้อมกับเช้าวันใหม่ที่สดใส

ทางแก้คือ …คุณต้อง …“สร้างกิจกรรมก่อนนอน” ตัวอย่างเช่น…
1.  อ่านหนังสือก่อนนอน 1 ชั่วโมง
2.  นั่งสมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอน 30 นาที
3.  นอนฟังเพลงบรรเลงเบาๆ เปิดแอร์เย็นๆ
4.  หาหมอนข้างมานอนกอด หมอนคนก็ได้ ถ้าคุณหาได้
5.  ดูทีวี ดูหนังตลก ก่อนนอน ผ่อนคลายสมอง
6.  สำรวจดูว่า หมอนแข็งไป นุ่มไป ถึงเวลาเปลี่ยนใหม่แล้วรึยัง
7.  ออกกำลังกายก่อนนอน (วิธีนี้ …หลับดีนักแล)

ถ้า 7 วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผล …คุณต้องเรียนรู้ทักษะ “การสับสวิทช์สมอง” คือ …ล้มตัวลง หัวถึงหมอนปุ๊บ ปิดสวิทช์เรื่องงานทันที หยุดคิด หยุดสนใจ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ (กรณีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผล กับงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้แล้วคืนนี้ยังไม่เสร็จ) …คุณอาจจะบอกว่า พูดง่ายแต่ทำยาก แต่เชื่อเถอะผมทำมาแล้ว มันได้ผล คุณลองทำดูนะครับ

(4).  เปล่งวาจาประกาศิตบวก
ไม่สำคัญว่า คนอื่นคิดยังไงกับคุณ  มันสำคัญที่ว่า “คุณคิดยังไงกับตัวเอง” คำพูดของคุณเป็นดั่งคำอวยพรจากสวรรค์ …กฎแรงดึงดูดจะทำงานทันทีที่คุณพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี

พูดลบ –  ดึงดูดพลังลบ เรื่องเลวร้าย คนไม่ดี ซวยซ้ำซวยซ้อน เข้ามาในชีวิต
พูดบวก –  ดึงดูดพลังบวก เรื่องดีๆ คนดีๆ โอกาสดีๆ เงินดีๆ งานดีๆ เข้ามาในชีวิต
ต่อไปนี้ …ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน คุณต้องพูดเชิงบวกกับตัวเองเสมอ …ทักษะการพูดเชิงบวกเป็นทักษะจำเป็นที่คุณสามารถปรับใช้ได้ตลอดชีวิต  อาจจะมีบางวันที่หลุดบ้าง ลืมบ้างไม่เป็นไร แต่เมื่อเราตั้งสติได้ ให้พูดบวกกับตัวเองทันที …ผลลัพธ์คือ …คุณจะดึงดูดโอกาสดีๆ งานดีๆ คนดีๆ เข้ามาในชีวิตมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคุณต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง แล้วความมั่นใจจะดึงดูดความสำเร็จมาหาคุณ

ตัวอย่างการพูด Positive self-talk โค้ชสิริลักษณ์ ตันศิริ – นักสร้างแรงบันดาลใจหญิงคนแรกของเมืองไทย
ฉันมีสมองเงินล้าน
ฉันเห็นโอกาสทำเงิน ทุกหนทุกแห่ง
ที่ไหนมีปัญหาที่นั่นมีเงิน
ฉันคือสุดยอดนักขาย
ฉันคือนักการตลาดที่เก่งที่สุด
ลูกค้าและเงินทองหลั่งไหลมาหาฉันมากมายและง่ายดาย
ฉันร่ำรวย มั่งคั่ง เกินใจใฝ่ฝัน
ฉันมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา
ฉันมีความสุขกับชีวิตทุกวัน
ฉันรักตัวเอง ฉันรักตัวเอง ฉันรักตัวเอง
(เทคนิคนี้คุณควรพูดดังๆ พูดทุกวัน พูดด้วยความมั่นใจ เชื่อว่ามันเป็นไปได้ เมื่อคุณเชื่อมากพอ ผลลัพธ์จะปรากฏ)
(5).  ความต่อเนื่อง
ไม่ว่าคุณจะลงมือทำอะไรก็ตาม …ขี่จักรยาน ออกกำลังกาย ชกมวย เรียนทำเค้ก โยคะ ฝึกภาษาอังกฤษ สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินว่า คุณจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั่นก็คือ “ความต่อเนื่อง”

กฎ 10,000 ชั่วโมง บอกไว้ว่า…   ถ้าคุณอยู่กับสิ่งไหนได้นานถึง 10,000 ชั่วโมง คุณจะเป็น กูรู ผู้เชี่ยวชาญ

แต่ในความเป็นจริง  ยุคนี้ผู้คนเร่งรีบ หาเงิน ทำงาน แข่งขันกัน ไม่มีเวลามากขนาดที่มานั่งฝึกให้ตัวเองเก่งระดับกูรูขนาดนั้น

ผมขอแนะนำ …กฎ 30 นาที ต่อวัน
คุณจะฝึกฝน เรียนรู้ หรือพัฒนาเรื่องใดก็ตาม ขอแค่คุณใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด แค่วันละไม่เกิน 30 นาทีต่อวัน …เมื่อคุณผ่าน 30 นาทีแรกไปได้ ถ้าคุณรู้สึกสนุก มีความสุขกับสิ่งที่ทำ คุณก็ต่ออีก 30 นาที …ผมใช้กฎ 30 นาที  ‘กินทีละคำ ทำทีละอย่าง’  มันได้ผลเสมอ สะสมชั่วโมงบินไปเรื่อยๆ แม้คุณไม่ได้เป็นนักบิน แต่คุณจะบินไปให้ถึงฝั่งฝันให้ได้ ถ้าความฝันนั้นมันใหญ่พอที่คุณจะฝัน

อย่าลืม …กฎ 30 นาทีแรก จัดไป !!!
(6).  ขอความช่วยเหลือ
มีใครสงสัยอะไรไหม เกี่ยวกับเรื่องที่สอนไป ? …ทั้งห้องเงียบกริบ ถ้าไม่มีใครสงสัยอะไรครูจะให้ทำข้อสอบนะ !! …ผมนึกถึงสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วเด็กไทยสมัยก่อน น้อยคนจะกล้าถามในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ หรือไม่เข้าใจ กลัวถูกมองว่าโง่ อายเพื่อน กลัวเป็นตัวประหลาด แตกต่างจากนักศึกษาต่างประเทศ เขาจะกล้าถาม กล้าโต้ตอบกับอาจารย์ที่สอน เหตุผลคือ…

เพื่อคลายปมปัญหาที่สงสัย และไม่ต้องการเป็นคนที่เข้าใจอะไรผิดๆไปชั่วชีวิต รวมถึงการพิสูจน์ว่าอาจารย์คนนี้เจ๋งจริงที่จะเป็นอาจารย์ของเขาหรือไม่?  หรืออีกนัยหนึ่งคือการมีความคิดที่แตกต่างจากอาจารย์ผู้สอน และค้นคว้าหาคำตอบนั้นด้วยตนเอง และพบว่าสิ่งที่ตัวเองคิดมันถูกต้อง

ทักษะนี้ผมกำลังจะบอกคุณว่า ถ้าคุณสงสัยหรือไม่เข้าใจเรื่องอะไร ยกมือถามไปเลยครับ ถามผู้รู้ ถามอาจารย์ ถามคนที่เขามีประสบการณ์ (ขอความช่วยเหลือจากเขาเลย) ไม่ต้องกลัวว่าจะกลายเป็นคนโง่

เพราะถ้าคุณไม่รู้ แล้วเอาไปทำแบบผิดๆ ผลคือ …“เสียหายหนักกว่าเดิม หรือทำให้คุณ เสียเวลา”

แต่คุณต้องเรียนรู้ศิลปะในการถาม ไม่ใช่คุณไปสัมมนาขายของออนไลน์ เรียนจบ เดินดุ่มๆเข้าไปถามว่า …อาจารย์ครับ! ผมจะขายอะไรดีครับ แล้วใครจะไปรู้กับคุณ จริงไหม ??? คุณควรถามว่า …อาจารย์ครับ ผมจะขายเจลฟอกฟันขาว ผมมีงบเริ่มต้นเท่านี้ ตลาดเป็นแบบนี้ คู่แข่งเป็นแบบนี้ ขอคำแนะนำจากอาจารย์ด้วยครับ แบบนี้ค่อยดูเป็นคนมีความคิด น่าให้คำปรึกษาขึ้นมาหน่อย…

“ฉลาดขอความช่วยเหลือแล้ว จงฉลาดถามด้วย”

 

(7).   รู้ว่าเมื่อไหร่ควร “เงียบ”   เมื่อไหร่ควร “พูด”
เวลาใครนินทา หรือพูดให้ร้ายคุณ คุณไม่พอใจ ตวาดโวยวาย ส่งเสียงดังราวกับแม่ค้าปากตลาด ยอมไม่ได้เรื่องแบบนี้ ไม่เป็นความจริง เอาอะไรมาพูด ตบกันเลยดีกว่าพูดหมาๆแบบนี้ บลาๆๆ …ผมพิมพ์เองยังอารมณ์ขึ้นเลย แล้วถ้าคุณอยู่ในสถานการณ์จริงน่าจะอินมากกว่านี้แน่นอน…

คุณต้องเรียนรู้จังหวะไหนควรเงียบ จังหวะไหนควรพูด เพราะถ้าคุณหลุดพูดอะไรไม่ดีออกไป ส่งผลเสียทั้งภาพลักษณ์ ชื่อเสียง หน้าที่การงาน ระวังคลิปหลุดประจานไม่รู้ตัว แล้วคุณก็มานั่งเสียใจทีหลังว่า “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำเลย”

การโต้ตอบที่ดีที่สุดคือ การเงียบ …เดี๋ยวนี้กระแส “ดราม่า” เกิดขึ้นได้ง่าย คุณไม่ควรเอาตัวเองเขาไปอยู่ในกระแสเหล่านั้น

ทางแก้คือ …จงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น ประสบความสำเร็จมากขึ้น นั่นเป็นวิธีโต้ตอบที่ยอดเยี่ยมที่สุด สุดท้ายมะเร็งร้ายสายพันธุ์อิจฉา ริษยา โกหก ตอแหลจะย้อนกลับไปฆ่าตัวเขาเอง ทักษะนี้เป็นทักษะที่ยากที่สุด ถ้าคุณทำได้มันจะมีมูลค่าสูงที่สุดเช่นกัน

“สงครามน้ำลาย ใครเงียบก่อนเป็นผู้ชนะเสมอ”

(8).  ฟัง ฟัง ฟัง
เมื่อไหร่ที่คุณหยุดพูด  หูคุณจะฟังได้มากขึ้น …ทักษะการฟังจึงเป็นทักษะสำคัญนำมาซึ่งความสำเร็จในชีิวิต ยิ่งคุณฟังมากเท่าไหร่ คุณยิ่งจับใจความสำคัญได้มากเท่านั้น …การเป็นผู้ฟังที่ดี คุณควรสบตาผู้พูดเสมอ ไม่พูดแทรกหรือขัดจังหวะ ขณะที่ผู้พูด ยังพูดไม่จบ คุณควรฝึกฝนการจับประเด็น จับใจความสำคัญตามไปด้วย จะทำให้การฟังมีคุณค่ามากยิ่งขึ้้น…

ตัวอย่างเช่น…

ฟัง..ลูกค้าพูด …ค้นพบ ความต้องการของลูกค้า
ฟัง..เจ้านายพูด …ค้นพบ จุดประสงค์ของเจ้านาย
ฟัง..ลูกน้องพูด …ค้นพบ ความในใจของลูกน้อง
ฟัง..คนขายพูด …ค้นพบ ความต้องการของตัวเอง
ฟัง..ภรรยาพูด …ค้นพบ ความรัก ความห่วงใย
ฟัง..ตัวเองพูด …ค้นพบความชัดเจนในสิ่งที่ทำ
การฟังที่เข้าใจ คือ การตอบสนองความต้องการของผู้พูดได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด ชัดเจน
เทคนิคอย่างหนึ่งก็คือ ฟังและพูดทวนซ้ำเพื่อทบทวนความเข้าใจกับคนที่คุณสื่อสารด้วย เพื่อให้การฟังมีประสิทธิภาพสูงสุด

 

(9).  ดูแลธุรกิจคุณให้ดี
ใครจะดูแลธุรกิจของคุณ ได้ดีกว่าตัวคุณเอง  การเริ่มต้นธุรกิจในช่วงแรกอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ สร้างระบบ ลองผิดลองถูก คัดเลือกคนที่เหมาะสม ใช้เวลานานกว่าคุณจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินต่อไปได้ หลายครั้งผมเคยสัมภาษณ์พนักงาน แต่กลับพบว่า…

“เก่งสัมภาษณ์ แต่ทำงานไม่ได้เรื่อง แถมไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ต่อลูกค้า ต่อองค์กร” เขาเหมาะจะทำงานที่อื่นมากกว่า การรับคนที่เป็นเชื้อโรคร้ายเข้ามาในองค์กรเหมือนเป็นไวรัสลามไปติดพนักงานคนอื่น ทำให้ผลงานออกมาแย่ ห่วย ไม่ได้เรื่อง สุดท้ายพากันลงเหว เพราะทุจริต ทำผิดกฎระเบียบขององค์กร โดยฟ้อง โดยจับ ไล่ออก เสียโอกาสทำงานไปก็หลายคน

เอาใจใส่ธุรกิจของคุณให้ดี โดยเฉพาะเรื่องเงิน  ผมมีเพื่อนทำธุรกิจแล้วเจ๊ง ปิดกิจการไปหลายคน เพราะไว้ใจพนักงานที่ทำงานมานาน 5 ปี 10 ปี  แต่โกงเงินบริษัทไปจนหมด จนต้องปิดกิจการ โดนฟ้องล้มละลาย ขายรถ ขายบ้าน ยังไม่พอใช้หนี้ จนต้องกลับไปทำงานประจำ

“ทำธุรกิจอย่าประมาทเรื่องเงิน เพราะเงินทำให้คนร้อนเงิน เปลี่ยนจากคนซื่อสัตย์เป็นคนร้าย คุณต้องระวัง !!”
(10).  ปรมาจารย์ความคิดของตัวคุณเอง
ความคิดทำให้เราแตกต่างจากสัตว์ มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับศักยภาพที่พัฒนาได้ ทักษะนี้คุณต้องเรียนรู้การควบคุมความคิดของตัวคุณเอง …ก่อนที่มันจะควบคุมคุณ

ตัวอย่างเช่น…

คุณไปเที่ยวทะเลกับแฟน จองห้องพักล่วงหน้าเรียบร้อย พอไปถึงปรากฏห้องเต็ม ห้องที่จองไว้มีคนอื่นพักไปแล้ว คุณหงุดหงิด หัวเสีย โวยวาย ไม่พอใจพนักงาน ทั้งๆที่ผู้จัดการโรงแรมได้ออกมาขอโทษคุณแล้ว และยินดีที่จะเปิดห้องใหม่ให้คุณ แต่มีข้อแม้ว่า คุณต้องรออีก 1 ชั่วโมง คุณจะออกไปตลาดนัดข้างนอก รถโรงแรมก็ยังไม่มา คุณบอกกับแฟนว่าคอยดูนะ คราวหน้าจะไม่มาที่นี้อีก แฟนคุณได้แต่บอกให้คุณใจเย็นๆ พนักงานเดินมาเสิร์ฟน้ำส้ม แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้คุณใจเย็นลงได้ แถมคุณยังถ่ายคลิป แชร์ว่อนโซเชียลไปหมด พาดหัวข้อออกไปว่า …”โรงแรม 5 ดาวกับการบริการที่โคตรห่วยแตก”

Take แรก …คุณจะเห็นได้ว่า…  ความคิดมันกำลังควบคุมคุณ มันสั่งให้คุณโวยวาย หงุดหงิดไม่พอใจ ไม่ว่าใครจะทำอะไรให้มันดีขึ้น แต่คุณก็มองไม่เห็น เพราะคุณกำลังอารมณ์เสีย ไอ้เจ้าความคิดมันแอบกระหยิ่มยิ้มย่องคุณอยู่ในหัวว่า …คุณเสร็จมันอีกแล้ว อิอิ !!

Take สอง …คราวนี้ คุณได้เรียนรู้ทักษะการควบคุมความคิดของคุณแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นยังไงเราไปดูกัน

Take สอง กล้องพร้อม ดินน้ำลมไฟพร้อม นักแสดงพร้อม Action !!

คุณลงจากเครื่องบินไปถึงโรงแรม ปรากฏว่าห้องเต็ม !! …แทนที่คุณจะทำเหมือน Take แรก คุณกลับเห็นถึงความใส่ใจของผู้จัดการ ออกมาขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่ ขอให้คุณให้โอกาสเขาได้ดูแลคุณโดยการ เปิดห้องใหม่ให้ และห้องจะพร้อมในอีก 1 ชั่วโมงคุณจึงพูดกับแฟนว่า เราไปเดินชายหาด ถ่ายรูปเล่นกันดีกว่าที่รัก ไหนๆก็มาถึงแล้ว แฟนคุณเห็นด้วย คุณกับแฟนเดินเล่นกันอย่างสนุกสนาน

มีความสุข นานๆจะได้ออกมาพักสมอง กินของอร่อย มาเที่ยวทะเล ดื่มด่ำความสุขจากธรรมชาติ ไม่นานก็มีพนักงานของโรงแรมเดินมาเสิร์ฟน้ำส้ม พร้อมกับบอกคุณว่า …”ห้องของคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงพร้อมแล้วคะ” …ความรู้สึกตอนนั้น มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก …ทันทีที่เดินไปถึงห้องกลับพบว่า …ทางโรงแรมได้เปิดห้อง Sweet ให้คุณ หรูหรา ไฮโซ ระดับ VIP พร้อมจดหมายบนโต๊ะว่า … “ขอให้คุณมีความสุขกับโรงแรมพาราไดซ์ของเรา”

คุณจะเห็นได้ว่า …ถ้าคุณมีทักษะในการเป็นเจ้านายความคิดของตัวคุณเอง มันเป็นทักษะที่ยอดเยี่ยมและมีมูลค่ามากแค่ไหน

จงเรียนรู้ ฝึกฝน 10 ทักษะยากที่จะเรียนรู้ แต่คุ้มค่าที่คุณจะใช้ตลอดชีวิต เพราะทักษะเหล่านี้เป็นทักษะสำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จระดับโลก คุณก็สำเร็จได้ ความยากไม่มีอยู่จริง …”จงควบคุมความคิดของคุณ ก่อนที่มันจะควบคุมคุณแบบเบ็ดเสร็จ”

==================
บทความโดย…  พชร พูลเพิ่ม (ป๊อป)
Content Creator
Leader Wings Co., Ltd.
==================

ความเชื่อผิดๆ เรื่องการใส่บาตร

Standard

2

ถาม : การใส่บาตร และ การถวายอาหาร แด่พระควรเป็นอาหารสด  แต่ถ้าบางคนการถวายมาม่าหรือของแห้งที่จะต้องเอาไปประกอบอาหารใหม่จะบาปหรือไม่?

ตอบ : ไม่บาปหรอก เพียงแต่ว่าพระท่านเก็บไว้ไม่ได้
อาหาร ที่เป็นอาหารนี้ ท่านเก็บไว้ได้เพียงแค่ช่วงระยะเที่ยงวันเท่านั้นเอง หลังจากเที่ยงวันแล้ว ส่วนที่เป็นอาหารนี้ ท่านต้องสละไปหมด เพราะพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้พระสะสมของไว้ในกุฏิของตน แต่ทรงอนุญาตให้สะสมไว้ในคลังของวัดได้ เช่น ถ้าญาติโยมอยากจะถวายของให้เก็บไว้นานๆ อย่าไปใส่บาตร อย่าไปประเคนกับมือ

อย่างที่อาตมารับของนี้ ส่วนใหญ่จะให้วางไว้เฉยๆ  ถ้าญาติโยมวางไว้เฉยๆนี้  ถือว่าพระยังไม่ได้รับประเคน  พระยังเอาไปใช้ไม่ได้  แต่เก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันหมดอายุ  เวลาต้องการจะใช้ก็ให้ลูกศิษย์หยิบมาประเคนให้ จึงจะใช้ได้ แต่..ถ้ารับประเคนด้วยมือเอง ของมันจะมีอายุ

ของพระ ท่านแบ่งไว้ 3  ชนิดด้วยกัน

1)  “อาหาร”  – ชนิดอาหารนี้มีอายุแค่..ถึงเที่ยงวัน
หลังจากเที่ยงวันไปแล้ว ถึงแม้รับตอนนี้ก็หมดอายุทันทีเลย  ใครถวายมาม่า ถวายปลากระป๋องมา รับปั๊บนี้ก็ต้องสละแล้ว  เก็บไว้กินพรุ่งนี้ไม่ได้ เรียกว่า อาหาร

ดังนั้นถ้าของเป็นอาหารอยากจะถวายพระให้เก็บไว้นานๆ  เอาวางตั้งไว้เฉยๆ ตั้งไว้ตรงหน้าก็ได้ บอกขอถวาย อันนี้ก็ได้เท่ากับถวายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำให้มันถูกพระวินัย   พระยังไม่ถือว่าเป็นของของตน เป็นของของส่วนกลางอยู่  ถือเป็นของคณะสงฆ์    แต่เวลาต้องการจะใช้ค่อยให้ลูกศิษย์มาประเคน   เอาไปเก็บไว้ที่กุฏิไม่ได้ ต้องเก็บไว้ที่ที่เก็บของของวัด วัดจะมีที่ที่เก็บของส่วนกลางไว้ ของทั้งหมดที่ไม่ได้รับประเคนก็ให้เอาไปไว้ที่นั่น เวลาจะใช้ค่อยให้ลูกศิษย์เอามาประเคนให้อีกที พวกอาหารก็มีอายุเพียงครึ่งวัน เช้าถึงเพล

2)   “เภสัช  ตามพระกำหนดมี 5 ชนิด คือ พวกน้ำตาล  น้ำอ้อย เนยข้น  เนยใส  น้ำผึ้ง”
– ท่านอนุญาตถ้ารับประเคนนี้ท่านให้เก็บไว้ได้ ๗ วัน และฉันได้ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงถือว่าเป็นยา
– สมัยก่อนเขาคงกินพวกยา พวกนี้รักษาอาการเจ็บท้องปวดท้อง มันคงจะไปเคลือบกระเพาะหรือไปทำอะไร ท่านก็เลยอนุญาตให้มีเภสัช 5 ชนิดด้วยกัน (พวกน้ำตาล น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส น้ำผึ้ง)
– พวกนี้เก็บไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน พอหลังจาก 7 วันแล้วถ้ายังมีเหลืออยู่  ก็ต้องสละให้คนอื่นไป
– สละให้กับพระด้วยกันไม่ได้  ต้องสละให้ฆราวาสญาติโยมไป  ลูกศิษย์ลูกหาไป หรือเอาไปทำบุญทำทานไป

3)  “ยา(รักษาอาการเจ็บป่วย) “ จริงๆ เช่น ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาอะไรต่างๆ
– เก็บไว้ที่กุฏิด้วย เพราะเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมันจะได้หยิบได้ทันถ่วงที
– ถ้าเป็นยานี้ถวายได้ตลอดเวลา และเก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันเสื่อม นอกจากตามที่เขาเขียนไว้ที่ในสลาก เสื่อมไปตามวันที่เขาเขียนไว้ในสลากเท่านั้น

นี่คือเรื่องของการประเคนของให้กับพระ  เราต้องรู้จักแยกแยะ  แต่สมัยนี้ญาติโยมไม่รู้กันก็เลยรวมกันหมดเลยที่เขาใส่ในกระเเป๋งสีเหลืองนี้  เขาอยากจะถวายให้ครบทั้ง 4 คือ ปัจจัย 4 ยาก็ใส่เข้าไป  อาหารก็ใส่เข้าไป  จีวรก็ใส่เข้าไป ถึงแม้จีวรจะเอามาห่มไม่ได้  อย่างน้อยก็เป็นผ้าเหลืองๆ ชิ้นหนึ่งก็ถือว่าเป็นจีวรแล้ว  กระเเป๋งก็คงถือว่าของถวายมั๊ง… ไว้ครอบหัวเวลาฝนตก

– ทำบุญก็อยากจะถวายปัจจัย 4 ให้ครบ  เขาก็เลยใส่มา แล้วมาถึงก็บังคับให้พระรับประเคน ให้วางไว้เฉยๆ ก็กลัวว่าไม่ได้บุญอีก
– บางทีบางคนขนกลับไปก็มี  พอบอกว่า “ให้วางไว้เฉยๆ ได้ถวายแล้ว”   ฉันไม่ได้บุญ ท่านไม่รับฉันไม่ได้บุญ ฉันไปดีกว่าไปถวายที่อื่นดีกว่า  อย่างนั้นก็มีเพราะการไม่รู้  ไม่มีการสอนไม่มีการบอก
– แล้วพระที่มาบวชใหม่ทีหลังก็ไม่รู้เรื่อง  เขาเอาอะไรมาถวายก็รับประเคนหมด  แล้วเขาก็แบบถือว่าไปว่ากันใหม่ คือตอนนี้รับประเคนแบบหลอกๆไปก่อน  รับประเคนให้ญาติโยมดีอกดีใจ  แล้วค่อยไปแยกแยะของทีหลัง  ของที่เป็นอาหารก็เก็บไว้ส่วนหนึ่ง  ถ้าอยากจะได้อะไรค่อยให้ลูกศิษย์มาประเคนให้ใหม่  เขาทำกันแบบนี้

ซึ่งทางสายวัดป่าท่านไม่ทำ  ท่านทำแบบไม่หลอก  ทำแบบจริงๆ เลย   บอกประเคนไม่ได้ก็ประเคนไม่ได้ วางไว้ต้องวางไว้ เพื่อจะได้สอนญาติโยมไปในตัว
– ญาติโยมที่ไปทำบุญที่วัดป่าจึงได้บุญด้วย ได้ปัญญาด้วย   ได้บุญ คือ ความสุขใจ แล้วก็ได้ปัญญาได้ความรู้ที่ถูกต้องในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  ส่งเสริมพระให้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ   แทนที่จะส่งเสริมให้พระปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย เพราะด้วยความเกรงใจญาติโยม

นี่คือเรื่องของการถวายของ ที่เราต้องควรจะศึกษา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๗

3

4

ทะเบียนสมรส

Standard

image


รู้แล้วจะน็อค?

ภรรยาทำแบบนี้กับสามีได้โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย ประโยชน์ของทะเบียนสมรส  รู้ยัง?
ภรรยาขโมยเงินสามีไม่มีความผิดทางกฎหมาย อ่านประโยชน์ของทะเบียนสมรส

การแต่งงานเป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่จะร่วมสุขและทุกข์ และสิ่งหนึ่งที่คู่แต่งงานควรทำคือการจดทะเบียนสมรส ซึ่งเป็นการการันตีการแต่งงานที่ถูกต้องและมีสิทธิ์ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ในบ้านเราเท่านั้นค่ะที่ให้ความสำคัญกับทะเบียนสมรส ในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญกับทะเบียนสมรสมากเช่นกัน

การใช้ชีวิตคู่ในปัจจุบัน การจดทะเบียนสมรสยังถือว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย แม้ว่าบางคนจะเลือกใช้ชีวิตคู่แบบหนุ่มสาวสมัยใหม่คือแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันแต่ไม่จดทะเบียนสมรส ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน แต่ทราบไหมคะว่าทะเบียนสมรสที่มีนั้น ไม่ใช่แค่ใบการันตีว่าเขาหรือเธอคือคู่ชีวิตที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ทะเบียนสมรสยังมีผลดีต่อชีวิตคู่ และทายาท รวมถึงการเรียกร้องสิทธิ์หากเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับคู่สามีภรรยาด้วย

ทะเบียนสมรสมีผลทางกฎหมายและให้สิทธิ์กับผู้ถือที่เป็นสามีภรรยาหลายประการค่ะ แต่ถ้าเราจะพูดลึกถึงเนื้อหาของกฎหมายการแต่งงานคงจะเยอะและเข้าใจกันยากค่ะ วันนี้เราลองมาทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับความสำคัญของการจดทะเบียนสมรส ใบทะเบียนสมรสกันดูก่อนค่ะ

ทะเบียนสมรสสำคัญอย่างไร
การจดทะเบียนสมรสและทะเบียนสมรสมีความสำคัญต่อคู่แต่งงาน สามีภรรยา เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ใช้สำหรับยืนยันความสัมพันธ์และเป็นหลักฐานที่ใช้สำหรับการยืนยันสิทธิ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา เช่น การรับรองบุตร ซึ่งจะทำให้บุตรได้รับสิทธิ์ต่างๆ ตามกฎหมาย การแบ่งสินสมรส การฟ้องหย่าในกรณีสามีหรือภรรยามีชู้ เป็นต้น

 

การจดทะเบียนสมรสและทะเบียนสมรสอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสามีภรรยาบางคู่ ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น คู่สามีภรรยาที่ทำธุรกิจ หรือนักการเมือง ซึ่งการจดทะเบียนสมรสทำให้ต้องมีการตรวจสอบทางบัญชีการเงินของทั้งสามีภรรยา เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน หรืออาจเกิดการฟ้องร้องได้ การแต่งงานแบบนี้จึงอาจไม่มีทะเบียนสมรสโดยความยินยอมและตกลงของสามีภรรยาเอง แต่ในขณะเดียวกันการแต่งงานโดยไม่จดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้สามี หรือภรรยาโอนทรัพย์สินของตัวเองไปยังบัญชีของอีกฝ่ายเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบหรือการเสียภาษีได้เช่นกัน

 

ประโยชน์ของทะเบียนสมรส
อย่างที่เกรินไปตั้งแต่แรกว่าประโยชน์หรือสิทธิ์ตามกฎหมายของการจดทะเบียนสมรส หรือใบทะเบียนสมรสมีเยอะมาก แต่เราลองทราบคร่าวๆ เฉพาะในส่วนที่มักจะได้ยินหรือได้รับผลกระทบเป็นหลักกันก่อนค่ะ

1. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยาต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน นั่นหมายความว่าสามีจะหาเลี้ยงภรรยา หรือภรรยาจะหาเลี้ยงสามี หรือจะช่วยดูแลกันและกันก็ได้

2. การจดทะเบียนสมรสทำให้หญิงหรือภรรยามีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุลของสามี หรือจะไม่ใช้ก็ได้

3. การจดทะเบียนสมรสทำให้หญิงต่างชาติมีสิทธิ์ขอถือสัญชาติไทยตามสามีได้ (ถ้าอยากถือสัญชาติไทย)

4. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยามีสิทธิ์จัดการสินสมรสร่วมกัน (ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส)

5. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยามีสิทธิ์รับมรดกของคู่สมรสเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิตไปก่อน

6. การจดทะเบียนสมรสทำให้มีสิทธิ์รับเงินจากทางราชการ หรือนายจ้าง เช่น กรณีที่คู่สมรสตายเพราะปฏิบัติหน้าที่ หรือจากการทำงาน (บำเหน็จตกทอด) หรือ การรับเงินสงเคราะห์บุตรตามกฎหมายแรงงาน

7. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยามีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากผู้ที่ทำให้คู่สมรสของตัวเองเสียชีวิตได้ เช่น สามีโดนรถชน ภรรยาสามารถเรียกค่าเสียหายถึงชีวิตกับผู้ขับรถชนได้

8. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยาสามารถหึงหวงคู่สมรสของตัวเองได้อย่างออกหน้าออกตามกฎหมาย และหากพบว่าคู่สมรสมีชู้ ก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจากคู่สมรสของตัวเอง และเรียกค่าเสียหายได้จากชู้ด้วย

9. การจดทะเบียนสมรสทำให้บุตรมีฐานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้นามสกุลพ่อได้ สมัครเข้าเรียนได้ และรับมรดกจากผู้เป็นพ่อได้ (บุตรเป็นสิทธิ์ตามชอบธรรมของแม่อยู่แล้ว)

10. การจดทะเบียนสมรสทำให้ได้รับการลดหย่อนค่าภาษีเงินได้

11. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยาที่ทำความผิดระหว่างกัน เช่น สามีขโมยเงินภรรยา ภรรยาบุกเข้าบ้านสามี ผู้ที่ทำผิดไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย

12. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยาฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ร้ายคู่สมรสของตัวเองได้ เช่น ภรรยาโดนกระชากกระเป๋า สามีสามารถแจ้งความฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนร้ายได้ หรือ สามีโดนคนพูดจาหมิ่นประมาทว่าร้าย ภรรยาก็สามารถฟ้องหมิ่นประมาทฝ่ายตรงข้ามแทนสามีได้

ทะเบียนสมรสมีผลทางกฎหมายนานแค่ไหน อายุของทะเบียนสมรส
การจดทะเบียนสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทะเบียนสมรสก็จะมีผลทางกฎหมายหรือมีอายุยาวตลอดไปจนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่า ซึ่งการจดทะเบียนหย่าก็เป็นไปตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย หรือถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องมีการฟ้องหย่าโดยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา เพื่อใช้เหตุผลและหลักฐานต่างๆ ประกอบ รวมถึงการหาข้อตกลงต่างๆ เช่น การแบ่งสินสมรส สิทธิ์การดูแลบุตร ค่าเลี้ยงดู เป็นต้น

 

การจดทะเบียนสมรสซ้อน
ตามกฎหมายระบุว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้นผิดกฎหมาย และไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย เช่น หนุ่มเอ จดทะเบียนสมรสกับสาวบี แล้วอีกไม่นานหนุ่มเอก็ไปจดทะเบียนสมรสกับสาวซี  แบบนี้เรียกว่าจดทะเบียนสมรสซ้อน ซึ่งกฎหมายระบุว่าการจดทะเบียนสมรสครั้งหลังเป็นโมฆะ   หากการจดทะเบียนสมรสครั้งแรกยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าที่สมบูรณ์ และภรรยาที่จดทะเบียนสมรสซ้อนจะไม่มีรับสิทธิ์ตามกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าหนุ่มเอลักไก่ด้วยการจดทะเบียนสมรสไว้กับสาวทั้งสองคน แต่อยู่ๆ หนุ่มเอจดทะเบียนหย่ากับสาวบี แล้วไปอยู่กับสาวซี กฎหมายก็ไม่ให้สิทธิ์เช่นกัน เพราะถือว่าหนุ่มเอและสาวซีจดทะเบียนสมรสซ้อนในช่วงที่ยังมีการจดทะเบียนสมรสตัวจริงอยู่

 

พอจะทราบความสำคัญและประโยชน์ของการจดทะเบียนสมรสหรือใบทะเบียนสมรสกันแล้วนะคะ ใครที่กำลังจะแต่งงาน หรือแต่งงานไปแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส  ลองกลับมาทบทวนกันอีกครั้งค่ะว่าจริงๆ แล้วการจดทะเบียนสมรสดีกับเราหรือไม่  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและเหตุผลของแต่ละคนและแต่ละคู่สามีภรรยานะคะ เพราะอย่างไรแล้วคู่ชีวิตที่อยู่กับด้วยความรักและความเข้าใจคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

 

ที่มา http://www.bigza.com/news-140343

Standard

คำแปลบทปาฐกถา
จาก ไฉ่ ซงฉี 
ประธาน บ.อันโหวการบัญชี ประเทศจีน

การยื่น . . .กล้วย 1 ลูก กับ ทอง 1 แท่ง ให้กับลิง
ลิงต้องเลือกกล้วย เพราะมันไม่รู้ว่าทองแท่งสามารถที่จะซื้อกล้วยได้เป็นพันเป็นหมื่นลูกได้

ในทำนองเดียวกัน การยื่นทองแท่งกับสติปัญญาแก่คนใดคนหนึ่ง
คนส่วนมากจะเลือกทองแท่ง เพราะ…พวกเขาไม่รู้ว่าสติปัญญาสามารถจะแปรเปลี่ยนเป็นทองแท่งเป็นพันเป็นหมื่นแท่งได้

ดังนั้น บางครั้ง..การเลือกสรร ก็สำคัญกว่า..ความขยัน

เมื่อ 10 ปีก่อน คุณเป็นใคร? หนึ่งปีก่อน คุณเป็นใคร? แม้กระทั่งเมื่อวานนี้คุณเป็นใคร?  ก็ล้วนแต่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ วันนี้คุณเป็นใคร?

ชีวิตเรามีความเหน็ดเหนื่อยมาก
ปัจจุบันไม่เหนื่อย
ต่อไปก็จะเหนื่อยมากขึ้น
ชีวิตเรามีความลำบากมาก
ปัจจุบันไม่ลำบาก
ต่อไปก็จะลำบากมากขึ้น
มีแต่เคยเหน็ดเหนื่อย  จึงจะได้รับความสุขสบาย

มีแต่เคยลำบาก  จึงจะรู้ถึงความสบาย

ช่วงที่ยังเยาว์วัย ต้องกล้า..ที่จะก้าวออกไป ….
ไปผจญกับลมฝนและหิมะ เพื่อฝึกฝนจิตที่มีความอดทน
ความกระจ่าง เฉลียวฉลาด และความสุขจึงจะตามมา

ในโลกนี้.. นอกจากตนเองแล้ว จะไม่มีใครที่ช่วยเหลือคุณอย่างแท้จริง

ไข่ไก่… ถ้ามันแตกจากภายนอก ก็จะเป็น..อาหาร
ถ้ามันแตกจากภายใน ก็จะเป็น…ชีวิต

ชีวิตคนก็เช่นกัน
หากถูกกระทำจากภายนอก  จะเป็น…แรงกดดัน
หากถูกกระทำจากภายใน  จะเป็น…การเติบโต

เชื่อว่า .. ชีวิตคนเรา จะไม่ทอดทิ้งคุณ
คุณทนได้กับความลำบาก
คุณรับได้กับความเหน็ดเหนื่อย
คุณตกลงไปในหลุม
คุณเดินผิดเส้นทาง
ล้วนแต่เป็นการฝึกฝนให้คุณเติบใหญ่ แข็งแกร่งที่ไม่เป็นรองใคร

จิตที่คิดแบบง่ายๆ  ชีวิตก็จะง่าย
ใจที่เป็นอิสระ  ชีวิตก็จะอิสระ

เรื่องต่างๆ ให้หาวิธีการแก้ไขให้มาก ลดการหาข้อแก้ตัว

ที่สุดแล้ว เชื่อว่า.. ความสุขจะอยู่ไม่ไกล

ยืนหยัดไว้ แล้วจะค้นพบ..ตัวเองที่สุดแกร่งของคุณ

คุณพยายามและเต็มที่แล้ว ถึงจะมีสิทธิ์พูดว่า … “ตนเองโชคไม่ดี”

ในโลกนี้ไม่มีงานการใดที่ไม่ลำบาก  ไม่มีงานการใดที่เกี่ยวข้องกับผู้คนไม่ซับซ้อน

จงยิ้มทุกวัน  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ในโลกนี้ นอกจากความตายแล้ว ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะว่ามีวันพรุ่งนี้

วันนี้ จะเป็นเพียง.. วันเริ่มต้นเสมอ

หลังจากที่พยายามแล้ว  จึงจะรู้ว่าเรื่องราวต่างๆ ขอใหัยืนหยัดไว้
แล้วจะผ่านไปได้

คนเราคนเดียว อยู่ข้างนอกไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่มีอะไร สิ่งที่สู้กันคือ.. ความแข็งแกร่ง

ผู้ที่ยิ่งผ่านเหตุการณ์มาก จะยิ่งสงบเรียบง่าย 
ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์น้อย  จะยิ่งใจร้อนลุกลน

หวังว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว ทุกคนจะได้ข้อคิดที่ดี..

http://mcot-web.mcot.net/fm965/site/content/id/55408fd2be047010098b4579#.VXwL7Pntmko

แทนคุณ หรือ ทวงคืน

Standard

4

 

“แทนคุณ หรือ ทวงคืน”

คัมภีร์กฎแห่งกรรม 3 ชาติ ได้บันทึกไว้ว่า

สามีภรรยา มีกรรมร่วมกันมา ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่มีกรรมไม่อาจอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

บุตรธิดา คือ หนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวงหนี้ หรือใช้หนี้ ไม่มีหนี้ไม่มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกัน

 

ดังนั้น สามีภรรยาที่มีกรรมดีต่อกัน ย่อมสมานสามัคคีรักใคร่กลมเกลียว ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

ส่วนสามีภรรยาที่มีกรรมชั่วต่อกันย่อมทะเลาะเบาะแว้ง บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่อาจอยู่ร่วมกันจนวันตาย

ส่วนบุตรธิดาที่มาทวงหนี้ เป็นลูกที่ไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไม่วายเว้น

บุตรธิดาที่มาใช้หนี้ จะสำรวมระวังรู้คุณทดแทนคุณ ไม่กล้าทำให้พ่อแม่ชอกช้ำใจ

 

ทุกคนต่างหนีไม่พ้น… พบ พราก สุข เศร้า อภัย แค้น รัก ชัง

นี่ คือ ผลลัพธ์ของกรรมปัจจัย

ปลูกเหตุเช่นไร ย่อมได้ลิ้มผลเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเหตุใด หรือ ผลใด ล้วนหนีไม่พ้นกรรมปัจจัยทั้งนั้น

1.  มาแทนคุณ

ด้วยบุญในอดีต ที่ได้สั่งสมร่วมกันมา ด้วยพระคุณที่มีต่อกัน จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน เราเรียก.. บุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกกตัญญู”   เขามาเพื่อที่จะทดแทนคุณ เป็นเด็กดี ฉลาด เชื่อฟัง เขาเหล่านี้ไม่มีทางจะทำอะไรเสียหาย ให้พ่อแม่ต้องกลัดกลุ้มกังวลใจ

2. มาล้างแค้น

ด้วยกรรมในอดีต ที่ได้สร้างร่วมกันมา จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน   เมื่อเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นลูกล้างผลาญ ทำให้ครอบครัวล่มสลาย เราเรียกบุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกทรพี”  เขามาล้างแค้น

ดังนั้น..อย่าได้ผูกเวรไว้กับใคร  เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ภายนอก ยังพอป้องกันได้ แต่นี่เกิดมาเป็นลูกหลานในบ้านในตระกูล จะทำอย่างไรดี?
ดังนั้น..อย่าทำร้ายใคร อย่าฆ่าแกงกัน เพราะต่างคนต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน

3.  มาทวงหนี้

ชาติก่อนหนหลัง พ่อแม่เป็นหนี้ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน หนี้ที่ว่าคือ หนี้เงิน ไม่ใช่หนี้ชีวิต เขาจึงเกิดมาเพื่อทวงหนี้คืน

หากเป็นหนี้กันน้อย เกิดมาให้ดูแลปีสองปีเขาก็ตาย เราเป็นหนี้เขาเท่าไหร่ เมื่อใช้หมด เขาก็ไป ต่อให้คุณรักเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยใส่ใจคุณ

หากเป็นหนี้เขาเยอะ เลี้ยงจนเติบใหญ่ จบมหาวิทยาลัย จบวันนั้นก็ตายวันนั้น เขาไม่อยู่รับใช้เรา เพราะมาทวงหนี้ หนี้หมดก็จากไป

4. มาใช้หนี้

ชาติก่อนหนหลัง เขาเป็นหนี้พ่อแม่ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน

เมื่อเขาเกิดมาในชาตินี้ จึงต้องทำงานหาเงิน เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็อยู่ที่ว่าเป็นหนี้พ่อแม่มากน้อยเพียงใด หากเป็นหนี้มาก ก็เลี้ยงดูพ่อแม่เป็นอย่างดี หากเป็นหนี้พ่อแม่น้อย ก็เลี้ยงดูตามอัตภาพ

เหมือนที่เราเคยพบเห็น เลี้ยงพ่อแม่ประหนึ่งคนรับใช้ในบ้าน เพราะอะไร เพราะใช้หนี้

ลูกประเภทนี้ แม้จะเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็หล่อเลี้ยงแค่กาย ไม่หล่อเลี้ยงจิตใจ เลี้ยงดูโดยปราศจากความเคารพ และความกตัญญู

ซึ่งต่างจากบุตรที่เกิดมา เพื่อทดแทนคุณ ประเภทนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงกาย ยังหล่อเลี้ยงจิตใจบุพการี

หลักธรรมในข้อนี้ มิใช่เพียงแค่ลูกหลาน ยังรวมทั้งญาติพี่น้องและคนรอบข้างทั้งหลาย ที่เราได้รู้จัก และเคยได้อยู่ร่วม หากแต่เป็นเพราะ กรรมที่ร่วมก่อกันมา หนักหนา หรือ เบาบาง

หากบุญคุณความแค้นหนักหนา ก็เกิดมาเป็นสามีภรรยา และลูกหลานพี่น้อง

หากบุญคุณความแค้นเบาบาง ก็เกิดมาเป็นญาติสนิทมิตรสหาย

คุณเดินซื้อของในตลาด อยู่ๆคนแปลกหน้าก็มายิ้มให้คุณและคุณก็ยิ้มตอบ ล้วนเป็นบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน

คุณเดินซื้อของในตลาด อยู่ๆคนแปลกหน้าก็มายิ้มให้คุณ แต่คุณรู้สึกขัดหูขัดตา แถมไม่พอ ยังถมึงตาใส่ฝ่ายตรงข้ามอีก นี่ก็ล้วนเป็นบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน


เมื่อเข้าใจในกรรมปัจจัยเหล่านี้ เราจะได้ไม่ผูกกรรมด้านดำเพิ่ม แต่จงผูกกรรมด้านขาวซึ่งเป็นกรรมดีจะดีกว่า

แล้วจะแก้ไขอย่างไร หากเราและลูกหลานผูกกรรมที่ไม่ดีต่อกันมา

คำตอบก็คือ นำพาลูกหลานให้หมั่นบำเพ็ญปฏิบัติ ศึกษาพระธรรมคัมภีร์ โปรดจำไว้ว่า  “ลูกเขาเราสอน ลูกเราเขาสอน”

เมื่อต่างฝ่ายต่างศึกษาธรรม ย่อมแปรกรรมร้ายให้กลายเป็นกรรมดีได้ ย่อมคลายความจองจำ คับแค้นให้สลายคลายลงได้ เช่นนี้ที่เราเรียกว่า

“เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต เปลี่ยนร้ายกลายดี”

ที่มา นุสธิ์บุคส์

‎เราไม่เคยมีบุญคุณต่อกัน‬

Standard

4

 

 

 

 

ถึงลูกสาวที่รักของแม่…

เมื่อหนูโตขึ้น หนูอาจจะได้ยินใครๆในสังคมบอกหนูว่า “ต้องกตัญญูรู้คุณพ่อแม่”

ในฐานะที่วันนี้แม่ได้เป็นแม่ของหนู แม่อยากบอกให้รู้ไว้จากใจของแม่เองว่า…

  • อย่าต้อง… เลือกอะไรในชีวิตที่ไม่ได้คิด ไม่ได้ต้องการ เพียงเพราะแค่.. อยากกตัญญูกับพ่อแม่
  • อย่าต้อง… เสียสละอะไรไปในชีวิต เพียงเพราะคิดว่านี่คือสิ่งที่พ่อแม่จะไม่ชอบ
  • อย่าต้อง… ยอมแลกความสุขของชีวิตกับอะไรเพียงเพราะคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ต้องการ

ชีวิต…เป็นของลูก “
จงหวงแหนจิตวิญญาณของการใช้ชีวิตของตัวเอง
อย่าเชื่อใครที่บอกให้ขายความสุขหรือความฝันของทั้งชีวิต…ให้กับ”ความกตัญญู”

แม่ไม่คาดหวังอะไรจากลูก
แม่ไม่ได้มีหนูเพื่อมารับใช้ความต้องการอะไรในชีวิตแม่
ถ้าวันหนึ่งที่หนูอยากจะทำอะไรให้พ่อแม่  แม่อยากให้หนูทำด้วยความรัก..ไม่ใช่เพราะใครบอกให้ทำเพื่อความกตัญญู

 

เพราะสำหรับแม่…  ” เราไม่เคยมีบุญคุณต่อกัน 

หนูไม่เคยร้องขอแม่ ให้ช่วยทำให้หนูเกิดมา
การมีหนู เป็นการตัดสินใจของแม่ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแม่
การเลี้ยงดูหนูอย่างดีที่สุด จึงเป็น “หน้าที่ของแม่
หน้าที่…ที่แม่ไม่เคยนับว่าเป็น “บุญคุณ”

 

ถ้าเชื่อตามพุทธศาสนาว่า “การเกิดเป็นทุกข์”
แม่ทำให้หนูต้องเกิดมาอยู่กับการว่ายเวียนกับสุขทุกข์ เพียงเพื่อเป็น”ความสุขของแม่”

แม่ซะอีก…ที่อาจจะเป็นหนี้บุญคุณของหนู

ใช้ชีวิตด้วยจิตวิญญาณที่เป็นอิสระเถอะนะลูก
แม่ไม่เคยคาดหวังให้หนูต้องทำอะไรเป็นการตอบแทน

เพราะการมีความสุขในทุกวัน กับการที่มีหนูให้รัก
สำหรับแม่…  นี่เป็นการตอบแทน…ที่มากเกินพอ

รักลูกเสมอ
แม่

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความตั้งใจอยากให้ลูกสาวตัวเองและพ่อแม่ทุกคนได้อ่าน หลังจากเจอคนไข้กินยาฆ่าตัวตายเพราะ.. ถูกพ่อพูดใส่หน้าว่า “ไอ้ลูกอกตัญญู”  จากการที่ไม่ได้เลือกเรียน…คณะที่พ่อต้องการให้เรียน

รักลูก…มอบความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้ลูก คือ การรักโดยไม่หวังผลตอบแทนนะค

เชื่อเถอะค่ะว่า…ลูกก็จะมอบความรักที่ยิ่งใหญ่กลับคืนให้คุณเช่นกัน

ที่มา :   line

………………………………………..

 

**ความเลวร้ายจากผลของการสูญเสียชีวิตของลูกๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่เคยสูญเสียลูกๆไม่มีทางได้รู้**

ท่านที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองของลูกๆ ท่านอาจไม่รู้ว่าความรู้สึก สภาพจิตใจหลักจากลูกๆของท่านได้เสียชีวิตลงไปนั้น มันเป็นยังไง ยิ่งถ้าเป็นการเสียชีวิตของลูกจากอุบัติเหตุต่างๆอีก ท่านอาจนึกไม่ถึงว่ามันเจ็บปวดแค่ไหน  จะมีผลกระทบมีอาการอะไรที่มันเลวร้ายที่เข้ามา ที่เกิดขึ้นส่งผลหลังจากที่ลูกๆได้เสียชีวิตไป

จึงอยากเล่าประสบการณ์ที่สะท้อนจากความจริงที่ได้พบ เป็นอาการที่เลวร้ายของผู้ปกครองที่ได้สูญเสียลูกๆไป จากการลงเก็บข้อมูลเด็กที่เสียชีวิตจากสาเหตุภายนอกจากอุบัติเหตุต่างๆ อาการแรกที่พบง่ายสุดจากการลงไปสอบถามข้อมูลถึงเหตุปัจจัยต่างๆของการเสียชีวิตของลูก คือ…  การที่พ่อแม่เล่าถึงเหตุการในวันเกิดเหตุ ด้วยอาการน้ำตาไหล บ้างคนไหลออกมาแบบไม่รู้ตัว ไหลออกมาไม่หยุด ทำให้มีความรู้สึกว่ามันเป็นภาพที่สะเทือนใจมากอยู่ และขณะที่เล่านั้นพ่อแม่ผู้ปกครอง มั้งจะชื่นชมลูกตัวเองต่างๆนาๆ หลังจากที่ลูกได้เสียชีวิตไปแล้ว เช่น ลูกตัวเองนั้นฉลาดมากๆ เป็นเด็กดี รูปหล่อ หรือ สวยมาก สุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ จะพูดถึงสิ่งดีๆของลูกช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่จดจำชื่อชมแต่สิ่งดีๆของลูก ภายหลังจากที่ลูกได้เสียชีวิต

ซึ่งจากการได้เป็นผู้รับฟังของพ่อแม่ผู้ปกครองที่เล่าถึงสิ่งที่ดีๆของลูกที่ได้เสียชีวิต มันทำให้เกิดความรู้สึกน่าเห็นใจแต่อีกมุมหนึ่งยังคิดรู้สึกเสียดายที่พ่อแม่ผู้ปกครองมามองเห็นระลึกถึงข้อดีของลูกๆเมื่อ..สายไปเสียแล้ว

ความคิดความทรงจำดีๆที่มีต่อลูกนั้น มันเป็นเรื่องที่ควรเก็บไปเล่าให้หลานๆฟัง หรือเล่าให้ลูกๆฟัง เมื่อเติบโตขึ้นจนเป็นผู้ใหญ่มากกว่า

อาการที่หนักขึ้นของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกที่เสียชีวิต คือ บ้างคนเบ้อ บ้างคนเพ้อ นั่งยืนเม่อลอย ทำอะไรไม่เหมือนแต่ก่อน พูดอะไรไม่อยู่กับร่องกับลอย ทำตัวแปลกๆ บ้างคนก็ยังไม่เชื่อว่าลูกได้เสียชีวิตไปแล้วยังคิดว่าลูกมีชีวิตอยู่ ยังทำกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำกับลูกๆอยู่ต่อไปแม้ลูกได้เสียชีวิตไปแล้ว เช่นไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียน เรียกลูกมากินข้าว หรือพ่อแม่บ้างคน ที่ค้าขาย จะมีอาการคิดทอนเงินคิดเงินลูกค้าผิดๆถูกๆ พ่อแม่บ้างคนต้องใช้เวลาร่วมๆปีถึงจะทำใจได้ แล้วกับมามีวิถีชีวิตปกติเหมือนเดิม

ที่หนักสุดๆ เลย คือ พอลูกเสียชีวิตแล้ว พ่อหรือแม่ของเด็ก มาหนีมาเลิกกันไปอีก เรียกว่าเป็นการเสียทั้งลูก เสียทั้งคู่ชีวิต ซึ่งเคยพบคู่พ่อแม่ ที่ลูกเสียชีวิตและได้เลิกกันหลังจากนั้นไม่กี่เดือน ถ้าได้ลองรับรู้เรื่องราวสภาพของพ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก ที่ตกอยู่ในสถานภาพนี้ ต้องบอกว่า มันน่าเศร้ามาก ขนาดแค่ฟังรับรู้เฉยๆ ยังเศร้า คิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้นกับใครๆเลย นึกไม่ออกจริงๆว่าคนที่ลูกตายแล้ว ยังต้องมาเลิกลาแยกทางกับคู่ชีวิตอีก มันจะรู้สึกยังไง มีวิธีการคิด วิธีการทำใจยังไง่ ในการดำรงวิถีชิวิตอยู่ต่อไปในอนาคต

แต่ที่หนักที่สุดกว่า เลยคือเมื่อลูกได้เสียชีวิตไปแล้ว มีพ่อหรือแม่ ที่ทำใจไม่ได้มีฝ่ายไดฝ่ายหนึ่ง ได้ฆ่าตัวตายตามลูกไป หรือ ตรอมใจเจ็บป่วยจนเสียชีวิตตามลูกไป การฆ่าตัวตายตามลูกที่เสียชีวิตไปด้วย คงต้องบอกได้ว่าเป็นผลกระทบที่หนักมากหลังจากที่ลูกได้เสียชีวิตไปแล้ว เพราะถ้าไม่หนักจริง คงไม่ถึงกับต้องฆ่าตัวตายตามลูกไป

ถ้ามองภาพรวมๆ จากการที่ได้สัมผัสพ่อแม่ผู้ปกครองที่ลูกๆมาเสียชีวิตนั้น พบว่า มีอาการเหมือนสูญเสีย ความฝัน ความคาดหวังต่อลูก ต่ออนาคต เหมือนอนาคตมันได้หายไปจากชีวิต แผนการที่ชีวิตที่ได้ว่างแผน วาดหวัง มันหมดไป เมื่อต้องสูญเสียลูกไป และจะมีความรู้สึกเสียใจ เศร้าใจ ต่อการจากไปของลูกๆ หรือ สงสารลูก ที่มีความน่ารัก มีความเก่ง มีความฉลาด รูปลักษณ์ดี สวยหล่อ ไม่น่ามาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็กๆ ตั้งแต่อายุยังน้อยอยู่ ทั้งยังนึกถึงพัฒนาการต่างๆของลูกๆที่พ่อแม่ได้เฝ้าเลี้ยงดูการเจริญเติบโตของลูกที่ผ่านมา จากที่กล่าวมาทั้งหมด อาจเป็นต้นเหตุของผลกระทบที่เลวร้าย ของอาการต่างๆที่ได้เกิดขึ้นกับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องสูญเสียลูกๆไป

คนที่เป็นพ่อเป็นแม่ของลูกๆทุกคนคงไม่มีใครอยากต้องการสูบเสียลูกๆที่รักไป เพราะการสูญเสียชีวิตของลูกๆนั้น มันคงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจ คงเป็นเรื่องยากที่จะมีชีวิตได้ใช้ชีวิตที่เหมือนเดิม เพราะพ่อแม่ผู้ปกครอง คงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าถ้าเกิดลูกๆต้องมาเสียชีวิตจากไปจริงๆนั้น ผลกระทบของวิถีชีวิต อาการจากผลกระทบ หลังจากนั้นจะเป็นยังไงเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ คิดคาดการณ์ได้

 เพราะฉนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองลูกๆ อย่าคิดว่าชีวิตเป็นเรื่องของเวรกรรม การเจริญเติบโตของลูกๆ เป็นเรื่องของเวรกรรม และการเสียชีวีตของลูก เป็นเรื่องของเวรกรรม

แต่…พัฒนาการต่างๆของลูกๆ  การเจริญเติบโตของลูก เป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองลูกๆสามารถป้องกันได้  การเลี้ยงดู การดูแลลูกๆให้มีความปลอดภัย สามารถป้องกันการเสียชีวิตของลูกได้ในระดับหนึ่ง ในระดับที่สูงมาก ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองรู้ป้องกันปัจจัยความเสี่ยงต่างๆที่สามารถทำให้ลูกๆต้องมาเสียชีวิตจากไป

วาทะสอนชีวิต http://www.klonthai.com/category/

“เพราะสังคม..ประเมินค่า..ที่จนรวย คนจึงสร้าง..เปลือกสวย..ไว้สวมใส่ หากสังคม..วัดค่า..ที่ภายในคนจะสร้าง..แต่จิตใจ..ที่ใฝ่ดี”

“คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น คนโง่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง”

“เกิดในที่ ที่ดี นั้นดีแน่  เกิดในที่ ที่แย่ ก็ดีได้  เกิดที่ดี แล้วแย่ มีถมไป  เกิดที่ไหน ก็ดีได้ ถ้าใฝ่ดี”  

“ความรู้ สอนให้ถ่อมตนแต่ความโง่เขลา สอนให้เย่อหยิ่ง”

กลาง ธรรมชาติ

 16 ก.ค. 2554
ที่มา http://www.oknation.net/blog/naturechang/2011/07/16/entry-1

Standard

” โชควันนี้ไม่ออกไปทำงานเหรอลูก?” แม่ถามโชคอย่างนี้มา 2 – 3 วันแล้ว เพราะโชคไม่ยอมพูดจากับใครเลย ไม่กินข้าวกินปลา ได้แต่นั่งนอนเก็บตัวอยู่ในห้องอย่างนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน

โชคไม่ตอบ!! แต่กลับรู้สึกหงุดหงิดกับคำถามซ้ำๆ แบบนั้น โชคทำงานเป็นช่างซ่อมบำรุงโรงแรมแห่งหนึ่งในโคราช วันนี้เขาทำงานที่นี่มากว่า 5 ปีแล้ว และที่นี่ทำให้โชคได้พบกับเปิ้ล สาวแกร่ง เก่ง และสดใสในตัวเองอย่างบอกไม่ถูก

เปิ้ลกับโชครู้จักกันและคบหากันมากว่า 3 ปี ทั้งสองมีความตั้งใจว่าอีก 2 ปีน่าจะแต่งงานกัน แต่แล้วเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางกะโหลกศีรษะ เปิ้ลบอกเลิกกับโชคด้วยเหตุผลที่ไร้สาระจริงๆ
1

โชคเองก็คิดมาตลอด 3 วันว่า ตนเองทำผิดอะไร ทำไมความรัก 3 ปีที่เฝ้าทะนุถนอมมาตลอด ถึงขาดสะบั้นลงอย่างไม่มีชิ้นดี กับแค่ผู้ชายอีกคนที่กลับมาจากเมืองนอกและมาบอกกับเธอว่า ” เขายังรักเธออยู่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย”

โชคเข้าใจคำว่า  “‘รักแรกยังฝังใจ ”  แต่ไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เขาหมายมั่นมาเป็นแม่ของลูก เธอตอบตกลงเขาคนนั้น โดยไม่คิดว่าจะมีอีกฝ่ายหนึ่งต้องเสียใจจนไม่มีอันจะทำอะไรเลยทีเดียว

” กินข้าวไหมลูก แม่ทำต้มจับฉ่ายที่ลูกชอบไว้ในหม้อ หิวเมื่อไหร่ไปกินนะ เดี๋ยวแม่ไปส่งผ้าลูกค้าหน้าปากซอยก่อนนะเดี๋ยวกลับมาจ้ะ”  แม่ของโชคพร่ำสั่งโน้นสั่งนี่เตรียมโน้นเตรียมนี่ให้แต่เช้า ไม่เพียงวันนี้ แต่ทุกเช้าตั้งแต่เขาจำความได้ แม่ก็ไม่เคยลืมที่จะไถ่ถามเรื่องความเป็นอยู่ ปากท้องสักครั้ง ใช่! แล้ว เปิ้ลก็เป็นแบบแม่นี่แหละ เธอเอาใจใส่เขาคอยดูแลเขาเสมอ นั่นคือสิ่งที่ทำให้โชคประทับใจเธอมากขึ้นทุกวัน

โชคจ้องมองรูปของเธอบนหัวเตียง ภาพผู้หญิงที่รวบผมเป็นหางม้ารอยยิ้มที่สดใสออกจะเขินนิดๆ ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาวมือขวายกขึ้นบังหน้าเพื่อห้ามไม่ให้เขาถ่ายภาพของเธอ มันช่างเป็นภาพที่เป็นธรรมชาติจริง ๆ ตั้งแต่วันนั้น โชคก็จับภาพนี้มาตั้งบนหัวเตียงจนถึงวันนี้และจะยังคงวางแบบนี้ต่อไปจนกว่าจะแน่ใจว่า  ” หมดค่ากับเธอแล้ว”

เวลาล่วงเลยมาถึงเที่ยงวัน โชคยังคงนอนมองเพดานและยกรูปเธอขึ้นมาดูอยู่อย่างนั้นนานแสนนานและถามตัวเองว่า ” ผมจะอยู่อย่างไรถ้าไม่มีเธอ? ”

“โชคลูก แม่เข้าไปได้มั้ย”
เขาไม่ตอบและยังคงนิ่งอยู่ แล้วแม่ก็เริ่มชวนคุยโน่นคุยนี่ โชคก็ตอบแบบขอไปทีแต่แม่ก็ยังชวนคุยไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงการสนทนาที่แทบจะหยุดหัวใจของเขาณ.ตอนนั้น

” โชครักผู้หญิงคนนี้มากเลยใช่ไหม?”  แม่ถามทั้ง ๆ ที่ก็รู้อยู่เต็มอก เขายังคงเงียบต่อไปในใจคิดว่า เมื่อไหร่แม่จะออกไปจากห้องเขาเสียที อยากอยู่คนเดียว แต่โชคก็ไม่สามารถพูดแบบนั้นออกมาได้

” แม่มีผู้หญิงคนหนึ่งแนะนำให้โชครู้จักเอามั้ย ”  โชคหันมามองท่านนิดนึง ท่านส่งรอยยิ้มให้พร้อมกับลูบผมที่เหนียวเหนอะหนะเพราะไม่ได้สระมาหลายวัน

” แม่รู้ว่าโชคเจ็บแต่รู้มั้ย พอเธอรู้ว่าโชคเป็นแบบนี้ เธอก็เจ็บมากเหมือนกัน ” ท่านพูดด้วยเสียงเศร้า ๆ

” ผู้หญิงคนหนึ่งเขาแอบรักโชคอยู่นานแล้วนะลูก ” แม่ปรับอารมณ์ให้ดูร่าเริงขึ้น

” ใคร ?” โชคใช้คำถามสั้นๆ ที่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ

” เธอทำกับข้าวเป็น ดูแลบ้านได้และพร้อมที่จะดูแลลูกเสมอ ”  แม่อธิบายสรรพคุณของผู้หญิงคนนั้นช้าๆ

” เธอหน้าตาไม่สวยอย่างที่โชคชอบหรอกนะ ไม่สวย ไม่ทันสมัย งานนอกบ้านไม่เก่ง แต่งานในบ้านแม่ว่าเยี่ยมมากเลย ”  แม่เอียงหน้ามองเขา แล้วยื่นมือมาจับที่เส้นผมที่ติดอยู่บนเสื้อยืดสีขาวออกช้า ๆ

” เธอออกจะท้วมๆ หน่อยนะแล้วก็ดูจะอายุมากไปนิดนึง ”  แววตาของแม่ทอแสงประกายบางอย่างออกมา

“เธอไม่ได้อยู่ไกลจากลูกเลยนะโชค แต่เธอนั่งอยู่ข้างๆโชคนี่แหละ ” แล้วโชคก็ต้องหันหน้าที่เมินหนีแม่ กลับมาจ้องท่านทันทีที่ท่านเอ่ยคำนี้ แล้วท่านก็กล่าวต่อว่า

” โชคจะลองรักผู้หญิงคนนี้ดูบ้างได้ไหม? ” น้ำตาของแม่เริ่มคลอเบ้า โชคพูดอะไรไม่ออก แต่ลุกขึ้นจากท่านอนเหยียดยาวเข้าไปกอดแม่นิ่งนาน แล้วในที่สุดก็เอ่ยขึ้นว่า

” ผมจะรับรักผู้หญิงคนนี้ครับ…จะรักเธอทุกวินาที…ทุกนาที…ทุกชั่วโมงและตลอดไปครับแม่ ”  แม่ไม่พูดอะไรอีกและยังคงปล่อยให้เขากอดท่านอยู่อย่างนั้น

บางครั้งเราก็ลืมไปว่า… ยังมีอีกคนๆหนึ่งที่รักเราอย่างสุดหัวใจ จำไม่ได้ว่าเราลืมท่านมานานเท่าไหร่?   แต่จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว โชคสัญญากับท่านว่า…….  ” ไม่ว่าผู้หญิงคนไหน ก็จะไม่มีใครทำให้ผมปวดใจได้อีก เพราะผมมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่รักผม ตลอดเวลาอยู่ข้างๆแล้ว “